You are here

CG and corruptions News - 13 July 2017

ฟ้องไพรินทร์ตุกติก570ล. - ฐานเศรษฐกิจ

งงสถานะเคทีบริษัทลูกกทม. - เดลินิวส์

ทอ.โต้ซื้ออาวุธ-เครื่องบินขัดรธน. - ข่าวสด

Prayut vows temple graft case justice - BANGKOK POST

Police hand alleged temple corruption probe to National Buddhism Office - THE NATION

คอลัมน์ ผ่าประเด็นร้อน: คดีอำมหิตฆ่าล้างครัว8ศพ ท้าทายอำนาจรัฐยุคคสช. - แนวหน้า

คอลัมน์ ยังอีโคโนมิสต์: ก้าวแรก'แนวคิดการธนาคารยั่งยืน' - ฐานเศรษฐกิจ

เศรษฐเสวนาจุฬาฯทัศนะ: เศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาคอร์รัปชันนั้นแย่จริงหรือ? - ฐานเศรษฐกิจ

Thailand dropping ball on 'global goals' - BANGKOK POST

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: "ยุบ"ไทยพีบีเอสได้หรือยัง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ณ มุมขวา: เจ๊งอย่างโปร่งใส -โพสต์ทูเดย์

ฟ้องไพรินทร์ตุกติก570ล. - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ปูดอีกคดีปาล์มอินโดฯ ปตท.ลาก "ไพรินทร์" และพวกฝ่าฝืนคำสั่งกระทรวงพลังงาน เร่งรัดอนุมัติเงิน 570 ล้านให้ผู้บริหาร KAIPATAR-INVESTAMA แลกลายเซ็นหลักฐานส่ง ป.ป.ช. เชือดแพะ 2 หมื่นล้าน กังขา 2 บิ๊กร่วมขบวนการยังลอยนวล

ทำท่าจะเป็นมหากาพย์สำหรับโครงการปลูกปาล์มและธุรกิจปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซียของบริษัท ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด (PTTGE) เครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) ที่เกิดความเสียหายจนกระทรวงพลังงานสั่งให้ล้มโครงการ คณะกรรมการบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) มีมติไล่นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGE นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตซีอีโอ ปตท. ยังส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีอาญาและยื่นฟ้องทางแพ่งให้นายนิพิฐรับผิดชอบค่าเสียหายเพียงคนเดียว 2 หมื่นล้านบาท

"คุณไพรินทร์ฟ้องคุณนิพิฐเสมือนกับมีความโกรธแค้น ใช้อารมณ์เหนือเหตุผลข้อเท็จจริง ตอนแรกจะฟ้องเรียกค่าเสียหายถึง 7 หมื่นล้านบาท แต่บอร์ดลงความเห็นว่าตัวเลขเกินจริงไปมาก จึงยอมลดลงเหลือ 2 หมื่นล้านบาท ทั้งๆ ที่รวมทรัพย์สินที่ดินในอินโดนีเซียก็ไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นความผิดของคุณนิพิฐคนเดียว หากคุณนิพิฐผิดจริง ไม่เพียงแต่คุณไพรินทร์เท่านั้น บอร์ดทุกคนน่าจะผิดด้วย" แหล่งข่าวทนาย ความนายนิพิฐตั้งข้อสังเกตและว่า การบิดเบือนข้อเท็จจริง น่าจะเกิดจากการเมืองภายใน ปตท. ทำให้มีการพุ่งเป้าไปที่นายนิพิฐเพียงคนเดียว ทำให้นายนิพิฐต่อสู้ด้วยการยื่นฟ้องนายไพรินทร์และพวกรวม 7 คน ประพฤติมิชอบ เป็นคดีที่ 2 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลประทับรับฟ้องและนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 19 ต.ค. 2560 ส่วนคดีแรกนายนิพิฐยื่นฟ้องนายไพรินทร์และพวกรวม 5 คน ไปเมื่อวันที่ 1 มี.ค.2560 ในหลายประเด็น

สำหรับคดีที่ 2 เจาะจงฟ้องไปที่เงินจำนวน 16.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 570 ล้านบาท ประเด็นก็คือนายไพรินทร์ร่วมกับพวก เร่งรัดจ่ายเงินให้นายเบอร์ฮัน ผู้บริหาร บริษัท KAIPATAR-INVESTAMA ในประเทศอินโดนีเซีย แลกกับการลงนามในหนังสือที่เป็นหลักฐานว่านายนิพิฐเป็นผู้สร้างความเสียหายทุจริตค่านายหน้าในโครงการปลูกปาล์มและธุรกิจปาล์มน้ำมัน (PT.KPI)

คำฟ้องคดีที่ 2 ระบุว่า จำเลยทั้ง 7 คือนายไพรินทร์และนายวิชัย พรกีรติวัฒน์ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร นายพีรฉัตร ปิ่นประยงค์ นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ นางรสยา เธียรวรรณ และนายสุรชัย สุขะหุต มีการร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ นำเอกสารมาแจ้งความเท็จ ที่สำคัญจำเลยรีบเร่งอนุมัติเงิน 16.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 570 ล้านบาท ให้นายเบอร์ฮัน ทั้งๆ ที่กระทรวงพลังงานสั่งให้ระงับการจ่ายเงินทุกโครงการทุกธุรกรรมไปแล้ว เท่ากับเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกระทรวง ทำให้ ปตท.ได้รับความเสียหาย เป็นความเสียหายที่ถูกใช้ไปแลกกับผลประโยชน์ในหนังสือที่มีข้อความอันเป็นเท็จใส่ร้ายโจทก์

"มีการเรียกประชุมคณะกรรมการ PTTGE วันที่ 15 และ 25 ม.ค. ก่อนที่จำเลยจะร่วมกัน ลงรายมือชื่อเพื่ออนุมัติการจ่ายเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 350 ล้านบาท ในวันที่ 30 มกราคม 2556 เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเงินทั้งจำนวน" คำฟ้องระบุ

"ชาญศิลป์-รสยา"ยังอยู่

แหล่งข่าวกล่าวเปิดเผยว่า ปัจจุบันนายชาญศิลป์กับนางรสยา จำเลยซึ่งอยู่ในกระบวนการเร่งรัดการจ่ายเงินและถูกฟ้องร้องต่อศาล ยังคงนั่งทำงานอยู่ใน ปตท.โดยนายชาญศิลป์ เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารกลยุทธ์ กลุ่มธุรกิจปิโตรขั้นปลาย PTT ส่วนนางรสยา เป็นกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGE เป็นไปได้อย่างไร เพราะทั้ง 2 คนอาจจะมีพฤติกรรมเข้าข่ายการสร้างพยานหรือหลักฐานเท็จขึ้นมาใหม่ ยุ่งหรือทำลายพยานหลักฐานเดิม หรืออาจจะปกปิดการกระทำความผิดของตนเองและพวกพ้อง สิ่งที่จะตามมาคือทำให้เกิดความเสียหายแก่ ปตท.และ PTTGE อย่างต่อเนื่อง PT.KPI ของ PTTGE เริ่มขึ้นเมื่อปี 2550 PTT ถือหุ้น 100% เพื่อลงทุนโครงการพัฒนาธุรกิจปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย ปตท.มอบหมายให้นายนิพิฐเป็นผู้อำนวยการโครงการ ต่อมาปี 2559 พบว่ามีปัญหาในการซื้อสิทธิสัมปทานที่ดินบางแปลง กระทั่งมีการกล่าว หานายนิพิฐ

งงสถานะเคทีบริษัทลูกกทม. - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 3 ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560 โดย พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ง่วนบรรจง สมาชิกสภา กทม.เสนอญัตติขอให้กรุงเทพมหานครดำเนินการตามกฎหมายข้อบัญญัติ ระเบียบและหลักธรรมาภิบาลกรณีมอบหมายหรือจ้างบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ให้ดำเนินกิจการบริการสาธารณะด้านต่าง ๆ โดยกล่าวว่า หลาย ๆ โครงการในปัจจุบัน กทม.มีการมอบหมายให้เคทีซึ่ง ถือเป็นวิสาหกิจของ กทม.เนื่องจาก กทม.เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ดำเนินการซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณจัดจ้างในแต่ละปีจำนวนมากดังนั้นจึงต้องดูแลให้ถูกต้องตามกฎหมายโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล

นายชยาวุธ ศิริยุทธวัฒนา สมาชิกสภา กทม.กล่าวว่าสมาชิกสภา กทม.ได้ตั้งข้อสงสัยถึงความถูกต้องโปร่งใสการทำงานของเคทีโดยหลาย ๆ โครงการ มีความคลุมเครืออย่างมากโดยที่ผ่านมา ในปี 2550 กทม.ได้ยื่นถามต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงสถานภาพทางกฎหมายของเคทีโดยมีการระบุว่าเคทีนั้นไม่เข้าข่ายเป็นหน่วยงานเอกชนแต่บริษัทดังกล่าว กทม.มีหุ้นกว่า 99 เปอร์เซ็นต์แต่ก็ไม่ระบุสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐเช่นกัน ซึ่งการไม่มีสถานะตามกฎหมายที่ชัดเจนนั้นทำให้เกิดช่องว่างในการทำงานอาทิ โครงการที่มีมูลค่าเกินว่าพันล้านตามกฎหมายโดยทั่วไปการดำเนินโครงการนั้นหากเป็นเอกชนเข้ามาร่วมก็ต้องทำตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนแต่เมื่อมีการระบุว่าเคทีไม่ใช่เอกชนทำให้สามารถหลีกเลี่ยงกฎหมายดังกล่าวได้แต่เมื่อไม่ใช่หน่วยงานของรัฐการดำเนินโครงการก็ไม่ต้องทำตามระเบียบราชการต่าง ๆ เช่นกันช่องว่างที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เคที เกิดความไม่โปร่งใสในการทำงานอย่างมากและอาจส่งผลต่อการทำงานที่เอื้อเอกชนอื่น ๆ เนื่อง จากไม่มีการเปิดให้แข่งขันในการดำเนินโครงการใด ๆ

เรือโทวารินทร์ เดชเจริญ สมาชิกสภา กทม.กล่าวว่าการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อเคทีนั้นในปี 54 มีการระบุว่า เคทีสามารถดำเนินการในกิจการของ กทม.ได้เพียงกิจการด้านสาธารณูปโภคเท่านั้นการดำเนินกิจการอื่น ๆ ถือเป็นการทำนอกเหนือกฎหมายแต่ด้วยโครงการต่าง ๆ ที่ กทม.มอบหมายหรือจ้างเคทีเป็นผู้ดำเนินโครงการนั้นมีการตีความเป็นโครงการด้านสาธารณูปโภคทั้งสิ้นซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่ถูกต้องในการทำงานได้ จึงขอให้ กทม.ดำเนินการเกี่ยวกับสถานะของเคทีให้เกิดความชัดเจน.

ทอ.โต้ซื้ออาวุธ-เครื่องบินขัดรธน. - ข่าวสด ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย ผอ.สำนักนโยบายและแผน กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกองทัพอากาศ ชี้แจงโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น แบบที-50 ทีเอช ระยะที่ 2 จำนวน 8 เครื่อง ของทอ. หลังนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แถลงการณ์คัดค้านและระบุการจัดซื้อเครื่องบินอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 62 ประกอบมาตรา 75 และมาตรา 76 ว่า เราเป็นชาติที่มีเอกราชและอธิปไตย ซึ่งการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพที่เหมาะสม เพียงพอและ ที่จำเป็นเพื่อใช้ป้องกันประเทศ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ยืนยันว่าการดำเนินการสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ที่กำหนดให้กองทัพมีหน้าที่เตรียมกำลังและป้องกันราชอาณาจักร

พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีทางสรุปง่ายๆ ได้เลยว่าการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพเพื่อป้องกันประเทศ เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐรวมถึงกองทัพอากาศต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม ประกอบมาตรา 52 รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหารที่มีประสิทธิภาพ

พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายศรีสุวรรณบอกว่าการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขัดต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสะท้อนว่ารัฐบาลไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลังนั้น โครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของทอ.ครั้งนี้ ได้ดำเนินการโดยคำนึงถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผลและความมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งโครงการมีความโปร่งใสและมีขั้นตอนที่ตรวจสอบได้ อีกทั้งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2555 ซึ่งกำหนดโครงสร้างกำลังรบของทอ.ให้มีฝูงบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น โดยการจัดหาเครื่องบิน ที-50 ทีเอชในครั้งนี้ จะเข้าประจำการทดแทนเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ L-39 (ในฝูงบินเดิม) ซึ่งทยอยปลดประจำการเนื่องจากครบอายุการใช้งาน หากไม่มีการจัดหาทดแทนจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของทอ.

"เรื่องนี้ผ่านขั้นตอนตามกระบวนการจนเป็นรายการตามพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ซึ่งการจัดทำงบเป็นไปตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประจำปีของรัฐบาล โดยมีการวางแผนผูกพันงบข้ามปี และแบ่งชำระเป็น 4 ปี (พ.ศ.2560-2563) ซึ่งทยอยจ่ายภายใต้กรอบงบที่ทอ. ได้รับการจัดสรรในแต่ละปี ตามแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงฯ ทำให้ไม่สามารถชะลอการจัดซื้อได้ เพราะจะกระทบต่อการฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของทอ. ส่งผลต่อการเตรียมกำลังทอ.เพื่อการป้องกันประเทศ ตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญ" พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์กล่าว

Prayut vows temple graft case justice - BANGKOK POST Issued date 13 July 2017

WASSANA NANUAM

The deputy director of the National Office of Buddhism (NOB) will be suspended or transferred if there is evidence linking him to an alleged embezzlement scheme at a well-known Ayutthaya temple, said Prime Minister Prayut Chan-o-cha.

"I am proceeding with the issue. The media does not have to know which method I will use," said Gen Prayut when questioned on reports that no efforts had been made by the NOB to remove the deputy director.

Calls arose for deputy director Phanom Kongpikul to be suspended after he was accused of being linked to the embezzlement of 13 million baht in maintenance funds from Wat Phanan Choeng.

Kamol Reanracha, the commander of the police's Counter-Corruption Division (CCD) said the NOB will be responsible for continuing the embezzlement probe.

The CCD earlier spearheaded the investigation into the alleged embezzlement scheme. The division initially found that 60 million baht had been embezzled from funds given to 12 temples nationwide.

According to the initial investigation, once the money from the NOB budget - allocated for maintenance - was transferred to temples, most of it was redirected to the embezzlement gang. Those stolen funds were called "change money".

In the second round of the probe, the CCD suspected another 27 temples of being involved. That investigation is still under way.

Pol Maj Gen Kamol said the NOB will be in charge of further probes since the agency has all the necessary information and can handle them more easily.

The CCD will not send officials to randomly check temples as it had earlier done as each deployment is costly and requires a lot of personnel, he said.

Referring to concerns about the transparency of the investigation by the NOB, Pol Maj Gen Kamol said he is confident in the agency, adding it is determined to root out the culprits. If the NOB fails to probe the temples suspected of being involved in the scam, the CCD will step in, he said.

Pol Maj Gen Kamol said the NOB will be asked to set up a panel to probe the cases and once the names of alleged culprits are unearthed, they will be reported to the CCD, which will investigate them and later report to the National Anti- Corruption Commission.

Some retired and incumbent officials were suspected of being involved in the embezzlement scheme, including the deputy chief of the NOB.

Police hand alleged temple corruption probe to National Buddhism Office - THE NATION Issued date 13 July 2017

Police have backed away from the active investigations into alleged corruption involving the National Buddhism Office's (NBO) budget for temple renovations.

Pol Maj-General Kamol Rienracha, who heads the force's Counter-Corruption Division, confirmed yesterday that his agency had already forwarded reports on the alleged corruption to the NBO.

"The NBO will set up committees and investigate the matter," he said.

Kamol denied speculation that his division was pressured to step away. He said it would be easier to let the NBO handle the probe as it had all the information needed.

"If my agency continues conducting random checks at temples across the country, it will take huge resources - in terms of personnel, time and money - to complete the task," he said.

Earlier this year, several NBO officials were accused of embezzling state funds for the temples. They allegedly transferred the budget to the temples but then asked for some amounts to be returned.

Kamol said he trusted that the NBO would conduct transparent probes.

"It is committed to nailing down culprits," he said.

He downplayed public concerns about the possibility of NBO trying to help its members.

"If the NBO ignores some suspicious cases, we will look into those cases ourselves," Kamol said. - Piyanut Thamnukasetchai/The Nation

คอลัมน์ ผ่าประเด็นร้อน: คดีอำมหิตฆ่าล้างครัว8ศพ ท้าทายอำนาจรัฐยุคคสช. - แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

นับเป็นคดีสะเทือนขวัญคนทั้งประเทศในรอบหลายปีซึ่งเกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกและเมืองที่สงบสุขภายใต้เศรษฐกิจที่คึกคักอย่างจังหวัดกระบี่เมื่อทีมฆ่ามือพระกาฬในชุดลายพรางพร้อมอาวุธครบมือบุกฆ่าล้างครัว 8 ศพ อย่างเหี้ยมโหดเลือดเย็นผิดมนุษย์ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมาโดยกลุ่มคนร้ายในชุดลายพรางพร้อมอาวุธครบมือใช้รถกระบะ 2 คัน เป็นพาหนะบุกเข้าไปในบ้านพักของ นายวรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก โดยอ้างขอเข้าตรวจค้นแล้วกลับจับคนในบ้านรวม 11 คน ใส่กุญแจมือใช้ผ้าปิดหน้าจากนั้นคนร้ายใช้ปืนจ่อยิงที่ศีรษะทีละคนจนเสียชีวิต 8 ศพ ขณะที่เหยื่อ 3 รายที่ถูกยิงรอดจากเงื้อมมือมัจจุราชอย่างปาฏิหาริย์หลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย ประกอบด้วย นายวรยุทธ เจ้าของบ้าน นางดวงพร สังหลัง อายุ 36 ปีภรรยา นายสุริยา สังหลัง อายุ 28 ปี นายสุทธิพงศ์ พริกดำ อายุ 29 ปี ด.ญ.เพชรดาว สังหลัง อายุ 11 ปี น.ส.แอนนา บุตรเติบ อายุ 26 ปี ด.ญ.กิ่งเทียน สังหลัง อายุ 6 ปี ด.ญ.แพรไหมทอง สังหลัง อายุ 13 ปี

หนึ่งในเหยื่อที่รอดตายเล่าว่าตัวเองเป็นลมหมดสติ หลังถูกกระสุนถากที่ศีรษะซึ่งคนร้ายเข้าใจว่าตายแล้ว ขณะที่ผู้รอดชีวิตอีกคนหนึ่งเล่านาทีเฉียดตายว่า คนร้ายลงมือจ่อยิงเหยื่อทีละคนอย่างเหี้ยมโหดเลือดเย็นและเมื่อลงมือเสร็จได้โทรศัพท์ไปรายงานคนที่บงการว่า "เรียบร้อยแล้วนาย"

สำหรับทีมฆ่ามือพระกาฬกลุ่มนี้มีการวางแผนมาเป็นอย่างดีและเป็นมืออาชีพโดยมีการแหงนกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งภายในบ้านพักขึ้นฟ้าเพื่อไม่ให้มีภาพเป็นหลักฐาน และเก็บหลักฐานต่างๆ ทั้งปลอกกระสุนและถอดฮาร์ดดิสก์ระบบบันทึกข้อมูลจนเกลี้ยงทำให้ตำรวจแกะรอยได้ยากขึ้น

สำหรับสาเหตุเบื้องต้นของปฏิบัติการฆ่าล้างครัวอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ครั้งนี้สันนิษฐานไว้ 4 ประเด็น ประกอบด้วย ประเด็นแรก เรื่องที่ นายวรยุทธ ผู้ตายขัดแย้งกับนักการเมืองท้องถิ่นระดับนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งใน อ.อ่าวลึก ประเด็นที่สอง เรื่องที่ นายวรยุทธ เคยร้องเรียนการสร้างโรงโม่หินที่มีกรณีพิพาทและทวีความรุนแรงมากว่า 1 เดือน ประเด็นที่สาม ปัญหาขัดแย้งเรื่องการบุกรุกที่ดินที่ นายวรยุทธ ในฐานะผู้ใหญ่บ้านเป็นโจทก์ยื่นฟ้องไล่ที่ชาวบ้าน 8 รายซึ่งคดียังอยู่ในชั้นศาล และประเด็นที่สี่ ปมขัดแย้งเรื่องยาเสพติด

เบาะแสอีกประการหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของ นายวรยุทธ ก็คือเฟซบุ๊คส่วนตัวของ นายวรยุทธ ที่มีภาพโปร์ไฟล์ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2560 ที่โพสต์ภาพเสื้อสีกากีของข้าราชการพร้อมข้อความว่า "สีกากีเป็นสีของแผ่นดิน ใส่เพื่อรับใช้แผ่นดิน ไม่ใช่เพื่อโกงแผ่นดิน" อันสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ตงฉินของ นายวรยุทธ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่คดีสะเทือนขวัญครั้งนี้

ปมปริศนาอีกประการหนึ่งก็คือกลุ่มคนร้ายได้ขับรถยนต์ของผู้ตายไปด้วยแสดงว่าต้องมีเป้าหมายอย่างใด อย่างหนึ่งกับรถยนต์คันดังกล่าว และอาจเป็นไปได้ที่รถยนต์ของผู้ตายที่คนร้ายนำไปอาจซ่อนความลับอะไรบางอย่างจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมฆ่าล้างครัว

จากพฤติการณ์ที่เหี้ยมโหดฆ่าล้างครัว 8 ศพแสดงให้เห็นว่าคนร้ายมีความโกรธแค้นไม่พอใจ อย่างมากซึ่งไม่น่าจะเกิดเพียงเพราะเรื่องขัดแย้งส่วนตัว แต่ต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงมืออย่างอำมหิตขนาดนี้

ประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือทีมฆ่ามือพระกาฬที่สวมชุดลายพรางและลงมือแบบมืออาชีพทำให้สงสัยว่าจะเป็นคนในเครื่องแบบสีเขียวหรือสีกากีหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ควรด่วนสรุป เพราะชุดลายพรางหาซื้อได้ทั่วไปและใส่กันเกร่อ จึงไม่อาจระบุชี้ชัดลงไปได้ ดังนั้นขอให้ใจเย็นๆรอดูฝีมือผลการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีของฝ่ายตำรวจโดยเฉพาะคดีนี้เป็นคดีใหญ่อุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญจน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ต้องบินไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุทันที พร้อมสั่งการให้ทีมสืบสวนมือดีของกองปราบปรามลงไปคลี่คลายคดีนี้ร่วมกับตำรวจในพื้นที่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำว่า คดีนี้หากมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องต้องจับเข้าคุกให้หมดไม่ว่าจะเป็นใคร ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนให้ชุดคลี่คลายคดีของฝ่ายตำรวจทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงกลัว อิทธิพลใดๆ

สรุปแล้วการที่กลุ่มมือฆ่ามืออาชีพก่อคดีล้าง ครัว 8 ศพ ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองท่องเที่ยวสำคัญและที่ผ่านมา มีแต่ความสงบสุขอย่างจ.กระบี่ ครั้งนี้แสดงว่าผู้บงการ อยู่หลังฉากต้องเป็นผู้มีอิทธิพลพอสมควร และแสดงให้เห็นว่าคนบงการเหิมเกริมและกล้ามากในการก่อคดีอุกอาจสะเทือนขวัญเหมือนไม่เห็นกฎหมายและอำนาจรัฐยุคคสช.อยู่ในสายตา แต่ไม่ว่าเบื้องหลังคดีนี้จะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตามถือเป็นคดีที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ซึ่งท้าทายและพิสูจน์ฝีมือตำรวจที่จะคลี่คลายคดีจับกุมทีมฆ่าและคนบงการมารับโทษตามกฎหมายให้ได้

คอลัมน์ ยังอีโคโนมิสต์: ก้าวแรก'แนวคิดการธนาคารยั่งยืน' - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กฤษดา หิรัญสิผู้วิเคราะห์อาวุโส ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย

ในมุมของผู้เขียนมองว่า การดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมถือเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ควรตระหนักถึงความสำคัญและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประเทศก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการบางแห่งมีการดำเนินการโดยมีเป้าหมายในการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ (zero waste) รวมทั้งมีการส่งเสริมให้ supply chain มีการดำเนินการที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้หนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องดังกล่าว คือ "สถาบันการเงิน" เนื่องจากสถาบันการเงินมีฐานะเป็นตัวกลางทางการเงินที่เป็นกลไกสำคัญของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดการเติบโต ดังนั้นการนำหลักการเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมาผนวกกับการธนาคาร จึงได้กรอบสมการที่น่าสนใจ คือ "การพัฒนาที่ยั่งยืน" + "การธนาคาร" = "การธนาคารที่ยั่งยืน" หรือ "Sustainable Banking" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสถาบันการเงินในการดำเนินธุรกิจที่จะมีส่วนช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ดีขึ้นได้ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการเงินจะสามารถส่งผ่านการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังภาคธุรกิจอีกด้วย

"การธนาคารที่ยั่งยืน" อาจเป็นคำที่ยังไม่ค่อยคุ้นหูในประเทศไทยมากนัก แต่ในต่างประเทศจัดได้ว่าเป็นคำที่คุ้นเคยและถูกกล่าวถึงมานานพอสมควร ทั้งนี้ ผู้อ่านอาจมีคำถามว่าการธนาคารที่ยั่งยืนมีการดำเนินการอย่างไรและมีประโยชน์เช่นไร ผู้เขียนขอแชร์ประสบการณ์จากการศึกษาแนวทางของสากลโดยขอสรุปเป็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการธนาคารที่ยั่งยืน คือการนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เข้ามาผนวกในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ทั้งในลักษณะการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมผ่านการดำเนินงานภายในของสถาบันการเงินเอง เช่น การบริหารจัดการภายในองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การดูแลพนักงาน นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังสามารถทำหน้าที่ในการส่งผ่านการพัฒนาที่ยั่งยืนไปยังภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่สถาบันการเงินจะมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมได้ เช่น การที่สถาบันการเงินให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจอย่างรับผิดชอบโดยมีกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม และมีธรรมาภิบาลที่ดีในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ

ในส่วนประโยชน์ของการธนาคารที่ยั่งยืนนั้น ผู้เขียนเห็นว่า นอกเหนือจากที่สถาบันการเงินจะเป็นผู้ที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมแล้ว การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านต่าง ๆ ให้แก่สถาบันการเงินได้ เช่น การลดความเสี่ยงจากความเสียหายของการปล่อยสินเชื่อให้แก่โครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม กรณีที่โครงการดังกล่าวถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากผู้ได้รับผลกระทบจนทำให้โครงการดังกล่าวหยุดชะงักหรือถูกยกเลิก ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ (การให้สินเชื่อ) ของสถาบันการเงินด้วย หรือแม้กระทั่งมีประโยชน์ต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อความสนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่กำลังสนใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

เมื่อมองกลับมายังภาคการธนาคารของไทยในการดำเนินการเรื่องการธนาคารที่ยั่งยืนนั้น จะเห็นว่า สถาบันการเงินของไทยได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้กันบ้างแล้ว ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีแนวทางในการดำเนินการในเรื่องนี้ที่แตกต่างกัน เช่น สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะมีการดำเนินการในมุมของการดำเนินงานภายในองค์กรเอง อาทิ การลดการใช้พลังงานการลดการใช้กระดาษ การดูแลพนักงาน อีกทั้งมีการส่งผ่านการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมจากการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "CSR" เช่น การให้ความรู้ทางการเงิน ขณะที่สถาบันการเงินบางแห่งได้มีการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (green lending) แก่ภาคธุรกิจที่มีนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น สินเชื่อพลังงานสะอาด ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ถือเป็นการริเริ่มที่ดีที่จะสามารถพัฒนาในก้าวต่อๆ ไปในเรื่องนี้

ท้ายนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า การธนาคารที่ยั่งยืนจะเป็นฟันเฟืองสำคัญตัวหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยสามารถมีการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ความตระหนักถึงความสำคัญและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันบนถนนแห่งความยั่งยืนสายนี้ .

โปรดติดตามเรื่องราวของการธนาคารที่ยั่งยืน ซึ่งผู้เขียนจะรวบรวมแนวคิดหรือแนวทางในการดำเนินการที่จะก้าวไปข้างหน้าในฉบับต่อ ๆ ไปครับ

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

คอลัมน์ เศรษฐเสวนาจุฬาฯทัศนะ: เศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาคอร์รัปชันนั้นแย่จริงหรือ? - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาคคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เวลาคุณได้ยินคำว่าคอร์รัปชัน คุณนึกถึงอะไรกันบ้างครับ ถ้าคุณนึกถึงสิ่งเลวร้าย สกปรก น่ารังเกียจ นั่นแสดงว่าคุณเป็นคนปกติทั่วไปเหมือนผม หรือต่อให้เป็นคนขี้โกง เขาก็ไม่ได้เห็นคอร์รัปชันเป็นสิ่งสวยงามหรอกครับ แต่เพราะคนโกงเหล่านี้มักจะมีข้ออ้างให้ตัวเองเสมอและเขามักคิดว่าผลประโยชน์จากการโกงนั้นมันเหนือกว่าความเลวร้ายจากการโกง แต่เชื่อไหมครับว่าครั้งหนึ่งในอดีต เคยมีการถกเถียงกันในวงการวิชาการว่าคอร์รัปชันนั้น อาจไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอย่างที่เราคิดเสมอไป

ในช่วงปี 1960-1990 แนวคิดเรื่องการพัฒนาประเทศเน้นเรื่องอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องรองไปเสียหมด รวมไปถึงการบริหารจัดการภาครัฐด้วย ในช่วงนั้นนักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงพยายามชี้ให้เห็นว่า ภายใต้เงื่อนไขบางประการ คอร์รัปชันอาจไม่ได้แย่ไปทั้งหมด เงื่อนไขข้อที่ 1 คือ สำหรับประเทศขาดแคลนทุนเพื่อพัฒนา การคอร์รัปชันอาจนำไปสู่การสะสมทุนได้ และหากทุนที่สะสมนี้ถูกนำกลับมาลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่สามารถเติบโตสูง ก็จะทำให้อัตราการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมสูงขึ้นได้ด้วย

เงื่อนไขที่ 2 คือ หน่วยงานภาครัฐขาดประสิทธิภาพ ทำงานสุดจะเชื่องช้าเมื่อนั้นการคอร์รัปชันสามารถช่วยพาฝ่าอุปสรรคนี้ไปได้ เสมือนน้ำมันหล่อลื่นวงล้อที่แสนฝืดของภาครัฐ เรื่องนี้ในปี 1971 Samuel Huntington นักรัฐศาสตร์ชื่อดังของสหรัฐฯ อธิบายว่าการคอร์รัปชันช่วยให้นักธุรกิจฝ่าระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพได้ และเมื่อธุรกิจดำเนินการมีประสิทธิภาพ มากขึ้น ภาพรวมเศรษฐกิจก็ดีขึ้นเป็นเงาตามกัน

ประเด็นนี้ในปี 1965 ศาสตราจารย์ Colin Leys ยกตัวอย่างประเทศ ยูกันดาที่ระบบราชการไร้ประสิทธิภาพมาก ขนาดว่าหลายประเทศทั่วโลกมีโทรทัศน์ดูกันหมดแล้ว ตัวเองยังไม่มีดู กระทั่งวันหนึ่งรัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลได้ยกสัมปทานเครือข่ายโทรทัศน์ทั้งหมดให้บริษัทต่างชาติ แลกกับช่องสัญญาณช่องหนึ่งให้ตนในราคาถูกถึงแม้เป็นการคอร์รัปชันชัดเจน แต่ผลลัพธ์คือเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเคนยาแล้ว คนยูกันดามีโทรทัศน์ดูก่อน แถมถูกกว่าอีก

เงื่อนไขที่ 3 คือ ภายใต้สภาวะความเป็นจริงที่บางนโยบายเศรษฐกิจนำไปสู่การบิดเบือนกลไกตลาด การไปบิดซ้ำอีกชั้นหนึ่งด้วยคอร์รัปชันสามารถพลิกกลับสู่สวัสดิการสังคมที่ดีขึ้นได้ แบบที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งที่บราซิล เมื่อการคอร์รัปชันกลายเป็นทางออกให้กับนโยบายรัฐบาลที่ผิดพลาด เรื่องนี้ในปี 1964 ศาสตราจารย์ Nathaniel H.Leff อธิบายว่าช่วงที่ทวีปอเมริกาใต้มีปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง ทำให้ราคาอาหารสูงมาก รัฐบาลบราซิลและชิลีจึงใช้นโยบายตรึงราคาอาหาร ซึ่งเป็นนโยบายที่ผิดพลาด

ผลคือในชิลีที่เจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้นโยบายเข้มงวด ผู้ผลิตอาหารจึงลดการผลิตลง เพราะขายก็ขาดทุนทำให้วิกฤติขาดแคลนอาหารทวีความรุนแรง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐของบราซิลรับสินบนกันอย่างกว้างขวาง ยอมให้ผู้ผลิตแอบขึ้นราคาได้ ทำให้มีการผลิตอาหารเพิ่ม จนในที่สุดราคาลดลงเองตามกลไกตลาด และหลุดจากสภาวการณ์รุนแรงนี้ไปได้ กลายเป็นว่าคอร์รัปชันมีความดีอยู่ ซึ่งขัดกับความรู้สึกของหลายๆ คนรวมถึงผมด้วยอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อมา โดยเฉพาะช่วงหลังปี 1990 ความคิดเหล่านี้ถูกโต้แย้งอย่างมาก จนในที่สุดวงวิชาการหันไปสนับสนุนแนวความคิดว่าคอร์รัปชันสร้างผลกระทบทางลบอย่างแทบจะเป็นเอกฉันท์

แนวความคิดใหม่นี้มีเหตุผลสนับสนุนหลายประการ เช่น ประการแรก แนวคิดว่าคอร์รัปชันแก้ปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของกฎระเบียบและระบบราชการได้ถูกมองเป็นเพียงมายาคติ เรื่องนี้ในปี 2009 Toke Aidts อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ชี้ว่าเมื่อคอร์รัปชันแก้ความไร้ประสิทธิภาพได้ ความไร้ประสิทธิภาพก็เป็นตัวสร้างโอกาสคอร์รัปชันเช่นกัน หรือพูดง่ายๆ คือถ้ายอมให้โกงเพื่อข้ามความไร้ประสิทธิภาพได้ ผู้มีอำนาจก็จะสร้างกฎระเบียบที่ไร้ประสิทธิภาพกว่าเดิมเพื่อแสวงหาโอกาสโกงเพิ่มอีก

ประการที่ 2 คอร์รัปชันทำให้สินค้าและบริการที่รัฐบาลมอบให้ประชาชนได้แย่ลงถึง 2 ทาง ทางแรกคือทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการสูงขึ้นส่งผลให้ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในปี 2005 Ritva Reinikka นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลก และ ศาสตราจารย์ Jakob Svensson แห่งมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม พบว่างบประมาณด้านการศึกษาเพื่อสนับสนุนโรงเรียนในยูกันดามีการรั่วไหลจากคอร์รัปชันไปถึง 80% ส่งผลให้โรงเรียนต้องเก็บค่าเล่าเรียนสูงขึ้นเพื่ออยู่รอด คนรับกรรมก็คือพ่อแม่ที่จ่ายค่าเทอม และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น ผู้ได้รับผล กระทบสูงสุดคือผู้มีรายได้น้อย เรื่องนี้ในปี 2002 Sanjeev Gupta, Hamid Davoodi และ Rosa Alonso-Terme พบว่าระดับการคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ของคนยากจนลดลงอย่างมาก

ทางที่ 2 คือ คอร์รัปชันเปลี่ยนสิ่งดีๆ เป็นสิ่งห่วยๆ กล่าวคือ นโยบายหนึ่งๆ อาจถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน แต่การคอร์รัปชันไปบิดเบือนนโยบายนั้น เช่น ทำให้งบประมาณที่เหลือใช้จริงลดลง ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบนโยบาย ส่งผลให้ประโยชน์ลดลงหรือกลายเป็นผลเสียไปเลย ตัวอย่างชัดๆ ในไทยคือ โรง บำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งเดิมธนาคารพัฒนาเอเชียสนับสนุนทุนมาศึกษาอย่างดี คิดว่าจะแก้ปัญหาน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมในสมุทรปราการ ปรากฏว่าโดนนักการเมืองและข้าราชการรุมทึ้งผลประโยชน์เกือบทุกส่วน สุดท้ายตอนนี้เหลือเป็นซากปรักหักพังมูลค่า 20,000 ล้านบาท ที่นอกจากใช้ประโยชน์ไม่ได้ ยังเบียดบังทำลายพื้นที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางส่วนเคยเป็นป่าชายเลนอีก

ประการสุดท้าย ซึ่งผมคิดว่าน่ากลัวมากที่สุดและร้ายแรงกว่าผล กระทบทางเศรษฐกิจคือ ผลกระทบทางอ้อมต่อร่างกายและจิตใจของคน เช่นหลายครั้งที่คอร์รัปชันทำให้โครงการก่อสร้างใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ตึกพังถล่มลงมาผู้คนบาดเจ็บเสียชีวิตมากมาย และอีกหลายครั้งที่คนดีๆเก่งๆถูกกลั่นแกล้งโดยคนโกง ทำให้สูญเสียโอกาสที่จะได้ทำดีต่อ ดังนั้นเมื่อผล กระทบของการคอร์รัปชันหมายถึงชีวิตและจิตใจของคนมันจึงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และจำเป็นจะต้องถูกต่อต้าน

จากเหตุผลทั้งหมดนี้ เห็นได้ว่าแม้คอร์รัปชันจะเคยถูกมองว่าอาจไม่ได้แย่ไปเสียหมด แต่ความคิดเหล่านั้นก็ถูกโต้แย้งแทบจะหมดสิ้นทุกแง่มุม จนเรียกได้ว่าเป็นอดีตไปหมดเสียแล้ว จนถึงวันนี้ข้อถกเถียงทางวิชาการจึงไม่ใช่คอร์รัปชันดีหรือไม่ดีอย่างไรแล้ว แต่เป็น "จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างไร เพราะมันไม่ดี" ดังนั้นผมจึงหวังว่าประเทศไทยเราจะเรียนรู้จากอดีตแต่ไม่เดินวนอยู่กับความล้าหลังทางความคิด และมุ่งไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนครับ

หวังว่าประเทศไทยเราจะเรียนรู้จากอดีตแต่ไม่เดินวนอยู่กับความล้าหลังทางความคิด

Thailand dropping ball on 'global goals' - BANGKOK POST Issued date 13 July 2017

JOHN DRAPER PEERASIT KAMNUANSILPA

Far from costing money to meet the United Nations' 17 Sustainable Development Goals (SDGs), a major report by the Business and Sustainable Development Commission, an alliance of business leaders, economists, trade unionists and civil society actors, details how economies can benefit.

Asian businesses stand to obtain US$5 trillion in business opportunities from countries meeting the new "global goals" set for the full implementation by 2030. Yet with Thailand only ranking 100th in the 2016 Global Sustainability Competitiveness Index (GSCI), and the government unable to clearly articulate its Thailand 4.0 strategy, Thai companies may be unable to reap this windfall.

Asia is encountering multiple environmental and social burdens, including climate change, loss of biodiversity, and transformations in land use. In the GSCI, Thailand ranks a derisory 153rd in natural capital due to water management problems, local pollution, falling biodiversity and the depletion of natural resources like forestry.

Further, increasing inequity is reflected by the vast majority of Asians now living in countries where wealth inequality has actually risen over the past two decades, depressing the middle classes, with Thailand third worst globally in wealth inequality.

The key to transforming a fixation on costs to one cognisant of business opportunities is for governments to buy into the SDGs by proactively shaping market activity and investment via blended publicprivate finance, with an estimated US$1.7 trillion required to unlock the five trillion in business opportunities. This is central to Asian countries wishing to escape the middle-income trap, such as Thailand with its entrenched, relatively low 3% economic growth.

Asian businesses have huge value chains involving millions of businesses, implying high levels of flexibility. Moreover, successful Asian cultures value the environment, promoting education and social justice, and reducing waste. This dynamism leads the commission to estimate that placing the SDGs at the centre of corporate and governmental goal-setting will create almost 230 million new jobs by 2030 - 12% of the Asian labour force. This could spread prosperity across both rural and urban settings and reinvigorate local labour markets, especially in countries mired in the middleincome trap.

Adopting cutting-edge technology will unlock opportunities that align with the SDGs. Asia has already led the way in mass producing LEDs and solar photo-voltaic cells. Asian business pioneers are developing electric bikes and will soon shape the market for electric vehicles. Thai intellectual capital scores highly in the GSCI, being ranked third in the Global South and 43rd globally, meaning its businesses are innovatory and entrepreneurial, with a dismal education sector being the main obstacle to more high-value-added businesses.

The commission's report identifies four commercial systems in the AsiaPacific region crucial for implementing the "global goals".

First, demographic change means that by 2030, an additional 550 million people will move to cities, generating over 85% of GDP and raising the urban share of the population to 44%. Reshaping urban housing via affordable accommodation, implementing energy efficient infrastructure, and developing electric transportation systems will unlock business opportunities worth US$1.5 trillion in 2030, with electric vehicles expected to reach over a third of overall car sales by 2040 and shared transport models flourishing.

Second, shifting energy and materials systems onto sustainable pathways by 2030 should generate business opportunities worth US$1.9 trillion and reduce local climate risks. Driven by China, Asia is rapidly shifting to sustainable energy, meaning peak oil demand may be reached by the late 2020s. In Southeast Asia, renewable energy could account for approximately a quarter of the total by 2040.

Thailand's ranking of 145th in the GCSI for resource management intensity means it is highly reliant on raw materials and energy. Therefore, it will face higher costs and challenges to growth. Yet, Thailand is still wedded to centrally managed fossil fuel subsidies, locked into a coal future where renewable, sustainable energy companies cannot compete fairly and electric vehicles are not prioritised.

Third, regarding food and agriculture, depletion of local resources combined with rising demand for variety is creating intense societal pressure. Adopting sustainable business models in agriculture and food production, distribution and retailing could be worth US$1 trillion in 2030. Reducing the US$260 billion in waste in food supply chains is key because over a third of food is wasted in the region. Sustainable aquaculture should nearly double in the next 15 years.

Finally, changing demographics are bringing new challenges to Asia's healthcare systems. More than 190 million people now have Type 2 diabetes, with obesity rising even in rural areas. Additionally, the Asian Development Bank estimates Asia's elderly population could reach 923 million by 2050.

Shifting to more inclusive, affordable healthcare models and developing tailored well-being services will open up opportunities worth US$670 billion by 2030. Risk pooling to extend insurance via public-private community insurance schemes and the use of digital technologies to provide services like micro-finance will be growth areas, making healthcare affordable and more widely available.

Thailand's governance is ranked 69th in the world in the GSCI, meaning much of the regulatory and infrastructure framework to encourage sustainable development is in place. However, it ranks at 95th for social capital.

While Thailand ranks well for the availability and affordability of healthcare, it ranks much lower for equality within society in terms of income and assets and for civil freedoms and freedom from fear.

Unfortunately, Thailand cannot achieve its potential because of the government's inability to capitalise on a social dialogue for transformation due to the climate of fear the military regime provokes.

Consequently, society lacks the freedom to openly criticise government inefficiency and corruption, with Thailand's position in the 2016 Corruption Perception Index actually falling relative to Laos, Myanmar, Indonesia, and Vietnam.

What is lacking at present is the capacity to understand business needs and the vision to inspire sustainable, equitable, high technology and high value-added profitable business initiatives, as the ongoing migrant worker fiasco illustrates.

Until this leadership vacuum is addressed, competing countries will leave Thailand far behind.

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: "ยุบ"ไทยพีบีเอสได้หรือยัง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

โดย: สุนันท์ ศรีจันทรา

ผลการเลือกตั้งผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยคนใหม่ หรือสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว โดยรศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ได้รับการเลือกด้วยคะแนน 2 ใน 3 ของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายของ องค์การฯ

ผอ.ไทยพีบีเอสคนใหม่ จะผ่านกระบวนการคัดเลือกด้วยความโปร่งใส ตามที่ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ นักสิทธิมนุษยชนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีบทบาทในทีวีไทย ทีวีสาธารณะแห่งนี้ จะกำหนดตัวรศ.ดร.วิลาสินีไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่

และจะมีการตรวจสอบ ฟ้องร้อง หรือล้มผลการคัดเลือกผอ.ไทยพีบีเอสใหม่หรือไม่ เป็นสิ่งที่สาธารณชนรอติดตามกันอยู่

แต่สิ่งที่สังคมเริ่มตั้งคำถามกันมากขึ้นคือ ความจำเป็นในการดำรงอยู่ของ "ไทยพีบีเอส"

ไม่มีใครบังอาจระบุ ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อที่นักสิทธิมนุษยชนเพียงกลุ่มหนึ่งเข้าซ่องสุม และสนุกสนานกับผลประโยชน์ที่เจือจุนกัน

มีแต่เสียงถามไถ่ที่กำลังขยายออกไปในวงกว้างว่า ภาษีบาปที่นำไปสนับสนุนไทยพีบีเอสปีละ 2,000 ล้านบาทนั้น ประชาชนเจ้าของเงินได้รับประโยชน์กลับคืนที่คุ้มค่าหรือไม่

"ไทยพีบีเอส" ก่อกำเนิดขึ้นจากหยาดน้ำตาของบรรดานักข่าวสาวไอทีวีที่กำลังจะตกงาน และเดินสายสร้างกระแส "ดรามา" โดยการบีบน้ำตา จนพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในช่วงนั้น อ่อนระทวย อนุมัติให้ตั้งไทยพีบีเอสเพื่อช่วยให้พนักงานไอทีวีเกือบ 300 คน มีที่ลง

จุดประสงค์ในการก่อตั้งไทยพีบีเอส เพื่อเป็นทีวีสาธารณะ เป็นสื่อของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ไทยพีบีเอสไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อของประชาชนตามเจตนารมณ์ในการก่อตั้งได้ และบางครั้งแสดงตัวเป็นสื่อที่ฝักใฝ่การเมือง ถือหางนายทักษิณ ชินวัตร อดีตเจ้านายเก่ากลุ่มนักข่าวไอทีวีอีกด้วย

ความดำรงอยู่ของไทยพีบีเอส ถูกตั้งคำถามเป็นระยะ เพราะกลายเป็นสื่อทีวีที่ได้รับความนิยมต่ำ อยู่ท้ายตารางของสื่อทีวี รายการในเชิงสร้างสรรค์ แม้จะมีบ้าง แต่ถ้าเทียบกับเงินภาษีของประชาชนที่ต้องสนับสนุน ไม่น่าจะคุ้มค่า

ภาษีสังคมที่ต้องสนับสนุนไทยพีบีเอสตกปีละ 2,000 ล้านบาท เฉลี่ยวันละประมาณ 6 ล้านบาท หรือชั่วโมงละ 250,000 บาท โดยไม่หักวันหยุด

เงินจำนวน 6 ล้านบาท ถ้าจัดสรรให้ตำบล เพื่อสร้างห้องสมุดสมัยใหม่ มีเทคโนโลยีพร้อม หรือนำไปปรับปรุงสถานีอนามัย สร้างห้องฉุกเฉินรับคนไข้

หรือสร้างบ่อน้ำขนาดใหญ่ประจำตำบล เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อน แหล่งน้ำทางการเกษตร และเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลา เป็นแหล่งอาหารประจำตำบล น่าจะเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า

เพราะถ้าไม่ต้องนำภาษีสังคมมาชุบเลี้ยงคณะกรรมการ พนักงานไทยพีบีเอส หรือเปิดเวทีให้นักสิทธิมนุษยชนกลุ่มหนึ่งได้แสดงออกผ่านหน้าจอทีวี โดยนำเงินก้อนเดียวกันไปสนับสนุนการพัฒนาตำบล

ทุกวันจะมี 1 ตำบลได้งบประมาณในการพัฒนาจำนวน 6 ล้านบาท

1 ปีจะมีตำบลที่ได้รับเงินสนับสนุนในการทำกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม 365 ตำบล ในเวลา 10 ปี จะมีตำบล 3,650 แห่ง ได้รับงบการพัฒนา และภายในเวลา 20 ปี ตำบลทั่วประเทศซึ่งมีจำนวนประมาณ 7,255 ตำบล จะได้รับเงินสนับสนุนครบทั่วทั้งประเทศ

แต่เงินภาษีสังคมวันละ 6 ล้านบาท ถ้ายังต้องสนับสนุนไทยพีบีเอสต่อไป จะไม่แตกต่างจากการนำเงินไปละลายทิ้งในทะเล กลายเป็นเงินสูญเปล่า โดยประชาชนแทบไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรตอบแทน แต่นักสิทธิมนุษยชน กลุ่มหนึ่ง อาจได้เพลิดเพลินกับการนำเงินปีละ 2,000 ล้านบาทไปบรรเลง

"ไทยพีบีเอส" ถึงเวลาที่จะต้องยุบทิ้ง และนำเงินสนับสนุนก้อนเดียวกันไปใช้พัฒนาแต่ละตำบลหรือไม่ ฝากให้ใครก็ตามที่มีอำนาจกำหนดชะตากรรมทีวีสาธารณะแห่งนี้นำไปพิจารณาทบทวน

เพราะไทยพีบีเอสก่อตั้งมาแล้วเกือบ 10 ปี ถลุงเงินภาษีไปแล้วเกือบ 20,000 ล้านบาท แต่ประชาชนยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ทีวีสาธารณะแห่งนี้ ก่อประโยชน์อะไรคืนกลับสู่สังคมบ้าง

อย่าคิดว่า" ไทยพีบีเอส" ต้องมีไว้เพื่อเป็นเวทีแสดงออกของนักสิทธิมนุษยชนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องตระหนักว่า ไทยพีบีเอสอยู่ได้ด้วยเงินสนับสนุนของประชาชน จึงเป็นทีวีของประชาชนทุกคน

ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์จากทีวีสาธารณะแห่งนี้ ทำไมประชาชนจึงต้องแบกรับภาระสนับสนุนการดำรงอยู่ของไทยพีบีเอส เพียงเพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งเสวยสุข

ความไม่โปร่งใสในการเลือกผอ.คนใหม่ เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตรวจสอบกัน แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ

เงินภาษีปีละ 2,000 ล้านบาทที่ต้องเจียดไป คุ้มหรือไม่ที่จะสนับสนุนให้ไทยพีบีเอสดำรงอยู่ต่อไป.

คอลัมน์ ณ มุมขวา: เจ๊งอย่างโปร่งใส -โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ณ กาฬ เลาหะวิไลย

เตรียมตัวรับแรงกระแทก รับภาระขาดทุนปลายเปิดกันแบบไม่รู้จบ

เมื่อคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน ช่วงแรกคือกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร

โครงการดังกล่าวเห็นทีต้องขาดทุนมหาศาลเริ่มจากวงเงินก่อสร้างที่กำหนดไว้ 1.79 แสนล้านบาท ก็ลงแล้วลงเลย ไม่มีเงินที่ย้อนกลับคืนมา

จากนั้นอีก 4 ปี ก่อสร้างเสร็จก็จะเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2564 รัฐบาลกำหนดค่าโดยสารไว้ตลอดสายอยู่ที่ 535 บาท โดยรถไฟฟ้าออกทุก 90 นาที คาดว่า จะมีผู้โดยสารประมาณ 5,310 คน/วัน คิดเป็นรายได้ค่าโดยสารเฉลี่ยปีละ 1,036 ล้านบาท

คำถามที่น่าสงสัยคือตัวเลขผู้โดยสารวันละ 5,000 คนเศษ จะมาแต่ใด

เอาล่ะแม้จะมีตัวเลขตามที่ว่า แต่งานนี้ก็ยังขาดทุนทันที จากค่าเดินรถที่แพงหูดับตับไหม้

ยกตัวอย่างง่ายๆ ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง ระยะทาง 23 กิโลเมตร ในเขตเมืองกรุง เสียปีละ 1,300 ล้านบาท

ลองคิดดูระยะทางกรุงเทพฯ-โคราชกว่า 200 กิโลเมตร ระยะทางเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า จะต้องเสียค่าจ้างเดินรถเท่าใดกัน

แค่เอาค่าโดยสารที่คาดว่าจะได้ มาเปรียบเทียบกับค่าเดินรถที่จะต้องจ่าย ก็รู้แล้วว่ามันจะขาดทุนแน่นอน

โน้น ต้องไปถึงปี 2594 ที่มีการคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มเป็น 26,830 คน/วัน สร้างรายได้ปีละ 5,239 ล้านบาท ค่อยน่าจะหายใจได้หน่อย

เรียกว่ารอวันฉันรักเธอไปอีก 30 ปี

แต่เอาล่ะ ถ้าโครงการรถไฟไทย-จีน จำเป็นต้องสร้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วยเหตุเป็นความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เส้นทางสายไหมยุคใหม่ หรือ One Belt One Road ของจีน ถ้าไม่กระโดดขึ้นรถไฟ ก็อาจตกขบวนสำคัญ ทว่าทั้งหมดต้องทำให้ขาดทุนน้อยลงกว่าเดิม

อย่าลืมว่า เมื่อก่อสร้างเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมาแล้ว ก็จำเป็นต้องเดินหน้าเชื่อมต่อจากนครราชสีมาไปถึงหนองคาย ระยะทางอีก 394 กิโลเมตร ยอดขาดทุนจากการก่อสร้างก็จะต้องเพิ่มเข้าไปอีกทั้งการก่อสร้าง และการเดินรถที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นทวีคูณ

หนทางที่จะบรรเทาความเสียหายคือการพัฒนาพื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้า และสร้างความเจริญออกไปสู่ภูมิภาค

เอาแค่เฉพาะโครงการเส้นทางแรกกรุงเทพฯ-นครราชสีมา สถานีทั้งหมดจะมี 6 แห่ง ที่ตั้งเป้าหมายจะพัฒนาคือ 3 สถานี ได้แก่ สถานีสระบุรี ปากช่อง และนครราชสีมา

แผนการพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นต้องอธิบายแผนผัง รูปแบบการพัฒนา ขนาดพื้นที่ ให้รับรู้อย่างทั่วถึง

ไม่เพียงเป็นการแจ้งประชาชนทั่วไปในฐานะผู้ที่รับภาระขาดทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นการลบข้อครหาการกว้านซื้อที่ดินล่วงหน้าของบรรดาผู้มีฤทธิ์มีเดชทั้งหลาย จนกลายเป็นลาภปาก

ไหนๆ จะต้องรับภาระหนี้กันบานฉ่ำแล้ว

ขอให้เป็นการเจ๊งอย่างโปร่งใสด้วยเถอะ