You are here

CG and corruptions News - 12 September 2018

เชือดอินไซด์'IFEC' กลต.ฟ้องฐนวัฒน์ เบี้ยวจ่ายค่าปรับ แบล็กลิสต์ห้ามบริหารบจ. - โพสต์ทูเดย์

'รพี'ระทึกศาลชี้คดี'ชยันต์'วันนี้ - กรุงเทพธุรกิจ

จ่ายเงินก่อนเซ็นสัญญา ปมโกง"อควาเรียม"ชัด - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ข่าวปนคน คนปนข่าว - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: Universal Design กับการต่อต้านคอร์รัปชัน – แนวหน้า

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: สอบเพิ่ม สอบเพื่อ? - แนวหน้า

ไล่ยึดอายัดทรัพย์พล.ต.ต.สุทิพย์-พวก ตำรวจโกงตำรวจ - เดลินิวส์

คอลัมน์ กระจก 8 หน้า: ยกฟ้อง "ทักษิณ" - ไทยรัฐ

เชือดอินไซด์'IFEC' กลต.ฟ้องฐนวัฒน์ เบี้ยวจ่ายค่าปรับ แบล็กลิสต์ห้ามบริหารบจ. - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - ก.ล.ต.ขอให้พนักงานอัยการฟ้อง "ฐนวัฒน์" ขายหุ้น IFEC โดยใช้ข้อมูลภายใน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด นายฐนวัฒน์ จันทร์สุวรรณ กรณีใช้ข้อมูลภายในขายหุ้นบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC)ด้วยการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราโทษสูงสุด ตามกฎหมาย พร้อมรายงานการดำเนินการไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ เป็นรายที่ 2 ต่อจากนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ ที่ถูกดำเนินการไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ เนื่องจากที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับนายฐนวัฒน์ที่กระทำผิดขณะเป็นกรรมการและผู้บริหารของ IFEC อาศัยข้อมูลภายใน (อินไซด์) ขายหุ้น IFEC โดยให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่งและส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด

นายฐนวัฒน์ได้รับทราบมาตรการลงโทษทางแพ่งแล้ว แต่ไม่ยินยอมปฏิบัติมาตรการลงโทษทางแพ่งภายในเวลาที่กำหนด ก.ล.ต.จึงมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีนายฐนวัฒน์ต่อศาลแพ่ง เพื่อให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราโทษสูงสุดตามกฎหมาย โดยขอให้ชำระค่าปรับทางแพ่งและส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด 4.16 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ก.ล.ต.ได้รายงานการดำเนินการดังกล่าวไปยัง ปปง.เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตาม การที่ ค.ม.พ. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับนายฐนวัฒน์เป็นเหตุให้นายฐนวัฒน์ขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน 1 ปี

'รพี'ระทึกศาลชี้คดี'ชยันต์'วันนี้ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ศาลอาญาคดีทุจริตฯนัดฟังคำสั่ง กรณี 'ชยันต์ อัคราทิตย์' ยื่นฟ้อง 'รพี สุจริตกุล' เลขาธิการ ก.ล.ต.ใช้หลักฐานปลอม สั่งแบล็คลิสต์การเป็นผู้บริหารตลาดทุน 1 ปี

แหล่งข่าวจากโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า วันนี้ (12 ส.ค.) ศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งศาล กรณีที่นายชยันต์ อัคราทิตย์ ยื่นฟ้อง นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด ผู้หนึ่ง หรือ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยใช้หลักฐานปลอมตัดสิน เป็นบุคลากรต้องห้ามในธุรกิจตลาดทุน จึงสั่งพักให้ความเห็นชอบเป็นผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เป็นเวลา 1 ปี หากศาลฯรับฟ้องคดีดังกล่าวจะมีผลทำให้ นายรพี จะตกเป็นจำเลย ต้องขอยื่นประกันตัว และเข้าสู่กระบวนการสืบพยานต่อไป และมีผล ทำให้ศาลน่าจะรับฟ้องคดีนางสาวชญานี โปขันเงิน เช่นกันจากที่ได้มีการยื่นฟ้อง นายรพี เช่นกัน โดยศาลจะนัดรับฟัง คำสั่งศาลในวันที่ 25 ต.ค.2561

สืบเนื่องจากวันที่ 3 ส.ค. 2560 ก.ล.ต. สั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน ทั้งในตำแหน่งผู้บริหารและผู้แนะนำการลงทุนของ นางสาวชญานี โปขันเงิน และนายชยันต์ อัคราทิตย์ เป็นเวลา 1 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2560 จาก ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบความผิดกรณีการใช้ข้อมูล ภายในเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท จำกัด (มหาชน) หรือ BSEC และได้เปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2559 ในการตรวจสอบกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ก.ล.ต. พบว่า นางสาวชญานี และนายชยันต์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้ติดต่อประสานงานให้มีการซื้อกิจการ BSEC ได้ให้ถ้อยคำต่อ ก.ล.ต. ในลักษณะที่เป็นการให้ความช่วยเหลือบุคคลที่ถูก ก.ล.ต. ตรวจสอบความผิด โดยบุคคลทั้งสองปกปิดข้อมูลหรือบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับชื่อบริษัทที่จะถูกซื้อกิจการและวันที่เกิดข้อมูลภายใน จึงถือเป็นการกระทำที่เป็นลักษณะต้องห้ามของบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทลธ. 8/2557 เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน

จ่ายเงินก่อนเซ็นสัญญา ปมโกง"อควาเรียม"ชัด - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน360 - พบหลักฐานมัด "อควาเรียม สงขลา" ทุจริตชัดเจน ข้าราชการจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ แถม"รองเลขาฯ กอศ." เซ็นแทน "เลขาฯ กอศ." รมว.ศธ. สั่ง "การุณ" ดูข้อกฎหมายให้รอบคอบ เพื่อปิดช่องโหว่ คาดใช้เวลา 2 สัปดาห์

ผู้จัดการรายวัน360 -พบหลักฐานมัด"อควาเรียม สงขลา" ทุจริตชัดเจน ข้าราชการจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ แถม "รองเลขาฯ กอศ." เซ็นแทน "เลขาฯ กอศ." รมว.ศธ. สั่ง "การุณ" ดูข้อกฎหมายให้รอบคอบ เพื่อปิดช่องโหว่ คาดใช้เวลา 2 สัปดาห์

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ อควาเรียม ของวิทยาลัยประมง ติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา ว่า หลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มี นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. เป็นประธาน สรุปผลการตรวจสอบฯ มาแล้ว ซึ่งตนได้ส่งข้อมูลให้สำนักนิติการ สำนักงานปลัด ศธ. ตรวจสอบ ขณะนี้สำนักนิติการได้ส่งรายงานกลับมาให้ตนแล้ว

"นายการุณ มารายงานให้ทราบว่า พบข้อมูลใหม่ที่ส่อไปในทางทุจริตเพิ่มอีกหลายประเด็น เช่น มีการจ่ายเงินล่วงหน้าโดยไม่มีการทำข้อตกลงความร่วมมือ และเซ็นอนุมัติโครงการโดยรองเลขาธิการ กอศ. แทน เลขาธิการ กอศ. จุดนี้กรรมการฝ่ายกฎหมายหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การเซ็นอนุมัติการแก้ไขสัญญาเป็นอำนาจเฉพาะ หรืออำนาจมอบหมายแทนได้ เนื่องจากตามหลักกฎหมายแล้วการดำเนินการอนุมัติโครงการหรือการแก้ไขสัญญาอะไรก็ตามไม่สามารถมอบอำนาจกระทำแทนได้ เป็นต้น ดังนั้น จึงให้นายการุณไปดูข้อกฎหมายให้ชัดเจนและสรุปเพิ่มเติมในสำนวนใหม่ คาดจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์"

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า หากพบเชื่อมโยงกับบุคคลใด จะต้องโดนสอบวินัยทั้งหมด ส่วนกรณีการรอชี้มูลความผิดจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ยังไม่ตอบกลับมา ซึ่งจะให้มีหนังสือเร่งติดตามการชี้มูลอีกครั้ง แต่หากยังยืนยันว่าคนของ กษ. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะไม่รอ และตนก็จะลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยทันที

"ที่ผ่านมาหลายคนมองว่าเรื่องทุจริตของ ศธ. จะมีมวยล้มต้มคนดู เพราะมีการยื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ นั้น ขอยืนยันว่าการรีบสรุปความผิดนี่แหละคือมวยล้ม เพราะจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายหลีกเลี่ยงความผิดได้ ซึ่งตนได้ให้กรรมการดูรายละเอียดข้อกฎหมาย เพื่อป้องกันช่องโหว่ทุกอย่าง แม้จะโดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมก็ยอมกลืนเลือด โดยให้ระยะเวลาพิสูจน์การทำงานของผม อีกทั้งเรื่องอควาเรียมเกิดขึ้นมากว่า 10 ปีแล้ว การใช้ระยะเวลาสืบสวนกว่า 2 เดือน ถือว่าไม่นานเกินไปที่จะหาความจริงให้ปรากฏได้" นพ.ธีระเกียรติ กล่าว.

คอลัมน์ ข่าวปนคน คนปนข่าว - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

ช.ชฎา

* ไม่มีมวยล้ม!! "หมอธี" ไม่รีบปิดกล่อง "โกง อควาเรียมหอยสังข์" หลังพบ "ข้อมูลใหม่" ส่อทุจริตหลายประเด็น ทั้ง "จ่ายล่วงหน้า" ก่อนทำข้อตกลง หรือกรณี "รองเลขาฯ สอศ." เซ็นแทน ทั้งที่ไม่มีอำนาจ คาดมีคนพัวพันมากกว่า "20 บิ๊กข้าราชการ" ที่คอพาดเขียงอยู่แล้ว ขอ 2 สัปดาห์ สรุป "สำนวนเชือด" ให้ "นายกฯตู่" ดีไม่ดีมี "คนติดคุก" ก่อน "อควาเรียมหอยสังข์" สร้างเสร็จด้วยซ้ำ

ใกล้ปิดฉากมหากาพย์ .. กรณีการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในโครงการก่อสร้าง "อควาเรียมหอยสังข์" หรือชื่ออย่างเป็นทางการ "ศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา" .. เป็นโครงการที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลา ในพื้นที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ต.พะวง อ.เมืองฯ จ.สงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) .. หลังยืดเยื้อเริ่มสร้างมาเกือบ 10 ปี ผ่านไป 6 รัฐบาล ใช้งบประมาณไปกว่า 1.4 พันล้านบาท จากงบฯ ตั้งต้นแค่ 800 ล้านบาท แต่ก็ยัง "สร้างไม่เสร็จ"..จนมาถึงรัฐบาล คสช. หลังจากที่ "หมอธี" นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ ได้ไล่ตรวจสอบทุกโครงการทุจริต .. โดยได้ตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบความล่าช้า และความไม่ชอบมาพากลของโครงการ "อควาเรียม หอยสังข์" กระทั่งพบว่า "โกงจริง" มีข้าราชการระดับสูง หลายคนพัวพัน .. เบื้องต้นกาหัว "บิ๊กข้าราชการ" ไว้ไม่ต่ำกว่า 20 ราย ที่มีส่วนพัวพัน จากหลายหน่วยงานทั้งในกระทรวงศึกษาฯ เอง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ..

ด้วยคนพัวพันมาจากหลายหน่วย จึงเตรียมขั้นตอนชง "สำนวนเชือด" ให้ "นายกฯ ตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยให้เบ็ดเสร็จทีเดียว .. ในระหว่างที่ "20 บิ๊กข้าราชการ" ตุ๊มๆ ต้อมๆ ลุ้นว่าหวยจะออกที่ใครบ้าง กระบวนการตรวจสอบก็ยังไม่หยุด .. เมื่อ "หมอธี" อัปเดตว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มี การุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้สรุปผลการตรวจสอบโดยสรุปข้อมูลทั้ง 2 ระยะ เสร็จเรียบร้อยแล้ว .. ระบุชัดเจนว่ามีการ "เอื้อประโยชน์" ให้แก่ "บริษัทเอกชน" อีกทั้งยังมี "ข้อมูลใหม่" ที่ส่อไปในทางทุจริตเพิ่มเติมหลายประเด็น .. โดยเฉพาะประเด็น "การจ่ายเงินล่วงหน้า" ที่ไม่มีการทำข้อตกลง ความร่วมมือรองรับ หรือกรณี "รองเลขาฯ สอศ." เซ็นอนุมัติการดำเนินโครงการแทน "เลขาฯ สอศ." ทั้งที่ไม่มีอำนาจ .. เมื่อพบปมทุจริตเพิ่มเติม ก็ทำให้การสรุป "สำนวนเชือด" ที่จะส่งนายกฯ ต้องล่าช้าออกไปเล็กน้อย เชื่อมโยงไปถึงใครก็จะถูกยัดใส่ "กระด้ง" ส่งไปให้ "นายกฯ ตู่"ร่อนทีเดียว .. แต่เห็นว่าคงไม่ช้าเกินไป ถึงขนาด "มวยล้มต้มคนดู" อย่างที่วิจารณ์กัน เมื่อ "หมอธี" คอนเฟิร์มว่า 2 สัปดาห์ก็เสร็จ .. ดูทรงแล้ว เคสนี้ "คนโกง" ไม่น่ารอดสันดอน ดีไม่ดีมี "คนติดคุก" ก่อน "อควาเรียมหอยสังข์"สร้างเสร็จด้วยซ้ำ

* ทฤษฎีสมคบคิด !! เปิดเหตุ "กรณ์" ขย่ม "ปตท." หลังคนกันเอง "ปิยสวัสดิ์" ลงจากบัลลังก์ประธานบอร์ดหมาดๆ เจาะจงขยี้ปม ปตท. ซื้อหุ้นบริษัทผลิตไฟฟ้า GLOW ที่มี "อนุตร จาติกวณิช" น้องชายคลานตามกันมา เป็นกรรมการ-ผู้ถือหุ้น จนพออนุมานได้ว่า "บางซีกใน GLOW" ไม่เห็นด้วยกับ "ดีล ปตท." หรือกระทั่ง "บางซีกใน ปตท." ก็ไม่เห็นด้วยกับดีลนี้เหมือนกัน

ก็แปลกใจอยู่นาน .. ว่าทำไม "เสี่ยดอน" กรณ์ จาติกวณิช แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ถึงออกมา "เดินแรง"ในประเด็นการทำธุรกิจของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถึงขนาดตั้งแง่ ข้อหาร้ายแรง "ขัดรัฐธรรมนูญ".. ทั้งๆ ที่ ปตท.ก็มี "คนกันเอง" อย่าง "อาจารย์ปิ" ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ สามีของ อานิก อัมระนันทน์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ค่ายเดียวกัน เป็นประธานบอร์ดอยู่แท้ๆ .. เดิมทีก็คิดไปว่าเป็น "ลูกไม้" หวังหาเสียงกับ "ภาคประชาชน" ที่เคลื่อนไหวในประเด็นการทำธุรกิจผูกขาดไม่เป็นธรรมของ "กลุ่ม ปตท." มานานนม .. ตลอดจนมหกรรมรับน้อง "ซีอีโอป้ายแดง" ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.ตลอดจน ไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย ประธานบอร์ด ปตท.คนใหม่ เท่านั้น .. ก็เพิ่งมาหูตาสว่างว่า เกมนี้ลึกกว่าที่คิด เมื่อเพจ "E'pa hamalao" อ่านเป็นไทยว่า "อีป้าหามาเล่า" เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวของ "เสี่ยกรณ์" ตามท้องเรื่อง "ทำไม? กรณ์ ต้องออกโรงขย่ม ปตท. ในเวลานี้!" ในเชิง "ทฤษฎีสมคบคิด" เสียหมดจด .. "ข่าวปนคนฯ" ก็เลยขออนุญาตยกบางช่วงบางตอนจาก "อีป้า" มาเล่าต่อ จะได้ "เก็ต" ไปด้วยกันว่าอะไรเป็นอะไร ..

แรกเริ่ม "เสี่ยกรณ์" พุ่งเป้าไปที่ 2 ธุรกิจของ ปตท.ว่า "ไม่แฟร์" ประมาณว่าเอาเปรียบเอกชนคนทำมาหากินคนอื่น หนึ่งคือ ร้านกาแฟ Cafe Amazon และสองการเข้าซื้อบริษัทผลิตไฟฟ้า GLOW .. ไปๆ มาๆ น้ำหนักเทไปที่ประเด็นหลังที่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) บริษัทลูกของ ปตท. กำลังเข้าไปช้อนหุ้น "GLOW" บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ที่ทำโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจหลัก .. ร้อนถึง "บิ๊ก ปตท." ที่ต้องเฮโล ขอนัดไปทำความเข้าใจกับ เจ้าของฉายา "หล่อโย่ง" แต่ก็ดูเหมือนไม่เคลียร์ แล้วไปยื่นร้องเรียนถึง "นายกฯ ตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ่วงศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ตามนัดเหมือนเดิม .. ในข้อหาว่า ปตท.ดำเนินกิจการขัด "รัฐธรรมนูญ มาตรา 75" ใช้ความได้เปรียบ จากความเป็น "รัฐวิสาหกิจ" เอาเปรียบประชาชน แข่งขันโดยตรงกับ "เอกชนรายย่อย" พร้อม เรียกร้องให้ ปตท. ยุติการเข้าซื้อหุ้น GLOW .. "เพจอีป้าฯ"ตั้งข้อสังเกตว่า "ไทม์มิ่ง" ที่ "เสี่ยดอน" เคลื่อนไหว เป็นจังหวะเดียวกับที่ "ปิยสวัสดิ์" เพิ่งลุกจากเก้าอี้ประธาน บอร์ด ปตท.หมาดๆ จึงตัดเรื่องผิดใจกับ "เจ๊อานิก" รุ่นพี่ ออกซฟอร์ดไปได้ .. ที่สนุกกว่านั้น คงเป็นเส้นสายภายใน ของ GLOW ที่ไปสะดุดกับชื่อกรรมการคนหนึ่งที่ชื่อ อนุตร จาติกวณิช หรือที่ในวงการเรียกขานว่า "เสี่ยพิพ" ที่ก็ไม่ใช่ใครเป็น "น้องชายคนสุดท้อง" ของ "พี่ดอน" นั่นเอง .. อ่าน "สายสัมพันธ์" คร่าวๆ ก็น่าจะพออนุมานได้ว่า มี "บางซีกใน GLOW" ที่ไม่เห็นด้วยกับ "ดีล ปตท." หรือหากให้ น้ำหนักกับ "ออกซฟอร์ดคอนเนกชั่น" แล้ว ก็อาจจะเหมา รวมไปว่า "บางซีกใน ปตท." ก็ไม่เห็นด้วยกับดีลนี้เหมือนกัน .. ส่วนฉากจบจะเป็นเช่นไรก็คงอยู่ที่ "นายกฯ ตู่" ผ่านอำนาจ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะ "เรกูเลเตอร์" กำกับดูแลความเป็นไปด้านพลังงานในประเทศ ที่จะเป็นผู้เคาะในยกสุดท้าย

* คน ททท.เฮสนั่น !! "เสี่ยบี-พุทธิพงษ์" นั่ง รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ตามรอย "เสี่ยจั้ม-สกลธี" ที่ได้ดีเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.ไปก่อนแล้ว ท่ามกลางเสียงโห่เกรียวกราว "เป่านกหวีดจนได้ดี" แต่ก็มีเสียงเฮ สนั่นแถว ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ที่ทำการของ "ททท." ที่เคยมีข่าว "เสี่ยบี" จ่อเสียบประธานบอร์ด ททท. ทำเอาโล่งอกไปตามๆ กัน ที่มีหวังว่าจะได้ "มืออาชีพ" เข้ามาขับเคลื่อน "การท่องเที่ยวฯ" มากกว่าเป็น "เก้าอี้ต่างตอบแทน"

เอาจนได้ .. รายของ "เสี่ยบี" พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ หนึ่งใน "สี่ยอดกุมาร" แกนนำสายฮาร์ดคอร์ กำลังหลักของ "กำนันเทือก" สุเทพ เทือกสุบรรณสมัยทำม็อบ กปปส. .. ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวร่ำๆ ว่าเสร็จ "พลังดูดประชารัฐ" ยกแก๊ง เตรียมมีตำแหน่งแห่งที่มาช่วยงานรัฐบาล คสช. .. แต่รายของ "เสี่ยบี" หาที่ลงไม่ได้ ปล่อยให้รุ่นน้องอย่าง "เสี่ยจั้ม" สกลธี ภัททิยะกุล ล่วงหน้าไปก่อนในตำแหน่ง รองผู้ว่าฯ กทม. .. เพิ่งจะมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เมื่อวานนี้ .. รีเทิร์นกลับเข้ามาทำงานในทำเนียบฯ อีกครั้ง หลังจากที่เคยเป็นรองโฆษกรัฐบาลมาหนนึง ในยุค "รัฐบาลอภิสิทธิ์".. ตามข่าวว่า ครม.มอบหมายให้ "เสี่ยบี" ประสานการติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน-เรื่องร้องเรียนของประชาชน .. รวมถึงทำหน้าที่เป็น "วิป" ผู้ประสานงานกับ สภานิติ บัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สนับสนุนงาน "เดอะโก้" สุวพันธุ์ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็น "ประธานวิป" อยู่ ..

พลันที่ข่าวแพร่สะพัดออกไป ก็ตามคาด มีแต่เสียงสาปส่งจาก "ขั้วตรงข้าม" ที่แดกดันว่า "เป่านกหวีดจนได้ดี"หรือมีคดีติดตัวเป็นหางว่าวก็ยังมีงานทำในรัฐบาล .. ขณะที่ฟากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ "พี่มาร์ค" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจ่าฝูงต้นสังกัดเก่า ก็ระบุว่า "รู้อยู่แล้ว" ตามคิวที่ก่อนหน้านี้ออกมาปูดว่า "พรรคทหาร" ดูดหนักหน่วง .. ถึงจุดนี้คงไม่มีใครเถียงว่า เป็นการให้ตำแหน่ง "ต่างตอบแทน" ทั้งจาก ผลงาน "เป่านกหวีด" ก่อนหน้านี้ ตลอดจนเปิดฟลอร์ให้ "ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม." ของ "พรรคทหาร" สร้างผลงานไปกลายๆ .. ท่ามกลางเสียงโห่เกรียวกราว การที่ "เสี่ยบี"ได้ตำแหน่งรองเลขาฯ นายกฯ งวดนี้ ก็มีเสียงเฮไม่น้อย ไม่เฉพาะ "บ้านปุณณกันต์" ที่คงฉลองกันเอิกเกริก .. ยังมีเสียงเฮสนั่น แถวๆ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ที่ทำการของการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่กำลังมีการสรรหา "คณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดใหม่" กันอยู่ .. ด้วยก่อนที่ "เสี่ยบี" จะมาลงล็อกที่ทำเนียบฯ เคยมีชื่อคั่วเก้าอี้ "ประธานบอร์ด ททท." ที่ กลินท์ สารสิน กำลังจะหมดวาระใน เดือน ต.ค.นี้มาก่อน .. ท่ามกลางกระแส "ยี้" อย่างแรงจาก "คน ททท." ที่ติดใจในเรื่องโปรไฟล์ ความรู้ความสามารถของ อดีต ส.ส. 2 สมัย และรองผู้ว่าฯ กทม. 1 สมัย ที่น่าจะไม่เคยหยิบจับงาน "การท่องเที่ยว" มาก่อน .. จึงไม่แปลกที่ "คน ททท." จะปลื้มปริ่ม ที่เห็น "เสี่ยบี" ไปได้ดีอยู่ที่ ทำเนียบฯ นู่น อันจะส่งผลให้มีการคัดผู้ที่เหมาะสมระดับ "มืออาชีพ" เข้ามาขับเคลื่อน "การท่องเที่ยวฯ" เป็นหัวจักรฟันเฟือง หารายได้เข้าประเทศ .. และเหมือนเปิดทางสะดวกให้แคนดิเดต อีกรายอย่าง วุฒิชัย ดวงรัตน์ อดีตรองปลัดฯ พาณิชย์ และอดีตบอร์ด ททท. ที่มีชื่ออยู่ในโผ .. หรืออาจจะเป็นคนอื่นขึ้นมาเบียด อีกไม่นานคงได้รู้กัน แต่อย่างน้อย ก็ได้ตัด "คนไม่ใช่" ออกไปคนนึง.

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: Universal Design กับการต่อต้านคอร์รัปชัน - แนวหน้า ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

เบ็ญจลักษณ์ เด่นดวง

หากท่านผู้อ่านอยู่ในสายงานสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ คงคุ้นเคยกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ หรือ Design Thinking ซึ่งเป็นการออกแบบกลไกแก้ปัญหาแบบยึดผู้ใช้เป็น ศูนย์กลาง การใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบมีแนวคิด อยู่สามขั้นตอนใหญ่ๆ คือ หนึ่ง การเข้าใจปัญหาอย่างถูกต้อง สอง การระดมความคิดนอกกรอบ และสาม การลงมือทำ

ขั้นตอนที่ผู้เขียนอยากเชิญชวนผู้อ่านมาร่วมกันสำรวจ คือขั้นตอนการเข้าใจปัญหาอย่าง ถูกต้อง โดยปัญหาที่ว่านี้ก็คือความเจ็บปวด หรือ pain ของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะสร้างขึ้นมานั่นเอง ตรรกะของขั้นตอนนี้นั้นง่ายดาย คือหาก ผู้ประกอบการไม่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร ก็จะผลิต สิ่งที่ไม่ตรงกับความต้องการ ลูกค้าก็จะไม่ซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ ทำให้ทรัพยากรที่ลงไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเหล่านั้นสูญไปโดยไม่เกิดคุณค่า หรือเกิดอย่างไม่ยั่งยืน

หลักคิดเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับการ สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมที่มีลักษณะเป็น Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ ซึ่งหมายถึงการออกแบบ บริการที่มุ่งให้ทุกคนใช้ประโยชน์และเข้าถึงได้อย่าง เท่าเทียมด้วย ผู้เขียนได้เข้าร่วมงาน SDGs Hackathon 2018 ที่จัดขึ้นโดย Thailand Social Innovation Platform ที่มีจุดมุ่งหมายในการรวบรวมผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในหลายสาขามาร่วมระดมสมองและค้นหาวิธีการรับมือกับปัญหาตามเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืน ในขั้นตอนหนึ่ง กลุ่มผู้เข้าร่วมต้องทำความเข้าใจสมมุติฐานของตนเอง ว่าเป็นสิ่งเดียวกับที่ผู้ได้รับ ผลประโยชน์ หรือผู้ใช้ต้องการจริงหรือไม่ ผ่านการฟังอย่างเข้าใจ หรือ empathetic listening ขั้นตอนนี้เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสมมุติฐานของหลายๆ กลุ่ม เนื่องจากเมื่อเข้าไปสัมภาษณ์ผู้ที่จะใช้งานจริงๆ แล้ว ความต้องการของผู้ใช้กลับไม่ตรงกับวิธีการแก้ปัญหาที่นำเสนอ

ตรงนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนกลับมามองวิธีการแก้ปัญหา สังคมในประเทศไทยโดยเฉพาะระดับนโยบายที่ยังมีลักษณะ one size fits all กล่าวคือ เป็นสูตรสำเร็จที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทุกคนมากกว่าที่จะเกิดจากการ สนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมปรับเปลี่ยนเครื่องมือ ให้เหมาะกับบริบทและร่วมขับเคลื่อนจากระดับท้องถิ่น ในส่วนปัญหาด้านคอร์รัปชัน การวิจัยในพื้นที่ทั้งกรุงเทพมหานคร น่าน และนครราชสีมา โดยนักวิจัยจาก SIAM-Lab ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ยิ่งแสดงให้เห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันซับซ้อนและหลากหลายไปตามพื้นที่ ทรัพยากรและประชากร หากวิธีแก้ปัญหา ที่เสนอให้ไม่เข้ากับบริบทสังคมและการเมืองในพื้นที่ ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ อาจทำให้วิธีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนเป็นไปได้ยาก

การทำให้วิธีแก้คอร์รัปชันสอดรับกับความต้องการของกลุ่มผู้ใช้หรือชุมชน เริ่มจากการยอมรับว่าแต่ละกลุ่มชุมชนมีความหลากหลาย จึงต้องมีการประเมินความต้องการของพื้นที่หรือชุมชนนั้นๆ ว่า ประเด็นปัญหาใดที่คนในชุมชนเห็นความสำคัญและประโยชน์จากการแก้ไข จะทำอย่างไรให้คนในชุมชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของปัญหาและเครื่องมือที่จะใช้แก้ไข และเน้นการขับเคลื่อนงานที่อาศัยพลังชุมชน ซึ่งงานวิจัยจาก SIAM-Lab เสนอว่าชุมชนดังที่กล่าวมานี้ อาจเป็นชุมชนทางภูมิศาสตร์เดียวกันหรือชุมชนของผู้ที่มีความสนใจเหมือนกันก็ได้ โดยชุมชนลักษณะหลังนี้พบได้ในชุมชนกรุงเทพมหานครที่คน มีปฏิสัมพันธ์กับคนในพื้นที่อยู่อาศัยน้อยกว่าผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวที่เกิด จากชุมชนที่มีความสนใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเองจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนตนเองได้ดีโดย ไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากภายนอก

เครื่องมือหนึ่งจากงาน hackathon ที่ผู้เขียน ได้ใช้กับการคิดวิธีแก้ปัญหาสังคมโดยยึดผู้ใช้เป็นหลัก คือ Customer Segment หรือกลุ่มผู้ใช้เป้าหมาย เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการทำความเข้าใจผู้ใช้เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ เป็นส่วนหนึ่งของแผนภาพการสร้างคุณค่า (Value Proposition Canvas) ที่นักการตลาดใช้ เครื่องมือนี้มีลักษณะเป็นวงกลมที่แบ่งออกเป็นสามส่วน คือ 1) Pains ความเจ็บปวดหรือยากลำบากของผู้ใช้ 2) Gains สิ่งที่ผู้ใช้ชอบหรือคาดหวังจะได้รับ และ 3) Jobs อาชีพหรือบทบาทของผู้ใช้ และปัญหาที่ต้องการแก้ไข

ผู้อ่านอาจลองใช้เครื่องมือนี้สร้างเครื่องมือที่จะทำให้เยาวชนมีค่านิยมต่อต้านคอร์รัปชัน ด้วยการวิเคราะห์กลุ่มผู้ใช้ที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหลังเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบ empathetic listening เกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชันในห้องเรียนได้ว่า 1) Pains: นักเรียนเจ็บปวดจากการปฏิบัติไม่เท่าเทียมของผู้สอน เช่น การมีศิษย์โปรดที่เรียนเก่งหรือเรียนพิเศษกับครู ทำให้ผู้ที่ได้คะแนนไม่ดีหรือไม่มีโอกาสเรียนพิเศษ ไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีเท่าศิษย์โปรด จนเป็นปัจจัยผลักดันให้เด็กยอมทุจริตในการสอบเพื่อให้ได้รับการปฏิบัติ ที่ดีขึ้น 2) Gains : นักเรียนชอบทำกิจกรรม นอกห้องเรียน ชอบทำโครงการร่วมกันกับเพื่อน 3) Jobs : นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียน ขยายโอกาส อยากได้คะแนนดีเพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจและใช้เรียนต่อ อยากมีทักษะที่นำไปประกอบอาชีพได้จริงจากวิชาที่เรียน

จากข้อมูลเหล่านี้อาจสรุปได้ว่า การสอนหลักคุณธรรมโดยตรงในห้องเรียนอาจไม่ใช่ทางแก้คอร์รัปชันที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย แต่เป็นการพัฒนาทัศนคติของผู้สอน และการสอดแทรกแนวคิดเรื่องความสุจริตอย่างแยบคายในวิชาเรียนพื้นฐาน หรือโครงการที่เด็กได้ร่วมทำกับเพื่อนและชุมชน ตัวอย่างของโครงการเสริมสร้างเยาวชน ในลักษณะนี้ซึ่งได้กล่าวถึงไปในบทความลงมือสู้โกง ตอน ปลูกฝังการต้านโกงในเด็กอย่างไรให้ได้ผล คือโครงการเยาวชนตื่นรู้สู้โกง (Active Youth) โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ที่คำนึงถึงการนำทักษะวิชาการและค่านิยมเรื่องความเป็นพลเมืองและความสุจริตไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กต้องการ นอกจากนี้โครงการยังดำเนินการตามหลัก Design thinking ด้วยการวางแผนนำร่องโครงการ (ลงมือทำ) ก่อนจะนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาเพื่อหาแนวทาง ที่เหมาะสมที่สุด

การทำความเข้าใจผู้ใช้ยังรวมถึงการประเมิน ความเป็นไปได้ในการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการ หาก ผู้อ่านต้องการให้ผู้สูงอายุในเขตชนบทมีส่วนร่วมกับ การต่อต้านสินบนอาจไม่จำเป็นต้องใช้แอพพลิเคชั่น ที่มีฟีเจอร์เพียบพร้อม เพราะหากลองใช้เครื่องมือ Customer Segment ช่องที่ 3) Jobs ของผู้สูงอายุ อาจประกอบด้วยข้อมูล เช่น อายุ 65-75 ปี อาศัย อยู่ลำพังหรือกับคู่สมรส ไม่ใช้สมาร์ทโฟน ไม่สามารถ เข้าถึงอินเตอร์เนตได้ ดังนั้น ช่องทางที่ผู้สูงอายุเข้าถึงได้สะดวกจึงไม่ใช่แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ในประเทศอินโดนีเซีย ระบบ LAPOR! สำหรับรายงานการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐได้เสนอช่องทางการมีส่วนร่วมตั้งแต่แอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ ข้อความโทรศัพท์ ข้อความในรายการโทรทัศน์ ท้องถิ่น ในประเทศฟิลิปปินส์เองก็มีโครงการ Check my school (อ่านรายละเอียดได้ ในบทความลงมือสู้โกง ตอน Check My School: การมีส่วนร่วมเพื่อโรงเรียนที่น่าอยู่) ที่ผู้ร่วมตรวจสอบ ความโปร่งใสในระบบการบริหารของโรงเรียนสามารถ กรอกแบบฟอร์มในรูปแบบกระดาษและรวบรวม ส่งได้

แนวคิดอารยสถาปัตย์อาจยังเป็นแนวคิดที่เข้ามาในสังคมไทยได้ไม่นานนัก แต่ผู้เขียนก็คาดหวังว่ากติกาประชาคมโลกในปัจจุบันจะยังคงผลักดันให้แนวคิดนี้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่แค่ในแง่สถาปัตยกรรมทางกายภาพ แต่เป็น สถาปัตยกรรมทางสังคมที่มุ่งแก้ปัญหาที่หลากหลาย สำหรับคนที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและครอบคลุมของผลกระทบ

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: สอบเพิ่ม สอบเพื่อ? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

สารส้ม

อัยการคดีพิเศษ ยังไม่สั่งคดีฟอกเงินจากการทุจริตเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย

คดีนี้ มีนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายนายทักษิณ (ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตเงินกู้กรุงไทย คดีอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง), นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา นายทักษิณ, นายวันชัย หงษ์เหิน สามีของนางกาญจนาภา เป็น ผู้ต้องหา

เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงิน 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาทผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ ยังมีสิทธิต่อสู้คดีต่อไปอีก 1. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนเพิ่มเติมว่า ภายหลังพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษได้สั่งให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติมใน 2 ประเด็น ได้แก่

ประเด็นแรก สอบถามถึงคดีฟอกเงินอื่นๆ จากการทุจริตอนุมัติปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดาธานนท์ ซึ่งคดีทั้งหมดดีเอสไอได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องไปให้อัยการเกือบทั้งหมดแล้ว ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอีก 2 สำนวน ได้แก่ กรณีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เซ็นเช็คบริจาคให้กับมูลนิธิแห่งหนึ่ง จำนวน 100,000 บาท และกรณีเซ็นเช็คค่าจัดเลี้ยงรุ่นวปอ. ที่บุคคลอื่นสำรองจ่ายไปให้ก่อน จำนวน 200,000 บาท

ประเด็นที่สอง อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มว่า นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายของนายวิชัย ได้จดทะเบียนประกอบ ธุรกิจด้านใดบ้าง มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อจำหน่ายรถยนต์หรูหรือรถยนต์ซูเปอร์คาร์ บ้างหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้สอบสวนเสร็จแล้ว

2. รายงานข่าว ยังระบุต่อไปด้วยว่า พนักงานสอบสวนได้สอบเพิ่มเติม และรายงานผลกลับไปที่อัยการแล้ว

3. น่าคิดว่า ในแต่ละประเด็นที่สอบสวนเพิ่มเติม หากเป็นไปตามรายงานข่าวจริง ประเด็นเหล่านี้ มีความสำคัญแค่ไหน อย่างไร?

เป็นแก่น หรือกระพี้? สอบไปเพื่ออะไร? โดยเฉพาะประเด็นแรก ที่เป็นการรายงานความคืบหน้าของ "คดีอื่น"

ลองนึกง่ายๆ สมมุติว่า คดีแกนนำการชุมนุมถูกดำเนินคดี แล้วถ้าเกิดผู้ต้องหาติดใจ ว่าทำไมดำเนินคดีเฉพาะแกนนำ 10 คนนี้ ส่วนคนอื่นๆ ที่อาจเข้าข่ายเป็นแกนนำ ที่ขึ้นเวทีการชุมนุม หรือมีบทบาทส่วนร่วมในการชุมนุมอีกนับร้อยคน คดีไปถึงไหนแล้ว? ทำไมไม่ถูกฟ้องดำเนินคดีเหมือนตนเอง? ซึ่งข้อเท็จจริงของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน

หากจะต้องไปสอบสวนทุกคนดำเนินคดีกับทุกคน และฟ้องคดีพร้อมกันหมดทุกคน หรือไม่?

หรือควรมุ่งว่า ผู้ถูกดำเนินคดีนั้น กระทำผิดตามข้อหา ต่อสู้ด้วยพยานหลักฐาน แก้ข้อกล่าวหาที่มีต่อตนเองอย่างไร? ข้อชี้แจงเกี่ยวกับตนเองนั้นฟังขึ้นหรือไม่?

โดยเพราะกรณีคนอื่นๆ หรือนิติบุคคลอื่นๆ ที่อาจได้รับเงินจากผู้บริหารบริษัทเอกชนที่ได้เงินกู้กรุงไทยนั้น หากพบว่ามีมูลหนี้ต่อกันอยู่เดิม หรือมีคำอธิบายที่ชี้แจงได้ หรือเป็นการบริจาคแก่มูลนิธิแท้จริง ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกระทำผิดในกรณีทุจริตเงินกู้ ก็ย่อมไม่เข้าข่ายฐานความผิดฟอกเงิน

ควรเป็นช่องทางจะต้องไปเสียเวลาสอบสวนเพิ่มเติมว่าสอบเอาผิดคนอื่นๆ ไปถึงไหนอีกหรือไม่?

4. หลังจากนี้ ต้องจับตา อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ จะพิจารณาสั่งคดีอย่างไร เพราะคดีบางส่วน น่าจะหมดอายุความ ในเดือนธันวาคม 2561 นี้

น่าสนใจว่า คดีนี้ จะต้องไปขึ้นศาลไหน? ศาลอาญาปกติ หรือศาลคดีทุจริต?5.จำได้ว่า บทเรียนกรณีลูกกระทิงแดงโมเดล สังคมวิพากษ์วิจารณ์ระบบยุติธรรมของประเทศไทยอย่างรุนแรง เกือบจะเกิดวิกฤติศรัทธาครั้งใหญ่ ก็เพราะไม่ได้ตัวผู้ต้องหาไปฟ้องศาลภายในอายุความ

กรณีนายเสนาะ เทียนทอง คดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ นายเสนาะก็ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยกรณีคดีขาดอายุความ สุดท้าย ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ได้นำตัวนายเสนาะมาฟ้องศาลภายในอายุความ พิพากษายกฟ้อง

คดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับลูกคนใหญ่คนโตแบบนี้ สังคมต้องจับตาว่า จะจบอย่างไร?

ถามใจอธิบดีอัยการ "วงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์" ?

ไล่ยึดอายัดทรัพย์พล.ต.ต.สุทิพย์-พวก ตำรวจโกงตำรวจ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

ประพงษ์ แหลมแจง รายงาน

สะเทือนวงการสีกากีไม่ใช่น้อยเรื่องราวส่อเค้าทุจริตเกี่ยวกับ เงิน ๆ ทอง ๆ ของผู้เคยเป็น "นายใหญ่" ตำรวจเมืองเลยซึ่งทำให้ลูกน้อง 192 นาย ต้องเดือดร้อนหนัก ชนวนเหตุมาจาก พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีต ผบก.ภ.จว.เลย และ พ.ต.อ. เฉลิมพล ยอดประทุม ผกก.อก.ภ.จว.หนองบัวลำภู ชักชวนลูกน้องร่วมโครงการบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลยแต่กลับนำเงินลงทุนกว่า 229 ล้านบาท ละลายหายไปกับการเล่นหุ้นส่งผลให้ตำรวจชั้นผู้น้อยต้องรับกรรม

เมื่อเจาะลึกลงไปมีการเสนอผลประโยชน์ คือพล.ต.ต.สุทิพย์ จะรับผิดชอบนำเงินไปผ่อนชำระสถาบันการเงินเจ้าหนี้ให้เป็นประจำทุกเดือนจนปิดบัญชียอดหนี้ทั้งหมดเมื่อถึงระยะเวลาสิ้นสุดตามโครงการ 3 ปี นับแต่วันเข้าร่วมโครงการ พล.ต.ต. สุทิพย์ จะจ่ายเงินค่าตอบแทนแก่สมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ต่อ ยอดเงินที่สมาชิกเข้าร่วมโครงการ คือ 1 ล้านบาท หรือตามอัตราส่วนร้อยละ 5 เป็นประจำทุกเดือน จนสิ้นสุดโครงการโดยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์เป็นการตัดยอดหนี้เงินต้นคงเหลือ

หลังจากที่สหกรณ์ได้หักเอาเงินต่าง ๆ ของสมาชิกเป็นรายเดือนตามปกติแล้วเพื่อจะทำให้ยอดหนี้ของสมาชิกที่มีอยู่กับสหกรณ์มีจำนวนลดลงเป็นประจำทุกเดือน อีกทั้งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามโครงการ 3 ปี นับแต่วันเข้าร่วมโครงการ พล.ต.ต.สุทิพย์ จะคืนเงินให้แก่สมาชิกร้อยละ 50 ของยอดเงินที่เข้าร่วมโครงการ เช่น เข้าร่วมโครงการ 1 ล้าน จะได้คืน 500,000 ตามอัตราส่วนของสมาชิกแต่ละคนโดยจะนำไปตัดหนี้สินเงินคงเหลือที่สมาชิกมีอยู่กับสหกรณ์เพื่อจะได้ทำให้ยอดหนี้ของสมาชิกที่มีอยู่กับสหกรณ์มีจำนวนน้อยลงหรือหมดสิ้นไป และหากสมาชิกผู้ใดไม่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการอีกต่อไป พล.ต.ต.สุทิพย์ จะนำเงินไปปิดบัญชีที่สมาชิกเป็นลูกหนี้แก่สถาบันการเงินทันที

ผลประโยชน์ของโครงการที่ผู้เป็นนายได้เขียนไว้อย่างสวยหรูเสมือนเป็นหนี้แค่ทางเดียว ทำให้ตำรวจเมืองเลยตัดสินใจไม่ยากที่จะเข้าร่วม แต่สุดท้ายเหมือนโดน "ฟ้าผ่า" กลายเป็น "บุคคลล้มละลาย" เงินปันผลที่ว่าจะได้ก็ไม่ได้หนำซ้ำต้องรับภาระหนี้จากธนาคารเพราะถูกทวงถาม ขณะที่ทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ก่อนแจ้งข้อหาความผิดฐาน "ฉ้อโกงประชาชน" ขณะที่นายพลคนดังที่ได้ดิบได้ดีเป็นถึง "รอง ผบช.สกพ." ก็รับปากเป็นมั่นเป็นหมายจะหาเงินมาทยอยใช้คืนให้วันละ 30 ล้านบาท จนครบตามจำนวน แต่เมื่อ ครบกำหนดเวลาที่สัญญาไว้แล้วยังไม่มีการนำเงินของกองทุนคืนให้ตามที่ระบุไว้สุดท้ายบ่ายเบี่ยงผิดนัด ส่อแวว "เบี้ยวหนี้" และหนีหน้าไม่ยอมแจงเหตุผลความจำเป็นเรื่องค่อย ๆ เงียบหายไป

เดือดร้อนตำรวจชั้นผู้น้อยที่พูดมากไม่ได้...ได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม ครั้นจะร้องขอความเป็นธรรมก็โดนสั่งปิดปาก ได้แต่หวังลึก ๆ ว่าจะมีนายระดับ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาความทุกข์ร้อน สั่งการให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เร่งบรรเทาความเดือดร้อนจัดการกับปัญหาที่คาราคาซัง โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้ามรอง ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช และ พ.ต.อ.เฉลิมพล ยอดประทุม ออกจากราชการไว้ก่อน

พร้อมระดมชุดทำงาน ประกอบไปด้วย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ในฐานะรอง ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอส.ตร.) พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญาวงศ์ รอง ผบช.สกบ. พ.ต.อ.อาชยนไกรทอง รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.พนัญชัย นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2, พ.ต.อ. นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ผกก.สภ.บ้านเป็ด พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ รอง ผกก.สายตรวจ พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิศมัยรอง ผกก.สน.ห้วยขวาง พ.ต.ท.ธนารัตน์ มีทองหลาง รอง ผกก.สส.สภ.หนองเรือ สนธิกำลังตำรวจใน บช.ภ.4 พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง รอง ผบช.ภ.4 พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล ผกก.สภ.ภูผาม่าน พ.ต.ท. จามร อันดี รอง ผกก.ป. สภ.ท่าพระ พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้าชุดปฏิบัติการ กกล.รส. จ.ขอนแก่น พ.ต.ท.ธนาทัศน์ศรีพิพัฒน์ สว.ท่องเที่ยว (ขอนแก่น) นาย พีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ผู้อำนวยการกองคดี 1 ปปง. เปิดยุทธการขุดรากถอนโคนทำบ้านเมืองให้น่าอยู่ปิดล้อมตรวจค้น 12 จุด ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น, อุดรธานี, นนทบุรี, เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร เพื่อทำการยึดทรัพย์ขบวนการ

โดย 7 จุด ในพื้นที่ขอนแก่น ได้ตรวจค้นบ้านทั้งสามหลัง ของ นายเกรียงไกร เกตุพิบูลย์ อดีตข้าราชการและพวก ตรวจค้นเอกสารหลักฐาน สมุดบัญชีธนาคารจำนวนหลายเล่ม นอกจากนี้ยังทำการตรวจยึดรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู สีขาวทะเบียน ขก 2772 ขอนแก่น เช่นเดียวกันได้ปิดคำสั่งอายัดบ้านทั้งสองหลังของ นางธิญาดา วิภาวรกานต์ ที่หมู่บ้านสปริงเพลส และหมู่บ้าน อินิซิโอ้ โดยได้ทำการตรวจยึดทรัพย์ที่เชื่อว่าน่าจะได้มาจากการกระทำความผิดเพื่อทำการตรวจสอบ นอกจากนี้ได้ตรวจค้นบ้านพักของ พล.ต.ต.สุทิพย์ ที่ย่านบางแค และบ้านของ พ.ต.อ.เฉลิมพล ที่ จ.อุดรธานี ตรวจยึดเอกสารการทำธุรกรรมทางการเงิน เอกสารอื่น ๆ รวมทั้งโฉนดที่ดินจำนวนมากเพื่อตรวจสอบ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กรณีความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจในจังหวัดเลยที่ถูกชักชวนไปลงทุนและต้องสูญเงินเป็นจำนวนมาก เรื่องนี้ทางรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการให้ความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนกับข้าราชการตำรวจ ซึ่งได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินส่วนหนึ่งของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความเดือดร้อนของข้าราชการที่ต้องสูญเงินไปจากการถูกหลอกลวงในส่วนนี้เราตรวจสอบยึดอายัดทรัพย์ทั้งที่ดิน บ้าน รถ เพื่อมาเฉลี่ยทรัพย์คืนทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ในส่วนของข้าราชการตำรวจ รวมทั้งครอบครัวของผู้ได้รับความเดือดร้อนไม่ต้องกังวลใจเราจะทำความจริงให้ปรากฏและจะบังคับใช้กฎหมายโดยเป็นธรรมและเท่าเทียม ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นใครเส้นทางการเงินไปเชื่อมโยงกับกลุ่มข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม อัยการ ศาลหากมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องก็จะดำเนินคดีทุกกรณี ซึ่ง ผบ.ตร. ได้ออกคำสั่งตั้งคณะทำงานในระดับ ตร. โดยมอบหมาย พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อทำสำนวนให้รัดกุมและรวดเร็วเนื่องจากเป็นคดีที่มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก

"อยากให้ตำรวจและประชาชนที่ตกเป็นผู้เสียหายเข้ามาแจ้ง ความเอาผิดขบวนการนี้เพื่อที่จะได้ทรัพย์สินที่ถูกโกงไปกลับคืนมา ใน ส่วนข้าราชการต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชนไม่ใช่ไปกระทำความผิดเสียเอง ยอมรับว่าทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี วันนี้เราต้องช่วยกันทุกส่วนราชการต้องทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนให้ได้เรื่องนี้หากตำรวจไม่ช่วยตำรวจด้วยกันเอง แล้วจะไปช่วยประชาชนได้อย่างไร"

พล.ต.ต.กฤษกร กล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมคดีนั้นทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ได้มีการรวบรวมสำนวนคดีในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เลย และขอนแก่น มาตรวจสอบซึ่งหากมีความเชื่อมโยงกันก็จะนำมารวมเป็นคดีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนคดีที่มีความเชื่อมโยงกันในหลายพื้นที่หากเกินอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ก็จะโอนคดีไปให้คณะทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ แต่งตั้งขึ้น ซึ่งขอให้วางใจว่าจะดำเนินการโดยเร็วตามกรอบระยะเวลาของกฎหมายกำหนด และหากมีการดำเนินคดีอาญาแล้วก็จะนำทรัพย์ที่ได้ทำการยึดมาเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ กล่าวว่า ขั้นตอนขณะนี้เป็นการยึดอายัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามมาตรา 131 และมาตรา 132 ซึ่งเป็นการเรียกเอาจากทรัพย์ตามอำนาจของพนักงานสอบสวนโดยทางพนักงานสอบสวนจัดทำบัญชียึดทรัพย์ส่งมาให้ทาง ปปง. โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ธุรกรรม ปปง. ได้ออกคำสั่งมอบหมายตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา จากนั้นเมื่อพนักงานสอบสวนได้ส่งทรัพย์ที่ยึดมาตามบัญชีก็จะทำการพิสูจน์ทรัพย์เพื่อเข้าคณะกรรมการธุรกรรมให้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์และจะออกประกาศเพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายมายื่นเรื่องขอคุ้มครองสิทธิและให้เจ้าทรัพย์เข้ามาชี้แจงภายใน 30 วัน ซึ่งหากเจ้าทรัพย์ชี้แจงที่มาของทรัพย์ ไม่ได้ก็จะส่งเรื่องให้อัยการศาลมีคำสั่งเพื่อเฉลี่ยทรัพย์คืนให้ผู้เสียหายต่อไป

หลังจากนี้คงต้องติดตามว่านอกเหนือจากกลุ่ม พล.ต.ต.สุทิพย์แล้ว ยังมีกลุ่มข้าราชการตำรวจอื่น ข้าราชการกลุ่มอื่น ๆ หรือประชาชนกลุ่มใดเกี่ยวข้องอีกบ้างเพื่อเข้าทลายและยึดทรัพย์สินนำมาคืนให้กับ "เหยื่อ" ทั้งหมด.

คอลัมน์ กระจก 8 หน้า: ยกฟ้อง "ทักษิณ" - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561

มิสไฟน์

ระยะหลังๆมานี้ดูเหมือนคนไทยจะได้เห็นการพิจารณาคดีความที่ให้ความเป็นธรรมในเรื่องต่างๆทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่ค้างคาใจกันมานานจนหลายคนลืมเลือนว่า ต้นเรื่องจริงๆมาจากไหน

ในขณะที่คนรุ่นใหม่ๆที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ จับต้นชนปลายไม่ถูก กับพวกที่มีอคติรุนแรง และมักไม่ค่อยฟังเหตุฟังผล ก็จะช่วยกันรุมยำผู้ที่ต้องมารับผิดชอบต่อตามท้องเรื่อง...ก็เมื่อมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

เรื่องล่าสุด ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาเมื่อปลายเดือน ส.ค.ก็คือเรื่องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาด้วยมติเสียงข้างมาก ให้ยกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ถูก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 กรณีอนุมัติให้กระทรวงการคลังเข้าฟื้นฟูกิจการของ บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (TPI)

คดีนี้หลายคนเข้าใจผิดกันมากว่า อดีตนายกฯทักษิณ เป็นคนสั่งการให้กระทรวงการคลังไปชักชวนผู้บริหารของ บมจ.ปตท. และธนาคารออมสิน ฯลฯ เข้าไปซื้อหุ้น TPI เพื่อฟื้นฟูกิจการให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ความเข้าใจผิดนี้อธิบายเท่าไหร่ก็ไม่มีใครฟังเรื่องราวจึงบานปลายกลายเป็นความเกลียดชังอดีตนายกฯทักษิณ กระทั่งถึงการปฏิวัติ และล้มล้างกันทางการเมือง

จริงๆแล้ว คดีนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งประเทศไทยเกิด วิกฤติต้มยำกุ้ง หลังจากที่ รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกฯขณะนั้น ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท มีผลให้ค่าเงินบาทที่ยืนอยู่ในระดับ 26 บาท อ่อนค่าลงมามากถึง 57 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมใดที่ไปกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศมา หรือกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ไทย 25-26 บาท ก็มีอันต้องกลายเป็นบริษัทที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวกันหมด รวมถึงธนาคารเจ้าหนี้ด้วย

ถ้ากู้มา 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินบาทขณะนั้นก็จะตก 75,000-78,000 ล้านบาท แต่เมื่อค่าเงินบาทด้อยค่าลงไปอยู่ที่ 57 บาท มูลค่าหนี้จะกลายเป็น 171,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับหนี้สาธารณะของประเทศที่พุ่งขึ้นไปเป็น 100,000 ล้านบาทนั่นเอง

ไม่เฉพาะแต่ไฟแนนซ์ และสถาบันการเงินไทยจำนวนมากจะถูกปิด หรือล้มละลายลงเท่านั้น แต่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ก็มีสภาพที่ไม่ต่างกัน คือ ถูกเจ้าหนี้บังคับให้ใช้หนี้ ถูกแปลงหนี้เป็นทุนถูกยึดกิจการ ถูกบังคับขาย และถูกยื่นฟ้องล้มละลายเพื่อให้เจ้าหนี้มีสิทธิเข้าไปฟื้นฟูกิจการ

ในคำพิพากษาก็เขียนไว้ว่าเป็นความยินยอมของธนาคาร เจ้าหนี้ ลูกหนี้ สหภาพแรงงาน และตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางเมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว ก็ทำให้ทราบว่าการที่อดีตนายกฯทักษิณไม่ได้ทักท้วงกระทรวงการคลังในการเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของ TPI นั้นไม่ได้มีเจตนาพิเศษที่จะแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่นในการเสนอชื่อคณะกรรมการบริหารแผน และไม่มีหลักฐานเพียงพอจะรับฟังว่าจำเลยกระทำผิด ม.157 ด้วย

เรื่องนี้น่ะ ดำเนินการตามกระบวนการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อครั้ง นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็น รมว.คลัง เพราะฉะนั้น อดีตนายกฯทักษิณจะเฉไฉไม่ทำ หรือดำเนินการให้เป็นไปอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ ที่สำคัญก็คือ หาก รมว.คลังขณะนั้น ตัดสินใจไม่ดี ธนาคารใหญ่ๆมีสิทธิล้มทั้งยืนได้ และถ้าปล่อยให้ธนาคารล้ม ประเทศไทยก็ล้มด้วย!