You are here

CG and corruptions News - 1 December 2017

ยึดทรัพย์เลขาบุญทรง896ล. - โพสต์ทูเดย์

'ภคพงศ์'ปัดข้อครหาเอื้อลงทุนรถไฟฟ้า2สาย - กรุงเทพธุรกิจ

กลต.ยันสั่งพักชอบ 'ชยันต์'โร่ฟ้องศาล - โพสต์ทูเดย์

"ราชทัณฑ์"จัดหนักไล่ออก14ข้าราชการพัวพันทุจริต-ปล่อยมั่วในคุก - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ชงกฎเหล็กขรก.ยื่นบัญชีทรัพย์สิน - สยามรัฐ

Equal pay touted to tackle sports graft - BANGKOK POST

เสียซ้ำเสียซ้อน'รถ-เรือดับเพลิงฉาว' - เดลินิวส์

คอลัมน์ ข้าราษฎร: เจ้าหน้าที่รัฐตัวอย่าง - มติชน

คอลัมน์ มิติเศรษฐกิจ: ธรรมาภิบาลในการบริหาร สหกรณ์ยุค 4.0 (4) - โพสต์ทูเดย์

ไทยโพสต์: ใช้งบ อปท. 1.5 แสนล้านบาท ต้องโปร่งใส อย่าให้มีทุจริต – ไทยโพสต์

"โมดริช" กระอักเลือดโดนฟ้องโกงภาษี อัยการสเปนเจอหลักฐานชัดโยกเงินเข้ากระเป๋า35ล้าน- สยามกีฬา หน้า 15

ยึดทรัพย์เลขาบุญทรง896ล. - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาฯ ยึดทรัพย์อดีตเลขาฯ บุญทรง 896 ล้าน พบซ่อนทรัพย์สินไว้หลายที่

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้สั่งให้ทรัพย์สินของ พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตผู้ช่วยเลขานุการ รมว.พาณิชย์ (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์) รวมมูลค่า 896,554,760.28 บาท ที่ได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน

ทั้งนี้ พ.ต.วีระวุฒิ ไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของทรัพย์สินได้ เพราะมีทรัพย์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวม มูลค่า 896,554,760.28 บาท อาทิ เงินฝากธนาคารพาณิชย์ทั้งในชื่อ พ.ต. วีระวุฒิ และอดีตคู่สมรส บุตร เครือญาติ และผู้ใกล้ชิด จำนวน 53 บัญชี เป็น เงิน 567,715,461.37 บาท เงินลงทุน 6 แห่ง มูลค่า 260,142,651 บาท ที่ดิน 12 แปลง ในท้องที่กรุงเทพมหานคร มูลค่า 57,066,828 บาท

นอกจากนี้ ห้องชุดในชื่อของเครือญาติ ได้แก่ห้องชุดชื่อศาลาแดง โคโลเนต กรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,200,000 บาท และรถยนต์ 4 คัน ในชื่อของเครือญาติ และผู้ใกล้ชิด มูลค่า 6,309,000 บาท

สำหรับ พ.ต.วีระวุฒิ เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคดีทุจริตระบายข้าวแบบ จีทูจีร่วมกับนายบุญทรง แต่ได้หลบหนีไปก่อนที่จะมีการดำเนินคดี

'ภคพงศ์'ปัดข้อครหาเอื้อลงทุนรถไฟฟ้า2สาย - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ สรรหาผู้ว่าการรฟม. วุ่นไม่เลิกมือดีร้องเรียนคมนาคมสตง.-ปปช. กล่าวหาเอื้อประโยชน์เอกชนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน-ส้ม ขณะที่ "ภคพงศ์" แจงข้อครหายันจัดการโปร่งใสทั้งสองโครงการ ระบุเสนอให้รัฐมนตรีและบอร์ดร่วมตัดสินใจทุก ขั้นตอน ลั่นไม่ทราบเจตนาคนร้องเรียน ด้านคมนาคมโยนบอร์ดตัดสินใจ

จาการเปิดสรรหาผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)ช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่ามี 6 ผู้สมัครที่ผ่านการแสดงวิสัยทัศน์ ไปแล้วเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รอง ผู้ว่าการ รฟม. (ฝ่ายกลยุทธ์และแผน) นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รอง ผู้ว่าการรฟม. (ฝ่ายวิศวกรรมและก่อสร้าง) นายรณชิต แย้มสอาด ที่ปรึกษา รฟม. นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล อดีตผู้ว่าการรฟม. นายกฤต ธนิศราพงศ์ ผู้จัดการบริษัท ซีวิลเอนจิเนียริ่ง จำกัด และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ กฎหมายการยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน และนายศราวุฒิ ศรีศกุน อดีตผู้บริหารสวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

แต่การสรรหาที่ผ่านมายัง ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ รฟม.เนื่องจากประธานรฟม.ได้ลาออกไปก่อน ประกอบกับยังมีปัญหาเรื่องร้องเรียนของ ผู้สมัครซึ่งเป็นตัวเต็ง เกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชน มีการยื่นหนังสือให้กับกระทรวงคมนาคม สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) และสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)

มีการร้องเรียนใน 2 ประเด็น 1. บริหารงาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย สัญญาที่ 3 ช่วงเตาปูน-ท่าพระ ระยะทาง 13 กิโลเมตรผิดพลาด ส่งผลให้ รฟม. ส่งมอบพื้นที่ล่าช้าและต้องจ่ายค่าชดเชยให้เอกชนเป็นเงิน 690 ล้านบาท และ 2. ปรับแก้สัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ระยะทาง 23 กิโลเมตร ส่งผลให้ผู้รับเหมาสามารถเรียกร้องค่าเสียหายหาก รฟม. ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ประเด็นดังกล่าวจึงอาจทำให้ผู้สมัครรายนี้ไม่เหมาะสม และมี ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

"ภคพงศ์"รับมีบัตรสนเท่ห์ร้องจริง

เรื่องดังกล่าวนายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการรฟม.ในฐานะผู้สมัครผู้ว่าการรฟม. เปิดเผยว่าตนได้รับการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวจริง และพร้อมรับการตรวจสอบ ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน เพราะผู้ร้องเรียนใช้วิธียื่นบัตรสนเท่ห์ โดยไม่มีการลงชื่อ

สำหรับข้อร้องเรียนเรื่องรถไฟฟ้า สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย สัญญาที่ 3 นายภคพงศ์ชี้แจงว่าพื้นที่ก่อสร้างของโครงการทับซ้อนกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) เช่น สามแยกไฟฉาย แยกบางพลัด ส่งผลให้การส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนล่าช้า

กระทรวงคมนาคมและรฟม.จึงหารือเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้หารือร่วมกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครขณะนั้น มีการประสานงาน ระดับนโยบายมาโดยตลอด

ยันระดับนโยบายร่วมตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ตนได้รายงานประเด็นความล่าช้าให้คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมร่วมตัดสินใจถึง 2 ท่าน ซึ่งระดับนโยบายก็ตัดสินใจ จะดำเนินงานในแนวทางปัจจุบัน จึงสงสัยว่าตนเองกระทำผิดอย่างไร และผู้ร้องเรียนทราบประเด็นนี้หรือไม่ หรือแกล้งไม่รู้

ชี้สัญญายึดมาตรฐานสากล

ส่วนข้อร้องเรียนเรื่องสัญญารถไฟฟ้าสายสีส้ม นายภคพงศ์ ชี้แจงว่า สัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้าในอดีต เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือและเขียวใต้ ก็บรรจุเงื่อนไขให้ผู้รับเหมาสามารถเรียกร้องค่าเสียหาย กรณีส่งมอบพื้นที่ล่าช้าได้ เนื่องจากรถไฟฟ้าเป็นการประมูลแบบนานาชาติ (International Competitive Bidding) จึงต้องใช้สัญญามาตรฐานสากล ไม่ใช่สัญญาราชการทั่วไป

สัญญามาตรฐานสากลจะให้ความเท่าเทียม ระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง หากฝ่ายใด ทำให้อีกฝ่ายเสียหายก็ต้องรับผิดชอบ เช่น กรณีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สัญญา 3 ที่ รฟม. ต้องชดเชยค่าเสียหายจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าให้เอกชน เพราะทำให้เอกชนเกิด ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ สำนักอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ตรวจร่างสัญญาก็แนะนำให้ใส่เงื่อนไขนี้กลับเข้าไปในสัญญาตามเดิม เพราะถ้าตัดเงื่อนไขนี้ออกไปจะทำให้เกิดปัญหามากกว่า ตนจึงไม่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น

"จริง ๆ คนที่ร้องเรียนก็รู้แหละ แต่เขาคงหาเหตุ แกล้งทำเป็นไม่รู้ คิดว่าอย่างนั้น เพราะทุกอย่างที่ทำมันก็มีการรายงานในบอร์ดทุกครั้ง บอร์ดรับรู้รับทราบทุกครั้ง" นายภคพงศ์ กล่าวและว่า ไม่ทราบว่า ผู้ร้องเรียนผ่านบัตรสนเท่ห์มีเจตนาใด และไม่ทราบว่าจะมีผลต่อการลงสมัครผู้ว่าการ รฟม. หรือไม่ เพราะเป็นอำนาจตัดสินใจของคณะกรรมการสรรหาฯ และบอร์ด รฟม.

รักษาการรฟม.โยนบอร์ดชี้ขาด

นายฤทธิกา สุภารัตน์ รักษาการ ผู้ว่าการรฟม. กล่าวว่าทราบเรื่องร้องเรียน ดังกล่าวจากทางสื่อ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องที่ เปิดเผย และขึ้นอยู่กับว่าร้องเรียนมาทางไหน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ คณะกรรมการสรรหาฯ และบอร์ดรฟม. ซึ่งมีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้ตามกฎหมาย

"อาคม"ยันเป็นเรื่องรฟม.

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าการตรวจสอบข้อร้องเรียนและการสรรหาผู้ว่าการ รฟม. เป็นอำนาจการพิจารณาของบอร์ด และไม่ใช่กรณีที่กระทรวงคมนาคมจะเข้าไปสั่งการได้ แต่หากบอร์ดได้ข้อสรุปว่าอย่างไร ก็จะต้องเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาอีกครั้ง

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการร้องเรียนผู้สมัคร ผู้ว่าการรฟม.ว่า ยังไม่เคยเห็นหนังสือ ร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ส่วนข้อร้องเรียนจะกระทบต่อการสรรหาผู้ว่าการ รฟม. หรือไม่ คงขึ้นอยู่กับหลักฐาน ถ้าไม่มีการตั้ง คณะกรรมการสอบสวนก็ถือว่ายังไม่มีประเด็น โดยคณะกรรมการสรรหาฯจะเสนอรายชื่อผู้สมัครที่เหมาะสมให้บอร์ด จากนั้นบอร์ดจะพิจารณาข้อร้องเรียนและประเด็นต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจว่าควรเลือกรายชื่อใดให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ

กลต.ยันสั่งพักชอบ 'ชยันต์'โร่ฟ้องศาล - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - ก.ล.ต.ยืนยันคำสั่งพัก ชยันต์ อัคราทิตย์ จากการเป็นผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ด้านชยันต์โร่ฟ้องศาล

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่า นายชยันต์ อัคราทิตย์ ได้ยื่นฟ้องเลขาธิการ ก.ล.ต.นั้น ก.ล.ต.ขอยืนยันว่าการดำเนินการเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหลักทรัพย์อย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาจากเอกสาร หลักฐานอย่างรัดกุมและเป็นกลาง และเปิดโอกาสให้นายชยันต์ได้ชี้แจงอย่างเต็มที่ ซึ่งกระบวนการพิจารณาลงโทษจะอยู่ในรูปแบบองค์คณะ มิได้ขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และยุติธรรม

สำหรับในกรณีนี้นายชยันต์ได้อุทธรณ์คำสั่งครั้งหนึ่งแล้ว และ ก.ล.ต.ได้พิจารณาทบทวนตามขั้นตอน โดยคณะอนุกรรมการอุทธรณ์ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบุคคลภายนอกที่เป็นกลาง และคณะกรรมการ ก.ล.ต.ได้พิจารณาการอุทธรณ์แล้ว เห็นว่าการดำเนินการของ ก.ล.ต.เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากศาลมีหมายไต่สวนมูลฟ้องมายังสำนักงาน ก.ล.ต. ก็พร้อมที่จะเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาเพื่อพิสูจน์ข้อโต้แย้งดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2560 ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซอยสีคาม ถนนนครไชยศรี ศาลนัดฟังคำสั่งคดีที่นายชยันต์ อัคราทิตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายรพี สุจริตกุล ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ เป็นเลขาธิการและคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้มีการตั้งข้อกล่าวหาและตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย และมีการนำข้อความในอีเมลที่เป็นเอกสารปลอมมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาและลงโทษสั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน จนเป็นเหตุให้นายชยันต์และผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหาย

โดยคดีนี้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ศาลได้ตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับฟ้องไว้พิจารณา โดยให้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 8 พ.ย. 2560 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายชยันต์ได้ถูกสั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน 1 ปี รายละเอียดตามเว็บไซต์ของ ก.ล.ต.

"ราชทัณฑ์"จัดหนักไล่ออก14ข้าราชการพัวพันทุจริต-ปล่อยมั่วในคุก - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

'ราชทัณฑ์'เข้มไล่ออก14ขรก.ทุจริต-ปล่อยมั่วในคุก

ผู้จัดการรายวัน360 - เด็ดขาด!! "ณรัชต์" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ตะเพิด 14 ผู้คุมออกจากราชการ พัวพันทุจริต-เปิดบ่อนในคุก-ขายเหล้า-ปล่อยนักโทษชายหญิงมีเพศสัมพันธ์

วานนี้ (30 พ.ย.) พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เมื่อ วันที่ 29 พ.ย. มีการประชุม อ.ก.พ.กรมราชทัณฑ์ ครั้งที่ 4/2560 กรมราชทัณฑ์ มีมติพิจารณาลงโทษ ไล่ออก (ไม่ได้สิทธิต่างๆ เช่น บำเหน็จ และบำนาญที่ควรจะได้รับ) ที่กระทำผิดวินัย 13 ราย และให้ออกจากราชการ 1 ราย (ยังคงได้รับสิทธิบางส่วนอยู่) รวมทั้งหมด 14 ราย เป็นการดำเนินการดังนโยบายที่ได้วางแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ 3 ส. คือ สะอาด สุจริต และเสมอภาค ซึ่งใช้เป็นทิศทางในการบริหารงานมาตลอดระยะเวลา 2 เดือน

"โดย 1 ใน 3 ส. คือ "สุจริต" ที่ได้เน้นย้ำให้ข้าราชการในสังกัด กรมราชทัณฑ์ ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ยังมีข้าราชการส่วนน้อยที่มีพฤติการณ์กระทำผิด ซึ่งถือเป็นส่วนน้อย โดย กรมราชทัณฑ์ มิได้นิ่งเฉยต่อการกระทำของบุคคลเหล่านั้นแต่อย่างใด พฤติการณ์กระทำผิดต่างๆ ของข้าราชการ กรณีกระทำผิดวินัยซึ่งส่วนใหญ่กระทำการทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่" พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายละเอียดพฤติการณ์ ขอเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ทั้ง 14 ราย มีการกระทำความผิดแตกต่างกัน คือ 1. ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่กลับมา (ไล่ออก) 2. มีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์จากการจับกุมโทรศัพท์มือถือจากผู้ต้องขังแล้วส่งคืน โดยไม่รายงานผู้บังคับบัญชา (ไล่ออก) 3. ไม่นำเงินผลพลอยได้ฝากเข้าบัญชีธนาคาร 14 ครั้ง เป็นเงิน 601,202 บาท (ไล่ออก) 4. มีส่วนรู้เห็น และได้ประโยชน์จากการไม่ตรวจค้นเจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้สามารถลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าเรือนจำ (ไล่ออก) 5. ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณ เงินเดือน ค่าตอบแทนพนักงานราชการ โดยทุจริต จำนวน 4,995,037 บาท (ไล่ออก) 6. มีส่วนรู้เห็น และได้ประโยชน์จากการปล่อยให้ผู้ต้องขังลักลอบจำหน่ายสินค้าในเรือนจำ โดยใช้เงินสด (ไล่ออก) 7. มีส่วนรู้เห็น และได้ประโยชน์จากการจำหน่ายพระเครื่องในเรือนจำ (ไล่ออก) 8. มีส่วนรู้เห็น และได้ประโยชน์จากการเก็บส่วยเปิดบ่อนการพนันในเรือนจำ (ไล่ออก) 9. รู้เห็นเป็นใจให้ผู้ต้องขังชายลักลอบเข้าไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ต้องขังหญิงในแดนหญิง ซึ่งเจ้าหน้าที่ไขกุญแจให้เข้าไปในแดนหญิง โดยอ้างว่าหลอดไฟเสีย ทั้งนี้ มีภาพวงจรปิดบันทึกได้ (ไล่ออก) 10. มีส่วนเกี่ยวข้องในการลักลอบนำ โทรศัพท์มือถือ และยาเสพติดเข้าเรือนจำ (ไล่ออก)

11. นำสุราไปให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อแลกกับเงินจำนวน 2,000 บาท (ไล่ออก) 12. เรียกรับผลประโยชน์จากญาติผู้ต้องขัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ (ไล่ออก) 13. ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่กลับมา (ไล่ออก) และ 14. มีมลทิน หรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนว่ามีส่วนรู้เห็น และได้ประโยชน์จากการนำเงินสด แหวนทอง เข้าเรือนจำ (ให้ออกจากราชการ).

ชงกฎเหล็กขรก.ยื่นบัญชีทรัพย์สิน - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กทม.- ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย)จัดเวทีเสวนาโต๊ะกลม "การเปิดเผยทรัพย์สินและบทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช.ตามพระราชบัญญัติ ป.ป.ช.ใหม่"โดยนายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) รักษาราชการเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวเสวนาว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น โดยให้มีตำแหน่งที่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นคือ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ และผู้บริหารท้องถิ่นด้วย จากเดิมให้เปิดเผยเฉพาะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีส.ส. และ ส.ว.เท่านั้น แต่ให้ปกปิดข้อมูลส่วนตัวบางอย่างเช่นเลขที่บัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด เลขที่บัญชีธนาคาร ภาพถ่ายทรัพย์สิน เพื่อป้องกันไม่ให้นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางมิชอบ จนถูกมองว่า ปิดกั้นประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบนักการเมือง ซึ่ง ป.ป.ช.ต้องมาดูถึงความเหมาะสมว่า การปกปิดข้อมูลบางส่วนนั้น ต้องไม่เป็นการปิดกั้นการตรวจสอบ ขณะเดียวกันข้อมูลที่จะเปิดเผยต้องไม่กระทบสิทธิส่วนตัวมากเกินไป

นายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กล่าวว่า หลักการที่ กรธ.เสนอเรื่องการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินในร่างกฎหมายลูก ป.ป.ช.นั้น ไม่ได้แตกต่างจากปี 2540 และ 2550 การระบุว่า มาตรา 104 ของกฎหมายป.ป.ช.ที่ให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชนได้โดยสรุปเท่านั้น เจตนารมณ์ของกรธ.คือ ไม่ต้องการให้นำข้อมูลส่วนตัวของผู้แสดงบัญชีทรัพย์สินไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตามเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ล่าสุด กมธ.ได้แก้ไขเนื้อหามาตรา 104 กฎหมายลูก ป.ป.ช. โดยตัดคำว่า"โดยสรุป"ทิ้งไป และให้ ป.ป.ช. ไปกำหนดเองว่า มีข้อมูลส่วนใดที่จะไม่เปิดเผยได้บ้าง ขณะนี้มีข้อมูลอยู่ในข่ายปกปิดได้ตามระเบียบป.ป.ช. 14 อย่าง อาทิ เลขที่บัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ เลขที่โฉนด เลขที่บัญชีธนาคาร ภาพถ่ายทรัพย์สิน ที่อยู่โรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่ของผู้ให้กู้ยืมเงินข้อมูลเหล่านี้เมื่อยื่นต่อ ป.ป.ช.มาเมื่อ ป.ป.ช.มาเปิดเผยต่อสาธารณะ อาจไม่จำเป็นต้องเปิดเผยหรือทำแถบดำคลุมข้อมูลเหล่านี้ไว้ได้ เนื้อหาอีกส่วนที่กมธ.เสนอเพิ่มเติมเข้ามาในร่างกฎหมายลูกป.ป.ช.คือ ให้ข้าราชการทุกระดับยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อหน่วยงานเมื่อตอนเข้ารับราชการ และทุก3 ปี เก็บเป็นข้อมูลไว้ตรวจสอบ

Equal pay touted to tackle sports graft - BANGKOK POST Issued date 1 December 2017

TAAM YINGCHAROEN

Cops urged to ramp up betting crackdowns

Players' wages should be more equal while stiffer legal penalties and new technology should be introduced if corruption in football is to be stamped out, a seminar was told yesterday.

The recent match-fixing scandal reflects Thailand's problems with gambling addiction and rampant corruption in the sports industry, university lecturers and antigambling activists attending the seminar were told.

Under discussion was Thailand's failure to curb illegal gambling and corruption, after a dozen people including top flight players, referees and a club director were recently charged with match fixing.

Nuttakorn Witidanond, a researcher at Mae Fah Luang University, said a significant wage gap exists between teams and officials in Thailand's football leagues.

Muang Thong players average 400,000 baht a month, 10 times more than those playing in the league bellow. Referees, on the other hand, receive around 30,000 baht a month.

"The differences in wage coupled with the reluctance of some teams to pay their players on time has created a grey area in which speculators can bribe officials and players," Mr Nuttakorn added.

He also said that owners of football clubs and various stakeholders have political ties, which has also affected football results. "There are occasions where two teams meet but the executives of those teams are friends. So they put out teams in a way that would create a favourable outcome for both sides, though this is not directly linked to gambling," Mr Nuttakorn said.

Sports anchor Paitoon Chutimakornkul said match-fixing has plagued Thai football for decades, and it all started with the national team prior to the development of the Thai League. "Players are well aware of which teammates are rigging games.

They play together for hundreds of hours a year, it's obvious when someone suddenly plays significantly below-par," he said.

"Those wanting to expose match-fixing never had sufficient evidence to present to authorities. In that regard the recent crackdown must be looked at as a success; we finally have hard evidence of match-fixing," Paitoon added.

Sport and gambling activities have a long track record in Thailand. In the past, sports bets were all placed physically, with middlemen meeting punters in person to clear debts. Now that gambling has moved online, preventative measures have become more difficult as these activities exist underground and unseen.

Players and officials who violate the Sports Act should be banned for life, and law enforcers should make crackdowns on gambling sites ongoing, the seminar was told. Match-fixing is not restricted to Thailand and other domestic football leagues within Asean countries, such as those in Malaysia and even Singapore, have also experienced their own corruption scandals.

Sports associations around the world such as the National Basketball Association (NBA), Association of Tennis Professionals (ATP) and the Premier League all have a code of conduct which prohibits players or direct stakeholders in the sport they are active in from gambling on that sport.

เสียซ้ำเสียซ้อน'รถ-เรือดับเพลิงฉาว' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กรุงเทพมหานคร(กทม.) อยู่ระหว่างประกวดราคาหาผู้รับเหมาในการเคลื่อนย้ายเรือดับเพลิง ขนาด 38 ฟุต พร้อมอุปกรณ์จำนวน 30 ลำ ซึ่งเป็นเรือดับเพลิงในคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่า 6,687 ล้านบาท จากบริษัท ซีทโบ๊ต จำกัด ที่จอดอยู่ที่บางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อนำมาเก็บไว้ที่สถานีดับเพลิงสามเสน กทม. หลังจากที่กทม.เริ่มดำเนินการซ่อมแซมในช่วงปลายปี 2559 เสร็จเรียบร้อยแล้วโดยใช้งบประมาณ ในการจ้างเหมาขนย้ายจำนวน 1.98 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถหาเอกชนดำเนินการได้ในช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นกทม.จะหาพื้นที่นำเรือไปเก็บตามจุดต่าง ๆ ที่เหมาะสมซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาเพราะสามารถจอดเรือไว้บนบกได้ตามปกติส่วนที่จะนำมาใช้ก่อน เบื้องต้นประมาณ 10 ลำก่อน เนื่องจากสถานีดับเพลิงริมแม่น้ำเจ้าพระยา 3 สถานี ที่สามารถปล่อยเรือวิ่งออกจากท่าเรือได้ และอาจจะต้องมีการฝึกฝนเจ้าหน้าที่ประจำเรือต่อไปทั้งนี้ เรือดังกล่าวน่าจะใช้งานได้ในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองขนาดใหญ่ เช่น บางกอกน้อย เป็นต้น โดยเรือที่ซื้อมานี้มูลค่าลำละกว่า 25 ล้านบาท รวม 30 ลำ เป็นเงิน 760 ล้านบาท ต้องเสียค่าซ่อมเรือไปแล้ว 25 ล้านบาท รวมจนถึงขณะนี้กำลังจะมีค่าขนย้ายอีก 1.98 ล้านบาท โดยที่ยังไม่ได้ใช้งานตั้งแต่จัดซื้อปี 2547 จนถึงปัจจุบัน.

คอลัมน์ ข้าราษฎร: เจ้าหน้าที่รัฐตัวอย่าง - มติชน ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สายสะพาย

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ครบรอบวันสถาปนา 18 ปีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มอบรางวัล "NACC Awards 2017" แก่บุคคล หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชน

เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ประพฤติปฏิบัติตนชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ได้รับคัดเลือกและยกย่อง ระดับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ 13 ราย ควรบันทึกไว้เป็นแบบอย่างและเกียรติประวัติ ได้แก่

1.นาวาเอกหญิง วัฒนา จิตร์ระเบียบ สำนักนโยบายและแผนกลาโหม กระทรวงกลาโหม 2.พันเอก สมโภชน์ พูลเพิ่มทรัพย์ สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม 3.นางสาวรุ่งฤดี ต้นแก้ว กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 4.นายพันธ์เทพ เสาโกศล นายอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น 5.สิบตำรวจตรี เสกสรร แสงขาว กรมการปกครอง 6.นางวิรยาร์ ชำนาญพล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ กรมศิลปากร 7.นางสาวภรณี สุทธิวานิช กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 8.นางสาววรชนาธิป จันทนู ผอ.สำนักรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี 9.นายสงวนพงษ์ คำบุษผา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 10.นายโกเมศ สุบงกช สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน 11.พันตำรวจเอก รุ่งเกียรติ สนแจ้ง รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4 12.ดาบตำรวจ มะรอมลี มังสมาน ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรยะรัง จังหวัดปัตตานี 13.นายพรพนา แสนการุณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

รางวัลตอบแทนหรือประโยชน์อื่นใดในการส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้รับโล่เชิดชูเกียรติ 15 ราย ได้แก่ 1.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) 2.สถาบันอิศรา 3.มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 4.สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

5.สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยาจังหวัดพิษณุโลก 6.สถานีวิทยุจราจรเพื่อสังคม (FM 99.5 MHz) 7.สมาคมสื่อ ช่อสะอาด 8.มูลนิธิต่อต้านการทุจริต 9.มูลนิธิมั่นพัฒนา 10.บริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด 11.นายสุรชัย รัตนเสริมพงศ์ อดีตรอง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ 12.นายแสงชม พจน์สมพงส์ ผู้เชี่ยวชาญศาลยุติธรรมด้านอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ และที่ปรึกษาคดีสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ

13.นายฤทธิ์รงค์ อรุณานนท์ อาชีพอิสระ (ออกแบบ, ครีเอทีฟ, ถ่ายภาพ, โปรดักชั่น) 14.นางกาญจนา ควรตะขบ ครูผู้ดูแลเด็ก เทศบาลตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัยจังหวัดนครราชสีมา 15. นายวิเชียร สุวรรณสิทธิ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด คะนึงพาณิชย์

คอลัมน์ มิติเศรษฐกิจ: ธรรมาภิบาลในการบริหาร สหกรณ์ยุค 4.0 (4) - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับผู้ที่หาเงินฝากรายใหญ่ตลอดจนการทุจริตของผู้บริหารหรือมีการใช้อำนาจและข้อมูลภายในสหกรณ์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และตกแต่งบัญชีเพื่อปกปิดฐานะที่แท้จริงของสหกรณ์ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิกและสหกรณ์อื่นที่ให้กู้ยืม มีผลกระทบเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ทั้งหมดล้วนกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นและศรัทธาที่มีต่อระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ ฐานะความมั่นคงและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสหกรณ์จึงเป็นประเด็นที่ค้างคาใจของสาธารณชนทั่วไป

หากมองในเชิงระบบ ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์เริ่มสะสมความเสี่ยงมากขึ้นจากการที่สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งมีปัญหาการบริหารจัดการที่คล้ายกัน ซึ่งมีหลายประเด็นที่ควรให้ความสนใจ เรื่องแรก คือ สหกรณ์ออมทรัพย์มีพฤติการณ์ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการให้ลูกหนี้ Rollover หนี้ไปเรื่อยๆ หรือการกู้หนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่า ซึ่งเป็นการต่ออายุหนี้ หรือขยายหนี้เพิ่มให้กับผู้กู้ที่มีคุณภาพด้อยลง เป็นการปรารถนาดี แต่การปฏิบัติ ดังกล่าวส่งผลให้ลูกหนี้ไม่ได้รับการแก้ไขหนี้อย่างจริงจัง โดยติดอยู่ในวงจรหนี้อย่างไม่รู้จบ อีกทั้งการจัดชั้นลูกหนี้ด้อยคุณภาพและการกันสำรองก็ใช้เกณฑ์ที่อ่อนกว่าเกณฑ์สากล การที่เราเห็นตัวเลข NPL ในระบบสหกรณ์ออมทรัพย์อยู่ในระดับต่ำ จึงอาจไม่ได้สะท้อนฐานะความเสี่ยงและคุณภาพสินเชื่อที่แท้จริง

ผลที่ตามมา คือ สงสัยว่าเงินสำรองมีพอที่จะรองรับความเสียหายหรือไม่ เรื่องที่สอง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์มีความพิเศษกว่าสถาบันการเงินอื่นที่ลูกหนี้เป็นพนักงานที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน รู้จักลูกหนี้ดี และสหกรณ์ออมทรัพย์มีบุริมสิทธิที่สามารถหักเงินเดือนได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

สหกรณ์ออมทรัพย์จึงมักเชื่อว่าตนเองมีความเสี่ยงด้านเครดิตหรือความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระหนี้ต่ำ แต่ข้อเท็จจริง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ไม่ทราบภาระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ หากลูกหนี้มีหนี้กับสถาบันการเงินหลายแห่ง เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกเครดิตบูโร เจ้าหนี้อื่นก็ไม่เห็นภาระหนี้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ จึงคิดว่า ลูกหนี้ยังมีศักยภาพที่จะสร้างหนี้ได้อีก ลูกหนี้จึงก่อหนี้เกินตัว และเมื่อไม่สามารถชาระหนี้ได้ ถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้องล้มละลาย ผลเสียก็เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้ทั้งหมด รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ด้วย สาเหตุที่สถาบันการเงินไม่มีข้อมูลในการวิเคราะห์สินเชื่อที่เพียงพอเป็นสาเหตุหนึ่งที่ระบบสะสมความเสี่ยงไว้มากจนเกิดวิกฤตทางการเงินขึ้น และเป็นที่มาของการจัดตั้งบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร หลังจากเกิดวิกฤตปี 2540

ประเด็นต่อมา คือ สหกรณ์หลายแห่งมีพอร์ตลงทุนที่ใหญ่และหลากหลายมากขึ้น ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำติดต่อกันมานาน พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน หรือ Search for Yield เกิดขึ้นทั่วไปและได้แพร่หลายเข้ามาในรูปแบบการทำธุรกิจของสหกรณ์ออมทรัพย์ ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงกดดันของสมาชิกที่ต้องการผลตอบแทนที่สูง ส่งผลให้กรรมการและฝ่ายจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์ต้องแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยขยายเงินลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้เพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนโดยอาจจะไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงอย่างดีพอ การลงทุนเหล่านั้นมีความเสี่ยงอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านราคา ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย หรือความเสี่ยงด้านเครดิต สหกรณ์จึงต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ทางการเงินและมีกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่ดี เพื่อรองรับพอร์ตการลงทุนที่ใหญ่ขึ้น ตลอดจนต้องบันทึกบัญชีพอร์ตเงินลงทุนให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี เพื่อให้วัดผลได้อย่างถูกต้อง จัดการความเสี่ยงและแก้ไขได้ทันการณ์

นอกจากนั้น สหกรณ์บางแห่งได้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยลงทุนสร้างอาคารฝึกอบรมหรืออาคารจัดเลี้ยง สิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูง หากผิดพลาดก็จะกระทบต่อฐานะความมั่นคงของสหกรณ์ และกรณีนี้ก็อาจจะขัดกับวัตถุประสงค์การจัดตั้งสหกรณ์

ประเด็นต่อมา ที่มีลักษณะคล้ายกับกรณีบริษัทเงินทุนก่อนวิกฤตปี 2540 มาก คือ โครงสร้างแหล่งเงินทุนของสหกรณ์ ที่ส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อนำมาปล่อยให้สมาชิกกู้ยืมในระยะยาว จึงมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจาก Maturity Mismatch ค่อนข้างมาก บางครั้งมีการขยายงวดเงินกู้ออกไปยาวมากหลายร้อยงวด ยิ่งส่งผลให้เกิด Mismatch มากยิ่งขึ้น หากสถานการณ์การเงินในประเทศหรือในโลกเปลี่ยน ส่งผลให้เกิดการเร่งไถ่ถอนเงินฝากหรือถอนหุ้นคืนเป็นจำนวนมากก็จะกระทบต่อฐานะการเงินของสหกรณ์ได้ เพราะแม้ว่าสหกรณ์จะมีหุ้นจากสมาชิกที่ถือเป็นเงินทุนระยะยาว แต่สมาชิกก็สามารถถอนหุ้นคืนได้ตลอดเวลา

เรื่องที่สำคัญมากต่อระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ คือ กฎหมายและการกำกับดูแลที่ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของสหกรณ์ออมทรัพย์ เพราะที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้ความสำคัญด้านการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์มากกว่าการกำกับดูแล กรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์จะเน้นการตรวจสอบบัญชีเพื่อให้ความเห็นงบการเงินมากกว่าการตรวจสอบตามความเสี่ยง ซึ่งการตรวจสอบบัญชีเป็นการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จึงไม่ได้ประเมินถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งกฎหมายในปัจจุบันก็ไม่ได้ให้อำนาจแก่นายทะเบียนผู้กำกับดูแลมากนัก และมีบทกำหนดโทษที่ไม่เข้มงวด ประกอบกับเครื่องมือเตือนภัยและฐานข้อมูลที่จะช่วยให้ผู้กำกับดูแลติดตามความเสี่ยงของสหกรณ์ก็ยังไม่เพียงพอ จึงทำให้ยังมีสหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการสะสมความเสี่ยงไว้ในระบบสหกรณ์ออมทรัพย์

ไทยโพสต์: ใช้งบ อปท. 1.5 แสนล้านบาท ต้องโปร่งใส อย่าให้มีทุจริต - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา ทาง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ได้รับทราบสถานะเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และแนวทางการดำเนินการของกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ อปท.นำเงินสะสมคงเหลือสามารถนำมาใช้จ่ายได้ 150,954.34 ล้านบาท เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล จากทั้งสิ้น 318,342.68 ล้านบาท

พล.ท.สรรเสริญบอกไว้ว่า แนวทางก็คือ ให้กระทรวงมหาดไทยทำความตกลงกับกระทรวงการคลังในการขอยกเว้นเงื่อนไขที่จะต้องสำรองเงินสะสมจำนวนหนึ่งไว้ก่อน กรณีเกิดสาธารณภัย สำรองงบบุคลากร เงินที่จะต้องทดรองจ่ายให้แก่ประชาชนก่อนได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เช่น ค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ผู้พิการ และรายการผูกพันไว้แต่ยังไม่จ่ายจำนวน 167,388.34 ล้านบาท

จึงเท่ากับว่า หากกระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ รวมถึงหน่วยตรวจสอบอย่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หารือกันได้ถึงกรอบแนวทางการใช้เงินดังกล่าว ก็จะทำให้อีกไม่นานหลังจากนี้ ก็จะมีเม็ดเงินเข้าไปในกลไกระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากในต่างจังหวัด ผ่าน อปท.ต่างๆ ทั่วประเทศร่วม 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากทีเดียวในระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปก็คือ เมื่อสุดท้าย มีการนำเงินสะสมดังกล่าวของ อปท.ที่ฝากไว้ในสถาบันการเงินของรัฐนำออกมาใช้ เพื่อทำโครงการต่างๆ เช่น การจ้างงาน การก่อสร้างใน อปท.ระดับต่างๆ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนผ่านโครงการประชารัฐ ตามที่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจวาดฝันเอาไว้ ว่าเม็ดเงินดังกล่าวน่าจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้เดินไปได้ ซึ่งหากเดินไปได้ดี เศรษฐกิจในภาพกว้างก็น่าจะดีไปด้วย หากแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ มีการจ้างงาน มีการใช้เงิน ก็จะทำให้ตัวเลขด้านเศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การใช้เงินดังกล่าว แม้กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ รวมถึง สตง. อาจจะมีการปลดล็อกให้มีการนำ เงินมาใช้จ่ายเพื่อให้ อปท.ไปทำโครงการเพื่อให้บริการกับประชา ชน แต่สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีการกำกับตรวจสอบและติดตามการใช้เงินดังกล่าวให้ดี ไม่ให้มีการรั่วไหล เปิดช่องให้มีการทุจริต เพราะด้วย อปท.ที่มีเป็นจำนวนมากหลายพันแห่งทั่วประเทศ การตรวจสอบติตตามอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้การใช้เงินดังกล่าวรั่วไหลทุจริต ในทางปฏิบัติ การตรวจสอบอย่างทั่วถึงทั้งระดับ อบต.เทศบาล-อบจ.ทั่วประเทศ คงทำได้ยาก ก็อาจจะมีรอดหูรอดตาไปบ้าง ดังนั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องมีมาตรการในการติดตามตรวจสอบการใช้เงินดังกล่าวของ อปท. ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีเสียงทักท้วงการที่รัฐบาลมีแนวคิดนำเงินท้องถิ่นมากระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นก่อนหน้านี้ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ย้ำว่า แม้จะสนับสนุนแนวทางของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่มีนโยบายจะนำเงินสะสมของท้องถิ่นไปจัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาอาชีพในชุมชน แต่ก็ควรต้องทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้มีการกระจาย อำนาจอย่างแท้จริง คือ กระจายทั้งงบประมาณและภารกิจ ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ.2542 แต่การใช้เงินสะสมเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวของนายสมคิด ขัดทั้งระเบียบ มท. และกฎหมาย

โดยนายชวลิตอ้างว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้จ่ายเงินสะสมท้องถิ่น ได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน จำเป็น เร่งด่วนในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น การบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งยังต้องสำรองไว้ใช้จ่ายเป็นค่าเบี้ยยัง ชีพคนชราและคนพิการ เป็นต้น ดังนั้น การที่มติ ครม.จะให้มีการแก้ไขระเบียบ มท.เพื่อเอื้อต่อการใช้เงินดังกล่าว เท่ากับทำลายหลักการเดิมที่ มท.ได้กำหนดไว้แล้วอย่างรอบคอบ เคร่งครัด เพื่อรักษาเงินสะสมไว้ใช้เมื่อมีเหตุจำเป็น เงินสะสมท้องถิ่นเกือบสอง แสนล้านบาทไม่ใช่เพิ่งมาสะสมในห้วงเวลา 3 ปีของการรัฐประ หาร แต่ได้สะสมมาตั้งแต่ท้องถิ่นนั้นๆ เริ่มจัดตั้ง หากหมดลงหรือร่อยหรอในยุคนี้สมัยนี้ และเกิดเหตุสาธารณภัยที่ไม่คาดฝันในท้องถิ่น แต่ไม่มีเงินบรรเทาหรือเยียวยาในเบื้องต้น ถามว่านายสมคิดจะรับผิดชอบอย่างไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อ ครม.เห็นชอบในหลักการดังกล่าวแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้ ต้องรอดูผลการหารือและการวางกรอบการใช้เงินดังกล่าวที่สูงถึง 1.5 แสนล้านบาทว่า สุดท้าย หน่วยงานภาครัฐในส่วนกลาง จะมีการวางกรอบการใช้เงินดังกล่าวของ อปท.อย่างไร ขณะเดียวกัน ฝ่าย อปท.ทั่วประเทศ ที่แน่นอนว่าต้องการนำเงินดังกล่าวออกมาใช้อยู่แล้ว ก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนให้ได้ว่า เมื่อ อปท.มีการตั้งงบใช้เงินและนำเงินออกมาใช้แล้ว อปท.ทั่วประเทศก็ต้องทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้หมดทุกบาท ทุกโครงการ.

"โมดริช" กระอักเลือดโดนฟ้องโกงภาษี อัยการสเปนเจอหลักฐานชัดโยกเงินเข้ากระเป๋า35ล้าน - สยามกีฬา ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ลูก้า โมดริช กองกลางคนเก่งของ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน โดนพนักงานอัยการของแดนกระทิงดุกล่าวหาว่าโกงภาษีเป็นเงินจำนวน 870,728 ยูโร (ประมาณ 34.82 ล้านบาท) จากค่าลิขสิทธิ์ทางภาพลักษณ์ของเขาในปี 2013 กับ 2014

นอกจากนี้ ภรรยาของ โมดริช กับ อิวาโน่ เอส.เอ.อาร์.แอล. บริษัทแห่งหนึ่งในลักเซมเบิร์กก็โดนฟ้องร้องด้วย โดยพนักงานอัยการบอกว่าในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2012 โมดริช เซ็นสัญญามอบลิขสิทธิ์ทางภาพลักษณ์ของตัวเองให้ อิวาโน่ เอส.เอ.อาร์.แอล. ซึ่งบริษัทดังกล่าวก็ได้เงินเข้ากระเป๋าแบบสบายๆ 552,485 ยูโร (ประมาณ 22.09 ล้านบาท) ในปี 2013 กับ 729,000 (ประมาณ 29.16 ล้านบาท) ในปี 2014

เอกสารฟ้องร้องระบุว่า ไนกี้ บริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาชื่อดังที่เป็นสปอนเซอร์ให้ โมดริช ยังจ่ายเงินให้ อิวาโน่ เอส.เอ.อาร์.แอล. เป็นจำนวนรวม 729,000 ยูโร ระหว่างปี 2013-14 ด้วย ซึ่งตอนนี้ดาวเตะดีกรีทีมชาติโครเอเชียกับเอเยนต์ของเขายังไม่ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องในครั้งนี้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ โมดริช นับเป็นนักเตะรายล่าสุดจากเวที ลา ลีกา ที่โดนกล่าวหาว่าเบี้ยวภาษี โดยก่อนหน้านี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ มาร์เซโล่ 2 แข้งคนเก่งของ เรอัล และ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวยิง บาร์เซโลน่า ก็เคยโดนสอบสวนถึงเรื่องนี้มาแล้ว เช่นเดียวกับ โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตเทรนเนอร์ "ราชันชุดขาว" ที่ถูกฟ้องว่าโกงภาษีตอนทำงานในสเปน