You are here

CG and corruptions News - 11 July 2017

ชงครม.อนุมัติรถไฟไทย-จีนลุยสอบวิศวกร - กรุงเทพธุรกิจ

ทุจริตขายมันเส้นจีทูจีโผล่อีกคดี ป.ป.ช.สั่งพาณิชย์แจง-คนมีเอี่ยวหนาวๆร้อนๆ - ไทยรัฐ

อายัดเศษเงินทักษิณแค่ล้านบาทจาก1.7หมื่นล.คลังชี้บิ๊กสรรพากรละเว้น - ไทยโพสต์

คมนาคมแจงปลดผู้ว่าการกทพ. - มติชน

หนุน บจ.สร้างนวัตกรรม เป็น S Curve - โพสต์ทูเดย์

9101 scheme to be 'graft-free' - BANGKOK POST

พศ.ลำปางตั้งพระร่วมสอบเงินทอน - มติชน

'ทีดีอาร์ไอ'แนะวางกลไกบริหาร 'แรงงานต่างด้าว'ทั้งระบบ - กรุงเทพธุรกิจ

บทความพิเศษ: ประชาชนเกินครึ่งเห็นด้วย สร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ - โพสต์ทูเดย์

ห่วงทุจริต-รับส่วยอุปสรรคสำคัญปฏิรูปตำรวจ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ มุมกฎหมาย: หอชมเมือง แลนด์มาร์คของใคร - โพสต์ทูเดย์

It's TIME TO FORTIFY the social security system - THE NATION

เศรษฐศาสตร์เพื่อชีวิต: ศีลธรรมสาธารณะกับโอกาสของประชาชนจากการบริหารการพัฒนา - ไทยโพสต์ หน้า 20

เร่งกู้ศักดิ์ศรี-โยกย้ายต้องเป็นธรรมอย่าให้ใครแทรกแซงองค์กรตร. - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ข้อสังเกตบางประการ ต่อกม.รณรงค์ต้านทุจริต - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ คอรัปเตอร์: โวแก้เขาหัวโล้นจ่อดันพันธบัตร - พิมพ์ไทย

คอลัมน์ ประชาไท ธนณรงค์: ประเทศส่วย - แนวหน้า

คอลัมน์ Thinking for Thailand 4.0: ปัญหาคอร์รัปชัน - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ เวิลด์มอนิเตอร์: บุกค้นสายการบิน "โคเรียนแอร์" - โพสต์ทูเดย์

ชงครม.อนุมัติรถไฟไทย-จีนลุยสอบวิศวกร - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"คมนาคม" ชงรถไฟไทย-จีน เข้า ครม.วันนี้ เล็งสอบวิศวกร-สถาปนิกจีนตั้งแต่ เดือน ส.ค. คาดเริ่มก่อสร้างเดือน ก.ย.นี้ ขณะ ร.ฟ.ท.ลุยเปิดประมูลรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง 2 แสนล้านบาท พ.ย.นี้ ควัก 100 ล้านบาท ศึกษาความเหมาะสม รถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ

การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 3-5 ปีจากนี้ มีความคืบหน้าเป็นลำดับ โดยเฉพาะ การลงทุนรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน มูลค่าลงทุนกว่าแสนล้านบาท ที่ล่าสุดกระทรวงคมนาคมจะเสนอภาพรวมเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินหน้าโครงการ วันนี้ (11 ก.ค.)

ก่อนหน้านี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจประกาศใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อผลักดันโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯนครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร มาแล้ว แต่ก็เกิดการตั้ง คำถามเกี่ยวกับรถไฟไทย-จีน และความจำเป็นในการใช้มาตรา 44 เป็นวงกว้างในหลายแง่มุม ทั้งประเด็นเรื่องความโปร่งใส ความคุ้มค่า

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร วงเงิน 179,412 ล้านบาท ว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีนครั้งที่ 19 ที่กรุงปักกิ่งประเทศจีน ระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นไปด้วยดีได้ข้อสรุปในบางประเด็นแล้ว ดังนั้น คาดจะเสนอภาพรวมโครงการรถไฟไทย-จีน ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติวันนี้

สำหรับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (ก.ว.) ซึ่งรัฐบาลประกาศใช้มาตรา44 เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านกฎหมายนั้น เบื้องต้นฝ่ายจีนยอมรับเงื่อนไขการอบรมและทดสอบความชำนาญแล้ว โดยไม่คัดค้านแต่อย่างใด

ดังนั้น คาดว่าฝ่ายไทยจะเริ่มทยอยจัดอบรม และทดสอบข้อเขียน ให้กับบุคลากรจีนได้ในเดือนส.ค.นี้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนของโครงการที่จะต้องเริ่มก่อสร้างในเดือนก.ย.นี้

"การจัดทดสอบจะแบ่งเป็นชุดๆแต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะแบ่งเป็นกี่ชุดและมีจำนวนบุคลากรที่ต้องสอบทั้งหมดเท่าไหร่ จึงยังระบุไม่ได้ว่าจะสามารถดำเนินการทดสอบทั้งหมดให้แล้วเสร็จทันปีนี้หรือไม่"

ขณะนี้สภาวิศวกรและสภาสถาปนิกอยู่ระหว่างจัดทำหลักสูตรอบรม แบ่งเป็นการอบรมบุคลากรวิศวกร 3วันและการอบรมบุคลากร สถาปัตย์ 2 วัน ก่อนเข้าสู่การทดสอบข้อเขียน

ด้านนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมในฐานะรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวถึง การดำเนินโครงการภายใต้มติของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า การศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง เชื่อม 3 สนามบินวงเงิน 215,100 ล้านบาท ใกล้แล้วเสร็จคาดว่าจะจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา(TOR)ในเดือน ก.ย.นี้และจะเปิดประมูลได้ ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.โดยใช้รูปแบบรัฐเอกชนร่วมลงทุน (PPP)

ส่วนการบริหารการเดินรถจะต้องบริหารงานร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ ร.ฟ.ท. บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัดผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ซึ่งดูแลโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ช่วงพญาไท-สุวรรณภูมิและพญาไท-ดอนเมือง และเอกชน ผู้ได้รับสัมปทานรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากมีเส้นทางเชื่อมต่อกัน

ด้านโครงการรถไฟทางคู่เชื่อมต่อ 3 ท่าเรือคือท่าเรือแหลมฉบังท่าเรือสัตหีบและท่าเรือมาบตาพุดวงเงิน 64,300 ล้านบาทนั้น ร.ฟ.ท.เตรียมจัดหางบ 100 ล้านบาท เพื่อจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและแนวทางการดำเนินโครงการโดยมีกรอบเวลาการศึกษา 9-12 เดือนซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการจัดทำ รายงานวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม (EIA) เบื้องต้นคาดว่า จะใช้เวลาไม่นานเนื่องจากมีเขตทาง ในเส้นทางรถไฟเดิมอยู่แล้ว อาทิเส้นทางศรีราชา-มาบตาพุดและศรีราชา-แหลมฉบัง เช่นเดียวกับ ท่าเรือจุกเสม็ดที่มีรางรถไฟวิ่ง เชื่อมต่อกับตัวจังหวัดอยู่แล้ว

การก่อสร้างจะเป็นเพียงเชื่อมต่อ รางเดิมเข้าไปยังท่าเรือควบคู่ไปกับการก่อสร้างเส้นทางใหม่ให้เชื่อมต่อกันโดยส่วนนี้จะเน้นการขนส่งสินค้าตั้งเป้าหมายส่งเสริมการขนส่ง สินค้าทางรางให้มากขึ้นเพื่อทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ประเทศลดลงจาก 14% เป็น 12% ของจีดีพี ซึ่งจะช่วย ประเทศประหยัดลงต้นทุนค่าขนส่งได้ 2.5 แสนล้านบาทต่อปี

ทุจริตขายมันเส้นจีทูจีโผล่อีกคดี ป.ป.ช.สั่งพาณิชย์แจง-คนมีเอี่ยวหนาวๆร้อนๆ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ป.ป.ช.สั่งก.พาณิชย์ แจงข้อมูลหลังพบทุจริตขายมันจีทูจีเคสใหม่ ยันเป็นต้นแบบทุจริตจีทูจีข้าวรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งใช้บริษัทจีนปลอมเข้ามาทำสัญญา ขายหน้าโกดัง มอบอำนาจให้บริษัทไทยขนย้ายมันออกจากโกดัง และส่งออกแทน แต่กลับไม่ส่งออกจริง นำมาเวียนขายในประเทศ ฟันกำไรส่วนต่างมหาศาล หนำซ้ำขนมันออกจากโกดังโดยไม่จ่ายเงินทำรัฐเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์จัดส่งข้อมูลการขายมันสำปะหลังเส้นในสต๊อกรัฐบาลเมื่อปี 54 หลังจากตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นจากการขายในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยพบว่า มีบริษัทไทยรายหนึ่ง ได้ติดต่อขอซื้อมันสำปะหลังเส้นจากสต๊อกรัฐ โดยอ้างว่ามีสัญญาจีทูจีกับบริษัทจีนปริมาณ 400,000 ตัน มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสมัยนั้นได้ขายมันเส้นในสต๊อกให้ แต่บริษัทกลับไม่ได้นำไปส่งออกจริง แต่ได้นำกลับมาเวียนขายในประเทศได้กำไรส่วนต่างจำนวนมาก

สำหรับรูปแบบการทุจริตที่ตรวจสอบพบคือ บริษัทจากจีน ที่บริษัทไทยรายดังกล่าวอ้างว่า ได้ทำสัญญาด้วยนั้น ไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนให้เป็นผู้ซื้อมันสำปะหลังจากไทย ซึ่งตามหลักการซื้อขายแบบจีทูจีกับจีน จะต้องซื้อขายผ่านรัฐวิสาหกิจของจีน เช่น คอฟโก หรือบริษัทที่รัฐบาลจีนมอบอำนาจเท่านั้น โดยหลังจากได้ทำสัญญากันแล้ว บริษัทจีนได้มอบหมายให้บริษัทไทย ซึ่งเป็นคู่สัญญา เป็นผู้รับมอบสินค้าและส่งออกแทน โดยใช้วิธีขายหน้าคลังสินค้า (X Warehouse) แต่จากการที่ป.ป.ช.ตรวจสอบ พบว่า บริษัทไทยไม่ได้ส่งออกมันเส้นดังกล่าว แต่กลับนำมาเวียนขายในประเทศ เพราะราคามันเส้นขณะนั้นอยู่ที่ประมาณกิโลกรัม (กก.) ละ 8 บาท แต่รัฐบาลขายให้เฉลี่ยที่กก.ละ 5 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังได้ตรวจสอบพบการทุจริตในการขนย้ายมันเส้นอีกด้วย โดยบริษัทดังกล่าว ได้ขนย้ายมันเส้นออกจากโกดังที่รัฐบาลฝากเก็บ ทั้งๆ ที่L/Cหมดอายุ โดยขนย้ายออกไปได้ประมาณ 100,000 ตัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งป.ป.ช. ได้รับแจ้งจากกรมการค้าต่างประเทศว่า หลังจากที่ตรวจสอบพบ ได้สั่งการให้หยุดขน ทำให้เอกชนรายดังกล่าวไม่พอใจ และได้ฟ้องร้องกรมการค้าต่างประเทศในข้อหาขายมันสำปะหลังไม่ตรงตามสัญญา ซึ่งในประเด็นนี้ ป.ป.ช.ได้รับการชี้แจงจากกรมการค้าต่างประเทศว่า กรมฯได้ขายมันเส้นตามสภาพ และบริษัทรายนี้ได้รับรู้สภาพของสินค้าเป็นอย่างดีแล้ว และล่าสุด กรมฯได้ฟ้องกลับบริษัทดังกล่าว โดยเรียกค่าเสียหายจากบริษัทรวม 3,000 ล้านบาท ขณะนี้เรื่องอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า รูปแบบการขายจีทูจีครั้งนี้ ป.ป.ช. มองว่า เป็นต้นแบบของการทุจริตการขายข้าวจีทูจีในยุคต่อมา ทั้งการใช้บริษัทจีนที่ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ และไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลกลาง การขายหน้าโกดัง และการมอบอำนาจให้บริษัทบางรายเป็นผู้มีอำนาจในการขนสินค้าออกจากโกดัง สำหรับกรณีการทุจริตขายมันจีทูจีครั้งนี้ ป.ป.ช.จะตรวจสอบว่า มีบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตอีกหรือไม่ ทั้งรัฐบาลในขณะนั้น หน่วยงานรัฐทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง อดีตรมว.พาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) รวมถึงภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น เจ้าของโกดัง ที่รัฐเช่าฝากเก็บมันเส้น ซึ่งหากได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว จะดำเนินการชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป.

อายัดเศษเงินทักษิณแค่ล้านบาทจาก1.7หมื่นล.คลังชี้บิ๊กสรรพากรละเว้น - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ไทยโพสต์ * อึ้ง! สรรพากรอายัดทรัพย์สิน "ทักษิณ" ได้แค่ระดับล้านบาท จาก 1.7 หมื่นล้านในคดีชินคอร์ป เหตุเจ้าตัวหลงลืมไว้ ผลสอบเมินเก็บภาษีถึงมือ "สมชัย" แล้ว ชี้ชัดสรรพากรภาค 3-ผู้บริหารกรมมีเอี่ยว รอวัดใจปลัดคลังกล้าสอบวินัยร้ายแรงหรือไม่ พาณิชย์แฉจีทูจีมันสำปะหลังเก๊ต้นแบบทุจริตจีทูเจี๊ยะข้าว

กรณีกรมสรรพากรได้นำหนังสือแจ้ง ประเมินภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กองทุนเทมาเส็ก สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ว่าต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ย ปรับเงินเพิ่มจำนวน 17,629.58 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่สรรพากรได้ไปติดหมายที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2560 นั้น ล่าสุดแหล่งข่าวจากกรมสรรพากรเผยว่า กรมได้ตรวจและอายัดทรัพย์นายทักษิณแล้ว ซึ่งพบว่ามีเงินฝากและที่ดินในชื่อของนายทักษิณในหลักล้านบาทเท่านั้น

"ตามระเบียบกรมสรรพากร ภาษีกว่า 1.7 หมื่นล้านบาทจะถือเป็นหนี้ภาษีซึ่งกรมต้องตรวจและอายัดทรัพย์มาชำระภาษีและค่าปรับให้ครบจำนวน โดยพบว่ามีมูลค่าหลัก ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบ กับหนี้ภาษีที่ค้างกรมอยู่ คาดว่าเป็นทรัพย์ สินที่อดีตนายกฯ หลงลืมไว้ในเมืองไทยในชื่อของตัวเองเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับการยื่นอุทธรณ์ภาษีในกรณีนี้ของนายทักษิณนั้น กรมได้ตั้งคณะกรรม การอุทธรณ์ขึ้นมาพิจารณาข้อมูลหลักฐาน แล้วว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งการพิจาร ณาอุทธรณ์เป็นคนละส่วนกับการสอบและอายัดทรัพย์ เพราะเมื่อไม่จ่ายภาษี ก็ถือเป็นหนี้ภาษีค้างที่กรมต้องดำเนินการให้ผู้เสียภาษีมาชำระทันที

นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า ตอบอะไรไม่ได้ เนื่องจากสมัยเป็น คตส.ยึดเฉพาะทรัพย์สินที่ได้จากการขายหุ้น เพราะทรัพย์ สินนั้นได้มาโดยใช้อำนาจหน้าที่ไม่สมควร

ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวถึงกรณีนายยุทธนา หยิมการุณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมการสอบการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่เก็บภาษีนายทักษิณ ว่าได้ส่ง ผลสอบให้นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระ ทรวงการคลังพิจารณาและดำเนินการต่อแล้ว โดยผลสอบแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการสอบกรณีที่กรมสรรพากรไม่ยื่นอุทธรณ์ศาลภาษีอากรให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรของนายทักษิณให้เสียภาษีจากการซื้อขายหุ้น ซึ่งผลสอบระบุชัดเจนว่า ผู้บริหารสรรพากรภาค 3 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรง รวมทั้งระเบียบของกรมสรรพากรก็ระบุชัดว่าต้องยื่นอุทธรณ์ศาลในทุกกรณี

"ผลสอบยังตั้งข้อสังเกตว่าผู้บริหารกรมสรรพากรในขณะนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการไม่ยื่นอุทธรณ์เรื่องดังกล่าวด้วย ส่วนจะพิจารณาตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงต่อไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของปลัดกระทรวงการคลัง ในส่วนของสรรพากรภาค 3 ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่นั้น ต้องตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแน่นอน" แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับส่วนที่สอง เป็นกรณีที่กรมสรรพากรไม่ทำการประเมินเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นจากอดีตนายกฯ ซึ่งผลสอบชี้ว่าผู้บริหารกรมสรรพากรมีความพยายามไม่ประเมินภาษี ซึ่งปลัดกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ยุตั้งกรรมการสอบซ้ำ

ด้านนายสมชัยกล่าวว่า ยังไม่ได้อ่านผลสอบ ซึ่งต้องดำเนินการตามผลสอบที่เสนอขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาได้กำชับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าให้ดำเนินการให้รอบคอบ เป็นธรรมกับทุกคน ผิดก็ต้องผิด ไม่มีการกลั่นแกล้งใคร

นายแก้วสรรกล่าวเรื่องนี้ว่า เห็นด้วยที่นายยุทธนาเสนอให้ตั้งกรรมการสอบวินัยผู้บริหารกรมสรรพากรภาค 3 และผู้บริหารกรมสรรพากร กรณีไม่ยื่นอุทธรณ์ศาลภาษีอากรให้นายพานทองแท้และ น.ส.พินทอง ทาเสียภาษีจากการซื้อขายหุ้น โดยควรตอบ ด้วยว่าทำไมถึงเป็นมวยล้มไม่ยอมยื่นอุทธรณ์ต่อศาล

"ถ้ารัฐเสียหายผู้เกี่ยวข้องต้องถูกคำสั่งปกครองให้ชดใช้ ทั้งนี้ ในทางกฎหมายยังยึดทรัพย์ของนายพานทองแท้และ น.ส. พินทองทาไม่ได้ เพราะต้องประเมินภาษีก่อน" นายแก้วสรรระบุ

ส่วนกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุถึงทีมทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าวอาจขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่าเป็นการใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อยื้อคดีนั้น นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า คดีอาญาเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ต่อสู้คดีได้เต็มที่ คดีบางประเภทแม้จำเลยรับสารภาพ ยังต้องสืบพยานให้แน่ใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง ถ้ามีกรณีเป็นที่สงสัย ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

"กรณีข้อต่อสู้เรื่องกฎหมายที่มาปรับใช้กับคดีขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็ถือเป็นข้อต่อสู้ได้ประการหนึ่ง ซึ่งมีบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับ ส่วนจะเข้าเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพียงใดหรือไม่ ก็คงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลพิจารณา ควรทำความเข้าใจว่าเป็นสิทธิและโอกาสของจำเลยในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่มากกว่า ไม่ควรมองไปในเชิงการตีรวน ประวิงเวลาหรือยื้อคดี การทำให้ทุกๆ ประเด็นมีคำตอบ ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย น่าจะเป็นผลดีมากกว่า" นายชูศักดิ์กล่าว

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราช ธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ผู้ถูกกล่าวหาจะร้องขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม มิใช่ต่อสู้เพื่อประวิงเวลาอย่างที่กล่าวหา เมื่อคดียังไม่เสร็จสิ้นการพิจารณาจึงดำเนินการได้ ถ้า นพ.วรงค์โดนคดีบ้างก็คงทำเช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องที่ประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ศาลฎีกานั้น ถือว่าธรรมดา เพราะคนที่เคยทำงานให้พี่น้องชาวไร่ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ เขาก็รักศรัทธาห่วงใยเป็นเรื่องปกติ

"ที่ นพ.วรงค์ระบุให้คนไทยต้องมีสติรับข้อมูลนั้น เห็นด้วย และถ้าจะให้ดีกว่านี้ นพ.วรงค์ควรไปดูพื้นที่จริง หาข้อมูลจริงมาพูดกับประชาชน ดีกว่าพูดจาแบบอคติเช่นที่เคยทำ และการพูดว่าข้าวเน่าข้าวเสียมาตลอด วันนี้กระทรวงพาณิชย์ประมูลขายข้าวราคาถูกๆ อ้างไปเป็นอาหารสัตว์ ท่ามกลางน้ำตาของเจ้าของโกดัง ทั้งที่ข้าวเหล่านั้นคนยังบริโภคได้ เป็นการโยนความรับผิดให้เจ้าของโรงสีหรือเจ้าของโกดังหรือไม่อย่างไร และควรหาข้อมูลมาให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ตั้งแต่ยึดอำนาจมาสามปีกว่า เจ้าของโกดังรับฝากเขาได้ค่าเช่าหรือไม่" นายสมคิดระบุ

คมนาคมแจงปลดผู้ว่าการกทพ. - มติชน ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีพล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีคำสั่งให้นายณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการ กทพ.ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว มีผลตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างบอร์ดตั้งคณะกรรมการสอบคุณสมบัติข้อเท็จจริงของนายณรงค์ กรณีขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กทพ.หรือไม่

"กรณีที่ได้ยินมาก็มีเรื่องนี้เรื่องเดียว คือ เรื่องการขาดคุณสมบัติ เนื่องจากมีชื่อไปนั่งบริหารงานสหกรณ์แห่งหนึ่ง ส่วนที่จะสอบ ข้อเท็จจริงเสร็จเมื่อไร เราได้แจ้งไปแล้วว่าสอบเสร็จเมื่อไรให้รับแจ้งผลมาที่กระทรวง แต่ในคำสั่งไม่ได้บอกว่าจะเสร็จเมื่อไร" นายชาติชาย กล่าว

นายลาภดี กลยนีย์ ประธานสหภาพ กทพ. กล่าวว่า ในวันที่ 11 กรกฎาคม จะเข้าไปสอบถามรายละเอียดข้อเท็จจริงจากประธานบอร์ด โดยมองว่าในยุคที่นายณรงค์เข้ามาบริหารงาน ถือว่ามีความโปร่งใสมากที่สุด และในหลายรัฐวิสาหกิจก็มีกรณีที่ผู้ว่าการไปนั่งเป็นผู้จัดการสหกรณ์ก็สามารถทำได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโยกย้ายดังกล่าว เนื่องจากเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2559 ซึ่งนายณรงค์เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ กทพ. ได้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ของ กทพ.ที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลอยู่ด้วย ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 8 ตรี (7) ที่ระบุว่า "ไม่เป็นผู้บริหารหรือพนักงานของรัฐวิสาหกิจอื่น หรือกิจการอื่นที่แสวงหากำไร"

หนุน บจ.สร้างนวัตกรรม เป็น S Curve - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

บงกชรัตน์ สร้อยทอง

เข้าสู่ปีที่ 2 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ทำ "โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ" เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับบริษัท จดทะเบียน (บจ.) ไทย เข้าใจและเห็นศักยภาพของบริษัทเพื่อนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและบริษัท ให้อยู่อย่างยั่งยืนมากขึ้น

บจ.ที่แจ้งเข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะได้รับการประเมินระดับความสามารถทางนวัตกรรม ทั้งนี้ สนช.จะไปเยี่ยมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้บริหาร ระดับสูง ระดับกลาง และพนักงานขององค์กร บจ.แต่ละแห่ง สอบถามและสำรวจความสามารถทางนวัตกรรม โดยกรอบการประเมินจะมีหลายด้านตั้งแต่การจัดการด้านบุคคล การจัดการองค์กร การพัฒนานวัตกรรม ความเอาใจใส่พนักงาน และการจัดการวัสดุ

จากนั้นจะมีการอบรมพัฒนา ศักยภาพขั้นสูงทางนวัตกรรม ก่อนที่ บจ.แต่ละแห่งจะร่วมพัฒนาโครงการเพื่อขอรับทุนสนับสนุนจาก สนช.เฉลี่ยบริษัทละ 3 ล้านบาท

ปี 2559 ที่ผ่านมามี บจ.เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 30 แห่ง แบ่งเป็นบจ.จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย (SET) 2 แห่ง และจากเอ็ม เอ ไอ 28 แห่ง โดยมีการเขียนและทำโครงการทั้งหมด 19 โครงการ และมีการอนุมัติไปแล้วทั้งหมด 4 โครงการ นอกจากนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาและอนุมัติจาก สนช.

ขณะที่ปีนี้มี บจ.จาก SET เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 20 แห่ง เป็นบริษัทจาก SET 6 แห่ง และเอ็ม เอ ไอ 14 แห่ง

"ประพันธ์ เจริญประวัติ" ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ กล่าวว่า โครงการนี้จะเป็นบันไดที่ทำให้ บจ. ไปสู่ความยั่งยืนได้ โดยที่คำนึงถึง สิ่งแวดล้อม สังคม และหลักธรรมา ภิบาล (ESG) เข้าไปอยู่ในกระบวน การทำงานและกลยุทธ์ในการทำงาน เพราะการคิดค้น "นวัตกรรม" จะเป็นเครื่องมือให้ บจ.เติบโตเป็น S Curve ต่อไป และกลายเป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนในอนาคตได้

นวัตกรรมจะเป็นสิ่งที่เชื่อมระบบนิเวศทุกอย่างในการดำเนินธุรกิจให้เติบโต เพราะจากการเริ่มต้นประเมินนวัตกรรมองค์กรจะทำให้รู้ว่าปัจจุบันองค์กรมีความพร้อมขนาดไหน จุดเด่นหรือข้อจำกัดในการพัฒนานวัตกรรมจากสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เนื่องจากบางครั้งองค์กรไม่รู้ว่ามีนวัตกรรมที่ดีอยู่แล้ว หรือบางครั้งเพิ่งรู้ว่าปัจจัยใดที่ทำให้องค์กรพัฒนาต่อไปไม่ได้

ขั้นตอนอบรมส่วนใหญ่จะเป็น ผู้บริหารระดับสูง หรือ ซีอีโอ ซึ่ง จะทำให้กระบวนการดำเนินงานจาก ผู้บริหารโดยตรง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหากการคิดค้นนวัตกรรมได้รับการรับรู้และผลักดันจากซีอีโอ เพราะจะทำให้องค์กรนั้นถูกขับเคลื่อนได้ง่าย

ทั้งนี้ นวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกกระบวนการของการผลิต หรือการบริหารจัดการ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ การบริการใหม่ ซึ่งรวมไปถึงการขยายการตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ด้วย อีกทั้งยังเป็นโอกาสทำให้เกิดโครงสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมา (Business Model) และก็จะทำให้บริษัทมีวิสัยทัศน์และการเติบโตที่ ต่อเนื่องและยั่งยืนมากขึ้นกว่าเดิม

สนช.ร่วมทำโครงการนี้ขึ้นมาเพราะต้องการสนับสนุนให้บริษัท ขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถใช้นวัตกรรมเป็นตัวช่วยให้บริษัทมีโอกาสเติบโตเช่นเดียวกับ บริษัทขนาดใหญ่ เพราะการมีนวัตกรรมเท่ากับเป็นการแปลงเทคโนโลยีเป็น ทุนแทน นวัตกรรมไม่ได้ทำให้เกิดดอกเบี้ย แต่เป็นตัวช่วยที่ทำให้บริษัทมีแขนขาและสร้างรายได้และกำไรสุทธิกลับมาบริษัทได้มากขึ้น

สำหรับ 4 บริษัทที่ได้รับการอนุมัติโครงการนวัตกรรมจาก สนช. จากโครงการแรก ได้แก่ บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ (PIMO) บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ (EUREKA) บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC) บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม (TMI)

"วิเชษฐ์ เมืองจันทร์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ ผู้ให้บริการออกแบบและผลิตเครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์จับยึดสำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวถึงสิ่งที่บริษัทได้จากการร่วมโครงการและเพิ่งได้รับการอนุมัติโครงการว่าเรื่องเงินไม่ใช่คำตอบ สิ่งสำคัญคือนวัตกรรมที่จะเกิดการคิดค้นกันใหม่ จะช่วยบริษัทลดต้นทุน หรือขยายขอบข่ายงานให้บริษัทเพิ่มเติม

ที่ผ่านมาได้ร่วมวิจัยและพัฒนาเรื่องการดีไซน์โลจิสติกส์ ออโตเมชั่น ซึ่งจะไปช่วยให้บริษัทมีการลดต้นทุน ในระหว่างกระบวนการผลิต ประกอบกับเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทได้มากขึ้น โดยคาดหวังว่าจะทำให้เกิดการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ให้กับบริษัทได้ภายใน 1 ปีข้างหน้านี้

9101 scheme to be 'graft-free' - BANGKOK POST Issued date 11 July 2017

Agriculture and Cooperatives Minster Chatchai Sarikulya has promised to keep free of corruption the state 9101 economic stimulus scheme, aimed to help low-income farmers develop their own businesses.

His assurance comes after the cabinet's approval of the 22.8-billion-baht scheme last week. It is an initiative to finance 9,101 communities nationwide, each with a 2.5-million-baht investment to spur agricultural businesses.

Gen Chatchai said he was concerned about possible abuse of budget.

"The minister has stressed there should not be any 'ghost accounts'," said agriculture permanent secretary Theerapat Prayurasiddhi, referring to accounts with embellished figures to aid corruption.

Gen Chatchai called for top officials to visit communities that will join the scheme from next week to make sure it proceeds in a transparent manner. Officials involved in graft will face swift punishment, Mr Theerapat said.

Under the scheme, at least 500 farmers in each community will be selected to start businesses in eight areas, including community farming, fertiliser making, fishing and food production and processing. The money from the project will be used to make project participants professionally and financially secure.

According to the government, the project is not about handing out money but figuring out how to make sure the farmers can survive and succeed in their jobs.

Mr Theerapat said many participants are farmers who attended the state training on agricultural production enhancement.

The scheme aims to prepare them to be "smart farmers" capable of exploiting new technology and modern technique to improve farming, he said.

Prime Minister Prayut Chan-o-cha announced the smart farmer project late last year. It educates and trains farmers to develop and increase farm productivity with assistance from technology.

The scheme, scheduled for between July and December this year, not only secures jobs for low-income earners but also helps stimulate local spending and increases the circulation of money within communities, Agricultural Extension Department chief Somchai Channarongkun said.

The number "9" in 9101 refers to the ninth reign of the late King Bhumibol while "10" represents His Majesty King Maha Vajiralongkorn's reign and "1" denotes the first year under his reign.

พศ.ลำปางตั้งพระร่วมสอบเงินทอน - มติชน ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายบุญเลิศ โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา (ผอ.พศ.) จังหวัดลำปาง เปิดเผยกรณีมีข่าวการตรวจพบทุจริตเงินทอนวัด 5 แห่งใน จ.ลำปาง ว่า ในการสืบข้อเท็จจริงเรื่องทุจริตเงินทอนวัด ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงขึ้นมา 1 ชุด ตามคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำหรับคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นนั้น นอกจากจะมีข้าราชการระดับจังหวัด เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการแล้ว โดยทาง พศ.ลำปาง เป็นฝ่ายเลขานุการ สำหรับในส่วนของฝ่ายสงฆ์ ตนมองว่ามีความจำเป็นอย่างมาก ที่ต้องนิมนต์พระชั้นผู้ใหญ่เข้ามาร่วมคณะทำงานด้วย เพราะเราให้เกียรติทางคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ และให้เกียรติพระที่จะได้รับการสืบข้อเท็จจริงด้วย จึงมีความจำเป็นมากที่ต้องนำคณะสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

"เหตุผลที่ต้องนำคณะสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้องในการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดนั้น เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับวัด เกี่ยวกับพระ จึงต้องให้ทางคณะสงฆ์เข้ามาร่วมจัดการสืบข้อเท็จจริงด้วย และเข้ามาจัดการ เพราะเกี่ยวข้องกับการปกครองของคณะสงฆ์ ดังนั้น คณะกรรมการฝ่ายสงฆ์ที่เข้าร่วมสืบข้อเท็จจริง จึงได้นิมนต์พระชั้นผู้ใหญ่ ทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ ซึ่งเป็นผู้ที่ยอมรับนับถือในคณะสงฆ์ใน จ.ลำปาง ได้เข้ามาร่วมในกระบวนการขั้นตอนสืบข้อเท็จจริง สำหรับการสืบข้อเท็จจริง ทางคณะกรรมการทุกฝ่ายจะต้องพร้อม และร่วมกันเข้าไปสืบข้อเท็จจริง และออกไปพบกับผู้เกี่ยวข้องในวัดทั้ง 5 แห่งใน จ.ลำปาง ที่ถูกระบุชื่อเข้าข่ายทุจริตเงินทอนวัด ฉะนั้น มั่นใจว่าผลการสืบข้อเท็จจริงที่ได้จะโปร่งใส ชัดเจน และเกิดความกระจ่าง" นายบุญเลิศกล่าว

'ทีดีอาร์ไอ'แนะวางกลไกบริหาร 'แรงงานต่างด้าว'ทั้งระบบ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

นครินทร์ ศรีเลิศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานต่างด้าว กลายเป็นกลไกของระบบเศรษฐกิจ ไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม ที่ใช้แรงงานเข้มข้น ปี 2558 ประมาณการแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (ลาว เมียนมา และกัมพูชา) 3.9 ล้านคนในจำนวนนี้เป็นกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ 3 ล้านคน

ข้อมูลจากสำนักบัญชีประชาชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ศึกษาแนวโน้มของแรงงานต่างด้าว ในไทยพบว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปี 2563 คาดว่าจะมีแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 ล้านคน โดยเป็นกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ 4 ล้านคน

นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า โครงสร้างประชากรไทยทำให้หลีกเลี่ยง การใช้แรงงานต่างด้าวได้ยาก เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงาน ในรอบหลายปีที่ผ่านมาแรงงานไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 2.3% ขณะที่ประชากรในกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 15 ปีซึ่งจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคตลดลงกว่า 18% แรงงานไทยอายุ 15-30 ปี ลดลง 11% ขณะแรงงานสูงอายุมากขึ้นโดยกลุ่มอายุ 51-60 ปีเพิ่มขึ้น 40% ตามแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

แรงงานที่ขาดแคลนส่วนใหญ่เป็น แรงงานระดับล่างที่ไม่ต้องการทักษะทำงานสูง ดังนั้นช่วง 10ปีที่ผ่านมาแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ในกลุ่มอาชีพที่เข้าไปทำงานทดแทนแรงงานไทย คือ ประมงเกษตร ก่อสร้างและคนรับใช้

ขณะที่แรงงานประมงคนไทยสัดส่วนลดลง 21% สะท้อนว่ามีการใช้แรงงานต่างด้าวทดแทนในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมากกว่าภาคอื่นๆ โดยแรงงานต่างด้าวสามารถทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน ได้กว่า 45%

ผลกระทบที่ตามมาจากการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเป็น แรงงานไร้ทักษะ ทำให้ไม่เกิดการพัฒนา เทคโนโลยีการผลิต ส่งผลให้ความสามารถใน การแข่งขันของประเทศลดลง หากแรงงานต่างด้าวสามารถทำงานทดแทนแรงงานไทยที่มีการศึกษา ระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และสามารถทำงานเสริมกับแรงงานไทยที่มีระดับ การศึกษาสูงกว่าประถมศึกษาได้ การขจัดแรงงานต่างด้าวออกไปจากระบบเศรษฐกิจไทย จะทำให้ระดับผลผลิต มวลรวมประชาชาติที่แท้จริงลดลง กรณีแรงงานต่างด้าวมีรายได้จากการทำงานในไทยครึ่งหนึ่งของรายได้แรงงาน ต่างด้าว ก็จะนำมาใช้จ่ายในไทย ทำให้ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยเพิ่มขึ้น

"จำนวนแรงงานต่างด้าวที่มีตัวเลขสถิติรวบรวมไว้ สะท้อนว่าตลาดแรงงานของเรารองรับแรงงานต่างด้าวได้จำนวนเท่านี้ ที่จริงแรงงานต่างด้าวควรลดลงตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0 แต่ทิศทางแรงงานต่างด้าวที่จะเพิ่มขึ้นตามโมเดลนี้ สะท้อนว่าเมื่อยังคงใช้แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมากในประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีบางอย่างอาจถูกชะลอออกไป โดยเฉพาะ เอสเอ็มอี อาจชะลอการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตไปประมาณ 10 ปี ส่งผลกระทบต่อความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว" นายยงยุทธ กล่าว

มีงานวิจัยที่ระบุว่าผลตอบแทนที่นายจ้างได้รับจากแรงงานต่างด้าวอยู่ที่ 70,000 บาทต่อคนต่อการลงทะเบียนหนึ่งครั้งระยะเวลา 2 ปี หากคูณกับจำนวนแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ 3 ล้านคนก็เท่ากับแรงงานต่างด้าวสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการทำงานให้นายจ้าง ยังไม่รวมการใช้จ่ายและหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

โดยเมื่อแบ่งแรงงานต่างด้าวออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เป็นแรงงาน ถูกกฎหมายมีใบอนุญาตครบถ้วนไม่ได้รับผลกระทบก็สามารถทำงานต่อไปได้ตามปกติ 2.กลุ่มที่มีใบอนุญาตทำงานแต่ การทำงานอาจผิดเงื่อนไข เช่น มีการเปลี่ยนอาชีพ หรือเปลี่ยนนายจ้าง กลุ่มนี้ก็สามารถไปลงทะเบียนใหม่ให้ถูกต้อง

3.กลุ่มแรงงานผิดกฎหมาย คือไม่มี ใบอนุญาตการทำงาน รวมทั้งไม่มีหนังสือเดินทาง กลุ่มนี้มีอยู่ 6 แสนคน จะใช้เวลาการดำเนินการนานที่สุด เพราะต้องเดินทางไปยังประเทศต้นทาง เพื่อขอเอกสารให้ถูกต้อง ซึ่งอาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1-2 เดือน

ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการบริหาร จัดการแรงงานต่างด้าวอย่างยั่งยืนแบ่ง เป็น 4 ด้าน

คือ 1.การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในภาพรวม เสนอว่าควรยกเลิกนโยบายผ่อนผันและจดทะเบียนแรงงานใหม่และหยุดการผ่อนผันจดทะเบียน แบบปีต่อปีทันที เพื่อไม่ให้เกิดความ สับสนและเป็นช่องว่างในการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย

ขณะเดียวกันควรทำข้อตกลงความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล(MOU) บริหารจัดการให้แรงงานย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในประเทศอย่างถูกกฎหมาย สนับสนุนการจ้างงานแรงงานต่างด้าวให้เข้ามาทำงานในพื้นที่ชายแดนตามมาตรา 14 หรือนำเข้าแรงงานต่างด้าว "แบบเช้าไปเย็นกลับ" ส่วนการบริหารงานของหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องแรงงานต่างด้าวโดยตรงก็ควรยกระดับหน่วยงาน สำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าว ขึ้นมาเป็น กรมบริหารแรงงานต่างด้าว ภายใต้สังกัดกระทรวงแรงงาน เพื่อรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้น

จัดตั้งหน่วยงานการบริการแรงงานต่างด้าวที่ดูแลเฉพาะกลุ่มแรงงาน 4 สัญชาติ ได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม หรือ กลุ่มไร้ทักษะ เพื่อบริหารจัดการกระชับและรวดเร็ว

2.ด้านอาชญากรรม ข้ามชาติและการดูแล ควบคุมประชากรแอบแฝง รัฐบาลควรทบทวนนโยบายกระบวนการเข้าเมืองด้วยบัตรผ่านแดนแบบชั่วคราวซึ่งยังมี ช่องว่าง ทำให้แรงงานต่างด้าวเคลื่อนย้าย ไปยังพื้นที่นอกจากที่กำหนดไว้ได้ ควรตรวจแรงงานในสถานประกอบการทุกแห่ง และไม่ควรเลือกสุ่มตรวจเช่นในปัจจุบัน และควรมีมาตรการดูแลพื้นที่ที่เป็นบริเวณที่มีแรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่ โดยการให้ฝ่ายปกครองเข้าไปสำรวจชีวิตความเป็นอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อให้ทราบจำนวนแรงงานต่างด้าวที่แท้จริง

3.การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ควรเพิ่มบทลงโทษรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รู้เห็นหรือรับสินบนจากกระบวนการลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวเข้ามาประเทศไทย ควรจัดตั้งผู้ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะบัญชีการเงิน เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

4.ด้านสาธารณสุข รัฐบาลควรมี นโยบายด้านสาธารณสุขดูแลแรงงานต่างด้าว ควรกำหนดให้นายจ้างต้องซื้อประกันสุขภาพให้แก่แรงงานต่างด้าวหรืออาจพิจารณาจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลด้านสาธารณสุขให้แก่แรงงานต่างด้าว

"10 ปีที่ผ่านมา จำนวนแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว ทดแทนแรงงานไทย ในกลุ่มประมง เกษตร ก่อสร้างและคนรับใช้'

ยงยุทธ แฉล้มวงษ์

บทความพิเศษ: ประชาชนเกินครึ่งเห็นด้วย สร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์

เปิดผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต่อโครงการหอชมเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1-5 ก.ค. 2560 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,193 คน ซึ่ง ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโส อาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช ประธานกรรมการ ดร.พิสิฐ พฤกษ์สถาพร กรรมการรอง ผู้อำนวยการ และอาจารย์วัฒนา บุญปริตร กรรมการรองผู้อำนวยการสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) ร่วมกันเผยว่า

ศ.ดร.ศรีศักดิ์ กล่าวว่า สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่อโครงการหอชมเมืองกรุงเทพฯ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นเพศหญิง 50.54% เพศชาย 49.46% อายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถสรุปผลได้ดังนี้

สำหรับความรับรู้เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าโครงการจัดสร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ นั้นไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐบาลในการก่อสร้างแต่รัฐบาลเป็นผู้ให้เช่าที่ดินราชพัสดุภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์เพื่อใช้ในการก่อสร้าง กลุ่มตัวอย่าง 47.19% ทราบว่าโครงการจัดสร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐแต่ไม่ทราบว่ารัฐบาลเป็นผู้ให้เช่าที่ดินราชพัสดุภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ ขณะที่มีกลุ่มตัวอย่างเกือบ 1 ใน 3 หรือคิดเป็น 31.52% ไม่ทราบทั้งสองประเด็นเลย อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มตัวอย่าง 21.29% ทราบทั้งสองประเด็น

ในด้านความคิดเห็นต่อโครงการหอชมเมืองกรุงเทพฯ นั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็น 62.28% เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินโครงการจัดสร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 28.83% ไม่เห็นด้วย ส่วนกลุ่มตัวอย่าง 8.89% ไม่แน่ใจ โดยที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็น 59.6% มีความคิดเห็นว่าโครงการหอชมเมืองกรุงเทพฯ จะมีส่วนช่วยสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศให้ดีขึ้นได้ ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่าง 60.52% มีความคิดเห็นว่าโครงการหอชมเมืองกรุงเทพฯ จะมีส่วนดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นได้

ส่วนความตั้งใจที่จะเดินทางไปเที่ยวหอชมเมืองกรุงเทพฯ นั้น กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งคิดเป็น 52.47% ระบุว่า ตัวเองตั้งใจจะไปหอชมเมืองกรุงเทพฯ หลังจากที่มีการเปิดให้บริการ ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 21.71% ยอมรับว่าจะไม่ไป อย่างไรก็ตามมีกลุ่มตัวอย่าง 25.82% ระบุว่ายังไม่แน่ใจ

ขณะที่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการหอชมเมืองกรุงเทพฯ นั้น กลุ่มตัวอย่างประมาณ 2 ใน 3 หรือคิดเป็น 66.89% มีความคิดเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการจัดสร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ ให้ประชาชนได้รับทราบมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน ขณะที่กลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 ใน 3 หรือคิดเป็น 68.23% มีความคิดเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องจัดให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสนำเสนอความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงการจัดสร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ สิ่งที่กลุ่มตัวอย่างกังวลมากที่สุด 3 อันดับ เกี่ยวกับโครงการจัดสร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ คือ ความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ/การจัดการรายได้คิดเป็น 84.58% การจราจรติดขัดในบริเวณโดยรอบ หอชมเมืองคิดเป็น 82.48% และมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างคิดเป็น 80.13%

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่าง 70.91% มีความคิดเห็นว่าโครงการ หอชมเมืองกรุงเทพฯ จะมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบกับวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชุมชนใกล้เคียงกับที่ตั้ง หอชมเมือง และกลุ่มตัวอย่าง 69.74% ยอมรับว่าตัวเองรู้สึกกลัวว่าในอนาคตหลังจากที่หอชมเมืองกรุงเทพฯ เปิดให้บริการจะมีผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาแสวงหารายได้/ผลประโยชน์ต่างๆ ในบริเวณที่ตั้งหอชมเมือง ศ.ดร.ศรีศักดิ์ กล่าว

ห่วงทุจริต-รับส่วยอุปสรรคสำคัญปฏิรูปตำรวจ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - "บิ๊กสร้าง" ลั่นตั้งใจทำงาน 100 เปอร์เซ็นต์ ถก กก.ปฏิรูปตำรวจนัดแรก 12 ก.ค. นี้ วางกรอบการทำงาน-ตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ พร้อมรับฟังความเห็นประชาชน "องอาจ" ฝาก 3 แนวทางปฏิรูป ตร. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยุติธรรม เท่าเทียม ไม่เรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ "ดุสิตโพล" ชี้ควรปฏิรูป ตำรวจตั้งนานแล้ว เป็นปัญหาที่สะสมมานาน ห่วงทุจริต-รับส่วย เป็นอุปสรรคการปฏิรูป

ผู้จัดการรายวัน360 - ฟังความเห็นประชาชน "องอาจ" ฝาก 3 แนวทางปฏิรูป ตร. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยุติธรรม เท่าเทียม ไม่เรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ "ดุสิตโพล" ชี้ควรปฏิรูปตำรวจตั้งนานแล้ว เป็นปัญหาที่สะสมมานาน ห่วงทุจริต-รับส่วย เป็นอุปสรรคการปฏิรูป

วานนี้ (9 ก.ค.) พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวถึง การประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรก ในวันที่ 12 ก.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถ.แจ้งวัฒนะ ว่า จะมีการหารือถึงกรอบการทำงาน และแบ่งคณะกรรมการฯ ออกเป็นชุดคณะ อนุกรรมการฯ ด้านต่างๆ เช่น คณะอนุกรรมการด้านองค์กร ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้าน แต่งตั้งโยกย้ายที่ดูเรื่องการบริหารบุคคล และคณะอนุฯ รับฟังความคิดเห็นประชาชน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้นำโมเดลใดมายึดในการดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องของเนื้อหาที่มีรายละเอียด ซึ่งต้องรอให้มีการเริ่มดำเนินการหารือกันก่อน เมื่อถามถึงกรณีเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ ออกแถลงการณ์ขอให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. และ พล.อ.บุญสร้าง ทบทวนวิธีการทำงานจากที่แบ่งช่วงเวลา 2-3-4 เป็น 4-3-2 แทน พร้อมกับขอให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก่อนร่างกฎหมายนั้น พล.อ.บุญสร้าง กล่าวยืน

ยันว่าคณะกรรมการฯจะแบ่งการทำงานเป็นช่วงเวลา 2-3-4 ตามที่ได้มีการแถลงรายละเอียดไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ เราต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอยู่แล้ว โดยมีคณะอนุฯ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ตนและคณะกรรมการฯ ทุกคน จะตั้งใจทำงาน 100 เปอร์เซ็นต์ และเท่าที่ดู คณะกรรมการฯ ทุกคนก็เป็นคนดี เราตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนคาดหวังมานาน

ฝาก 3 แนวทางปฏิรูปตำรวจ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า การที่รัฐบาลเร่งดำเนินการเรื่องการปฏิรูปตำรวจขณะนี้ นอกจากเป็นไปตามบทบัญญัติ รธน.แล้ว ยังมีเสียงเรียกร้องจากผู้คนจำนวนมากให้มีการปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจเป็นข้าราชการที่ทำงานใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง ประชาชนจึงสัมผัสได้

ถึงการทำงานในแง่ลบหลากหลายรูปแบบ ถึงแม้ตำรวจจะพยายามทำงานในเชิงบวก แต่ก็ยังไม่สามารถลบภาพออกไปจากความรู้สึกของคนไทยได้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประชาชนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมในการติดต่องานกับตำรวจ ทั้งการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบหลากหลายช่องทาง มีการเลือกปฏิบัติ ระหว่างคนรวย กับคนจน นอกจากนั้น ยังพบความล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรม จึงขอฝากคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ หาทางแก้ไข ให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ดังนี้

1. ละเว้นการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบทุกรูปแบบ 2. อำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ และ 3. ดำเนินการให้คดีความต่างๆ เป็นไปอย่างรอบคอบ รวดเร็ว และเป็นธรรม

"การดำเนินการเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ควรยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทำงานอยู่บนพื้นฐานของการเป็นตำรวจของประชาชน เพื่อประชาชน มากกว่าทำงานเพื่อให้เจ้านายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติพึงพอใจแต่เพียงอย่างเดียว" นายองอาจ กล่าว

ตร.ชั้นผู้น้อย-ปชช.ต้องมีส่วนร่วม

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัย นวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ. สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจทั้ง 36 คน ที่ ครม.แต่งตั้งขึ้นนั้น มีสถานะพิเศษ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีบัญญัติเรื่องการปฏิรูปตำรวจไว้ใน รธน. คณะกรรมการชุดนี้จึงถูกคาดหวังสูงจากประชาชน อีกทั้งเป็นเรื่องเร่งด่วนลำดับต้นๆ ที่สังคมอยากเห็น ถ้าครั้งนี้ทำไม่สำเร็จ ก็เป็นเรื่องยาก ที่จะคาดหวังอะไรได้อีก

ทั้งนี้ จุดที่ต้องจับตาคือ กระบวนการทำงาน และการกำหนดประเด็น หรือการตั้งโจทย์พิจารณา เพราะถ้าออกแบบผิด หรือตั้งโจทย์ผิด ก็เหมือนกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดไปด้วย โดยเฉพาะกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่กำหนดไว้ใน รธน. ก็ต้องมีความขัดเจน รวมทั้งการรับฟังตำรวจชั้นผู้น้อย หรือชั้นประทวน ก็ควรมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย ในส่วนการกำหนดประเด็นและเนื้อหานั้น แนวทางที่นายกฯ พล.อ. ประยุทธ์ ชี้แนะไว้ ก็ถือว่ามาถูกทาง คือการปฏิรูประดับโครงสร้าง สตช. เช่น การกระจายอำนาจให้ยึดโยงกับจังหวัด และท้องถิ่น การแยกอำนาจสอบสวนให้มีความเป็นอิสระ น่าเชื่อถือ การพิจารณาอัตรานายพลที่มีมากเกินจำเป็น เพราะนี่เป็นต้นเหตุของปัญหาใน สตช.

ชี้ทุจริต รับส่วย อุปสรรคปฏิรูป ตร.

สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง "ปฏิรูปตำรวจ" ในทัศนะของประชาชน ซึ่งจากที่ ครม.ผ่านความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ มีกรรมการทั้งหมด 36 คน โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน ทำให้หลายฝ่ายต่างจับตามองการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ ว่าจะดีขึ้น หรือไม่ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิรูปตำรวจ และผลสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 1,082 คน ระหว่างวันที่ 5-8 ก.ค. 60 สรุปผลได้ ดังนี้

ประชาชนคิดอย่างไร กับการปฏิรูปตำรวจ อันดับ 1 ควรปฏิรูปมานานแล้ว เป็นปัญหาที่สะสมมานาน 77.45% อันดับ 2 การปฏิรูปจะช่วยให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และภาพลักษณ์ดีขึ้น 72.18% อันดับ 3 ตำรวจมีทั้งดี และไม่ดีขึ้นอยู่กับจิตสำนึกแต่ละคน 62.66%

สิ่งที่เป็นปัญหา-อุปสรรคของตำรวจ ณ วันนี้ที่ประชาชนอยากให้ปฏิรูป คือ อันดับ 1 การทุจริตคอร์รัปชัน รับส่วย สินบน 81.98% อันดับ 2 ใช้อำนาจหน้าที่ไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน คนจนถูกจับ คนรวยพ้นคุก 74.77% อันดับ 3 การซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้าย 65.43% เมื่อถามว่า จากที่มีการแต่งตั้ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ มีข้าราชการตามตำแหน่ง 5 คน และมีคณะกรรมการอีก 30 คน โดยแบ่งเป็นข้าราชการตำรวจ 15 คน และไม่ใช่ตำรวจอีก 15 คน รวม 36 คน ประชาชนคาดหวังว่า การปฏิรูปตำรวจจะสำเร็จหรือไม่ อันดับ 1 คาดว่า น่าจะสำเร็จ 38.73% เพราะรัฐบาล คสช. ให้ความสำคัญ มีอำนาจเด็ดขาด คงจะดำเนินการอย่างจริงจัง เห็นแนวทางการปฏิรูปที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ฯลฯ อันดับ 2 คาดว่าน่าจะไม่สำเร็จ 36.29% เพราะตำรวจมีระบบโครงสร้างแบบรวบอำนาจ มีระบบเส้นสาย ควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง ตำรวจทั่วประเทศมีจำนวนมาก แก้ยาก เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล ฯลฯ อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 24.98% เพราะคงต้องใช้เวลาอีกนานในการปฏิรูปให้สำเร็จ ต้องดำเนินการไปตามระบบ บางเรื่องน่าจะแก้ไขได้ แต่บางเรื่องก็อาจยากเกินไป ฯลฯ เมื่อถามว่า สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ คือ อันดับ 1 ขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ อยากเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน 63.59% อันดับ 2 ปรับปรุงภาพลักษณ์ตำรวจให้ดีขึ้น ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น 60.44% อันดับ 3 ดูแลตำรวจทุกระดับชั้นอย่างเท่าเทียมกัน 56.56%.

คอลัมน์ มุมกฎหมาย: หอชมเมือง แลนด์มาร์คของใคร - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สมผล ตระกูลรุ่ง

การสร้างอาคารสูงหรือหอสูงเพื่อใช้เป็นที่ชมทัศนียภาพของเมือง ถือเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่นิยมสร้างกันในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวในต่างประเทศ ถ้าไม่มีหอชมเมืองก็จะเป็นอาคารสูงที่มองทัศนียภาพได้รอบอาคาร มองเห็นทั่วเมือง

บ้านเราก็ไม่น้อยหน้า กรุงเทพฯ กำลังจะมีหอชมเมือง โดย "มูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร" บนที่ดินราชพัสดุริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. อนุมัติให้ยกเว้นโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ เพื่อก่อสร้างหอชมเมืองกรุงเทพฯ สามารถดำเนินการคัดเลือกเอกชนได้โดยไม่ใช้วิธีประมูลตามประกาศของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2559 ครม.มีมติเห็นชอบให้โครงการการก่อสร้างหอชมเมือง เป็นโครงการตามนโยบายรัฐบาล

"สาเหตุที่โครงการนี้ไม่เปิดประมูล เนื่องจากจะทำให้มีความล่าช้าและอาจส่งผลกระทบต่อโครงการ

และอาจจะไม่มีเอกชนรายใดสนใจดำเนินโครงการ เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่และมีรูปแบบการดำเนินการเชิงสังคม"

การสร้างหอชมเมืองให้เป็นแลนด์มาร์คนั้น เป็นสิ่งดีที่ควรสนับสนุน ไม่มีใครต่อต้าน ถ้าโปร่งใส เปิดเผยตรงไปตรงมา แต่หอชมเมืองนี้ดูลึกลับซับซ้อนและไปเกี่ยวข้องกับโครงการยักษ์ของเจ้าสัวใหญ่ การสร้างหอชมเมืองก็ดี การทำศูนย์การค้าก็ดี เป็นสิทธิที่เอกชนรายใดจะทำก็ได้ ถ้ามีเงินทำตามกฎหมาย ไม่มีใครคัดค้าน ศูนย์การค้าใหญ่ในบ้านเรามีเต็มบ้านเต็มเมืองก็ไม่มีใครไปคัดค้าน

หอชมเมืองที่จะเป็นแลนด์มาร์คของเมือง เท่าที่เห็นอยู่ในทำเลไปมาสะดวก บนถนนใจกลางเมือง เข้าออกง่าย ถือเป็นหน้าเป็นตาให้กับเมือง แต่หอชมเมืองกรุงเทพฯ ที่ ครม.เคยเห็นชอบให้เป็น "โครงการตามนโยบายของรัฐบาล" สร้างแอบอยู่ในซอกซอยที่รถยนต์เข้าไม่ถึง แม้อยู่ติดริมน้ำเจ้าพระยา จึงเกิดคำถามหลายคนอยากรู้ว่าเหมาะสมแล้วหรือ

บังเอิญเหลือเชื่อบริเวณจะสร้างหอชมเมืองนี้ อยู่ติดกับโครงการไอคอน

สยามของเจ้าสัวซีพี ถ้าดูตามสภาพจะต้องเข้าทางโครงการของเจ้าสัวอย่างแน่นอน หอชมเมืองจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการไอคอนสยามไม่ต้องสงสัย จะมีใครเชื่อบ้างว่ามติ ครม.เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2559 จนถึง 27 มิ.ย. 2560 เป็นมติโปร่งใสตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ประเทศชาติแท้จริง ใครจะเชื่อว่าเป็นมติที่ไม่มีเจ้าสัวใหญ่ๆ ผลักดันอยู่เบื้องหลัง

การเกิดโครงการไอคอนสยามแม้จะอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่อยู่ฝั่งธนบุรี มีการวิเคราะห์กันว่าศูนย์การค้านี้จะไปรอดและคุ้มหรือไม่ ถนนหน้าโครงการก็เล็ก การคมนาคมไม่สะดวก ขณะที่ฝั่งกรุงเทพฯ มีศูนย์การค้าใหญ่ๆ มากมาย เดินทางสะดวก ถนนใหญ่โตมีรถไฟฟ้าผ่าน

เจ้าของโครงการก็คงพอประเมินข้อด้อยได้ จึงต้องพยายามปิดจุดอ่อนด้วยการเสนอกรุงเทพมหานครสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีทอง เชื่อมต่อกับสถานีกรุงธนบุรีของบีทีเอส โดยทราบมาว่าเสนอไปครั้งแรกจะให้ไปสิ้นสุดที่เขตคลองสาน เลยโครงการไปนิดเดียว แต่ทาง กทม.คงเห็นว่าน่าเกลียดเกินไป เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนอย่างชัดเจน จึงขอให้ไปสิ้นสุดที่วัดอนงคาราม เพื่อไม่ดูเจาะจงเพื่อเอกชน รถไฟโมโนเรลสายนี้ยังไม่แน่ว่าจะเกิดได้หรือไม่ เพราะชาวบ้านย่านเจริญนครคัดค้านอยู่ เพราะเห็นว่าถนนเล็กไม่เหมาะสร้างรถไฟฟ้า

เมื่อวิเคราะห์เชิงธุรกิจ โครงการยักษ์ใหญ่นี้จะต้องหาจุดขาย จึงเกิดหอชมเมืองในพื้นที่ 4 ไร่ โดยสร้างภาพให้มูลนิธิเป็นเจ้าของ จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพฯ ขึ้นเมื่อปี 2557 โดยชื่อผู้บริหารมูลนิธิช่วงแรก คือ คนของไอคอนสยามนั่นเอง แต่ต่อมาได้เปลี่ยนให้ดูแยกออกจากผู้บริหารของไอคอนสยามในปีถัดมา

การสร้างหอชมเมืองถ้าเอกชนลงทุนสร้างเองก็ย่อมได้ ก็เหมือนตึกสูงๆ เปิดให้คนขึ้นไปดูวิวซึ่งมีอยู่ทั่วโลก มูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพฯ ที่มีสถานะเป็นเอกชนจึงย่อมมีสิทธิสร้างหอชมเมืองที่ไหนก็ได้ จะอยู่ในโครงการศูนย์การค้าหรือจะไปสร้างในตรอกซอกซอยที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น

ประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ คือ ทำไมต้องเป็นมติของ ครม. ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้วไม่น่าจะต้องผ่าน ครม.

เลย ทำให้สงสัยกันว่า ครม.กำลังจะแปรสภาพเป็นตรายางให้กับเอกชน ประเด็นที่ ครม.พิจารณา คือ อนุมัติให้มูลนิธิฯ เป็นผู้สร้างโดยไม่ต้องประมูล เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลก็อธิบายว่าการสร้างนั้น เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดรัฐบาลไม่ได้ลงทุน คำอธิบายอย่างนี้ยิ่งทำให้สับสนหนักไปอีก

ประการแรก มติ ครม.ไม่ได้อนุมัติเรื่องการเช่าที่ราชพัสดุ เท่ากับการเช่าที่ราชพัสดุไม่ต้องผ่าน ครม. โดยข้อเท็จจริงก็เป็นเช่นนั้น

ประการที่สอง เมื่อเอกชนเป็นผู้เช่าที่และลงทุนทั้งหมด รัฐบาลไม่ได้ลงทุนด้วย จึงเป็นการลงทุนของเอกชนฝ่ายเดียว ถ้าเป็นเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เป็นการร่วมทุน และไม่มีลักษณะเป็นกิจการของรัฐ และไม่ใช่รูปแบบสัมปทาน เป็นเพียงสัญญาเช่าธรรมดาเท่านั้น และเป็นการสร้างอาคารสูงทั่วไป ทำไมจะต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม.

ประการที่สาม เหตุผลที่อ้างว่าอาจไม่มีเอกชนรายใดสนใจเข้าร่วมประมูลนั้น ฟังแล้วเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียนยิ่งนัก น่าจะบอกกันตรงๆ เลยว่า ที่ดินแบบนี้ไม่มีสุนัขที่ไหนไปประมูลอย่างแน่นอน ยกเว้นไอคอนสยามเท่านั้น การแถลงข้อเท็จจริงจึงเป็นความพยายามสร้างภาพให้ดูดี

นึกไม่ถึงว่ารัฐบาล คสช.ที่เข้ามาปฏิรูปประเทศ วางรากฐานระบบบริหารราชการแผ่นดินให้โปร่งใส ยังถูกครอบงำโดยเจ้าสัวผู้ยิ่งใหญ่ได้ แล้วต่อไปหากเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง ประเทศชาติจะเหลืออะไรให้ลูกหลาน นอกจากนี้ สถาปนิกกลุ่มหนึ่งยังให้ความเห็นว่าแบบหอชมเมืองดันไปละม้ายคล้ายกับของกรุงโดฮาประเทศกาตาร์ (Torch Tower) ซึ่งไม่น่าจะไปเหมือนโดยบังเอิญ เจ้าสัวใหญ่กล้าลงทุนเป็นหมื่นๆ ล้าน น่าจะใจถึงๆ หน่อย ประกาศไปเลยว่า เป็นโครงการของไอคอนสยาม เช่าเอง สร้างเอง ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนไปอาศัยใบบุญของ คสช.

ส่วนที่ผู้คนรวมทั้งผมด้วยที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น ก็ไม่ได้อิจฉาตาร้อน ตรงกันข้ามกลับสนับสนุนให้ทำโดยเปิดเผยด้วย แต่ที่อึดอัด คือ การสร้างเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา เป็นการดูถูกชาวบ้าน คงคิดว่าทั้งหมดเป็นลูกค้า 7-11 ที่ไม่มีสมองจะคิดได้เอง จะแต่งนิยายน้ำเน่าอะไรก็ทำได้

Column: EDITORIAL: It's TIME TO FORTIFY the social security system ONGOING 'RETIREMENT' DEBATE IS JUST ONE ASPECT OF A MAMMOTH ISSUE - THE NATION Issued date 10 July 2017

The social security fund is getting progressively enormous but, at the same time, increasingly fragile. These are the main reasons why the entire system must have added immunity against corruption and financial failures. Another key factor crying out for social security money to be carefully guarded is its ultimate goal, which directly covers the majority of Thais in all spheres of society.

The fund now is worth about Bt1.6 trillion.This vast amount certainly can attract all vultures in the heavily corrupted Thai society, which has seen cooperatives'money siphoned, taxes evaded at all levels, and bank deposits threatened by scandals. Yet experts say this very same amount could be depleted in less than three decades, even if there is no corruption.

There have been warnings that the social security money could be used up in 28 years.As of now, about 11 million Thais are in the system, relying on the money for things ranging from small medical bills to postretirement financial plans.The number of "members" is expected to increase, meaning a system failure could wreak havoc on a large segment of the Thai population.

A recent report has created an uproar,saying the retirement age of 55,which allows members reaching that age to get a sizeable pension, would be extended to 60. The proposed extension was meant to "stabilise"the fund by delaying some big financial burdens, but critics are saying that it is too easy a way out. The government has been urged to find measures that do not negatively impact the most vulnerable in the tripartite system.

The fund consists of money contributions from employees, their employers, and the government. This ties the fund to economic and political factors, subjecting the management of the money to great unpredictability.

Leaning toward the workers and the government will be accused of resorting to populism, while attempts to help businesses could put the government under the intense scrutiny of labour activists.

Despite the fund's enormity, its importance and susceptibility to corruption and politicisation, the social security system is arguably one of the least monitored state entities.

Workers talk about their social security benefits or lack thereof every day but politicians and the media, maybe for different reasons, are not drawing significant matters to public attention.Developments concerning the fund may not be as "sexy" as, say, a plan to buy military submarines. A lot of things related to social security money can "go under the radar".

The truth is that if the system is well managed, well guarded and well run by people with integrity and proper vision, it will go a long way toward creating a genuine civil society. Countries with solid social security programmes normally have greater peace than those whose labour sectors are less protected.

The debate on the retirement age is good, but it also exposes the potential vulnerability of the social security fund.

Adding to the significance of the social security programme is Thailand's inevitable path toward becoming a full-blown ageing society. As the country is pre-occupied with how to elect the prime minister and members of Parliament, one very important issue is not getting enough attention.

That issue concerns how to make the social security fund the most effective and transparent, whether the current management is properly manned and equipped, whether the money is being collected and spent with the public interest at heart, and who should be the supervisor who can balance out the overall economy and well-being of the people.

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์เพื่อชีวิต: ศีลธรรมสาธารณะกับโอกาสของประชาชนจากการบริหารการพัฒนา - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วิวัฒน์ชัย อัตถากร

กระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยปัจจุบันในโลกยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวล้ำนำสมัย เน้นย้ำบริโภคนิยมจนล้นเกิน ได้สร้างความต้องการเทียม หรือ Demand เทียมไม่หยุดไม่หย่อน จนเกิดปัญหาทางศีลธรรมในสังคมไทยแทบทุกระดับ

ในระดับประเทศ การบริหารงานแผ่นดินเป็นเรื่องของส่วนรวมเพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่สาธารณะ ประชาชนจึงคาดหวังการมีรัฐบาลที่บริหารประเทศตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยผู้ปกครองที่มีศีลธรรมสาธารณะ ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม ยึดประโยชน์สูงสุดของชาติและประชาชน มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง อันที่จริงการบริหารลักษณะนี้เป็นการบริหารประเทศตามหลักศีลธรรมซึ่งเป็นสากล

ความคาดหวังของประชาชน ที่ต้องการมีรัฐบาลบริหารตามหลักธรรมา ภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้นั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากผู้ปกครองอ่อนด้อยทางศีลธรรมสาธารณะ บริหารประเทศเต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ เล่นพรรคเล่นพวก ทุจริตคอร์รัปชัน คอร์รัปชันเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน

เนื่องด้วยเวทีนี้เป็น "เวทีวิชาการ" ซึ่งยึดโยงกับ "ผลประโยชน์สาธารณะ" ยึดหลักการ "ความถูกต้องทางวิชาการ" มากกว่า "ความถูกใจ" การแลกเปลี่ยนความรู้เศรษฐกิจการเมืองไทยที่กำลังดำเนินไปในขณะนี้ก็เพื่อช่วยกันคิดอ่านนำพา "บ้านเมือง" ออกจาก "วิกฤติ" อย่างถาวร สร้างประโยชน์สุขให้ประชาชนทั้งประเทศในอนาคต

ผมจะนำเสนอการบริหารการพัฒนาในช่วง 3 ปีนี้ที่ผ่านด้วยเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจไทยเชิงโครงสร้าง หลักๆ นโยบายใหญ่ๆ ที่กำหนดแนวโน้มอนาคต พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ

การพูดเรื่องใหญ่ในเวลาอันจำกัด จึงขอยกเรื่องหัวใจสำคัญหลักๆ ในนโยบายสาธารณะพัฒนาเศรษฐกิจไทยขึ้นมาพิจารณา นำเสนอตัวเลขน้อยหน่อย ตรงไหน "รวบ" ได้ก็จะรวบ ตรงไหน "ฟันธง" ได้ ก็จะฟัน "ฉับ" ไปเลย

เอาละ ถ้าถามว่าช่วง 3 ปีมานี้ การเมืองและเศรษฐกิจไทยเป็นแบบไหน

ผมมองว่าในทางการเมือง เมื่อพินิจพิเคราะห์เนื้อหาของ "รัฐไทย" จะเห็นว่า "อำนาจรัฐไทย" เป็นอำนาจรัฐสามประสาน ประกอบด้วย "รัฐราชการ-นายทุน-ขุนศึก" หรือ "ทหาร+ทุนใหญ่+ราชการ" นั่นเอง คนเหล่านี้จำนวนหนึ่งจะเข้าไปเป็นกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดเพื่อเป็นแผนแม่บทหลักของการพัฒนาประเทศ แผนยุทธศาสตร์ซึ่งยาวนานถึง 20 ปี จะนั่งคร่อมแผนพัฒนาฯ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดูทะแม่งพิลึกพิลั่นชอบกล คงเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับเดียวในโลกปัจจุบันที่มีระยะเวลายาวนานที่สุด แถมยังไปทั้ง "บีบ" ทั้ง "รัดคอ" รัฐบาลหลังจากนี้ที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี มีเสียงโจษจันไม่น้อยว่าแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เสียอีก รัฐธรรมนูญ 2560 เขียนพลิกพลิ้ว ล็อกสเปก เพื่อสืบทอดอำนาจ เอื้อประโยชน์ให้ทุกประตูหรือไม่

ส่วนในทางเศรษฐกิจสำหรับ "ระบบทุนนิยมไทย ผมขอใช้ภาษาอังกฤษว่าเป็นแบบ "Corporate-Directed Capitalism" เป็นระบบทุนนิยมที่ชี้นำโดยบรรษัท กล่าวคือ ทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะ Mega Project หรืออภิมหาโครงการล้วนอยู่ในมือกลุ่มทุนรายใหญ่ โดยใช้กลไกอำนาจรัฐประเคนให้โดยกฎหมายสำคัญๆ หรือบางกรณีโดย "มาตรา 44" ซึ่งเป็นการใช้อำนาจพิเศษบ่อยครั้ง ยากต่อการตรวจสอบ หรือตรวจสอบไม่ได้

"Corporate Directed Capitalism" มีลักษณะสำคัญคือเป็นแบบ "Corporate Control Regime" หรือ "ระบอบบรรษัทควบคุมผูกขาด" มีอำนาจเหนือตลาด จะเห็นว่าภาคบรรษัทเพียงไม่กี่รายควบคุมเศรษฐกิจสาขาใหญ่ๆ ปากท้องชีวิตคนไทยทุกระบบสำคัญได้แก่ ระบบผลิตอาหารเกษตรกรรม-ระบบที่อยู่อาศัย/บ้าน/ที่ดิน/อสังหาริมทรัพย์-ระบบการเงิน/การธนาคาร-ระบบค้าปลีกค้าส่ง-และระบบพลังงาน บางสาขาทุนผูกขาดข้ามชาติมีอำนาจเหนือ... อีกด้วย

ด้านเศรษฐกิจมหภาค นโยบายเอาแต่ให้น้ำหนักโครงการขนาดใหญ่-เมกะโปรเจ็กต์...หมื่นล้าน-แสนล้านบาทเป็นสรณะ แม้มีจุดแข็ง เสริมโครงสร้างพื้นฐาน แต่จุดอ่อนสำคัญของเมกะโปรเจ็กต์ คือ ส่งผลต่อ "การกระตุ้นเศรษฐกิจ" ได้ช้า ภาษาเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่ามี "Time Lag" แถมหากจัดการไม่ดีพออาจเสี่ยงสร้างภาระหนี้มากในอนาคต เพราะผลตอบแทนมาช้า ขณะที่เศรษฐกิจชาวบ้านคนเดินดินกินข้าวแกง ต้องกินอาหารราคาแพง ทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกลดน้อยลงเป็นลำดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาพลังงานในประเทศไทยกลับลดลงช้ากว่าและในเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงน้อยกว่าราคาพลังงานตลาดโลก ส่วนตัวเลขราคาอาหารปรุงสุกแล้ว โดยเฉลี่ย 3 ปีนี้ เพิ่มมากขึ้นกว่า 10% ต่อปี (ข้อมูลของศูนย์วิจัยและประเมินผลอสังหาริมทรัพย์) ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ย ท่ามกลางความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน บางส่วนเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะ "Stragflation" คือข้าวปลาอาหารแพง ท่ามกลางความฝืดเคือง คนตกงาน คนจบการศึกษาปริญญาตรีว่างงานเยอะหลายแสนคน กำลังซื้อคนไทยชั้นกลางและชั้นล่างหดหาย ย่ำแย่กว่าช่วงก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาฯ 57 ซะอีกเสียด้วยซ้ำ

ปี 2557 ความเหลื่อมล้ำในเมืองไทยติดอันดับ 6 ของโลก พอมา สองปีหลังจากนั้นคือปี 2559 แย่ลงคือ เลื่อนเป็นอันดับ 3 ในบรรดาประ เทศเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก เป็นรองแค่รัสเซีย (อันดับ 1) อินเดีย (อันดับ 2)

ส่วนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลกปี 2559 ไทยได้คะแนนลดลง ได้แค่ 35 คะแนนจาก 100 คะแนน คือสอบตก อยู่ในอันดับ 101 (ขณะที่ปี 2558 อยู่อันดับ 76)

สรุปตัวเลขจากมุมมองสากลนั้น แย่ลงทั้งเรื่อง "คอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ" ภายใต้รัฐบาล คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ)

สามปีที่ผ่านมา นโยบายสาธารณะด้านเศรษฐกิจสำคัญๆ นโยบายเศรษฐกิจใหญ่ๆ ไม่ยึดหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช้หลักความรอบรู้ทางวิชาการอย่างเพียงพอ อย่างรอบคอบ อย่างระมัดระวังในการตัดสินใจ ไม่ใช้หลักการแห่งคุณธรรม หลักธรรมาภิบาลตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ทั่วถึง ไม่สร้างภูมิคุ้มกันรองรับ ซึ่งหากจัดการได้ไม่ดีพอ อาจนำสู่ภาระหนี้มหาศาลกลายเป็นวิกฤตการณ์หนี้สินในอนาคตอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต

อย่าลืมประสบการณ์ 2 กรกฎาคม 2540 "วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง" ผ่านมา 20 ปีแล้วไม่มีใครบอกได้ 100% ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ ไม่มีใครเคาะประตูบอกวิกฤติจะมาแล้วนะจ๊ะ จนกว่ามันจะมาถึงก็ too late ยากแก่การแก้ไขเสียแล้ว ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยมากเป็นลำดับต้นๆ ของเอเชีย เป็นลำดับ 3 ของโลกรองจากออสเตรเลียและเกาหลีใต้ (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์) จึงไม่ควรประมาทเป็นอันขาดในท่ามกลาง real sector ภาคเศรษฐกิจจริงไม่ดีเลยในปัจจุบัน ทั้งการส่งออกและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ กำลังซื้อคนไทยหดหายลงไปมากโดยเฉพาะคนไทยทั่วไป หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ยังเป็นแรงกดดันต่อภาวะการครองชีพของครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาระยะยาวของเศรษฐกิจไทยที่จะต้องแก้ไขจริงจังต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.อมาตยา เซน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ พบว่า "การขาดสิทธิ" เป็นสาเหตุสำคัญแห่ง "การเหลื่อมล้ำ" การขาดสิทธิคือการขาดโอกาส เป็นความอยุติธรรมที่ผู้ขาดสิทธิถูกทำให้ไร้สิทธิซ้ำซาก อมาตยา เซน เชื่อว่า "หลักความยุติธรรม" ที่ดีที่สุด คือ "หลักศาสนธรรม"

การบริหารการพัฒนาที่ดีคือ (1) ข้อมูลดี (2) ความรู้ดี (3) ธรรมาภิบาลดี

นโยบายสาธารณะที่ดี และการบริหารการพัฒนาแบบธรรมาภิบาล จึงต้องยึดหลักการ "ศีลธรรมสาธารณะ" เป็นสำคัญ นั่นคือ "หลักการแบ่งปันโภคทรัพย์" แก่ผู้ไร้โอกาสและผู้มีโอกาสน้อยเป็นหลัก มากกว่าการประเคนยกให้ "ผู้มีโอกาสล้นฟ้า" ต้องยึดหลักการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ บนแนวทางแห่งสันติภาพและสันติธรรมแท้จริงเสมอๆ

เรามาดูกันสิว่า หลัง "รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557" การบริหารการพัฒนาของรัฐใช้อำนาจและกลไกของรัฐกำหนดนโยบายสาธารณะและเปิดทางให้คนได้เปรียบในสังคมไทยฉกฉวยโอกาส เอาประโยชน์จากคนที่อ่อนด้อยกว่า ทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากเป็นคนด้อยสิทธิ ขาดสิทธิ การขาดสิทธิคือการขาดโอกาส นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำซ้ำซาก ใคร่ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม ดังนี้

1.โอกาสที่เศรษฐกิจฐานรากถูกคุกคาม ถูกควบคุม อีกทั้งโอกาสของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรถูกกีดกัด ประชาชนยากลำบาก หาไม่พอกิน แต่กลุ่มทุนใหญ่ เจ้าสัว/ต่างชาติ ปลอดโปร่ง โล่งสะดวก อิ่มจนเรอ เช่น การใช้อำนาจพิเศษยกเว้นกฎหมายผังเมือง นโยบายการเอาที่ดินของรัฐหรือป่าชุมชนไปทำนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐใช้อำนาจและกลไกของรัฐพรากสิทธิ์ เพื่อนำเอาทรัพยากรที่ดินของรัฐไปให้เอกชนและต่างชาติเช่าในอัตราค่าเช่าถูกมากในระยะยาว 99 ปี นโยบายยอมให้จีนระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง นโยบายจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ นโยบายการทำเหมืองทองคำที่แก้ไขไม่สุด นโยบายเหล่านี้ล้วนกระทบต่ออาชีพและความเป็นอยู่ของชาวบ้านต่อสิ่งแวดล้อม ต่อระบบนิเวศชุมชน อย่างนี้แล้ว การปฏิรูปประเทศเพื่อมุ่งไปสู่ "ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" จะเกิดขึ้นอย่างเป็นจริงได้อย่างไร การบริหารการพัฒนาผิดทิศผิดทาง ทำแบบ Top-down ไม่ยึดหลักการตามครรลองแห่งศีลธรรมสาธารณะ ประชาชนถูกทำให้ไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา

รัฐมักบ่นแบบน้อยใจว่าทำโครงการอะไรก็เอาแต่คัดค้านกัน อันที่จริงหากรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กำหนดนโยบายสาธารณะ ทำโครงการที่เป็นประโยชน์แก่ชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ไมใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ตลอดจนไม่ทำนโยบายเพื่อนายทุนใหญ่เป็นหลัก ประชาชนย่อมสนับสนุนอยู่แล้ว

2.โอกาสที่จะใช้ความรู้หลักคิดทางวิชาการในการกำหนดนโย บายสาธารณะของรัฐ และการดำเนินโครงการรัฐเพื่อสาธารณะไม่เพียงพอ อาจนำความเสี่ยงสู่อนาคต เช่น การศึกษาประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ EIA และ EHIA อย่างฉาบฉวยเป็นแค่เพียงพิธีกรรม การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐหลายต่อหลายครั้งแทบไม่มีการศึกษา ความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ในเชิงเศรษฐกิจและการเงิน และนำรายละเอียดทั้งหมดมาประกอบการจัดสรรงบประมาณการวิเคราะห์/การประเมินโครงการ (Project Analysis and Appraisals) อย่างถูกต้องรัดกุมทุกขั้นตอน อีกทั้งไม่เปิดเผยผลการศึกษาต่อสาธารณะอย่างเต็มที่ ขัดหลักวิชาการชัดเจน แล้วมหาวิทยาลัยจะเรียนจะสอนเรื่องพวกนี้ไปทำไมกัน เพราะไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง พอเสียทีกับการบริหารการพัฒนาที่ไม่ได้ศึกษาลงลึก มีข้อมูลทางวิชาการด้านเดียวไม่หนักแน่น ไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้านอย่างเพียงพอ รังแต่จะสร้างปัญหาในอนาคต ใช้ภาษีประชาชนไม่คุ้มค่า พฤติกรรมเยี่ยงนี้จะเป็น Thailand 4.0 หรือ 0.4 กันแน่ ก่อนที่รัฐบาลจะอนุมัติโครงการเมกะโปรเจ็กต์และเซ็นสัญญาว่าจ้าง รัฐควรเปิดเผยข้อมูล การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการทั้งทางเศรษฐกิจและการเงิน รวมถึงรูปแบบการลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ

3.โอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยว ข้องถูกปิดกั้นโอกาส การถูกตรวจสอบถูกกีดกัน การที่รัฐเพิกเฉยไม่ใส่ใจและรวบรัด อาจกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ในอนาคต

รัฐบาลนี้เป็นรัฐราชการ ฟังแต่ข้าราชการไม่ฟังเสียงประชาชน กีดกันปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงได้ข้อมูลด้านเดียว การบริหารการพัฒนาของรัฐ ตลอดจนการออกกฎหมายไม่รอบคอบไม่รอบด้าน ประสบปัญหาอยู่เนืองๆ ต้องใช้อำนาจพิเศษ ม.44 อยู่บ่อยครั้ง ประชาชนไม่อยากให้รัฐบาลละเลยการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศ บริหารงานแผ่นดินโดยหลักนิติธรรมและยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้

การบริหารการพัฒนาของรัฐที่ผ่านมาถูกท้วงติงมากมายจากสถาบันสำคัญของประเทศ เช่น สถาบัน TDRI ท้วงติง ม.44 กับรถไฟความเร็วสูง ที่อนุมัติให้เริ่มต้นโครงการก่อนมีรายละเอียดทั้งหมด และท้วงติงการต่อสัญญาศูนย์ฯ สิริกิติ์ที่ไม่เป็นธรรม เพื่อประโยชน์ของใครกันแน่ ประชาชนและสื่อมวลชนท้วงติงมาตรการช่วยเหลือคนจนฐานราก ผ่านโครงการประชารัฐ ความคุ้มค่าในการซื้อเรือดำน้ำจีน รถถังจีน การทำรถไฟความเร็วสูงที่ต้องใช้ภาษีของประชาชนเจรจาไทยลงทุนเองทั้งหมด แถมยังผูกพันให้สร้างเพิ่มต่อไปถึงหนองคายในอนาคต ด้วยเงินอีกหลายหมื่นล้าน โดยภาระให้รัฐบาลต่อไป มิฉะนั้นรถไฟความเร็วสูงของไทยจะไม่เชื่อมต่อกับลาว เวียดนาม ในลักษณะ One Belt One Road ส่วนข้อท้วงติงเรื่องกฎหมายปิโตรเลียมอาจต่อสัญญาสัมปทานให้ 2 แปลงใหญ่ในทะเลในเงื่อนไขที่รัฐเสียเปรียบให้เจ้าเก่าหรือไม่ รัฐไม่สามารถหักล้างข้อเสนอแนะของประชาชนได้เลย จึงหักดิบประชาชนโดยการออกกฎหมายปิโตรเลียม 2560

การออกกฎหมายฉบับแล้วฉบับเล่าเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักร โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไม่ให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน เพื่อชี้ให้เห็นรากเหง้าของปัญหาและเสนอแนวทางแก้ปัญหา แต่กลับใช้อำนาจรวบรัดออกกฎหมายโดย สนช.ร่างทรง (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มิใช่ตัวแทนประชาชน) ยกมือโหวตตามใจแป๊ะเป็นฝักถั่ว บ่อยครั้งกฎหมายที่ออกมามักไม่ชอบธรรม ไม่สง่างาม ไม่อาจใช้งานได้สมวัตถุประสงค์ ซ้ำยังอาจสร้างปัญหาในอนาคต ดังเช่น สนช.ออกกฎหมายปิโตรเลียม 2560 ที่ขัดแย้งกับรายงานการศึกษาของ สนช.เองอย่างรวบรัด อีกทั้งไม่ฟังเสียงท้วงติงขององค์กรอิสระระดับชาติอย่างคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การเสนอร่างกฎหมายปิโตรเลียมโดยตรงจากภาคประชาชน ประชาชนครบทั้ง 77 จังหวัดลงชื่อกว่า 2 หมื่นรายชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมที่ตอบโจทย์พลังงานหลากหลายมิติสู่ความยั่งยืนของพลังงานไทย แต่มิได้รับการพิจารณาใดๆ กระบวนการออกกฎหมายปิโตรเลียม 2560 ที่ไม่ชอบธรรม ดันทุรังออกให้ได้ จึงเป็นเสมือนกฎหมายอัปยศหรือไม่ และจะถูกเล่าขานในประวัติศาสตร์พลังงานไทย ล่าสุดรัฐบาลรัฐราชการออก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าวไม่รอบคอบ ไม่ฟังเสียงผู้เกี่ยวข้อง ทำแรงงานต่างด้าวปั่นป่วน ถึงกับต้องใช้อำนาจ ม.44 อย่างรีบด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน การออกกฎหมายจำนวนมากแบบยกมือพรึบ ไม่ฟังเสียงประชาชน จะได้กฎหมายที่มีคุณภาพได้อย่างไร ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามที่รัฐมักกล่าวอ้างอยู่เสมอๆ เป็นได้เพียงแค่ตัวอักษรในรัฐธรรมนูญ ที่ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ

4.โอกาสอธิปไตยหลุดลอย โอกาสประชาชนหล่นหาย ดังเช่น กฎหมายปิโตรเลียม พ.ศ.2560 ไม่ตอบโจทย์อธิปไตยปากท้องชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน ในรอบ 3 ปีมานี้ นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลล้มเหลวมากที่สุด คือ นโยบายพลังงาน มูลค่าการผลิตปิโตรเลียมสูงถึงปีละ 4 ถึง 5 แสนล้านบาท ถ้าจัดการดีๆ ถ้ามีความตั้งใจจริง แบ่งจัดสรรตั้งเป็น "กองทุนฟื้นฟูชาติ" ปีละ 5 หมื่นล้านบาทถึงราว 1 แสนล้านบาทย่อมได้ เพื่อพัฒนาการศึกษา การเกษตร การสาธารณสุข สวัสดิการผู้ยากไร้ และอื่นๆ (ไม่ใช่อ้างเก็บภาษีและค่าภาคหลวงอยู่แล้ว) แต่กฎหมายปิโตรเลียม พ.ศ. 2560 ไม่มีสารัตถะเพื่อการนั้นตรงๆ เป็นรูปธรรมเลย ไม่แก้ไขกฎหมายให้เกิด อธิปไตยพลังงานเลย เช่น เมื่อเกิดความขัดแย้งทางพลังงานต้องมีอนุญาโต ตุลาการต่างชาติเป็นผู้ตัดสิน หรือการไม่มี NOC ไม่มีบรรษัทน้ำมัน จะต้องพึ่งพา/ขึ้นต่อ/เสียเปรียบต่อบริษัทรายใหญ่ต่างชาติต่อไปไม่สิ้นสุด ดังนั้น โอกาสอธิปไตยหลุดลอยไปอีก 39 ปี (ตามกฎหมายใหม่) ทำให้โอกาสประชาชนหล่นหายจากช่องโหว่ของกฎหมายปิโตรเลียมปี 2560 อย่างน่าเสียดาย

5.โอกาสการบริหารบุคคลตามหลักคุณธรรม (Merit) ถูกละเมิด ไม่เกิดขึ้นตามหลัก "Put the Right Person on the Right Job" ในกระบวนการบริหารการพัฒนา 3 ปีที่ผ่านมา วนเวียนอยู่กับการแต่งตั้งกรรมการชุดแล้วชุดเล่า และเป็นกรรมการหน้าเดิมๆ การตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการปฏิรูปประเทศ ที่ต้องไปทำแผนปฏิรูป 10 ด้าน รวม 10 คณะ คณะละ 13 คน รวม 130 คน กินภาษีประชาชนอีกเท่าไร รัฐบาลน่าจะตั้งคนให้เหมาะสมกับงาน เพราะประชาชนไม่อยากเห็นการแจกตำแหน่ง แจกเก้าอี้ให้กับพวกพ้องญาติมิตรอย่างที่เป็นมา

6. โอกาสการปฏิรูปประเทศจึงว่างเปล่า กลับกลายเป็น "ปฏิลูบ (หน้าปะจมูก) และปฏิรวบ (รวบอำนาจเข้าทางทุนใหญ่)" เช่น กรณีทางการอังกฤษและทางการสหรัฐอเมริกากล่าวหาเรื่อง "สินบน โรลส์-รอยซ์" ผ่านมา 6 เดือนแล้วเงียบ การตรวจสอบเอาจริงมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้าไม่จริงดังที่ฝรั่งกล่าวหาก็ต้องโต้กลับเอาเรื่อง เพราะนี่เป็น "ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของชาติ"

โดยสรุป พิจารณาจากเรื่องใหญ่ๆ ที่รัฐทำมา หรือเลือกจะทำ/ไม่ทำการบริหารการพัฒนา 3 ปีหลังรัฐประหาร เรียกว่า "พลาดโอกาส" "พลาดเป้า" "เสียของ" เพราะ

(1) ทั้ง 6 โอกาสที่พูดมาข้างต้นนั้น โอกาสประชาชนส่วนใหญ่ไม่ถูกทำให้เกิด มีหลักฐานข้อเท็จจริงรองรับชัดเจน "การบริหารการพัฒนา" นโยบายเศรษฐกิจใหญ่ๆ ที่ผ่านมาและเท่าที่เป็นอยู่ พินิจพิเคราะห์ลงลึกในเนื้อแท้แล้วจึงถอยห่างจากหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงอันทรงคุณค่า หลายเรื่องสวนทางกับหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงเสียด้วยซ้ำ

(2) เอาแต่ "ซื้อเวลา-ประวิงเวลา" (Delayed Tactics) เห็นได้ชัด 3 ปีที่ผ่านมาไม่กล้า "ปฏิรูปตำรวจ" อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่กล้า "ปฏิรูปพลังงานตรงรากเหง้า" จากกฎหมายปิโตรเลียม 2560 ที่ผิดเพี้ยน "เศรษฐกิจยิ่งเหลื่อมล้ำ" ยิ่งถอยห่างจาก "สังคมปรองดองยากจะเกิดขึ้น" คำว่า "ปรองดอง" จึงเป็นแค่เพียง "ถ้อยคำผ่านพิธีกรรม" ไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ เพราะไม่แก้ตรงความเหลื่อมล้ำ ตรงรากเหง้าเสียก่อน เกาไม่ถูกที่คัน

(3) สามปีที่ผ่านมา มีการนำเสนอถ้อยคำสมัยใหม่ผ่านพิธีกรรมทุกเย็นวันศุกร์ให้ได้รับฟังหรือรับชมกันเป็นประจำ หากไม่รีบปิดทีวีหรือวิทยุไปเสียก่อน ราวกับเป็น "การปลุกเสกถ้อยคำ" ให้ "ขลัง" ขึ้น การพูดซ้ำๆ เป็นการปลูกฝังให้เชื่อตามๆ กันแพร่กระจายผ่านสื่อทุกชนิด ในทางการทหารเรียกว่า "ปฏิบัติการจิตวิทยามวลชน" อย่างยุคสงครามเย็นในอดีตชาวบ้านเรียกว่า "ล้างสมอง"

ในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Hedgemony" หรือ "อำนาจชี้นำครอบงำความคิดสังคม" หรือ "การควบคุมความคิด" รัฐต้องควบคุมพื้นที่อำนาจตรง "สมอง" ผู้คนก่อน ซึ่งมักสอดรับกับอุดมการณ์ธุรกิจของบริษัทเอกชนรายใหญ่ ในภาษาเศรษฐศาสตร์การเมืองเรียกว่า "Cultural Reproduction" หรือ "Ideological Reproduction" ซึ่งหมายถึง "การผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม" และ "การผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ความเชื่อ" โดยการตอกย้ำ โฆษณาซ้ำซาก ปลุกเสกให้ขลังอย่างเป็นพิธีกรรม เราจึงได้ยิน "ถ้อยคำผ่านพิธีกรรม" อยู่บ่อยๆ ให้คล้อยตาม ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เช่น ไทยแลนด์ 4.0, ฟินเทค, บล็อกเชน, Start Up, ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ติดกับดักรายได้ปานกลาง, เกษตรแปลงใหญ่ เป็นต้น

ตามที่กล่าวมาข้างต้นชี้ว่า เมืองไทยตกอยู่ใน "วิกฤตการณ์โอกาสที่เหลื่อมล้ำ" สูง

การเมือง-เศรษฐกิจไทย กำลังวนกลับสู่ "วงจรอุบาทว์ทางการเมือง" เดิมๆ อีกหรือไม่

รัฐประหาร เลือกตั้ง รัฐประหาร วนเวียนสลับไปมา เพราะปราศจากการปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมตรงฐานรากแห่งปัญหา ที่คนส่วนน้อย หยิบมือเดียวครอบครอง "ผลประโยชน์แห่งชาติ" เรื่อยมา ปัญหา "ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส" จึงดำรงอยู่ในสังคมไทย เมื่อไม่แก้ไขตรงนี้แล้ว ความปรองดองแท้จริง "NO WAY"! ความขัดแย้งรุนแรงเกิดการสูญเสียอาจอุบัติขึ้นอีกในอนาคต...

"ชุมชนวิชาการ" เหล่า "ปัญญาชน" จะสามารถสร้าง "พลัง" ให้เป็น "ปราการทางปัญญา" เพื่อ "ค้ำจุนหรือค้ำยันสังคม" ผ่อนหนักให้เป็นเบาไว้ได้หรือไม่ เป็นคำถามเชิงภารกิจอันสำคัญ

ในประชาคมวิชาการแห่งนี้ ผมเสนอให้ช่วยกันสร้าง "คุณค่าใหม่" 3 ประการ

คุณค่าใหม่ที่ 1 สร้าง "พลังคนรุ่นใหม่" เพื่อรองรับทั้งทางบวก (+) และทางลบ (-) ของ Thailand 4.0 ข้อดีของ "คนรุ่นใหม่" คือเป็น "พลังบริสุทธิ์" ไม่มี "ผลประโยชน์ทับซ้อนในระบบ ควรรวมพลังกันให้เป็นกลุ่มก้อน เพื่อสร้างสิ่งที่มีคุณภาพทางวิชาการ ตอบโจทย์สังคม เช่น ตั้งกลุ่มศึกษาจริงจัง ตั้งวงไลน์สร้างการเรียนรู้เพื่อชีวิตและสังคมที่แบ่งปัน เป็นต้น

คุณค่าใหม่ที่ 2 สร้าง "ค่านิยมใหม่"

กล้าเคารพยกย่องอย่างเปิดเผยเชิดชูคนดีมีศีลธรรมผู้กล้าหาญทำประโยชน์สาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม ยกย่องแม้คนนั้นจะเป็น "คนธรรมดา" ไม่มีฐานะตำแหน่งทางสังคมใดๆ เลยก็ตาม ช่วยแชร์กันต่อ ทำนองกลับกันไม่ก้มหัว ไม่ให้เกียรติคนที่ทำสิ่งเลวร้ายคดโกงแผ่นดิน ประชาชนฮ่องกงทำสำเร็จมาแล้ว

คุณค่าใหม่ที่ 3 สร้าง "วิชาการใหม่"

ตั้งโจทย์ใหม่ๆ ในการวิจัย เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกหา "ต้นเหตุแห่งปัญหา" ใหญ่ๆ สำคัญๆ ของประเทศไทย โดยใช้วิธีการวิจัยใหม่ เช่น Mixed Research Methodology การศึกษาเชิงคุณภาพในหลากหลายมิติด้วยหลากหลายศาสตร์ ไม่ติดยึดการวิจัยเชิงปริมาณอย่างเดียว สร้างงานวิจัยเป็นทีมข้ามสาขาวิชาหลากหลายสาขา เป็น Policy Research บูรณา การสานหลายสาขาวิชาแบบ Interdisciplinery Research กำหนดหัวข้อ (Theme) ใหญ่ เป็น Future Research รองรับกับอนาคต เป็นต้น

"ความงดงามของวิชาการ" คงไม่อยู่แค่โมเดลชิงตัวเลข หากแต่ "คุณค่าวิชาการ" ควรรวมถึงการวิเคราะห์เจาะลึกให้ข้อมูลเชิงลึกถึงรากเหง้า ต้นเหตุปัญหาของชาติ ซึ่งจะปะทุขึ้นในอนาคตอันใกล้มาเป็นระลอก...

ในวาระครบรอบ 62 ปีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรียกว่า องค์ความรู้ตกผลึกพอสมควร ย่างก้าวต่อไป เพื่อนๆ นักวิชาการคงจะถักทอสานพลังความคิดให้เกิดพลังเป็นกลุ่มก้อน "ชี้นำสังคมด้วย" ฝาก "วิชาการ" ไว้ให้แผ่นดินยามชาติวิกฤตการณ์ติดหล่มความคิด ให้หลุดพ้นจาก "กับดักทางปัญญา" ช่วยกันตรวจสอบนโยบายสาธารณะ และ "เสนอแนะเชิงสร้างสรรค์" ให้เกิดศีลธรรมสาธารณะในการบริหารการพัฒนาอย่างแท้จริง อย่างยั่งยืนเสียที

ศีลธรรมสาธารณะ "ไม่ใช่เรื่องสูงส่งจนเกินจริง" ถ้าหากผู้มีอำนาจมี "ความกล้าหาญทางจริยธรรม" แท้จริงที่จะปฏิบัติตนไม่ใช่หรือ...

หมายเหตุ : ข้อเขียนนี้ถอดความและเรียบเรียงจากคำอภิปรายของผมในวาระครบรอบ 62 ปีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ในการเสวนาทางวิชาการเรื่อง "การบริหารการพัฒนาในบริบท การเปลี่ยนแปลงและพลวัตโลก (Development Administration in The Context of Global Change and Dynamism"

เร่งกู้ศักดิ์ศรี-โยกย้ายต้องเป็นธรรมอย่าให้ใครแทรกแซงองค์กรตร. - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

วัสยศ งามขำ

การตั้ง "คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ" ของรัฐบาลตามกลไกที่บังคับในรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งคำถามว่าปลายทางสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ รัฐบาล คสช.จะกล้าผ่าตัดองค์กรสีกากีแค่ไหน ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางการปฏิรูป 3 โจทย์ใหญ่ ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ควรสังกัดที่ไหน 2.อำนาจสอบสวนจะคงอย่างเดิมหรือไม่ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย

ในมุมของตำรวจและอดีตตำรวจเอง จะมีประเด็นปฏิรูปนอกเหนือ จากนี้หรือไม่ อย่างไร

พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในนักคิดนักเขียนด้านการปฏิรูปตำรวจของ สตช. กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงครั้งนี้ที่ถึงกับระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มีคำถามที่ตำรวจต้องตอบให้ได้ 2 คำถาม คือ คำถามแรก : ตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่อย่างไรจึงจะเป็นที่รักใคร่ของประชาชน คำถามนี้ตอบได้ไม่ยากคือ ตำรวจต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน คือ ประการแรก เปลี่ยนที่ตำรวจ คือ 1.สร้างจิตสำนึกในการให้บริการ หรือมีจิตใจในการให้บริการที่ดี ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีความขยันอดทน

2.ตำรวจต้องเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เรียกร้องหรือเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนหรือผู้กระทำผิดกฎหมาย 3.ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เที่ยงธรรม บังคับใช้กฎหมายกับประชาชนทุกหมู่เหล่าด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และ 4.ตำรวจต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องหมั่นพัฒนาตนเองและหน่วยงาน

คำถามที่สองที่ตำรวจจะต้องตอบให้ได้คือ : ทำอย่างไรข้าราชการตำรวจจึงจะมีความสุขกับภารกิจ "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" ทั้งนี้ "ดัชนีความสุขตำรวจไทย" ที่อยู่ในระดับต่ำ สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยสำคัญคือ 1.คุณภาพชีวิต เช่น ไม่มีเวลาพักผ่อนตามมาตรฐานการทำงาน สวัสดิการที่พักอาศัยไม่เพียงพอ 2.รายได้ไม่เหมาะสมกับงานที่เสี่ยงต่อการแสวงหาประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรม และต่ำกว่าเป้าในการกวาดล้างอาชญากรรม และไม่มีสิทธิในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครอบครัว 3.การปกครองที่ไม่มีความเป็นธรรมจาก ผู้บังคับบัญชา และ 4.ความภาคภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมีในปัจจุบัน ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด ที่ใด ต้องรู้สึกถึงความมีศักดิ์ศรีในสังคมตำรวจ

พ.ต.อ.เชิงรณ ระบุด้วยว่า ปัญหาต่างๆ คือสิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนในการปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยการแก้ปัญหาจะต้องแก้ไขระบบการบริหารงานบุคคลของตำรวจก่อน เพราะความทุกข์อันดับต้นๆ ของตำรวจ โดยเฉพาะระดับสัญญาบัตรก็คือ การไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย การแต่งตั้งจะต้องเน้นการวัดความรู้ความสามารถของคน เช่น การสอบ การดูผลการปฏิบัติงาน การแสดงวิสัยทัศน์ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งของตำรวจต้องกำหนดกรอบ ไม่ใช่ให้ใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา เพราะทำให้เกิดปัญหาว่าคนที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นคนมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงหรือไม่ และความรู้ความสามารถที่ว่านั้นเป็นความรู้ความสามารถในการทำงาน หรือเป็นความรู้ความสามารถในการทำให้ตัวเองได้เลื่อนตำแหน่ง เมื่อตำรวจที่ "ไร้ความสามารถ" ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จึงทำให้ตำรวจที่ "มีความสามารถ" แต่ไม่ได้รับการพิจารณา เกิดความท้อแท้ ท้อถอย และไม่มีความสุขในการทำงาน

นอกจากนี้ ยังต้องแก้ไขค่านิยมของตำรวจ ให้เชื่อว่าเกียรติและศักดิ์ศรีคือความสุขที่แท้จริง เมื่อทำดีได้ดีมีแน่ ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เพราะผู้บังคับบัญชามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อทัศนคติและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งในเรื่องการครองตน ครองคน และครองงานมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ต้องทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจเพียงบางกลุ่มบางพวก และเลือกสนับสนุนเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ตนเองมีความสนิทสนมหรือผูกพันด้วยเท่านั้น จึงทำให้ตำรวจดีๆ แต่ไม่มี "นาย" ซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศนี้ ขาดโอกาสในการเจริญก้าวหน้า ขาดสมาธิและเวลาที่ควรจะมีในการทำงานเพื่อประชาชน

"ทุกวันนี้ตำรวจเซ็งมากกับปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย ปัญหานี้ทำให้ตำรวจรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าจะปฏิรูปต้องแก้ไขตรงนี้ก่อน รัฐบาลและการเมืองต้องไม่แทรกแซง ไม่เช่นนั้นปัญหาก็ไม่จบ การซื้อขายตำแหน่งยังดำเนินต่อไป วันนี้พนักงานสอบสวนพยายามไปสอบเป็นอัยการหรือผู้พิพากษา พวกเขาบอกตรงกันว่าเป็นอัยการผู้พิพากษามีศักดิ์ศรีมากกว่า เลื่อนขั้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ค่าตอบแทนยังสมกับหน้าที่การงาน ไม่ต้องไปหาเศษหาเลยกับเงินนอกระบบ คนดีๆ เก่งๆ จึงไปอยู่หน่วยงานอื่นหมด" พ.ต.อ.เชิงรณ กล่าวพ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญวิทยาและ การบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัย รัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า ถึงแม้ว่าประธานคณะกรรมการฯ คือ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. จะเป็นทหาร แต่อยากให้มองที่ปลายทางของการปฏิรูปเป็นสำคัญ ที่ต้องตอบโจทย์สิ่งที่ประชาชนคาดหวังให้ได้ คือการเป็นตำรวจมืออาชีพอยู่ในหัวใจของประชาชน มีความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย

ข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนของ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ เห็นว่าคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในการประชุมวาระเพื่อแต่งตั้งหรือโยกย้าย ไม่เช่นนั้นหากนักการเมืองเข้ามาควบคุมหรือแทรกแซงกลไกของตำรวจ ตำรวจก็จะกลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนที่ผ่านๆ มา ฝ่ายการเมืองควรกำหนดนโยบาย แต่ไม่ควรเข้ามาควบคุมการใช้อำนาจตามกฎหมายของตำรวจ

"ตำรวจไทยมีต้นแบบมาจาก ตำรวจประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมเป็นการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ แต่ปัจจุบันนี้ตำรวจอังกฤษได้กระจายอำนาจไปแล้ว เพราะคิดว่าสามารถตอบโจทย์ ของประชาชนในท้องถิ่นได้ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการประชาชนในท้องถิ่นนั้น ในขณะที่เมืองไทยเองแม้ผ่านมาแล้ว กว่า 100 ปี ตำรวจก็ยังรวมศูนย์อยู่เช่นเดิม" พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าว

คอลัมน์ คอรัปเตอร์: โวแก้เขาหัวโล้นจ่อดันพันธบัตร - พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อเร็วๆ นี้จัดเสวนาเรื่อง"พันธบัตรป่าไม้ เครื่องมือเศรษฐกิจสู่ป่า 40%" ถือว่าน่าสนใจทีเดียว"จงคล้าย วรพงศธร" รองอธิบดีกรมป่าไม้ แย้มว่า กลไกพันธบัตรป่าไม้เป็นการออกพันธบัตรเงินกู้เพื่อระดมทุนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจการเงิน...

เพื่อปลูกป่าเศรษฐกิจกึ่งป่าอนุรักษ์ !?

โดยการปลูกป่าในส่วนของป่าเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจที่มีผลกำไร ทำให้การปลูกป่าเศรษฐกิจสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์...

ที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ !!

และเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาเขาหัวโล้นในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดสามารถเปลี่ยนอาชีพมาหารายได้จากการปลูกป่าและดูแลป่า ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ลงทุนในพันธบัตรป่าไม้จะมีรายได้...

จากการขายไม้ตามระยะเวลาการตัด !?

"อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา" ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม TDRI แย้มว่า ประเทศไทยต้องมีความชัดเจนว่าจะให้ใครเป็นผู้ขายพันธบัตรป่าไม้ ซึ่งควรจัดตั้งกองทุนเพื่อขายพันธบัตรป่าไม้ในการลงทุนขึ้นมาเฉพาะ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการ...

อย่างเป็นระบบและโปร่งใส !!

พัฒนากลไกนำไปสู่การฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทของประเทศ ซึ่งกลไกพันธบัตรป่าไม้จะเป็นกลไกทางการคลังทำหน้าที่เชื่อมโยงปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปลูกป่าไม้รูปแบบป่าเศรษฐกิจกึ่งป่าอนุรักษ์ โดยจะเสนอให้รัฐบาลเร่งออกนโยบายสนับสนุนพันธบัตรป่าไม้ต่อไป

ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องติดตามกันยาวๆ...!!!

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ข้อสังเกตบางประการ ต่อกม.รณรงค์ต้านทุจริต - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ธิปไตร แสละวงศ์

นักวิจัยอาวุโสสถาบันวิจัยเพือการพัฒนาประเทศไทย (TDRI

ช่วงนี้หน่วยงานเอกชนหรือประชาชนในหลายพื้นที่มักได้รับการเชิญจากหน่วยงานราชการให้ไปเสนอความเห็นต่อร่างกฎหมายต่างๆ อยู่หลายครั้ง เนื่องจากเป็นช่วงเร่งเสนอร่างกฎหมายให้ออกมาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เช่นเดียวกับผู้เขียนซึ่งได้รับเชิญโดยสำนักงาน ป.ป.ท. ไปร่วมรับฟังการเสนอความเห็นต่อร่างกฎหมายว่าด้วยการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต (ชื่อทางการคือ ร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ) เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2560 (อ่านได้ที่ ilaw.or.th)

กฎหมายดังกล่าวมีที่มาจากมาตรา 63 ของ รธน.ฉบับปัจจุบันที่กำหนดให้รัฐต้องให้ความรู้ประชาชนถึง "อันตราย" ของการทุจริต และจัดหามาตรการป้องกันและกำจัดปัญหานี้อย่างเข้มงวด รวมถึงให้ประชาชนมีส่วนร่วมรณรงค์ให้ความรู้และแจ้งเบาะแสทุจริต

แม้จะมีคำถามเล็กๆ ว่าเราจำเป็นต้องมีกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่น อีกฉบับหนึ่งหรือไม่ แต่เมื่อสำนักงาน ป.ป.ท. ได้ลงแรงและงบประมาณ

จัดทำร่างกฎหมายนี้ขึ้นมาแล้ว ผู้เขียนจึงขอรวบรวมข้อสังเกตสักสามเรื่องมาเผยแพร่เพื่อ "ทด" เอาไว้ให้สาธารณะได้รับรู้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวควรปรับปรุงเนื้อหาหรือต้องพึงระวังเรื่องใดในการบังคับใช้ เพื่อไม่ให้เป็นกฎหมายอีกฉบับที่กลายเป็นภาระแก่สาธารณะมากกว่าประโยชน์

เรื่องแรกคือเรื่องการปรับปรุงมาตรการสร้างแรงจูงใจในการแจ้งเบาะแสทุจริต ซึ่งควรจะเป็นหัวใจหลักของกฎหมายฉบับนี้ โดยการดำเนินการในอนาคตจำเป็นต้องมีเครื่องมือ หรือกลไกที่ทำให้คนอยากแจ้งเบาะแสการทุจริต ได้แก่

หนึ่ง มีการรายงานความคืบหน้าของการตรวจสอบเรื่องทุจริตที่รวดเร็วหรือถี่มากขึ้น เพื่อให้คนแจ้งเบาะแสทราบ ยกตัวอย่างเช่น หากท่านผู้อ่านแจ้งทุจริตหรือร้องเรียนเรื่องต่างๆ ไปที่ภาครัฐสักครั้งสองครั้ง แต่เห็นว่าไม่มีความคืบหน้าอย่างไร ท่านก็คงไม่อยากจะแจ้งเบาะแสอีก

และสอง ขอข้อมูลส่วนตัวของผู้แจ้งเบาะแสให้น้อยที่สุด อาทิ เลขบัตรประชาชน ในมุมมองของประชาชน ผู้เขียนเห็นว่า หน่วยงานตรวจสอบทุจริตน่าจะพิจารณาถึงคุณภาพเบาะแสที่ได้มากกว่าพิจารณาว่าผู้แจ้งเป็นใคร การมีเบาะแสมากขึ้นอาจจะช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบทุจริตแยกแยะได้ว่าข้อมูลใดเท็จหรือมีมูล แต่หากภาครัฐต้องการข้อมูลที่ครบถ้วนอันเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ ก็น่าจะมีการจัดระบบแนะนำคนทั่วไปถึงแนวทางการรวบรวมข้อมูลและการให้เบาะแสที่ชัดเจน

นอกจากนี้ เมื่อมีการรับเรื่องร้องเรียนทุจริต ก็ควรมีการเปิดเผยสถิติให้ประชาชนได้ทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแสดงให้ประชาชนรู้ว่าปัญหาทุจริตรุนแรงมากเพียงใด ในประเด็นและในพื้นที่ใดบ้าง

เรื่องที่สองคือร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ ป.ป.ท. รับรอง "เครือข่ายการต่อต้านการทุจริตภาคประชาชน" หากกฎหมายที่ออกมายังกำหนดหน้าที่นี้ให้ ป.ป.ท. จะเป็นการเพิ่มภาระงานและงบประมาณให้กับ ป.ป.ท. โดยไม่จำเป็น และอาจเป็นการลดประสิทธิภาพการตรวจสอบทุจริตลง นอกจากนี้ก็ยังเกิดคำถามว่า ป.ป.ท. จะไปตรวจสอบอย่างไรว่าประชาชนกลุ่มใดเป็น "ของแท้" หรือ "ของเทียม" ผู้เขียนจึงเห็นว่า ป.ป.ท. หรือหน่วยงานตรวจสอบทุจริตใดก็แล้วแต่ไม่ควรมีหน้าที่รับรองกลุ่มประชาชนใดๆ

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องการจัดตั้งและบริหารกองทุน โดยร่างกฎหมายเสนอให้มีการจัดตั้ง "กองทุนรณรงค์ต่อต้านการทุจริต" และให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุน ซึ่งกรรมการส่วนใหญ่มาจากภาครัฐ ผู้อ่านหลายท่านคงมีคำถามถึงเหตุผลและความจำเป็นในการมีกองทุนขึ้นมา ในเรื่องนี้อาจสืบเนื่องมาจากงานวิจัยหลายชิ้น ที่ชี้ว่าหน่วยงานตรวจสอบทุจริตมี ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับภาระงานการตรวจสอบทุจริต และยังต้องพึ่งพางบจากรัฐบาล อีกทั้งการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสก็เป็นงานที่ต้องให้งบประมาณสูงเนื่องจากเป็นงานที่มีความเสี่ยงต่างๆ

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ถึงแม้การรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็คงไม่จำเป็นถึงขั้นต้องตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ นอกจากนี้ เรื่องเงินเรื่องทองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งหน่วยงานรัฐคงทราบดี การบริหารจัดการจึงต้องโปร่งใสและมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเป็นกองทุนของหน่วยงานตรวจสอบทุจริตเอง จึงต้องระวังไม่ให้เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนให้หน่วยงานที่ถูกตรวจสอบอื่นๆ อ้างได้ว่า แม้แต่หน่วยงานตรวจสอบทุจริตก็ยังไม่โปร่งใสเสียเอง

คอลัมน์ ประชาไท ธนณรงค์: ประเทศส่วย - แนวหน้า ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

prachatai.t@gmail.com

ผมว่านายกฯลุงตู่ก็คงไม่สบายใจนักที่ ณ เวลานี้ ประเทศไทยถูกปกคลุมด้วยข่าว"ส่วย" อันถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับรัฐบาลนายกฯลุงตู่

การยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 เหตุผลหนึ่งข้อในหลายข้อคือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ของนักการเมือง ทั้งคอร์รัปชั่นส่วนตัวและคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ทหารเลยจะเข้ามาแก้ปัญหาผ่านไปไม่ถึง 3 ปีดี เรื่องคอร์รัปชั่นที่มาในรูปแบบต่างๆ ผุดเป็นดอกเห็ด เวลานักข่าวไปถามนายกฯมันเป็นเหตุที่ทำให้อารมณ์เสียตลอด

ส่วยในโรงเรียนรัฐบาลชื่อดัง ป่านนี้ยัง สอบไม่เสร็จ ว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยจริงหรือไม่ กำลังพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้อำนวยการโรงเรียนอยู่

ผมว่าเงินแป๊ะเจี๊ยะหรือเงินใต้โต๊ะ มีมาตลอดครับ มีมานานแล้วทั้งโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน อย่าปฏิเสธกันเลย เวลาจ่ายแป๊ะเจี๊ยะก็จะเป็นรูปแบบแตกต่างกันไป ส่วนจ่ายแล้วโรงเรียนได้หรือไปเข้ากระเป๋าใคร อันนี้ คนจ่ายไม่ทราบ

ขออย่างเดียวว่าจ่ายแล้วลูกได้เข้าเรียนเป็นพอต่อมาส่วยในวัดที่เรียกกันว่าเงินทอนไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าขนาดในรั้ววัดแท้ๆ ยังมีคนกล้าทุจริตคอร์รัปชั่น กล้าบอกตรงๆ กับพระว่าจะเอาเงินทอน แสดงว่าคนนั้นย่อมไม่ธรรมดา คือกล้าทำบาปต่อหน้า พระสงฆ์องค์เจ้า เขาเรียกว่าหากไม่กลัวบาป คนคนนั้นก็สามารถทำผิดได้ตลอดเวลา

เรื่องนี้ผมยังไม่เห็นคนในรัฐบาลขึงขังเท่าไหร่ โดยเฉพาะนายกฯลุงตู่ ยังไม่มีอารมณ์ว่ามันควรจะมี คณะกรรมการพิเศษขึ้นมาดำเนินการแก้ปัญหาหรือไม่ เพราะมันเรื่องใหญ่มาก แต่กลับปล่อยให้ดำเนินการตามขั้นตอนปกติ

และดูเหมือนสำนักพุทธฯเองจะช้ามาก!!อีกเรื่องที่ร้อนเขย่ารัฐบาลลุงตู่คือ ส่วยแรงงาน นี่ไปๆ มาๆ ปัญหาไอยูยู หรือการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ต้นสายปลายเหตุมาจาก "ส่วยแรงงงาน" นี่เองเพราะกว่าจะมีการค้ามนุษย์ ใช้แรงงานต่างด้าวเยี่ยงทาส มันต้องมีการทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ มาก่อน ซึ่งก็ใช่ตามที่ว่า

มีขบวนการที่เจ้าหน้าที่พากันรีดส่วยแรงงานต่างด้าว ส่วนจะเป็นหน่วยไหนให้นายกฯลุงตู่ไป ตรวจสอบเอานะครับ เพราะมีไม่กี่หน่วยที่เกี่ยวข้อง

อย่างการนำแรงงานที่ผิดกฎหมายเข้ามา ผ่าน กี่ด่านกว่าจะถึงกรุงเทพฯ ก็ต้องจ่ายเงินจ่ายทอง แม้นแรงงานต่างด้าวจะแอบมาในรถขนผัก ตู้คอนเทนเนอร์ รถกระบะ หรือรถตู้ก็ตาม ไม่มีทางลอดหูลอดตาเจ้าหน้าที่ไปได้

พอมาแล้วก็เอาแรงงานเถื่อนเหล่านี้ไปพักไว้ที่ พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี รอให้นายหน้าไปติดต่อโรงงานแต่ละแห่ง พอได้ตัวเลขและราคาค่าหัวแล้ว ก็จะนำแรงงาน เหล่านี้ไปส่งมอบ

ถามว่าเจ้าหน้าที่ทราบไหม ทราบครับ แต่ทางสะดวกเพราะมันมี "ส่วย" ยังไงละ

ขณะที่แรงงานถูกกฎหมายนำเข้าผ่าน เอ็มโอยู ยังต้องจ่ายส่วยเพราะถ้าไม่ยังงั้นการไปขอนำเข้าแรงงานจากเจ้าหน้าที่ก็จะถูกดองเป็นเดือน แต่ถ้าจ่าย อาทิตย์เดียว ก็เรียบร้อย

นี่คือตัวอย่างบางตอนที่ตอนนี้ประเทศไทยถูกปกคลุมไปด้วยส่วย หากนายกฯลุงตู่จะคิดแก้ปัญหา จะทำแค่ปฏิรูปคงไม่ทันการ ต้องปฏิวัติอย่างเดียวครับ

คอลัมน์ Thinking for Thailand 4.0: ปัญหาคอร์รัปชัน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เกรียงไกร กาญจนะโภคินผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน)

รัฐบาลยุคนี้กำลังพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคThailand 4.0 ตามชื่อคอลัมน์นี้เลยครับ ภาพที่เห็นชัดสุดคือการลงทุนด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการกำหนดทิศทางของการใช้นวัตกรรมมากขึ้นคือการหนีจากกับดักรายได้ปานกลางที่เราอยู่ตรงนี้มาช้านานแล้วครับ

เราเห็นการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจทางภาคตะวันออก (อีอีซี)ที่ต่อยอดจากแหลมฉบัง และมาบตาพุด การขนส่งระบบรางจากกรุงเทพสู่ภูมิภาค หรือแม้กระทั่งเมืองใหญ่อย่างภูเก็ตก็เริ่มก่อสร้างแล้ว แต่การก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ต่อไปได้คงไม่ได้หยุดแค่การพัฒนาวัตถุเท่านั้น เราต้องพัฒนาคนด้วย ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าหน่วยงานต่างๆล้วนมีปัญหากับเรื่องคอร์รัปชัน ซึ่งเมื่อก่อนอยู่แค่ในบางวงการเท่านั้นแต่วันนี้มันเริ่มขยายตัวมากขึ้นและเราต้องหามาตรการทำให้คอร์รัปชันหมดไป

การคอร์รัปชันเริ่มต้นมาจากสังคมที่มีวัตถุนิยมมากกว่าคุณค่านิยม เราจะดูคนที่เปลือกนอก ยิ่งเมื่อมีโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นสังคมแห่งการโอ้อวดก็ยิ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อก่อนเราแค่อวดแบรนด์ที่ใช้หรือใส่เท่านั้น แต่วันนี้เราอวดแม้กระทั่งอาหารที่กินว่าฉันดื่มไวน์ยี่ห้อดัง หรือได้ทานอาหารในร้านหรู อวดกันว่าฉันได้ท่องเที่ยว และนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสทุกอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เรากลายเป็นสังคมวัตถุนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

เราไม่ได้แค่อยากมีเหมือนคนอื่นเขาแล้ว แต่เราอยากอวดเหมือนคนอื่นด้วย ทีนี้พอไม่มีก็ดิ้นรนกันเข้าไปเพื่อให้มี ถ้าแลกมาด้วยการทำงานหนัก หรือแลกมาด้วยฝีไม้ลายมือก็แบบหนึ่ง แต่การใช้แรงแลกมาด้วยการทำงานหนักมันเหนื่อยและใช้เวลา การได้ซึ่งความเก่งความฉลาดก็ไม่แน่ว่าเราจะเก่งพอที่จะได้มาซึ่งเงินตราหรือเปล่า ความอยากมีอยากได้มันเข้ามาครอบงำ จนในที่สุดการหาเงินด้วยวิธีมักง่ายก็เริ่มขึ้น

วันนี้เราจึงพบเห็นเน็ตไอดอลแต่งตัวยั่วยวน หรือเอาตัวเข้าแลกเพื่อได้เงินไปซื้อของ และท่องเที่ยวอย่างที่คนอื่นทำการเอางานอื่นมาทำในเวลางานก็ถือว่าเป็นการคอรั์ปชัน หรือการเริ่มโกงเงินบริษัทเท่าที่พอมีช่องทาง จากทีละเล็ก ทีละน้อยจนเกิดความเคยชินก็เริ่มหาช่องทางโกงทีละเยอะๆ คอร์รัปชันไม่มีเพศไม่มีอายุ

วันนี้ผมเห็นพฤติกรรมการคอร์รัปชันทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่อายุยังน้อย เรียกว่าจบมาใหม่ก็โกงเลย เราจับได้ก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร เดินออกไปจากบริษัทแล้วก็ไปสมัครงานใหม่ ทำงานที่ใหม่สักพักก็โกงเงินบริษัทอีก จนจับได้แล้วก็ออกไปอีก คนเราต่อให้โกงเก่งขนาดไหนก็ต้องมีร่องรอยครับ สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือการใช้ชีวิตที่ไม่สมกับรายได้ บางคนได้เงินเดือน 3 หมื่นแต่มีเงินซื้อกระเป๋าใบละเป็นแสนแค่นี้ก็บอกชัดเจนแล้วว่ามันพิเศษอย่างไร

ทีนี้เราจะจัดการคอรั์ปชันกันอย่างไรดี...ผมเสนอให้มีหน่วยงานแบบ "เครดิตบูโร" ขึ้นมาใครคอร์รัปชันต้องเข้าไปอยู่ในรายชื่อของหน่วยงานนี้ เมื่อจะรับพนักงานใหม่เข้ามาก็ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติก่อน วิธีแบบนี้เป็นการลงโทษที่ดีที่สุดเพราะเขาจะรู้ว่าผลของการกระทำจะถูกบันทึกไว้ตลอดไป แต่วิธีที่จะแก้ปัญหานี้ให้หมดไปได้อย่างเด็ดขาดจริงๆคือการสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยตั้งแต่เด็กๆ

คอลัมน์ เวิลด์มอนิเตอร์: บุกค้นสายการบิน "โคเรียนแอร์" - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

โซล (รอยเตอร์ส) - ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่ ของสายการบินโคเรียนแอร์ ธุรกิจในเครือของฮันจิน กรุ๊ป หนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ หรือแชโบล เพื่อสอบสวนกรณี โชยางโฮ ประธานฮันจิน กรุ๊ป ทุจริตเงินกองทุนบริษัทเพื่อนำไปใช้ตกแต่งบ้านพักส่วนตัวและสร้างโรงแรมใหม่ใกล้สนามบินอินชอน ช่วงเดือน พ.ค. 2013-ส.ค. 2014 โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าว นับเป็นการสืบสวนแชโบลครั้งแรกนับตั้งแต่ประธานาธิบดีมุนแจอิน ซึ่งให้คำมั่นจะดำเนินการปฏิรูปแชโบล ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำ ประเทศ