You are here

CG and corruptions News - 12 July 2018

'วิษณุ' แจงปมผู้ตรวจฯ-ทอท. - มติชน

'วิษณุ'เมินถูกฟ้อง-ลั่นพร้อมชี้แจงพรบ.สงฆ์ - ข่าวสด

'วิษณุ'แจงใช้ม.44จัดระเบียบมทร.ล้านนา - เดลินิวส์

Somkid to prod budget use - BANGKOK POST

คอลัมน์ นายซื่อตรงรักเมืองไทย: เรื่องไม่หมู วังวนผู้ว่าเมืองไทย - แนวหน้า

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: มหาดไทย-วิกฤติธรรมาภิบาล - เดลินิวส์

บทความ: Big Beta กับการพัฒนากฎหมายภาษีไทย - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: รัฐบาลยังสยบ ผกก.หนุ่ย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

เชื่อคนสนิทนาจิบ ตัวการโกง 1 MDB หนีเข้าแดนมังกร - ไทยโพสต์

คอลัมน์ รู้จักอาเซียน: ความเหมือน บนความแตกต่าง - ประชาชาติธุรกิจ

'วิษณุ'แจงปมผู้ตรวจฯ-ทอท. - มติชน ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหนังสือส่งไปยังบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เมื่อ วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อให้ดำเนินการเปิดจุดส่งมอบสินค้าปลอดอากร ภายใน 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ว่า ยังไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว แต่เขามีวิธีออกหนังสือได้หลายแบบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากไม่ดำเนินการจะเข้าข่ายมีความผิดหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบว่าออกแบบไหน อาจจะออกแบบเป็นลักษณะมติผู้ตรวจระบุว่าต้องให้ดำเนินการ ถ้าไม่ทำก็ไม่ถึงขนาดผิด แต่สามารถดำเนินการฟ้องร้องทางอื่นต่อไปได้ เมื่อถามว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า จะต้องไปจนถึงจุดสุดท้ายก่อน เวลานี้ยังอยู่ในช่วงที่ยังต้องโต้ตอบกันไปมาอยู่ มีหลายเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือผู้ตรวจเงินแผ่นดิน มีหนังสือให้ส่วนราชการปฏิบัติตาม เมื่อส่วนราชการตอบกลับไปและเขาเข้าใจ เหตุผลฟังขึ้นก็จบ ยังไม่เป็นเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในขั้นต้น

"ผมตอบตรงๆ ยาก เพราะต้องเอาเรื่องมาพูดกันเป็นเรื่องๆ เพราะการไม่ปฏิบัติตามผู้ตรวจการแผ่นดินไม่เป็นมาตรา 157 ในตัวเอง เพราะมาตรา 157 คือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต แต่ปัญหาคือ อย่างไรเรียกว่าไม่ชอบ อย่างไรเรียกว่าทุจริต ดังนั้นถ้าตอบกลับไปว่า ทำตามไม่ได้ เช่น เพราะอย่างนั้น อย่างนี่ เป็นมติ ครม. ถ้าทำตามจะผิดมติ ครม.อย่างนั้นเขาก็ไม่ผิด" นายวิษณุกล่าว

'วิษณุ'เมินถูกฟ้อง-ลั่นพร้อมชี้แจงพรบ.สงฆ์ - ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตัวแทนชาวพุทธ เข้าแจ้งความตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อเอาผิดนายวิษณุ และนาย สุวพันธุ์ ตันยุวรรณธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีส่งร่างแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณาผ่าน 3 วาระรวด ประกาศใช้เป็นกฎหมาย เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ว่า ไม่เป็นไร เป็นเรื่องของเขา ก็ ฟ้องไป และยังไม่รู้ฟ้องว่าอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่ยังมีความเห็นต่างในเรื่องนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มี เพราะยังไม่รู้ว่าใครเห็นต่าง และต่างอย่างไรยังไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่หากมีบุคคลใดที่ไม่เข้าใจ จะมาขอพบและฟังคำชี้แจง ก็ยินดี หรือจะให้ตนไปชี้แจงให้ก็ยินดี แต่จะลุกขึ้นไปประกาศป่าวร้องคนเขาก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทำความเข้าใจเป็นลำดับมาแล้วตามรูปแบบการออกกฎหมาย

ทั้งนี้ การแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ สาระสำคัญคือพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจแต่งตั้งสถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ส่วนกรรมการมส.จะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอาจได้รับการ แต่งตั้งอีกก็ได้

'วิษณุ'แจงใช้ม.44จัดระเบียบมทร.ล้านนา - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ตามที่มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 1/2561 เรื่องการกำหนดรายชื่อสถาบันอุดมศึกษาอื่น ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเป็นการจัดระเบียบและแก้ปัญหาภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ล้านนา นั้น ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการเสนอให้ดำเนินการประกาศรายชื่อ มทร.ล้านนาพร้อมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ด้วย แต่เมื่อถึงเวลาจริงก็มีการถอนชื่อ ม.แม่โจ้ ออกไป โดยตนเข้าใจว่ากรณีของ ม.แม่โจ้ นั้น เวลานี้มีเรื่องที่อยู่ในการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากข้อกล่าวหาว่ามีการนำรถยนต์ของมหาวิทยาลัยไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ถือเป็นความขัดแย้งที่เราต้องเข้าไปจัดการด้วยการล้มสภามหาวิทยาลัยทั้งคณะแล้วแต่งตั้งคนเข้าไปใหม่ เพราะถ้าสุดท้ายแล้ว ป.ป.ช. มีมติว่า อธิการบดี ม.แม่โจ้ ไม่ได้ทำผิด แต่สภามหาวิทยาลัยชุดเดิมถูกล้มไปแล้วก็ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ ดังนั้นเมื่อเรื่องอยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช. ก็มีทางออกทางอื่นอีก

รองนายกฯ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีของ มทร.ล้านนา ถือว่า มีปัญหามาก ทั้งความขัดแย้งระหว่างอธิการบดีกับสภามหาวิทยาลัย และ ความขัดแย้งภายในสภามหาวิทยาลัยเอง จนทำให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางส่วนลาออกจากตำแหน่ง จนเหลือกรรมการอยู่ไม่กี่คน ซึ่งไม่สามารถจัดประชุมได้ อีกทั้งปัญหาสำคัญคือ ในเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกำลังจะมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แต่ มทร.ล้านนายังไม่มีอธิการบดีและนายกสภามหาวิทยาลัย จึงต้องมีการแต่งตั้งคนเข้าไปจัดการปัญหาของมหาวิทยาลัย

"โดยหลักการ เรื่องใดก็ตามถ้ามหาวิทยาลัยจัดการเองได้ รัฐบาลพยายามให้เขาทำเองโดยอิสระ แต่ถ้าเขาทำไม่ได้ และส่งผลกระทบต่อนักศึกษาเราก็ต้องเข้าไปจัดการ ซึ่งเรื่องของ มทร.ล้านนา ที่เราจะเข้าไปจัดการคือ เรื่องธรรมาภิบาล ความขัดแย้งกันระหว่าง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกับสภามหาวิทยาลัย และความ ขัดแย้งภายในจนไม่สามารถปกครองกันต่อไปได้" ดร.วิษณุ กล่าว.

Somkid to prod budget use - BANGKOK POST Issued date 12 July 2018

CHATRUDEE THEPARAT

Disbursement seen as necessary for growth

Deputy Prime Minister Somkid Jatusripitak plans to call a meeting next week with related state agencies to prod them to speed up disbursement of the fiscal 2018 budget, as the budget period ends in two months.

Budget disbursement has to be accelerated in the latter half of the year to boost economic growth past 4%, he said.

However, he admitted the stricter Government Procurement and Supplies Management Act has had a knock-on effect on budget disbursement, particularly for state agencies in the second and third quarter this year.

The new Act, which came into effect on Aug 23, is centred on preventing corruption and anti-competitive behaviour, with an increased level of transparency and monitoring. The Act completely replaces the long-standing procurement regulations of the Office of the Prime Minister Act of 1978 to cover more than 90% of government purchases and construction projects, large or small, across the country.

New to the government procurement process is criminal penalties for government officials. Those criminal penalties have been extended to private sector players who give bribes.

Mr Somkid said the investment infrastructure will be a significant factor driving the economy this year to grow more than 4%.

Yesterday he met related agencies on rail, road, and port development and ordered them to speed up the implementation of infrastructure projects, as well as infrastructure projects in the Eastern Economic Corridor.

Mr Somkid said the government still has more room to finance the investment projects given the relatively low public debt-to-GDP ratio of only 40% in the first quarter.

Other economic factors are also promising, such as exports, tourism and private investment, he said.

Suttirat Rattanachot, head of the Comptroller-General's Department, recently said state agencies are expected to draw down just 70% of this fiscal year's annual investment budget, well below the target of 87%.

For October to May, a mere 37.1% of the annual investment budget was taken out and the ratio will rise to 63.9% if the value of the signed contracts is taken into account. But even that 63.9% ratio is lower than the 66% achieved over the same period last year.

The government has an annual budget expenditure target of 2.9 trillion baht, of which 577 billion is for investment, for fiscal 2018. At the end of May, 64.4% of the 2.9-trillion-baht budget was taken out during the first eight months, 71.8% of which was the regular budget. The government aims for 96% of the annual budget and 87% of the investment budget to be drawn down this fiscal year.

Public investment has been a mainstay for economic growth in recent years amid tepid domestic consumption and private investment. The private sector recently raised concerns that the stricter Government Procurement and Supplies Management Act would delay public investment, as many provincial governors could baulk at signing contracts.

คอลัมน์ นายซื่อตรงรักเมืองไทย: เรื่องไม่หมู วังวนผู้ว่าเมืองไทย - แนวหน้า ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปรากฏการณ์การหลั่งไหลของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าช่วยเหลือเยาวชนทีมหมูป่าและโค้ช รวม 13 ชีวิต ที่ติด อยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ไม่ใช่เพียงบทพิสูจน์ถึงความสามารถในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพิสูจน์ถึงการร่วมแรงร่วมใจระดมกำลังจาก เจ้าหน้าที่หน่วยซีลและทีมค้นหา ตลอดจนทีมกู้ภัยต่างชาติ เพื่อเข้าช่วยเหลือเด็กๆ และโค้ชให้ปลอดภัย

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีรับสั่งให้กำลังใจผู้ประสบเหตุทั้ง 13 คน และผู้ปฏิบัติงานทุกนาย ตลอดจนมีพระราชกระแสรับสั่งให้จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน การปฏิบัติงาน ในครั้งนี้

ผู้ที่ถูกมองว่ามีความโดดเด่นคนหนึ่งก็คือนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่จริงๆ แล้ววันนี้ ต้องบอกว่าเป็นอดีตไปแล้ว เพราะถูกโยกย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการ จังหวัดพะเยา แต่ก่อนย้ายก็มีภารกิจที่ยิ่งใหญ่มาให้ทิ้งทวน และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการปัญหาได้อย่างเฉียบคมเป็นระบบและรวดเร็ว ตลอดจนการจัดการ เรื่องคน อย่างการจัดการเจ้าหน้าที่นับพันคนที่มาจากต่างสายงาน สายอาชีพ รวมถึงการรับมือกับสื่ออย่างเด็ดขาด และนุ่มนวลไปในคราวเดียวกัน จนได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งคนไทยและต่างชาติ หลายคน โดยเฉพาะชาวเชียงรายต่างเสียดายผู้ว่าฯ น้ำดีคนนี้ และอดคิดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดจึงมีคำสั่งโยกย้าย

โดยหากฟังเหตุผลของ รมว.มหาดไทย ที่บอกว่า เป็นการโยกย้ายตามวงรอบ เพราะครบวาระต้องมีการโยกย้าย ไม่เกี่ยวกับเรื่องอิทธิพล หรือผลประโยชน์ใดๆ แต่ในความเป็นจริงอีกด้านก็มีข่าวมาเหมือนกันว่า การโยกย้ายดังกล่าว เกี่ยวกับการที่ผู้ว่าฯไปขัดผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพล ในท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องจนเป็นเหตุให้มีการโยกย้าย ใช่หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการโยกย้ายนอกฤดูกาล คงต้อง รอดูตุลาคมนี้อีกทีว่าท่านผู้ว่าฯ อาจจะได้ย้ายไปจุดที่สำคัญกว่านี้ ก็เป็นได้ พอลองย้อนดูประวัติยิ่งน่าสนใจ ในฐานะพ่อเมืองที่เป็น คนตรง ชัดเจน เด็ดขาด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของความโปร่งใส ที่มักถูกสกัดกั้นไม่ให้โครงการทุจริตต่างๆ เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลา ที่ดำรงตำแหน่ง ดังจะเห็นได้จากการยุติการดำเนินโครงการต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย ที่เห็นว่าเป็นโครงการสิ้นเปลือง มูลค่า กว่า 82 ล้านบาท เป็นที่มาของข่าวว่า สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น จนเป็นที่มาของการสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ก็เลยสร้างความสับสนให้กับประชาชนไม่น้อย หากย้อนกลับไปตลอดรัฐบาลนี้ ก็มีการโยกย้ายข้าราชการมาแล้วหลายรอบ และเมื่อต้นรัฐบาลก็มีการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งใหญ่ โดยการใช้อำนาจตาม ม.44 และยังมีการโยกย้ายผู้ว่าฯจังหวัดต่างๆ อีกหลายรอบ ที่เป็นการโยกย้ายวาระปกติและนอกวาระปกติ

ทั้งการโยกย้ายผู้ว่าฯที่มีแววส่อเค้าทุจริตจริงเป็นเหตุให้ ต้องเข้ารุกตรวจสอบ หรือกระทั่งการโยกย้ายเพื่อปรับองค์กรและความคล่องตัวในการทำงาน แต่ก็ทิ้งคำถามกับสังคมไม่น้อยว่าการโยกย้ายผู้ว่าฯจะช่วยแก้ปัญหาอย่างหนึ่งแต่ไปเพิ่มปัญหาอีกอย่างหรือไม่ เพราะบางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของราชการส่วนภูมิภาคมากไปหรือไม่? หรือบางครั้งก็เกิดคำถามว่าสาเหตุของการย้ายคืออะไร? เพราะอิทธิพลในพื้นที่ หรือเพราะต้องการส่งคนเก่งลงไปพัฒนาพื้นที่จริงๆ

การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดนอกวงรอบจริงๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่จะกระทำก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น เพราะตามปกติแล้วการที่ให้ผู้ว่าฯ ดำรงตำแหน่งครบวาระ จะเป็นการดีต่อการผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติมากกว่า เพราะนโยบายบางอย่างไม่สามารถทำสำเร็จได้ในเพียง ช่วงเดือนหรือสองเดือน แต่เป็นนโยบายระยะยาวที่ควรจะมี ผู้ควบคุมเพียงคนเดียวจนโครงการสำเร็จ เพื่อความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และคุ้มค่าที่สุดต่อเงินงบประมาณที่จัดสรรไป

นอกจากมีเหตุจำเป็นตามที่กล่าวมาข้างต้นอย่างเรื่องสงสัยทุจริต นอกจากการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว การใช้อำนาจ ม.44 ในการจัดการท้องถิ่นในส่วนของผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ทั้งการพักงาน การให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง หรือการตั้งคนจากส่วนราชการ อื่นๆ เข้าไปดำรงตำแหน่งแทน บางส่วนมีเรื่องทุจริตแต่บางส่วนก็อาจถูกมองว่าการแต่งตั้งข้าราชการไปแทนเป็นการกระทำที่ย้ำถึงการรวมอำนาจหรือไม่

แน่นอนว่าการพิจารณาพักงาน แต่งตั้ง โยกย้ายเป็นอำนาจที่ทำได้ด้วยอำนาจพิเศษ อย่าง ม.44 แต่ความจำเป็นเร่งด่วนและการปฏิบัติก็อาจจะจำเป็นต้องมีเรื่องราวอีกมากที่ควรพิจารณาถึงผลกระทบในภายหน้า ถ้าหากเป็นผลจากการส่อแววว่าจะทุจริตก็ควรมีระบบการตรวจสอบที่เป็นระบบ ให้มี การลงโทษอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การโยกย้ายช่วยเหลือแบบ ที่วัฒนธรรมองค์กรมหาดไทย รวมถึงระบบราชการไทยทำกัน มาเนิ่นนาน คือ การโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นจนเรื่องเงียบแล้วสุดท้าย ก็กลับมากินตำแหน่งเดิม ไม่ได้รับการลงโทษอะไร?

ที่ผ่านมามีทั้งตัวอย่างที่ไม่ดีที่ให้เห็น และตัวอย่างที่ดี ที่มีการลงดาบจัดการอย่างจริงจัง เพื่อจัดการกับการทุจริตอย่าง เด็ดขาด เหมือนกับอดีตผู้ว่าฯลำปาง ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำคุกโดยไม่รอลงอาญา ในคดีละเว้นการจับกุมผู้บุกรุกพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เรื่องนี้ต้องชื่นชมว่าจัดการได้เด็ดขาด แต่อาจช้าไปจนหมดวาระไปแล้ว จากที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้บอกว่าการโยกย้ายข้าราชการนอกฤดูกาลทำไม่ได้หรือไม่มีความจำเป็นเพราะจริงๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการบริหารงาน แต่การโยกย้ายที่มีเหตุผลบ้างไม่มีเหตุผลบ้างของ คสช. ก็กำลัง เป็นการเปิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลยกมาเป็นข้อโจมตี

อย่างเช่น ในกรณีของพรรคเครือข่ายระบอบทักษิณที่ออกมาแถลงข่าวโจมตีถึงการแทรกแซงภาคส่วนราชการว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และสร้างความล้มเหลว ในหลายๆ ด้าน อาทิ ความล้มเหลวในการสร้างความปรองดองความล้มเหลวในการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ความล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น และความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจ เป็นต้น

ซึ่งทั้งหมดถูกพูดทำนองว่า เป็นผลมาจากความไม่แน่นอน ไม่มืออาชีพ และยังแทรกแซงการทำงานของราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลต้องตระหนักถึงการใช้อำนาจบริหารอย่างถี่ถ้วน อย่าให้ประชาชนมองว่า ไม่ต่างอะไรกับสมัยระบอบทักษิณที่มีการโยกย้ายราชการหลายครั้งที่ค้านสายตาประชาชน ตลอดจนถึงการตั้งตำแหน่งผู้ว่าฯ CEO ที่เข้าไปแทรกแซงข้ามหัวราชการส่วนภูมิภาคโดยตรงโดยจะตั้งใครตามใจนายกฯได้เลย หรือแม้กระทั่งสมัยโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่สุดท้ายแล้วศาลก็ตัดสินแล้วว่า การโยกย้ายนายถวิลไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับภาคราชการในการโยกย้ายข้าราชการว่า นอกจากจะเปิดช่องให้พรรคพวกตัวเองได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแล้ว ต้องมีการคำนึงถึงธรรมาภิบาลด้วย

เรื่องการโยกย้ายข้าราชการในภาคส่วนต่างๆ อย่างไรก็ตาม คงยากที่จะหลีกเลี่ยง ถ้าจะบอกว่าโยกย้ายเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน และการปรับองค์กรให้ใช้คนได้เต็มประสิทธิภาพก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าต้องทำหากทำให้การบริหารงานดีขึ้น และขอให้มีเหตุผลทุกครั้งในการย้าย ความตั้งใจในการปฏิรูประบบราชการของคสช. ก็ทำได้ดีในเรื่อง ของการปราบปรามทุจริตในภาครัฐ ทั้งในเรื่องของการทุจริต ที่หมกเม็ดมานานอย่างเงินคนจน หรือเรื่องในวงการการศึกษาที่น้อยคนจะเข้าถึง ซึ่งนับว่ามาถูกทาง แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาล คสช. ต้องระวังคือการใช้อำนาจรัฐตรวจสอบอำนาจรัฐ อาจจะ เป็นการตรวจสอบที่ไม่ยั่งยืน สิ่งสำคัญคือ การสร้างความตระหนักในการตรวจสอบผลประโยชน์ของตัวเองโดยประชาชน ผู้ที่ต้องเป็นหูเป็นตาในอนาคต แล้วเร่งสร้างกลไกตรวจสอบทุจริตที่เข้มแข็งโดยระบบให้เกิดขึ้นเสียที คสช. เข้าวาระปีที่ 4 แล้วหลายเรื่องทำได้ดีก็ควรทำต่อไป แต่เรื่องไหน ที่ยังสะสางไม่เสร็จก็ควรต้องเร่งทำก่อนหมดวาระลง อย่าให้การ เข้าสู่อำนาจในครั้งนี้ต้องสูญเปล่าอย่างที่พรรคฝ่ายตรงข้ามกล่าวหา เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังคาดหวัง และเชื่อมั่นในตัวพล.อ.ประยุทธ์ตลอดมา

ในตัวพล.อ.ประยุทธ์ตลอดมา"...การร่ำลามักสร้างความเศร้าสลดแก่ผู้คน..." คำคมโกวเล้ง จากเรื่อง เล็กเซี่ยวหงส์

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: มหาดไทย-วิกฤติธรรมาภิบาล - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

แมงเม่า

mangmoa49@gmail.com

ขณะยินดีกับความสำเร็จต่อภารกิจสุดหินต้องผู้เชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ดำน้ำ,กู้ชีพในถ้ำนำเด็กทีมฟุตบอลหมูป่าออกจากถ้ำ และขณะเคารพกติกาไม่ฟูมฟายให้ย้ายผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์กลับที่เดิม ไม่เอาความชื่นชอบในตัวบุคคลมาวุ่นวายกับการงานของกระทรวงของปลัดและรัฐมนตรี

คำสั่งย้ายจบ ค้างคาใจคือที่มาของการถูกย้าย...ผมไม่เห็นด้วยกับที่นายกฯเคยพูดเป็นการโยกย้ายตามวาระ ผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์มารับตำแหน่งที่เชียงรายเมษาปีที่แล้ว วาระอะไรก็ไม่ทราบ 1 ปีกับอีก 2 เดือน

พวกเราได้ยินชื่อนี้มาก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ถ้ำหลวง ที่เจ้าตัวบอกงบเชียงราย 100 บาทควรเป็น 100 หรืออย่างน้อย 90 กลับลงมาแค่ 30-40 กว่าครึ่งหายไป พูดถึงกว่า 20 โครงการที่เซ็นอนุมัติไม่ได้เพราะมาโดยผิดกติกา

หนึ่งในนั้นและเป็นประเด็นที่เราท่านควรพิจารณาว่าด้วยบทบาทของฝ่ายปกครอง ตั้งแต่ท้องถิ่นมาถึงส่วนกลางที่มีปลัดคุมขบวนและฝ่ายการเมืองอันได้แก่รัฐมนตรี

นั่นคือโครงการของเทศบาลหมายมั่นให้เป็นแลนด์มาร์กของจังหวัด อนุสาวรีย์ช้างคู่บารมีพญามังรายด้วยงบ 32 ล้าน ประชาพิจารณ์ชาวบ้าน 2-300 คนเห็นด้วยแต่เห็นแย้งกันตรงสถานที่ก่อสร้างไม่ลงตัว เทศบาลโดยนักการเมืองท้องถิ่นอยากสร้างบนเกาะกลางแม่น้ำกกซึ่งเป็นที่สันดอนทราย

เหตุเกิดช่วงเดือนมีนา พอเรื่องเสนอถึงผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์ก็ได้รับคำยืนยันผมลงนามไม่ได้เพราะเป็นที่ดินมีปัญหาเสี่ยงต่อการกระทำผิดรุกล้ำลำน้ำ

บางเสียงให้ย้ายสถานที่ก่อสร้าง โดยมีบางเสียง,ดูเหมือนหนึ่งในนั้นคือตัวผู้ว่าฯเห็นควรนำงบประมาณจากโครงการตามแนวทางสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ 32 ล้านบาทไปใช้พัฒนาถนน แหล่งน้ำ เหมาะกว่าสร้างอนุสาวรีย์ช้างฯ

ก็มีอีกหลายโครงการที่ผู้ว่าฯไม่อนุมัติด้วยพบบางอย่างผิดปกติ ก่อสร้างอาคารหน่วยงานราชการผิดแบบ โครงการคัดแยกขยะรีไซเคิลที่เคลือบแคลง ฯลฯ

มาอยู่ปีเดียวเหยียบตาปลาใครต่อใครไม่รู้ แต่ละคนไม่ธรรมดาจึงถูกเด้งไปพะเยา ชาวพะเยายินดีต้อนรับส่วนชาวเชียงรายอาลัย แต่ภายใต้รมว.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาข้าราชการผู้มีความสามารถกลับเผชิญชะตากรรมถูกข่มเหงซึ่งขัดกับความรู้สึกของคนทั้งประเทศ

ยืนยันครับมิได้เรียกร้องให้ย้ายกลับหรือไปอยู่จังหวัดขนาดใหญ่ระดับเดียวกัน แต่เรียกร้องชาวไทยดูพฤติการณ์ของบิ๊กคลองหลอดในการเสริมสร้างคนดี

ตัวอย่างอัปลักษณ์ในแวดวงปกครอง คนเก่ง,มีความตั้งใจมาปราบโกง,มาสร้างคุณประโยชน์ให้จังหวัดกลับอยู่ไม่ได้ และคงไม่เฉพาะเชียงรายที่เดียวภายใต้รัฐมนตรีและรัฐบาลปัจจุบัน ยุคนักเลือกตั้งเป็นใหญ่ย้ายเพื่อหวังสร้างฐานเสียงยุคนี้มีกังขามากกว่าฐานเสียง

กรณีผู้ว่าฯณรงค์ศักดิ์เราได้เห็น "วิกฤติธรรมาภิบาล" ของฝ่ายปกครอง น่าสงสารประชาชนที่สุด.

บทความ: Big Beta กับการพัฒนากฎหมายภาษีไทย - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์

นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์และพันธมิตร

จากที่ธนาคารโลกได้เคยแสดงสัด ส่วนรายได้รัฐจากการเก็บภาษีเมื่อเทียบกับ GDP ของแต่ละประเทศแล้วประเทศไทยเองเคยติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่มีการเก็บภาษีมากที่สุดในโลก ซึ่งภูมิภาคที่ได้ชื่อว่าเก็บภาษีสูงที่สุดในโลกก็คือยุโรป แต่ทำไมประเทศไทยเองกลับติดอันดับกลับเขาไปด้วย

ปัจจัยที่จะบอกถึงความน่าอยู่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง นั้น นอกจากเรื่องของคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายความสวยงามของประเทศนั้นๆ แล้ว ปัจจัยสำคัญอีกประการคืออัตราภาษีที่ต้องเสียให้แก่รัฐ

ดังนั้นเป็นที่ทราบและตระหนักกันอย่างดีในวงการพัฒนาโครงสร้างของประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เศรษฐกิจการศึกษา การบริหารจัดการประเทศ และรวมถึงการพัฒนา กฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆ ต้นน้ำที่สำคัญที่สุดในการที่จะนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงและแก้ไขได้ คือการมีแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน และสามารถนำมาสังเคราะห์ที่เรียกว่า analytics จึงกล่าวได้ว่า Big Data เปรียบเสมือนทรัพยากรสำคัญในการพัฒนา

มาถึงด้านการบริหารจัดการภาษีของประเทศไทยเราแล้วนั้น ต้องยอมรับอย่างแรกว่าเรามีหมวดภาษีค่อนข้างหลากหลาย จึงเป็นปัญหาในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก รวมถึงรูปแบบของข้อมูลที่มีทั้งในลักษณะอนาล็อกและดิจิตอล ทำให้เป็นอุปสรรคในการนำไปวิเคราะห์เพื่อพัฒนา และแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ

โดยประเด็นสำคัญของการนำไปใช้เพื่อการพัฒนาระบบภาษีต่างๆ มีแนวคิดดังนี้ โครงสร้าง Big Data จะต้องมีลักษณะพื้นฐาน 3 V Model ได้แก่ ปริมาณ Volume ความเร็ว Velocity ความหลากหลาย Variety จึงจะเป็น Big Beta ที่สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ได้

จะต้องมีนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล Data Scientist ที่มีความเข้าใจเป้าหมายของการนำข้อมูลที่วิเคราะห์ไปใช้เพื่อทำให้การบริหารการจัดเก็บภาษีของประเทศนั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีเป้าหมายและกรอบของยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าการพัฒนาระบบภาษีนั้นจะนำไปสู่เรื่องใด เช่น การสร้างให้เกิดความเสมอภาค สอดคล้องกับเศรษฐกิจ, การสร้างแรงดึงดูดในการลงทุน, การสร้างความโปร่งใสในด้านการจัดเก็บ และการบริหาร, การลดช่องโหว่ของโอกาสในการใช้อำนาจหรือดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะ ก่อให้เกิดการประพฤติมิชอบ Efficiency and transparency

ใช้ Big Data เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางธุรกิจ แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ด้วยหลักคิดแบบ Positive side ยิ่งให้ยิ่งได้ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบการเป็นที่ตั้ง

motivation Phase แรงดึงดูด ให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีด้วยความเต็มใจอย่างทั่วถึง เพื่อสนับสนุนนโยบายระบบบัญชีเดี่ยว ซึ่งทุกวันนี้มีผู้มีรายได้เข้าสู่ระบบไม่ถึง 1 ใน 4 ของทั้งประเทศ

ส่งเสริมในเรื่องการให้บริการที่ดีแก่ประชาชน ยกตัวอย่างเช่น การประเมิน และวางแผนการเสียภาษี ตลอดจนการยื่นขอคืนภาษีที่มีความถูกต้องแม่นยำ

ฉายภาพให้เห็นว่าภาษีมาจากไหน เท่าไหร่ และใช้ไปไหน จะเป็นการนำไปสู่การพัฒนาบริหารราชการแผ่นดินของหน่วยงานรัฐ สามารถนำเสนอและสร้างความรู้ความเข้าใจด้านงบประมาณรายรับรายจ่ายของประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้สามารถนำไปสู่การจัดทำ Regulatory Guillotine ซึ่งถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องของภาษีที่มีอยู่อย่างมาก นำไปสู่การวิเคราะห์พฤติกรรมของการดำเนินธุรกิจของประชาชน สามารถที่จะพยากรณ์หรือจำ ลองอนาคตได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพและมีที่มาที่เชื่อถือได้

ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ในมาตรฐานสากลระดับสูง เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ได้พัฒนาไปแล้ว ด้วย Concept Transformation Government Integration เพื่อสร้างให้เกิดการบริหารจัดการประเทศโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและทำให้เกิดการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่นำเศรษฐกิจสังคมไทยไปสู่การทำงานแบบอัจฉริยะ การบูรณาการภาษีด้วยการนำ Big Data มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาครัฐ รวมถึงสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานราชการแผ่นดิน ซึ่งหมายรวมถึงการบริหารจัดการงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Big data จึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง แต่การนำ Big Data มาใช้อย่างเดียว ก็เปรียบเสมือนการใช้ตะเกียบข้างเดียวจึงต้องมี Digital Solutions เข้ามาทำงานร่วมด้วยจึงจะสัมฤทธิ์ผล ซึ่งการนำ Big Data มาใช้นั้นปัจจุบันหลายหน่วยงานของรัฐได้มีการบูรณาการเพื่อนำไป พัฒนาให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายมิติไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแก้ปัญหา และพัฒนาทั้งในด้านปัจจัยพื้นฐานหรือในด้านการพัฒนาในงานที่มีความสลับซับซ้อน ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อเกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจหรือเกิดปัญหาภัยพิบัติต่างๆ การบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟู

การนำ Big Data เพื่อไปบูรณาการระบบภาษีของไทยนั้นมีมิติของการนำไปใช้ในภาษีต่างๆ ของประเทศไทยซึ่งจะขอกล่าวต่อไปในคราวหน้าว่าภาษีแต่ละประเภทของไทยนั้นควรมีการปรับพัฒนาไปในทิศทางใด

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: รัฐบาลยังสยบ ผกก.หนุ่ย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โดย: สุนันท์ ศรีจันทรา

พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย หรือผกก.หนุ่ย ผู้กำกับการฝ่ายวิจัยและพัฒนาศูนย์พัฒนาด้านการข่าว กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ตกเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง หลังจากภาพเดินหิ้วกระเป๋าเดินตามนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรที่ประเทศอังกฤษ ถูกเผยแพร่จนเกิดกระแสเรียกร้องการลงโทษนายตำรวจผู้นี้

ภาพการหิ้วกระเป๋าเดินตามก้นนางสาวยิ่งลักษณ์นั้น กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะพ.ต.อ.วทัญญูยังรับราชการ สวมเครื่องแบบตำรวจกินเงินเดือนภาษีประชาชน แต่กลับตามไปรับใช้นักโทษหนีคดีร้ายแรงถึงต่างประเทศ

ถ้าพ.ต.อ.วทัญญูถอดเครื่องแบบ ลาออกจากราชการ ทำงานรับใช้ตระกูลชินวัตรโดยตรง สังคมคงไม่รุมประณาม แต่ขณะที่กินข้าวแดงแกงร้อนของประชาชน กลับทำตัวเป็นทาสรับใช้นักการเมือง และเป็นนักการเมืองที่เคยทำให้ประเทศเกิดความแตกแยก แทบจะเกิดกลียุค โดยไม่สำนึกในระเบียบวินัยของตำรวจ ไม่ตระหนักถึงความรู้สึกของประชาชน

ไม่หวั่นเกรงผู้บังคับบัญชา ไม่ไว้หน้าแม้แต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือแม้แต่คณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.)

ทุกคนรู้ว่า พ.ต.อ.วทัญญู ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตในแวดวงสีกากี ล้ำหน้าเพื่อนรุ่นเดียวกัน เพราะได้รับการตบรางวัลจากระบอบทักษิณ แต่เมื่อ คสช.โค่นล้มอำนาจรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์แล้ว พ.ต.อ.วทัญญูจะทำตัวเป็นตำรวจเทวดาอีก ไม่ได้

พฤติกรรมที่ไม่สมกับเครื่องแบบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว และจนบัดนี้สังคมยังไม่มีคำตอบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือแม้แต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ปล่อยให้นายตำรวจหนุ่มคนนี้ แสดงความยิ่งใหญ่คับประเทศได้อย่างไร

พ.ต.อ.วทัญญูถือเป็นนายตำรวจระดับสูงคนหนึ่ง มีภารกิจมากมายเพื่อประชาชน และไม่ควรจะถูกส่งตัวไปเป็นตำรวจติดตามนางสาวยิ่งลักษณ์ ภายหลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว

แม้นางสาวยิ่งลักษณ์จะร้องขอ แต่ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องจัดให้ตามคำขอ ในเมื่อตำรวจมีกำลังพลอยู่กว่า 2 แสนนาย สามารถส่งนายตำรวจระดับชั้นประทวนไปน่าจะเพียงพอ แต่กลับประเคน พ.ต.อ.วทัญญูไปให้

และ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยแสดงความขึงขังสอบคนที่อนุมัติส่ง ผกก.หนุ่ยไปประกบนางสาวยิ่งลักษณ์แต่อย่างใด

พฤติกรรมที่น่าจะทำให้ พ.ต.อ.วทัญญู กระเด็นออกจากราชการ เกิดขึ้นครั้งแรกกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ถูกนายตำรวจสมุนระบอบทักษิณพาหนีออกนอกประเทศ แต่ พ.ต.อ.วทัญญูกลับไม่รู้เรื่อง ทั้งที่เป็นนายตำรวจติดตามนางสาวยิ่งลักษณ์ แต่กลับไม่สามารถให้ข้อมูลใดๆ ที่เป็นประโยชน์ในการสอบสวน

นอกจากนั้น ในวันที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.นำกำลังตำรวจตรวจค้นบ้านนางสาวยิ่งลักษณ์ พ.ต.อ.วทัญญูกลับแสดงตัวเป็นเจ้าบ้าน ขอตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าค้นบ้านนางสาวยิ่งลักษณ์ ต่อหน้าต่อตา พล.ต.อ. ศรีวราห์เสียอีก

พล.ต.อ.ศรีวราห์ที่มีเอกลักษณ์เป็นนายตำรวจดุ แต่กลับหงอยเมื่ออยู่ต่อหน้านายตำรวจหนุ่มคนนี้ ไม่มีคำถามสักคำว่า เข้ามาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในฐานะอะไร และในเวลาราชการ ทำไมไม่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ต้นสังกัด

ไม่มีแม้แต่การสอบสวนความผิดของ พ.ต.อ.วทัญญู ทำให้นายตำรวจหนุ่มคนนี้ ลอยนวลจนก่อพฤติกรรมฉาวโฉ่ซ้ำรอยขึ้นมาอีก

การเดินทางไปอังกฤษครั้งนี้ พ.ต.อ.วทัญญูยื่นใบลาราชการอย่างถูกต้อง โดยอ้างว่าไปเยี่ยมลูกที่เรียนอยู่อังกฤษ คำถามคือ พ.ต.อ.วทัญญูหรือครอบครัวมีฐานะร่ำรวยเพียงใด จึงส่งลูกไปเรียนอังกฤษ ซึ่งค่าใช้จ่ายปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทได้

มีใครเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์หรือไม่ และมีรายได้จากกลุ่มชินวัตรหรือเปล่า เพราะขนาดตามไปรับใช้กันถึงอังกฤษ ย่อมจะไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา

แม้โทษทางอาญาจะเอาผิดกับ พ.ต.อ.วทัญญูไม่ได้ แต่โทษวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกจากราชการ อยู่ในข่ายที่จะเอาผิดได้ โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สามารถสอบความผิดโดยไม่ต้องรอให้ใครแจ้งร้องทุกข์ โดยเฉพาะฐานะทางการเงินที่อาจดีเกินปกติ ถึงขั้นส่งลูกเรียนอังกฤษได้

พ.ต.อ.วทัญญู อาจเป็นตำรวจประเภทเดียวกับพล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผบ.ตร.ที่มองอาชีพตำรวจเป็นเพียง "ไซด์ไลน์" เท่านั้น แต่อาชีพหรือรายได้หลัก อาจเกิดจากการรับใช้ตระกูลชินวัตร

นายตำรวจหนุ่มที่โตพรวดพราดในยุครัฐบาลระบอบทักษิณ ประกาศตัวอย่างไม่เป็นทางการแล้ว เป็นนายตำรวจที่เลือกข้าง เป็นนายตำรวจประจำตระกูลชินวัตร และพร้อมจะวางอาชีพตำรวจเป็นเดิมพัน

พร้อมจะทำความผิด พร้อมฝ่าฝืนวินัยร้ายแรง รวมทั้งพร้อมถูกตะเพิดออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรับใช้นายใหญ่และนายหญิงยิ่งลักษณ์

ประชาชนคงมีคำถามเหมือนกันว่า ทำไม พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่สั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดการกับ พ.ต.อ.วทัญญู ทำไมปล่อยให้นายตำรวจที่ทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์ยิ่งลักษณ์ลอยนวลอยู่จนวันนี้

ไม่มี คสช.คนไหน ไม่มีใครในรัฐบาลออกมาสยบความห้าวของนายตำรวจหนุ่มคนนี้เลยหรือ.

เชื่อคนสนิทนาจิบ ตัวการโกง 1 MDB หนีเข้าแดนมังกร - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ฮ่องกง * ทางการมาเลเซียตามล่า "โจ โลว์" นักการเงินคนสนิท ของอดีตนายกฯ นาจิบ ราซัก ผู้ เป็นศูนย์กลางเรื่องอื้อฉาวทางการ เงินเกี่ยวข้องกับกองทุนวันเอ็มดีบี โดยเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์รายงานเมื่อวันพุธว่าเขาน่าจะหนี เข้าจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว

เอเอฟพีกล่าวเมื่อวันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2561 ว่านักการเงินคนนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องอื้อฉาวทุจริตยักยอกเงินจากกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ วันมาเลเซียดีเวลอปเมนต์ เบอร์ฮัด (วันเอ็มดีบี) โดยเชื่อว่าเขาเดินทางมายังเกาะฮ่องกงและมาเก๊าซึ่งเป็นดินแดนของจีน ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจีนแผ่นดินใหญ่

หนุ่มเพลย์บอยรายนี้มีชื่อ เสียงกระฉ่อนจากการชอบสังสรรค์ กับดาราระดับเกรดเอของฮอลลีวูด เป็นคนใกล้ชิดของอดีตนายกฯ นาจิบ และถูกกล่าวหาว่าร่วมวาง แผนกับนาจิบเพื่อฉ้อโกงเงินจากกองทุนแห่งนี้

หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์ นิงโพสต์จากฮ่องกง อ้างแหล่งข่าว ที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบนเกาะมาเก๊า ว่าสามารถบอกได้ อย่างมั่นใจว่า โจ โลว์ อยู่บนจีนแผ่น ดินใหญ่แล้วในตอนนี้ อันที่จริงการ เดินทางมายังมาเก๊าของเขา ส่วนหนึ่งก็น่าจะเพื่อวัตถุประสงค์นี้ด้วย

รายงานของสำนักข่าวเบอร์ นามาของทางการมาเลเซียกล่าวว่า ตัน สรี โมหะหมัด ฟูซี ฮารุน จเรตำรวจมาเลเซีย กล่าวในวันเดียวกันว่า ทางการมาเก๊าได้แจ้งมายังเจ้าหน้าที่มาเลเซียทางอีเมล์ว่า โลว์ออกจากเกาะกาสิโนแห่งนี้ไปยัง "จุดหมายปลายทางที่ระบุไม่ได้" แล้ว

เจ้าหน้าที่ของทางการมาเก๊าเปิดเผยกับเอเอฟพีว่า พวกเขาได้รับคำร้องขอจากรัฐบาลมาเลเซียเกี่ยวกับโลว์ ซึ่งมีชื่อเต็มว่า โลว์ แต็ก โจ แต่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่เปิด เผยรายละเอียดเพิ่มเติม

นายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด กล่าวเมื่อเดือนมิถุนายนว่า ทาง การมาเลเซียกำลังติดตามจับกุมนักการเงินวัย 36 ปีรายนี้ซึ่งได้หนีออกนอกประเทศไปแล้ว

คำกล่าวหาทุจริตฉ้อโกงเงิน หลายพันล้านดอลลาร์จากวันเอ็ม ดีบี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นาจิบ พ่ายแพ้เลือกตั้งอย่างชวนช็อกเมื่อ เดือนพฤษภาคม โดยกล่าวกันว่า ชายหนุ่มคนนี้ซึ่งว่ากันว่าเป็นคน สนิทของนาจิบ มีบทบาทกับการ ยักยอกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ที่ว่านี้ด้วย โลว์ไม่มีตำแหน่งอย่าง เป็นทางการในกองทุนวันเอ็มดีบี แต่เชื่อกันว่าเขามีอิทธิพลอย่างมากเหนือกองทุนนี้

ทางการสหรัฐประเมินว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทุนและพวกพ้องยักยอกเงินมากกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์จากวันเอ็มดีบีระหว่าง ปี 2552-2558.

คอลัมน์ รู้จักอาเซียน: ความเหมือน บนความแตกต่าง - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

มัธธาณะ รอดยิ้ม

กระแสเช็กบิล ปราบปรามทุจริต ในรอบต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีกับ นายนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยคณะกรรมการต่อต้านการทุจริต หรือเอ็มเอซีซี รวบตัว ดำเนินดคีกรณีอื้อฉาวหลายพันล้านดอลลาร์ กับโครงการ 1 เอ็มดีบี อันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการ เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

หากผิดจริง นาจิบ ราซัก ลูกชายของอับดุล ราซัก บิดาแห่งการพัฒนามาเลเซีย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 จะต้องโทษจำคุกหลายสิบปี

ไม่เพียงนายนาจิบเท่านั้น นางรอสมะห์ มานซัวร์ ภรรยาผู้รักความหรูหรา ก็ถูกเค้นสอบหนักอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าพลพรรคของนาจิบ ราซัก ต้องมองเรื่องนี้ว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และเช็กบิลอย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้มันดูรวดเร็วเสียทีเดียว

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง "มหาธีร์" นายกรัฐมนตรีวัย 92 ปี พร้อมกับทีม "มาเลเซียบารู" หรือมาเลเซียใหม่ กำลังปฏิบัติงานอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะเปลี่ยนถ่ายโอนอำนาจให้กับ "อันวาร์ อิบราฮิม" และหนึ่งในภารกิจนั้นก็คือ การตามเช็กบิลนาจิบ ราซัก และภรรยา

ขณะเดียวกันก็พยายามทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยพูดไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้ว่าคุณหมอมหาธีร์จะบอกด้วยปากตัวเองว่า"ไม่ใช่การล้างแค้น" ก็ตามอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ การบุกจับกุม นายอิร์วานดี้ ยูซูฟ ผู้ว่าการจังหวัด อาเจะห์ประเทศอินโดนีเซีย โดยเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการปราบปรามทุจริต หรือ "คาเพคา" ซึ่งชี้มูลว่า อิร์วานดี้ พัวพันกับการทำ "ธุรกรรมอำพราง"นายอิร์วานดี้ มีประวัติเป็นถึงโฆษกกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพอาเจะห์ หรือกัม อีกทั้งยังเคยจำคุกในข้อหาก่อกบฏต่อสาธารณรัฐ ในปี 2547 จนกระทั่งเกิดเหตุสึนามิ จนเป็นส่วนหนึ่งให้นายอิร์วานดี้หลบหนีออกมาจากคุก ก่อนจะไปร่วมกับคณะกัม เพื่อเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลอินโดนีเซียในปี 2548 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ จนกระทั่งอาเจะห์ได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง

เหมือนกับว่า คาเพคาเล่นหมด ถ้าเอี่ยวทุจริต โดยไม่สนว่าอดีตผู้เกี่ยวพัน จะเป็นยังไง นอกจากนี้หน่วยงานนี้ยังเป็นองค์กรอิสระที่มีความคล่องตัว จนนักการเมืองอินโดนีเซียต่างหวาดกลัว และพยายามขัดขา อย่างการจำกัดงบฯ ให้หน่วยงานนี้ ส่งผลให้การทำงานไม่คล่องตัว จำนวนเจ้าหน้าที่ลดลง หรือกระทั่ง "เครื่องไม้เครื่องมือ" ที่มีจำกัด ซึ่งหากจะใช้ต้องทำเรื่องขอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกระทั่งมีการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ก็เกิดขึ้นมาแล้ว

ส่วนเอ็มเอซีซี คล้ายจะเป็นแขนขา ให้กับรัฐบาลมากเกินไป เหมือนกับที่เกิดขึ้นสมัยก่อนที่พยายามใช้หน่วยงานนี้ ไล่จับนักการเมือง หรือบุคคลฝ่ายตรงข้าม

อย่างกรณีอื้อฉาวกับการฆ่าตัวตายของ นายเตะโอ เบ็ง ฮ็อก นักข่าวที่มีความสัมพันธ์กับพรรคดีเอพี หนึ่งในพรรคฝ่ายค้านสำคัญในอดีต ที่ยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยอย่างมาก พร้อมกับมีการฟ้องเอ็มเอซีซีว่าลงโทษผิดคน

และนี้คือตัวอย่างของความเหมือนบนความแตกต่างในเรื่องการปราบปรามทุจริต ที่บางประเทศมีการเลือกขั้วการเมืองอย่างชัดเจน ไม่ได้ อิสระอย่างที่ควรจะเป็น