You are here

CG and corruptions News - 10 September 2018

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: PPP ของการต่อต้าน คอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์

'เรืองไกร'จ่อบุกป.ป.ช. ร้องสอบ'บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม' - มติชน

เรียกสืบเพิ่มจากปากพยานมัดทุจริตครุภัณฑ์ - ไทยโพสต์

ห่วง'ผูกขาด'ขายไฟฟ้า - ไอน้ำนิคมฯมาบตาพุด10บริษัทยื่นสอบซื้อหุ้น'โกลว์' - กรุงเทพธุรกิจ

ฟ้อง'พานทองแท้'คดีฟอกเงิน - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ป้อมพระสุเมรุ: "อัยการ"ขี้สงสัย หรือ"ดีเอสไอ"บกพร่องจน"คดีโอ๊คฟอกเงิน"ส่อหมดอายุความ – ผู้จัดการ

คอลัมน์ คมคิดฅนเขียน: 'ฟอกใคร' กันแน่ - เดลินิวส์

คอลัมน์ กางวงเล่า: กล้าสู้โกง - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ: มอมยาเกาะเต่า เมจิกสกิน ส่วยหมูยอยังไม่พอเร่งปฏิรูปตำรวจหรือ - ไทยโพสต์ หน้า

คอลัมน์ สุจิตต์ วงษ์เทศ - มติชน

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: PPP ของการต่อต้าน คอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

พิษณุ พรหมจรรยา

ที่ปรึกษาแนวร่วมปฏิบัติ ของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC)

ในช่วงที่ผ่านมามีการนำแนวคิดเรื่องความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) มาใช้อย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่เรื่องการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ด้วยการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ควบคู่กับการอนุญาต หรือให้สิทธิเอกชนดำเนินกิจการที่ตามปกติแล้วจะดำเนินการโดยรัฐ

แต่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในด้านอื่นๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ อย่างเช่นเรื่องของการต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องมีการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ร้ายแรงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสทำหน้าที่เป็น Moderator ในงานสัมมนา Regional Seminar on Effective Measures for the Private Sector to Prevent Bribery ซึ่งจัดขึ้นที่พัทยาโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) มีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งหมด 188 คนจาก 12 ประเทศ มีทั้งตัวแทนจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานที่ดูแลด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มประเทศ ASEAN

ในช่วงท้ายของการสัมมนามีการ Workshop ในหัวข้อการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในด้านของการต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยมีเป้าหมายที่จะรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่ม ที่มีความหลากหลายทั้งในแง่ของประเทศที่มา หน้าที่การงาน และประสบการณ์ เพื่อแสวงหาแนวทางที่อาจจะนำมาพัฒนาให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการต่อต้านคอร์รัปชั่นได้ ผมคิดว่าผลที่รวบรวมได้จาก Workshop นี้น่าสนใจ จึงอยากจะนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้รับทราบด้วย สรุปได้ดังนี้

สิ่งที่ภาครัฐอยากให้ภาคเอกชนดำเนินการ- สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการป้องกันการจ่ายสินบน

- มีการประเมินความเสี่ยงด้านคอร์รัปชั่น และกำหนดมาตรการควบคุมภายใน รวมถึงกระบวนการติดตามเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น

- จัดฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงการปลุกจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริต

- ส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานตรวจสอบของภาครัฐเมื่อเกิดกรณีทุจริตคอร์รัปชั่น และจัดทำช่องทางร้องเรียนภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ภาคเอกชนอยากให้ภาครัฐดำเนินการ- บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่น อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ นำตัวผู้ที่กระทำความผิดทุกระดับมาลงโทษเพื่อให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

- มีการสื่อสารนโยบายจากผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานว่าไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่น และจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำการทุจริต

- ปรับปรุงกระบวนงานเพื่อลดความซับซ้อนของบริการภาครัฐ มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนและสามารถติดตามความคืบหน้าของเรื่องที่เอกชนขอรับบริการจากภาครัฐ หรือใบอนุญาตต่างๆ ได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการให้บริการมีความชัดเจน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงในการเรียกรับสินบนลดลงไปด้วย

หลังจากที่ได้ข้อสรุปข้างต้นแล้ว มีการระดมสมองต่อเพื่อสรุปแนวทางที่ภาครัฐและเอกชนจะสามารถประสานความร่วมมือกันในเรื่องการต่อต้าน คอร์รัปชั่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ดังนี้

1) ส่งเสริมให้บริษัทในภาคธุรกิจเข้ามาร่วมโครงการ CAC การเข้าร่วม CAC จะทำให้บริษัทเอกชนต้องดำเนินการทุกอย่างที่ภาครัฐอยากให้ภาคเอกชนทำตามรายการที่กล่าวถึงข้างต้น โดยการส่งเสริมของภาครัฐอาจจะอยู่ในรูปแบบของการ กำหนดให้คู่ค้าของภาครัฐที่จะเข้าประมูลจัดซื้อจัดจ้างที่มีมูลค่าสูงต้องผ่านการรับรองจาก CAC ว่ามีนโยบายและแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริต หรือการให้แต้มต่อแก่บริษัทที่ผ่านการรับรองจาก CAC ในการประมูลงานภาครัฐ หรืออาจจะอยู่ในรูปของการอำนวยความสะดวกแก่บริษัทที่ผ่านการรับรองจาก CAC ด้วยการไม่ต้องถูกสุ่มตรวจโดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น สรรพากร สรรพสามิต ศุลกากร เป็นต้น ยิ่งมีจำนวนบริษัทเข้าร่วมโครงการ CAC มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับภาครัฐมากขึ้นเท่านั้น เพราะเท่ากับว่าบริษัทในภาคเอกชนพยายามจะสร้างระบบควบคุมกันเองเพื่อป้องกันการทุจริต ซึ่งจะเป็นกลไกป้องกันคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และที่สำคัญไม่สิ้นเปลืองงบประมาณของภาครัฐด้วย

2) พัฒนาระบบการแจ้งข้อมูลทุจริต (Whistle Blowing Platform) ที่มีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันภาคธุรกิจเอกชนยังไม่ค่อยกล้าที่จะแจ้งข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชั่นผ่านช่องทางร้องเรียนของภาครัฐที่มีอยู่ เพราะกลัวว่าการต้องเปิดเผยตัวตนอาจจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตเมื่อจำเป็นต้องไปติดต่อหน่วยงานที่ไปแจ้งข้อมูลการทุจริตเอาไว้ ดังนั้น CAC จึงพยายามจะออกแบบ Platform เพื่อเป็นตัวกลางส่งผ่านข้อมูลการทุจริตจากสมาชิกของ CAC ไปให้กับหน่วยงานตรวจสอบของภาครัฐ โดยไม่เปิดเผยตัวตน ของบริษัทที่แจ้ง ซึ่งในเรื่องนี้ CAC ได้นำเสนอแนวคิดในเบื้องต้นกับ ผู้บริหารระดับสูงของทั้ง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท.แล้ว ซึ่งทั้งสองหน่วยงาน ก็มีท่าทีตอบรับในเชิงบวกกับแผนการพัฒนา Platform นี้ของ CAC

เอาไว้ถ้ามีความคืบหน้าของสองเรื่องนี้ ผมจะมาเล่าให้ฟังอีกใน โอกาสต่อๆ ไปนะครับ

'เรืองไกร'จ่อบุกป.ป.ช. ร้องสอบ'บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม' - มติชน ฉบับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตามที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนั้น และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็บอกกับประชาชนว่าเป็นนายกฯ ก็ต้องถูกตรวจสอบ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 128 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด" และมาตรา 169 บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 128 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" การที่สาธารณชนยังติดตามกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ว่า นาฬิกาหรู 25 เรือนนั้นยืมมาจากเพื่อน กรณีจึงมีประเด็นต้องร้องเพิ่มให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่าการยืมนั้น ถือเป็นการได้รับประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้หรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกรณี ป.ป.ช.จะไปขอข้อมูลจากต่างประเทศ เพราะกรมศุลกากรได้ตอบหนังสือเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ว่า ผู้นำเข้าส่วนใหญ่มิได้สำแดงหมายเลขประจำตัวเรือนนาฬิกา (Serial Number) ไว้ในใบขนสินค้าขาเข้า ดังนั้น ป.ป.ช.ควรมีหนังสือขอให้ พล.อ.ประวิตรนำนาฬิกาหรู 25 เรือน มาตรวจสอบยี่ห้อและรุ่น รวมทั้งหมายเลขประจำตัวเรือนนาฬิกาโดยตรงเลยน่าจะง่ายกว่าเยอะ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประวิตรจะยินดีนำนาฬิกามาให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบด้วย นอกจากนี้ยังมีกรณี พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้บริการจากทีมศิลปินดารามาช่วยเป็นพิธีกรในรายการเดินหน้าประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรีไม่ต้องเสียค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง เป็นประเด็นใหม่ ต้องร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่าการได้ใช้บริการจาก ศิลปินดาราดังกล่าวโดยไม่ต้องเสียค่าตอบ แทน ถือเป็นการได้รับประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้หรือไม่ ตนจึงจะไปยื่นร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรว่ามีกรณีถือเป็นการได้รับประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้หรือไม่ และถ้ามีจะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 128 หรือไม่ และจะผิดตามมาตรา 169 หรือไม่ จะไปยื่นร้องวันอังคารที่ 11 กันยายนนี้ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ

เรียกสืบเพิ่มจากปากพยานมัดทุจริตครุภัณฑ์ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * สั่งเรียกพยานบุคคลสืบกรณีครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น เพิ่ม "โกศล" เชื่อช่วยให้เรื่องต่างๆ มีความชัดเจน ชี้ที่ผ่านมาสืบจากเอกสารเป็นหลัก ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงความผิด และไม่นำไปสู่การตั้ง คกก.สอบ สวนทางวินัยได้ พร้อมกำชับ "อรรถพล" ให้รีบตรวจสอบข้อเท็จจริง หวั่นถูกกล่าวหาว่าซื้อเวลา

พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทุจริตภายในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบข้อเท็จจริงโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น งบประมาณ 6 แสนบาทต่อโรงเรียน วงเงิน 279 ล้านบาท ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า ขณะ นี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ตามที่สำนักนิติการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) ได้เสนอมา เนื่องจากสรุปสำนวนที่ นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ. ประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงโครงการดังกล่าวเสนอมานั้นสรุปเพียงว่าภาครัฐเสียหายอย่างไร กลุ่มไหนเป็นผู้ดำเนินการ แต่ไม่ได้มีการเชื่อมโยงที่ชัดเจน เพราะนายอรรถพลเน้นตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพยานด้านเอกสารเป็นหลัก ส่งผลให้ไม่สามารถเชื่อมโยงความผิดได้ ซึ่งทำให้ยังไม่สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้ ดังนั้นตนจึงขอมีการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อลงรายละเอียดว่าใครเกี่ยวข้องในขั้นตอนไหน อย่างไรบ้าง ซึ่งจากนี้อาจจะต้องมีการเรียกพยานบุคคลมาสอบเพิ่มเติม

"ทั้งนี้ เมื่อมีการสอบ พยานบุคคลเพิ่มเติมก็จะทำ ให้เรื่องราวต่างๆ มีความชัด เจนมากขึ้น อย่างเรื่องการไม่ดำเนินการตามนโยบายของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ว่า มีการท็อปดาวน์อย่างไร เริ่มตั้งแต่เมื่อไร การ ตั้งงบประมาณดำเนินการอย่างไร มีการสอบถามโรง เรียนหรือไม่ และยังมีเรื่องของสาเหตุที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำผิดวินัยการเงินการคลัง จนต้องส่งเงินคืนสำนักงบประมาณ คงต้องไปดูว่าผู้บริหารระดับสูงใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เหตุใด จึงไม่บริหารงบฯ ให้แล้วเสร็จตามเวลา อีกทั้งในส่วนของ การล็อกสเปกก็ยังไม่มีการ ลงรายละเอียด หรือเชื่อมโยงไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่าง ไรก็ตาม ผมเชื่อว่าหากมีการสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมแล้ว ก็จะสามารถทำให้เรื่องเหล่านี้มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้ง นี้ผมก็ได้กำชับประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าให้รีบดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะมีคนกล่าวหาว่าซื้อเวลากันอีก" ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าว.

ห่วง'ผูกขาด'ขายไฟฟ้า - ไอน้ำนิคมฯมาบตาพุด10บริษัทยื่นสอบซื้อหุ้น'โกลว์' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

"กกพ."คาดได้ข้อสรุป สิ้นเดือนก.ย.นี้

กรุงเทพธุรกิจ ผู้ประกอบการ 10 ราย ในมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ ยื่น กกพ.สอบกรณีจีพีเอสซี ซื้อหุ้นโกลว์ ห่วงเข้าข่ายผูกขาดขายไฟฟ้า-ไอน้ำในมาบตาพุด กังวล ปตท.ทำธุรกิจเดียวกับลูกค้าของโกลว์ กระทบความเชื่อมั่นการลงทุนของต่างชาติ ด้าน กกพ.คาดสิ้นเดือน ก.ย.นี้ได้ข้อสรุปผลตรวจสอบ ขณะซีอีโอปตท.ยืนยันเข้าซื้อหุ้นโปร่งใส มีหน่วยงานรัฐกำกับดูแลผลประโยชน์ผู้มีส่วนได้เสีย

การที่ Engie Global Development B.V. หรือ ENGIE ตกลงขายหุ้นในบริษัทโกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ทั้งหมด 69.11% มูลค่า 97,559 ล้านบาท ให้กับบริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือจีพีเอสซี ที่เป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. นำมาสู่การเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ตรวจสอบเช่นนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กังวลถึง การผูกขาดการขายไฟฟ้าในมาบตาพุด รวมถึงมีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการในมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน ระบุว่า ผู้ประกอบการที่ใช้ไฟฟ้าและไอน้ำในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 10 ราย ทำหนังสือลงวันที่ 17 ส.ค.2561 ถึงประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อให้ตรวจสอบและกำกับดูแลการซื้อขายหุ้นในบริษัทโกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผูกขาดในกิจการพลังงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง สำหรับผู้ประกอบการ 10 ราย ที่ร่วมลงชื่อ ประกอบด้วย 1.นายมงคล เฮงโรจนโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทมาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด

2.นายวุฒิชาติ อนันต์สุทธิวรา กรรมการผู้จัดการ บริษัทลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 3.นายพิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช กรรมการผู้จัดการ บริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด 4.นายปรีดา วัชรเธียรสกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัทไทยโพลิเอททิลีน จำกัด 5.นายธาร์นา เสนี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยเอ็มเอ็มเอ จำกัด 6.นายปิยะพงศ์ จริยเศรษฐพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทแกรนด์สยาม คอมโพสิต จำกัด

7.นายสุวิทย์ วิศิษฎ์วรณัฐ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัทระยอง เทอมินัล จำกัด 8.นายอภิชัย เจริญสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) 9.นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามโพลิเอททีลีน 10.นายฟาเบียโน่ เซอร์ซิเอรี เดอ โอลิเวียร่า กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ็มทีพี เอชพี เจวี (ประเทศไทย) จำกัด

ห่วงจีพีเอสซีผูกขาดในมาบตาพุด

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการทั้ง 10 ราย แสดงความกังวลเกี่ยวกับการซื้อหุ้นครั้งนี้ใน 3 ประเด็น คือ 1.จะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของจีพีเอสซีเพิ่มเป็น 4,800 เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อเทียบกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศที่มี 40,000 เมกะวัตต์ อาจเป็นสัดส่วน ที่ไม่มากเมื่อมองในภาพรวมของประเทศ แต่การซื้อขายไฟฟ้าต้องซื้อขายผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าที่มีการลงทุนสูง และซื้อไฟฟ้าจากแหล่งอื่นมาทดแทนไม่ได้โดยง่าย

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงกรณีโกลว์เป็นผู้ขายไอน้ำรายใหญ่ในพื้นที่เดียวกัน และไอน้ำเป็นสินค้าที่ไม่สามารถซื้อจากแหล่งอื่นได้เพราะต้องซื้อผ่านท่อในพื้นที่ ซึ่งการซื้อขายหุ้นนี้จะทำให้จีพีเอสซีควบคุมและมีอำนาจผูกขาดในตลาดพลังงานในมาบตาพุดค่อนข้างเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะการซื้อไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าวจะมีปริมาณการขายไฟฟ้าประมาณ 80% 2.กลุ่มผู้ร้องเรียนบางรายที่เป็นลูกค้าหลักของโกลว์ ประกอบธุรกิจปิโตรเคมีในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และได้รับการปฏิบัติการปฏิบัติที่ดีจากโกลว์ เพราะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโกลว์ไม่ได้ทำธุรกิจเดียวกันกับลูกค้า ทำให้บริหารงานตามหลักสากลและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่เมื่อจีพีเอสซีซื้อหุ้นโกลว์แล้วทำให้กลุ่มบริษัท ปตท.ถือหุ้นใหญ่ในโกลว์ และมีธุรกิจปิโตรเคมีเช่นเดียวกับลูกค้าบางรายของโกลว์ ซึ่งจะมีอำนาจเชิงนโยบายและการบริหารเบ็ดเสร็จในโกลว์ อาจดูแลลูกค้าไม่เป็นธรรมหรือไม่เหมาะสม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้

คาดกระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ 3.กลุ่มผู้ร้องเรียนส่วนหนึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติ ที่ลงทุนในไทยด้วยความเชื่อถือและมั่นใจว่ารัฐบาลจะกำกับดูแล และคุ้มครองการลงทุนของต่างชาติอย่างเหมาะสม ไม่ปล่อยให้เกิดความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนในการลงทุน แต่การซื้อหุ้นนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มขาดความเชื่อมั่น เนื่องจากผลของการผูกขาดจะทำให้เกิดความ เสียหายกับการลงทุนที่ได้ดำเนินการแล้ว และ นักลงทุนต่างชาติอาจทบทวนนโยบายการลงทุนในอนาคต เพราะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะจัดการดูแลคุ้มครองผู้ลงทุนได้ ซึ่งจะกระทบชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของประเทศ

นอกจากนี้ หนังสือร้องเรียนระบุถึงการที่จีพีเอสซีซื้อหุ้นโกลว์ครั้งนี้ จะทำให้จีพีเอสซีผูกขาดการขายพลังงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งกลุ่มผู้ร้องเรียนจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ จึงให้ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงานตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการแข่งขันและการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดกิจการพลังงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยผู้ยื่นหนังสือพร้อมเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม

กกพ.คาดสรุปปมซื้อโกลว์ ก.ย.นี้

นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ). กล่าวว่า กกพ.กำลังตรวจสอบการซื้อหุ้นดังกล่าว และจะสรุปได้ในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ตามที่ กฎหมายให้เวลาตรวจสอบ 90 วัน ซึ่ง กกพ.มีกฎหมายชัดเจนอยู่แล้วในการตรวจสอบ

ในขณะนี้นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กกพ.และโฆษก กกพ. กล่าวว่า กกพ.ได้ประสานกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายขัด พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าหรือไม่ ซึ่งต้องใช้เวลาเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาให้ครอบคลุมข้อกฎหมายทั้งหมด เช่น พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ซึ่งเบื้องต้นการซื้อกิจการของจีพีเอสซีหากดูเฉพาะในมาบตาพุดอาจมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่จะต้องดูภาพรวมทั้งประเทศด้วย

ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้า 40,000 เมกะวัตต์ เป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 20,000 เมกะวัตต์ กลุ่มบริษัทกัลฟ์ฯ 10,000 เมกะวัตต์ ขณะที่จีพีเอสซี หากรวมกับโกลว์แล้วจะมีกำลังผลิต 4,800 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่มากนักหากเทียบกับรายอื่น

ปตท.โยน กกพ.-พาณิชย์ตัดสิน

ส่วนการชี้แจงครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา ของนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การซื้อหุ้นโกลว์ เป็นเรื่องที่ผู้ขายต้องการขาย และกลุ่ม ปตท.สนใจซื้อ โดยให้จีพีเอสซีที่ ปตท.ถือหุ้น 20% เข้าไปซื้อตามขั้นตอน ซึ่งมีการประเมินมูลค่าการซื้อขายและปริมาณไฟฟ้าที่กลุ่ม ปตท.ต้องการใช้

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า กรณีนี้จะเป็นการผู้ขาดกิจการไฟฟ้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกกพ.และกระทรวงพาณิชย์โดย ปตท.ยืนยันว่าการทำธุรกิจไฟฟ้าเป็นบทบาทของจีพีเอสซีที่ต้องผลิตไฟฟ้าป้อนความต้องการลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง

"การใช้ก๊าซในพื้นที่อยู่ราว 5-10% จากการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ และจำนวนเมกะวัตต์ที่เพิ่มขึ้นทำให้จีพีเอสซี มีมาร์เก็ตแชร์ขึ้นมาอยู่อันดับ 3-4 จากเดิมอันดับ 5-7 และกลุ่ม ปตท.ทำธุรกิจในมาบตาพุดมานานเป็นมืออาชีพพอ ไม่มีนโยบายกลั่นแกล้งใคร เพราะฉะนั้นเป็นห่วงได้ แต่ไม่ควรกังวลมากจนเกินไป เพราะทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการ และมีหน่วยงานกำกับที่จะดูแลผลประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้เสีย"

รายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการ ปตท.มีมติเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา สนับสนุนให้จีพีเอสซีที่เป็นบริษัทลูกเข้าทำธุรกรรมการได้มาซึ่งหุ้นในโกลว์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 1,010 ล้านหุ้น หรือ 69.11% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และจีพีเอสได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซื้อโกลว์ ในราคาหุ้นละ 96.5 บาท รวมมูลค่า 97,559 ล้านบาท โดยอาจเพิ่มทุนไม่เกิน 74,000 ล้านบาท ออกหุ้นกู้ 68,500 ล้านบาท และอนุมัติให้กู้ยืมเงินไม่เกิน 142,500 ล้านบาท จากสถาบันการเงินและหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อเป็นแหล่งลงทุนระยะสั้นไม่เกิน รองรับการซื้อขายหุ้น และการทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมด โดยได้เสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ไปเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา

ฟ้อง'พานทองแท้'คดีฟอกเงิน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ดีเอสไอจ่อส่งสำนวน สอบเพิ่มคดีฟอกเงิน "พานทองแท้" กับพวกหลังอัยการสั่งสอบเพิ่ม 2 ประเด็น มั่นใจหลักฐานเพียงพอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับเครือกฤษดามหานคร ซึ่งมีธุรกรรมการเงินจำนวน 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท เข้าไปยังบัญชีเงินฝากกลุ่มของ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ นายทักษิณ. ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกว่า ภายหลังพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษได้สั่งให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติม ใน 2 ประเด็น คือ 1.อัยการสอบถามถึงคดีฟอกเงินอื่นๆ จากการทุจริตอนุมัติปล่อยกู้ ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่ม กฤษดาธานนท์ซึ่งคดีทั้งหมดดีเอสไอได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องไปให้อัยการเกือบทั้งหมดแล้ว ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอีก 2 สำนวน ได้แก่ กรณีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เซ็นเช็คบริจาคให้กับมูลนิธิแห่งหนึ่ง จำนวน 100,000 บาท และกรณีเซ็นเช็คค่าจัดเลี้ยงรุ่นวปอ.ที่บุคคลอื่นสำรองจ่ายไปให้ก่อน จำนวน 200,000 บาท

ส่วนประเด็นที่ 2 อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มว่า นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชาย ของนายวิชัยได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจด้านในบ้าง มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อจำหน่ายรถยนต์หรูหรือรถยนต์ซูเปอร์คาร์ บ้างหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ ได้สอบสวนเสร็จแล้ว ในสัปดาห์หน้าจะส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมให้กับอัยการฝ่ายคดีพิเศษ

สำหรับคดีดังกล่าวดีเอสไอสรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องนายพานทองแท้, นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัว ของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ,นายวันชัย หงษ์เหิน สามีของนางกาญจนาภา เป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน

ซึ่งนอกจากนี้พนักงานสอบสวนยังได้สอบปากคำกรรมการคตส. ไว้เป็น หลักฐานในสำนวนคดี. จึงมั่นใจว่าสำนวนคดีที่สอบสวนและมีความเห็นสั่งฟ้อง ดำเนินการด้วยความรอบคอบรัดกุม มีหลักฐานสมบูรณ์เพียงพอที่จะสั่งฟ้องผู้ต้องหา ในส่วนของนางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภาซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ไม่น่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนก็มีความเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้อง

คอลัมน์ ป้อมพระสุเมรุ: "อัยการ"ขี้สงสัย หรือ"ดีเอสไอ"บกพร่อง จน"คดีโอ๊คฟอกเงิน"ส่อหมดอายุความ - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561

ทีมข่าวการเมือง

รอดตัวไปอีกเปลาะ

รายของ "ยอดชายนายโอ๊ค" พานทองแท้ ชิน วัตร ลูกชาย "บิ๊กบอส" ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินการทุจริตอนุมัติสินเชื่อของอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มธุรกิจในเครือกฤษดามหานคร เมื่อปี 2546-2547 โดยมิชอบ

หลังดีเดย์ "สั่งคดี" เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ปรากฎว่า พนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ 4 "มีความจำเป็น" ต้อง "เลื่อนการสั่งคดี" ออกไป

และนัดฟังคำสั่งคดีอีกครั้งในวันที่ 10 ตุลาคม 2561 เวลา 10.00 น.

เรื่องนี้ ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้เหตุผลว่า เนื่องจากอัยการได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมในรายละเอียดทางคดีหลายประเด็น โดย ดีเอสไอยังไม่ได้ส่งผลสอบสวนเพิ่มเติมมาให้อัยการ ดังนั้นอัยการจึงยังไม่สามารถสั่งคดีได้ ซึ่งประเด็นที่อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมนั้นเป็นรายละเอียดทางคดีที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นเรื่องในสำนวน แต่พูดได้ว่าเรื่องที่สั่งสอบเพิ่มเติมนั้นเป็นประเด็นสำคัญทางคดี เพื่อจะให้การสอบสวนสิ้นกระแสความ และเมื่อสำนวนสมบูรณ์แล้ว อัยการจะมีความเห็นทางคดีสั่งคดีไปทางใดทางหนึ่งได้

พร้อมทั้งสร้อยท้ายว่า "พนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ 4 จะเร่งรัดให้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอส่งผลสอบ สวนเพิ่มเติมมาให้อัยการให้ทันนัดสั่งคดีครั้งหน้า"

ฟังแล้วก็ "สะท้อนใจ" ไม่น้อยว่า แล้วก่อนหน้านี้ ทำไม "อัยการ" ไม่เร่งรัด "ดีเอสไอ" ให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะถึงนัดสั่งคดีนัดแรกเมื่อ 5 กันยายนที่ผ่านมา

เมื่อย้อนกลับไปก็พบว่า "ดีเอสไอ" ได้ส่งสำนวนคดีนี้ให้ "อัยการ" ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ก็ถือว่า 42 วันหรือเดือนกว่าๆ หลังรับสำนวนมาถึงวันนัดสั่งคดีนัดแรก เสียไปโดยเปล่าประโยชน์

ถ้าเป็นคดีทั่วไปก็คงไม่เท่าไร แต่นี่เป็นคดีดังที่ผู้คนให้ความสนใจ อีกทั้งยังรู้กันโดยทั่วว่า จะหมดอายุความ 15 ปี ในช่วงสิ้นปี 2561 นี้อยู่รอมร่อ แต่ก็ยังปล่อยให้เกิด "ลักลั่น" ระหว่างหน่วยงานรัฐกันเอง

ความลักลั่นระหว่าง "อัยการ-ดีเอสไอ" ก็ล่วงรู้ไปถึง "กลุ่มผู้ต้องหา" อันประกอบด้วย กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของ คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ อดีตภริยาของ ทักษิณ, วันชัย หงษ์เหิน สามีของ กาญจนาภา และ "พานทองแท้" ไม่มารับฟังคำสั่งคดี แต่ได้แต่งทนายความมาพบพนักงานอัยการแทน เพราะหากมีการสั่งคดีจริง "ผู้ต้องหา" ต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง

จนนำมาซึ่งคำถามว่า "อัยการ-ดีเอสไอ" เล่นอะไรกันอยู่

มันน่าเหลือเชื่อไม่น้อย ที่สำนวนคดีที่ "บอร์ดคดีพิเศษ" ของดีเอสไอ พิจารณาอยู่นานสองนาน แล้วมีมติ "สมควรส่งฟ้อง" มายัง "สำนักงานอัยการ" ในฐานะ "ทนายแผ่นดิน" เป็นพิจารณา ผู้ส่งฟ้องต่อศาล กลับบกพร่อง "หลายประเด็น" แล้วบังเอิญอีกเหลือเกินว่า การออกลูกนี้ของ "อัยการ" เป็นไปตามที่ "ผู้สันทัดกรณี" ได้เคย "ดักคอ" ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อที่ดีเอสไอโยน "เผือกร้อน" มาให้ในทำนองว่า "สำนวนหลวมโพรก" จนอาจต้องตีกลับไปให้ดีเอสไอขันนอต กลับมาใหม่

อีกทั้งยังเคยมีการตั้งข้อสังเกตมาหลายหนแล้วว่า การดำเนินคดีกับ "นายโอ๊คอ๊าค" คดีฟอกเงินกรุงไทย ดูจะ "ล่าช้าผิดปกติ" ทั้งที่สำนวนไม่น่าจะสลับซับซ้อนอะไร

ในเมื่อ "คดีใหญ่" การทุจริตอนุมัติเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ตัดสินจบไปเป็นปีๆ ผู้เกี่ยวข้องระดับสูงหลายราย ต้องคำพิพากษาไปจำคุกอยู่ในคุกนานแล้ว

อีกทั้งในคำพิพากษา บางช่วง ยังพูดถึง "พานทองแท้ และพวก" ว่าร่วมรับประโยชน์จากการปล่อยกู้ให้กับบริษัทลูกของกฤษดามหานคร ไว้เสร็จสรรพ หาก "อัยการ-ดีเอสไอ" ติดขัดอะไรก็แนะนำให้ไปคัดคำวินิจฉัยของ ศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา (ขณะนั้น) และเจ้าของสำนวนคดีทุจริตเงินกู้กรุงไทย

ให้ความเห็นและวินิจฉัย "เส้นทางการเงิน" ไว้อย่างละเอียดยิบ ถึงเช็ค 2 ฉบับ คือ 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท ที่สั่งจ่ายและมีการนำเข้าบัญชีคนชื่อ "พานทองแท้ ชินวัตร"

คำวินิจฉัยดังกล่าวยังได้ไล่เรียง "เหตุผล" ที่ "พานทองแท้" กล่าวอ้างว่าเป็นธุรกรรมซื้อขายหุ้น-ทำธุรกิจกับ "ทายาทกฤษดามหานคร" ไม่เกี่ยวกับ "เงินปากถุง" ของการปล่อยกู้ระหว่างธนาคารกรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานคร ตามที่ถูกกล่าวหาแต่ประการใด

ทว่า "ท่านศิริชัย" ก็ได้ "หักล้าง" จนหมดจด ก่อนสรุปว่า "ข้ออ้างของนายพานทองแท้ฟังไม่ขึ้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง" พร้อมขมวดปม "ข้ออ้าง" ย้อนศรกลับด้วยว่า "ส่อไปในทำนองต่างตอบแทนจากการที่ธนาคารผู้เสียหายอนุมัติสินเชื่อให้กลุ่มของจำเลย (กลุ่มกฤษดามหานคร)"

จนน่าสงสัยว่า "อัยการ" คงไม่อ่าน หรือ "ดีเอสไอ" ไม่ได้แนบคำพิพากษาที่ว่านี้ไปให้กันแน่

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2561 หรือก่อนหน้าการนัดสั่งคดี "นายโอ๊ค" เพียงวันเดียว พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้นำพยานหลักฐานพร้อมคำฟ้อง ยื่นฟ้อง "คดีฟอกเงินกรุงไทย" อีกสำนวน ที่มี วิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร และพวกเป็นผู้ต้องหา ไปส่งฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

โดยที่ตัวละครใน "คดีนายวิชัย" กับ "คดีนายพานทองแท้" ก็โยงใยเกี่ยวพันกันราวกับเป็นสำนวนเดียวกันด้วยซ้ำ ต่างกันก็เพียง "ผู้ต้องหา" กลับกลายเป็นว่า ความเห็นของ 2 สำนวนในคดีที่ใกล้เคียงกันอย่างกับแกะ กลับต่างกันไปได้

งานนี้ "คนบนตึกไทยฯ" ที่เคยคำรามเสียงดัง "เล่นแม...เลย" ควรลงมาดูว่า "ใคร" กำลัง "ล้มมวย" ใน "คดีโอ๊คอ๊าค"

จะเป็นเพราะ "ความขี้สงสัย" ของ "อัยการ" หรือ "ความบกพร่อง" ของ "ดีเอสไอ"

แต่ไม่ใครก็ใครก็เหมือน "รู้เห็นเป็นใจ" ลากเรื่องไว้จน "นาทีสุดท้าย"

ระวังเถอะ เกิด "หมดอายุความ" คามือขึ้นมา ไม่ใครก็ใครต้องเดือดร้อนแน่นอน

คอลัมน์ คมคิดฅนเขียน: 'ฟอกใคร' กันแน่ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

"เขื่อนขันธ์"

บรรดาข้าทาสบริวารของ คุณโอ๊ค "พานทองแท้ ชินวัตร" คงสบายใจได้ จะมาบอกว่า กระบวนการยุติธรรมไทย ทั้งต้นน้ำปลายน้ำไม่ยุติธรรม ไม่ได้แล้วนะครับ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ กรณีคุณโอ๊ค พร้อมด้วย นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร นายวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนาภา ซึ่งถูกพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องในคดีร่วมกันฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กลุ่มกฤษดามหานคร

เมื่อวันที่ 5 กันยายน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า วันนี้อัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 4 ยังไม่มีคำสั่งคดีดังกล่าว เนื่องจากได้สั่ง สอบเพิ่มเติมพยานหลักฐานหลายประเด็น ซึ่งทางพนักงานสอบสวนดีเอสไอยังไม่ได้ส่งผลการสอบเพิ่มเติมมาให้อัยการพิจารณา ดังนั้นอัยการจึงนัดสั่งคดีครั้งที่ 2 อีกครั้งวันที่ 10 ตุลาคม เวลา 10.00 น. พร้อมยืนยันคดีความผิดฐาน ร่วมกันฟอกเงิน มีอายุความ 15 ปี ดังนั้น คดีจึงยังมีอายุความอีก 2-3 ปี

"ส่วนวันที่ 10 ตุลาคม อัยการจะสามารถสั่งคดี และนำตัวนายพานทองแท้กับพวกไปยื่นฟ้องต่อศาลได้หรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ต้องรอผลการพิจารณาสั่งคดีของอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ในวันดังกล่าวก่อน" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าว

ครับ...แปลกใจกันไหม เมื่ออ่านข่าวชิ้นนี้จบ คำถามคือทำไมพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ถึงไม่สอบสวนเพิ่มเติม ตามที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 แนะนำไป จากนั้นค่อยส่งสำนวนมาให้อัยการ ทำเหมือน ต้องการซื้อเวลา เลยไม่แปลกใจจริง ๆ กับคำสั่งโยกย้ายเลขาธิการ ปปง. ก่อนหน้านี้

ต้องบอกว่า ด้วยเงื่อนไขและความผิดที่เกิดขึ้นในคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย ถ้า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. จะใช้มาตรา 44 เพื่อให้คดีนี้เดินหน้าไปด้วยความถูกต้อง ผมเชื่อเลยว่า จะไม่ได้ยินเสียงติฉินนินทาจากสังคม เพราะถ้าปล่อยให้กระบวนการสอบสวน เดินหน้าไปตามขั้นตอนปกติ ไม่แน่ใจจริง ๆ ว่า อีกกี่ปีสังคมไทยจะได้รับคำตอบว่า คดีฟอกเงินแบงก์รัฐ จะมีคำตอบว่า มีใครกระทำความผิดบ้าง

จริง ๆ ใครตามข่าวคดีนี้ คงรับทราบถึง บารมีและอำนาจ บุตรชายนายทักษิณได้เป็นอย่างดี บางวันเดินทางไปให้ข้อมูลกับดีเอสไอ หาข่าวยากหาข่าวเย็น มีอยู่ครั้งหนึ่งสื่อหลายสำนัก นำภาพคุณโอ๊คจากกล้องวงจรปิด ออกมาเผยแพร่ นายพานทองแท้ออกมาโวยว่า มีขบวนการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ต้องการดิสเครดิต

แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตแกนนำ กปปส. เดินทางไปชี้แจงเรื่องบัญชีทรัพย์สิน ที่สำนักงานป.ป.ช. ซึ่งติดอยู่กับทำเนียบรัฐบาล มีภาพปรากฏจากสื่อบางสำนัก นายพานทองแท้และสื่อในเครือข่าย รีบขยายผลทันที ตั้งคำถามทำนองว่า แกนนำ กปปส.เดินทางไปพบใคร ที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นอดีตเลขาธิการ กปปส. ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง แถมยังซัดกลับทายาทนายทักษิณ ทำนองว่า มุ่งหวังผลทางการเมือง จนทำให้นายโอ๊คต้องออกมาแก้เกี้ยวว่า ต้องการล้อเล่นเท่านั้นเรียกว่าครั้งนั้น หน้าแตกหมอไม่รับเย็บจริง ๆ เอาปี๊บคลุมหัวยังไม่พอเลยด้วยซ้ำ แต่ที่น่าสมเพชมากกว่านั้น คือหมาขี้เรื้อนบางตัว ออกมาวิเคราะห์ทำนองว่า มีคนในรัฐบาลส่งรูปนายสุเทพให้นายโอ๊ค เรียกว่า เล่นบทแถยังไม่พอ ยังเล่นบทเสี้ยมอีกต่างหาก

งานนี้คงหวังยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แต่คนไทยรักความถูกต้องรู้ทัน ไม่รับมุก ก็เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คนข่าวในค่ายนี้ ก็เพิ่งออกมาด่าเพื่อนร่วมวิชาชีพ ทำนองว่าเป็น "สื่อโสโครก" หลังจากนำเสนอข้อมูลว่า ลูกเขยนายทักษิณ จะเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ไม่รู้ว่า ทำไมต้องเดือดร้อนแทนกันนักกันหนา

ไหน ๆ เขียนถึงคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย บางคนอาจยังไม่รู้ว่า บุคคลที่เข้ามารับผิดชอบ เป็นหัวหน้าทีมกฎหมาย ดูแลสำนวนในคดี ให้นายพานทองแท้และพวกคือ "นายชัยเกษม นิติศิริ" ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง อัยการสูงสุด ถึงต้องบอกว่า เรื่องคอนเนกชั่นหายห่วงจริง ๆ

ไม่เป็นไรครับ.. สำคัญที่สุดนายพานทองแท้ อย่าเลียนแบบ คุณพ่อและคุณอา ก็แล้วกัน พูดจาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า พร้อมต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม แต่ทำไปทำมาหลบหนีไปเฉยเลย .. ไม่อยากเห็น พี่เสก โลโซ ต้องไลฟ์สดอีกรอบครับ.

คอลัมน์ กางวงเล่า: กล้าสู้โกง - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

กันติพิชญ์ ใจบุญ

เพิ่งผ่านพ้นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นของปี 2561 มาได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ วันที่ถูกกำหนดว่าในวันที่ 6 ก.ย.ของทุกปี จะต้องเป็นวันที่แสดงพลังถึงการต่อต้านคอร์รัปชั่นในทุก รูปแบบของประเทศไทย โต้โผหลักคือองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ก็ชูรูปแบบการรณรงค์ที่ทำให้เห็นภาพ คือ "คนไทย ตื่นรู้สู้โกง" และนี่ย่อมเป็นนัยสำคัญที่ต้องการกระตุกคนในสังคมให้กล้ายืนหยัดบนความ

ถูกต้อง เห็นการทุจริต โกง ต้องเปิดโปง และขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นมา

ว่ากันตามจริงแล้ว การทุจริตในบ้านเราถือเป็นรากลึกที่ฝังอยู่ในแทบจะทุกสังคม ตั้งแต่เกิดไปจนถึงวัยใกล้ตาย แต่ละช่วงเวลาของชีวิตของแต่ละบุคคล ต่างต้องเผชิญกับห้วงเวลาที่ต้องแลกเปลี่ยน เพื่อผลประโยชน์บางประการที่ต้องการ แม้การแลกเปลี่ยนนั้นจะไม่ถูกต้องตามกติกาของสังคมก็ตาม

ทั้งการจ่ายใต้โต๊ะเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทั้งทางธุรกิจธุรกรรม หรือการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะแลกกับให้บุตรหลานได้เข้าเรียนที่ดีๆ หรือหนักข้อก็ทุจริตแบบพิศดารด้วยความรู้ที่มากโข โกงกินผลประโยชน์ของชาติ

เราได้เห็นเรื่องนี้กันอย่างชาชิน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เคยลุกขึ้นมาต่อสู้กับเรื่องนี้ จะมีเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ผิดและควรจะต้องประกาศให้รับรู้กันเพื่อให้เกิดการแก้ไขให้เข้ารูปเข้ารอย

แต่บ่อยครั้งที่คนไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านการโกง การทุจริต หรือการคอร์รัปชั่นอะไรก็ตามแต่ นั่นเป็นเพราะประเทศไทยไม่อาจสร้างความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้กับคน "ดี" เหล่านี้ได้ เพราะเมื่อแฉหรือเปิดโปง ก็อาจจะเจอโป้งปิดบัญชี เพราะรู้กันดีว่าวงการอะไรที่คอร์รัปชั่นนั้น ย่อมมีคนที่ไม่อยากและยอมไม่ได้ที่จะต้องเสียผลประโยชน์

ใครขวางเป็นต้องได้สุ่มเสี่ยงแน่ๆ การทุจริตในทุกวงการจึงเกิดขึ้นอยู่คู่กับสังคมไทย และนับเป็นเรื่องยากที่จะขจัดออกไปได้ง่ายๆ แต่อย่างน้อยก็ยังมีองค์กรหนึ่ง และกลุ่มคนที่ยังเห็นว่าการคอร์รัปชั่นนั่นสร้างบาดแผลให้กับประเทศชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นมนุษย์ด้วยกันเอง และแม้จะเป็นงานยากแต่ก็ต้องลงมือทำเพื่อให้ทั้งสังคมได้เห็นความสำคัญและทำตาม

แต่การทุจริตหรือคอร์รัปชั่นนั้นหากจะแก้ไขกันจริงๆ มันอาจจะต้องเริ่มที่สันดานของคนอย่างเราๆ นี้แหละ การลดความโลภ ความพึงอยากมีอยากได้แม้จะต้องแลกกับการทำผิกฎหมาย ผิดกติกาสังคมก็ตาม สิ่งยั่วยวนหลอกตาเหล่านี้มันทำให้กิเลศของคนนั้นพลุ่งพล่าน และพร้อมจะแลกให้ได้มาแม้ต้องโกงกับใครคนอื่นก็ตาม

ทั้งคนในครอบครัว เพื่อนฝูง พี่น้องร่วมอุดมการณ์ เมื่อมีผลประโยชน์ที่ครอบงำจิตใจ การโกงจึงเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

แต่ในระดับใหญ่อย่างการโกงกินระดับชาติแล้ว ยิ่งสร้างความเสียหายอย่างมาก เพราะคงไม่มีนักลงทุนหน้าไหนอยากจะเข้ามาทำมาหากินหรือมาลงทุนในประเทศที่มีการโกงหรือการทุจริตเป็นชื่อเสียงแน่นอน หากจะมาทำมาลงทุนด้วย ก็เป็นพวกที่โกงด้วยกันเสียนั่นแหล่ะ

ประเทศไทยจะต้องหลุดพ้นจากคำว่าประเทศที่เกิดการทุจริตและคอร์รัปชั่นให้

ได้ อย่างน้อยแม้จะไม่หมดไปแต่ก็ต้องทำให้เหลือน้อยที่สุด แต่ผลสำเร็จจะมาจากใครได้ หากไม่เริ่มจากพลังสามัคคีของคนไทยด้วยกันเอง

คำว่า "คนไทย ตื่นรู้สู้โกง" ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จึงเป็นวลีที่น่าสนใจว่าพลังการต่อต้านคอร์รัปชั่น มันจะปลุกกระแสคนไทยให้ตื่นขึ้นมา และกล้าหาญพร้อมเสียสละต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ หากทำได้ขึ้นมาจริง ทุกคนในทุกสังคมในทุกวงการต่างตื่นตัวคอยระแวดระวังและป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต หรือเปิดโปงความไม่โปร่งใสขึ้นมา ทั้งในส่วนราชการ ภาคเอกชนเองก็ตาม เชื่อว่ามันจะพลิกโฉมประเทศไปได้อย่างน่าอัศจรรย์

ผลของการเดินหน้าต่อต้านการโกงจะได้ผลหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคนไทย ที่จะลดความต้องการ ไม่กล้าจะทำทุจริต ไม่จ่ายเงินใต้โต๊ะ ซื้อความถูกต้องและปัดความรับผิดชอบของ ตัวเอง ไม่รีดไถให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินที่ไม่ถูกต้อง

หากกล้าทำ เราก็คงเห็นแสงสว่างว่าประเทศไทยมันจะสดใสขึ้นมาได้จริงๆ

คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ: มอมยาที่เกาะเต่า เมจิกสกิน ส่วยหมูยอยังไม่พอเร่งปฏิรูปตำรวจอีกหรือ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

virute_sir@hotmail.com

กรณีนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษกลับไปให้ข่าวกับสื่อในประเทศคือ เดลิเมล์ และ เดอะซัน ว่า ได้ถูกมอมยาและข่มขืนเมื่อครั้งมาเที่ยวที่เกาะเต่าเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้ไปแจ้งความกับตำรวจที่เกาะพะงันแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินการอะไร

ข้อมูลและข่าวนี้ กลับถูกตำรวจไทยสรุปว่าเป็นเรื่องเท็จ และมีการดำเนินคดีเสนอศาลออกหมายจับผู้รับผิดชอบเพจที่นำข่าวดังกล่าวมาเผยแพร่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทันที

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นางสาว Issy ผู้เสียหาย จึงได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับหนังสือพิมพ์ The Times สื่อเก่าแก่ของอังกฤษละเอียดมากขึ้นว่า

"เธอกับเพื่อนชายได้ถูกมอมยาขณะนั่งดื่มกันในบาร์ที่ชายหาด ทำให้บางคนเกิดอาการมึนงงและหมดสติ ส่วนตัวเธอรู้สึกเหนื่อยผิดปกติจึงได้เดินออกจากบาร์ไป หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้ พอตื่นขึ้นมาประมาณตีห้า ก็เห็นกางเกงขาสั้นและกางเกงในถูกถอด โดยมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า "ยิ้มให้" และเดินจากไป โดยเอาโทรศัพท์มือถือ เงินสด 3,000 บาท และเดบิตการ์ดในกระเป๋าไปด้วย

และทันทีที่เดินทางไปถึงเกาะพะงันในวันรุ่งขึ้น เธอพร้อมกับเพื่อนชายก็ได้พากันไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าถูกมอมยาข่มขืนและชิงทรัพย์ แต่ตำรวจก็ไม่ได้ทำอะไรแม้แต่จะส่งไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย อ้างว่าเหตุเกิดที่เกาะอื่น และทำเพียงลงบันทึกประจำวันเป็นเรื่องของหายให้เท่านั้น"

ช่วงค่ำในวันเดียวกัน "นายสุทธิชัย หยุ่น" สื่อมวลชนอาวุโส ก็ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กสัมภาษณ์ Martin Phu เพื่อนชายของ Issy อย่างละเอียดยืนยันว่า ตัวเองรู้สึกมึนงงหลังดื่มเครื่องดื่มที่บาร์และเดินด้วยร่างกายที่อ่อนล้าไปหมดสติที่ชายหาด มารู้ตัวอีกทีตอนตีห้า เมื่อกลับที่พักพบ Issy กลับมาก่อน ได้เล่าเรื่องที่ถูกข่มขืนให้ฟัง

ทั้งสองให้ข้อมูลตรงกันว่า ในวันรุ่งขึ้นที่เดินทางไปถึงเกาะพะงัน ก็ได้พากันไปแจ้งความเรื่องการถูกข่มขืนและชิงทรัพย์ แต่ตำรวจบอกว่า ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะเหตุไม่ได้เกิดในพื้นที่ ให้กลับไปแจ้งสถานีตำรวจเกาะเต่า!ทำให้ Issy รู้สึกแย่มากจนทนไม่ไหว และได้รีบเดินทางกลับอังกฤษไป โดย Martin รับปากว่าจะไปแจ้งความให้ก่อนจะเดินทางไปเขมร จึงกลับไปที่เกาะเต่าอีกครั้งในวันที่ 4 กรกฎาคม

แต่เมื่อไปถึงสถานี ตำรวจบอกว่าผู้เสียหายไม่ได้มาแจ้งเอง ไม่สามารถดำเนินการอะไรให้ได้เช่นกัน!

"มอมยา" คือ การประทุษร้าย ซึ่งนอกจากจะเป็นความผิดต่อบุคคลแล้ว ยังเป็นความผิดต่อรัฐด้วย และยิ่ง มอมยาแล้วลักทรัพย์คือการ "ชิงทรัพย์" จัดเป็น "คดีอุกฉกรรจ์" ประเภทหนึ่ง

เมื่อตำรวจผู้รับผิดชอบทุกคนทราบเหตุ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนไทยหรือต่างประเทศแล้ว ก็มีหน้าที่ต้องสืบสอบจับผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ต้องรอให้ใครมาแจ้งความก็ยังได้

Issy และ Martin เป็นทั้ง "ผู้เสียหาย" และ "ประจักษ์พยาน" คำให้สัมภาษณ์ทั้งกับสื่อต่างประเทศและไทยนั้น คือ "หลักฐานสำคัญ" ว่าได้มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้นกับตัวเองและรัฐ

ประเทศไทยในปัจจุบันมีปัญหาสำคัญที่กระทบต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือ "ความเป็นนิติรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย" อย่างร้ายแรงคือ ประชาชนโดยเฉพาะคนยากจนไม่สามารถแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ง่ายๆ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นการแจ้งในสถานีที่เกิดเหตุก็ตาม

พนักงานสอบสวนจะทำกันเพียง "ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน" ไว้ ไม่ออกเลขคดีเข้าสารบบกันแต่อย่างใด

เป็นการปฏิบัติตามนโยบายลดสถิติอาชญากรรมของตำรวจผู้ใหญ่ระดับต่างๆ อย่างได้ผล แต่ฉ้อฉลประชาชนกันตลอดมา!

ยิ่งถ้าเป็นกรณีเหตุเกิดนอกพื้นที่ซึ่งคนไทยจำนวนมากรวมทั้งจีนเกาหลีและฝรั่งมังค่าที่ไม่มีทางรู้ได้ว่า ถนนนั้นหรือซอยนี้เป็นท้องที่สถานีใดกันแน่ การปฏิเสธไม่รับคำร้องทุกข์ยิ่งง่ายใหญ่!

ทั้งกฎหมายและ ระบบงานสอบสวนที่ล้าหลัง ของไทยต้องถูกปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

ประชาชนต้องสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจใดก็ได้เหมือนประเทศที่เจริญทั่วโลก เพราะถือเป็น "การแจ้งความต่อรัฐ"

ส่วนแต่ละสถานีจะประสานงานในการส่งและรวบรวมพยานหลักฐานกันอย่างไร ถือเป็นเรื่องภายในที่ผู้รับผิดชอบตำรวจแห่งชาติต้องกำหนดวิธีการบริหารจัดการเอาเอง

นอกจากนั้น หลักฐานบันทึกเหตุการณ์ประจำวันต่างๆ ต้องถูกป้อนเข้าระบบคอมพิวเตอร์แทนการเขียนด้วยลายมือคล้าย "อักษรขอมในสมุดข่อย" แบบโบราณที่ประชาชนอ่านกันแทบไม่ออกปัจจุบัน!

การสอบและบันทึกปากคำบุคคลผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้เสียหายและประจักษ์พยานต้องเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยการบันทึกเป็นภาพและเสียงเป็นหลักฐานทุกคดี ป้องกันมิให้บุคคลถูกเรียกให้มาลงชื่อในคำกล่าวหาโดยไม่ได้ให้การหรือพูดอะไร? หรือใครจะสามารถบิดเบือนตกแต่งแก้ไขให้ผิดไปจากความจริงและเจตนาของผู้ให้ถ้อยคำได้?

นอกจากปัญหาการสอบสวนคดีที่เกาะเต่าแล้ว ก็ยังมีเรื่องเน่าเหม็นเกิดขึ้นอีกหลายกรณี ที่อื้อฉาวก็คือ การเรียกรับเงินทั้ง ค่าเร่งคดี และ ค่าล้มคดี เมจิกสกิน!พนักงานสอบสวนกองปราบ คนหนึ่งคุยกับผู้เสียหายขอ"หมื่นห้า" เป็นค่าน้ำมันหล่อลื่นให้คดีเร็วขึ้น รับล่วงหน้าไปแล้วห้าพัน

นอกจากนั้นก็ยังมีหลักฐานการแช้ตไลน์กับผู้เสียหายเปรยขึ้นว่า "อยากมีเงินสองล้าน" จนผู้เสียหายแสดงอาการตกใจตอบกลับไป!

ที่จังหวัดชลบุรี ก็มีเสียง พนักงานสอบสวนหญิงยศร้อยตำรวจโท เจรจาต่อรองกับผู้ต้องหา ขอ 1M หรือ "หนึ่งล้าน" แจ้งให้เร่งดำเนินการหาเงิน พร้อมบอกว่า "ต้องไปให้อัยการ" ด้วย

ส่วนที่จังหวัดอุดรธานี พ่อค้าหมูยอ ทนไม่ไหว ร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดว่าถูกตำรวจสืบสวน 5-6 คน "ล่อซื้อหมูยอ"กล่าวหาว่าไม่มี อย. ตั้งโรงงานไม่ได้รับอนุญาตควบคุมตัวไปห้องสืบสวน ขอ 70,000 เงินสด ต้องไปกดเอทีเอ็มมาให้ และยังจะให้จ่ายรายเดือนอีก 5,000 ตกลงกันแล้วปล่อยตัวไปไม่มีการดำเนินคดีอะไร และก่อนจากไปได้ลบภาพจากกล้องวงจรปิดที่โรงงานออกทั้งหมด

พ่อค้าหมูยอคับแค้นใจ พยายามกู้ภาพคืนมาได้ ใช้เป็นหลักฐานร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมและแจ้งความต่อสถานีตำรวจที่เกิดเหตุ

ผลการสืบสอบผู้รับผิดชอบบอกว่า เป็นตำรวจเพียง 2 คน แต่ไม่บอกยศ ชื่อ และตำแหน่ง นอกนั้นยังไม่รู้เป็นใคร จะได้ตั้งกรรมการสืบสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป? และถ้าพบว่าเป็นตำรวจจริง จะได้สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที

ทั้งสามกรณีล้วนเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 149 "เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่" มีโทษจำคุกตั้งแต่ห้าถึงยี่สิบปี หรือประหารชีวิต!

ความผิดตามมาตรานี้ ปัจจุบันตำรวจไทยน่าจะลืมกันไปหมดสิ้น แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาไม่ว่าระดับใด เพราะเมื่อมีปัญหาก็เห็นพูดกันแต่ว่า "ได้สั่งให้ไปปฏิบัติราชการ ศปก.ต่างๆ หรือออกจากราชการ" แล้วเป็นส่วนใหญ่

ส่วนคดีอาญา บอกว่าเป็นไปตามกฎหมาย "จะส่งให้ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท.ดำเนินการ"

เมื่อคดีมีพยานหลักฐาน "เชื่อว่าน่าจะได้กระทำผิด" ตำรวจก็สามารถเสนอศาลออกหมายจับควบคุมตัวได้ทันทีเหมือนที่ปฏิบัติกับประชาชนทั่วไป ทำไมไม่ทำ?

สินบนและส่วยเก็บกันแม้กระทั่ง "หมูยอ" เหล่านี้ในแต่ละเดือน ถูกส่งให้ใคร? มีระบบการจัดสรรปันส่วนอย่างไรในแต่ละระดับ? ใครคือตัวการสำคัญ หรือผู้ต้องรับผิดชอบ?

อยากเรียกร้องและได้คำตอบจากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ที่เพิ่งปรับโครงสร้างใหม่ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า

ท่านจะสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม หรือแม้กระทั่งสั่งตรงไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้สืบสอบหาตัวผู้กระทำผิดและผู้รับผิดชอบทุกระดับมาลงโทษทางอาญาวินัย หรือดำเนินการปกครองมิให้เป็นเยี่ยงอย่างให้เกิดการกระทำผิดซ้ำซากเช่นนี้ต่อไปได้หรือไม่?

รวมทั้ง "เร่งปฏิรูปตำรวจ" ด้วยการสร้างระบบตรวจสอบจากภายนอกทั้งโดยฝ่ายปกครองผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ รวมทั้งพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีสำคัญตั้งแต่เกิดเหตุ

ป้องกันมิให้ตำรวจไม่ว่าระดับใดในฐานะเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรม มีโอกาสทุจริตหรือถูกสั่งให้ทุจริตประพฤติมิชอบในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน อันเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย หรือ "การปกครองโดยกฎหมาย" ของชาติโดยเร็วที่สุด.

คอลัมน์ สุจิตต์ วงษ์เทศ - มติชน ฉบับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

ที่ใดไร้การตรวจสอบที่นั้นชอบคอร์รัปชั่น

การตรวจสอบ มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบและสะเทือนถึงประชาชนพลเมืองทั้งในแง่ชีวิต, ทรัพย์สิน และในทางความคิดเกี่ยวข้องคนอื่น

แต่สังคมอนุรักษ์อำนาจนิยม มีทัศนะทางลบว่าการตรวจสอบเป็นความขัดแย้งกระทบต่อความมั่นคง (ของใครก็ไม่รู้?) บทนำมติชนชี้ว่าการตรวจสอบไม่ใช่ขัดแย้ง ดังนี้

"ในประเด็นที่เกี่ยวกับสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณการใช้จ่าย หรือการออกกฎหมายข้อบังคับที่มีผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ล้วนแล้วแต่ต้องมีการตรวจสอบ โดยเฉพาะเสียงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งกลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงประชาชนที่ต้องปฏิบัติตาม

การตรวจสอบจึงไม่ใช่ความขัดแย้ง และซักถามในสิ่งที่สงสัย การคัดค้านในสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นด้วย ก็ไม่ใช่ความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความหายนะ

ตรงกันข้าม การตรวจสอบเช่นนี้จะเป็นตัวช่วยให้กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้นั้นได้รับการยอมรับมากขึ้น และจะเป็นกฎหมายที่อุดช่องโหว่ได้มากกว่าการปล่อยผ่านด้วยการยกมือโหวตแบบ 'ฝักถั่ว' ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อความบกพร่องผิดพลาด และมีผลสะเทือนไปถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน"

[บทนำเรื่อง "ตรวจสอบไม่ใช่ขัดแย้ง" มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561 หน้า 2]

เพียงความเคลื่อนไหว

ทั้งนี้มีเหตุจากความเคลื่อนไหวของ 2 กลุ่ม ได้แก่ เภสัชกร และกลุ่มวิชาชีพ

"ความเคลื่อนไหวแรก เป็นความเคลื่อนไหวของเภสัชกรที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ. ยา โดยเห็นว่าการแก้ไขในประเด็นที่เปิดทางให้วิชาชีพอื่นที่ไม่เกี่ยวกับแพทย์และเภสัชกรมาจ่ายยาอันตรายนั้นจะกระทบต่อประชาชน

อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มวิชาชีพ 11 วิชาชีพ ที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. อุดมศึกษา ในประเด็นที่กีดกันมิให้กลุ่มวิชาชีพ เช่น แพทย์ เภสัชกร สัตวแพทย์ เข้ามากำหนดหลักสูตรการเรียนการสอน ----"

ประวัติศาสตร์ต้องถูกตรวจสอบด้วย

ยังมีอีกประเด็นสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อความคิดและการกระทำของคนในสังคมไทยวงกว้าง แล้วส่งผลเสียต่อการเมืองและเศรษฐกิจ คือ ประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย ที่คนชั้นนำเสกสรรปั้นแต่งใช้ครอบงำสังคมไทยเพื่อผดุงอำนาจของพวกตน โดยเน้นสิ่งไม่จริง และไม่เคยพบหลักฐานวิชาการสนับสนุน เช่น

(1.) ชนชาติไทยเชื้อชาติไทย เป็นไทยแท้บริสุทธิ์ และดีกว่าใครในโลก (2.) กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก ส่วนกรุงศรีอยุธยาเป็นแห่งสอง (3.) ในไทยสมัยโบราณมีอาณาจักรชื่อต่างๆ กัน ได้แก่ ทวารวดี, ศรีวิชัย, ลพบุรี ฯลฯ

ที่ยกมานี้ล้วนไม่มีจริง แต่รัฐไทยใช้ครอบงำโดยผ่านระบบการศึกษา ส่งผลให้ "เกิดบาดหมาง สร้างบาดแผล" หวาดระแวง ดูถูกเหยียดหยามเพื่อนบ้าน ส่งผลเสียหายใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโดยรวม ดังมีประจักษ์พยานชัดเจนต่อเนื่องมานานมาก

ประเด็นสาธารณะทางวัฒนธรรมด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย สมควรมีการตรวจสอบอย่างลึกซึ้งและสม่ำเสมอในหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัย ควบคู่กับตรวจสอบเรื่องอื่นๆ

"ที่ใดไร้การตรวจสอบ ที่นั้นชอบคอร์รัปชั่น" ทั้งที่เป็นทรัพย์สินและที่เป็นเชิงนโยบายวิชาการ