You are here

CG and corruptions News - 10 January 2019

'กิตติพันธ์'ยื่นอุทธรณ์ สอบ'เอิร์ธ'ไม่เป็นธรรม - โพสต์ทูเดย์

'อรรถพล'จี้สอบจนท.ทุจริต30คดี - มติชน

ฟันดต.ทุจริตออกวีซ่าต่างชาติ - ไทยโพสต์

มส.ไฟเขียวระเบียบกองทุนวัดช่วยวัด - ข่าวสด

คอลัมน์ บนความเคลื่อนไหว: ข่าวปั่น'ชัชชาติ'พท.ได้-ปปช.เสีย - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม: คำยืนยันจากป.ป.ช. ไม่มีเตะตัดขาชัชชาติ - ข่าวสด

'กิตติพันธ์'ยื่นอุทธรณ์ สอบ'เอิร์ธ'ไม่เป็นธรรม - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

กรณีการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เป็นหนี้เสียก้อนใหญ่ของธนาคารกรุงไทยกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ล่าสุด ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงการปล่อยสินเชื่อได้ออกมาแล้ว และชี้มูลความผิดแก่อดีตผู้บริหาร และพนักงานหลายคน โดย "กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ"เป็นผู้บริหารสูงสุดที่ถูกกล่าวโทษมีความผิดจากการปล่อยสินเชื่อให้แก่เอิร์ธ ปัจจุบัน "กิตติพันธ์" ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และเป็นน่าจับตาในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

กิตติพันธ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวในนามส่วนตัว ในฐานะอดีตรองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ได้รับจดหมายจากธนาคารกรุงไทยในการ ชี้มูลและกล่าวโทษ ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2561 ซึ่งในเนื้อความสำคัญของข้อกล่าวหา คือ

"ไม่รักษาผลประโยชน์ของธนาคาร และปฏิบัติงานไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต รวมถึงใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตในการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากธนาคาร หรือบุคคลภายนอกเพื่อตนเองหรือเพื่อบุคคลอื่นเป็นเหตุให้ธนาคารเสียหายอย่างร้ายแรง"

สำหรับขั้นตอนอยู่ในระหว่างร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวตรวจสอบเอกสารโดยละเอียด ก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ต่อไป ซึ่งตามกระบวนการทั่วไป หลังจากรับแจ้งข้อกล่าวหาแล้วผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 60 วัน และขยายได้ตามกฎหมายที่กำหนด จากนั้นจะมีการวินิจฉัยและส่งคำสั่งอีกครั้งหนึ่ง

กิตติพันธ์ กล่าวว่า สิ่งที่ได้รับเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก ทั้งในแง่การทำงานและวิชาชีพ จึงต้องการออกมาปกป้องสิทธิของตัวเอง เป็นที่มาที่ได้ตัดสินใจออกมาชี้แจงและขอความเป็นธรรม ใน 2 ประเด็นหลัก คือ การมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอิร์ธ และการตั้งข้อสังเกตกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ ส่วนตัวเกี่ยวข้องสินเชื่อสองวงเงิน รวม 4,500 ล้านบาท ขณะนั้นเอิร์ธเป็นลูกค้าชั้นดี ไม่เคยมีประวัติชำระล่าช้า ได้รับการจัดเรตติ้ง BBB- จากทริสเรทติ้ง ซึ่งเป็นการยืนยันความสามารถชำระหนี้

ขณะที่กระบวนการปล่อยสินเชื่อเป็นไปตามมาตรฐานทุกประการ ที่ผ่านการตรวจสอบจากสายงานประเมินความเสี่ยง คณะกรรมการกลั่นกรองสินเชื่อ และคณะกรรมการบริหาร ตัวเองจึงไม่ใช่ผู้อนุมัติสินเชื่อเพราะไม่มีอำนาจ

สิ่งที่ยืนยันว่า เอิร์ธ เป็นลูกหนี้ชั้นดี คือ การที่ธนาคารกรุงไทย ขายหุ้นกู้ของ เอิร์ธ มูลค่า 5,500 ล้านบาท ให้แก่ลูกค้ารายย่อย เมื่อกลางปี 2560 หลังจากที่ตัวเองได้ลาออกจากธนาคารกรุงไทยไปแล้วตั้งแต่ปี 2559

กิตติพันธ์ ยืนยันว่า สินเชื่อ 2 วงเงิน ที่ตัวเองมีส่วนในการนำเสนอ ไม่ได้เป็นต้นตอ ของเอ็นพีแอล แต่เอ็นพีแอลเกิดขึ้นจาก เอิร์ธ ไม่สามารถชำระหนี้ระยะสั้นได้ ในเดือน พ.ค. 2560 โดยเริ่มจากจำนวน 200 กว่าล้านบาท และเมื่อไม่ได้รับการผ่อนผัน ทำให้เกิดผลกระทบกับวงเงินอื่น (Cross Default) ทำให้วงเงินอื่นทั้งหมดเปรียบเสมือนว่าผิดนัดชำระหนี้ไปด้วย ทำให้สินเชื่อทั้งหมด 1.2 หมื่นล้านบาท กลายเป็นเอ็นพีแอล

ปัญหาเอ็นพีแอลของเอิร์ธที่มีจำนวนสูง ธนาคารกรุงไทยในฐานะธนาคารรัฐขนาดใหญ่ และเอิร์ธ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้เสียหายจำนวนมาก ส่วนตัวยืนยันสนับสนุนให้มีการตรวจสอบ แต่ต้องให้ครบถ้วนรอบด้าน ทั้งสินเชื่อ หุ้นกู้ การบริหารจัดการลูกหนี้ขณะมีปัญหา และได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานเป็นกลาง ให้คำตอบกับสังคมได้อย่างชัดเจน และเป็นตัวอย่างให้เรียนรู้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้

"การตรวจสอบไม่ควรตรวจสอบแค่กระบวนการอำนวยสินเชื่อ เพราะเหตุการณ์ที่สำคัญเหมือนกันคือการออกหุ้นกู้เพราะเป็นการให้วงเงินลูกค้าเพิ่มจากการอำนวยสินเชื่อ อีกเรื่องที่ตั้งข้อสังเกต คือ วิธีปฏิบัติของธนาคารกรุงไทยกับลูกหนี้รายนี้ เหมือนที่ปฏิบัติกับลูกหนี้รายอื่นหรือเปล่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานวิชาชีพธนาคารอื่นปฏิบัติกับสถานการณ์เดียวกันอย่างไร"

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวตั้งข้อสังเกตว่า ผลการสอบสวนมีความเป็นกลางหรือไม่ เพราะในคณะกรรมการสอบสวนชุดดังกล่าว มีบางคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อลูกค้ารายนี้ และสำหรับ กระบวนการสอบสวนก็มีคำถามว่ามีความยุติธรรมหรือไม่

กิตติพันธ์ กล่าวว่า ได้รับจดหมายครั้งแรกเมื่อเดือน ส.ค. 2560 เชิญให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งส่วนตัวลาออกจากธนาคารกรุงไทยมาเป็นปีแล้ว จึงไม่มีเอกสารใดยืนยัน และขอใช้สิทธิในการขอเอกสารจากธนาคารกรุงไทย แต่ก็เงียบไป

กระทั่งปลายเดือน ต.ค. 2560 มีการส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่คลุมเครือ จึงได้ส่งจดหมายสอบถามกลับไปยังธนาคารกรุงไทยเมื่อปลายเดือน พ.ย. 2560 และส่งย้ำอีกครั้งในช่วงกลางเดือน ม.ค. 2561 เพื่อขอให้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม

10 วันต่อมา ทางกรุงไทยส่งจดหมายตอบสั้นๆ ว่า จดหมายแจ้งข้อกล่าวหาที่ส่งมาให้นั้นมีความชัดเจนแล้ว

ส่วนตัวมองว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ในเดือน ก.พ. 2561 จึงส่งหนังสือขอคำตอบจากบอร์ด แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับและไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก

จนล่าสุด 25 ธ.ค. 2561 มีจดหมายกล่าวหาร้ายแรงดังกล่าว

ในช่วง 16 เดือนกว่า ไม่เคยได้รับการแจ้งรายละเอียดของข้อกล่าวหา ไม่เคยได้รับโอกาสในการชี้แจง ระหว่างนั้นตนเองได้เข้าพบธนาคารแห่งประเทศไทย 3 ครั้ง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแจ้งข้อกังวลถึงกระบวนการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรม แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย บอกเพียงว่า ไม่สามารถทำอะไรได้จนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นลง

ปัจจุบันกระบวนการเสร็จสิ้นลงแล้ว หวังว่า ธปท.จะเข้าไปดูว่ากระบวนการดังกล่าวมีความไม่เป็นธรรมหรืออาจจะไม่ยุติธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดรวมทั้งตนเอง ด้วยกระบวนการจริยธรรมและธรรมาภิบาลที่ดีของธนาคารแห่งประเทศไทย ผมมีความคาดหวังจริงๆ ที่จะให้ความเป็นธรรม

กิตติพันธ์ กล่าวว่า สำหรับบทบาทในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ขณะนี้ยังทำงานตามปกติ ที่ผ่านมาได้รายงานให้ทางบอร์ดซีไอเอ็มบี กรุ๊ป และบอร์ดซีไอเอ็มบี ไทย รับทราบตลอด ส่วนอนาคตต้องขึ้นอยู่กับทางกรุ๊ป และ ธปท.

'อรรถพล'จี้สอบจนท.ทุจริต30คดี - มติชน ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

มอบ3แนวทางเอาผิด'วินัย-แพ่ง-อาญา'

เร่งจัดระเบียบหนี้สินเจ้าหน้าที่711ราย

เมื่อวันที่ 9 มกราคม นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนมีนโยบายในการบริหารงานของ สกสค.ประกอบด้วย 2 ลู่ คือ 1.การซ่อมอดีต และ 2.การสร้างอนาคต โดยดำเนินการไปพร้อมๆ กัน การซ่อมอดีตนั้น ถือเป็นงานยาก เพราะมีปัญหาหลายส่วน ขณะนี้ตนเร่งตามไล่บี้ดำเนินคดีอาญากับ เจ้าหน้าที่ สกสค.ที่ดำเนินคดีทุจริตไปแล้วกว่า 30 คดี เพราะที่ผ่านมาเมื่อพบเจ้าหน้าที่ทุจริต จะไล่ออกอย่างเดียว ไม่ได้ดำเนินคดีทางอาญาแต่อย่างใด แต่ปัจจุบันไม่สามารถทำแบบเดิมได้อีก เพราะจะถือว่า สกสค.เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ตนมอบนโยบายให้กับนิติกรแล้วว่าทุกคดีต้องดำเนินการ 3 แนวทาง คือ 1.ดำเนินการเรื่องวินัย 2.ต้องเรียกคืนเงินจากผู้กระทำผิด เช่น การสอบรับผิดทางละเมิด หรือดำเนินการฟ้องแพ่ง เพื่อเรียกเงินคืน เป็นต้น และ 3.ต้องดำเนินคดีมูลฐาน หรือดำเนินคดีอาญา ซึ่งนิติกรจะไล่ดูทุกคดีที่ยังไม่หมดอายุความว่าได้ทำตามแนวทางที่ให้ไว้ครบทั้ง 3 แนวทางหรือไม่ ถ้ายังไม่ดำเนินการต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินคดีทุจริต 30 คดีนี้ มีผู้ที่เกี่ยวข้องถูกฟ้องร้องกว่า 50 ราย เชื่อว่าถ้า สกสค.ดำเนินคดีอย่างจริงจัง คนในองค์กรจะไม่กล้าทำอีก

"นอกจากจะซ่อมอดีตแล้ว ยังวางแผนสร้างอนาคตอีกด้วย คือเจ้าหน้าที่ของ สกสค.จะต้องจัดระเบียบตนเอง หากมีหนี้สิน ต้องแก้ปัญหาหนี้สินของตนเองก่อน เพราะถ้าเจ้าหน้าที่ยังมีหนี้สินนัวเนียอยู่ จะมาแก้ปัญหาหนี้สินครูได้อย่างไร จึงวางมาตรการว่า ต่อไปหากเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการ สกสค.ที่มีหนี้สินอยู่แล้วจะวางแผนกู้เงินอีก เมื่อหักจากเงินเดือนแล้วเหลือไม่ถึง 30% สกสค.จะไม่อนุมัติให้กู้เงิน หนังสือพิมพ์มติชนรายวันและจะดูว่าเงินเดือนที่เหลือ 30% นั้น พอยังชีพหรือไม่ ถ้าเงินเหลือไม่พอใช้ จะไม่อนุมัติให้กู้เช่นกัน ตอนนี้พยายามคุมกำเนิดเจ้าหน้าที่" นายอรรถพลกล่าว

นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ปัจจุบัน สกสค.มีเจ้าหน้าที่ 711 คน ทุกคนจะถูกตรวจสอบทั้งหมด ใครที่มีปัญหาหนี้สินต้องเร่งแก้ไข เราจะตามใจแบบเดิมไม่ได้แล้ว ต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการที่ต้องการกู้เงิน รองเลขาธิการ สกสค.จะต้องให้การรับรอง และรับผิดชอบร่วมด้วย จะไม่ปล่อยให้กู้ตามอิสระอีกแล้ว ส่วนคนใหม่ที่ไม่เป็นหนี้ และต้องการกู้เงิน จะวิเคราะห์ และซักถามอย่างละเอียดว่าจะเอาเงินไปทำอะไร เพราะไม่อยากให้ เจ้าหน้าที่เป็นหนี้ในอนาคต

ฟันดต.ทุจริตออกวีซ่าต่างชาติ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

สตช. * บิ๊กโจ๊กแถลงจับลูกน้องยศ ด.ต.ทุจริตต่อหน้าที่ รับจ้างประทับตราหนังสือเดินทางเพื่อให้ต่างด้าวลักลอบอยู่ในไทย สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 9 มกราคมนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม., นายดนย์วิศว์ พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองตรวจลงตราและเอกสารเดินทางคนต่างด้าว ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมขบวนการต่างชาติใช้หนังสือเดินทางที่ประทับตราโดยผิดกฎหมายเพื่อลักลอบอยู่ในประเทศไทย และดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ผู้ลักลอบประทับตราโดยผิดกฎหมายชาวแอฟริกา จำนวน 5 ราย

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์เผยว่า ปัจจุบันมีคนร้ายต่างชาติแฝงตัวมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว และใช้ประเทศไทยเป็นที่กบดานหรือเป็นทางผ่าน จึงได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ขึ้นมาทำหน้าที่สืบสวนปราบปรามอย่างจริงจัง ซึ่งต่อมาได้รับรายงานจากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ว่ามีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ยศ "ด.ต." สังกัด ตม.ทอ. ทำหน้าที่ตรวจอนุญาตบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ได้บันทึกข้อมูลการตรวจอนุญาตการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรในระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยบุคคลต่างด้าวมิได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรจริง แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรโดยพนักงานเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จากนั้น บก.ตม.2 ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองคนดังกล่าว หลังจากนั้น ศปชก.ตร.ได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลจับกุมบุคคลต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และจับกุมขบวนการต่างชาติใช้หนังสือเดินทางที่ประทับตราโดยผิดกฎหมายเพื่อลักลอบอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ตลอดจนผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด กระทั่งเข้าทำการจับกุม 1.นายโอลาวาเล ราอิมี อายุ 33 ปี สัญชาติไนจีเรีย 2.นายโจนาส ซิลวา อายุ 39 ปี สัญชาติกินีบิสเซา 3.นายริเชส อองบอนนา โอนู อายุ 44 ปี สัญชาติไนจีเรีย 4.นายชาโพ ซูมา อายุ 39 ปี สัญชาติแอฟริกาใต้ และ 5.นายโอควาทารา เบน อิบราฮิม อายุ 21 ปี สัญชาติโกตดิวัวร์

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 5 รายมีการกระทำความผิด 2 ลักษณะ คือผู้ต้องหา 1 คน ถือหนังสือเดินทางมากกว่า 1 เล่ม โดยแต่ละเล่มเป็นหนังสือเดินทางคนละประเทศกัน อีกทั้งหนังสือเดินทางแต่ละเล่มนั้นมีข้อมูล ชื่อ นามสกุล สัญชาติ และรายละเอียดอื่นๆ แตกต่างกัน แต่ภาพใบหน้าซึ่งปรากฏในหนังสือเดินทางแต่ละเล่มกลับเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึก ประกอบกับการประทับตราอนุญาตในหนังสือเดินทางเล่มที่ผู้ต้องหาถือเล่มล่าสุดแล้วพบว่า ผู้ต้องหาไม่ได้เดินทางเข้าหรือออกประเทศตามที่มีการประทับตราอนุญาตแต่อย่างใด

อีกกรณีคือผู้ต้องหา 1 คน ถือหนังสือเดินทาง 1 เล่ม ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ปรากฏว่ามีการประทับตราเดินทางออกนอกประเทศไทยและเดินทางเข้าประเทศไทย ซึ่งเมื่อตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึกแล้ว พบว่าผู้ต้องหาไม่ได้เดินทางเข้าหรือออกประเทศตามที่มีการประทับตราอนุญาตแต่อย่างใด

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ในส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.ทอ. ที่เข้าไปมีส่วนในการกระทำความผิด ได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.พิจารณา ส่วนการกระทำความผิดพบว่าเคยก่อเหตุรับประทับตราตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว 12 ครั้ง ครั้งละ 5,000 บาท.

มส.ไฟเขียวระเบียบกองทุนวัดช่วยวัด - ข่าวสด ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

แจงไร้รักษาการรองเจ้าคณะภาค

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักพุทธฯ เปิดเผยว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อเร็วๆ นี้ ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) พุทธมณฑล จ.นครปฐม ที่ประชุมมหาเถรฯ มีมติเห็นชอบระเบียบกองทุนวัดช่วยวัด ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีการดำเนินการมาเป็นเวลานาน โดยการขอความร่วมมือพระสังฆาธิการที่ได้รับเงินนิตยภัตร่วมบริจาคเข้ากองทุนดังกล่าว เพื่อไว้คอยช่วยเหลือวัด พระสงฆ์ ที่ประสบภัยธรรมชาติ แต่เนื่องจากในการดำเนินการที่ผ่านมายังไม่เป็นระบบ ดังนั้น มหาเถรฯ จึงเห็นควรที่จะต้องมีระเบียบดังกล่าวขึ้นมาเพื่อให้การบริหารกองทุนดังกล่าวเป็นระบบยุติธรรมและโปร่งใส

นายสิปป์บวรกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมมหาเถรฯ ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งพระโสภณพัฒนบัณฑิต (สุกันยา อรุโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดธาตุ จ.ขอนแก่น รักษาการเจ้าอาวาสวัดธาตุ เป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุ จ.ขอนแก่น และแต่งตั้งพระครูเมธีวัฒนานุยุต (วิจิตร พุทธรักขิโต) รักษาการเจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม มส.ยังเห็นชอบการจัดกิจกรรมสัปดาห์ ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชา 2562 ในวันที่ 15-20 ก.พ.2562 ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซึ่งวันมาฆบูชาประจำปี 2562 จะตรงกับวันที่ 19 ก.พ.2562

นายสิปป์บวรกล่าวด้วยว่า กรณีที่ตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค กำลังจะทยอยหมดวาระลงทั่วประเทศนั้น ในการแต่งตั้งตำแหน่งผู้รักษาการแทนนั้น ตามระเบียบมส. จะแต่งตั้งเฉพาะตำแหน่งหลัก ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อครั้งตำแหน่งเจ้าคณะภาคว่างลง เจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ก็มีการตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาคแล้ว แต่เนื่องจากตำแหน่งรองเจ้าคณะภาคไม่ใช่ตำแหน่งหลัก เพราะเป็นตำแหน่งที่เจ้าคณะภาคตั้งขึ้นมาช่วยงาน ดังนั้นเมื่อตำแหน่งรองเจ้าคณะภาคหมดวาระ คงจะไม่มีการตั้งตำแหน่งรักษาการรองเจ้าคณะภาค อย่างไรก็ตาม หากรักษาการเจ้าคณะภาคใดติดภารกิจ ก็ยังสามารถตั้งพระสังฆาธิการที่มีความเหมาะสมมาปฏิบัติหน้าที่แทนได้เป็นกรณีๆ ไป

คอลัมน์ บนความเคลื่อนไหว: ข่าวปั่น'ชัชชาติ'พท.ได้-ปปช.เสีย - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

น่าแปลกที่จู่ๆ "สื่อบางค่าย" หยิบประเด็นที่คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมสอย "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ตัวเต็งเบอร์หนึ่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่จะส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนจะโหวตเก้าอี้นายกฯ หลังการเลือกตั้ง

แปลกที่คดีของ "ชัชชาติ" ไม่ใช่คดีใหม่ แต่เป็น คดีเก่าอยู่ในสอบสวนของ ป.ป.ช. เพียง 1 คดี คือคดีคณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวม 34 ราย ละเว้นการปฏิบัติไม่ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

จากกรณีทำให้เกิดความเสียหาย แก่การเงินการคลังของประเทศ จำนวน 1,921,061,629 บาท กรณีจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบทางจากการชุมนุมทางการเมือง ปี 2548-2553 โดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ และช่วยเหลือ พวกพ้องของตนเอง

ส่วนคดีที่ครม.ยิ่งลักษณ์ พร้อมพวกจำนวน 5 ราย ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนด ในการออก พรก.กู้เงินจำนวน 3.5 แสนล้านบาท มาใช้ในการวางระบบบริหารจัดการน้ำ ไม่มีชื่อของ "ชัชชาติ"

แต่เมื่อข่าวออกมา "ป.ป.ช." โดนล่อเป้าก่อนใครเพื่อน ทั้งที่เป็นคดีที่สอบกันมา ตั้งนาน และยังอยู่ในชั้นสอบสวน ไม่ได้ "รื้อใหม่" หรือเจาะจงเล่นงาน "ชัชชาติ" เพียงคนเดียว ซึ่งตามคำฟ้องร้องพุ่งเป้าไปที่ "อดีตรัฐมนตรี" ทั้ง 34 คน

ทว่า "ชัชชาติ" บุคคลกลางกระแสที่มีเสียงสนับสนุนให้ "เดินนำขบวน" พรรคเพื่อไทยมากกว่า "เจ๊หน่อย" คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย จึงพอ เดาออกว่าข่าวที่ออกมาถูกปั้นให้มูลค่าทางการตลอดของ "ชัชชาติ" สูงลิบขึ้นไปอีก เรียกคะแนนสงสารจากบรรดา "แฟนคลับ" ทั้งขาประจำ-ขาจร โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียถล่ม "ป.ป.ช." กันยับเยิน

จับทิศทางลม- ทิศทางข่าว ขบวนการปล่อย ข่าวลวง-ข่าวตีกิน ก็พอเชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทย มีโอกาสสูงที่จะส่ง "ชัชชาติ" เป็นแคนดิเดตเบอร์หนึ่งในลิสต์นายกรัฐมนตรี แซงหน้า "เจ๊หน่อย" แม้ทางเด็กเจ๊หน่อยจะไม่ยอม พยายามเดินเกม บลั๊ฟกลับถามหา "ชัชชาติ" หายหัวไปไหนในช่วง 5 ปีที่พรรคต้อง ต่อสู้กับ "คสช."

แถมเจาะไปยังจุดอ่อนของ "ชัชชาติ" ที่ไม่ค่อยมี เพื่อน-ก๊วน ที่เป็นอดีตส.ส.คอยสนับสนุน แม้จะมีเสียงข้างน้อย แต่คำรามดังจากแดนไกล ทั้ง "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" เป็นปลื้ม อยากชู ให้ลุ้นเก้าอี้ผู้นำ แต่ก็ต้องลุ้นกันเหนื่อย เพราะแรงต้านในเพื่อไทยก็มี ไม่ใช่น้อย

มองเหลี่ยมการเมือง หากป.ป.ช.จะเล่นงาน "ชัชชาติ" อาจจะต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด เก็บไว้เป็นท่าไม้ตาย หาก "34 อดีตรัฐมนตรี" ที่มีชนักติดหลัง เข้ามานั่งเก้าอี้สำคัญในรัฐบาลชุดหน้า หรือ พรรคเพื่อไทยส่ง "ชัชชาติ" นั่งเก้าอี้นายกฯได้ตามเป้า "ป.ป.ช." คงเก็บไว้ ฟันหลังรับตำแหน่งเสียดีกว่า

เพราะเมื่อถูก "ป.ป.ช." ชี้มูล ตำแหน่ง นายกฯ+รัฐมนตรี ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้จะต้องให้ศาลพิจารณาก่อนพ้นตำแหน่ง แต่ก็มักถูกปรับพ้นครม.เกือบทุกราย ตามเกมแล้วถึงเวลานั้น ป.ป.ช. ค่อยจับมาฟันยังสมเหตุสมผลกว่า

ดังนั้นฟันธงได้เลยว่าข่าวปั่นกระแส "ชัชชาติ" เพื่อไทยได้ตีกิน "ป.ป.ช." เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง..

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม: คำยืนยันจากป.ป.ช. ไม่มีเตะตัดขาชัชชาติ - ข่าวสด ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

วงค์ ตาวัน

เป็นเรื่องดีที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า ไม่มีการเร่งคดีใดๆ เพื่อนำมาใช้เตะตัดขา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่กำลังมาแรง เน้นย้ำว่าไม่มีอย่างแน่นอน

โดยก่อนหน้านี้มีข่าวสะพัดว่า มีการปัดฝุ่น 2 คดีที่อยู่ในแฟ้มของป.ป.ช. คือ คดีบริหารจัดการน้ำและคดีเยียวยาม็อบ โดยทั้ง 2 คดีนี้มีชื่อของนายชัชชาติ ถูกร้องเรียนรวมอยู่ด้วย

จึงน่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเลือกตั้ง ที่ตอนนี้ผลการสำรวจคะแนนนิยมพบว่า ชื่อของนายชัชชาตินำโด่งกว่าทุกตัวเต็งนายกฯ

ข่าวนี้ก็คงไม่เลื่อนลอย เพียงแต่อาจจะเป็นฝีมือของใครบางคนในป.ป.ช.เท่านั้น

จนทำให้พล.ต.อ.วัชรพล ต้องออกมาปฏิเสธข่าว และเน้นย้ำจุดยืนการทำงานของป.ป.ช.ว่า มีความระมัดระวังอย่างมากในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

บอกด้วยว่า มีการพูดจากันในที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชัดเจนว่า ต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร ต้องยืนตรงกลางให้ได้!

ฟังแล้วเห็นด้วยอย่างมาก และหวังว่าประธานป.ป.ช.จะควบคุมการปฏิบัติงานของทั้งองค์กร ไม่ให้ผิดไปจากแนวนโยบายดังกล่าวนี้

เพราะเป็นที่รู้ว่า มีใครบางคนที่ใช้อคตินำหน้าอย่างโจ่งแจ้งมาตลอด

ไม่ควรปล่อยให้คนไม่กี่คนทำให้ป.ป.ช.ทั้งคณะเสียหายไปด้วย

ขณะเดียวกันพล.ต.อ.วัชรพล ยังได้อธิบายว่า เป็นไปได้ที่จะมีการกำหนดเป้าหมายว่า ในปี 2562 จะมีเรื่องใดบ้างที่ต้องจบ เป็นกรณีการวางแผนงาน

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมาเร่งช่วงก่อนเลือกตั้ง

เพราะป.ป.ช.อาจจะเป็นอาหารอันโอชะ ในช่วงนี้! เอาเป็นว่า ระดับประธานป.ป.ช.ออกโรงเองอย่างนี้ ต้องให้ความเชื่อถือกันหน่อย

น่าจะสบายใจกันได้ว่า จะไม่มีการนำเอาคดีที่คั่งค้างมาเป็นเครื่องมือในทางการเมืองเรื่องเลือกตั้ง

เพราะเอาเข้าจริงๆ 2 คดีที่ตกเป็นข่าวว่า จะเอามาใช้สกัดตัวเต็งชิงเก้าอี้นายกฯนั้น

ก็ไม่ใช่คดีที่มีข้อมูลหลักฐานเปิดเผยจนเห็นไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่าต้องโกงต้องผิดแน่ๆ!!**

ต่างจากคดีอื่นๆ เช่น คดี 99 ศพ ที่คนโดนยิงตายเกลื่อนเมืองหลวง มีคลิป มีภาพถ่ายเยอะแยะ

หรือคดี 396 โรงพัก ที่เห็นกันจะจะว่า สถานีตำรวจทั่วประเทศถูกปล่อยทิ้งร้าง เพราะการประมูลแบบรวมเจ้าเดียว

คดีแบบนี้สิ ที่สมควรจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามเวลาที่ควรจะเป็น

อีกทั้งจะเป็นการแสดงจุดยืนเป็นกลางของป.ป.ช. กู้ชื่อกู้ศักดิ์ศรีได้

ว่าไม่ได้สอบสวนเอาผิดเฉพาะขั้วตรงข้ามกับผู้มีอำนาจเท่านั้น!