You are here

CG and corruptions News - 12 September 2017

Graft complaint lodged in land use dispute - THE NATION

IFECฝ่าใบแดงก.ล.ต.งุบงิบตั้งบอร์ดฉุกเฉิน - ข่าวหุ้น

ศอตช.ส่อมวยล้ม สอบ"เงินทอนวัด" ไม่พบวัดพระผู้ใหญ่มีเอี่ยว - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

SCBAMขายกองหุ้นซีจี บลจ.เฟ้นหุ้นเข้าพอร์ต30-50ตัว กรุงศรีไอพีโอได้85ล้าน - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ วสิษฐ เดชกุญชร: ข้าราชการการเมือง VS ข้าราชการประจำ - มติชน

คม ชัด ลึก: เงินทอนสะท้อนรัฐ - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: 4 งานใหญ่ และเผือกร้อน รอพิสูจน์ ผอ.พศ.คนใหม่ - ไทยโพสต์

รัฐดัน ก.ม.ปราบโกง 4 ชั่วโคตร ฟันขรก.-ญาติรับสินบน สกัด 'กิ๊ก-คู่รัก' แอบรับเงินใต้โต๊ะ - เดลินิวส์

คอลัมน์ FINNOMENA Insight: Shadow Economy ระบบเศรษฐกิจในเงามืด - โพสต์ทูเดย์

เปิดคดีดังศาลปราบโกงโทษสาหัส-ติดคุกนับร้อยปี - คม ชัด ลึก

เล่นไปอย่าให้ใครโกง - กรุงเทพธุรกิจ

Graft complaint lodged in land use dispute - THE NATION Issued date 12 September 2017

A NON-GOVERNMENTorganisation has filed a petition with the National Anti-Corruption Commission against Interior Minister Anupong Paochinda and others who allegedly abused their authority by approving the use of a community forest area in Khon Kaen province by a private company for a commercial purpose.

Srisuwan Janya, secretary-general of the Association of Thai Constitution Protection Organisations, said Anupong, deputy interior minister Sutee Makboon and Land Department secretary-general Prateep Kiratirekha, as well as other officials, should be investigated by the anti-graft body.

A former provincial governor and a local administrative organisation chief were also named among those responsible for the alleged wrongdoing.

According to the petition, Anupong and other officials granted an unnamed energy drink company to utilise a land plot of 31 rai (5 hectares)inside the Northeastern province's community forest areas.

It is alleged that the land was used for expansion of the firm's factory and,as a result, it now benefits only the firm's shareholders, not members of the community.

Srisuwan said the land plot belongs to a forest area that should be used for the benefit of local residents. He said there were still some trees on the land,and it was not a dry area as argued by the Land Department.

He said there are aerial photos to prove the actual condition of this land plot, so the Interior Ministry had no authority to give the private firm such a privilege.

According to the ministry's regulations, any use of community forest and other public land plots by the private sector is restricted to a maximum of 10 rai.

He said the Interior Ministry granted the private firm the right to use the land despite opposition from local residents.

Deputy premier Wisanu Kreungam declined to comment on the Interior decision. He said he had no information on the issue at this stage since the Interior Ministry had not conducted any prior consultation.

IFECฝ่าใบแดงก.ล.ต.งุบงิบตั้งบอร์ดฉุกเฉิน - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

IFEC ฝ่าใบแดงก.ล.ต. แจ้งมติประชุมบอร์ดฉุกเฉิน แต่งตั้งบอร์ดใหม่ครบ 9 คน เมินก.ล.ต.กล่าวโทษ “วิชัย” ต่อปอศ. เหตุทุจริตเลือกตั้งกรรมการโดยใช้วิธี cumulative voting โดยตั้ง “ฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ” เป็นประธานกรรมการแทน “วิชัย”

นายศุภกร แย้มงามเหลือ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC กล่าวว่า บริษัทได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริษัท (ฉุกเฉิน) ครั้งที่ 4/2560 ในวันที่ 10 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่ โดยผลการประชุม วาระที่ 1 มีมติแต่งตั้งนายมนูศักดิ์ เดี่ยววาณิชย์ เป็นกรรมการแทนนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ วาระที่ 2 มีมติแต่งตั้งนายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ เป็นประธานกรรมการ และแต่งตั้งนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ เป็นรองประธานกรรมการ

ขณะที่ในวาระอื่น นายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ แจ้งต่อที่ประชุมถึงการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจสอบได้ จึงขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการตรวจสอบ โดยขอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทพิจารณาคัดเลือกกรรมการเข้าเป็นกรรมการตรวจสอบแทน จึงได้มีมติแต่งตั้งนายพีรธัช สุขพงษ์ เป็นกรรมการตรวจสอบแทนนายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ

โดยตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทข้างต้น ทำให้มีกรรมการบริษัทครบทั้ง 9 คน ได้แก่ 1.นายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์, 2.นายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ, 3.พลตรีบุญเลิศ แจ้งนพรัตน์, 4.นายธีติพันธ์ เทพผดุงพร (ตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2560), 5.นายปิยะพงศ์ วงศ์สุวัฒน์ แทนนายทวิช เตชะนาวากุล ที่ลาออก (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 6/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60 )

6.นายวิภู มหารักขกะ แทน นางสาวประนอม โฆวินวิพัฒน์ ที่ลาออก (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 6/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60), 7.นายพีรธัช สุขพงษ์ แทน พลตำรวจเอกสุนทร ซ้ายขวัญ ที่ลาออก (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 6/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60), 8.นายไชยนาจ ญาติฉิมพลี แทน นายปริญญา วิญญรัตน์ ที่ลาออก (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 6/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60) และ 9.นายมนูศักดิ์ เดี่ยววาณิชย์ แทน นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ออกจากตำแหน่ง (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (ฉุกเฉิน) ครั้งที่ 4/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 60)

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 11/2560 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 60 มีมติอนุมัติแต่งตั้งนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ เข้าดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 60 และอนุมัติแต่งตั้งนายศุภกร แย้มงามเหลือ เข้าดำรงตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 60 เช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 60 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ในฐานะประธานกรรมการบริษัท IFEC ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) กรณีกระทำโดยทุจริตโดยแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น

สืบเนื่องจากช่วงเดือน ธ.ค. 59 IFEC มีกรรมการบริษัทน้อยกว่าจำนวนองค์ประชุมที่กฎหมายกำหนด โดยในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 60 และการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 60 นายวิชัยในฐานะประธานกรรมการและประธานที่ประชุมทั้ง 2 ครั้ง ได้ดำเนินการให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการบริษัททดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยใช้วิธีการลงคะแนนเสียงแบบสะสม (cumulative voting)

โดยต่อมาในวันที่ 26 มิ.ย. 60 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการที่ได้มาจากการเลือกด้วยวิธีการลงคะแนนเสียงดังกล่าว เนื่องจากไม่เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท และเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

ดังนั้น ก.ล.ต.จึงได้กล่าวโทษนายวิชัยต่อ ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งการถูกกล่าวโทษทำให้นายวิชัยเข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ

นอกจากนี้ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนอื่นๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารของ IFEC รวมทั้งอดีตคณะกรรมการและผู้บริหารของ IFEC ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ จะเป็นผลให้บุคคลดังกล่าวอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายซึ่งมีทั้งโทษอาญาและมาตรการลงโทษทางแพ่ง

ทั้งนี้ การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นขั้นตอนในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ตลอดจนการวินิจฉัยคดีซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลยุติธรรมตามลำดับ

ส่งผลให้ในวันที่ 8 ก.ย. 60 IFEC แจ้งว่านายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็นประธานกรรมการบริษัท และจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทอีกต่อไป ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 60 เป็นต้นไป โดยบริษัทจะดำเนินการจัดประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อเลือกประธานกรรมการ และเลือกกรรมการเข้าทดแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง ให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทโดยเร็วที่สุด และจะดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทตามกฎหมายต่อไป

ศอตช.ส่อมวยล้ม สอบ"เงินทอนวัด" ไม่พบวัดพระผู้ใหญ่มีเอี่ยว - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ศอตช.ส่อมวยล้มสอบ'เงินทอนวัด' ไม่พบวัด-พระผู้ใหญ่มีเอี่ยว

ผู้จัดการรายวัน360 - เลขา ศอตช. ยัน ไม่เลิกสอบทุจริตเงินทอนวัด แม้ พ.ต.ท. พงศ์พร จะไม่ได้ทำหน้าที่ ผอ.พศ. แล้ว เผยผลสอบเบื้องต้น ยังไม่พบวัด หรือมีพระชั้นผู้ใหญ่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการ กระทำความผิด แค่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ ถูกกล่าวหาว่าทุจริต "วิษณุ" ย้ำปมที่ดินอัลไพน์ ต้องรออ่านคำพิพากษาละเอียดก่อน ถึงกำหนดแนวทางได้ รับวิธีเพิกถอนคำสั่งอุทธรณ์ "ยงยุทธ" เป็นหนึ่งในแนวทาง

นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะ เลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ ศอตช. โดยได้ดำเนินการเพื่อให้มีฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบซ้ำซ้อน ทั้งนี้ มีฝ่ายปฏิบัติที่ดำเนินการตรวจ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ท., ป.ป.ช., สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ฯลฯ ซึ่งโดยรวมถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก เมื่อมีกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดจึงต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน ว่าผิดอย่างไร ใครมีส่วนร่วมบ้าง แม้ พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จะไม่ได้ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แล้ว ก็จะต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อไป และจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง เร่งด่วน มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช. ก็ได้กำชับให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรายงานความคืบหน้าทุกสัปดาห์ ทั้งนี้ เบื้องต้นหน่วยงานที่ตรวจสอบยังไม่พบวัด หรือมีพระชั้นผู้ใหญ่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการ กระทำความผิด เพียงแต่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ ที่ถูกหาว่าทุจริต แต่หากหลักฐานเชื่อมโยงถึงใคร ก็ต้องตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ต่อไป

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ พ.ต.ท.พงศ์พร ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นตำแหน่ง ผอ.พศ. ว่า เรื่องนี้ถือว่า จบแล้ว ตั้งแต่มีคำสั่งสำนักนายกฯ ออกมา

SCBAMขายกองหุ้นซีจี บลจ.เฟ้นหุ้นเข้าพอร์ต30-50ตัว กรุงศรีไอพีโอได้85ล้าน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - บลจ.ไทยพาณิชย์ ออกกองหุ้นธรรมาภิบาลไทย คัดเลือกเข้าพอร์ต 30-50 บริษัท กรุงศรีระดมทุนได้ 85 ล้าน

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ (SCBAM) เปิดเผยว่า บริษัทออกกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นธรรมาภิบาลไทย (SCBTHAICG) มีมูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท เสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) ระหว่างวันที่ 12-18 ก.ย.นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท

ทั้งนี้ กองทุน SCBTHAICG เกิดจากการเข้าร่วมโครงการกองทุนรวม ธรรมาภิบาลไทยของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ซึ่งจะเน้นลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance หรือ ESG)

สำหรับกรอบการลงทุนจะเป็น กลุ่มหุ้น THAI CG ที่ผ่านการคัดกรองแล้วจำนวน 123 บริษัท จากสมาคม ส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) คะแนน 4 ดาวขึ้นไป และกลุ่มหุ้นที่ผ่านการรับรองการต่อต้านการ ทุจริตคอร์รัปชั่นจากโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) ตามที่คณะกรรมการกำหนดหลักทรัพย์ และหลักเกณฑ์ในการลงทุนของกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย ณ วันที่ 31 ก.ค. 2560

ทั้งนี้ นโยบายการลงทุนของ บลจ.ไทยพาณิชย์ จะคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต 30-50 บริษัท โดยพิจารณาจากสภาพคล่อง และปัจจัยทางด้านคุณภาพเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการสร้างกำไร ธรรมาภิบาล เป็นต้น ซึ่งจะไม่มีข้อจำกัดทางด้านกลุ่มอุตสาหกรรมในการคัดเลือกหุ้น และจะจัดสรรน้ำหนักการลงทุนให้หุ้นแต่ละตัวในสัดส่วนที่เท่ากัน

ด้าน นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า กองทุนหุ้นธรรมาภิบาลที่บริษัทจะเสนอขาย จะคัดเลือกหุ้นสำหรับลงทุนประมาณ 30 บริษัท และใช้กลยุทธ์เชิงรุกเช่นเดียวกับกองทุนหุ้นอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหาร ซึ่งในขั้นตอนของการเลือกหุ้น นอกจากจะเน้นพื้นฐาน และให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีความยั่งยืนแล้ว ระดับราคาหุ้นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่คำนึงถึง

นอกจากนี้ รายงานจาก บลจ. กรุงศรี เปิดเผยว่า กองทุนเปิด กรุงศรีหุ้นธรรมาภิบาลไทย (KFTHAICG) ระดมทุนได้ 85 ล้านบาท ขณะที่ในเดือน ส.ค.เงินไหลเข้าสุทธิกองทุนหุ้นภายใต้การบริหารของ บลจ.กรุงศรี รวม 750 ล้านบาท

คอลัมน์ วสิษฐ เดชกุญชร: ข้าราชการการเมือง VS ข้าราชการประจำ - มติชน ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ผมเองก็รู้สึกแปลกใจไม่ต่างกับท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมาก เมื่อได้ข่าวการแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา

ที่แปลกใจก็เพราะผมทราบว่า คุณพงศ์พรเพิ่งจะได้รับคำสั่งจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ย้ายคุณพงศ์พรจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ต้นปีนี่เอง และเหตุผลของการแต่งตั้งก็คือ "จำเป็นต้องปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในบางหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน เพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูป และไม่อาจดำเนินการโดยวิธีการปกติได้"

อ่านคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบอย่างนี้ ใครๆ ก็ย่อมต้องเข้าใจว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเจาะจงเอาตัวคุณพงศ์พรไป เพื่อแก้ไขปัญหาในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยเฉพาะ

ใครๆ ก็รู้ว่าขณะนั้นและจนกระทั่งขณะนี้ กระแสทรรศน์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำลังมีปัญหาหลายอย่าง ปัญหาหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ปัญหาที่หลายวัดได้รับงบประมาณไปเพื่อใช้ในกิจการของวัด เช่น ก่อสร้าง หรือบูรณะปฏิสังขรณ์วัด แล้วถูกข้าราชการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบังคับให้แบ่งเงินที่ได้รับส่วนหนึ่งเอาไปเป็นของตน

อีกปัญหาหนึ่งก็คือวัดหลายวัดของบประมาณจากรัฐเอาไปเพื่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม หรือจัดหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แต่กลับปรากฏว่าไม่ได้มีการก่อสร้าง และจำนวนผู้เข้าศึกษาต่ำกว่าที่อ้างไว้

หลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้ว คุณพงศ์พร ก็เริ่มงานในหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดและเร่งรีบ และพระสงฆ์หลายรูปก็แสดงความไม่พอใจและต่อต้านคุณพงศ์พรทันที ผู้หนึ่งที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อต้านและเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็คือ พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเรียกร้องให้วัดทั่วประเทศคว่ำบาตรไม่รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและจากรัฐบาล

แต่คุณพงศ์พรทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมาได้เพียง 7 เดือน ในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 คณะรัฐมนตรีก็มีมติอนุมัติให้โอนคุณพงศ์พรจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปเป็นผู้ตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี "เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง"

คุณพงศ์พรไม่ยอมรับคำสั่งดังกล่าวและมีหนังสือถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายออมสิน ชีวะพฤกษ์) แย้งโดยให้เหตุผลว่า คำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย หลังจากที่มีข่าวนั้นออก

มาแล้ว สื่อมวลชนได้ซักถามทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) และนายออมสิน ปรากฏว่าคำตอบที่ได้รับนั้นค่อนข้างคลุมเครือ และไม่สู้จะตรงกับประเด็น ทุกคนปฏิเสธว่าการย้ายคุณพงศ์พรมิได้กระทำเพราะคุณพงศ์พรมีปัญหากับพระ แต่เป็นการย้ายหมุนเวียนตามวาระ และเพราะต้องการให้คุณพงศ์พรไปช่วยราชการนายกรัฐมนตรี

ครั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่แล้ว สั่งให้คุณพงศ์พรไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ

เมื่อเป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี คำสั่ง ดังกล่าวก็เป็นการตอกฝาโลง ยุติปัญหาของทางราชการลงอย่างเด็ดขาด แต่รัฐบาลก็จะตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ต่อไปอีก จนกว่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนและแน่นอนว่าปัญหาทุจริตในวงการสงฆ์ที่คุณพงศ์พรพยายามจะแก้ไขและยังไม่สำเร็จนั้น ใครจะทำต่อหรือไม่และอย่างไร

คม ชัด ลึก: เงินทอนสะท้อนรัฐ - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ปฏิบัติการย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ออกจากผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นแก่หลายฝ่าย ว่าสาเหตุเกิดจากการเข้าไปตรวจสอบเรื่อง "เงินทอนวัด" จนทำให้พระผู้ใหญ่ไม่พอใจ ส่งแรงกดดันไปยังรัฐบาลหรือไม่ เรื่องนี้คงไม่มีใครออกมาตอบได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะจะว่าไปต้องรอเวลาเสาะหาใบเสร็จเรื่องเงินทอนซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปกว่านั้นยังหาหลักฐานมาประกอบสมมุติฐานที่ว่า กลุ่มพระบางรูป "สั่งปลด" ได้ยากยิ่ง อย่างไรก็ตาม นอกจากกรณีของ "กรรมส่อเจตนา" แล้ว การติดตามตรวจสอบในเส้นทางของการใช้จ่ายเงินงบประมาณจากพศ.ที่จัดสรรให้วัดต่างๆ ก็เป็นทางหนึ่งซึ่งจะหยุดยั้งความเสียหายในปัจจุบันและป้องกันการใช้จ่ายที่ไม่ชอบมาพากลในอนาคต

เรื่องของเงินทอนเป็นกิจกรรมลับที่ใช้กันในแวดวงการทุจริตงบประมาณ เมื่อมาพูดถึงเงินทอนวัด ผู้คนก็ย่อมจะเข้าใจในทำนองเดียวกันว่าจะต้องมีนอกมีใน มีคำอธิบายจากฝ่ายตรวจสอบก็คือ พระบางรูปในวัดที่จะได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณจากพศ. รู้เห็นเป็นใจกับข้าราชการในพศ.บางคน ในการจัดทำโครงการเพื่อขอใช้งบประมาณขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบูรณปฏิสังขรณ์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม กล่าวคือ ทางวัดไม่ได้ใช้งบประมาณทั้งหมดตามที่ขอไปจริง แต่ส่งคืนเงินส่วนหนึ่งกลับไปเข้ากระเป๋าข้าราชการตามที่ตกลงกันไว้ รวมแล้วสำหรับปีนี้เป็นเงิน 2,300 ล้านบาท จากการตรวจสอบในช่วงปี 2555-2558 ใน 12 วัด พบการทุจริตกว่า 60 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินอุดหนุนเพื่อการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกนับร้อยล้านบาท

มีข่าวว่าการเดินหน้าตรวจสอบเงินทอนวัดในช่วงที่ 2 ซึ่งจะเป็นวัดใหญ่วัดดังในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 20 วัด คือสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้ พ.ต.ท.พงศ์พร ต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็อาจจะหมายความว่าเรื่องเงินทอนวัดจะจบลงเพียงแค่กรณี 12 วัด และเป็นวัดดังในต่างจังหวัด 12 วัดที่ตำรวจส่งไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อแล้ว สุดท้ายเรื่องนี้จะเงียบหายไปกับสายลมเหมือนเช่นกรณีวัดพระธรรมกาย หรืออีกหลายกรณีที่วันเวลาผ่านไปคนก็ลืม ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. ย้ำอยู่เสมอถึงการปฏิรูปชาติบ้านเมืองและการปราบปรามการคอร์รัปชั่นอันเป็นสาเหตุกัดกร่อนชาติมาแสนนาน

อันที่จริงกรณีที่เกิดขึ้นนี้ควรจะต้องแยกแยะระหว่างฆราวาสกับพระสงฆ์บางรูปที่สมรู้ร่วมคิดกันกระทำการทุจริตงบประมาณของแผ่นดินออกจากศาสนจักร ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อศรัทธาของพุทธศานิกชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา วัด ตลอดจนพระสงฆ์ส่วนใหญ่ ผู้ยึดมั่นในธรรมจริยวัตร การร่วมมือกันกำจัดเหลือบไรที่เกาะกินอยู่ในอารามและวงราชการกลับจะยิ่งสร้างเสริมความสะอาดผุดผ่องให้แก่วงการสงฆ์มากยิ่งๆ ขึ้นอีกด้วย เช่นนี้แล้วจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายควรสนับสนุนให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่เกิดอาการแทรกซ้อนที่จะทำให้เกิดการเสื่อมศรัทธาขึ้นได้เหมือนกรณีที่เกิดกับพ.ต.ท.พงศ์พร

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: 4 งานใหญ่ และเผือกร้อน รอพิสูจน์ ผอ.พศ.คนใหม่ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

เหลืออีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ มานัส ทารัตน์ใจ อธิบดี กรมการศาสนา ว่าที่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) คนใหม่ ที่เหลืออายุราชการอีก 1 ปี ก็จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึง

เป็นการเข้ามารับตำแหน่ง ผอ.พศ. ที่ต้องยอมรับว่า แบกรับความกดดันพอสมควร เพราะเป็นการเข้ามาแทน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่สังคมให้เครดิตการทำงานค่อนข้างสูง ในเรื่องการทำงานที่ตรงไปตรงมา มีลูกล่อลูกชนกับบางฝ่ายที่หากินกับวงการผ้าเหลือง ที่เป็นปัญหาหมักหมมมานานแล้ว สำนักพุทธฯ ก็ได้แต่นิ่งดูดาย เช่น การเทกแอคชั่นให้ พศ.เข้าไปตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด หรือตรวจสอบบัญชีค่าใช้จ่ายของวัดและงบประมาณสนับสนุนต่างๆ ที่เป็นงบประมาณแผ่นดินที่แต่ละวัดได้รับ แม้บางเรื่องอาจยังไม่เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันให้มีการปฏิรูปสงฆ์ ตลอดจนการจัดการกับพระนอกรีต เหลือบวงการสงฆ์ แต่ก็ต้องยอมรับว่า พ.ต.ท.พงศ์พร ทำงานได้ใจประชาชนค่อนข้างมาก

ซึ่งเห็นได้ชัดหลังมีปัญหาการบริหารงาน-โยกย้ายตำแหน่งกันระหว่าง พ.ต.ท.พงศ์พร กับ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักพุทธฯ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้กระแสสังคมไม่พอใจรัฐบาลอย่างมาก แต่ดีที่พลเอกประยุทธ์รีบลงมายุติเรื่องโดยรีบด่วน แต่ก็ทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลวูบไปเหมือนกัน

เมื่อสังคมมองว่าการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พรสอบผ่าน ได้ใจประชาชน มันก็เป็นงานหนักของมานัส-ว่าที่ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ที่ต้องทำงานให้ดีเท่าหรือดีกว่า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลเลือกคนไม่ผิด หลังเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มาที่ไปของว่าที่ ผอ.สำนักพุทธฯ กันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เป็นใคร มาจากไหน

มีคำอธิบายจากคนในรัฐบาลอย่าง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ที่บอกถึงภารกิจสำคัญของ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เน้นย้ำมาเลยว่า สำนักพุทธฯ จะต้องทำภารกิจ 4 เรื่องนี้ให้สำเร็จ ภายใต้การยอมรับและไว้วางใจจากคณะสงฆ์ หน่วยงานภายนอก และเจ้าหน้าที่ใน พศ.เอง รวมทั้งทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้อย่างใกล้ชิด และเป็นไปด้วยความราบรื่น ซึ่ง 4 ภารกิจดังกล่าวก็คือ

1.เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.)

2.ปราบปรามการทุจริต ที่ต้องตรวจสอบทั้งคนใน พศ.ไปจนถึงระดับวัดและชาวบ้าน

3.จัดศาสนพิธีในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 9 ร่วมกับกรมการศาสนา

4.แก้ไขปัญหาที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ที่สำนักพุทธฯมหาเถรสมาคม-ตำรวจและกรมที่ดิน ต้องทำงานร่วมกัน

เป็น 4 ภารกิจที่คือการบ้านใหญ่ของ "มานัส ทารัตน์ใจ" จะต้องเข้ามาทำ อันเชื่อว่า ป่านนี้คงมีการเตรียมข้อมูลและเริ่มต้นวางแผนงานไว้แล้ว เพราะเห็นได้ชัดว่า บางภารกิจ หากมาเริ่มนับหนึ่งกัน 1 ตุลาคม อาจไม่ทันการณ์

กระนั้นสังคมก็เห็นตรงกันว่า ยังมีมากกว่า 4 เรื่องข้างต้น ที่ว่าที่ ผอ.สำนักพุทธฯ ต้องเข้าไปสะสาง โดยเฉพาะภารกิจในการสะสางปัญหา การบริหารงานในวัดธรรมกายและเครือข่ายธรรมกาย ที่มีปัญหาหมักหมมมาหลายสิบปี จนมีคดีความมากมาย เช่น คดีทางโลกอย่าง คดีบุกรุกที่สาธารณะและพื้นที่ป่า เพื่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเองในหลายจังหวัดที่ตำรวจมีการเอาผิดพระในวัดและในนามนิติบุคคล ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องของตำรวจ ไม่เกี่ยวกับสำนักพุทธฯ แต่คนก็มองว่า พศ.ก็น่าจะต้องเข้าไปช่วยดำเนินการใดๆ กับพระที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อนำไปสู่การสอบสวนเอาผิดทางพระธรรมวินัย หากพบพระในวัดมีส่วนร่วมกระทำความผิด ขณะเดียวกันก็เห็นว่าสำนักพุทธฯ ก็ต้องมีบทบาทอย่างเข้มแข็ง ในการเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าไปคลี่คลาย จัดการกับ ธัมมชโย ในเรื่องทางสงฆ์ด้วย เพราะจนถึงขณะนี้ เรื่องดูเหมือนจะเงียบหายไป

ส่วนปัญหาที่ดินอัลไพน์ก็เป็น เผือกร้อน อีกเรื่องของสำนักพุทธฯ ในฐานะเจ้าภาพใหญ่ในการแก้ปัญหา ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ เนื่องจากที่ดินเจ้าปัญหาเป็น ที่ธรณีสงฆ์ปมปัญหาที่ดินอัลไพน์ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ ที่ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย คงต้องคุยกับฝ่ายกฎหมายหลายภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยไม่ทำผิดกฎหมายซ้ำแบบกรณี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รวมถึงต้องไม่ทำในสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ตามพินัยกรรมของ นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา โดยเฉพาะหากคิดจะเดินหน้าแก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมายผ่าน ร่าง พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหารฯ ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา พ.ศ....." หลังโดนกระแสสังคมคัดค้านอย่างหนักว่า เป็นแนวทางที่จะทำเรื่องผิดให้ผิดซ้ำ

การเข้ารับตำแหน่ง ผอ.พศ.ของ มานัส ทารัตน์ใจ ที่รัฐบาล คสช.เอามาแทน พ.ต.ท.พงศ์พร อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 ต.ค. ประเมินว่า สังคมคงให้เวลาประเมินการทำงานไม่นาน ก็จะบอกออกมาแล้วว่า สอบผ่าน-ไม่ผ่าน โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ พ.ต.ท.พงศ์พร อดีตมือสอบสวนดีเอสไอ.

รัฐดัน ก.ม.ปราบโกง 4 ชั่วโคตร ฟันขรก.-ญาติรับสินบน สกัด 'กิ๊ก-คู่รัก' แอบรับเงินใต้โต๊ะ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน

ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ มีผลพวงจากการที่นักการเมือง ข้าราชการ หรือผู้บริหารองค์กร อาศัย สถานการณ์กระทำการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จนมีผลต่อการตัดสินใจในโครงการภาครัฐใหญ่น้อย ทำให้ไขว้เขวในหน้าที่รับผิดชอบ งบประมาณที่มาจากเงินภาษีของคนทั้งประเทศเกิดการใช้สอยอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เกิดการรั่วไหล กลายเป็นมะเร็งร้าย ที่ฝังตัวและกัดกินประเทศไทยมายาวนาน

วิกฤติการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยก็มีรากฐานจากการ ทุจริตคอร์รัปชั่น การก้าวเข้ามาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 นอกจากมีเจตนาเพื่อยุติปัญหาวิกฤติ ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นความสำคัญของปัญหาการ ทุจริตคอร์รัปชั่น

โดยมีมาตรการออกมา อาทิ การใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือการขับเคลื่อนผ่านกลไกภาครัฐปกติในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ข้อ 10 การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ ตลอดจนยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นวางใจในระบบราชการ

ต่อมาได้มีการประกาศให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็น "วาระแห่งชาติ" พร้อมชักชวนให้ข้าราชการและประชาชนทั่วประเทศประกาศเจตนารมณ์ "ต่อต้านการทุจริตและสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง" อีกด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 60 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ...พร้อมส่งต่อให้ สนช. ได้พิจารณาและรับหลักการในวาระแรกโดยทันที

เหตุผลที่จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นก็เพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเข้มงวด ให้การบริหารงานของรัฐเป็นไปด้วยความโปร่งใส เปิดเผย เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ประกอบกับต้องให้ประชาชนปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่ในการบริหารงานของรัฐ

"เนื้อหาหลักนอกจากเป็นการงัดกฎหมายมาจัดการกับบุคลากรที่ทุจริตในวงราชการ ยังเชื่อมโยงเอาผิดกับผู้มีประโยชน์ทับซ้อนที่ผูกพันในระดับครอบครัวและเครือญาติ ถึง 4 ชั่วโคตร ตั้งแต่ 1.ผู้สืบสันดาน 2.บุพการี 3.คู่สมรสของบุตร และ 4.พี่น้องและบุตรบุญธรรมคู่สมรส ไฮไลต์สำคัญ คือ กิ๊ก เมียน้อย ภรรยาหรือสามีนอกกฎหมายที่ซุกไว้หากตรวจสอบความสัมพันธ์ได้ก็มีความผิดไปด้วย"

ร่าง พ.ร.บ. 4 ชั่วโคตรนี้ มีเนื้อหารวมทั้งสิ้น 29 มาตรา อาทิ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ในการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ของตนหรือตามที่ได้รับมอบหมาย และกำหนดห้ามคู่สมรสและญาติของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ยังไม่ถึง 2 ปี เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นในธุรกิจของเอกชนซึ่งเคยอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของตน และรับเงินหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นจากธุรกิจของเอกชนดังกล่าวเป็นพิเศษ และกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องแสดงข้อมูลและรายได้จากการดำรงตำแหน่งการประกอบอาชีพ วิชาชีพหรือกิจกรรมอื่น ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นต้น

พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ อดีต ส.ว. และหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ บอกว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านที่ประชุมกรรมาธิการไปแล้ว 2 ครั้ง ยังมีหลายคนไม่เข้าใจคิดว่าถูกร่างขึ้นมาเพื่อนำไปใช้รังแกใครหรือไม่ อันที่จริงที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ใช่เฉพาะในแวดวงข้าราชการเท่านั้นที่กินอยู่กันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส บางกลุ่มหย่าขาดกันโดยนิตินัย หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "หย่าการเมือง" ทั้งที่คู่สามีภรรยาก็มีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่

อีกทั้งมีข้าราชการบางกลุ่มบางรายใช้อำนาจรัฐไปรังแกคนอื่น พอมีกฎหมายห้ามรับสินบนรับเงินใต้โต๊ะ ก็เลี่ยงไปไหว้วานญาติพี่น้องเป็นทางผ่านเข้ามารับผลประโยชน์แทนตัวเอง มีหลายกรณีเช่นกันที่บรรดาญาติพี่น้องของข้าราชการแอบอ้างหน้า ที่การงานไปแสวงหาประโยชน์โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง

จึงสมควรต้องมีการกำหนดบทลงโทษทั้งพวกที่แอบอ้างและพวกที่เป็นทางผ่านในการรับผลประโยชน์ให้ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และเป็นที่ มาของการกำหนดนิยาม คำว่า "ญาติ" ให้ชัดเจนในร่าง พ.ร.บ. 4 ชั่วโคตรฉบับนี้

ที่สำคัญการตรากฎหมายฉบับนี้ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปตามมติสหประชาชาติ ซึ่งถือว่าการกระทำการของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 หรือ UNCAC2003 ก็มีบทบัญญัติกรณีนี้เอาไว้อย่างชัดเจน

"ขอยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน" พล.อ.อ.วีรวิท ระบุ

และปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยจะดีขึ้นในสายตาชาวโลก หรือไม่ ต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ของรัฐบาลประยุทธ์เป็นตัวชี้วัด และต้องถือว่าเป็นอีกหนทางในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตลอด 3 ปีที่ได้เดินหน้าพยายามกำจัดมะเร็งร้ายให้หมดไปจากประเทศไทย.

ม.44 กำราบนักการเมือง-ขรก.

เดือน พ.ค. 58-เดือน ก.ย. 59 คสช.ได้ใช้ ม.44 สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบกรณีทุจริตหรือประพฤติมิชอบไปอีกหลายต่อหลายครั้ง ดังนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 58 จำนวน 45 คน, วันที่ 25 มิ.ย. 58 รวม 71 คน, วันที่ 5 ม.ค. 59 รวม 59 คน, วันที่ 21 ก.ค.59 รวม 60 คน, วันที่ 26 ก.ค. 59 จำนวน 1 คน, วันที่ 25 ส.ค.59 และ วันที่ 2 ก.ย. 2559 รวม 21 คน รวมที่ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงนั้นไปทั้งสิ้น 259 คน

อาทิ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร, นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่, นายพรชัย โควสุรัตน์ นายก อบจ.อุบลราชธานี เป็นต้น.

ผลการขับเคลื่อนกลไกปราบทุจริต

3 มิ.ย. 57 คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)

24 พ.ย. 57 จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติทุกหน่วยงานภาครัฐ

15 ธ.ค. 57 แต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ประสาน คสช.-รัฐบาล-ภาคประชาชน

8 มิ.ย. 58 รัฐบาลประกาศให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเป็น "วาระแห่งชาติ"

1 ส.ค. 60 ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ...

17 ส.ค. 60 สนช. รับหลักการในวาระแรก และหลังจากนี้จะมีผลออกมาอย่างไรก็ต้องดูตามกระบวนการที่จะเกิดขึ้นต่อไป.

คอลัมน์ FINNOMENA Insight: Shadow Economy ระบบเศรษฐกิจในเงามืด - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ลงทุนศาสตร์

Shadow Economy หรือระบบเศรษฐกิจใต้ดิน หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของรัฐไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลของประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เช่น ธุรกิจการพนัน ธุรกิจยาเสพติด ธุรกิจการค้ามนุษย์ รวมไปถึงธุรกิจที่ถูกกฎหมายแต่หลีกเลี่ยงภาษีซึ่งก็จะมีส่วนทำให้ธุรกิจเหล่านั้นหลุดออกจากวงจรการตรวจสอบของรัฐไปเช่นกัน

ทุกประเทศในโลกล้วนมีระบบเศรษฐกิจใต้ดินทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าจะมีมากหรือมีน้อยเท่านั้นโดยปกติ Shadow Economy จะนิยมแสดง ในรูปสัดส่วนต่อจีดีพีประเทศ จากงานวิจัย ของนักเศรษฐศาสตร์ชาวยุโรปบ่งชี้ว่า ระบบ เศรษฐกิจใต้ดินของประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้ว จะมีสัดส่วนต่อจีดีพีน้อยที่สุดอยู่ที่ประมาณ 17% ในขณะที่ในประเทศกลุ่มที่กำลังพัฒนาอยู่ที่ ประมาณ 35% โดยกลุ่มประเทศที่มีการเติบโต ของ Shadow Economy สูงที่สุด คือ กลุ่มประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสังคมนิยมมาเป็นระบอบทุนนิยม เช่น กลุ่มประเทศที่เกิดจากการแยกตัวมาจากสหภาพโซเวียตในอดีต เป็นต้น

Shadow Economy ถือเป็นภัยทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายเงินอย่างผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งในรูปแบบการคอร์รัปชั่นหรือการฟอกเงิน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 50 ล้านล้านบาททั่วโลกต่อปี ซึ่งการที่มีเงินหมุนเวียนอยู่ใต้ดินมากมายขนาดนี้ย่อมหมายถึงเงินถูกกฎหมายที่จะลดลงในการมาหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการอาจจะนำมาซึ่งภัยคุกคามใต้ดินที่ผิดกฎหมาย เช่น การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ เป็นต้น

จากการสำรวจสัดส่วนของ Shadow Eco nomy ต่อจีดีพีของประเทศต่างๆ โดย Friedrich Schmeider และ Andreas Buehn พบผลลัพธ์ในช่วงปี 1999-2005 ดังตาราง

สังเกตได้ว่าประเทศไทยมีอัตราส่วนระบบเศรษฐกิจใต้ดินต่อจีดีพีสูงถึง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า ค่าจีดีพีของไทยที่แสดงอยู่ในเวลานี้อาจจะน้อยกว่าความเป็นจริงไปถึง 30 กว่าเปอร์เซ็นต์

นักลงทุนจึงจำเป็นต้องมองภาพเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศในมุมมองความเป็นจริงมากขึ้น หลายครั้งที่นักลงทุนทำการวิเคราะห์ปัจจัยมหภาคด้วยพารามิเตอร์ต่างๆ นั่นหมายถึงตัวเลขที่นำมาใช้อาจจะไม่ใช่ค่า "จริง" ก็เป็นได้ การประมาณการ Shadow Economy คร่าวๆ ได้อาจจะทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่า ทำไมค่าบางอย่างถึงดูผิดไปจากความเป็นจริงที่เห็นในระบบเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน

และอีกประการหนึ่งคือ ไม่มีสิ่งใดในโลกใบนี้ที่ขาวสะอาดหรือดำสนิททั้งสิ้น ทุกสิ่งล้วน เป็นสีเทา ขึ้นอยู่กับว่ามันจะเป็นเทาอ่อนหรือเทาเข้มก็เท่านั้น ธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ก็เช่นกัน การจะคาดหวังให้กิจการขาวสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะถึงแม้ว่าผู้บริหารอยากจะขาวเท่าไรก็ตาม แต่ธุรกิจที่ทำยังมีความสัมพันธ์ กับ Shadow Economy แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ กิจการก็จะถูกย้อมให้กลายเป็นสีเทาแบบที่ปฏิเสธไม่ได้

หากนักลงทุนวิเคราะห์งบการเงินแล้วพบ"ความผิดปกติ" นักลงทุนต้องถามตัวเองว่า นี่เป็นความปกติที่ "รับได้" หรือ "รับไม่ได้" หลายเรื่องเป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่หลายเรื่องก็เป็นสิ่งที่ธุรกิจหรือกิจการหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน ค่าดำเนินการหรือค่าธรรมเนียมบางอย่างไม่สามารถออก "ใบเสร็จ" ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บางครั้งมันไม่ได้หมายถึงการทุจริตของกิจการ แต่มันหมายถึงธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจที่มีทั้งขาวและดำนั่นเอง

นักลงทุนต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าการลงทุนของตนนั้น รับได้ที่สีเทา "เข้ม" ระดับไหน มากแค่ไหนถึงจะอยู่ในจุดที่จะต้องหลีกเลี่ยงในกิจการเหล่านั้น ในชีวิตจริงไม่มีสิ่งที่ขาวสะอาด เพราะแม้แต่ตัวของเราเอง เราก็เป็นสี "เทา" ไม่ต่างจากเงินที่กำลังไหลเวียนอยู่ในระบบด้วยเช่นกัน

เปิดคดีดังศาลปราบโกงโทษสาหัส-ติดคุกนับร้อยปี - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

เกศินี แตงเขียว

"ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ" เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง กับผลงานการพิพากษาคดี ใครก็ตามที่ต้องตกเป็นจำเลยขึ้นศาลนี้ ย่อมรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน เพราะเห็นตัวอย่างคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษก่อนหน้านี้หลายคดีมีโทษหนักมาก

สำหรับคดีดังล่าสุดที่ศาลอาญาคดีทุจริตเพิ่งพิพากษาไปก็คือ 'คดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์'โดยมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ให้จำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.ว่า เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ ใช้อำนาจหน้าที่ขณะนั้น เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินซึ่งเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ โดยมีเจตนาช่วยเหลือ บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด, บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเวลาต่อมา ให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

หลังจากนี้ "อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย" ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษา โดยระหว่างนี้ศาลให้ประกันตัววงเงิน 5 แสนบาท แต่ก็ยังให้นายยงยุทธมารายงานตัวทุก 30 วัน

ก่อนหน้านี้ในเรื่องที่เกี่ยวกับ "ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์" นั้น ใน

ปี 2553 ป.ป.ช.ได้ยื่นฟ้อง "เสนาะ เทียนทอง" อดีต รมช.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ รมว.มหาดไทย(ในขณะนั้น) ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แต่สุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้องเนื่องจากคดีหมดอายุความ 20 ปีทั้งนี้ ก่อนที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 อดีตมีการตั้งเป็นแผนกคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอาญา ซึ่งมีการฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ และทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ จำนวนไม่น้อยเลย โดยหลายสำนวนเป็นคดีดังที่สังคมติดตามลุ้นผล

1. คดีดังคดีแรกที่เข้าสู่แผนกคดีอาญาทุจริตฯ คือ คดีฟ้องข้าราชการคนดังแวดวงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่าง "หญิงเป็ด" คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการ สตง.เมื่อปี 2557 ที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 5 ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ ร่วมกับนายคัมภีร์ สมใจ อดีต ผอ.สำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ดำเนินการจัดรายชื่อเจ้าหน้าที่ สตง. สัมมนานอกสถานที่ รวมกับการจัดงานกฐิน จ.น่าน จนทำให้มีการเบิกจ่ายเงินจำนวน 294,440 บาท ไม่ชอบ ซึ่งองค์คณะแผนกคดีทุจริตฯ ตัดสินให้จำคุก คนละ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา กระทั่ง 23 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษ ลดเหลือจำคุกคนละ 1 ปีแต่ก็ไม่รอลงอาญาเช่นกัน

2.คดีดังสะท้านวงการสื่อมวลชนที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 ยื่นฟ้องนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท ร่วมกับ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 51 ปี อดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง, บริษัทไร่ส้ม จำกัด และพนักงาน บจก.ไร่ส้ม รวม 4 คน กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ในการรับค่าตอบแทนช่วยเหลือไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาที่ อสมท จะเรียกเก็บจาก บจก.ไร่ส้ม 138,790,000 บาท ซึ่งศาลอาญาทุจริตฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ให้จำคุกจำเลยทั้งหมด โดยนายสรยุทธ ต้องโทษจำคุกสูงถึง 13 ปี 4 เดือน และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาวันที่ 29 สิงหาคม 2560 พิพากษายืน ตอนนี้ก็รอลุ้นการยื่นฎีกา ซึ่งทั้งนายสรยุทธ และลูกน้องกับอดีตพนักงาน อสมท ก็ไม่ได้ประกันตัว

3.คดีสินบนข้ามชาติ อย่างการรับสินบนจัดเทศกาล Bangkok Film Festival ที่ "จุฑามาศ ศิริวรรณ"อดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และลูกสาวอีกคน ถูกอัยการคดีพิเศษ 2 ยื่นฟ้องปี 2558 ว่าการกระทำผิดตาม พ.รบ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 หรือฮั้วประมูล ที่รับเงินจากนักธุรกิจอเมริกัน ให้ได้สิทธิจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2002-2007 (หรือปี พ.ศ.2545p2550) มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท โดยองค์คณะแผนกคดีอาญาทุจริตฯ มีคำพิพากษาวันที่ 29 มีนาคม 2560 ให้จำคุกสูงสุดอดีต ผู้ว่าการ ททท.ถึง 50 ปี ส่วนลูกสาว จำคุก 44 ปี ระหว่างนี้ทั้งสองถูกขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้ประกันตัว ก็รอลุ้นคำพิพากษาอุทธรณ์ต่อไป

4.คดีอื้อฉาวในกรมพัฒนาฝีมือแรงงานคดีแรกที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษจำคุกสูงสุดข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในคราวเดียวจำนวนมากกว่า 10 คน โทษจำคุกตั้งแต่ 100-245 ปี ฐานกระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 มาตรา 12 โดย ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและอัยการยื่นฟ้อง นางประไพศรี เผ่าพันธุ์ อดีตรองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) และข้าราชการในกรมกับเอกชน รวมกว่า 30 ราย ร่วมกันทุจริตดำเนินโครงการจัดซื้อต้นไม้ ปรับแต่งภูมิทัศน์และอาคารสถานที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานระหว่างปีงบประมาณ 2543-2545 จำนวน 201 สัญญาจ้าง มูลค่า 311,317,086 บาท ซึ่งศาลจำคุก นางประไพศรี อดีตรองอธิบดีกพร. จำเลยที่ 1 รวม 49 กระทง 245 ปี ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กพร.กับเอกชนผู้เสนองานรวม 13 ราย ศาลให้จำคุกคนละ 30-40 กระทง รวมจำคุกตั้งแต่ 100-205 ปี ฐานสนับสนุนการกระทำผิดสมยอมราคา แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วตามกฎหมายให้จำคุกสูงสุดไว้ 50 ปี โดยจำเลยเหล่านี้ไม่ได้รับการประกันตัว ส่วนคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

แต่นั่นเป็นผลงานตัดสินคดีดังในอดีต ซึ่งปัจจุบันยังมีคดีในศาลอาญาคดีทุจริตที่น่าสนใจ รอวินิจฉัยอีกไม่น้อย

1.คดีอัยการ ยื่นฟ้องนายวสุ ผันเงิน นายก อบต.บ้านใหม่, น.ส.มณฑา เจริญสุขสุวรรณ ปลัด อบต.บ้านใหม่ อ.บางแม่นาง จ.นนทบุรี กับเจ้าหน้าที่อีก 1 คน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบและใช้เอกสารปลอม, รับรองเอกสารเท็จและข้อหาอื่นรวม 3 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 จากกรณีมีการเซ็นเอกสารรับรองเบิกค่าใช้จ่ายโครงการอบรมในแม่ฮ่องสอนปี 2559 ซึ่งศาลนัดตรวจหลักฐาน หลังจากสอบคำให้การจำเลยไปเมื่อ วันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา 2.คดีนายวสุ นายก อบต.บ้านใหม่ จำเลยคดีปลอมเอกสารโครงการอบรม จ.แม่ฮ่องสอน ฟ้องกลับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เป็นจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีที่นายวสุ ถูกกล่าวหาคดีอาญา ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้

3.คดี บริษัท ส.ธรรมธัชช จำกัด ประกอบกิจการซื้อขายรถยนต์และนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ และนายอินทระศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือบอย ยูนิตี้ อายุ 33 ปี กรรมการบริษัท ยื่นฟ้อง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ, รองอธิบดีดีเอสไอ และคณะพนักงานสอบสวนรวม 11 คน รวม 2 สำนวน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, แจ้งความเท็จต่อศาล มาตรา 137 กรณีวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 นำหมายค้นเข้าตรวจค้นรถราคา แพงลัมโบร์กินี ที่สำนักงานแสดงสินค้า(โชว์รูม) ซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย) เขตวัฒนา รวมทั้งยึดอายัดรถยนต์อื่นอีก 10 คันที่ไม่ได้ระบุในหมายค้นไว้

4.คดีบริษัท เอส ที ที ออโต้เซอร์วิส จำกัด และนายอินทระศักดิ์ หรือบอย ยูนิตี้ กรรมการบริษัท ยื่นฟ้อง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ, รองอธิบดีดีเอสไอ และคณะพนักงานสอบสวน รวม 14 คน 2 สำนวน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, แจ้งความเท็จต่อศาล มาตรา 137 และร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปบุกรุกในเวลากลางคืนตาม มาตรา 362 กรณีวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 นำหมายค้นเข้าตรวจค้นโชว์รูมรถ ที่ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง สั่งห้ามบุคคลเข้า-ออก กับนำรถยนต์มาปิดทางเข้า-ออกและจัดกำลังนั่งเฝ้าที่หน้าโชว์รูม

5.คดี น.ส.โสมณุดา สัมมานุช อายุ 34 ปี ยื่นฟ้อง พระโพธิญาณมุณี หรือพระเมือง พลวฑฺโฒ เจ้าอาวาสวัดป่ามัชริมาวาส จ.กาฬสินธุ์, กลุ่มฆราวาสชาย-หญิง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ 3 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย รวม 7 คน ร่วมกันกระทำการในหน้าที่โดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200, ทำพยานหลักฐานเท็จ มาตรา 162 (4) และมาตรา 179, แสดงพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดี มาตรา 180, ทำลายหรือเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ต้องรักษาไว้ตามหน้าที่ มาตรา 158 และปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ มาตรา 157 กรณีที่ น.ส.โสมณุดา กล่าวหาว่าพระเมืองจะทำลายหลักฐานทางคดี ที่ น.ส.โสมณุดา ได้ทำหนังสือพร้อมแนบภาพบันทึกด้วยกล้องปากกาเมื่อปี พ.ศ.2557 ประณามพฤติกรรมของพระเมืองที่ส่อผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก เพื่อให้หยุดพฤติกรรม ซึ่งคดีรอศาลไต่สวนมูลฟ้องโจทก์

6.คดี นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธาน อนุ กมธ.ด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริต สปท. ยื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท., เอกชนกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ และกรรมการผู้มีอำนาจ รวม 18 คน กล่าวหาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ทำผิดข้อสัญญาระหว่าง ทอท.กับคิงเพาเวอร์ที่สัญญาให้เก็บรายได้เข้ารัฐ 15% จากยอดการขายสินค้าหรือบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่คณะกรรมการอนุมัติให้เก็บเพียง 3% ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐมูลค่า 14,290,660,119 บาท ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 25 กันยายนนี้ว่าจะรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่

7.คดีประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 665 รายยื่นฟ้อง อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, อดีต ผอ.สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ 2 และสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยนคลองจั่น กล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ฉ้อโกงประชาชน และความผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่ร่วมกันสนับสนุนช่วยเหลือสหกรณ์คลองจั่นซึ่งมีปัญหาการบริหารจนได้รับความเดือดร้อนและเสียหายถึงวันมีคำฟ้องนี้ปี 2560 เป็นจำนวนเงิน 1,926 ล้านบาท และปัจจุบันยังมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากสหกรณ์คลองจั่น ประมาณ 5,400 คน มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 12,000 ล้านบาท ซึ่งศาลรับไต่สวนมูลฟ้องโจทก์เฉพาะอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และอดีต ผอ.สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ 2 คดีรอนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ส่วนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นไม่อยู่ในอำนาจศาล

เล่นไปอย่าให้ใครโกง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญภาพ : อนันต์ จันทรสูตร์

มาร่วมกันค้นหาคำตอบการคอร์รัปชันจากบอร์ดเกม The Trust

"มีคนบอกว่า การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นปัญหา คลาสสิก ไม่สามารถแก้ได้ เราเชื่อว่าแก้ได้ แต่ต้องหาแนวร่วม และคงดีกว่าหาคนหน้าเดิมๆ มาคุยกัน เพื่อแก้ปัญหานี้" ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในวันเปิดตัวบอร์ดเกมเพื่อสังคม

ส่วนแนวทางใหม่ที่ อาจารย์สมเกียรติพยายามทำ น่าจะเป็นอีกแรงในการกระตุ้นให้เห็นว่า เราต้องช่วยกันตรวจสอบการคอร์รัปชัน

"ในอดีตเชื่อกันไปแล้วว่า นักการเมืองคอร์รัปชันได้ แต่ขอให้มีโครงการออกมา เท่าที่ปรากฏไม่มีการคอร์รัปชันใด ไม่ก่อให้เกิดต้นทุนประชาชน" แม้คนค่อนประเทศจะเชื่อเช่นนั้น แต่ก็มีคนคิดต่าง... "เพราะประเทศไทยมีการตรวจสอบที่อ่อนแอมาก ทำให้เกิดการคอร์รัปชันสูง"แดนนี่-โสรวาร ศิริพงศ์ปรีดา นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาเกม The Trust ร่วมกับ ต้า-ภาสกร ยูถะสุนทร์ และ คิว-จิรายุ กานต์ปริยสุนทร ในนามบริษัท บลูสเปล จำกัด กล่าว เมื่อมีการประกวดบอร์ดเกมในเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน พวกเขาได้พัฒนาเกม The Trust เล่นไป อย่าให้ใครโกง ร่วมประกวดจนได้รางวัลชนะเลิศจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และสำนักงานสนับสนุนกองทุนวิจัย (สกว.)

พีระพงษ์ เตชะทัตตานนท์ ผู้จัดการด้านงานสร้างสรรค์และสื่อสารสาธารณะ ทีดีอาร์ไอ บอกว่า ที่ผ่านมา งานของทีดีอาร์ไอไม่เคยมีคนสนใจแชร์และไลค์มากมายขนาดนี้ มียอดตัวเลขคนเข้ามาดูหลักแสน เพราะเราจัดกิจกรรมท้าทายความคิด ประกวดบอร์ดเกม หันมาทำกิจกรรมใหม่ๆ เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้การคอร์รัปชันผ่านบอร์ดเกม ทำให้เป็นเรื่องสนุกและได้ความรู้ "เป็นการต่อต้านคอร์รัปชันโดยใช้สื่อใหม่ คุยกับคนรุ่นใหม่" "เราตั้งชื่อการ์ดเกมล้อเลียนโครงการภาครัฐ อาทิ รับจำนำข้าวเกรียบ, เรือดำน้ำอัดลม, อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำตา ฯลฯ โครงการที่มีเรื่องอื้อฉาว เราไม่ใช้ชื่อจริง เพราะบางโครงการยังไม่ตัดสิน ซึ่งเราก็คิดว่า เด็กรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยผ่านเกม เราไปทดลองให้เด็กๆ เล่นเกมนี้หลายรุ่นแล้ว" ภาสกร หนึ่งในผู้พัฒนาเกม The Trust เล่า

หากใครที่ไม่เคยเล่นบอร์ดเกม ก็คงคิดว่าเล่นยาก และเมื่อเกมวางอยู่ตรงหน้า แดนนี่ อธิบายว่า นี่เป็น Party Board Game เล่นง่าย ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที เกมแบบนี้เหมาะกับการพกพาไปเล่นตามที่ต่างๆ

"บางคนไม่รู้ว่าบอร์ดเกมคืออะไร ก็บอกว่า เกมเศรษฐี จริงๆ แล้วเกมเศรษฐีเป็นตัวอย่างที่แย่มาก การเล่นขึ้นอยู่กับดวง จริงๆ แล้วบอร์ดเกมมีหลายแบบ บอร์ดเกมวางแผนกลยุทธ์ก็มี ไม่ใช่การเสี่ยงโชค แต่ใช้ความคิด เกมที่พวกเราคิดขึ้นเป็นปาร์ตี้เกม เวลาเจอเพื่อน แทนที่จะแฮงเอ้าท์กินเหล้า เราก็แฮงเอ้าท์เล่นบอร์ดเกม เล่นไป คุยไป" ระหว่างที่ลองเล่นบอร์ดเกมร่วมกันสี่คน ภาสกร และโสรวาร จะค่อยๆ อธิบายวิธีการเล่นโดยใช้เวลาเกือบชั่วโมง แต่ละคนจะได้อุปกรณ์การเล่น ฉากเล็กๆ เงิน ลูกเต๋า ฯลฯ เมื่อเกมจบ หากใครได้เงินมากที่สุด ก็คือ ผู้ชนะ

"บอร์ดเกมนี้ เราจำลองการจัดซื้อจัดจ้างผ่านการประมูลโครงการ ผู้เล่นจะเล่นได้สองบทบาท คือ โกหกหรือไม่โกหก ถ้าไม่เชื่อใจกันก็ลงการ์ดทนายความฟ้องร้องตรวจสอบได้ และทุกอย่างมีต้นทุน ถ้าฟ้องผิดตัว หากเขาพูดความจริง ก็ต้องเสียเงินให้รัฐ แต่ถ้าจับได้ว่าทุจริต คนที่จับได้ก็ได้เงิน ส่วนใหญ่เกมจะสูสีกัน แต่จะได้เงินมากหรือน้อยอยู่ที่ผู้เล่น" ความสนุกในการเล่นเกมจะอยู่ที่การคาดเดาว่า คนที่เล่นเกมด้วย...โกง หรือเปล่า แต่ละคนจึงต้องมีศิลปะการสื่อสาร มีจิตวิทยา ทำให้ผู้เล่นคนอื่นตายใจ

ดังนั้น ผู้ชนะที่ได้เงินมากที่สุด อาจเป็นคนที่ไม่ถูกจับได้ว่าโกง หรือคนที่โกงได้เนียน หรืออาจเป็นคนไม่โกง แต่ใช้วิธีการตรวจสอบจับโกหกคนอื่นได้

"ฟ้องถูกได้เงิน ฟ้องผิดเสียเงิน ทุจริตไม่มีคนตรวจสอบก็ได้เงิน เล่นแต่ละรอบไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยพวกการ์ดนายกรัฐมนตรี การ์ดเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เล่นแต่ละคนเป็นได้ทั้งผู้ประมูลและผู้ตรวจสอบ เป็นการเล่นกับการโกหกของคน เป็นเรื่องจิตวิทยาอย่างหนึ่ง" โสรวาร เล่า ระหว่างทอดลูกเต๋า และบอกว่า ยังมีตัวช่วย ก็คือ พรรคพวก รวมถึงการจ่ายใต้โต๊ะ

ระหว่างเกมกำลังเข้มข้น ภาสกร เล่าต่อว่า การเล่นทุกครั้ง ถ้าไม่มีการฟ้องร้อง มันคือการเปิดช่องว่างให้คนโกงลอยนวล "ถ้าการประมูลงานทุกครั้งมีการตรวจสอบ ก็จะไม่มีใครโกง" ภาสกร เล่า และแดนนี่เสริมว่า "ผมพยายามเปรียบเทียบเกมกับโลกของความเป็นจริง เกมจำลองสถานการณ์จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ฟังก์ชันหลักที่ทำให้เราชนะการคิดเกมก็คือ ผู้ประมูล และการตรวจสอบ ถ้าเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นจริงมาใส่ในเกม ไม่สนุกหรอก เกมจะสอนคนได้ ต้องชี้ให้คนเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น"

เกมจะสนุก แค่ไหนอยู่ที่ผู้เล่น ซึ่งการเรียนรู้การคอร์รัปชันผ่านบอร์ดเกมลักษณะนี้ เป็นอีกมิติในการสร้างองค์ความรู้

"เชคสเปียร์บอกว่า โลกนี้คือละคร เราอยากบอกว่าโลกนี้คือเกม เราจะเล่นเกมกันให้สนุก" ดร.สมเกียรติ กล่าว

เขาเชื่อว่า การทำงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ให้สังคม จำเป็นต้องคิดมุมใหม่ "เราพยายามสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ

เรากำลังทำเรื่องเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม ทดลองให้นักเรียนทำข้อสอบและตรวจสอบว่า การสร้างสิ่งแวดล้อมแบบไหน ทำให้คนซื่อสัตย์ และแบบไหนทำให้คนไม่ซื่อสัตย์ เมื่อไม่นานนี้งานวิจัยบางเรื่อง รัฐได้นำไปใช้ ทำให้เกิดกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ และเครื่องมือนโยบายใหม่ๆ การทบทวนกฎระเบียบโครงการ เพื่อลดโอกาสคอร์รัปชัน และลดต้นทุนการทำธุรกิจต่างๆ" แม้จะผลักดันให้เกิดความโปร่งใสในเชิงนโยบายได้บ้าง แต่สิ่งที่ ดร.สมเกียรติ เป็นห่วงมากที่สุด ก็คือ อยากให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการคอร์รัปชันมากขึ้น การคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องคนดี หรือคนไม่ดี

"ถ้าประชาชนไม่เข้าใจเรื่องการคอร์รัปชัน ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิผล เราสรุปสมการคอร์รัปชันไว้ว่า ระบบที่ดีต้องมีสามอย่างคือ การผูกขาดน้อยที่สุด, มีความโปร่งใสสูง และมีอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐน้อยที่สุด"

แค่คิดก็สนุกแล้ว

ภาสกร : พวกผมไม่เคยออกแบบเกมใดๆ เลย แต่เล่นเกมมาเยอะ ก็เลยรู้ว่า กลไกในการสร้างเกม โจทย์ครั้งนี้ ก็คือ การต่อต้านคอร์รัปชัน

โสรวาร : เราตีความง่ายๆ คอร์รัปชัน ก็คือ การโกหก เพราะพวกเราชอบเล่นบอร์ดเกม เราก็มาคิดกันว่า การโกหกคืออะไร ธรรมชาติของปาร์ตี้เกมก็คือการโกหก ต้องมีจิตวิทยา โดยมีอุปกรณ์คือ การ์ด แต่การโกหกอยู่ที่ผู้เล่น ปาร์ตี้เกมจะสนุกหรือไม่สนุกอยู่ที่กติกา ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถโกหกได้ เมื่อเราศึกษาเรื่อง คอร์รัปชัน ก็พบว่า มันคือการประมูลงาน และพวกเราชอบเล่นเกม ยิ่งเล่นเยอะก็ยิ่งอยากมีเกมของตัวเอง เมื่อเล่นแล้วสนุก ก็อยากให้คนอื่นเล่นแล้วหัวเราะด้วย

ภาสกร : ก่อนที่จะเข้าเวิร์คชอปกับนักคิดนักวิจัย พวกผมมองว่า คอร์รัปชันเป็นเรื่องไกลตัวมาก จับต้องไม่ได้ การฟ้องร้องพวกที่โกงจึงเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อได้รับความรู้ ผมก็คิดว่าไม่ได้ยาก ถ้าคุณมีข้อมูล กล้าตรวจสอบไหม

โสรวาร : ผมเคยจินตนาการว่า วันหนึ่งผมกับพี่ต้าจะได้มานั่งเล่นเกมที่จับโกหกกัน เหมือนกองไพ่เกม The Killer เกมที่พวกผมคิดเน้นอายุ 14 ปีขึ้นไปเล่นได้ ไม่ได้มีเนื้อหาที่อันตรายสำหรับเด็กๆ แต่เราเปิดโอกาสอีกว่า ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีมาพร้อมผู้ปกครอง ก็เล่นได้ เมื่อเล่นไป รู้เห็นแล้ว ก็จะถามว่า โครงการนี้มาได้ยังไง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนในครอบครัว

ภาสกร : ถ้าอายุ 14 ปีขึ้นไป เกมนี้คงไม่ใช่ของเล่นแล้ว ผมมองว่าเป็นสื่อการเรียนรู้ เล่นแล้วได้เรียนรู้ แต่ควรมีคนอธิบาย ผมเคยเอาไปทดลองเล่นในกลุ่มเพื่อนๆ ฮามาก ได้จับผิดซึ่งกันและกัน จากนั้นนำมาปรับอีกหลายรอบ และเคยทดลองให้พ่อแม่วัย 60 เล่น ระหว่างเล่น พ่อแม่ก็บอกว่าการโกหกไม่ดี แต่เล่นไปแล้ว ลูกชนะเพราะโกหก และเกมนี้ไม่ใช่ว่าคนที่โกงจะชนะเสมอไป

โสรวาร : การเล่นเกมแบบนี้ ไม่เกี่ยวกับวัย ผมกับพี่ต้าก็คิดต่างกัน เพราะทุกคนโกหกไม่เหมือนกัน เกมประเภทนี้ไม่สามารถคาดเดาได้ ทำให้การเล่นเกมเป็นเรื่องสนุก

ภาสกร : กิเลสมีอยู่ทุกคน คนอยากได้ อยากมี อยากเป็น มีเป้าหมายเหมือนกันก็คือ อยากชนะ โกหกได้เนียนก็ได้แต้มสูง เป็นเรื่องศิลปะการโกหก ศิลปะการพูดการคุย ศิลปะการสื่อสาร แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ถ้ามีการตรวจสอบ ก็จะรู้ว่าใครโกหกหรือไม่โกหก นี่คือ คีย์สำคัญ

โสรวาร : ถ้าเราพูดว่าไปแฮงเอ้าท์กันคือเมาอย่างเดียว นั่นไม่ใช่ทางออกของหลายคน เป็นทางออกของคนประเภทหนึ่ง แต่เราอยากไปแฮงเอ้าท์โดยคุยกับเพื่อนซึ่งไม่ใช่ร้านอาหาร

ภาสกร : คุยผ่านบอร์ดเกม โดยไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์

โสรวาร : พอเล่นเกมออนไลน์ เกมมือถือ มาถึงจุดหนึ่ง เราก็อยากเจอเพื่อนมาแฮงเอ้าท์ นั่งรวมกันแล้วหยิบเกมมาเล่นคุยกัน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยากคุยกับเพื่อน และนี่คือทางเลือกใหม่ เจอกันที่คาเฟ่บอร์ดเกม จำได้ว่า ตอนที่หลายกลุ่มเอาผลงานวิจัยมาโชว์ บูธพวกผมตะโกนดังๆ ว่า "เล่นเกมครับ" มากันเยอะเลย ไม่ใช่แค่เด็ก ผู้ใหญ่ด้วย ถ้ามาพร้อมความสนุก ใครๆ ก็ชอบ และสิ่งที่เกมทำได้คือ สอนประสบการณ์ อย่างเกมที่สอนให้คนเป็นนักดับเพลิง ก็สร้างโลกเสมือนจริงในการดับไฟ ทำให้คนเล่นเห็นภาพนักดับเพลิง ถ้าผู้ใหญ่อยากสอนอะไรก็สร้างโลกอันนั้นออกมา แค่นั้นเอง แต่ถ้าอยากสอนบวกเลขแล้วสร้างเกมบวกเลข แบบนั้นมันน่าเบื่อ

Graft complaint lodged in land use dispute - THE NATION

IFECฝ่าใบแดงก.ล.ต.งุบงิบตั้งบอร์ดฉุกเฉิน - ข่าวหุ้น

ศอตช.ส่อมวยล้ม สอบ"เงินทอนวัด" ไม่พบวัดพระผู้ใหญ่มีเอี่ยว - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

SCBAMขายกองหุ้นซีจี บลจ.เฟ้นหุ้นเข้าพอร์ต30-50ตัว กรุงศรีไอพีโอได้85ล้าน - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ วสิษฐ เดชกุญชร: ข้าราชการการเมือง VS ข้าราชการประจำ - มติชน

คม ชัด ลึก: เงินทอนสะท้อนรัฐ - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: 4 งานใหญ่ และเผือกร้อน รอพิสูจน์ ผอ.พศ.คนใหม่ - ไทยโพสต์

รัฐดัน ก.ม.ปราบโกง 4 ชั่วโคตร ฟันขรก.-ญาติรับสินบน สกัด 'กิ๊ก-คู่รัก' แอบรับเงินใต้โต๊ะ - เดลินิวส์

คอลัมน์ FINNOMENA Insight: Shadow Economy ระบบเศรษฐกิจในเงามืด - โพสต์ทูเดย์

เปิดคดีดังศาลปราบโกงโทษสาหัส-ติดคุกนับร้อยปี - คม ชัด ลึก

เล่นไปอย่าให้ใครโกง - กรุงเทพธุรกิจ

Graft complaint lodged in land use dispute - THE NATION Issued date 12 September 2017

A NON-GOVERNMENTorganisation has filed a petition with the National Anti-Corruption Commission against Interior Minister Anupong Paochinda and others who allegedly abused their authority by approving the use of a community forest area in Khon Kaen province by a private company for a commercial purpose.

Srisuwan Janya, secretary-general of the Association of Thai Constitution Protection Organisations, said Anupong, deputy interior minister Sutee Makboon and Land Department secretary-general Prateep Kiratirekha, as well as other officials, should be investigated by the anti-graft body.

A former provincial governor and a local administrative organisation chief were also named among those responsible for the alleged wrongdoing.

According to the petition, Anupong and other officials granted an unnamed energy drink company to utilise a land plot of 31 rai (5 hectares)inside the Northeastern province's community forest areas.

It is alleged that the land was used for expansion of the firm's factory and,as a result, it now benefits only the firm's shareholders, not members of the community.

Srisuwan said the land plot belongs to a forest area that should be used for the benefit of local residents. He said there were still some trees on the land,and it was not a dry area as argued by the Land Department.

He said there are aerial photos to prove the actual condition of this land plot, so the Interior Ministry had no authority to give the private firm such a privilege.

According to the ministry's regulations, any use of community forest and other public land plots by the private sector is restricted to a maximum of 10 rai.

He said the Interior Ministry granted the private firm the right to use the land despite opposition from local residents.

Deputy premier Wisanu Kreungam declined to comment on the Interior decision. He said he had no information on the issue at this stage since the Interior Ministry had not conducted any prior consultation.

IFECฝ่าใบแดงก.ล.ต.งุบงิบตั้งบอร์ดฉุกเฉิน - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

IFEC ฝ่าใบแดงก.ล.ต. แจ้งมติประชุมบอร์ดฉุกเฉิน แต่งตั้งบอร์ดใหม่ครบ 9 คน เมินก.ล.ต.กล่าวโทษ “วิชัย” ต่อปอศ. เหตุทุจริตเลือกตั้งกรรมการโดยใช้วิธี cumulative voting โดยตั้ง “ฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ” เป็นประธานกรรมการแทน “วิชัย”

นายศุภกร แย้มงามเหลือ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC กล่าวว่า บริษัทได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริษัท (ฉุกเฉิน) ครั้งที่ 4/2560 ในวันที่ 10 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่ โดยผลการประชุม วาระที่ 1 มีมติแต่งตั้งนายมนูศักดิ์ เดี่ยววาณิชย์ เป็นกรรมการแทนนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ วาระที่ 2 มีมติแต่งตั้งนายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ เป็นประธานกรรมการ และแต่งตั้งนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ เป็นรองประธานกรรมการ

ขณะที่ในวาระอื่น นายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ แจ้งต่อที่ประชุมถึงการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจสอบได้ จึงขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการตรวจสอบ โดยขอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทพิจารณาคัดเลือกกรรมการเข้าเป็นกรรมการตรวจสอบแทน จึงได้มีมติแต่งตั้งนายพีรธัช สุขพงษ์ เป็นกรรมการตรวจสอบแทนนายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ

โดยตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทข้างต้น ทำให้มีกรรมการบริษัทครบทั้ง 9 คน ได้แก่ 1.นายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์, 2.นายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ, 3.พลตรีบุญเลิศ แจ้งนพรัตน์, 4.นายธีติพันธ์ เทพผดุงพร (ตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2560), 5.นายปิยะพงศ์ วงศ์สุวัฒน์ แทนนายทวิช เตชะนาวากุล ที่ลาออก (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 6/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60 )

6.นายวิภู มหารักขกะ แทน นางสาวประนอม โฆวินวิพัฒน์ ที่ลาออก (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 6/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60), 7.นายพีรธัช สุขพงษ์ แทน พลตำรวจเอกสุนทร ซ้ายขวัญ ที่ลาออก (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 6/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60), 8.นายไชยนาจ ญาติฉิมพลี แทน นายปริญญา วิญญรัตน์ ที่ลาออก (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 6/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60) และ 9.นายมนูศักดิ์ เดี่ยววาณิชย์ แทน นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ออกจากตำแหน่ง (ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (ฉุกเฉิน) ครั้งที่ 4/2560 ประชุมเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 60)

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 11/2560 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 60 มีมติอนุมัติแต่งตั้งนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ เข้าดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 60 และอนุมัติแต่งตั้งนายศุภกร แย้มงามเหลือ เข้าดำรงตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 60 เช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 60 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ในฐานะประธานกรรมการบริษัท IFEC ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) กรณีกระทำโดยทุจริตโดยแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น

สืบเนื่องจากช่วงเดือน ธ.ค. 59 IFEC มีกรรมการบริษัทน้อยกว่าจำนวนองค์ประชุมที่กฎหมายกำหนด โดยในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 60 และการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 60 นายวิชัยในฐานะประธานกรรมการและประธานที่ประชุมทั้ง 2 ครั้ง ได้ดำเนินการให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการบริษัททดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยใช้วิธีการลงคะแนนเสียงแบบสะสม (cumulative voting)

โดยต่อมาในวันที่ 26 มิ.ย. 60 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการที่ได้มาจากการเลือกด้วยวิธีการลงคะแนนเสียงดังกล่าว เนื่องจากไม่เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท และเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

ดังนั้น ก.ล.ต.จึงได้กล่าวโทษนายวิชัยต่อ ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งการถูกกล่าวโทษทำให้นายวิชัยเข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ

นอกจากนี้ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนอื่นๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารของ IFEC รวมทั้งอดีตคณะกรรมการและผู้บริหารของ IFEC ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ จะเป็นผลให้บุคคลดังกล่าวอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายซึ่งมีทั้งโทษอาญาและมาตรการลงโทษทางแพ่ง

ทั้งนี้ การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นขั้นตอนในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ตลอดจนการวินิจฉัยคดีซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลยุติธรรมตามลำดับ

ส่งผลให้ในวันที่ 8 ก.ย. 60 IFEC แจ้งว่านายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็นประธานกรรมการบริษัท และจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทอีกต่อไป ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 60 เป็นต้นไป โดยบริษัทจะดำเนินการจัดประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อเลือกประธานกรรมการ และเลือกกรรมการเข้าทดแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง ให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทโดยเร็วที่สุด และจะดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทตามกฎหมายต่อไป

ศอตช.ส่อมวยล้ม สอบ"เงินทอนวัด" ไม่พบวัดพระผู้ใหญ่มีเอี่ยว - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ศอตช.ส่อมวยล้มสอบ'เงินทอนวัด' ไม่พบวัด-พระผู้ใหญ่มีเอี่ยว

ผู้จัดการรายวัน360 - เลขา ศอตช. ยัน ไม่เลิกสอบทุจริตเงินทอนวัด แม้ พ.ต.ท. พงศ์พร จะไม่ได้ทำหน้าที่ ผอ.พศ. แล้ว เผยผลสอบเบื้องต้น ยังไม่พบวัด หรือมีพระชั้นผู้ใหญ่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการ กระทำความผิด แค่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ ถูกกล่าวหาว่าทุจริต "วิษณุ" ย้ำปมที่ดินอัลไพน์ ต้องรออ่านคำพิพากษาละเอียดก่อน ถึงกำหนดแนวทางได้ รับวิธีเพิกถอนคำสั่งอุทธรณ์ "ยงยุทธ" เป็นหนึ่งในแนวทาง

นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะ เลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ ศอตช. โดยได้ดำเนินการเพื่อให้มีฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบซ้ำซ้อน ทั้งนี้ มีฝ่ายปฏิบัติที่ดำเนินการตรวจ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ท., ป.ป.ช., สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ฯลฯ ซึ่งโดยรวมถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก เมื่อมีกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดจึงต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน ว่าผิดอย่างไร ใครมีส่วนร่วมบ้าง แม้ พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จะไม่ได้ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แล้ว ก็จะต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อไป และจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง เร่งด่วน มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช. ก็ได้กำชับให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรายงานความคืบหน้าทุกสัปดาห์ ทั้งนี้ เบื้องต้นหน่วยงานที่ตรวจสอบยังไม่พบวัด หรือมีพระชั้นผู้ใหญ่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการ กระทำความผิด เพียงแต่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ ที่ถูกหาว่าทุจริต แต่หากหลักฐานเชื่อมโยงถึงใคร ก็ต้องตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ต่อไป

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ พ.ต.ท.พงศ์พร ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นตำแหน่ง ผอ.พศ. ว่า เรื่องนี้ถือว่า จบแล้ว ตั้งแต่มีคำสั่งสำนักนายกฯ ออกมา

SCBAMขายกองหุ้นซีจี บลจ.เฟ้นหุ้นเข้าพอร์ต30-50ตัว กรุงศรีไอพีโอได้85ล้าน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - บลจ.ไทยพาณิชย์ ออกกองหุ้นธรรมาภิบาลไทย คัดเลือกเข้าพอร์ต 30-50 บริษัท กรุงศรีระดมทุนได้ 85 ล้าน

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ (SCBAM) เปิดเผยว่า บริษัทออกกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นธรรมาภิบาลไทย (SCBTHAICG) มีมูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท เสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) ระหว่างวันที่ 12-18 ก.ย.นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท

ทั้งนี้ กองทุน SCBTHAICG เกิดจากการเข้าร่วมโครงการกองทุนรวม ธรรมาภิบาลไทยของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ซึ่งจะเน้นลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance หรือ ESG)

สำหรับกรอบการลงทุนจะเป็น กลุ่มหุ้น THAI CG ที่ผ่านการคัดกรองแล้วจำนวน 123 บริษัท จากสมาคม ส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) คะแนน 4 ดาวขึ้นไป และกลุ่มหุ้นที่ผ่านการรับรองการต่อต้านการ ทุจริตคอร์รัปชั่นจากโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) ตามที่คณะกรรมการกำหนดหลักทรัพย์ และหลักเกณฑ์ในการลงทุนของกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย ณ วันที่ 31 ก.ค. 2560

ทั้งนี้ นโยบายการลงทุนของ บลจ.ไทยพาณิชย์ จะคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต 30-50 บริษัท โดยพิจารณาจากสภาพคล่อง และปัจจัยทางด้านคุณภาพเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการสร้างกำไร ธรรมาภิบาล เป็นต้น ซึ่งจะไม่มีข้อจำกัดทางด้านกลุ่มอุตสาหกรรมในการคัดเลือกหุ้น และจะจัดสรรน้ำหนักการลงทุนให้หุ้นแต่ละตัวในสัดส่วนที่เท่ากัน

ด้าน นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า กองทุนหุ้นธรรมาภิบาลที่บริษัทจะเสนอขาย จะคัดเลือกหุ้นสำหรับลงทุนประมาณ 30 บริษัท และใช้กลยุทธ์เชิงรุกเช่นเดียวกับกองทุนหุ้นอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหาร ซึ่งในขั้นตอนของการเลือกหุ้น นอกจากจะเน้นพื้นฐาน และให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีความยั่งยืนแล้ว ระดับราคาหุ้นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่คำนึงถึง

นอกจากนี้ รายงานจาก บลจ. กรุงศรี เปิดเผยว่า กองทุนเปิด กรุงศรีหุ้นธรรมาภิบาลไทย (KFTHAICG) ระดมทุนได้ 85 ล้านบาท ขณะที่ในเดือน ส.ค.เงินไหลเข้าสุทธิกองทุนหุ้นภายใต้การบริหารของ บลจ.กรุงศรี รวม 750 ล้านบาท

คอลัมน์ วสิษฐ เดชกุญชร: ข้าราชการการเมือง VS ข้าราชการประจำ - มติชน ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ผมเองก็รู้สึกแปลกใจไม่ต่างกับท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมาก เมื่อได้ข่าวการแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา

ที่แปลกใจก็เพราะผมทราบว่า คุณพงศ์พรเพิ่งจะได้รับคำสั่งจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ย้ายคุณพงศ์พรจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ต้นปีนี่เอง และเหตุผลของการแต่งตั้งก็คือ "จำเป็นต้องปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในบางหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน เพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูป และไม่อาจดำเนินการโดยวิธีการปกติได้"

อ่านคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบอย่างนี้ ใครๆ ก็ย่อมต้องเข้าใจว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเจาะจงเอาตัวคุณพงศ์พรไป เพื่อแก้ไขปัญหาในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยเฉพาะ

ใครๆ ก็รู้ว่าขณะนั้นและจนกระทั่งขณะนี้ กระแสทรรศน์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำลังมีปัญหาหลายอย่าง ปัญหาหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ปัญหาที่หลายวัดได้รับงบประมาณไปเพื่อใช้ในกิจการของวัด เช่น ก่อสร้าง หรือบูรณะปฏิสังขรณ์วัด แล้วถูกข้าราชการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบังคับให้แบ่งเงินที่ได้รับส่วนหนึ่งเอาไปเป็นของตน

อีกปัญหาหนึ่งก็คือวัดหลายวัดของบประมาณจากรัฐเอาไปเพื่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม หรือจัดหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แต่กลับปรากฏว่าไม่ได้มีการก่อสร้าง และจำนวนผู้เข้าศึกษาต่ำกว่าที่อ้างไว้

หลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้ว คุณพงศ์พร ก็เริ่มงานในหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดและเร่งรีบ และพระสงฆ์หลายรูปก็แสดงความไม่พอใจและต่อต้านคุณพงศ์พรทันที ผู้หนึ่งที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อต้านและเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็คือ พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเรียกร้องให้วัดทั่วประเทศคว่ำบาตรไม่รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและจากรัฐบาล

แต่คุณพงศ์พรทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมาได้เพียง 7 เดือน ในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 คณะรัฐมนตรีก็มีมติอนุมัติให้โอนคุณพงศ์พรจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปเป็นผู้ตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี "เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง"

คุณพงศ์พรไม่ยอมรับคำสั่งดังกล่าวและมีหนังสือถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายออมสิน ชีวะพฤกษ์) แย้งโดยให้เหตุผลว่า คำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย หลังจากที่มีข่าวนั้นออก

มาแล้ว สื่อมวลชนได้ซักถามทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) และนายออมสิน ปรากฏว่าคำตอบที่ได้รับนั้นค่อนข้างคลุมเครือ และไม่สู้จะตรงกับประเด็น ทุกคนปฏิเสธว่าการย้ายคุณพงศ์พรมิได้กระทำเพราะคุณพงศ์พรมีปัญหากับพระ แต่เป็นการย้ายหมุนเวียนตามวาระ และเพราะต้องการให้คุณพงศ์พรไปช่วยราชการนายกรัฐมนตรี

ครั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่แล้ว สั่งให้คุณพงศ์พรไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ

เมื่อเป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี คำสั่ง ดังกล่าวก็เป็นการตอกฝาโลง ยุติปัญหาของทางราชการลงอย่างเด็ดขาด แต่รัฐบาลก็จะตกเป็นจำเลยของสังคมอยู่ต่อไปอีก จนกว่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนและแน่นอนว่าปัญหาทุจริตในวงการสงฆ์ที่คุณพงศ์พรพยายามจะแก้ไขและยังไม่สำเร็จนั้น ใครจะทำต่อหรือไม่และอย่างไร

คม ชัด ลึก: เงินทอนสะท้อนรัฐ - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ปฏิบัติการย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ออกจากผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นแก่หลายฝ่าย ว่าสาเหตุเกิดจากการเข้าไปตรวจสอบเรื่อง "เงินทอนวัด" จนทำให้พระผู้ใหญ่ไม่พอใจ ส่งแรงกดดันไปยังรัฐบาลหรือไม่ เรื่องนี้คงไม่มีใครออกมาตอบได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะจะว่าไปต้องรอเวลาเสาะหาใบเสร็จเรื่องเงินทอนซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไปกว่านั้นยังหาหลักฐานมาประกอบสมมุติฐานที่ว่า กลุ่มพระบางรูป "สั่งปลด" ได้ยากยิ่ง อย่างไรก็ตาม นอกจากกรณีของ "กรรมส่อเจตนา" แล้ว การติดตามตรวจสอบในเส้นทางของการใช้จ่ายเงินงบประมาณจากพศ.ที่จัดสรรให้วัดต่างๆ ก็เป็นทางหนึ่งซึ่งจะหยุดยั้งความเสียหายในปัจจุบันและป้องกันการใช้จ่ายที่ไม่ชอบมาพากลในอนาคต

เรื่องของเงินทอนเป็นกิจกรรมลับที่ใช้กันในแวดวงการทุจริตงบประมาณ เมื่อมาพูดถึงเงินทอนวัด ผู้คนก็ย่อมจะเข้าใจในทำนองเดียวกันว่าจะต้องมีนอกมีใน มีคำอธิบายจากฝ่ายตรวจสอบก็คือ พระบางรูปในวัดที่จะได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณจากพศ. รู้เห็นเป็นใจกับข้าราชการในพศ.บางคน ในการจัดทำโครงการเพื่อขอใช้งบประมาณขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบูรณปฏิสังขรณ์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม กล่าวคือ ทางวัดไม่ได้ใช้งบประมาณทั้งหมดตามที่ขอไปจริง แต่ส่งคืนเงินส่วนหนึ่งกลับไปเข้ากระเป๋าข้าราชการตามที่ตกลงกันไว้ รวมแล้วสำหรับปีนี้เป็นเงิน 2,300 ล้านบาท จากการตรวจสอบในช่วงปี 2555-2558 ใน 12 วัด พบการทุจริตกว่า 60 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินอุดหนุนเพื่อการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกนับร้อยล้านบาท

มีข่าวว่าการเดินหน้าตรวจสอบเงินทอนวัดในช่วงที่ 2 ซึ่งจะเป็นวัดใหญ่วัดดังในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 20 วัด คือสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้ พ.ต.ท.พงศ์พร ต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็อาจจะหมายความว่าเรื่องเงินทอนวัดจะจบลงเพียงแค่กรณี 12 วัด และเป็นวัดดังในต่างจังหวัด 12 วัดที่ตำรวจส่งไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อแล้ว สุดท้ายเรื่องนี้จะเงียบหายไปกับสายลมเหมือนเช่นกรณีวัดพระธรรมกาย หรืออีกหลายกรณีที่วันเวลาผ่านไปคนก็ลืม ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. ย้ำอยู่เสมอถึงการปฏิรูปชาติบ้านเมืองและการปราบปรามการคอร์รัปชั่นอันเป็นสาเหตุกัดกร่อนชาติมาแสนนาน

อันที่จริงกรณีที่เกิดขึ้นนี้ควรจะต้องแยกแยะระหว่างฆราวาสกับพระสงฆ์บางรูปที่สมรู้ร่วมคิดกันกระทำการทุจริตงบประมาณของแผ่นดินออกจากศาสนจักร ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อศรัทธาของพุทธศานิกชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา วัด ตลอดจนพระสงฆ์ส่วนใหญ่ ผู้ยึดมั่นในธรรมจริยวัตร การร่วมมือกันกำจัดเหลือบไรที่เกาะกินอยู่ในอารามและวงราชการกลับจะยิ่งสร้างเสริมความสะอาดผุดผ่องให้แก่วงการสงฆ์มากยิ่งๆ ขึ้นอีกด้วย เช่นนี้แล้วจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายควรสนับสนุนให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่เกิดอาการแทรกซ้อนที่จะทำให้เกิดการเสื่อมศรัทธาขึ้นได้เหมือนกรณีที่เกิดกับพ.ต.ท.พงศ์พร

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: 4 งานใหญ่ และเผือกร้อน รอพิสูจน์ ผอ.พศ.คนใหม่ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

เหลืออีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ มานัส ทารัตน์ใจ อธิบดี กรมการศาสนา ว่าที่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) คนใหม่ ที่เหลืออายุราชการอีก 1 ปี ก็จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึง

เป็นการเข้ามารับตำแหน่ง ผอ.พศ. ที่ต้องยอมรับว่า แบกรับความกดดันพอสมควร เพราะเป็นการเข้ามาแทน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่สังคมให้เครดิตการทำงานค่อนข้างสูง ในเรื่องการทำงานที่ตรงไปตรงมา มีลูกล่อลูกชนกับบางฝ่ายที่หากินกับวงการผ้าเหลือง ที่เป็นปัญหาหมักหมมมานานแล้ว สำนักพุทธฯ ก็ได้แต่นิ่งดูดาย เช่น การเทกแอคชั่นให้ พศ.เข้าไปตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด หรือตรวจสอบบัญชีค่าใช้จ่ายของวัดและงบประมาณสนับสนุนต่างๆ ที่เป็นงบประมาณแผ่นดินที่แต่ละวัดได้รับ แม้บางเรื่องอาจยังไม่เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันให้มีการปฏิรูปสงฆ์ ตลอดจนการจัดการกับพระนอกรีต เหลือบวงการสงฆ์ แต่ก็ต้องยอมรับว่า พ.ต.ท.พงศ์พร ทำงานได้ใจประชาชนค่อนข้างมาก

ซึ่งเห็นได้ชัดหลังมีปัญหาการบริหารงาน-โยกย้ายตำแหน่งกันระหว่าง พ.ต.ท.พงศ์พร กับ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักพุทธฯ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้กระแสสังคมไม่พอใจรัฐบาลอย่างมาก แต่ดีที่พลเอกประยุทธ์รีบลงมายุติเรื่องโดยรีบด่วน แต่ก็ทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลวูบไปเหมือนกัน

เมื่อสังคมมองว่าการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พรสอบผ่าน ได้ใจประชาชน มันก็เป็นงานหนักของมานัส-ว่าที่ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ที่ต้องทำงานให้ดีเท่าหรือดีกว่า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลเลือกคนไม่ผิด หลังเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มาที่ไปของว่าที่ ผอ.สำนักพุทธฯ กันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เป็นใคร มาจากไหน

มีคำอธิบายจากคนในรัฐบาลอย่าง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ที่บอกถึงภารกิจสำคัญของ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เน้นย้ำมาเลยว่า สำนักพุทธฯ จะต้องทำภารกิจ 4 เรื่องนี้ให้สำเร็จ ภายใต้การยอมรับและไว้วางใจจากคณะสงฆ์ หน่วยงานภายนอก และเจ้าหน้าที่ใน พศ.เอง รวมทั้งทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้อย่างใกล้ชิด และเป็นไปด้วยความราบรื่น ซึ่ง 4 ภารกิจดังกล่าวก็คือ

1.เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.)

2.ปราบปรามการทุจริต ที่ต้องตรวจสอบทั้งคนใน พศ.ไปจนถึงระดับวัดและชาวบ้าน

3.จัดศาสนพิธีในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 9 ร่วมกับกรมการศาสนา

4.แก้ไขปัญหาที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ที่สำนักพุทธฯมหาเถรสมาคม-ตำรวจและกรมที่ดิน ต้องทำงานร่วมกัน

เป็น 4 ภารกิจที่คือการบ้านใหญ่ของ "มานัส ทารัตน์ใจ" จะต้องเข้ามาทำ อันเชื่อว่า ป่านนี้คงมีการเตรียมข้อมูลและเริ่มต้นวางแผนงานไว้แล้ว เพราะเห็นได้ชัดว่า บางภารกิจ หากมาเริ่มนับหนึ่งกัน 1 ตุลาคม อาจไม่ทันการณ์

กระนั้นสังคมก็เห็นตรงกันว่า ยังมีมากกว่า 4 เรื่องข้างต้น ที่ว่าที่ ผอ.สำนักพุทธฯ ต้องเข้าไปสะสาง โดยเฉพาะภารกิจในการสะสางปัญหา การบริหารงานในวัดธรรมกายและเครือข่ายธรรมกาย ที่มีปัญหาหมักหมมมาหลายสิบปี จนมีคดีความมากมาย เช่น คดีทางโลกอย่าง คดีบุกรุกที่สาธารณะและพื้นที่ป่า เพื่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเองในหลายจังหวัดที่ตำรวจมีการเอาผิดพระในวัดและในนามนิติบุคคล ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องของตำรวจ ไม่เกี่ยวกับสำนักพุทธฯ แต่คนก็มองว่า พศ.ก็น่าจะต้องเข้าไปช่วยดำเนินการใดๆ กับพระที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อนำไปสู่การสอบสวนเอาผิดทางพระธรรมวินัย หากพบพระในวัดมีส่วนร่วมกระทำความผิด ขณะเดียวกันก็เห็นว่าสำนักพุทธฯ ก็ต้องมีบทบาทอย่างเข้มแข็ง ในการเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าไปคลี่คลาย จัดการกับ ธัมมชโย ในเรื่องทางสงฆ์ด้วย เพราะจนถึงขณะนี้ เรื่องดูเหมือนจะเงียบหายไป

ส่วนปัญหาที่ดินอัลไพน์ก็เป็น เผือกร้อน อีกเรื่องของสำนักพุทธฯ ในฐานะเจ้าภาพใหญ่ในการแก้ปัญหา ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ เนื่องจากที่ดินเจ้าปัญหาเป็น ที่ธรณีสงฆ์ปมปัญหาที่ดินอัลไพน์ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ ที่ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย คงต้องคุยกับฝ่ายกฎหมายหลายภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยไม่ทำผิดกฎหมายซ้ำแบบกรณี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รวมถึงต้องไม่ทำในสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ตามพินัยกรรมของ นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา โดยเฉพาะหากคิดจะเดินหน้าแก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมายผ่าน ร่าง พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหารฯ ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา พ.ศ....." หลังโดนกระแสสังคมคัดค้านอย่างหนักว่า เป็นแนวทางที่จะทำเรื่องผิดให้ผิดซ้ำ

การเข้ารับตำแหน่ง ผอ.พศ.ของ มานัส ทารัตน์ใจ ที่รัฐบาล คสช.เอามาแทน พ.ต.ท.พงศ์พร อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 ต.ค. ประเมินว่า สังคมคงให้เวลาประเมินการทำงานไม่นาน ก็จะบอกออกมาแล้วว่า สอบผ่าน-ไม่ผ่าน โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ พ.ต.ท.พงศ์พร อดีตมือสอบสวนดีเอสไอ.

รัฐดัน ก.ม.ปราบโกง 4 ชั่วโคตร ฟันขรก.-ญาติรับสินบน สกัด 'กิ๊ก-คู่รัก' แอบรับเงินใต้โต๊ะ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน

ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ มีผลพวงจากการที่นักการเมือง ข้าราชการ หรือผู้บริหารองค์กร อาศัย สถานการณ์กระทำการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จนมีผลต่อการตัดสินใจในโครงการภาครัฐใหญ่น้อย ทำให้ไขว้เขวในหน้าที่รับผิดชอบ งบประมาณที่มาจากเงินภาษีของคนทั้งประเทศเกิดการใช้สอยอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เกิดการรั่วไหล กลายเป็นมะเร็งร้าย ที่ฝังตัวและกัดกินประเทศไทยมายาวนาน

วิกฤติการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยก็มีรากฐานจากการ ทุจริตคอร์รัปชั่น การก้าวเข้ามาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 นอกจากมีเจตนาเพื่อยุติปัญหาวิกฤติ ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นความสำคัญของปัญหาการ ทุจริตคอร์รัปชั่น

โดยมีมาตรการออกมา อาทิ การใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือการขับเคลื่อนผ่านกลไกภาครัฐปกติในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ข้อ 10 การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ ตลอดจนยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นวางใจในระบบราชการ

ต่อมาได้มีการประกาศให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็น "วาระแห่งชาติ" พร้อมชักชวนให้ข้าราชการและประชาชนทั่วประเทศประกาศเจตนารมณ์ "ต่อต้านการทุจริตและสร้างจิตสำนึกไทยไม่โกง" อีกด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 60 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ...พร้อมส่งต่อให้ สนช. ได้พิจารณาและรับหลักการในวาระแรกโดยทันที

เหตุผลที่จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นก็เพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเข้มงวด ให้การบริหารงานของรัฐเป็นไปด้วยความโปร่งใส เปิดเผย เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ประกอบกับต้องให้ประชาชนปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่ในการบริหารงานของรัฐ

"เนื้อหาหลักนอกจากเป็นการงัดกฎหมายมาจัดการกับบุคลากรที่ทุจริตในวงราชการ ยังเชื่อมโยงเอาผิดกับผู้มีประโยชน์ทับซ้อนที่ผูกพันในระดับครอบครัวและเครือญาติ ถึง 4 ชั่วโคตร ตั้งแต่ 1.ผู้สืบสันดาน 2.บุพการี 3.คู่สมรสของบุตร และ 4.พี่น้องและบุตรบุญธรรมคู่สมรส ไฮไลต์สำคัญ คือ กิ๊ก เมียน้อย ภรรยาหรือสามีนอกกฎหมายที่ซุกไว้หากตรวจสอบความสัมพันธ์ได้ก็มีความผิดไปด้วย"

ร่าง พ.ร.บ. 4 ชั่วโคตรนี้ มีเนื้อหารวมทั้งสิ้น 29 มาตรา อาทิ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ในการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ของตนหรือตามที่ได้รับมอบหมาย และกำหนดห้ามคู่สมรสและญาติของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ยังไม่ถึง 2 ปี เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นในธุรกิจของเอกชนซึ่งเคยอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของตน และรับเงินหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นจากธุรกิจของเอกชนดังกล่าวเป็นพิเศษ และกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องแสดงข้อมูลและรายได้จากการดำรงตำแหน่งการประกอบอาชีพ วิชาชีพหรือกิจกรรมอื่น ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นต้น

พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ อดีต ส.ว. และหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ บอกว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านที่ประชุมกรรมาธิการไปแล้ว 2 ครั้ง ยังมีหลายคนไม่เข้าใจคิดว่าถูกร่างขึ้นมาเพื่อนำไปใช้รังแกใครหรือไม่ อันที่จริงที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ใช่เฉพาะในแวดวงข้าราชการเท่านั้นที่กินอยู่กันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส บางกลุ่มหย่าขาดกันโดยนิตินัย หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "หย่าการเมือง" ทั้งที่คู่สามีภรรยาก็มีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่

อีกทั้งมีข้าราชการบางกลุ่มบางรายใช้อำนาจรัฐไปรังแกคนอื่น พอมีกฎหมายห้ามรับสินบนรับเงินใต้โต๊ะ ก็เลี่ยงไปไหว้วานญาติพี่น้องเป็นทางผ่านเข้ามารับผลประโยชน์แทนตัวเอง มีหลายกรณีเช่นกันที่บรรดาญาติพี่น้องของข้าราชการแอบอ้างหน้า ที่การงานไปแสวงหาประโยชน์โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง

จึงสมควรต้องมีการกำหนดบทลงโทษทั้งพวกที่แอบอ้างและพวกที่เป็นทางผ่านในการรับผลประโยชน์ให้ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และเป็นที่ มาของการกำหนดนิยาม คำว่า "ญาติ" ให้ชัดเจนในร่าง พ.ร.บ. 4 ชั่วโคตรฉบับนี้

ที่สำคัญการตรากฎหมายฉบับนี้ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปตามมติสหประชาชาติ ซึ่งถือว่าการกระทำการของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 หรือ UNCAC2003 ก็มีบทบัญญัติกรณีนี้เอาไว้อย่างชัดเจน

"ขอยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน" พล.อ.อ.วีรวิท ระบุ

และปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยจะดีขึ้นในสายตาชาวโลก หรือไม่ ต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ของรัฐบาลประยุทธ์เป็นตัวชี้วัด และต้องถือว่าเป็นอีกหนทางในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตลอด 3 ปีที่ได้เดินหน้าพยายามกำจัดมะเร็งร้ายให้หมดไปจากประเทศไทย.

ม.44 กำราบนักการเมือง-ขรก.

เดือน พ.ค. 58-เดือน ก.ย. 59 คสช.ได้ใช้ ม.44 สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบกรณีทุจริตหรือประพฤติมิชอบไปอีกหลายต่อหลายครั้ง ดังนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 58 จำนวน 45 คน, วันที่ 25 มิ.ย. 58 รวม 71 คน, วันที่ 5 ม.ค. 59 รวม 59 คน, วันที่ 21 ก.ค.59 รวม 60 คน, วันที่ 26 ก.ค. 59 จำนวน 1 คน, วันที่ 25 ส.ค.59 และ วันที่ 2 ก.ย. 2559 รวม 21 คน รวมที่ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงนั้นไปทั้งสิ้น 259 คน

อาทิ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร, นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่, นายพรชัย โควสุรัตน์ นายก อบจ.อุบลราชธานี เป็นต้น.

ผลการขับเคลื่อนกลไกปราบทุจริต

3 มิ.ย. 57 คสช. แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)

24 พ.ย. 57 จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติทุกหน่วยงานภาครัฐ

15 ธ.ค. 57 แต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ประสาน คสช.-รัฐบาล-ภาคประชาชน

8 มิ.ย. 58 รัฐบาลประกาศให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเป็น "วาระแห่งชาติ"

1 ส.ค. 60 ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ...

17 ส.ค. 60 สนช. รับหลักการในวาระแรก และหลังจากนี้จะมีผลออกมาอย่างไรก็ต้องดูตามกระบวนการที่จะเกิดขึ้นต่อไป.

คอลัมน์ FINNOMENA Insight: Shadow Economy ระบบเศรษฐกิจในเงามืด - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

ลงทุนศาสตร์

Shadow Economy หรือระบบเศรษฐกิจใต้ดิน หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของรัฐไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลของประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เช่น ธุรกิจการพนัน ธุรกิจยาเสพติด ธุรกิจการค้ามนุษย์ รวมไปถึงธุรกิจที่ถูกกฎหมายแต่หลีกเลี่ยงภาษีซึ่งก็จะมีส่วนทำให้ธุรกิจเหล่านั้นหลุดออกจากวงจรการตรวจสอบของรัฐไปเช่นกัน

ทุกประเทศในโลกล้วนมีระบบเศรษฐกิจใต้ดินทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าจะมีมากหรือมีน้อยเท่านั้นโดยปกติ Shadow Economy จะนิยมแสดง ในรูปสัดส่วนต่อจีดีพีประเทศ จากงานวิจัย ของนักเศรษฐศาสตร์ชาวยุโรปบ่งชี้ว่า ระบบ เศรษฐกิจใต้ดินของประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้ว จะมีสัดส่วนต่อจีดีพีน้อยที่สุดอยู่ที่ประมาณ 17% ในขณะที่ในประเทศกลุ่มที่กำลังพัฒนาอยู่ที่ ประมาณ 35% โดยกลุ่มประเทศที่มีการเติบโต ของ Shadow Economy สูงที่สุด คือ กลุ่มประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสังคมนิยมมาเป็นระบอบทุนนิยม เช่น กลุ่มประเทศที่เกิดจากการแยกตัวมาจากสหภาพโซเวียตในอดีต เป็นต้น

Shadow Economy ถือเป็นภัยทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายเงินอย่างผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งในรูปแบบการคอร์รัปชั่นหรือการฟอกเงิน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 50 ล้านล้านบาททั่วโลกต่อปี ซึ่งการที่มีเงินหมุนเวียนอยู่ใต้ดินมากมายขนาดนี้ย่อมหมายถึงเงินถูกกฎหมายที่จะลดลงในการมาหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการอาจจะนำมาซึ่งภัยคุกคามใต้ดินที่ผิดกฎหมาย เช่น การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ เป็นต้น

จากการสำรวจสัดส่วนของ Shadow Eco nomy ต่อจีดีพีของประเทศต่างๆ โดย Friedrich Schmeider และ Andreas Buehn พบผลลัพธ์ในช่วงปี 1999-2005 ดังตาราง

สังเกตได้ว่าประเทศไทยมีอัตราส่วนระบบเศรษฐกิจใต้ดินต่อจีดีพีสูงถึง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า ค่าจีดีพีของไทยที่แสดงอยู่ในเวลานี้อาจจะน้อยกว่าความเป็นจริงไปถึง 30 กว่าเปอร์เซ็นต์

นักลงทุนจึงจำเป็นต้องมองภาพเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศในมุมมองความเป็นจริงมากขึ้น หลายครั้งที่นักลงทุนทำการวิเคราะห์ปัจจัยมหภาคด้วยพารามิเตอร์ต่างๆ นั่นหมายถึงตัวเลขที่นำมาใช้อาจจะไม่ใช่ค่า "จริง" ก็เป็นได้ การประมาณการ Shadow Economy คร่าวๆ ได้อาจจะทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่า ทำไมค่าบางอย่างถึงดูผิดไปจากความเป็นจริงที่เห็นในระบบเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน

และอีกประการหนึ่งคือ ไม่มีสิ่งใดในโลกใบนี้ที่ขาวสะอาดหรือดำสนิททั้งสิ้น ทุกสิ่งล้วน เป็นสีเทา ขึ้นอยู่กับว่ามันจะเป็นเทาอ่อนหรือเทาเข้มก็เท่านั้น ธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ก็เช่นกัน การจะคาดหวังให้กิจการขาวสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะถึงแม้ว่าผู้บริหารอยากจะขาวเท่าไรก็ตาม แต่ธุรกิจที่ทำยังมีความสัมพันธ์ กับ Shadow Economy แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ กิจการก็จะถูกย้อมให้กลายเป็นสีเทาแบบที่ปฏิเสธไม่ได้

หากนักลงทุนวิเคราะห์งบการเงินแล้วพบ"ความผิดปกติ" นักลงทุนต้องถามตัวเองว่า นี่เป็นความปกติที่ "รับได้" หรือ "รับไม่ได้" หลายเรื่องเป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่หลายเรื่องก็เป็นสิ่งที่ธุรกิจหรือกิจการหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน ค่าดำเนินการหรือค่าธรรมเนียมบางอย่างไม่สามารถออก "ใบเสร็จ" ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บางครั้งมันไม่ได้หมายถึงการทุจริตของกิจการ แต่มันหมายถึงธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจที่มีทั้งขาวและดำนั่นเอง

นักลงทุนต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าการลงทุนของตนนั้น รับได้ที่สีเทา "เข้ม" ระดับไหน มากแค่ไหนถึงจะอยู่ในจุดที่จะต้องหลีกเลี่ยงในกิจการเหล่านั้น ในชีวิตจริงไม่มีสิ่งที่ขาวสะอาด เพราะแม้แต่ตัวของเราเอง เราก็เป็นสี "เทา" ไม่ต่างจากเงินที่กำลังไหลเวียนอยู่ในระบบด้วยเช่นกัน

เปิดคดีดังศาลปราบโกงโทษสาหัส-ติดคุกนับร้อยปี - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

เกศินี แตงเขียว

"ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ" เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง กับผลงานการพิพากษาคดี ใครก็ตามที่ต้องตกเป็นจำเลยขึ้นศาลนี้ ย่อมรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน เพราะเห็นตัวอย่างคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษก่อนหน้านี้หลายคดีมีโทษหนักมาก

สำหรับคดีดังล่าสุดที่ศาลอาญาคดีทุจริตเพิ่งพิพากษาไปก็คือ 'คดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์'โดยมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ให้จำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.ว่า เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ ใช้อำนาจหน้าที่ขณะนั้น เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินซึ่งเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ โดยมีเจตนาช่วยเหลือ บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด, บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเวลาต่อมา ให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

หลังจากนี้ "อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย" ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษา โดยระหว่างนี้ศาลให้ประกันตัววงเงิน 5 แสนบาท แต่ก็ยังให้นายยงยุทธมารายงานตัวทุก 30 วัน

ก่อนหน้านี้ในเรื่องที่เกี่ยวกับ "ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์" นั้น ใน

ปี 2553 ป.ป.ช.ได้ยื่นฟ้อง "เสนาะ เทียนทอง" อดีต รมช.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ รมว.มหาดไทย(ในขณะนั้น) ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แต่สุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้องเนื่องจากคดีหมดอายุความ 20 ปีทั้งนี้ ก่อนที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ตุลาคม 2559 อดีตมีการตั้งเป็นแผนกคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอาญา ซึ่งมีการฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ และทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ จำนวนไม่น้อยเลย โดยหลายสำนวนเป็นคดีดังที่สังคมติดตามลุ้นผล

1. คดีดังคดีแรกที่เข้าสู่แผนกคดีอาญาทุจริตฯ คือ คดีฟ้องข้าราชการคนดังแวดวงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่าง "หญิงเป็ด" คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการ สตง.เมื่อปี 2557 ที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 5 ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ ร่วมกับนายคัมภีร์ สมใจ อดีต ผอ.สำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ดำเนินการจัดรายชื่อเจ้าหน้าที่ สตง. สัมมนานอกสถานที่ รวมกับการจัดงานกฐิน จ.น่าน จนทำให้มีการเบิกจ่ายเงินจำนวน 294,440 บาท ไม่ชอบ ซึ่งองค์คณะแผนกคดีทุจริตฯ ตัดสินให้จำคุก คนละ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา กระทั่ง 23 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษ ลดเหลือจำคุกคนละ 1 ปีแต่ก็ไม่รอลงอาญาเช่นกัน

2.คดีดังสะท้านวงการสื่อมวลชนที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 ยื่นฟ้องนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท ร่วมกับ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 51 ปี อดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง, บริษัทไร่ส้ม จำกัด และพนักงาน บจก.ไร่ส้ม รวม 4 คน กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ในการรับค่าตอบแทนช่วยเหลือไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาที่ อสมท จะเรียกเก็บจาก บจก.ไร่ส้ม 138,790,000 บาท ซึ่งศาลอาญาทุจริตฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ให้จำคุกจำเลยทั้งหมด โดยนายสรยุทธ ต้องโทษจำคุกสูงถึง 13 ปี 4 เดือน และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาวันที่ 29 สิงหาคม 2560 พิพากษายืน ตอนนี้ก็รอลุ้นการยื่นฎีกา ซึ่งทั้งนายสรยุทธ และลูกน้องกับอดีตพนักงาน อสมท ก็ไม่ได้ประกันตัว

3.คดีสินบนข้ามชาติ อย่างการรับสินบนจัดเทศกาล Bangkok Film Festival ที่ "จุฑามาศ ศิริวรรณ"อดีตผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และลูกสาวอีกคน ถูกอัยการคดีพิเศษ 2 ยื่นฟ้องปี 2558 ว่าการกระทำผิดตาม พ.รบ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 หรือฮั้วประมูล ที่รับเงินจากนักธุรกิจอเมริกัน ให้ได้สิทธิจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2002-2007 (หรือปี พ.ศ.2545p2550) มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท โดยองค์คณะแผนกคดีอาญาทุจริตฯ มีคำพิพากษาวันที่ 29 มีนาคม 2560 ให้จำคุกสูงสุดอดีต ผู้ว่าการ ททท.ถึง 50 ปี ส่วนลูกสาว จำคุก 44 ปี ระหว่างนี้ทั้งสองถูกขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้ประกันตัว ก็รอลุ้นคำพิพากษาอุทธรณ์ต่อไป

4.คดีอื้อฉาวในกรมพัฒนาฝีมือแรงงานคดีแรกที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษจำคุกสูงสุดข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในคราวเดียวจำนวนมากกว่า 10 คน โทษจำคุกตั้งแต่ 100-245 ปี ฐานกระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 มาตรา 12 โดย ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและอัยการยื่นฟ้อง นางประไพศรี เผ่าพันธุ์ อดีตรองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) และข้าราชการในกรมกับเอกชน รวมกว่า 30 ราย ร่วมกันทุจริตดำเนินโครงการจัดซื้อต้นไม้ ปรับแต่งภูมิทัศน์และอาคารสถานที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานระหว่างปีงบประมาณ 2543-2545 จำนวน 201 สัญญาจ้าง มูลค่า 311,317,086 บาท ซึ่งศาลจำคุก นางประไพศรี อดีตรองอธิบดีกพร. จำเลยที่ 1 รวม 49 กระทง 245 ปี ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กพร.กับเอกชนผู้เสนองานรวม 13 ราย ศาลให้จำคุกคนละ 30-40 กระทง รวมจำคุกตั้งแต่ 100-205 ปี ฐานสนับสนุนการกระทำผิดสมยอมราคา แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วตามกฎหมายให้จำคุกสูงสุดไว้ 50 ปี โดยจำเลยเหล่านี้ไม่ได้รับการประกันตัว ส่วนคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

แต่นั่นเป็นผลงานตัดสินคดีดังในอดีต ซึ่งปัจจุบันยังมีคดีในศาลอาญาคดีทุจริตที่น่าสนใจ รอวินิจฉัยอีกไม่น้อย

1.คดีอัยการ ยื่นฟ้องนายวสุ ผันเงิน นายก อบต.บ้านใหม่, น.ส.มณฑา เจริญสุขสุวรรณ ปลัด อบต.บ้านใหม่ อ.บางแม่นาง จ.นนทบุรี กับเจ้าหน้าที่อีก 1 คน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบและใช้เอกสารปลอม, รับรองเอกสารเท็จและข้อหาอื่นรวม 3 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 จากกรณีมีการเซ็นเอกสารรับรองเบิกค่าใช้จ่ายโครงการอบรมในแม่ฮ่องสอนปี 2559 ซึ่งศาลนัดตรวจหลักฐาน หลังจากสอบคำให้การจำเลยไปเมื่อ วันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา 2.คดีนายวสุ นายก อบต.บ้านใหม่ จำเลยคดีปลอมเอกสารโครงการอบรม จ.แม่ฮ่องสอน ฟ้องกลับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เป็นจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีที่นายวสุ ถูกกล่าวหาคดีอาญา ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้

3.คดี บริษัท ส.ธรรมธัชช จำกัด ประกอบกิจการซื้อขายรถยนต์และนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ และนายอินทระศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือบอย ยูนิตี้ อายุ 33 ปี กรรมการบริษัท ยื่นฟ้อง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ, รองอธิบดีดีเอสไอ และคณะพนักงานสอบสวนรวม 11 คน รวม 2 สำนวน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, แจ้งความเท็จต่อศาล มาตรา 137 กรณีวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 นำหมายค้นเข้าตรวจค้นรถราคา แพงลัมโบร์กินี ที่สำนักงานแสดงสินค้า(โชว์รูม) ซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย) เขตวัฒนา รวมทั้งยึดอายัดรถยนต์อื่นอีก 10 คันที่ไม่ได้ระบุในหมายค้นไว้

4.คดีบริษัท เอส ที ที ออโต้เซอร์วิส จำกัด และนายอินทระศักดิ์ หรือบอย ยูนิตี้ กรรมการบริษัท ยื่นฟ้อง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ, รองอธิบดีดีเอสไอ และคณะพนักงานสอบสวน รวม 14 คน 2 สำนวน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, แจ้งความเท็จต่อศาล มาตรา 137 และร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปบุกรุกในเวลากลางคืนตาม มาตรา 362 กรณีวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 นำหมายค้นเข้าตรวจค้นโชว์รูมรถ ที่ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง สั่งห้ามบุคคลเข้า-ออก กับนำรถยนต์มาปิดทางเข้า-ออกและจัดกำลังนั่งเฝ้าที่หน้าโชว์รูม

5.คดี น.ส.โสมณุดา สัมมานุช อายุ 34 ปี ยื่นฟ้อง พระโพธิญาณมุณี หรือพระเมือง พลวฑฺโฒ เจ้าอาวาสวัดป่ามัชริมาวาส จ.กาฬสินธุ์, กลุ่มฆราวาสชาย-หญิง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ 3 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย รวม 7 คน ร่วมกันกระทำการในหน้าที่โดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200, ทำพยานหลักฐานเท็จ มาตรา 162 (4) และมาตรา 179, แสดงพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดี มาตรา 180, ทำลายหรือเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ต้องรักษาไว้ตามหน้าที่ มาตรา 158 และปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ มาตรา 157 กรณีที่ น.ส.โสมณุดา กล่าวหาว่าพระเมืองจะทำลายหลักฐานทางคดี ที่ น.ส.โสมณุดา ได้ทำหนังสือพร้อมแนบภาพบันทึกด้วยกล้องปากกาเมื่อปี พ.ศ.2557 ประณามพฤติกรรมของพระเมืองที่ส่อผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก เพื่อให้หยุดพฤติกรรม ซึ่งคดีรอศาลไต่สวนมูลฟ้องโจทก์

6.คดี นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธาน อนุ กมธ.ด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริต สปท. ยื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท., เอกชนกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ และกรรมการผู้มีอำนาจ รวม 18 คน กล่าวหาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ทำผิดข้อสัญญาระหว่าง ทอท.กับคิงเพาเวอร์ที่สัญญาให้เก็บรายได้เข้ารัฐ 15% จากยอดการขายสินค้าหรือบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่คณะกรรมการอนุมัติให้เก็บเพียง 3% ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐมูลค่า 14,290,660,119 บาท ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 25 กันยายนนี้ว่าจะรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่

7.คดีประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 665 รายยื่นฟ้อง อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, อดีต ผอ.สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ 2 และสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยนคลองจั่น กล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ฉ้อโกงประชาชน และความผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่ร่วมกันสนับสนุนช่วยเหลือสหกรณ์คลองจั่นซึ่งมีปัญหาการบริหารจนได้รับความเดือดร้อนและเสียหายถึงวันมีคำฟ้องนี้ปี 2560 เป็นจำนวนเงิน 1,926 ล้านบาท และปัจจุบันยังมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากสหกรณ์คลองจั่น ประมาณ 5,400 คน มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 12,000 ล้านบาท ซึ่งศาลรับไต่สวนมูลฟ้องโจทก์เฉพาะอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และอดีต ผอ.สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ 2 คดีรอนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ส่วนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นไม่อยู่ในอำนาจศาล

เล่นไปอย่าให้ใครโกง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญภาพ : อนันต์ จันทรสูตร์

มาร่วมกันค้นหาคำตอบการคอร์รัปชันจากบอร์ดเกม The Trust

"มีคนบอกว่า การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นปัญหา คลาสสิก ไม่สามารถแก้ได้ เราเชื่อว่าแก้ได้ แต่ต้องหาแนวร่วม และคงดีกว่าหาคนหน้าเดิมๆ มาคุยกัน เพื่อแก้ปัญหานี้" ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในวันเปิดตัวบอร์ดเกมเพื่อสังคม

ส่วนแนวทางใหม่ที่ อาจารย์สมเกียรติพยายามทำ น่าจะเป็นอีกแรงในการกระตุ้นให้เห็นว่า เราต้องช่วยกันตรวจสอบการคอร์รัปชัน

"ในอดีตเชื่อกันไปแล้วว่า นักการเมืองคอร์รัปชันได้ แต่ขอให้มีโครงการออกมา เท่าที่ปรากฏไม่มีการคอร์รัปชันใด ไม่ก่อให้เกิดต้นทุนประชาชน" แม้คนค่อนประเทศจะเชื่อเช่นนั้น แต่ก็มีคนคิดต่าง... "เพราะประเทศไทยมีการตรวจสอบที่อ่อนแอมาก ทำให้เกิดการคอร์รัปชันสูง"แดนนี่-โสรวาร ศิริพงศ์ปรีดา นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาเกม The Trust ร่วมกับ ต้า-ภาสกร ยูถะสุนทร์ และ คิว-จิรายุ กานต์ปริยสุนทร ในนามบริษัท บลูสเปล จำกัด กล่าว เมื่อมีการประกวดบอร์ดเกมในเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน พวกเขาได้พัฒนาเกม The Trust เล่นไป อย่าให้ใครโกง ร่วมประกวดจนได้รางวัลชนะเลิศจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และสำนักงานสนับสนุนกองทุนวิจัย (สกว.)

พีระพงษ์ เตชะทัตตานนท์ ผู้จัดการด้านงานสร้างสรรค์และสื่อสารสาธารณะ ทีดีอาร์ไอ บอกว่า ที่ผ่านมา งานของทีดีอาร์ไอไม่เคยมีคนสนใจแชร์และไลค์มากมายขนาดนี้ มียอดตัวเลขคนเข้ามาดูหลักแสน เพราะเราจัดกิจกรรมท้าทายความคิด ประกวดบอร์ดเกม หันมาทำกิจกรรมใหม่ๆ เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้การคอร์รัปชันผ่านบอร์ดเกม ทำให้เป็นเรื่องสนุกและได้ความรู้ "เป็นการต่อต้านคอร์รัปชันโดยใช้สื่อใหม่ คุยกับคนรุ่นใหม่" "เราตั้งชื่อการ์ดเกมล้อเลียนโครงการภาครัฐ อาทิ รับจำนำข้าวเกรียบ, เรือดำน้ำอัดลม, อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำตา ฯลฯ โครงการที่มีเรื่องอื้อฉาว เราไม่ใช้ชื่อจริง เพราะบางโครงการยังไม่ตัดสิน ซึ่งเราก็คิดว่า เด็กรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยผ่านเกม เราไปทดลองให้เด็กๆ เล่นเกมนี้หลายรุ่นแล้ว" ภาสกร หนึ่งในผู้พัฒนาเกม The Trust เล่า

หากใครที่ไม่เคยเล่นบอร์ดเกม ก็คงคิดว่าเล่นยาก และเมื่อเกมวางอยู่ตรงหน้า แดนนี่ อธิบายว่า นี่เป็น Party Board Game เล่นง่าย ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที เกมแบบนี้เหมาะกับการพกพาไปเล่นตามที่ต่างๆ

"บางคนไม่รู้ว่าบอร์ดเกมคืออะไร ก็บอกว่า เกมเศรษฐี จริงๆ แล้วเกมเศรษฐีเป็นตัวอย่างที่แย่มาก การเล่นขึ้นอยู่กับดวง จริงๆ แล้วบอร์ดเกมมีหลายแบบ บอร์ดเกมวางแผนกลยุทธ์ก็มี ไม่ใช่การเสี่ยงโชค แต่ใช้ความคิด เกมที่พวกเราคิดขึ้นเป็นปาร์ตี้เกม เวลาเจอเพื่อน แทนที่จะแฮงเอ้าท์กินเหล้า เราก็แฮงเอ้าท์เล่นบอร์ดเกม เล่นไป คุยไป" ระหว่างที่ลองเล่นบอร์ดเกมร่วมกันสี่คน ภาสกร และโสรวาร จะค่อยๆ อธิบายวิธีการเล่นโดยใช้เวลาเกือบชั่วโมง แต่ละคนจะได้อุปกรณ์การเล่น ฉากเล็กๆ เงิน ลูกเต๋า ฯลฯ เมื่อเกมจบ หากใครได้เงินมากที่สุด ก็คือ ผู้ชนะ

"บอร์ดเกมนี้ เราจำลองการจัดซื้อจัดจ้างผ่านการประมูลโครงการ ผู้เล่นจะเล่นได้สองบทบาท คือ โกหกหรือไม่โกหก ถ้าไม่เชื่อใจกันก็ลงการ์ดทนายความฟ้องร้องตรวจสอบได้ และทุกอย่างมีต้นทุน ถ้าฟ้องผิดตัว หากเขาพูดความจริง ก็ต้องเสียเงินให้รัฐ แต่ถ้าจับได้ว่าทุจริต คนที่จับได้ก็ได้เงิน ส่วนใหญ่เกมจะสูสีกัน แต่จะได้เงินมากหรือน้อยอยู่ที่ผู้เล่น" ความสนุกในการเล่นเกมจะอยู่ที่การคาดเดาว่า คนที่เล่นเกมด้วย...โกง หรือเปล่า แต่ละคนจึงต้องมีศิลปะการสื่อสาร มีจิตวิทยา ทำให้ผู้เล่นคนอื่นตายใจ

ดังนั้น ผู้ชนะที่ได้เงินมากที่สุด อาจเป็นคนที่ไม่ถูกจับได้ว่าโกง หรือคนที่โกงได้เนียน หรืออาจเป็นคนไม่โกง แต่ใช้วิธีการตรวจสอบจับโกหกคนอื่นได้

"ฟ้องถูกได้เงิน ฟ้องผิดเสียเงิน ทุจริตไม่มีคนตรวจสอบก็ได้เงิน เล่นแต่ละรอบไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยพวกการ์ดนายกรัฐมนตรี การ์ดเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เล่นแต่ละคนเป็นได้ทั้งผู้ประมูลและผู้ตรวจสอบ เป็นการเล่นกับการโกหกของคน เป็นเรื่องจิตวิทยาอย่างหนึ่ง" โสรวาร เล่า ระหว่างทอดลูกเต๋า และบอกว่า ยังมีตัวช่วย ก็คือ พรรคพวก รวมถึงการจ่ายใต้โต๊ะ

ระหว่างเกมกำลังเข้มข้น ภาสกร เล่าต่อว่า การเล่นทุกครั้ง ถ้าไม่มีการฟ้องร้อง มันคือการเปิดช่องว่างให้คนโกงลอยนวล "ถ้าการประมูลงานทุกครั้งมีการตรวจสอบ ก็จะไม่มีใครโกง" ภาสกร เล่า และแดนนี่เสริมว่า "ผมพยายามเปรียบเทียบเกมกับโลกของความเป็นจริง เกมจำลองสถานการณ์จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ฟังก์ชันหลักที่ทำให้เราชนะการคิดเกมก็คือ ผู้ประมูล และการตรวจสอบ ถ้าเราเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นจริงมาใส่ในเกม ไม่สนุกหรอก เกมจะสอนคนได้ ต้องชี้ให้คนเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น"

เกมจะสนุก แค่ไหนอยู่ที่ผู้เล่น ซึ่งการเรียนรู้การคอร์รัปชันผ่านบอร์ดเกมลักษณะนี้ เป็นอีกมิติในการสร้างองค์ความรู้

"เชคสเปียร์บอกว่า โลกนี้คือละคร เราอยากบอกว่าโลกนี้คือเกม เราจะเล่นเกมกันให้สนุก" ดร.สมเกียรติ กล่าว

เขาเชื่อว่า การทำงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ให้สังคม จำเป็นต้องคิดมุมใหม่ "เราพยายามสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ

เรากำลังทำเรื่องเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม ทดลองให้นักเรียนทำข้อสอบและตรวจสอบว่า การสร้างสิ่งแวดล้อมแบบไหน ทำให้คนซื่อสัตย์ และแบบไหนทำให้คนไม่ซื่อสัตย์ เมื่อไม่นานนี้งานวิจัยบางเรื่อง รัฐได้นำไปใช้ ทำให้เกิดกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ และเครื่องมือนโยบายใหม่ๆ การทบทวนกฎระเบียบโครงการ เพื่อลดโอกาสคอร์รัปชัน และลดต้นทุนการทำธุรกิจต่างๆ" แม้จะผลักดันให้เกิดความโปร่งใสในเชิงนโยบายได้บ้าง แต่สิ่งที่ ดร.สมเกียรติ เป็นห่วงมากที่สุด ก็คือ อยากให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการคอร์รัปชันมากขึ้น การคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องคนดี หรือคนไม่ดี

"ถ้าประชาชนไม่เข้าใจเรื่องการคอร์รัปชัน ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิผล เราสรุปสมการคอร์รัปชันไว้ว่า ระบบที่ดีต้องมีสามอย่างคือ การผูกขาดน้อยที่สุด, มีความโปร่งใสสูง และมีอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐน้อยที่สุด"

แค่คิดก็สนุกแล้ว

ภาสกร : พวกผมไม่เคยออกแบบเกมใดๆ เลย แต่เล่นเกมมาเยอะ ก็เลยรู้ว่า กลไกในการสร้างเกม โจทย์ครั้งนี้ ก็คือ การต่อต้านคอร์รัปชัน

โสรวาร : เราตีความง่ายๆ คอร์รัปชัน ก็คือ การโกหก เพราะพวกเราชอบเล่นบอร์ดเกม เราก็มาคิดกันว่า การโกหกคืออะไร ธรรมชาติของปาร์ตี้เกมก็คือการโกหก ต้องมีจิตวิทยา โดยมีอุปกรณ์คือ การ์ด แต่การโกหกอยู่ที่ผู้เล่น ปาร์ตี้เกมจะสนุกหรือไม่สนุกอยู่ที่กติกา ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถโกหกได้ เมื่อเราศึกษาเรื่อง คอร์รัปชัน ก็พบว่า มันคือการประมูลงาน และพวกเราชอบเล่นเกม ยิ่งเล่นเยอะก็ยิ่งอยากมีเกมของตัวเอง เมื่อเล่นแล้วสนุก ก็อยากให้คนอื่นเล่นแล้วหัวเราะด้วย

ภาสกร : ก่อนที่จะเข้าเวิร์คชอปกับนักคิดนักวิจัย พวกผมมองว่า คอร์รัปชันเป็นเรื่องไกลตัวมาก จับต้องไม่ได้ การฟ้องร้องพวกที่โกงจึงเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อได้รับความรู้ ผมก็คิดว่าไม่ได้ยาก ถ้าคุณมีข้อมูล กล้าตรวจสอบไหม

โสรวาร : ผมเคยจินตนาการว่า วันหนึ่งผมกับพี่ต้าจะได้มานั่งเล่นเกมที่จับโกหกกัน เหมือนกองไพ่เกม The Killer เกมที่พวกผมคิดเน้นอายุ 14 ปีขึ้นไปเล่นได้ ไม่ได้มีเนื้อหาที่อันตรายสำหรับเด็กๆ แต่เราเปิดโอกาสอีกว่า ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีมาพร้อมผู้ปกครอง ก็เล่นได้ เมื่อเล่นไป รู้เห็นแล้ว ก็จะถามว่า โครงการนี้มาได้ยังไง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนในครอบครัว

ภาสกร : ถ้าอายุ 14 ปีขึ้นไป เกมนี้คงไม่ใช่ของเล่นแล้ว ผมมองว่าเป็นสื่อการเรียนรู้ เล่นแล้วได้เรียนรู้ แต่ควรมีคนอธิบาย ผมเคยเอาไปทดลองเล่นในกลุ่มเพื่อนๆ ฮามาก ได้จับผิดซึ่งกันและกัน จากนั้นนำมาปรับอีกหลายรอบ และเคยทดลองให้พ่อแม่วัย 60 เล่น ระหว่างเล่น พ่อแม่ก็บอกว่าการโกหกไม่ดี แต่เล่นไปแล้ว ลูกชนะเพราะโกหก และเกมนี้ไม่ใช่ว่าคนที่โกงจะชนะเสมอไป

โสรวาร : การเล่นเกมแบบนี้ ไม่เกี่ยวกับวัย ผมกับพี่ต้าก็คิดต่างกัน เพราะทุกคนโกหกไม่เหมือนกัน เกมประเภทนี้ไม่สามารถคาดเดาได้ ทำให้การเล่นเกมเป็นเรื่องสนุก

ภาสกร : กิเลสมีอยู่ทุกคน คนอยากได้ อยากมี อยากเป็น มีเป้าหมายเหมือนกันก็คือ อยากชนะ โกหกได้เนียนก็ได้แต้มสูง เป็นเรื่องศิลปะการโกหก ศิลปะการพูดการคุย ศิลปะการสื่อสาร แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ถ้ามีการตรวจสอบ ก็จะรู้ว่าใครโกหกหรือไม่โกหก นี่คือ คีย์สำคัญ

โสรวาร : ถ้าเราพูดว่าไปแฮงเอ้าท์กันคือเมาอย่างเดียว นั่นไม่ใช่ทางออกของหลายคน เป็นทางออกของคนประเภทหนึ่ง แต่เราอยากไปแฮงเอ้าท์โดยคุยกับเพื่อนซึ่งไม่ใช่ร้านอาหาร

ภาสกร : คุยผ่านบอร์ดเกม โดยไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์

โสรวาร : พอเล่นเกมออนไลน์ เกมมือถือ มาถึงจุดหนึ่ง เราก็อยากเจอเพื่อนมาแฮงเอ้าท์ นั่งรวมกันแล้วหยิบเกมมาเล่นคุยกัน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยากคุยกับเพื่อน และนี่คือทางเลือกใหม่ เจอกันที่คาเฟ่บอร์ดเกม จำได้ว่า ตอนที่หลายกลุ่มเอาผลงานวิจัยมาโชว์ บูธพวกผมตะโกนดังๆ ว่า "เล่นเกมครับ" มากันเยอะเลย ไม่ใช่แค่เด็ก ผู้ใหญ่ด้วย ถ้ามาพร้อมความสนุก ใครๆ ก็ชอบ และสิ่งที่เกมทำได้คือ สอนประสบการณ์ อย่างเกมที่สอนให้คนเป็นนักดับเพลิง ก็สร้างโลกเสมือนจริงในการดับไฟ ทำให้คนเล่นเห็นภาพนักดับเพลิง ถ้าผู้ใหญ่อยากสอนอะไรก็สร้างโลกอันนั้นออกมา แค่นั้นเอง แต่ถ้าอยากสอนบวกเลขแล้วสร้างเกมบวกเลข แบบนั้นมันน่าเบื่อ