You are here

CG and corruptions News - 10 January 2018

'นายกฯ'เบรกแก้เกณฑ์รับ-ให้ของขวัญ - มติชน

18th Prawit watch identified as B1.5m Patek Philippe - BANGKOK POST

นายกฯย้ำให้ความเป็นธรรมคดีรถหรู - ไทยโพสต์

'พศ.'จ่อตั้งกก.สอบวินัย แก๊งงาบเงินทอนวัด หลังปปช.ชี้ความผิดบางรายพักงานแล้ว - แนวหน้า

ติงปม'ชาร์จแบตไฟหลวง'ก.ม.เปิดช่อง-รอมติครม. - กรุงเทพธุรกิจ

'การุณ'แจงสร้างโดมใช้กิจกรรมเพิ่มเวลารู้ - เดลินิวส์

New conflict of interest bill gets tough on officials LAW TO BE BINDING EVEN ON FAMILIES OF BUREAUCR ATS; HARSH PENALTIES FOR MISUSE OF STATE RESOURCES - THE NATION

Column COMMENTARY: War against corruption must begin at home - BANGKOK POST

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: 5 ข้อที่วิจัยโกงควรเลิกทำ - แนวหน้า

'นายกฯ'เบรกแก้เกณฑ์รับ-ให้ของขวัญ - มติชน ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะแก้ไขประกาศ ป.ป.ช.เพื่อเพิ่มมูลค่าให้หรือรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่รัฐจากเดิมที่กำหนดไว้ 3,000 บาทว่า ได้สั่งการไปแล้วว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องไปเพิ่มวงเงิน 3,000 บาท เพราะวันนี้เวลาไปต่างประเทศเขาก็ให้มา แต่ถ้าเกิน 3,000 บาท ก็ต้องรายงานและส่งหน่วยงานต้นสังกัดทั้งหมด และตน เมื่อได้รับมา ก็ส่งสำนักนายกรัฐมนตรีกลั่นกรอง รวมถึงเก็บไว้ที่ตู้โชว์ที่ทำเนียบรัฐบาล อยู่ในบัญชีเยอะแยะไปหมด ของที่มีมูลค่าเกินก็รับไม่ได้อยู่แล้ว

18th Prawit watch identified as B1.5m Patek Philippe - BANGKOK POST Issued date 10 January 2018

WASSANA NANUAM

The latest luxury watch spotted on the wrist of Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon has been identified on social media.

The CSI LA Facebook page yesterday posted a photo of Gen Prawit wearing the watch and singled it out as a Patek Philippe 5135R Calendario Annual Calendar worth about 1.5 million baht.

The photo is said to have been taken on March 22, 2016 when Gen Prawit performed merit making in Mae Rim district of Chiang Mai.

It is the 18th luxury timepiece seen being worn by Gen Prawit.

Social media was first set abuzz after the deputy PM was shown wearing a platinum Richard Mille RM 029, with a value of about 2.5 million baht, at a Government House event late last year.

None of these luxury watches were included in Gen Prawit's assets declaration submitted to the National Anti-Corruption Commission (NACC).

The NACC is now investigating the scandal and its president Watcharapol Prasarnrajkit has said if more watches have been found, the NACC might have to take more time to collect evidence.

The NACC previously called for patience from the media as the results of the probe will be revealed at the end of this month or early next month.

An unconfirmed report said Gen Prawit might report to the NACC that he borrowed the watches from his friends to wear at special events.

Meanwhile, political activist Ekachai Hongkangwan arrived at the government complaint centre yesterday to present his own watch to Gen Prawit as a "gift", arguing that the deputy prime minister should not have to "borrow" other people's watches and should have one of his own.

Mr Ekachai claimed his watch is a 10-year-old Seiko and was a "suitable gift", since "watches don't have to be extravagant, so long as they can tell time".

Authorities including the commander of the Armed Forces Security Centre Lt Gen Thanakiat Chobchuenchom reportedly offered to take it on his behalf, but Mr Ekachai refused to give the watch to anyone other than Gen Prawit himself.

"I am aware that Government House and the Defence Ministry will be holding Children's Day activities this Saturday. So I will be there to give the watch to him myself," he said.

Around 10 supporters of Mr Ekachai's move to present the watch were seen handing out calendars with pictures of Gen Prawit wearing luxury wristwatches.

"The National Council for Peace and Order's time is up," said Mr Ekachai. "The government has said it will not stay for an extended period of time, but there has been no clear sign that an election will happen any time this year."

นายกฯย้ำให้ความเป็นธรรมคดีรถหรู - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

ทำเนียบฯ * พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือของภาครัฐ ให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่ไม่ได้รับรถหรือยังไม่ได้รับเงินคืนจากกรณีคดีทุจริตเลี่ยงภาษีนำเข้ารถหรู ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ต้องมองในหลายประเด็น 1.เกี่ยวกับผู้ประกอบการ ที่มีทั้งผู้ประกอบการที่เป็นตัวแทนบริษัทโดยตรงกับผู้แทนที่นำเข้า ซึ่งต้องสร้างความเป็นธรรม เพราะต้นทุนต่างกัน และ 2.ต้องดูแลผู้บริโภค ผู้ที่ซื้อไปแล้วทั้งที่รู้ว่าไม่ถูกกฎหมายจะเป็นอีกกรณีหนึ่ง ต้องไปทำให้ถูกกฎหมาย ส่วนกรณีที่ซื้อมือ 2 มือ 3 มือ 4 หรือ 5 ที่ไม่รู้ว่ามือ 1 ซื้อมาถูกกฎหมายหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงต้องระมัดระวังในการซื้อของเหล่านี้ ต้องทำให้ถูกต้อง การเสียภาษีต้องให้ตรงกับรุ่นและรถ "ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นคือการปลดล็อกต่างๆ ให้ได้ตามกฎหมาย เพื่อทำให้ธุรกิจนี้เดินหน้าต่อไปได้ เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั้งหมด วันนี้ทราบว่ามีรถจำนวนมากที่ติดในเรื่องนี้อยู่ จะทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย และจะเก็บภาษีอย่างไร ซึ่งจะทำให้รัฐบาลได้เงินและภาษีจากตรงนี้มากพอสมควร และผู้บริโภคก็จะสบายใจ ซึ่งต้องใช้กฎหมายทั้งหมดไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์ให้กับใคร" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

'พศ.'จ่อตั้งกก.สอบวินัย แก๊งงาบเงินทอนวัด หลังปปช.ชี้ความผิดบางรายพักงานแล้ว - แนวหน้า ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

"สุวพันธุ์" เผยสำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ เตรียมตั้งคณะกรรมการ สอบวินัย 9 เจ้าหน้าที่ทุจริตเงินทอนวัด หลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด เผยหลายคนโดนพักงานไปก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 9 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ พศ.จำนวน 9 คน ทุจริตเงินทอนวัดใน 3 วัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในส่วนของความผิดทางวินัยร้ายแรง ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะส่งเอกสารและรายงานให้หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวคือ พศ.ลงโทษทางวินัย ซึ่งภายหลังได้รับเอกสารและรายงานแล้ว ทาง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยขึ้นมาเพื่อพิจารณาลงโทษต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกรอบระยะเวลาในการตั้งคณะกรรมการสอบหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า มีกรอบเวลาอยู่ว่าจะต้องทำการสอบให้เสร็จภายในกี่วัน

อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 9 คนที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งพักงานไปก่อนหน้านี้แล้ว หลายคน

สำหรับเจ้าหน้าที่ พศ.ทั้ง 9 คน ที่ถูก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดในโครงการขออนุมัติเงินสนับสนุน อบรมพระธรรมทูต เผยแพร่พระพุทธศาสนา ปี 2558 ของวัดชลธาราวาส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส วัดสุริยาราม อ.เทพา จ.สงขลา และวัดยูปาราม อ.เมือง จ.ยะลา ประกอบไปด้วย น.ส.ประนอม คงพิกุล อดีตรองผอ.พศ., นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ อดีตผอ.พศ. จ.สงขลา มีความผิดวินัยร้ายแรง และมีมูล ความผิดทางอาญา มาตรา 149 มาตรา 157 มาตรา162(4) และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542, นายพนม ศรศิลป์ อดีตผอ.พศ.มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา มาตรา 151/มาตรา 157

ขณะที่ นายประสงค์ จักรคำ อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา, นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีตนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญพิเศษ, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ ในฐานะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบ ซึ่งมีส่วนในการจัดทำเอกสารเท็จมีมูลความผิดวินัยร้ายแรง และมีมูลความผิดอาญา มาตรา 157 มาตรา 162(4) และความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ส่วน นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร นักวิชาการศาสนาชำนาญการ นายดำรงค์ศักดิ์ เกตุแก้ว นักวิชาการศาสนาชำนาญการ และนายจักรเวทย์ เดชบุญ นักวิชาการศาสนา ในฐานะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง

ติงปม'ชาร์จแบตไฟหลวง'ก.ม.เปิดช่อง-รอมติครม. - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ "ชัชวาล" ติงสธ.รอมติครม. ก่อนออกประกาศปมใช้ทรัพย์สินราชการ พร้อมแนะผ่อนปรนใช้เล็กน้อย ไม่เกิดความเสียหาย ด้านเลขาธิการองค์ต่อต้านคอร์รัปชัน ยันกฎหมายระบุชัด ไม่ต้องรับผิดหากกระทำเล็กน้อยหรือตามระเบียบกระทรวงอนุญาต

ในการเสวนาและรับฟังความคิดเห็นเรื่อง "ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... : อีก 1 ก้าวเพื่อประเทศไทย ใสสะอาด" จัดโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ..... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

นายเจริญศักดิ์ ศาลากิจ เลขานุการกมธ. กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีหลักการและเหตุผลคือการบริหารงาน ของรัฐจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส เปิดเผย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ดังนั้นจึงสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ มาตรการ และกลไกในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเข้มงวด และเป็นการสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้หลังจากรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายกมธ.จะนำข้อมูลที่ได้รับไปประกอบการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ด้านพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานกมธ.กล่าวภายหลังการเสวนาว่า ความเห็นจากการเสวนาส่วนใหญ่จะเป็นมาตราที่อยู่ในกฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งในบางเรื่องยังไม่มีความชัดเจนมากพอ ส่วนเรื่องการออกประกาศที่มีการห้ามชาร์จโทรศัพท์มือถือในสถานที่ราชการด้วยนั้น ตรงนี้มองกันว่า ถ้าหากมีมติครม.ออกมาแล้วจากนั้นหน่วยราชการค่อยเอามาเป็นมาตรฐานน่าจะดีกว่า "กรณีนี้กระทรวงสาธารณสุขถือว่าออกประกาศเร็วไปหน่อย อย่างไรก็ตามยังมีการแสดงความเห็นด้วยว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีคำว่า "เล็กน้อย" ด้วย และมีการคุยกันแล้วว่า การชาร์จโทรศัพท์มือถือไม่ได้ทำให้เสียเงิน สักเท่าไร แต่กระทรวงสาธารณสุขกลับไปออกประกาศว่า ห้ามและมีเรื่องของการทำผิดวินัยเข้าไปด้วยจึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมาเท่านั้นเอง" พล.ต.อ.ชัชวาลย์กล่าว

ชี้ก.ม.ระบุชัดเล็กน้อยไม่มีความผิด

ขณะเดียวกันจากกรณีที่กระทรวงกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้ยกเลิกการออกประกาศกระทรวง เรื่องมาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยเฉพาะประเด็นการห้ามชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ พร้อมสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนในเรื่องดังกล่าวเพื่อความชัดเจนนั้น

นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) กล่าวว่า เรื่องนี้มีที่มาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือน ก.ย.2560 ที่อธิบายว่าการกระทำที่เกิดเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน หากต้องดำเนินคดีกันอย่างจริงจัง เพียงการนำเอกสารตราครุฑ ไปใช้ในงานบุญ หรือชาร์จไฟมือถือในสถานที่ราชการ ก็ถือเป็นความผิด ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดเพราะตามเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการขัดกันแห่ง ผลประโยชน์ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ..... ระบุไว้ชัดว่า บุคคลนั้นไม่ควรรับผิดหากเป็นการกระทำเพียงเล็กน้อย หรือหน่วยงานนั้นมีระเบียบอนุญาตแล้ว

เชื่อสธ.จุดกระแสใช้ทรัพย์สินราชการ

ทั้งนี้จากข้อเท็จจริงแนวทางการที่สธ. ออกเป็นระเบียบใน 5 ข้อ ถือเป็นเรื่องที่กำลังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการใช้รถยนต์ของทางราชการไปใช้ในธุระส่วนตัว หรือ นำรถยนต์ส่วนตัวมาจอดทิ้งไว้ในสถานที่ราชการ มีเพียงข้อห้ามนำโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ที่มองว่าเป็นเรื่องหยุมหยิมเพราะไม่ได้เกิดความเสียหายอะไร แต่โดยรวมนับว่าสธ.ได้จุดประกายให้สังคมกลับมามองถึงปัญหาการใช้ทรัพย์สินของทางราชการควรแก้ไขกันอย่างไร หากจะมีการยกเลิกมาตรการทั้งหมดก็ไม่เป็นอะไร เนื่องจากรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาหาแนวทางการใช้ทรัพย์กรของทางราชการไว้แล้ว

ส่วนตัวมองว่าการออกระเบียบ กฎเกณฑ์ใดๆ ก็ตาม ควรที่จะมีความ ชัดเจนที่ไม่ต้องตีความให้ยุ่งยากในแง่ปฏิบัติ และนั่นจะทำให้การป้องกันการทุจริตมีประสิทธิภาพหรือหาก กฎหมายจากส่วนกลางมีความชัดเจน แต่ละกระทรวง ทบวงกรม ก็คงไม่ต้องออกมาตรการขึ้นมาเพิ่มเติม

"เรื่องของการใช้ไฟหลวง ถ้าเปรียบเทียบกับยุคก่อนเมื่อ 15 ปีที่แล้ว การที่ข้าราชการยกหูโทรศัพท์ของทางราชการพูดคุยแต่เรื่องส่วนตัว ก็จะมีความชัดเจนในแง่ของการปิดบัง นำทรัพย์สินราชการไปใช้ส่วนตัว แต่ปัจจุบันเครื่องมือสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลง ข้าราชการมีโทรศัพท์มือถือใช้กัน ทั้งเพื่อส่วนตัวและติดต่อ ผู้บังคับบัญชา แม้ความสูญเสียจากการชาร์จไฟหลวงจะไม่มากมาย แต่ถ้าวันนี้ไม่พูดถึงเรื่องนี้ ในอีก 15 ปีข้างหน้า ก็คงไม่ทันได้คิดกันว่า การชาร์จไฟรถยนต์ในสถานที่ราชการควรปฏิบัติกันอย่างไร" นายมานะกล่าว

'การุณ'แจงสร้างโดมใช้กิจกรรมเพิ่มเวลารู้ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ส่งเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตรวจสอบข้อสงสัยกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 15 (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ใช้เงินงบฯ เหลือจ่ายปีงบฯ 2559 จำนวน 62 ล้านบาท ก่อสร้างหลังคาคลุมลานอเนกประสงค์ใน 11 โรงเรียนจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้น ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้วตั้งแต่ปลายปี 2560 ซึ่งในเบื้องต้นพบว่าการก่อสร้างอยู่ในโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แต่งบฯ ถูกนำไปสอดแทรกในโครงการสานฝันกีฬาใต้ได้อย่างไรนั้นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ รองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตนกำลังรอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) สืบข้อเท็จจริงก่อน เพื่อ ไม่ให้การทำงานก้าวก่ายกัน ทั้งนี้การใช้งบฯ ในชื่อโครงการไหนไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญ คือ แต่ละโรงเรียนจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีการกำหนดราคากลางสูงกว่าราคากลางการก่อสร้างตามหลักเกณฑ์ที่ราชการกำหนด อีกทั้งยังพบว่าผู้เสนอราคาบางรายประกอบธุรกิจคอมพิวเตอร์แต่กลับเป็นผู้ประมูลงานก่อสร้างได้

ด้าน นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2559 สพม.เขต 15 ได้ทำหนังสือขอสนับสนุนงบฯ ก่อ สร้างโดมอเนกประสงค์ สำหรับกิจกรรมกีฬา และกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ซึ่งขณะนั้นตนอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ. เห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ จึงได้อนุมัติการจัดสรรงบฯ 2559 แผนงานขยายโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ผลผลิตผู้จบการศึกษาภาคบังคับ กิจกรรมการก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารเรียน และสิ่งก่อสร้างประกอบสำหรับโรงเรียนปกติฯ จำนวน 62,431,400 บาท โดยย้ำให้แจ้งโรงเรียนจัดจ้างตามระเบียบ และก่อหนี้ผูกพันได้เมื่อได้รับอนุมัติโอนจัดสรรแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ การอนุมัติดังกล่าวไม่ได้อยู่ในโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อย่างใด.

New conflict of interest bill gets tough on officials LAW TO BE BINDING EVEN ON FAMILIES OF BUREAUCRATS; HARSH PENALTIES FOR MISUSE OF STATE RESOURCES - THE NATION Issued date 10 January 2018

KAS CHANWANPEN

THE NATION

THE NEW conflict of interest bill for state officers will prohibit the receipt of gifts as well as abuse or misuse of state resources and power, with penalties of up to five years in jail.

An opinion-gathering session yesterday also heard that the bill, which is being scrutinised by legislators, will be imposed not only on state officials but also on their parents, siblings, biological or adopted children, sons- and daughters-in law and grandchildren.

Participants at the session expressed concern that the strict law could draw superfluous complaints and unnecessarily put officials into difficult predicaments. One participant, who claimed to be an official from the Ministry of Public Health, said that officials could easily get into trouble should they receive gifts or kindness from friends or relatives.

Implying the law was impractical, he said individuals had more than one role.

While they served in the public sector, they could also be ordinary people who had personal and social lives where it might be common to receive kindness from friends, he said.

Air Chief Marshal Weerawit Kongsak, a key legislator in the bill-vetting committee, however, said that government officials would have to report to their superiors if the receipt of gifts risked a conflict of interest.

The same procedure should be adopted in cases involving close family members of officials, Weerawit added.

He said the National Anti-Corruption Commission (NACC), the enforcer of the bill, would issue guidelines for implementation of the rules and this should not be too difficult in real practice.

The bill also prohibits abuse or misuse of state resources and power for personal benefits, a point that legislators yesterday admitted was "tricky".

Just last week the Ministry of Public Health issued a ban under its permanent secretary's office on the use of state offices' electricity to recharge staff members' personal mobile phones, creating collateral damage to the bill.

Staff noted that many of them use their phones for work as well as private matters.

Hence, the legislators said it would depend on each office how it dealt with regulations. But the overall rule was that state resources should be used for the public interest, not personal gain.

Meanwhile, Prime Minister General Prayut Chan-o-cha said it was unnecessary to amend the present anti-graft regulation to raise the ceiling on the value of gifts that state officials can accept.

Debate on gifts

The premier said he had instructed concerned agencies, including the NACC, not to amend its regulation on this matter as he considered there was no need to do so.

If gifts have a value beyond the current Bt3,000 cap, there is a guideline that they should be reported and given to the offices of the person who receive them.

The issue emerged shortly after Prayut's recent trip to the lower North, during which he bought three expensive Bangkaew dogs and said he would give them to his ministers. He later retracted the statement after a complaint was filed against him in regard to the Bt3,000 cap.

Deputy Prime Minister Wissanu Krea-ngam then revealed that the NACC was considering amending the regulations in order to raise the ceiling. This drew strong criticism before the NACC stepped back, saying that the matter required consultation with concerned parties.

Wissanu later said that if the NACC would not amend the regulation, the matter could be addressed in other laws, including the conflict of interest prevention bill.

Column COMMENTARY: War against corruption must begin at home - BANGKOK POST Issued date 10 January 2018

Soonruth Bunyamanee

The government has declared ending corruption is a national priority and, of late, it has come up with various antigraft campaigns.

But it should be aware that a key factor for the success of anti-graft campaigns is that they should begin at home.

The Public Health Ministry last week issued an announcement prohibiting its officials from using office supplies and assets for personal reasons to prevent conflicts of interest and save on power costs.

The announcement, signed on Dec 29, prohibits all 400,000 ministry staff from various activities including the personal use of office equipment, materials or supplies; personal use of ministry vehicles; assigning officials to drive ministry cars for personal business; parking personal vehicles overnight on ministry grounds; cleaning personal or family vehicles on ministry grounds and charging personal mobile phones at the office.

Among these stipulations, the ban on mobile phone charging, in particular, faced an avalanche of criticism. Many people and public health personnel slammed the measures, calling them out of touch with reality.

Numerous officials argued that they used their own mobile phones at work for the benefit of both patients and their colleagues.

Critics argued there are more important things for the Public Health Ministry to focus on if it wishes to end corruption rather than imposing these "nonsense" new rules.

Besides, these drastic measures omitted contentious-yet-common practices by doctors, including accepting cash as a "gift" from patients or their relatives during or after their treatment; leaving hospital during working hours to treat patients at their personal clinics; and receiving commissions for the procurement of medicines or medical equipment.

The backlash forced the ministry into making a U-turn and suspending the measures.

Dr Jessada Chokdamrongsuk, the permanent secretary for public health, conceded that the review was being made in the wake of public criticism, in particular concerns over the impracticality of such measures. Any decision will be made for the sake of the ministry's work and the public interest.

As a matter of principle, I personally agree with the ministry's initiative. But the concerns expressed by the public health staffers are understandable.

With regard to mobile phone charging, I think most of us, including me, have used our offices' facilities. Many staff not only charge their phones, but also use other personal electric appliances at work without being aware that the power consumed is at the cost of their employers.

Some even use power banks to store electricity from their office to use for their personal phones after working hours.

Frankly speaking, if we are really serious about tackling corruption, we should admit that such behaviour is on the edge of acceptability, though many of us would strongly argue that we also use personal mobile phones to facilitate our work.

Critics of such drastic measures are right that the Public Health Ministry has bigger fish it must fry if it really wants to weed out corruption. It's also a fact that many state officials have to spend their own money in the line of duty.

But I don't think the changes initiated by the Public Health Ministry were "nonsense".

I think we should pay more serious atttention to the ministry's goals. Negative feedback from the people and the ministry's staff to the drastic measures has raised the question of whether society is really ready to fight corruption.

The Public Health Ministry's move was actually in line with the draft bill concerning the prevention of conflicts of interest among state officials, which has passed its first reading by the National Legislative Assembly.

The law is different to existing laws which basically focus on corruption. The new law will deal with conflicts of interest in various grey areas.

Under the bill, state officials will be prohibited from any acts, ranging from taking gifts beyond a certain value, using their authority to favour particular entities in state projects, proposing laws or regulations which benefit their parents, children or relatives and using insider information for personal gain.

Using the resources of state offices for personal benefit is also among the prohibitions.

Officials will also be penalised should partners, parents or children act improperly.

The law, if promulgated, would be the toughest anti-corruption law we have ever had.

However, implementation of the law is still in question. Take a look at the public furore over the Public Health Ministry's controversial announcement.

Besides, some actions by top officials in the government have made me doubt if there will be serious enforcement.

My doubts stem from a revelation made by Deputy Prime Minister Wissanu Krea-Ngam last week that the National Anti-Corruption Commission is about to raise the current 3,000-baht limit on individual gifts for cabinet ministers. He claimed the limit, which is under an existing anti-corruption law that has been in place since 1999, is no longer realistic and the value should be increased to reflect inflation and increases in the cost of living.

His comment came after Prime Minister Prayut Chan-o-cha was accused of breaching the law for buying two Bang Kaew puppies for 6,000 baht each as New Year's gifts for Interior Minister Anupong Paojinda and Deputy Prime Minister Chatchai Sarikulya, during a mobile cabinet trip to Phitsanulok on Dec 25.

Mr Wissanu's claim contradicts the actions of the Public Health Ministry which tried to introduce stricter measures to counter corruption and conflicts of interest among state officials.

Even though it is just an idea, Mr Wissanu's remarks have resulted in negative publicity for the government's war against corruption.

Awareness and strong will are required to tackle corruption.

Definitely, stiff measures may compromise our comfort but we have to change for the better. Anti-corruption campaigns that cost a lot of money will fail unless all of us begin the practice at home.

Soonruth Bunyamanee is deputy editor, Bangkok Post.

"The law, if promulgated, would be the toughest anti-corruption law we have ever had."

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: 5 ข้อที่วิจัยโกงควรเลิกทำ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อตระกูล : เมื่อปลายปีที่แล้ว ต่อภัสสร์ได้รายงานเรื่องการเปิดตัวศูนย์วิจัยคอร์รัปชันแนวใหม่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่อศูนย์ SIAM lab ซึ่งย่อมาจาก Social Integrity Architecture and Mechanism design หรือภาษาไทยคือ ศูนย์ทดลองการออกแบบสถาปัตยกรรมและกลไกสร้างสำนึกต่อสังคม ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้เกริ่นสั้นๆ ว่า ในงานเปิดตัวศูนย์เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯนั้น มีการเชิญวิทยากรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศมาเล่าประสบการณ์และความเห็นต่อการทำงานวิจัยเรื่องคอร์รัปชันในประเทศไทย

เล่าสรุปให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า วิทยากรผู้นี้ เป็นใคร มาจากไหน และเขาให้ความเห็นอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยบ้าง

ต่อภัสสร์: ได้เลยครับ วิทยากรที่ SIAM lab เชิญมาบรรยายพิเศษเรื่องแนวทางการวิจัยคอร์รัปชันในงานเปิดตัวศูนย์ นั้น คือศาสตราจารย์แมทธิว สตีเฟนสันจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อาจารย์ผู้นี้มีมุมมองเรื่องงานวิจัยคอร์รัปชันที่กว้างและครอบคลุมมาก เพราะถึงแม้เขาจะสอนอยู่คณะนิติศาสตร์ แต่เขาจบปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์ด้วย จึงทำให้มีมุมมองที่กว้างกว่ากรอบความคิดทางกฎหมายเท่านั้น งานวิจัยของเขาที่ผ่านมา เน้นไปทางด้านการใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองมาวิเคราะห์กฎหมายต่างๆ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วย

ที่น่าสนใจมากคือ วิชาหนึ่งที่เขาเปิดสอนที่ฮาร์วาร์ดซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษามากคือ Global Anti- Corruption Lab หรือห้องทดลองต่อต้านการคอร์รัปชันทั่วโลก โดยเขาจะให้นักศึกษาไปศึกษางานเขียนและโครงการต้านโกงทั่วโลก แล้วนำมาวิเคราะห์ถกเถียงกับเพื่อนร่วมชั้น และสุดท้ายให้ผลิตผลงานมาเป็นบทความ วิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางการต่อต้านคอร์รัปชันใหม่ๆ เพื่อนำไปลงใน Global Anti-Corruption Blog สิ่งนี้ทำให้ Blog นี้ มีผลงานเขียนใหม่ๆ ที่น่าสนใจออกมาเป็นประจำ มีผู้อ่านอยู่ทั่วโลก ในประเทศไทยเองก็มี ผู้ติดตามอยู่หลายคน

จากการศึกษาเรื่องคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ผนวกกับข้อมูลที่กว้างขวางที่เขาได้รับจากนักศึกษาในวิชา Global Anti-Corruption Lab นี้เอง จึงทำให้ศาสตราจารย์สตีเฟนสันสามารถวิเคราะห์แนวทางการศึกษาวิจัยเรื่องคอร์รัปชันที่จะเป็นประโยชน์จริงในทางปฏิบัติ ซึ่งในการบรรยายในวันนั้นเขาสรุปสิ่งที่ไม่ควรทำและสิ่งที่ควรทำในการวิจัยเรื่องคอร์รัปชันได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

สิ่งที่นักวิจัยไม่ควรทำ 5 ข้อ หนึ่ง เลิกศึกษาความหมายของการคอร์รัปชันได้แล้ว ศาสตราจารย์สตีเฟนสันบอกว่าแม้การศึกษาเรื่องความหมายของคำว่า "คอร์รัปชัน"นั้นจะมีประโยชน์ แต่ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นของมัน เริ่มจะน้อยลงเรื่อยๆ จากที่ผ่านมามีงานวิจัยลักษณะนี้เป็นจำนวนมากแล้ว มีทั้งการนำเสนอความหมายอย่างกว้างและแคบของคอร์รัปชัน ความหมายในมุมมองต่างๆ และความหมายผ่านหลายกรอบทฤษฎี เรียกว่าศึกษากันครบเกือบทุกแง่มุมแล้ว ดังนั้น การทุ่มเทเวลาและทรัพยากรในการศึกษาความหมายเพิ่มเติมไปอีก จึงอาจไม่คุ้มค่ากับประโยชน์อันน้อยนิดที่จะเกิดขึ้น

สอง หยุดสร้างดัชนีชี้วัดอัตราการคอร์รัปชันใหม่ๆ กันเถอะ เพราะปัจจุบัน โลกเรามีดัชนีชี้วัดการคอร์รัปชันอยู่มากมาย ทั้งวัดทางตรง วัดทางอ้อม วัดภาพลักษณ์ผ่านมุมมองคน และวัดข้อมูลเชิงประจักษ์ผ่านประสบการณ์จริง เช่น ในระดับนานาชาติมีดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perception Index: CPI)และดัชนี้วัดอัตราคอร์รัปชันโลก (Global Corruption Barometer: GBC) ที่จัดทำและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency Internationl: TI), ดัชนีธรรมาภิบาลทั่วโลก (Worldwide Governance Index: WGI) โดยธนาคารโลก (World Bank) หรือ ในระดับชาติของไทยก็มีดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชัน(Corruption Situation Index: CSI) ที่วัดผลโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และดัชนีวัดความโปร่งใสของหน่วยงาน ภาครัฐ โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ดังนั้น เช่นเดียวกับการวิจัยความหมายของการคอร์รัปชันที่มีอยู่มากแล้ว การวิจัยเพิ่มในเรื่องนี้อาจไม่คุ้มค่ากับเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ไป

สาม พอแล้วกับการใช้หลักสถิติหาความเชื่อมโยงระหว่างอัตราการคอร์รัปชันกับผลทางสังคมและเศรษฐกิจโดยใช้การเปรียบเทียบระหว่างประเทศต่างๆ ใน ข้อนี้ศาสตราจารย์สตีเฟนสัน อธิบายข้อจำกัดของการวิจัยประเภทนี้ไว้อย่างละเอียดในเชิงเทคนิค ซึ่งผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดนั้นเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเบื่อเสียก่อน โดยคร่าวๆคือ ถึงจะหาความเชื่อมโยงกันได้ว่าคอร์รัปชันทำให้สังคมหรือเศรษฐกิจแย่ลง แต่จริงๆ ก็ไม่รู้หรอก ว่าอะไรเกิดก่อนกันแน่ อาจจะเพราะเศรษฐกิจแย่ คนจนมาก จึงเกิดการโกงก็ได้ ดังนั้นที่สำคัญซึ่งเรารู้อยู่แล้วคือ คอร์รัปชันไม่ทำให้เกิดผลดีแน่ๆ ดังนั้นมาหาทางออกกันดีกว่า

สี่ สืบเนื่องจากข้อสาม เลิกพิสูจน์ได้แล้วว่าคอร์รัปชันมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาการของประเทศอย่างไร เหตุผลของศาสตราจารย์สตีเฟนสันก็เหมือนกับข้างต้นว่า เป็นสิ่งที่หาลำดับเหตุและผลกันได้ยาก ไม่คุ้มค่าการลงทุนทำวิจัย แต่ผมจะขอเสริมว่าเห็นด้วย เพราะในอดีต วงการวิชาการเคยโต้เถียงกันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคอร์รัปชันกับการพัฒนามาเป็นเวลานานมาก นานมาแล้วเคยมีนักวิชาการบอกว่าคอร์รัปชันอาจจะเป็นประโยชน์ ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนดี เหมือนเป็นการหยอดน้ำมันหล่อลื่นก็ได้ แต่ในที่สุดตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา แนวความคิด แบบนี้ก็ถูกลบล้างไปด้วยผลการศึกษาจากสภาวการณ์จริงทั่วโลกว่าคอร์รัปชันนำพามา แต่ความสูญเสีย จนไม่มีใครเสนอแนวคิดล้าหลังแบบนั้นอีกแล้ว จึงไม่เห็นความคุ้มค่าของการลงทุนลงแรงวิจัยเพื่อขุดคุ้ยเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก

ข้อสุดท้าย ให้เพลาๆ กับการทำวิจัยในห้องทดลองแบบระบบปิดเสียบ้าง ความหมายคือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีแนวทางการวิจัยด้วยการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในห้องทดลอง เช่น ลองปิดไฟ เปิดไฟ ใส่เสียงในห้องแล้วดูว่าคนที่อยู่ในห้องนั้นมีพฤติกรรมตอบสนองต่อปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นอย่างไร ศาสตราจารย์สตีเฟนสันบอกว่า ทำแบบนี้มันง่ายมาก นักวิจัยที่ไม่มีประสบการณ์จริงจึงชอบทำกัน เพราะคิดอะไรก็ใส่เข้าไปในห้องทดลอง เดี๋ยวผลก็ออกมา เอามาเขียนเป็นงานวิจัยได้อย่างรวดเร็ว หากโจทย์วิจัยไม่ได้มาจากโลกความเป็นจริง ผลการทดลองนั้นก็จะไม่มีประโยชน์มากไปกว่าตัวหนังสือในกระดาษเท่านั้น

อย่างไรก็ตามข้อสุดท้ายนี้อาจมีข้อโต้แย้งได้ว่า การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ผ่านการทดลองนั้น หากสามารถศึกษาทดลองในสภาพแวดล้อมที่เหมือนจริงที่สุดและใช้โจทย์วิจัยจากความเป็นจริงด้วย ผลการศึกษานั้นก็อาจมีประโยชน์ในทางปฏิบัติได้อย่างมาก

ต่อตระกูล: ข้อแนะนำว่านักวิจัยไม่ควรทำ 5 ข้อนี้ตรงใจมากเลยทีนี้มีคำถามต่อว่า ถ้างานแบบนี้ไม่ควรทำ แล้วนักวิจัยไทยควรทำอะไรดี ส่วนตัวในฐานะ ผู้ปฏิบัติงานจริงและผู้ผลักดันนโยบายอยากรู้ว่า มาตรการอะไรที่ประกาศใช้แล้วในประเทศไทยนั้น แบบใดได้ผลบ้าง แบบไหนควรหลีกเลี่ยง และถ้าไม่ได้ผลทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ที่สำคัญอยากได้งานวิจัยที่มีกระบวนการวิจัยที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ใช้แบบสอบถามแบบเดิม ๆ เท่านั้น

ต่อภัสสร์: นี่คือข้อแนะนำ 5 ข้อที่ศาสตราจารย์สตีเฟนสันบอกว่าให้ระมัดระวังไว้ อย่าไปทำในงานวิจัยเรื่องคอร์รัปชัน ส่วนที่พ่อถามมานั้น จะขอนำไปตอบในบทความสัปดาห์หน้า ซึ่งผมจะมาเล่าต่อในส่วนข้อแนะนำที่เขาบอกว่า ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจการศึกษาวิจัยเรื่องคอร์รัปชันต่อไป และเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานจริงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้นะครับ