You are here

CG and corruptions News - 12 July 2017

ทุ่ม1.8แสนล.เร่งรถไฟ-ซื้อเครื่องบินฝึก - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ศาลปค.นัดพิจารณาคดีใหม่ปม'ศิโรตม์' - เดลินิวส์

สอบ4ตร.'เงินสินน้ำใจ'ด่านตม.สะเดา - คม ชัด ลึก

ตั้งใหม่สอบ9ร.ร.พระปริยัติจ่อค้นอีก27แห่งเงินทอนวัด - มติชน

คอลัมน์ คำให้การพยานปากเอก: เก้าอี้ 3 แสนบาท ที่'ไทยพีบีเอส' - สยามรัฐ

เดลินิวส์: ข้อครหาจัดซื้อยุทโธปกรณ์ - เดลินิวส์

ไทยรัฐ: ช่องโหว่การโกงเงินวัด - ไทยรัฐ

Bangkok Post: Police reform a vital task - BANGKOK POST

คอลัมน์ มองผ่าน'ข้อมูล': 'ปฏิรูปตำรวจ' ในทรรศนะของประชาชน - สยามรัฐ

ทุ่ม1.8แสนล.เร่งรถไฟ-ซื้อเครื่องบินฝึก - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน 360 - ครม. เห็นชอบโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-โคราช วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท ร.ฟ.ท. เตรียมจ้างตรง กรมทางหลวง ตอกเข็ม 3.5 กม.แรก เดือนต.ค.นี้ "บิ๊กตู่" ย้ำไทยได้ประโยชน์จากโครงการเต็มที่ พร้อมแจงความจำเป็นซื้อเครื่องบินขับไล่ขั้นต้นแบบ T-50 TH ด้าน "บิ๊กป้อม" ยันโครงการโปร่งใสไร้ครหา แก้ต่างทหารไม่ได้ทำรัฐประหาร เพียงปรามไม่ให้คนทะเลาะกัน ลั่นชัดรัฐประหารไม่มีวันหมด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากประชาชนเรียกร้อง ทหารก็ต้องออกมา

ผู้จัดการรายวัน360 - นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (11 ก.ค.) ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย ตอนที่ 1 จากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. กรอบวงเงินลงทุน 179,413 ล้านบาท โดยผลการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 19 เมื่อวันที่ 5-7 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ตกลงค่าจ้างที่ปรึกษาออกแบบที่ 1,706 ล้านบาท ต่ำกว่ากรอบที่กำหนดไว้ 1,824 ล้านบาท โดยจะเสนอร่างสัญญาการออกแบบ หรือสัญญา 2.1 ต่อ ครม. จากนั้นจะมีการลงนามว่าจ้างจีนในการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 15-17 ส.ค.60 ในขณะเดียวกันจะเร่งเจรจาในส่วนของสัญญาจ้างที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้าง หรือสัญญา 2.2 ซึ่งคาดว่าจะลงนามได้ในต้นเดือนก.ย.60 เพื่อนำไปสู่การก่อสร้างตอนแรก ระยะทาง 3.5 กม.

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะเจ้าของโครงการจะว่าจ้าง กรมทางหลวง (ทล.) ในรูปแบบหน่วยงานรัฐต่อรัฐ เพื่อให้ก่อสร้างงานโยธาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างตอนกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. วงเงิน 425 ล้านบาท ในเดือนต.ค.60 ส่วนตอนที่ 2 ปากช่อง-คลองขนานจิตร 11 กม., ตอนที่ 3 แก่งคอย-นครราชสีมา 119.5 กม. และตอนที่ 4 แก่งคอย-บางซื่อ 119 กม. จะเปิดให้มีการประมูลก่อสร้างตามปกติ โดยได้เร่งรัดให้จีนส่งแบบอย่างต่อเนื่องภายใน 4 เดือน

"บิ๊กตู่" แจงไทยได้ประโยชน์รถไฟไทย-จีน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ -หนองคายเป็นโครงการที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำในเรื่องความเชื่อมโยงทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญคือเราจำเป็นต้องพัฒนาการขนส่งทางรางซึ่งเดิมมีรถไฟธรรมดาอย่างเดียว โดยต้องดูว่าเส้นทางใดที่มีความจำเป็นจะต้องใช้รถไฟความเร็วสูง และจะเชื่อมโยงกันได้หรือไม่ จากนั้นต้องนำมาพิจารณาว่าจะใช้วิธีการใดระหว่างประมูล หรือร่วมมือ ซึ่งต้องย้อนกลับไปถึงรัฐบาลชุดที่ผ่านมาซึ่งตกลงกันว่าเป็นความร่วมมือไทย-จีน โดยตนได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีจีนซึ่งได้ขอให้มีบริษัทจากจีนมาบริหารในประเทศไทย แต่เราตอบกลับว่า ขอทำเองเพราะเกรงการผูกขาด โดยเราเอาเทคโนโลยีของเขามาร่วมก่อสร้าง และใช้ส่วนประกอบของประเทศไทยให้มากที่สุด รวมถึงส่งคนไทยไปเรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากจีน และให้เขามาสอนเพื่อเราจะได้ควบคุมเองในอนาคต วันนี้เราไม่ได้ให้เขาสักอย่างซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้ตกลงกันแล้ว ทำให้เราจะได้ประโยชน์ในวันข้างหน้าอย่างเต็มที่

ยันไม่ได้เทงบฯ ด้านอาวุธอย่างเดียว

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ T-50 TH ระยะที่ 2 จำนวน 8 เครื่อง ของกองทัพอากาศ วงเงินประมาณ 8.8 พันล้านบาท ผูกพันงบประมาณ 3 ปีว่า โครงการดังกล่าวยังได้อนุมัติมาตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 59 ซึ่งขอให้เห็นใจนักบินที่ต้องฝึกบินด้วย เพราะนักบินใช้เครื่องบิน L-39 ซึ่งไอพ่นหมดอายุแล้ว หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาย่อมจะส่งผลเสียมากกว่าเดิม ส่วนวิธีการจัดซื้อมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจึงได้จัดซื้อมาจากเกาหลีใต้ ทำให้เห็นว่าเราไม่ได้มีการผูกมัดกับใครทั้งสิ้น ส่วนเรื่องทุจริตหรือไม่ขอให้ตรวจสอบเอาดู

"ขอให้เข้าใจตรงกันว่า รัฐบาลไม่ได้นำงบประมาณไปกระจุกตัวอยู่เพียงเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างที่พูดถึง เพราะยังมีการอนุมัติงบประมาณในภาคเกษตรเฉลี่ย 2-3 หมื่นล้านบาทต่อสัปดาห์ เพราะงบประมาณของภาคส่วนใดก็เป็นของส่วนนั้น ไม่มีการนำมาแทนที่กันและกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในตอนท้าย

"บิ๊กป้อม" ย้ำซื้อเครื่องบินโปร่งใส

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ T-50 TH ระยะที่ 2 จำนวน 8 เครื่อง ว่า เป็นโครงการที่ ที่ประชุม ครม. อนุมัติมาตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.59 โดยการจัดซื้อครั้งนี้เป็นการจัดซื้อในระยะที่ 2 ซึ่งการจัดซื้อระยะแรกได้จัดซื้อไปแล้ว 4 ลำ ส่วนระยะที่ 2 อีก 8 ลำ และระยะที่ 3 อีก 4 ลำ จึงจะครบฝูงบินทั้งหมด 16 ลำ ส่วนงบประมาณนั้นกองทัพอากาศได้จัดเตรียมไว้แล้ว

สำหรับเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ T-50 TH นั้นเป็นเครื่องบินฝึกที่จะเข้ามาประจำการทดแทนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 1 หรือ L-39 ZA/ART ของกองทัพอากาศ ที่มีการใช้งานมานานกว่า 20 ปี โดยขอยืนยันว่าการจัดซื้อครั้งนี้มีความโปร่งใส และเป็นการซื้อลักษณะรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) อีกทั้งเหล่าทัพยังเป็นผู้จัดซื้อด้วย

ไม่รับปากอนาคตไม่มีรัฐประหาร

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวข้อเรียกร้องจากนักการเมืองให้มีการปฏิรูปกองทัพว่า กองทัพมีการปฏิรูปตนเองมาโดยตลอด ทั้งยังมีการปฏิรูปในทุกๆ เรื่อง เมื่อถามว่าการปฏิรูปกองทัพเป็นเพียงแค่เทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เพื่อไม่ให้มีการทำรัฐประหารหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า การทำรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาไม่ได้เรียกว่าเป็นรัฐประหาร เพราะเป็นเพียงการแยกไม่ให้คนทะเลาะกันเท่านั้น ทหารไม่ได้มีเจตนาปฏิวัติ ซึ่งตนคิดว่าทหารยุคนี้ไม่มีใครทำแล้ว

เมื่อถามว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพที่ทำให้ทหารไม่มายุ่งกับการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ทหารไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองซึ่งเมื่อได้เกี่ยวกันไปแล้วก็จะเลิกหลังจากเลือกตั้งก็จบ เมื่อถามย้ำว่าพูดได้หรือไม่ว่าต่อไปจะไม่มีการรัฐประหาร พล.อ.ประวิตร ตอบว่า "จะพูดได้อย่างไร เราก็ไม่รู้ แล้วแต่สถานการณ์ หากประชาชนเขาเรียกร้องเหมือนครั้งที่แล้ว ทหารก็ต้องออกมา".

ศาลปค.นัดพิจารณาคดีใหม่ปม'ศิโรตม์' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ ศาลปกครองกลางนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ในคดีที่นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ฟ้องปลัดกระทรวงการคลัง กรณีถูกลงโทษปลดออกจากราชการ สืบเนื่องจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายศิโรตม์ กับพวก กรณีไม่เรียกเก็บภาษีเงินได้จากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่รับโอนหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 738 ล้านบาท จาก น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี ผู้ถือหุ้นแทนคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยานายทักษิณ ชินวัตร โดยก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งปลดออกจากราชการ และคืนสิทธิประโยชน์แก่นายศิโรตม์ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าเป็นบุคคลภายนอกมีส่วนได้ส่วนเสีย และถูกกระทบจากคำพิพากษา แต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าวโดยเห็นว่าไม่ได้วินิจฉัยก้าวล่วงถึงกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. และไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการดำเนินการของ ป.ป.ช.

ประกอบกับไม่ปรากฏว่าการพิจารณาของศาลที่ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น เข้าหลักเกณฑ์ เงื่อนไขในการขอพิจารณาคดีใหม่ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง และศาล ปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองกลาง เป็นให้รับคำร้องของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปตามรูปคดี เนื่องจากเห็นว่ากรณีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงจากนายศิโรตม์ และพยานบุคคล รวมถึงพยานเอกสาร หลักฐาน จึงเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการชี้มูลความผิดมาตั้งแต่ต้น จึงมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย หรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งคดีได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2549 ชี้มูลความผิดนายศิโรตม์ กับพวกทั้งทางอาญา และทางวินัยอย่างร้ายแรง.

สอบ4ตร.'เงินสินน้ำใจ'ด่านตม.สะเดา - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ต.อ.กฤษณะพัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีหนังสือพิมพ์ ตง ฮั้ว เย๊อะ เป้า, ซิงโจว เย๊อะเป้า, กวงหมิง เย๊อะเป้าและจงกั่วเป้า หนังสือพิมพ์ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ประเทศมาเลเซีย ไม่ต่ำกว่า 10 ฉบับ ได้พาดหัวข่าวการเก็บเงิน "สินน้ำใจ" ด่านตรวจคนเข้าเมือง อ.สะเดา จ.สงขลา คนละ 2 ริงกิต หรือ 20 บาทไทย หรือมากกว่านั้น โดยให้แนบกับหนังสือเดินทางแลกกับตราประทับเข้าประเทศว่า เรื่องนี้ได้รับรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เบื้องต้นได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายแต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ โดย ตม.6 ได้ชี้แจงขั้นตอนการข้ามแดนเข้าออกประเทศว่าจะมีเวลาในการดำเนินการ เช่น ข้ามแดนเวลาปกติหรือนอกเหนือจากเวลาปกติ ซึ่งอัตราการเก็บก็จะแตกต่างกันออกไปและมีการออกใบเสร็จให้ตามระเบียบ

"ตม.6 ได้พยายามติดต่อบุคคลที่กล่าวอ้างถึงตำรวจที่เรียกรับเงินมาให้ถ้อยคำว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ส่วน ค่าสินน้ำใจไม่มีด่าน ตม.ไหนเก็บ แต่เมื่อมีร้องเรียนก็ต้องตรวจสอบ โดยเฉพาะช่วงนี้อยู่ในช่วงผ่อนปรน พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ซึ่งพล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.สั่งเด็ดขาดห้ามเรียกรับเงินไม่ว่ากรณีใดก็ตาม" พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าว

วันเดียวกัน พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.เจษฎา ใยสุ่น ผบก.ตม.6 ร่วมกันลงพื้นที่ ตม.สงขลา เพื่อตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่และหารือระดับผู้บริหาร โดยเตรียมนำระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติมาติดตั้งเพื่อเสริมประสิทธิภาพและตัดโอกาสเรียกรับผลประโยชน์ด้วย

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่บางนายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกนอกพื้นที่ พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวน หากการตรวจสอบพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรการของรัฐบาลจะถูกดำเนินการทางวินัยและทางอาญา สำหรับประเด็นการเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาเป็นการปฏิบัติตามกฎกระทรวง ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ สตม.ได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินซึ่งประชาชนบางส่วนอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ดังนั้นจึงได้สั่งการให้จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเข้าใจตรงกันของทุกฝ่าย

ตั้งใหม่สอบ9ร.ร.พระปริยัติจ่อค้นอีก27แห่งเงินทอนวัด - มติชน ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ปปป.สรุปสำนวนคดีเงินทอนวัดรอบสองกับกลุ่มผู้ต้องหาใหม่ จ่อลุยค้นอีก 27 วัดทั่วประเทศ ปัดถูกกดดันให้โอนสำนวนให้ พศ. ลำปางตั้ง กก.ชุดใหม่สอบ ร.ร.พระปริยัติ 9 แห่ง

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติ มิชอบ (ปปป.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. พร้อม พ.ต.อ.วรายุทธ สุขวัฒน์ รอง ผบก.ปปป. พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รอง ผบก.ปปป. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมสรุปสำนวนคดีทุจริตโกงเงินงบประมาณบูรณะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดหรือทุจริตเงินทอนวัดจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทั่วประเทศรอบสอง

พล.ต.ต.กมลกล่าวว่า เป็นการประชุมเพื่อสรุปสำนวนคดีเงินทอนวัดกลุ่มผู้ต้องหาใหม่ ซึ่ง ปปป.ตั้งเป้าหมายตรวจค้นทั้งหมด 27 วัดทั่วประเทศ ขอให้มั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อหาตัวผู้กระทำผิด ส่วนการขยายผลเรื่องโกงเงินวัดจะประสานให้ พศ.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เมื่อพบผู้กระทำผิดก็จะส่งกลับมายัง ปปป. และยื่นสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป โดยจะเร่งสรุปให้เร็วที่สุด ส่วนความคืบหน้าต่างๆ ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด จนกว่าจะดำเนินการจนเสร็จสิ้นก่อน

พล.ต.ต.กมลกล่าวว่า สำหรับกลุ่มบุคคลกระทำผิดอยู่ใน พศ.ทั้งหมดเพราะเริ่มต้นจากที่นั่น และเชื่อมั่นว่า พศ.จะบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ขอย้ำว่าไม่ได้ถูกกดดันจากฝ่ายต่างๆ จนต้องโอนคดีให้ทาง พศ.ไปตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ทาง ปปป. เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลจัดการก็สามารถตรวจสอบต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ปปป.ยังมีคดีอื่นๆ เกี่ยวกับการทุจริตที่ต้องตรวจสอบอีกจำนวนมาก

ด้านนายบุญเลิศ โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ลำปาง เปิดเผยว่า ตามที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ พศ. สั่งให้ตรวจสอบยอดนักเรียนของโรงเรียนพระปริยัติ หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีการแจ้งยอดนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติเกินจริงเพื่อหวังให้ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวจากรัฐมากขึ้นนั้น ทางผู้อำนวยการ พศ.มีคำสั่งลงมาในทุกจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะที่ จ.ลำปางเพียงจังหวัดเดียว เพื่อให้ตรวจสอบโรงเรียนพระปริยัติทุกแห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่

นายบุญเลิศกล่าวว่า หลังสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ลำปาง ได้รับคำสั่ง ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงขึ้นมา 1 ชุด เป็นคณะกรรมการชุดใหม่ นอกเหนือจากคณะกรรมการชุดสืบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตเงินทอนวัด ถือว่าเป็นคนละชุดกัน และ ทำหน้าที่สืบข้อเท็จจริงคนละเรื่องกัน โดยคณะกรรมการชุดใหม่จะมีหน้าที่เข้าไปสืบข้อเท็จจริงในเรื่องยอดตัวเลขนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติที่มีอยู่ใน จ.ลำปาง 9 แห่ง โดยจะตรวจสอบยอดว่าความเป็นจริงนักเรียนในปัจจุบันกับตัวเลขที่แจ้งยอดนั้นตรงกันหรือไม่ และต้องรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นของแต่ละโรงเรียนด้วย เมื่อทราบข้อมูลแล้วถึงจะสรุปได้ว่าใน จ.ลำปาง เกิดปัญหาแจ้งยอดนักเรียนในโรงเรียนพระปริยัติเกินจริงหรือไม่

คอลัมน์ คำให้การพยานปากเอก: เก้าอี้ 3 แสนบาท ที่'ไทยพีบีเอส' - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แก้วกานต์ กองโชค

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 คณะกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)ได้เปิดให้ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย คนใหม่ 2 คนสุดท้าย คือ นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเนชั่นบรอดคาสติ้ง คอเปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) และรศ.ดร.วิลาสินีพิพิธกุล อดีตรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ในสมัยของ นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ อดีต ผอ.ส.ส.ท. เข้าแสดงวิสัยทัศน์

โดยมี รศ.จุมพล รอดคำดี เป็นประธานกรรมการนโยบายฯส.ส.ท.

ผลปรากฏว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายมีมติเลือก "รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล" เป็น ผอ.ไทยพีบีเอสคนใหม่ด้วยคะแนน 2 ใน3 ของที่ประชุมจากคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.ที่เข้าจำนวน 7 คนคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.มีทั้งหมด 9 คน ประกอบด้วย1) รศ. จุมพล รอดคำดี ประธานกรรมการนโยบาย กรรมการนโยบายด้านการบริหารจัดการองค์กร 2) รศ.ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กรรมการนโยบายด้านการบริหารจัดการองค์กร 3) นางลดาวัลย์ บัวเอี่ยม กรรมการนโยบายด้านการบริหารจัดการองค์กร 4)นายพิเชฏฐ พัฒนโชติ กรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตยการพัฒนาชุมชนฯ 5) นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนฯ 6)รศ.ดร. วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนฯ 7) นายสุรพงษ์ กองจันทึก กรรมการนโยบายด้านส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนฯ 8)นายพิพัทธ์ ชนะสงคราม กรรมการนโยบายด้านกิจการสื่อสารมวลชน 9)นางสาวรุ่งมณี เมฆ โสภณกรรมการนโยบายด้านกิจการสื่อสารมวลชน

กรรมการ 2 คนที่ไม่ได้เข้าร่วมการสรรหาครั้งนี้คือ นายพิพัทธ์ ชนะสงคราม และรศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

เพราะผลการคัดเลือกได้รับการท้วงติงจากนักกฎหมายว่ากระบวนการสรรหาไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ปัจจุบัน รศ.ดร.วิลาสินี อายุ 52 ปี จะรับตำแหน่งต่อจากทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ซึ่งประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท.เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2560 เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีซื้อหุ้นกู้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด(มหาชน)

รศ.ดร.วิลาสินี เป็นนักวิชาการด้านสื่อและสตรีศึกษา และดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ ไทยพีบีเอส ระหว่างปี 2559-2560 ในยุคของนายกฤษดา เคยเป็น ผู้อำนวยการอาวุโส สสส.และรองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นั่นทำให้ชื่อของ "อดิศักดิ์ลิมปรุ่งพัฒนกิจ"อดีตผู้บริหารเครือเนชั่นถูกตีตกไป

รศ.ดร.ณรงค์ ให้เหตุผลการไม่เข้าร่วมประชุมว่า "ขั้นตอนการสรรหาไม่ถูกต้อง และคุณสมบัติของผู้สมัคร ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับคดีทั้ง 2 คน ซึ่งไม่น่าจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเข้ารับการสรรหา"

สำหรับนายพิพัทธ์ ได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการนโยบายเมื่อวันที่ 5 ก.ค.นี้ ขอให้ทบทวนและแก้ไขกระบวนการสรรหาโดยระบุว่า เหตุผลว่าการพิจารณากลั่นกรองไม่ถูกต้อง และให้ตรวจสอบประวัติของผู้สมัครสรรหา รวมทั้งต้องการขอความเห็นประกอบว่าควรให้คณะกรรมการสรรหาเสนอความเห็นประกอบผู้เข้ารับการสรรหาทุกคนที่ผ่านและไม่ผ่านการคัดเลือก สรุปความเห็นประกอบให้ชัดเจนในแต่ละคน

ประเด็นเรื่องกระบวนการสรรหาไม่ถูกต้อง ถูกตอกย้ำด้วยความคิดเห็นทางกฎหมายของ "แก้วสรร อติโพธิ" อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะกรรมการธรรมาภิบาลในองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยหรือไทยพีบีเอสได้ตอบข้อหารือของนายณรงค์เพ็ชรประเสริฐ กรรมการนโยบายถึงกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการไทยพีบีเอสโดยมีความเห็นว่า ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับเนื่องจาก

"ตามข้อบังคับของไทยพีบีเอสกำหนดให้คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่"กลั่นกรอง"ผู้สมควรรับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการนโยบาย โดยกำหนดว่าต้องมีการรับสมัครและเสนอชื่อได้ไม่เกิน 5 คน โดยข้อขังคับนี้ผู้สมัครทุกคนต้องมีสิทธิได้รับการกลั่นกรองจากคณะกรรมการสรรหาว่า ตัวเขาสมควรแก่ตำแหน่งหรือไม่ก่อน ซึ่งต้องเป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคลไปดังนั้นการที่คณะกรรมการสรรหาไปใช้วิธีโหวตให้กรรมการแต่ละคนเลือกมาสองคน แล้วเอาคะแนนที่แต่ละคนได้มารวมกัน จึงเป็นโหวต"คัดออก"หาใช่โหวตกลั่นกรองแต่อย่างใดไม่""ที่ถูกต้องนั้นคณะกรรมการสรรหาต้องตรวจสอบข้อมูลฟังวิสัยทัศน์แล้วโหวตเป็น รายบุคคลไปว่าจะรับรองผู้สมัครนั้นหรือไม่ หากผู้ใดได้คะแนนเกินเกณฑ์กำหนดเช่น กึ่งหนึ่งขึ้นไป ก็ถือว่าผ่านการกลั่นกรองให้เสนอชื่อได้ จากนั้นถ้าใน 7 คนที่สมัครมานี้ผ่านการกลั่นกรองมาเกิน 5 คน ตรงนี้จึงจะเป็นการโหวตตัดออก เช่น ให้ทุกคนเลือกมา 5 คนแล้วเอาคะแนนมารวมกันเรียงจากลำดับที่ 1 ถึง 5 ก็จะได้ผู้สมควรแก่ตำแหน่ง มาเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายโดยถูกต้องในที่สุด"

"แก้วสรร" ยังชี้ชัดลงไปอีกว่า "นี่เป็นปัญหาความถูกต้องจะใช้เสียงข้างมากมายุติไม่ได้"

ดูเหมือนว่า เก้าอี้เบอร์หนึ่งของไทยพีบีเอสที่มีผลตอบแทน 3 แสนบาทต่อเดือน...อาจจะไม่จบลงง่ายๆ

เดลินิวส์: ข้อครหาจัดซื้อยุทโธปกรณ์ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กว่า 3 ปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ยึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศแทนนักการเมือง มิอาจปฏิเสธว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อนุมัติโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยงบประมาณจำนวนมากครบทั้ง 3 เหล่าทัพ "บกเรือ-อากาศ" และทุกครั้งผู้นำรัฐบาล ผู้นำเหล่าทัพต่างประสานเสียงยืนยันความโปร่งใสและความจำเป็นที่ต้องเสริมเขี้ยวเล็บ ขณะที่นักการเมืองก็มัก "เก็บแต้ม" สร้างคะแนนนิยมกับประชาชน ระบุหากนำงบมาช่วยเหลือประชาชนแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะเหมาะสมกว่า

นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา กองทัพบกได้จัดซื้อรถถังจากจีน 2 ครั้ง มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท จัดซื้อเฮลิคอปเตอร์จากรัสเซีย ประมาณ 5,000 ล้านบาท กองทัพเรือจัดซื้อเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ประมาณ 4,000 ล้านบาท และล่าสุดจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน 3.6 หมื่นล้านบาท และกองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นจากสาธารณรัฐเกาหลี จำนวน 16 ลำ โดยได้จัดซื้อระยะแรกไปแล้ว 4 ลำ และครั้งนี้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรี จัดซื้อระยะที่สอง 8 ลำ วงเงินประมาณ 8,800 ล้านบาท คงเหลือระยะที่สาม (สุดท้าย) คาดว่าจะขออนุมัติจัดซื้อราวปี 2561 ทั้งนี้ทุกเหล่าทัพต่างย้ำมาตลอดว่างบจัดซื้อเป็นของเหล่าทัพที่บริหารจัดการเอง มิได้ขอเพิ่มแต่อย่างใด ซึ่งฟังดูดี มีความรับผิดชอบ แต่แท้จริงแล้วที่มาของเงินส่วนหนึ่งก็มาจากภาษีของประชาชนนั่นเอง

ยอมรับว่า การจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของ กองทัพเป็นสิ่งจำเป็นและพึงกระทำเพื่อเฝ้าระวัง ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ มิใช่เพื่อก่อสงครามใช้อาวุธรุกรานประหัตประหารทำลายล้างกัน ปัจจุบันรูปแบบสงครามได้เปลี่ยนเป็นการต่อสู้ครอบงำทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนมากกว่า หากกล่าวถึงในมุมมิติความมั่นคงของชาติแล้ว เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับและเข้าใจได้ แต่ทุกครั้งที่มีการจัดซื้อจัดหาครั้งใด ก็มักหลีกหนีไม่พ้นเรื่องความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อมั่นว่าอาจมีการทุจริตประพฤติมิชอบ เงินทอน ค่านายหน้า ค่าคอมมิสชั่น หรือผลประโยชน์ต่างตอบแทน แทบทุกครา

จึงเป็นโอกาสและความท้าทาย หาก คสช.รัฐบาล และกองทัพ จะปรับตัว มีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนแลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างพัฒนาการใหม่ ระบบตรวจสอบ มีหลักประกันความโปร่งใสและความคุ้มค่า ให้งานความมั่นคงเกิดประสิทธิภาพ เหมาะสมกับความต้องการของประชาชนและของชาติ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและกาลเวลา ซึ่งมิใช่เพื่อคนรุ่นเรา แต่เพื่อคนรุ่นหลัง ทั้งต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญได้บัญญัติในหมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 (10) ว่า บุคคลมีหน้าที่ "ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ".

ไทยรัฐ: ช่องโหว่การโกงเงินวัด - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

พุทธศาสนิกชนชาวไทยน่าจะโล่งอกไปตามๆกันเมื่อทราบผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการทุจริตเงินอุดหนุนวัดหรือเงินทอน พบว่า ปัญหานี้ไม่ได้ทำให้ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาลดลงไม่กระทบต่อการทำบุญคนส่วนใหญ่จะยังบริจาคเงินเหมือนเดิมแต่กรุงเทพโพล พบว่า คนส่วนใหญ่ลดความเชื่อมั่นในหน่วยงานที่ดูแลพระพุทธศาสนา

แม้เรื่องอื้อฉาวเงินทอนวัดซึ่งเป็นข่าวติดต่อกันนานแรมเดือนจะพาดพิงถึงบุคลากรทางพระพุทธศาสนาทั้งพระภิกษุและเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) แต่ชาวพุทธทั่วไปยังเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา โดยถือเสียว่าการทุจริตเป็นเรื่องของบุคคลแต่หลักธรรมคำสอนยังมั่นคงและยังมีพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

จากการเปิดโปงของกองกำกับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ป.ป.ป. พบว่าวัดที่เกี่ยวข้อง 12 วัด อยู่ในทุกภาคของประเทศเงินที่เสียหายกว่า60ล้านบาทแต่จากการตรวจสอบต่อมาลามไปถึงกว่า 400 วัดทั่วประเทศ รวมทั้งวัดดังๆในกรุงเทพมหานครรวมทั้งวัดของกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)บางรูป

ส่วนหน่วยงานที่ดูแลพระพุทธศาสนาที่ผลการสำรวจ พบว่า คนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นลดลงน่าจะได้แก่ พศ. ซึ่งเป็นหน่วยราชการระดับกรมสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ดูแลวัดทั่วพระราชอาณาจักรและในการตรวจสอบการทุจริตเงินทอน พบว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ พศ.เกี่ยวข้องหลายคน รวมทั้งอดีตผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ

แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูกเจ้าหน้าที่ พศ.ผิดหรือไม่และมีพระสงฆ์เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ แถลงการณ์ของ "องค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย" กล่าวว่าการให้ข่าวของ ผอ.พศ. เสมือนว่าพระสังฆาธิการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ พศ. ในการทุจริตจึงขอให้ตรวจสอบใครผิดใครถูกพร้อมทั้งประกาศจะไม่รับเงินอุดหนุนใดๆจาก พศ.

ผอ.พศ. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เงินอุดหนุนวัดไม่ว่าจะเป็นวัดหลวงหรือวัดราษฎร์ไม่มีกำหนดจำนวนเงินแน่นอนแสดงว่า ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ พศ.(โดยเฉพาะระดับผู้มีอำนาจ)ที่จะให้วัดไหนก็ได้และเป็นเงินจำนวนเท่าใดก็ได้ใช่หรือไม่ หากเป็นจริงต้องถือว่าเป็นช่องโหว่มหาศาลและเอื้อต่อการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

นายกรัฐมนตรีกำชับผ่านโฆษกรัฐบาลว่า ถ้าพบเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำผิดจะต้องถูกลงโทษ เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องยึดมั่นในนโยบายปราบปรามการทุจริต แต่การจะรู้ว่าใครทำผิดจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ไม่มีเลือกปฏิบัติและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายและควรหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับคณะสงฆ์.

Bangkok Post: Police reform a vital task - BANGKOK POST Issued date 12 July 2017

Word has it that many policemen including several influential commanders on the force are upset. The reason stems from the decision by Prime Minister Prayut Chan-o-cha last week to appoint a panel to recommend police reform. The dissenters are reportedly upset that not only are some on the panel not members of the Royal Thai Police (RTP), but they seem to intensely dislike the fact that the head of the reform committee is an ex-military commander.

To put it simply, the complaining police are wrong. Police reform, promised at the time of the May 22, 2014, coup, is far overdue. Prime Minister Prayut has taken the correct decision in appointing the panel. Naming exsupreme commander Boonsrang Niumpradit is a good idea. Gen Boonsrang in fact has the potential to become one of the country's most influential reformers.

That is because, for all the years of talking about reform, change in the RTP is urgent. The force has suffered from low public confidence for many years. Corruption scandals leak from inside the police with distressing frequency. Recently, the issue has come to the forefront once again of inside bribery and purchasing both promotions and assignments. Denials no longer suffice or are even believable. Every day, people see petty acts of corruption such as a few baht to overlook a traffic citation.

The country at present knows little about Gen Boonsrang's views on the police. But his reputation as a military man and as a private citizen is impeccable. He is a graduate of the US Military Academy, no small achievement on its own. In fact, Gen Boonsrang's main qualification to direct police reform is not his rise to become supreme commander, but his known and provable integrity. His first public comment was to promise to solicit and to heed public input.

The initial steps are encouraging. Gen Boonsrang gathered the other 35 appointees to the reform panel immediately after they were appointed by cabinet order last week. They include 15 academics from relevant fields, 15 police officers and five current high-ranking state officials. This panel has quite properly met approval from the public, but is getting fierce criticism from one particular place.

No senior police officer has yet had the bravery to speak up. But there is strong grumbling inside the force about Gen Boonsrang's reform panel. The dissenters claim that police should be in charge of RTP reform. Their supporters, an anonymous, self-styled people's network called Police Watch, issued a statement claiming "most" of the 36-member panel, specifically including Gen Boonsrang, "never showed intention to fight for justice or police reform".

In other words, grumblers inside and Police Watch outside the RTP cannot find specific criticism against the panel or its members. That is just more good news. National police chief Chakthip Chaijinda personally welcomed the panel's head. Gen Boonsrang, said Pol Gen Chakthip, "has experience and vision". On the other hand, Police Watch has claimed it will begin its own public hearings on reform, starting this coming Saturday.

Calls for police reform have occurred frequently. Since the 2014 coup, they have increased. The public appears to favour deep and strategic reform. The promise to seek and listen seriously to citizens' opinions is one of the most important steps the panel can take.

Systemic corruption will be difficult to root out. The panel has some nine months to hear from experts and the general public. We look forward to its progress between now and next March.

"The promise to seek and listen seriously to citizens' opinions is one of the most important steps the panel can take."

คอลัมน์ มองผ่าน'ข้อมูล': 'ปฏิรูปตำรวจ' ในทรรศนะของประชาชน - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

จากที่ ครม.ผ่านความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ มีคณะกรรมการทั้งหมด 36 คน โดยมีพลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน โดยพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้มีการวางหลักเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายอย่างเร่งด่วน และต้องดำเนินการให้เสร็จภายในสิ้น พ.ศ. 2560 ถือเป็นกรณีที่หลายฝ่ายต่างจับตามอง "การปฏิรูปตำรวจ" ครั้งนี้เป็นอย่างมาก

การปฏิรูปตำรวจนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ต่างประเทศเคยมีการปฏิรูปตำรวจมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น "เยอรมนี" มีการปฏิรูปตำรวจเนื่องจากในสมัยฮิตเลอร์เป็นยุคเผด็จการทางอำนาจ มีการใช้อำนาจในทางที่ผิด ตำรวจถูกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือสร้างฐานอำนาจให้ตัวเอง การปฏิรูปครั้งนั้น ทำให้ปัจจุบันตำรวจเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

"ไอร์แลนด์เหนือ" เกิดการปฏิรูปตำรวจ เนื่องจากความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ มีปัญหาการเมือง การทำหน้าที่ของตำรวจทำให้เกิดความขัดแย้ง รัฐบาลอังกฤษจึงมีการตั้งคณะกรรมการตำรวจ ที่มาจากการคัดเลือกกันเองภายในท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในงานตำรวจมากยิ่งขึ้น

ส่วน "ญี่ปุ่น" ได้ปฏิรูปตำรวจตั้งแต่ พ.ศ. 2490 (ค.ศ.1947) เนื่องจากต้องการกระจายอำนาจไม่ให้รวมอยู่ศูนย์กลาง เพื่อลดการทุจริตคอร์รัปชัน ปัจจุบันญี่ปุ่นมีสถิติอาชญากรรมต่ำมาก และมีการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นี่คือ การปฏิรูปตำรวจในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพของตำรวจในประเทศต่างๆ ณ วันนี้ ดังนั้น "การปฏิรูปตำรวจไทย" คงไม่ใช่เป็นเพราะตำรวจไทยมีภาพลักษณ์ไม่ดี...ทำหน้าที่ไม่ดีเพียงเท่านั้น แต่เป็นการปฏิรูปเพื่อให้ตำรวจสามารถทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของสังคมที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,082 คนโดย "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในประเด็น "ปฏิรูปตำรวจ" ในทรรศนะของประชาชน สามารถสรุปผลที่น่าสนใจได้ ดังนี้ ประเด็น ประชาชนคิดอย่างไร? กับการปฏิรูปตำรวจ พบว่า "คำตอบ" ที่ "ประชาชน" ตอบมากที่สุด ร้อยละ 77.45 คือควรปฏิรูปมานานแล้ว เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมานาน

รองลงมา ได้แก่การปฏิรูปจะช่วยให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และภาพลักษณ์ดีขึ้น ร้อยละ 72.18 ตำรวจมีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกแต่ละคน ร้อยละ 66.25 การปฏิรูปตำรวจคงจะสำเร็จได้ยาก ต้องจริงจัง และทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ ร้อยละ62.54 และตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ร้อยละ 51.94

สำหรับสิ่งที่เป็นปัญหา-อุปสรรคของตำรวจ ที่ประชาชนอยากให้ปฏิรูป พบว่า "คำตอบ" ที่ "ประชาชน" ตอบมากที่สุด ร้อยละ 81.98 คือ การทุจริตคอร์รัปชัน รับส่วย สินบน รองลงมา ได้แก่ การใช้อำนาจหน้าที่ไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน คนจนถูกจับคนรวยพ้นคุก ร้อยละ 74.77 การซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้าย ร้อยละ 65.43 ตำรวจเงินเดือนน้อย ความเป็นอยู่ลำบาก ร้อยละ 59.89 และการรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางไม่กระจายอำนาจร้อยละ 55.08

จากที่มีการแต่งตั้ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ประชาชนคาดหวังว่าการปฏิรูปตำรวจจะสำเร็จหรือไม่? พบว่า "คำตอบ"ที่ "ประชาชน" ตอบมากที่สุด ร้อยละ 38.73 คือ คาดหวังว่าการปฏิรูปตำรวจจะสำเร็จเพราะรัฐบาล คสช. ให้ความสำคัญ มีอำนาจเด็ดขาด คงจะดำเนินการอย่างจริงจังเห็นแนวทางการปฏิรูปที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

รองลงมา ได้แก่ คาดว่าน่าจะไม่สำเร็จ ร้อยละ 36.29 เพราะตำรวจมีระบบโครงสร้างแบบรวบอำนาจ มีระบบเส้นสาย ควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง ตำรวจทั่วประเทศมีจำนวนมาก แก้ยาก และเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล และไม่แน่ใจ ร้อยละ 24.98 เพราะคงต้องใช้เวลาอีกนานในการปฏิรูปให้สำเร็จ ต้องดำเนินการไปตามระบบ บางเรื่องน่าจะแก้ไขได้ แต่บางเรื่องก็อาจยากเกินไป

สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ คืออะไร? พบว่า"คำตอบ" ที่ "ประชาชน" ตอบมากที่สุด ร้อยละ 63.59 คือ อยากฝากให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจทำงานอย่างเต็มที่ อยากเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน รองลงมาได้แก่ ให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจปรับปรุงภาพลักษณ์ตำรวจให้ดีขึ้น ทำให้ประ ชาชนเกิดความเชื่อมั่น ร้อยละ 60.44 และให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจดูแลตำรวจ ทุกระดับชั้นอย่างเท่าเทียมกัน ร้อยละ 56.56

ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ คือ ความเป็นมาของการปฏิรูปตำรวจในต่างประเทศ และทรรศนะของคนไทย ต่อการ "ปฏิรูปตำรวจ" ซึ่งล้วนสะท้อนภาพให้เห็นว่าวงการตำรวจในหลายๆ ประเทศ แม้จะเคยประสบปัญหา แต่การปฏิรูปอย่างตั้งใจจริง จริงจัง และต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาต่างๆ ได้รับการคลี่คลายในที่สุด ดังนั้นแม้การปฏิรูปตำรวจไทยจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะตำรวจ เป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการดูแลคุ้มครองให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ

สุดท้ายก็คงต้องถึงบทสรุปที่ว่า แม้การปฏิรูปตำรวจจะเป็นงานยาก แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์การทำงาน ความตั้งใจจริงของรัฐบาล และคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ น่าจะทำให้การปฏิรูปครั้งนี้ ส่งผลให้ "ตำรวจไทยกลายเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" อย่างแท้จริง ...เอาเป็นว่าขอเป็นอีกหนึ่งคนไทยที่ส่งกำลังใจให้เต็มที่เลยครับ?