You are here

CG and corruptions News - 10 August 2017

คุมขุมทรัพย์รัฐวิสาหกิจ14 ล้านล้าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ - โพสต์ทูเดย์

USO auction result could be quashed - BANGKOK POST

'วิษณุ'แจงม.44ปรับโครงสร้างปปง.- มติชน

ดีเอสไอนำ5จนท.เข้าเครื่องจับเท็จหาคนฆ่าธวัชชัย - ไทยโพสต์

สตง.ขอร่วมกระชากหน้ากากโกงCCTV - ไทยโพสต์

คม ชัด ลึก: แยกเบอร์ผู้สมัคร ตอบโจทย์ทุจริต? - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ พอเพียงอย่างพอใจ: EARTH...เมื่อผีซ้ำด้ำพลอย - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ มองผ่าน'ข้อมูล': 'การปฏิรูปตำรวจ' ณ วันนี้ - สยามรัฐ

โพสต์ทูเดย์: ต้องยึดธรรมาภิบาล - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ข่าวลึกปมลบ: ลับลวงพรางระบายข้าว ส่อเป็นคดีทุจริตภาค2 - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

รายงาน: 15คดีดังศาลฎีกานักการเมือง 3รมต.นอนคุก-เผ่นหนี3 - ฐานเศรษฐกิจ

คุมขุมทรัพย์รัฐวิสาหกิจ14 ล้านล้าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

คุมขุมทรัพย์รัฐวิสาหกิจ14 ล้านล้านขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าจะพิจารณาภายในปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า

ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนารัฐวิสาหกิจฯ ถือเป็นการยกเครื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเริ่มเดินหน้าเรื่องนี้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ หรือตั้งแต่ประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะเห็นว่ารัฐวิสาหกิจ มีความสำคัญกับการพัฒนาประเทศไทยอย่างมาก มีงบลงทุนแต่ ละปี 4-5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับงบลงทุนของหน่วยงานรัฐ แต่ที่ผ่านมายังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่ต่ำ ทำให้การเป็นเครื่องจักร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุบ่อยครั้งว่า รัฐวิสาหกิจมีทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 14 ล้านล้านบาท มีรายได้ 5 ล้านล้านบาท มีรายจ่าย 4.7 ล้านล้านบาท และส่งรายได้ให้กับประเทศปีละกว่า 1 แสนบาท ซึ่งหากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจสนับสนุนยุทธศาสตร์ของชาติ สร้าง

ความสมดุลเศรษฐกิจภายในประเทศกับต่างประเทศ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้รวดเร็วมากขึ้น

ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกของรัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ รวมถึงเป็นผู้ให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการกำกับดูแล

และบริหารรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจทั้งในและนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการรัฐวิสาหกิจฯ แม้ว่าจะครอบคลุมถึงการกำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ผู้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ และรัฐวิสาหกิจ ให้ชัดเจนมากขึ้น

เมื่อดูสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจฯ ประกอบไปด้วยหลักการสำคัญจำนวน 6 เรื่องที่สำคัญ

1.จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อกำหนดนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ การดึง คนร.มาอยู่ใน พ.ร.บ. จากเดิมไม่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน จะทำให้การกำหนดนโยบายของรัฐวิสาหกิจจากฝ่ายนโยบายมีความต่อเนื่องมากขึ้น

2.กำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องแผนพัฒนาฯ และยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นช่องทางในการส่งผ่านนโยบายของภาครัฐไปยังรัฐวิสาหกิจให้มีความชัดเจนและโปร่งใส จากเดิมที่มีแต่แผนการลงทุนที่จำนวนไม่น้อยไม่ได้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้การลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไร้ทิศทาง

3.มีกระบวนการสรรหากรรมการที่

ชัดเจน โปร่งใสและมุ่งเน้นประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการดำเนินงานและการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจกลายเป็นขุนทรัพย์เข้ามาหาผลประโยชน์จากนักการเมือง โดยการส่งคนใกล้ชิดเข้ามาเป็นกรรมการเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้อง ซึ่งส่วนใหญ่ทำให้รัฐวิสาหกิจเสียหาย อ่อนแอ และไม่มีประสิทธิภาพการดำเนินงาน

4.มีกลไกระบบการกำกับดูแลที่ดี (ธรรมาภิบาล) เพื่อเปิดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใสและส่งเสริมความรับผิดรับชอบในการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นมติใหม่ที่จะทำให้สังคมประชาชนตรวจสอบการทำงานของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง ไม่เดินออกนอกทางและทำให้เกิดความเสียหายเหมือนที่ผ่านมา

5.พัฒนาระบบประเมินผลที่เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจและนโยบายอย่างเป็นระบบ จากเดิมที่ไม่เชื่อมโยง นโยบายกำหนดแบบหนึ่งแต่รัฐวิสาหกิจดำเนินการอีกอย่าง

6.จัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (ซูเปอร์โฮลดิ้ง) ทำหน้าที่ในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงรุกกับรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือแปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว 12 แห่ง ซึ่งถือครองทรัพย์สินเกินครึ่งของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 14 ล้านล้านบาท เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีความพร้อมในการแข่งขันเชิงพาณิชย์และสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยคงความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการรัฐวิสาหกิจฯ ถูกจับตามองไปที่เรื่องการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งมากที่สุด เพราะหากรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย บริษัท อสมท ธนาคารกรุงไทย เป็นต้น สำหรับรัฐวิสาหากิจที่แปลงสภาพแล้ว เช่น บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ไปรษณีย์ไทย เป็นต้น

มีประเมินเบื้องต้นว่ารัฐวิสาหกิจทั้ง 12 แห่ง ที่จะมาอยู่ในซูเปอร์โฮลดิ้ง มีทรัพย์สินรวมกันไม่น้อยกว่า 10 ล้านล้านบาท หรือ 2 ใน 3 ของทรัพย์สินรัฐวิสาหกิจทั้งหมด คุมเม็ดเงินการลงทุนของรัฐวิสาหกิจกว่า 80-90% ของการลงทุนรัฐวิสาหกิจในแต่ละปี ดังนั้นการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งคุมรัฐวิสาหกิจทั้ง 12 แห่ง ถือเป็นการคุมรัฐวิสาหกิจได้เกือบทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การเดินหน้ารัฐวิสาหกิจเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากข้อมูลของ สคร. สรุปราคาหลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังถือครองล่าสุด 31 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา มีจำนวน 110 แห่ง มีมูลค่าตามราคาตลาด 1.4 ล้านล้านบาท จากราคามูลค่าตามบัญชี 1.14 ล้านล้านบาท ทั้งนี้หลักทรัพย์ทั้ง 110 แห่ง ประกอบด้วยหลัก

ทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 20 แห่ง เป็นรัฐวิสาหกิจ 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย บริษัท การบินไทย บริษัท ปตท. บริษัท ท่าอากาศยานไทย บริษัท อสมท และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีมูลค่าตามราคาตลาด 1.03 ล้านล้านบาท เทียบกับมูลค่าทางบัญชี 4.83 แสนล้านบาท ซึ่งมูลค่าตลาดสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีกว่าเท่าตัว

ดังนั้น การบริหารรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ นอกจากช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้รวดเร็วแล้ว ยังสร้างความมูลค่าความมั่งคั่งการเงินการคลังของประเทศ จากมูลค่าหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เอกนิติ กล่าวว่า ไม่อยากให้มองร่าง พ.ร.บ.การพัฒนา รัฐวิสาหกิจฯ มีแต่เรื่องการตั้งซูเปอร์ โฮลดิ้ง ที่สำคัญมากที่สุด เพราะทั้ง 6 เรื่องสำคัญที่อยู่ในกฎหมายมีความสำคัญเท่ากันหมด ถือเป็นการยกเครื่องรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ทุกด้านอย่างที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจมีการบูรณาการ เป็นระบบ และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดจะทำให้การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจที่มีสินทรัพย์ 14 ล้านล้านบาท เท่ากับจีดีพีของประเทศ มีการดำเนินการให้บริการสาธารณะที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับประเทศในท้ายที่สุด

USO auction result could be quashed - BANGKOK POST Issued date 10 August 2017

KOMSAN TORTERMVASANA

The National Broadcasting and Telecommunications Commission (NBTC) says it will scrap the auction results for a 13.6-billion-baht rural fibre-optic network if the project fails to meet the budget transparency standards of the Office of the Auditor General (OAG).

The universal service obligation (USO) project is aimed at connecting more than 3,920 villages through a fibre-optic network in order to bridge the digital divide in rural areas.

The NBTC held an electronic auction on Aug 1-2, in which the project was divided into eight zones nationwide. The winning bids totalled 12.9 billion baht, 4.5% lower than NBTC's budgeted 13.6 billion.

The OAG sent a letter to the NBTC office suggesting that the commission halt the project, said NBTC secretary-general Takorn Tantasith.

The letter also asked the NBTC to transfer the USO budget to the Digital Economy and Society Ministry's development fund.

The project, the letter went on to say, would be assigned to TOT, the state telecom enterprise.

The OAG said its suggestion is in line with the cabinet's resolution passed last year, said Mr Takorn.

Regardless of the content of the letter, the NBTC board still believes it is still fully responsible for bridging the digital divide in rural areas, and thus in full control of the USO budget.

"The 2010 Frequency Allocation Act (FAA) dictates that the NBTC is the sole operator of the USO project," said Mr Takorn. "The 2017 FAA (Amended FAA), however, indicates that the NBTC must transfer the USO budget to the development fund if it is unable to make progress on the project."

While the winning bids were 624 million baht lower than the original budget, he said the auction was conducted with transparency.

Six bidders joined the recent August auction. TOT and True Corporation won the bids to build on three zones each. CAT Telecom and Interlink Telecom won the bidding for the remaining two zones.

"The NBTC will submit a letter to the OAG this week to clarify the issue," said Mr Takorn. "If the OAG still believes the NBTC wrongly used the USO budget, we are ready to scrap the result of the auction and hand in the money to other agencies."

The 13.6-billion-baht project is projected to be completed by the second half of 2018, and will provide fibre-optic networks, WiFi hotspots and mobile access nodes to over 3,920 border villages in 62 provinces nationwide.

The NBTC said broadband networks will be installed in 600 villages (15% of

the total) by year-end. By next April, the commission's project is forecast to reach 2,000 settlements.

The broadband internet network installed will run at speeds of no less than 30 megabit per second (Mbps).

The winners of the project have to provide super cheap packages to the villages as alternatives encouraging low-income people to access broadband internet services.

Previously, the NBTC set up supercheap broadband service in border villages, which were divided into three promotional packages: 50 baht per month for 10 Mbps speed, 150 baht for 15 Mbps, and 200 baht for 20 Mbps.

ดีเอสไอนำ5จนท.เข้าเครื่องจับเท็จหาคนฆ่าธวัชชัย - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ไทยโพสต์ * ดีเอสไอพร้อมให้ความร่วมมือตำรวจรื้อคดี "ธวัชชัย" เผยนำ จนท. 5 รายวันเกิดเหตุเข้าเครื่องจับเท็จแล้ว ยันเก็บหลักฐานไว้ครบ "อธิบดีศาลอาญา" รอ พิมพ์คำสั่งชันสูตรศพ ส่งพร้อมสำนวนไต่ สวนให้อัยการสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการสอบ สวนความผิดวินัยกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ รปภ. ที่เข้าเวรยามในวันที่นายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่ที่ดินพังงาเสียชีวิตว่า หากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมีความผิดจริง จะต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ซึ่งวัน เกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่อยู่เวร 2 คน รปภ.ที่เข้าเวรยาม 1 คน และ รปภ.ที่เข้า เวรยามชั้นล่างตึกดีเอสไอ 2 คน รวมทั้งหมด 5 คน แต่ทำงานอยู่คนละชั้นกัน สำหรับการสอบสวนต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง มาสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานก่อน

"ผมยืนยันว่าในส่วนของดีเอสไอพร้อมให้ความร่วมมือ เรามีหลักฐานทุกอย่างเก็บไว้อยู่แล้ว เราเก็บหลักฐานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมด แม้ว่าเจ้าหน้าที่รปภ. 1 คนจะเกษียณไปแล้วก็ตาม แต่ รปภ.อีก 1 คนก็ยังทำงานอยู่ ซึ่งสามารถติดตามได้ทั้งหมด ส่วนการสืบสวนและไต่สวน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้องก็เรียกเจ้าหน้า ที่ดีเอสไอและ รปภ.ไปสอบสวนครั้งหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนี้เมื่อสำนวนส่งกลับมาให้ดีเอสไอ ผมเชื่อว่าตำรวจจะเอาคำให้การเก่านำกลับมา สอบสวนเพิ่มเติม" พ.ต.อ.ไพสิฐระบุ

ส่วนกรณีน้องชายของนายธวัชชัย อนุกูล เข้าไปปรึกษาเรื่องคดีกับ พล.ต.ต.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ผกก.สน.ทุ่ง สองห้องนั้น เป็นสิทธิที่ทำได้ ซึ่งดีเอสไอ ยืนยันว่าให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบ สวน สน.ทุ่งสองห้องอย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องการให้ความจริงกระจ่าง และไขข้อข้อง ใจสังคม อย่างไรก็ตาม กรณีที่สงสัยว่านายธวัชชัยถูกทำร้ายร่างกายนั้น เชื่อว่าความจริงต้องปรากฏในชั้นสอบสวนอยู่แล้ว เพราะ หากดีเอสไอพูดอะไรไป จะถูกหาว่าเข้าข้างและแก้ตัว

เมื่อถามว่า หลักฐานที่ดีเอสไอเตรียมเอาไว้แก้ข้อกังขาเพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจมีอะไรบ้าง พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของนายธวัชชัยแล้ว ซึ่งในส่วนของดีเอสไอ อยากให้พนักงานสอบสวนและศาลนำสำนวนการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมไปใช้เป็นองค์ประกอบการพิจารณาในคดีด้วย หากพนักงานสอบสวนร้องขอมา ดีเอสไอยินดีให้นำข้อมูลไปให้ แต่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้ขอหลักฐานใดๆ เพิ่มเติม เนื่องจากรอคำสั่งสำนวนคดีจากศาลก่อน ทั้งนี้เชื่อว่าตำรวจจะดำเนินการตามพยานหลักฐาน และดีเอสไอจะไม่มีปัญหาความขัดแย้งกับตำรวจ โดยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับตำรวจอยู่แล้ว เพราะต้องการให้เกิดความกระจ่างชัดเจนถึงสาเหตุนายธวัชชัยเสียชีวิต

"ที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และนำตัวเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 2 นาย และ รปภ.ที่เข้าเวรยามห้องขังชั้น 6 กับ รปภ.ที่เข้าเวรชั้น 1 ในวันที่นายธวัชชัยเสียชีวิตเข้าเครื่องจับเท็จไปแล้วนั้น ตรงนี้ขอให้ถึงชั้นตำรวจสอบปากคำเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกครั้งก่อน ซึ่งหลักฐานต่างๆ ที่ดีเอสไอได้เตรียมเอาไว้ก็จะมอบให้กับทางตำรวจทั้งหมดเพื่อพิจารณาต่อไป" อธิบดีดีเอสไอกล่าว

ด้านนายสุภัทร์ สุทธิมนัส อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงขั้นตอนการส่งคำสั่งศาลที่ไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิตของนายธวัชชัย ผู้ต้องหาคดีออกเอกสารสิทธิที่ดินทับซ้อนอุทยานแห่งชาติกว่าพันแปลง ที่เสียชีวิตระหว่างการถูกควบคุมตัวของดีเอสไอว่า ทราบจากผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนว่า หลังจากอ่านคำสั่งไปแล้วขณะนี้อยู่ระหว่างการพิมพ์รายละเอียดคำสั่งฉบับเต็ม ซึ่งต้องมีการตรวจความถูกต้องของถ้อยคำด้วย โดยศาลพร้อมจะส่งรายละเอียดคำสั่งพร้อมสำนวนการไต่สวนทั้งหมดให้อัยการผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ภายในสัปดาห์นี้ ส่วนการสอบสวนเกี่ยวกับการเสียชีวิต เป็นเรื่องที่อัยการและพนักงานสอบสวนจะดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน

วันเดียวกัน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการติดตามตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร คดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ หลังมีข่าวว่าลูกศิษย์พาหลบหนีไปอยู่ในประเทศแถบยุโรปว่า ขณะนี้ดีเอสไอมีเบาะแส และกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ ซึ่ง พ.ต.อ.ไพสิฐมีหน้าที่สืบสวนว่าพระธัมมชโยนั้นหลบหนีไปพักพิงอยู่ที่ไหน ประเทศใด ต้องให้ได้ที่อยู่แน่ชัดก่อน จากนั้นค่อยดำเนินการประสานร้องขอการจับกุมตัวผู้ร้ายข้ามแดนตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ดีเอสไอเป็นเจ้าภาพหลักของคดีนี้ อย่างไรก็ตาม หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับการประสานมา หรือจะให้ตำรวจสากลช่วยติดตามตัวพร้อมให้ความร่วมมือ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าพระธัมมชโยหลบหนีไปอยู่ที่ต่างประเทศเหมือนการข่าวของดีเอสไอหรือไม่ ผบ.ตร.ระบุว่า ไม่ทราบ ยังไม่ได้พูดคุยกับดีเอสไอ ส่วนการข่าวของตำรวจยังไม่สามารถระบุได้ว่าตัวพระธัมมชโยยังอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ ยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องในการช่วยพระธัมมชโยหลบหนี ชัดอยู่แล้วใครช่วยเหลือ ใครเกี่ยวข้อง มีมาตรการดำเนินการเด็ดขาดอยู่แล้ว.

'วิษณุ'แจงม.44ปรับโครงสร้างปปง.- มติชน ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 38/2560 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่า เป็นการปรับโครงสร้างเท่านั้น เพราะโครงสร้างเดิมไม่มีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นกรรมการ และสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมีมากเกินไป จึงทำให้น้อยลง นอกจากนี้ ยังมีขั้นตอนต่างๆ ยืดยาว ต้องผ่านสภา จึงปรับให้เข้ากับมาตรฐานสากล โดยโครงสร้างใหม่จะป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เนื่องจากไม่ได้มีใครจากฝ่ายการเมืองมาเป็นประธาน แต่กรรมการจะเลือกประธานกันเอง ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีเวลาสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน ภายใน 60 วัน

นายวิษณุกล่าวว่า คณะกรรมการ ปปง.ตามโครงสร้างใหม่ไม่ได้เข้าไปแตะต้องคณะกรรมการธุรกรรม เพียงแต่คำสั่งหัวหน้า คสช.เขียนเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการธุรกรรมเพียงเล็กน้อย ของเดิมคณะกรรมการธุรกรรมไปทำอะไรต่อมิอะไร กฎหมายก่อนหน้านี้ได้เขียนกำหนดเอาไว้แล้ว คณะกรรมการ ปปง.สามารถลงไปตรวจสอบการดำเนินการของคณะกรรมการธุรกรรมได้ เป็นเจตนาที่ต้องการคานอำนาจกัน ไม่เช่นนั้นคณะกรรมการธุรกรรมจะมีอำนาจมากเกินไป แต่คำสั่งหัวหน้า คสช.ปรับแก้ว่าวิธีที่คณะกรรมการ ปปง.จะลงไปตรวจสอบนั้นจะต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ ปปง.เป็นคนออก ต่างจากก่อนหน้านี้ที่สามารถลงไปตรวจสอบได้โดยไม่มีระเบียบรองรับ

สตง.ขอร่วมกระชากหน้ากากโกงCCTV - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * "หมอธี" คาดได้ข้อสรุป CCTV ได้ 1-2 สัปดาห์นี้ พร้อมรายงานนายกฯ ทันที ด้าน "โกศล" เผย สตง.เอาด้วย ขอให้ ศธ.ส่งสำเนาสรุปข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยันไม่มีมวยล้ม

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมน ตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ในโครง การ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งเป็นโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 10 เขต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 2 เขต รวม 1,104 แห่ง ว่าขณะนี้ นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ได้ลงพื้นที่และรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ ครบหมดแล้ว ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ซึ่งไม่ต้องกังวล และเท่าที่รับรายงานในเบื้องต้นมีความยุติธรรมเกิดขึ้นแน่นอน ทั้งนี้ เมื่อได้ข้อมูลการรายงานจากนายสุภัทร ตนจะรายงานให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบด้วย

ด้าน พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงที่มีนายสุภัทรเป็นประธาน กำลังสรุปข้อมูลเพื่อรอรายงาน รมว.ศธ. นอกจากนี้ ศธ.ยังได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขอให้ ศธ.ส่งสำเนาสรุปข้อมูลจากคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และข้อมูลสรุปของคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงชุดนายสุภัทร รวมถึงข้อมูลจากคณะทำงานของตนที่ลงพื้นที่ พร้อมทั้งข้อมูลที่ สพฐ.ได้ส่งหนังสือแจ้งบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญาในการติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้ง 4 บริษัท ให้มาติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครบตามข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) นั้น แสดงให้เห็นว่า สตง.ก็เริ่มขยับเข้ามาดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม เมื่อผลสืบข้อเท็จจริงออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับใครบ้าง ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ที่มีนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เป็นประธานต่อไป และส่วนจะมีข้าราชการระดับใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง หรือมีบุคคลอื่นในระดับสูงหรือไม่นั้น จะต้องดูห้วงเวลาของการจัดทำ TOR หรือการติดตั้งว่าใครเกี่ยวข้องในช่วงไหน อย่างไร และตนยังยืนยันเหมือนเดิมว่า เรื่องนี้จะไม่มีมวยล้มต้มคนดูอย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องสำคัญ.

คม ชัด ลึก: แยกเบอร์ผู้สมัคร ตอบโจทย์ทุจริต? - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ปมที่ยังโต้เถียงกันในเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้มีข้อเสนอให้แยกเบอร์หรือหมายเลขผู้สมัครเลือกตั้งของพรรคที่เคยใช้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งในอดีตที่หมายเลขพรรคจะเป็นหมายเลขของผู้สมัครตามเขตเลือกตั้งทั่วประเทศไปด้วย โดยประชาชนต้องกาบัตร 2 บัตร คือเลือกพรรคสำหรับนำไปนับคะแนนในส่วน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ และอีกใบกาบัตรเลือก ส.ส.ระบบเขต แต่ปัจจุบันการเลือกตั้งจะเหลือกาบัตรเพียงใบเดียวโดยประชาชนเลือกผู้สมัคร จากนั้นจะนำคะแนนผู้สมัครทุกคนไปคิดสัดส่วนระบบปาร์ตี้ลิสต์ไปในตัวด้วย ซึ่งหลายพรรคการเมืองได้คัดค้านการแยกเบอร์พรรค-ผู้สมัคร เพราะเห็นว่าข้อเสียมากกว่าข้อดีและเกิดความสับสน

ขณะที่ กรธ.ให้เหตุผลถึงข้อเสนอดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาการทุจริตซื้อเสียงที่เกิดขึ้นเป็นประจำในการเลือกตั้งที่ผ่านมาและยังว่าการเลือกตั้งในประเทศไทยทั้ง 27 ครั้ง เคยกำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคต่างเขตต่างเบอร์กัน ซึ่งรูปแบบนั้นมีหลายแบบ แต่กรธ.ต้องหาทางเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้ อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยข้อกำหนดให้ใช้ต่างเขตต่างเบอร์จะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้การซื้อเสียงมีความยากมากขึ้น พร้อมยืนยันว่าวิธีที่เสนอมีความยุติธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีนักการเมืองบางส่วนออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้ว่ามีข้อดีคือป้องกันนายทุนที่จ้องซื้อเสียงและโฆษณาชวนเชื่อและเมื่อผู้สมัครของพรรคไม่ได้เบอร์เดียวเหมือนกันหมดจะส่งผลให้บทบาทส.ส.เขตมีความหมายมากขึ้น ต้องเข้าใกล้ชิดและทุ่มเทพื้นที่และเป็นการลบข้อครหาที่ในอดีตเคยพูดกันว่าส่งใครลงก็ชนะ ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็ได้

อย่างไรก็ดีในฝ่ายผู้ปฏิบัติอย่างเช่นกรรมการการเลือกตั้งได้ส่งสัญญาณเตือนถึงข้อเสียเช่นกันถึงความยากลำบากในการทำงานตลอดจนอาจเกิดช่องทางทุจริตได้ โดยยกเหตุผล 3 ข้อ คือ 1.การรับสมัครและจับสลากหมายเลขผู้สมัครจากที่เคยจับสลากเพียงแค่จุดเดียวก็ต้องจัดแยกดำเนินการในแต่ละเขต หากเกิดกรณีการปิดล้อมจับสลากไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาไม่สามารถจัดเลือกตั้งภายในวันเดียวได้ ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ 2.การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งยากจะควบคุมเรื่องคุณภาพและการปลอมแปลงบัตร และ 3.การรวมคะแนนแม้สามารถเขียนโปรแกรมประมวลผลได้ แต่ปัญหาคือการตรวจสอบของภาคประชาชนและองค์กรที่ร่วมตรวจสอบเลือกตั้งจะทำได้ยากและรูปแบบใหม่ทำให้ต้องใช้งบประมาณมากขึ้น โดยเสียงสะท้อนจากฝ่ายปฏิบัติงานก็ถือว่ามีน้ำหนักที่ต้องนำมาไตร่ตรองถึงความเหมาะสมเช่นกัน

ในเรื่องนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีความเห็นต่อข้อเสนอของกรธ. แต่ก็ได้ให้ข้อคิดบางส่วนไว้ว่าการที่จะลดซื้อสิทธิขายเสียงได้หรือไม่ คิดว่าไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ตัวคนด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง พรรคการเมือง ประชาชน ซึ่งต้องไม่รับเงิน และปัญหาที่ผ่านมาทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้วเพราะเมื่อรับเงินแล้วประเทศได้อะไร ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าเพียงแค่กฎหมายคงไม่สามารถป้องกันทุจริตซื้อเสียงได้ แต่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปด้านอื่นด้วยเพื่อสร้างทัศนคติการเมืองที่ถูกต้อง ดังนั้นการพิจารณาปมแยกเบอร์ผู้สมัครแต่ละเขตต้องฟังเสียงสังคมรอบด้าน คงไม่ใช่เพียงแค่ผู้ร่างกติกาและผู้เล่นเท่านั้น รวมทั้งต้องรอบคอบในเรื่องข้อดีข้อเสียว่าประโยชน์มีมากแค่ไหน และควรอย่างยิ่งที่จะสื่อสารให้สังคมได้รับรู้และร่วมเรียนรู้ไปกับการขับเคลื่อนปฏิรูปการเมือง

คอลัมน์ พอเพียงอย่างพอใจ: EARTH...เมื่อผีซ้ำด้ำพลอย - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ฉาย บุนนาค

จริงๆ แล้ว ผู้อ่านหลายท่านคงเบื่อที่จะอ่าน ไม่ต่างจากผู้เขียนที่จะเขียนเรื่องของบริษัทที่ชื่อ เอิร์ธเอ็นเนอร์ยี่ หรือ "EARTH" แล้ว

หากแต่จุดประสงค์ของบทความนี้เพียงเพื่อต้องการสะท้อนให้ผู้อ่านได้มุมมองแนวคิดอีกมุมหนึ่ง เพื่อพิจารณาเป็นอุทาหรณ์สอนใจและประสบการณ์ชีวิตในเส้นทางการลงทุนต่อไป...

การจะเข้าแผนฟื้นฟูของ EARTH บริษัทที่เคยมีส่วนผู้ถือหุ้นกว่าหมื่นล้านบาท อาจเป็นสิ่งที่สะเทือนใจนักลงทุนและสังคมวงกว้าง เพราะถือเป็นเหตุฉับพลันและคาดไม่ถึง

ประเด็นหนี้งอก (เพราะถูกฟ้องจากคู่ค้า) ประเด็นเบี้ยวหนี้ ประเด็นผู้สอบบัญชี ประเด็นการเมืองภายในของธนาคารกรุงไทย ประเด็นการกลั่นแกล้งลูกหนี้ ประเด็นการตัดสินเชื่ออย่างไม่ชอบธรรมของธนาคารกรุงไทย ประเด็นการปล่อยกู้แบบไม่สุจริต หรือประเด็นการใช้เงินผิดวัตถุ ประสงค์ของผู้บริหาร EARTH ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นและข้ออ้างของแต่ละฝ่าย จริงเท็จประการใด ตอนนี้มีเพียงผู้บริหาร EARTH และทีมอนุมัติสินเชื่อธนาคารกรุงไทยเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ

อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง ความไม่แน่นอน ไม่มั่นคง และเป็นกฎธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งปวง การที่ EARTH ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนใกล้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาของโลกและเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ มีดี มีเจ๊ง เช่นเดียวกับการเล่นหุ้น

หากแต่เจตนาและความสุจริตที่แท้จริงต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ

หาก EARTH จะล้มละลายอย่างสุจริต เพราะปัจจัยภายนอก เช่น เพราะถูกโกงโดยผู้ประกอบการต่างชาติ หรือเพราะอุตสาหกรรมไม่ดี การที่สังคมไปซ้ำเติมโกรธแค้นก็ไม่เป็นประโยชน์ใดๆ

แต่หาก เรื่อง EARTH เป็นการจัดฉากวางแผนอย่างแยบยล อย่างไม่สุจริตจริง เราก็ควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน

นักลงทุนไม่ควรไปโทษ ไปด่า ก.ล.ต.ในกรณีนี้ เพราะ ก.ล.ต. เปรียบดั่งผู้คุมกฎในตลาดทุน เหมือนพ่อปกครองลูก เป็นไปไม่ได้หรอกที่ก.ล.ต.จะรู้ทุกอย่างที่ทุกบริษัทจดทะเบียนดำเนินการทั้งบนดินและใต้ดิน

ก.ล.ต.มีหน้าที่กำกับดูแลอย่างเที่ยงตรง เป็นธรรม และโปร่งใส

ก.ล.ต.มีกฎระเบียบและหลักเกณฑ์ให้บริษัทจดทะเบียนต้องดำเนินการ

หากบริษัทจดทะเบียนไม่ทำหรือทำผิด ก.ล.ต.ก็ลงโทษตามตัวบทกฎหมายก็แค่นั้น

เปรียบดังลูก ถ้าแอบหนีเรียน เกเร ติดยา ถึงแม้เป็นพ่อก็มิอาจรู้ได้หมด

ยิ่งพ่อมีลูกเยอะมากมาย รักก็ไม่เท่ากัน จะให้ดูแลทั่วถึงคงเป็นไปได้ยากในเชิงปฏิบัติ

แม้ ก.ล.ต.จะกำหนดให้มี auditor หรือผู้สอบบัญชีภายในมาช่วยตรวจสอบ เปรียบดั่งมีพี่เลี้ยงมาดูแลลูก ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่ลูกทำผิด พี่เลี้ยงจะรู้เห็นด้วยเสมอไป

ลูกอาจจะหลบหลีกเก่งมาก หรือพี่เลี้ยงอาจจะประมาทเลินเล่อ ก็ต้องไปพิสูจน์กัน

บริษัทจดทะเบียนที่เปรียบถึงไม่ได้หมายความเฉพาะ EARTH เพราะธนาคารกรุงไทยก็เป็นบริษัทจดทะเบียนที่รัฐถือหุ้นใหญ่เช่นกัน เพียงแต่ธนาคารกรุงไทยมีแม่รายเดียวกับ ก.ล.ต. คือกระทรวงการคลัง ซึ่งทำให้สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นและน่าเชื่อถือกว่าลูกที่พ่อไม่รัก (แล้ว)

คอลัมน์ มองผ่าน'ข้อมูล': 'การปฏิรูปตำรวจ' ณ วันนี้ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า "การปฏิรูปตำรวจ" ซึ่งมีการดำเนินการในขณะนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งการปฏิรูปที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง ความสนใจที่มีต่อการปฏิรูปนี้ คงไม่ใช่เป็นเพราะตำรวจไทยมีภาพลักษณ์ไม่ดี...ทำหน้าที่ไม่ดีเพียงเท่านั้น แต่ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชน เป็นบุคคลที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการดูแลคุ้มครองให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ ดังนั้นการทำหน้าที่ของตำรวจ จึงเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อการปฏิรูปตำรวจเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประชาชน การรับฟังความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ดังนั้น "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,137 คน ในประเด็น "การปฏิรูปตำรวจ" ในทรรศนะของประชาชนทำให้พบประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

"6 แนวทางปฏิรูปตำรวจ" ที่ประชาชนคิดว่าควรเร่งดำเนินการมากที่สุดคือเรื่องใด? พบว่า "คำตอบ" ที่ "ประชาชน" ตอบมากที่สุด ร้อยละ 80.16 คือด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในองค์กร รองลงมา ได้แก่ ด้านการสอบสวน และการบังคับใช้กฎหมาย ร้อยละ76.25 ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การสรรหา การผลิต และการพัฒนาร้อยละ 65.70 ด้านการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยร้อยละ 61.21 ด้านโครงสร้างที่เน้น 3 สายหลัก ได้แก่ ฝ่ายปฏิบัติการ อำนวยการและสนับสนุน เทคนิคและตำรวจกองประจำการ ร้อยละ 58.58 และด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ มี 3 ส่วน ได้แก่ 1) ระบบไอที 2) ระบบการสื่อสาร และ 3) ระบบ CCTV ร้อยละ 57.78

ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ ภาพสะท้อนความคิดเห็นประชาชน โดยประเด็นเกี่ยวกับ 6 แนวทางปฏิรูปตำรวจที่ประชาชนคิดว่าควรเร่งดำเนินการมากที่สุด ถือเป็นการสะท้อนระดับความรุนแรงของปัญหาในวงการตำรวจในสายตาประชาชนได้อย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นที่ต้องการให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนนั้น ย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงระดับความรุนแรงของปัญหาได้อย่างชัดเจน ซึ่งปัญหาที่มีความรุนแรงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องการคอร์รัปชันอย่างไม่ต้องสงสัย

"การคอร์รัปชัน" ไม่ได้เป็น "จุดอ่อน"ของตำรวจไทยในสายตาคนไทยเท่านั้นแต่ปัญหาดังกล่าว ยังเป็น "จุดอ่อน" ในสายตาคนทั่วโลกอีกด้วย พิจารณาจากการจัดอันดับดัชนีความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศและศักยภาพตำรวจระดับสากล (The World Internal Security and Police Index) ซึ่งจัดทำโดยสมาคมตำรวจศาสตร์สากล (The International Police Science Association) ซึ่งเป็นการจัดอันดับจาก 127 ประเทศทั่วโลกการกำหนดดัชนีชี้วัด แบ่งเป็น 4 ด้านและมีดัชนีชี้วัดทั้งสิ้น 16 ตัวชี้วัด ได้แก่ด้านศักยภาพ (Capacity) มีดัชนีชี้วัดคือ อัตราส่วนตำรวจ (Police) อัตราเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ (Armed Forces) อัตราส่วนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอกชน (Private Security) และอัตราส่วนของนักโทษต่อห้องขัง (Prison Capacity)

ด้านกระบวนการ (Process) มีดัชนีชี้วัด คือ การควบคุมการคอร์รัปชัน(Corruption) ประสิทธิผลในการดำเนินคดีอาญา (Effectiveness) การติดสินบนตำรวจ (Bribe Payments to Police)และอัตราส่วนของโจรกรรมที่ถูกปกปิดหรือไม่ได้รับการรายงาน (Underrepor ting)

ด้านความถูกต้องตามกฎหมาย(Legitimacy) มีดัชนีชี้วัด คือ การมีกระบวนการที่เหมาะสม (Due Process)ความเชื่อมั่นในตำรวจ (Confidence in Police) การไม่ใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว (Public Use,Private Gain) และการใช้กำลังโดยรัฐบาลต่อพลเมือง (Political Terror) และด้านผลลัพธ์ (Outcomes) มีดัชนีชี้วัดคือ จำนวนการเกิดการฆาตกรรม (Homi cide) ร้อยละของการเกิดอาชญากรรมที่รุนแรง (Violent Crime) การก่อการร้าย(Terrorism) และการรับรู้ได้ถึงความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety Percep tions)

ผลการจัดอันดับดัชนีดังกล่าว ในปี2559 พบว่าไทยมีความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศและมีศักยภาพตำรวจระดับสากล อันดับ 69 จาก 127 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีคะแนนดัชนีในภาพรวม 0.564 คะแนน โดยในส่วนดัชนีแต่ละด้าน พบว่า ด้านกระบวนการ (Process) มีคะแนนน้อยที่สุด คือ 0.412 คะแนน ด้านความถูกต้องตามกฎหมาย (Legitimacy) มีคะแนน 0.531 คะแนน ด้านผลลัพธ์ (Out comes) มีคะแนน 0.578 คะแนน และด้านศักยภาพ (Capacity) มีคะแนน 0.795 คะแนน (ทุกดัชนีมีคะแนนเต็ม 1 คะแนน)

นี่คือ ผลการสำรวจของไทยและเทศที่สะท้อนให้เห็นว่า การคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมากที่สุดอย่างเป็นรูปธรรม...หรือใครจะกล้าปฏิเสธ !?!

เป้าประสงค์สูงสุดในการนำเสนอผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล และต่างประเทศ ไม่เป็นการตอกย่ำ "จุดอ่อน...ข้อเสีย...ข้อด้อย" ของตำรวจไทย แต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนที่มีความรุนแรงมากที่สุด ซึ่งควรจะดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน

ส่วนการแก้ไขในความคิดเห็นของประชาชนซึ่งมุ่งไปที่การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับตำรวจที่กระทำผิดและคอร์รัปชัน และการมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาของตำรวจระดับชั้นผู้ใหญ่ แม้จะเป็นแนวทางพื้นๆ ของการแก้ไขปัญหา แต่ก็ถือเป็น "โจทย์หิน" ที่สุดของการปฏิรูปตำรวจไทย ซึ่งหากทำได้จริงรับรอง "การปฏิรูปตำรวจ" ผ่านฉลุยแน่นอน..!!

โพสต์ทูเดย์: ต้องยึดธรรมาภิบาล - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

หลังจากล่าสุด เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 37/2560 แก้ปัญหาในเรื่องการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษา โดยให้อำนาจแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือน มาดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีและตำแหน่งบริหารได้ โดยระบุว่าเพื่อแก้ปัญหาการบริหารที่ขาดความต่อเนื่อง ล่าช้าจนกระทบต่อการปฏิรูปการศึกษา

ที่ผ่านมาปัญหาการบริหารสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย ที่ต้องลงเอยด้วย ม.44 นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2559 เคยมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ หลังคำสั่งดังกล่าวมีการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมเพื่อเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านต่างๆ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่งที่ถูกใช้ ม.44 ในการเข้าไปแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลภายใน คือ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ไม่มีอธิการบดีมากว่า 7 ปี เกิดการฟ้องร้องและความแตกแยกในสถาบัน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มีปัญหาความขัดแย้งภายใน และคำสั่งที่ 29/2560 สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ เพื่อรองรับศูนย์กลางการศึกษาภูมิภาคอาเซียน เน้นสาขาขาดแคลน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจาก ม.44 ที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาทั้งหมดออก ทำให้เห็นภาพว่ารัฐบาลพยายามที่จะเข้าไปมีบทบาท หรือเข้าไปคลุกวงในเพื่อแก้ปัญหาอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะทราบดีว่า ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐหรือของเอกชน ทุกแห่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดตั้งและกำหนดวิธีการบริหารงานเป็นเอกเทศ มีช่องทาง มีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการตัวเองอย่างเต็มที่

อำนาจบริหารอย่างเบ็ดเสร็จของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นองค์กรกลุ่มจากบุคลากรหลากหลาย มีอำนาจแต่งตั้งอธิการบดีตามคุณสมบัติ ที่ระบุไว้ มีอำนาจอนุมัติหลักสูตร ถอนปริญญาใครก็ได้ แม้แต่ รมว.ศึกษาธิการ ก็ไม่มีอำนาจสั่งสภามหาวิทยาลัยได้

ผลจากการกำหนดกฎหมาย ทำให้มหาวิทยาลัยมีอิสระ ทำสัญญาตกลงอะไรกับใครก็ได้ เพราะเป็นนิติบุคคล เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องส่งให้คลัง ที่ดินที่มีผู้มอบให้ มหาวิทยาลัยสามารถจำหน่ายถ่ายโอนได้เอง ไม่ต้องไปขออนุมัติหน่วยงานรัฐ

ด้วยอำนาจที่มี ทำให้เกิดคำถามว่า จะทำอย่างไรหากเกิดปัญหา ธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา สิ่งที่ทำได้คือฝากความหวังไว้ที่สภามหาวิทยาลัยที่ต้องมีธรรมาภิบาล ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นเพียงเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ปล่อยให้การบริหารเป็นหน้าที่ของอธิการบดี

วงจรที่เกิดขึ้นกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีปัญหา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ลงเอยด้วยการใช้ ม.44 เข้าไปแทรกแซงอำนาจ กำลังเป็นเสมือนโอกาสที่ คสช.กำลังมองเงาตัวเอง มองเห็นองค์กรที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่กลับไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ว่า ใช้ ม.44 เฉพาะเพื่อปลดล็อกสถาบันที่มีปัญหาการบริหาร ให้เดินไปข้างหน้า ตอบโจทย์เรื่องการปฏิรูปการศึกษา การผลิตกำลังคนในอนาคต และไม่มีเรื่องของการเปิดช่องให้คนของตัวเองเข้าไปแทรกแซงอำนาจของมหาวิทยาลัย

คอลัมน์ ข่าวลึกปมลบ: ลับลวงพรางระบายข้าว ส่อเป็นคดีทุจริตภาค2 - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในโครงการระบายข้าวในสต๊อก ของรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากฝั่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมูลข้าว และในส่วนของโกดังข้าวที่ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ระงับการระบายข้าวใน สต๊อกรัฐ เนื่องจากพบความผิดปกติเกิดขึ้นหลายประการ

เรื่องข้าวคงจะเป็นประเด็นร้อนต่อไปอีกนาน เมื่อวานนี้ นายวัชระเพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ได้นำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบโครงการระบายข้าวของรัฐบาล ภายใต้ การกำกับของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่อาจมีการทุจริตกันเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน

โดยนายวัชระ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาจมีส่วนร่วมกับเอกชนทำการทุจริตโครงการระบายข้าวหรือไม่

วัชระได้ตั้งข้อสังเกต ปมพิรุธที่ส่อจะมีการฮั้วขึ้นในการระบายข้าวคือ 1. ข้อสงสัยถึงความไม่โปร่งใส ฮั้วประมูล และสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้พ่อค้าบางกลุ่มบางพวก จากการตัดสิทธิเอกชนบางรายอย่างไม่เป็นธรรม

เพราะบริษัท ทีพีเค เอทานอล ที่มีโรงกลั่นแอลกอฮอล์จากพืชที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลงทุนมากกว่า 6 พันล้าน ถูกตัดสิทธิแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยถูกผูกโยงกับบริษัทเก่า ซึ่งที่ปรึกษาบริษัททีพีเคคนหนึ่งเคยเป็นผู้บริหาร ในข้อหาผิดสัญญากับทางราชการ ซึ่งถูกลงโทษเพียงให้จ่ายค่าปรับเนื่องจากไม่ใช่กรณีฉ้อโกงหรือทุจริต แต่บริษัทที่เข้าประมูลได้กลับมีผู้ถูกหุ้นคนหนึ่งพัวพันในเรื่องทุจริตการระบายข้าวที่ ป.ป.ช. ชี้มูลไปแล้ว

โดนแบบนี้บริษัททีพีเคจึงนำเรื่องไปฟ้องศาลปกครองขอความเป็นธรรม ว่าถูกทางการกลั่นแกล้งออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายปฏิบัติได้อ้างว่านายกฯ และรัฐมนตรีให้อำนาจไว้ ให้ทำได้ ประเด็นนี้ยังต้องรอว่า ศาลปกครองจะวินิจฉัยอย่างไร

ข้อต่อมา มีข้อสงสัยถึงความไม่มีคุณสมบัติจริงในการเข้าประมูลข้าวอุตสาหกรรม กรณีข้าวอาหารสัตว์ และข้าวเกรดคนและสัตว์กินไม่ได้ จะเป็นขนาดโรงงาน กำลังการผลิต และพื้นที่จัดเก็บสต๊อกข้าวและพื้นที่ต้องเก็บ สินค้าที่ผลิตแล้ว ซึ่งขัดต่อเงื่อนไขของประกาศการประมูล แต่กลับเข้ามาร่วมประมูลได้

รวมทั้งหลายกลุ่มบริษัทยังมีประวัติทำผิดกับทางราชการ และถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดเรื่องข้าว และถูกฟ้องในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) อยู่ด้วย

ข้อสังเกตเหล่านี้เป็นประเด็นที่มีข้อเท็จจริงอยู่ 2 เรื่องด้วยกันคือ บริษัทที่เข้าประมูลข้าว ที่ผ่านเรื่องคุณสมบัติมีสิทธิประมูลข้าวได้ในปีนี้ ซึ่งกรม การค้าฯ ได้ทำการประมูลไปแล้วครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน และครั้งที่สองเดือนมิถุนายน ในทางปฏิบัติมีการตรวจสอบความถูกต้องทุกด้าน รวมทั้งรอยมลทินของผู้ยื่นประมูลทุกบริษัทอย่างโปร่งใส ให้ความเสมอภาค เป็นธรรมแล้วหรือไม่

การระบายข้าวยังมีการสับขาหลอกและลับลวงพรางเกิดขึ้นด้วย คือ มีบริษัทหลายแห่งที่เข้าประมูลข้าวสำหรับอุตสาหกรรมทำอาหารสัตว์ หรือ เรียกว่า ข้าวให้สัตว์กิน เมื่อมีการสืบค้นก็พบว่า เป็นบริษัทที่จดทะเบียนโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์มาถูกต้องก็จริง แต่เป็นใบอนุญาตตั้งโรงงาน ขนาดเล็ก และเมื่อไปดูโรงงาน บางแห่งยังไม่มีป้ายชื่อโรงงานด้วยซ้ำ หลายแห่งเป็นโรงสีข้าวธรรมดาทั่วไป ไม่มีเครื่องจักรจริงในการผลิตอาหารสัตว์และมีโรงงานในพื้นที่ที่ตั้งเลย

จะนับว่าพวกนี้เป็นโรงงานเก๊ก็ได้ นอกจากไม่มีตัวโรงงานจริงแล้ว เมื่อตรวจสอบกำลังผลิตก็ชัดเจนว่าไม่สอดคล้องกับจำนวนข้าวหลายหมื่นหลายแสนตันที่ประมูลไป ข้อมูลลวงจากโรงงานพวกนี้ผ่านตาเจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบ ได้อย่างไร

เมื่อพฤติกรรมของพวกพ่อค้าข้าวกลุ่มนี้เล่นไม่ซื่อ คนของรัฐควรเข้าไปตรวจสอบจากกลุ่มพ่อค้าที่เข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐ เพราะมีกลุ่มพ่อค้าข้าวที่ได้ชนะการประมูลแล้ว ไม่ได้นำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ แต่กลับนำเอาข้าวอุตสาหกรรม ออกขายไปให้คนบริโภค ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ จากหลักฐานการจำหน่ายข้าว เส้นทางเดินของข้าว และเส้นทางการเงินที่มีการซื้อขายกัน

"ข้อสังเกตเหล่านี้เป็นประเด็นที่มีข้อเท็จจริงอยู่ 2 เรื่องด้วยกันคือ บริษัทที่เข้าประมูลข้าว ที่ผ่านเรื่องคุณสมบัติมีสิทธิประมูลข้าวได้ในปีนี้ ซึ่งกรมการค้าฯ ได้ทำการประมูลไปแล้วครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน และครั้งที่สองเดือนมิถุนายน ในทางปฏิบัติมีการตรวจสอบความถูกต้องทุกด้านรวมทั้งรอยมลทินของผู้ยื่นประมูลทุกบริษัท อย่างโปร่งใส ให้ความเสมอภาค เป็นธรรมแล้วหรือไม่"

รายงาน: 15คดีดังศาลฎีกานักการเมือง 3รมต.นอนคุก-เผ่นหนี3 - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" (ศาลฎีกานักการเมือง) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 จนถึงปัจจุบันเกือบ 17 ปี มีคำพิพากษาไปแล้วหลายสิบคดี เฉพาะคดีดังเป็นที่จดจำของสังคม มี "นักการเมือง" ระดับชาติตกเป็นจำเลยหลายราย

คุก-ยึดทรัพย์"รักเกียรติ"

โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 233.88 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดินฐานร่ำรวยผิดปกติ

1 เดือนถัดมา ศาลมีคำพิพากษาจำคุก นายรักเกียรติ เป็นเวลา 15 ปี กรณีรับสินบน 5 ล้านบาทจากบริษัทยาทำให้สาธารณสุขจังหวัดจัดซื้อยาในราคาแพงในคดีทุจริตยาในกระทรวงสาธารณสุข ผลจากคดีนี้ทำให้ชื่อของ "รักเกียรติ" ขึ้นแท่นเป็นรัฐมนตรีรายแรกของไทยที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้จำคุกจากการทุจริตคอร์รัปชัน

จากนั้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2551 ศาลมีคำพิพากษาใน "คดีทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน" สั่งให้จำคุก นายวัฒนา อัศวเหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ขณะนั้น เป็นเวลา 10 ปี และริบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทอง 1 องค์ ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขู่ หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นร่วมออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับที่คลองสาธารณประโยชน์ และที่สงวนหวงห้ามเพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษก่อสร้างโครงการ ปัจจุบันนายวัฒนาติดอันดับรายชื่อนักการเมืองที่หลบหนีคดีของศาลฎีกาฯ

"ทักษิณ"หนีคุกคดีที่ดิน

และที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ เมื่อศาลพิพากษา "คดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก" หรือ "คดีที่ดินรัชดา" ที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร (ณ ขณะนั้น) ไปประมูลซื้อที่ดินริมถนนเทียมร่วมมิตร ย่านถนนรัชดาภิเษก ใกล้กับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ ราคา 772 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งอยู่ในกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ ร่วมลงนามยินยอมในฐานะคู่สมรส ส่งผลให้เป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาซื้อที่ดินโฉนดแปลงดังกล่าว เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมซึ่งศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ให้จำคุกพ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี ไม่รอลงอาญา

"ทักษิณ-ประชา-วัฒนา"หนี

สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังมีอีกหลายคดี โดยในวันที่ 30 กันยายน 2552 "คดีหวยบนดิน" ปรากฏชื่อเป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกอีก 47 คน ซึ่งศาลได้จำหน่ายคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้ชั่วคราว ส่วน นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ศาลพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

ส่วน "คดีปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐบาลพม่า 4 พันล้านบาท" หรือ "คดีเอ็กซิมแบงก์", "คดีแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต" และ"คดีกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดา" เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ หลบหนีคดี ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับ และจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะจับตัวมาดำเนินคดีได้

ในปี 2553 ศาลได้มีคำพิพากษาให้ ยึดทรัพย์อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ กว่า 46,000 ล้านบาท พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงถือหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และได้ใช้อำนาจหน้าที่ออกมาตรการต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ปอเรชันฯ และบริษัทในเครือหลายกรณี ส่งผลให้หุ้นของบริษัทมีราคาสูงขึ้น ก่อนขายให้กับบริษัท เทมาเสก ในประเทศสิงคโปร์

"คดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิง" ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง นายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. แต่พิพากษาให้จำคุก 12 ปี นายประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.เป็นเวลา 10 ปี

จากคดีนี้ชื่อของ "ประชา มาลีนนท์" ขึ้นแท่นติดอันดับนักการเมืองหลบหนีคดีอีกราย ต่อจากนายรักเกียรติ ที่หลบหนีคดี ภายหลังถูกจับกลับมารับโทษและได้รับอิสระไปแล้ว นายวัฒนา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี

จำคุกจรง"หมอเลี้ยบ"1ปี

ในวันที่ 4 สิงหาคม 2559 ศาลมีคำพิพากษา น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือ "หมอเลี้ยบ" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช กรณีแทรกแซงการตั้งประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมิชอบ ศาลพิพากษาให้จำคุก น.พ.สุรพงษ์ เป็นเวลา 1 ปี ปรับ 20,000 บาท โดยรอการลงโทษไว้ 1 ปี

ไม่กี่วันก่อนสิ้นเดือนสิงหาคม 2559 ศาลได้พิพากษาใน "คดีแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมเอื้อชินคอร์ป" ให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา และปรับ 20,000 บาท กรณีที่น.พ.สุรพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา 157 กรณีที่มีการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ(ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

คุก6ปี"ชูชีพ"คดีฮั้วปุย

ขณะที่ "คดีฮั้วประมูลจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์" เป็นอีกคดีที่มีนักการเมืองระดับสูงกระทำผิด ซึ่งศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 ให้จำคุก นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยที่ 1 และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 17 โดยศาลพิพากษาให้จำคุกคนละ 6 ปี ไม่รอลงอาญา

จากจำนวนหลายสิบคดีที่ศาลมีคำพิพากษาตลอดช่วง 16 ปีนี้ มีนักการเมืองระดับรัฐมนตรีที่ต้องโทษจำคุกจริงอยู่เพียง 3 รายเท่านั้น และยังอยู่ระหว่างการหลบหนีคดีอีก 3 ราย

ส่วนคดีจำนำข้าว และจีทูจีข้าว ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ และ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ ตกเป็นจำเลย ซึ่งศาลฎีกานักการเมืองนัดพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ผลจะลงเอยเช่นไร ต้องรอดูกัน...

ยกฟ้อง 4 คดีดัง

จากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหลายคดีที่พิพากษาให้ยกฟ้อง เช่น "คดีทุจริตกล้ายาง" ที่คณะกรรมการตรวจสอบการ กระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ฟ้อง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 44 ราย ในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยศาลพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2552 เนื่องจากฟังไม่ได้ว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

"คดีสนามกอล์ฟอัลไพน์" โดยคดีนี้ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเสนาะ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ โดยศาลพิพากษาในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 ยกฟ้องเนื่องจากขาดอายุความ

รวมถึง "คดีขึ้นทะ- เบียนเขาพระวิหาร" โดยเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2558 ศาลพิพากษายกฟ้อง กรณีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีที่ไปลงนามในแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ที่สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไทย

และคำพิพากษาศาลครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ในคดีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 ที่มี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท. สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล