You are here

CG and corruptions News - 13 November 2017

คอลัมน์ เขียนให้คิด: เราจะสร้างสังคมให้ดีขึ้นได้ไหม - ไทยโพสต์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: งานวิจัยเพื่อเอาชนะคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์

บอร์ดกทท.หนาวสหภาพฯสอบซุกหุ้น - ฐานเศรษฐกิจ

GRAFT CASES SET TO BE RAMPED UP NLA wants probes ended before polls - BANGKOK POST

"ธีระเกียรติ"แจงเหตุผลชะลอตั้งศธภ. ติงเลื่อนไหลอัตโนมัติไม่มีธรรมาภิบาล - ไทยรัฐ

'ปลัดแรงงาน'ปัดยังไม่จัดซื้อ'เครื่องสแกนม่านตา'รอกก. - มติชน

กทม.รับหนังสือชี้มูลไฟ39ล.เผยผู้ถูกชี้มูลมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ - ไทยรัฐ

ศาลโละมติไล่'สุวิทย์'พ้นมนพ. เหตุให้อำนาจนายกไม่ชอบกม. - มติชน

ผงะกู้สหกรณ์เวียนเทียนซ้ำธปท.สั่งคุม - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ CSR Talk: มองหาสิ่งที่ไม่เห็น - ประชาชาติธุรกิจ

รายงาน: ไล่เช็กบิล'ทักษิณ'ชงศาลพิจารณา4คดีลับหลัง - ฐานเศรษฐกิจ

NLA questions ministry on Yingluck's passports - THE NATION

คอลัมน์ สอดแนมการเมือง: ผิดแล้วผิดอีก-ใครรับผิดชอบ? - ผู้จัดการสุดสัปดาห์

คอลัมน์ WORLD Celeb: "ลูอิส แฮมิลตัน" เหยื่อรายล่าสุดของ Paradise Paper - ผู้จัดการรายวัน

คอลัมน์ เขียนให้คิด: เราจะสร้างสังคมให้ดีขึ้นได้ไหม - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(IOD)

ปรากฏการณ์ที่คนไทยจำนวนมากได้ร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ของตูน บอดี้สแลม ซึ่งเป็นข่าวที่ดังขณะนี้ และคนส่วนมากเห็นด้วย ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงพลังของสังคมไทยที่พร้อมร่วมมือกันทำในสิ่งที่ดีที่เห็นว่าถูกต้องเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมโดยไม่มีใครต้องชี้นำ เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่สังคมไทยมี เพราะในใจคนส่วนใหญ่อยากเห็นบ้านเมืองไปในทางที่ดี และพร้อมมีบทบาทช่วยเหลือเพื่อให้สังคมดีขึ้น น่าเสียดายแต่ว่าเรายังไม่สามารถนำศักยภาพเหล่านี้มาช่วยประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ที่ประเทศมีอยู่ แม้ในช่วงที่ผ่านมา จะมีความพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ มากมายและสถานการณ์ก็เอื้อ คือ รัฐบาลมีอำนาจเต็มที่จะใช้แก้ไขปัญหา แต่ปัญหาส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ ไม่ไปไหน จึงมีคำถามว่า ประเทศหรือสังคมไทยจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าได้ อะไรคือสิ่งที่ต้องทำ ถ้าไม่ได้ อะไรคืออุปสรรคที่ต้องแก้ไข นี่คือคำถามที่ต้องการคำตอบ และถ้าเรายังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ชัดเจน ความหวังที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น ก็อาจต้องเป็นความหวังต่อไป ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องการ

ในความเห็นของผม การเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นเป็นสิ่งที่ทำได้ และสังคมไทยเองก็ได้เปลี่ยนไปมากจากในอดีต หลายๆ อย่างเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ ในอดีต เราเคยมีการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ในสังคมไทย ถึงขนาดต้องรื้อโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ของคนในสังคมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว ตัวอย่างที่ดี คือ การเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ห้า ที่เปลี่ยนสังคมจากระบบศักดินาเดิมที่ให้สิทธิคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของทาสสามารถมีอำนาจเหนือชีวิตอีกคนหนึ่งที่เป็นทาส เปลี่ยนเป็นสังคมที่คนไทยมีสิทธิเท่าเทียมกันมากขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ และเกิดขึ้นโดยไม่สร้างปัญหาหรือความขัดแย้งในสังคม ชี้ว่าสังคมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพียงแต่เราต้องมีวิธีการที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แนวคิดหรือทฤษฎีตะวันตกว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสังคมมีมาก ส่วนใหญ่จะเริ่มจากข้อเท็จจริงว่า ในทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีแรงต่อต้าน แรงต่อต้านนี้มาจากส่วนของสังคมที่ได้ประโยชน์จากสถานะปัจจุบันที่สังคมมีและจะเสียประโยชน์ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง จึงพยายามใช้อำนาจทุกอย่างที่มี ไม่ว่าจะเป็นอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม หยุดหรือต่อต้านไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องนี้ ต้องเข้าใจว่า ลึกๆ แล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ได้ประโยชน์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ในอีกด้าน ก็มีพลังในสังคมที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อให้สังคมดีขึ้น ซึ่งถ้าจะทำได้สำเร็จ พลังนี้ต้องใหญ่กว่าพลังต่อต้าน ดังนั้นการสร้างให้พลังที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเติบใหญ่จนกลายเป็นพลังที่ใหญ่กว่าแรงต่อต้านจึงสำคัญ เพราะเป็นเงื่อนไขความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง

มีผู้รู้ท่านหนึ่งซึ่งเป็นนักวิชาการตะวันตกเคยพูดให้ผู้เขียนฟังว่าการสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงให้เติบใหญ่กว่าแรงต่อต้านนั้นจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขสนับสนุนสามเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน

อันแรก คือ จะต้องมีความไม่พอใจในสังคมต่อระบบหรือต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม เป็นความรู้สึกไม่ชอบหรือไม่พอใจของคนในสังคมต่อสภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้นจนทุกคนอยากเปลี่ยน อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพราะไม่ชอบสิ่งที่มีอยู่ นี้คือเงื่อนไขความไม่พอใจที่ต้องมีที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

สอง ต้องมีความชัดเจนในอนาคตหรือวิสัยทัศน์ของสังคมที่จะเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลง เป็นความเข้าใจร่วมกันของคนในสังคมว่าสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคืออะไร เป็นเป้าประสงค์หรือเป้าหมายร่วมกันที่คนในสังคมอยากให้เกิดขึ้น เป็นความหวังของสังคมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

สาม ต้องมีเครื่องมือหรือแนวทางหรือวิธีการที่เป็นที่ยอมรับ ว่าสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จได้ เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นแรงดลใจให้คนส่วนใหญ่อยากขยายผลไปสู่ความสำเร็จที่ใหญ่กว่า เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า เป็นเหมือนความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนในสังคมเข้าร่วมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่อยากเห็น เป็นตัวจุดและสร้างโมเมนตัมให้กับการเปลี่ยนแปลง

ถ้าทั้งสามเงื่อนไขนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ มีความไม่พอใจ มีวิสัยทัศน์ชัดเจนของเป้าหมายที่ต้องการไปสู่ และมีเครื่องมือหรือวิธีการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นที่ยอมรับสามเงื่อนไขนี้ก็จะสร้างโมเมนตัมให้กับการเปลี่ยนแปลง ทำให้พลังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงจะเติบใหญ่จนเกินที่แรงต่อต้านจะหยุดยั้งได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จ

ในลักษณะนี้ ถ้ามองย้อนกลับไป การเลิกทาสในปี พ.ศ.2448 ก็ประสบความสำเร็จเพราะมีความพร้อมของสามเงื่อนไขนี้ คือ หนึ่ง มีความไม่พอใจของคนส่วนใหญ่ในสังคมต่อระบบทาสและระบบไพร่ที่มีอยู่ เพราะขณะนั้นคนไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ สอง รัชกาลที่ห้า ในฐานะผู้นำประเทศมีพระราชประสงค์ชัดเจนที่ต้องการเห็นประเทศไทยปลอดจากระบบทาส ให้ประชาชนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ลดความทุกข์ยากและไม่เป็นธรรมในสังคม ปลดปล่อยให้ประชาชนเป็นไทเพื่อเป็นพลังให้กับการพัฒนาประเทศ สาม ใช้การออกกฎหมายเป็นเครื่องมือ มีการแก้ไขกฎหมายต่อเนื่องเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2417 เป็นเวลากว่าสามสิบปี โดยเริ่มจากการลดค่าตัวทาส จำกัดอายุการเป็นทาส จนถึงประกาศให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2448 พร้อมส่งเสริมให้มีการใช้แรงงานรับจ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นชาวจีนอพยพแทน เพื่อลดกระแสต่อต้านจากคนที่มีทาส ความสำเร็จของการเลิกทาสจึงเป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงในสังคมไม่ว่าจะยากขนาดไหน สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมีครบถ้วน

ในลักษณะนี้ ความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นจึงเป็นสิ่งที่หวังได้และสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ แม้จะเป็นปัญหาใหญ่และคนไทยส่วนใหญ่ก็พร้อมเข้าร่วมสนับสนุนถ้าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ดังนั้นหน้าที่ของเราก็คือ ต้องทำให้เงื่อนไขทั้งสามเงื่อนไขเกิดขึ้นพร้อมกันเพื่อให้ประเทศเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และการเปลี่ยนแปลงประสบความสำเร็จ สำหรับประเทศไทยขณะนี้ เท่าที่สังเกตความไม่พอใจต่อปัญหาของประเทศปัจจุบันมีอยู่ และส่วนใหญ่ต้องการเห็นสังคมเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้น เงื่อนไขแรกของสามเงื่อนไขขณะนี้มีในสังคม ที่ขาดอยู่ คือ เงื่อนไขที่สอง คือ วิสัยทัศน์ของภาพในอนาคตที่ชัดเจนที่คนในสังคมส่วนใหญ่เห็นด้วยและต้องการสนับสนุน เป็นภาพการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่สังคมต้องการ ไม่ใช่มาจากสโลแกนของข้าราชการหรือรัฐบาล และเงื่อนไขที่สาม คือ ตัวอย่างความสำเร็จที่จะเป็นแรงดลใจให้คนในสังคมเดินไปด้วยกันเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น

นี่คือวิธีวิเคราะห์อีกวิธีที่อาจใช้หาคำตอบว่า ทำไมที่ผ่านมา การปฏิรูปหรือความพยายามที่จะทำให้สังคมดีขึ้นจึงยังไม่เกิดขึ้น แม้จะมีความพยายามมากก็ตาม โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเมื่อเงื่อนไขแรกเกิดขึ้นแล้ว การจะสร้างเงื่อนไขที่สองและสามก็ไม่เกินวิสัยที่คนไทยจะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างให้เกิดตามมาได้ เพราะส่วนใหญ่อยากเห็นสังคมไทยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ.

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: งานวิจัยเพื่อเอาชนะคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ดร.มานะ นิมิตรมงคลเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

ในฐานะเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อการเอาชนะคอร์รัปชั่นสองฉบับในขณะนี้

ยุทธศาสตร์แรก คือ "ยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ" ที่จัดทำโดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นยุทธศาสตร์ในแบบที่ทุกคนสามารถเข้าใจและนำไปปฏิบัติในทิศทางเดียวกันได้ สามารถเป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามและประเมินให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติอย่างสอดคล้องไปตลอดระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า โดยจะมีร่างยุทธศาสตร์ออกเผยแพร่ภายในปลายปีนี้

ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ "ยุทธศาสตร์การวิจัยรายประเด็นด้านคอร์รัปชั่น" ของ สนง. คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดทางวิชาการที่ก้าวหน้ามากของบ้านเราและขณะนี้ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

งานวิจัยจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจรากเหง้าและพฤติกรรมของคอร์รัปชั่นได้ถ่องแท้กว่าปรากฏการณ์ที่เราเห็นหรือได้ยินได้ฟังมา ซึ่งจะทำให้สามารถหาทางแก้ไขปัญหาไปที่ต้นเหตุแท้จริงได้ งานวิชาการยังช่วยอธิบายประเด็นที่สับสน เช่น ความแตกต่างระหว่างสินน้ำใจกับสินบน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับการเอื้อประโยชน์พวกพ้อง อธิบายเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เช่น ความแตกต่างในการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ประโยชน์สาธารณะกับคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตน อธิบายกลไกที่ก่อให้เกิดคอร์รัปชั่น เช่น การมีกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าสมัยและมากเกินจำเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการเกิดคอร์รัปชั่นในรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

หลายทศวรรษที่ผ่านมาคอร์รัปชั่นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างซับซ้อนตลอดเวลา งานวิจัยยังช่วยให้เราเข้าใจทิศทางของมัน เพื่อหาทางป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหาย และช่วยให้เราสามารถคัดเลือกมาตรการที่นานาชาติใช้ได้ผลดีและเหมาะกับประเทศไทย เหมาะกับสถานการณ์ส่งผลกระทบในวงกว้างและให้ผลดีในระยะยาวมากที่สุด

งานวิจัยและบทความทางวิชาการเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นมี แนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามสถานการณ์ที่เลวร้ายลง แต่น่าเสียดายว่าผลงานส่วนใหญ่ไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์อาจเป็นเพราะคุณค่าของตัวผลงานที่ไม่ตรงความต้องการใช้งาน การสืบค้นหาผลงานทำได้ยาก ไม่มีหน่วยงานใดรวบรวมไว้ หลายผลงานไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะทางอินเทอร์เน็ตด้วยเจตนา หรือความบกพร่องของหน่วยงานเจ้าของ หรือเพราะมีเนื้อหาที่อาจส่งผลในทางลบกับตัวผู้วิจัย

ปัจจุบันมีหน่วยงานผู้ให้ทุนวิจัยอยู่หลายแห่ง เช่น ป.ป.ช. สกว. รัฐสภา สภาพัฒน์ มหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนบางแห่ง นอกจากนี้ยังมีผลงานประกอบการศึกษาระดับต่างๆ ที่น่าสนใจจำนวนหนึ่งด้วย

ดังนั้น ยุทธศาสตร์การวิจัย จึงมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้การใช้งบประมาณและบุคลากรด้านการวิจัยเกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน มีการกำหนดประเด็นวิจัยต่างๆ ที่มีเนื้อหาต่อเนื่อง ครอบคลุมแต่ไม่เหวี่ยงแห ใช้วิธีการวิจัยและเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย ที่สำคัญความรู้ที่เกิดขึ้นต้องตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของผู้เกี่ยวข้องได้ เช่น การแก้ไขความล่าช้าในการเอาคนโกงมาลงโทษ รูปแบบคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายในกระทรวงเกษตรฯ คอร์รัปชั่นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รูปแบบคอร์รัปชั่นใน กทม. ความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อของกระทรวงกลาโหม การใช้ดุลพินิจที่ก่อให้เกิดการทุจริตในกรมสรรพากร เป็นต้น

การที่เรามีหน่วยงานทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเก็บรวบรวม ประมวลความเปลี่ยนแปลงและศึกษาความต้องการของตลาด แล้วเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้สนใจทราบความคืบหน้าเป็นระยะก็จะช่วยพัฒนาความต่อเนื่องของงานวิจัยด้านคอร์รัปชั่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่แน่ใจว่า ป.ป.ช. พร้อมที่จะทำหน้าที่นี้หรือไม่

บอร์ดกทท.หนาวสหภาพฯสอบซุกหุ้น - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เก้าอี้บอร์ดกทท.ร้อนระอุพนักงานจี้สหภาพยื่นป.ป.ช.สอบคุณสมบัติ "สุรงค์" ปมส่อแววซุกหุ้นและมีผลประโยชน์ทับซ้อนเชื่อมโยงเครือข่ายประมูลงานในแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพ

แหล่งข่าวระดับสูงของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า พนักงานของ การท่าเรือฯ จะเรียกร้องให้สหภาพแรงงานรัฐวิสหากิจ กทท.ชุดปัจจุบัน เร่งตรวจสอบคุณสมบัติของนายสุรงค์ บุลกุล ประธานคณะกรรมการ กทท. ทั้งที่เข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 4 เดือน ในประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลดังกล่าว

จากข้อมูลในหลายแหล่งส่อแววว่าจะเชื่อมโยงเครือข่ายที่อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกรณีประมูลงานในการท่าเรือฯ โดยมีรายชื่อของนายสุรงค์ บุลกุล เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโหงวฮกฯ ซึ่งบริษัทรายนี้ไปร่วมทุนกับบริษัทมิตซุย ยูเซนฯ เพื่อประมูลรับสัมปทานโครงการ B4 ท่าเรือแหลมฉบัง

"ปัจจุบันแม้จะเข้ามารับตำแหน่งประธานบอร์ดกทท. แต่ข้อมูลเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ยังพบว่าไม่ได้มีการโยกย้ายหุ้นออกไปแต่อย่างใด อีกทั้งกำลังจะมีการต่อสัญญาสัมปทานที่ท่าเรือแหลมฉบังทั้งๆที่ยังไม่ครบกำหนดสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด"

นอกจากนั้นบริษัทที่มีรายชื่อเกี่ยวโยง อาทิ กลุ่มปัญจมิตร เทียนเอเชีย โหงวฮกเอเจนซี่ พบว่ามีกลุ่มเครือข่ายของนายสุรงค์ถือหุ้นไว้จำนวนทั้งหมด 11 คน อีกทั้งนายสุรวุฒิ บุลกุล น้องชายของนายสุรงค์ยังทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอีกด้วย ดังนั้นจึงส่อแววว่าอาจจะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 5 (10) เรื่องพ.ร.บ.คุณสมบัติหากยังไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยเฉพาะประเด็นการซุกหุ้นดังกล่าว

ประการสำคัญนายสุรงค์ยังเกี่ยวโยงกับบอร์ดชุดเดิมอีกด้วย โดยเฉพาะประเด็นการเชื่อมโยงงานประมูลโครงการขนาดใหญ่ของกทท. ดังนั้นจึงต้องการให้สหภาพกทท.เร่งตรวจสอบคุณสมบัติของนายสุรงค์ บุลกุล กรณีที่มาที่ไป และจะเข้าข่ายกรณีการซุกหุ้นอย่างไรหรือไม่เนื่องจากมีเครือข่ายที่สามารถสร้างผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นได้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการท่าเรือฯในวันนี้และในอนาคตต่อไป

GRAFT CASES SET TO BE RAMPED UP NLA wants probes ended before polls - BANGKOK POST Issued date 12 November 2017

AEKARACH SATTABURUTH

>> Authorities have been urged to finish probes into local officials who have been suspended over allegations of graft before planned local elections are held.

The alleged misconduct involving "a large number of officials" must be cleared out before the elections so that those who prove their innocence can take part, deputy National Legislative Assembly (NLA) chairman Phirasak Phochit suggested yesterday.

Agencies including the National Anti-Corruption Commission (NACC) and the Public Sector Anti-Corruption Commission (PSACC) are being encouraged to step up their investigations.

Mr Phirasak's suggestion was raised after Deputy Prime Minister Wissanu Krea-ngam said on Friday that a meeting with the Local Administrative Department will be held this week to discuss a new bill governing local elections, which have been banned during the military regime.

The government has to make sure arrangements for the polls to come under the 2017 charter and it also needs to clarify whether those suspended officials committed wrongdoings, Mr Phirasak said.

NLA representatives who earlier met residents upcountry found they support local elections because they are familiar with "casting votes for administrators in their own areas".

However, since 2015, a number of state officials, including those working for provincial administration organisations (PAOs) and tambon administration organisations (TAOs), have been suspended or transferred to inactive posts after the government launched a serious crackdown on corruption in state agencies.

The actions were done swiftly as Prime Minister Prayut Chan-o-cha issued orders under Section 44 of the interim charter, which grants him sweeping power in administrative, legislative and legal affairs of government.

In one order, issued in June 2015, 70 state officials including senior civil servants saw themselves purged from their jobs. They included seven PAO heads, 17 elected TAO officials and 18 mayors or municipal council members.

The government's plan to hold local elections has come as Gen Prayut braved criticism to ask people six debatable questions. The prime minister has since insisted he does not have a personal political agenda.

Critics believe the questions were aimed at testing the water before general elections, which are expected to be held in November next year.

The questions are: Are new political parties and new politicians needed and will old political politicians comply with national the reforms and strategy? Is it the NCPO's right to support a political party? Do people see a better future after the government's work over the past three years? Is it appropriate to compare the current government with previously elected governments? Did previous government show efficiency and good governance for long-term development? And finally, why have politicians discredited the government on an unusually large scale during this time?

Permanent secretary for interior Chatchai Phromloet yesterday urged provincial governors countrywide to encourage people to air their views on questionnaires from tomorrow between 8.30am and 4.30pm on weekdays.

Every province must report their answers every 10 days and the number of respondents every evening to the Interior Ministry, according to Mr Chatchai.

"ธีระเกียรติ"แจงเหตุผลชะลอตั้งศธภ. ติงเลื่อนไหลอัตโนมัติไม่มีธรรมาภิบาล ถกบอร์ดขับเคลื่อนฯสางปมม.53 - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ว่า จากปัญหาการบริหารงานบุคคลในรูปแบบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) จนเกิดปัญหาการบรรจุข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่ต้องแก้ไขปัญหาไปทีละเปาะ แต่คงไม่ไปแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะการมี กศจ.ก็เป็นเจตนาที่ดีเพื่อให้มีการบูรณาการร่วมกันกับเขตพื้นที่ ก็ต้องมาดูว่าเป็นเฉพาะเขตเดียวหรือเหมือนกันหมด ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าบูรณาการไม่ได้หรือแบ่งงานไม่ถูก นอกจากนี้ตามคำสั่งของ คสช.ระบุให้มีศึกษาธิการภาค (ศธภ.) 18 ภาค แต่นายกรัฐมนตรีต้องการให้เหลือ 6 ภาค เพื่อให้สอดรับกับภูมิประเทศ และขณะนี้มีปัญหาว่าคนที่ได้เป็นศึกษาธิการภาคไปนั่งไม่กี่เดือนแล้วขอย้ายมาเป็นผู้ตรวจราชการ โดยให้เหตุผลว่าไม่ค่อยมีงานทำ จึงทำให้ตำแหน่ง ศธภ.ระดับ 10 ว่างลง และคนที่เป็นรอง ศธภ.ก็อยากสไลด์ขึ้นมาระดับ 10 อัตโนมัติ

“ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ผมเคยเตือนไว้ว่าการย้าย ศธภ.จะเปิดช่องว่างให้คนขึ้นระดับ 10 โดยการสไลด์ หรือเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาอัตโนมัติ นี่คือความไม่เป็นธรรมาภิบาล สร้างความไม่เป็นธรรม เพราะคนที่ย้ายมาเป็นรอง ศธภ.ก็ทำงานไม่กี่เดือน จึงสั่งให้ชะลอการแต่งตั้งตำแหน่ง ศธภ.ที่ว่างอยู่ และให้รักษาราชการไปก่อน เจตนาของตนอยากให้ปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน เพื่อให้มีประสบการณ์ เข้าใจงานของตัวเอง เพราะการโตทางราชการแบบสายด่วนเร็วเกินไป ทำให้ไม่มีประสบการณ์และความไม่เป็นธรรม และอนาคตอาจจะทบทวนด้วยว่า ศธภ.มีความจำเป็นแค่ไหน” รมว.ศึกษาธิการกล่าวและว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาตามมาตรา 53 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 นั้น ตนได้สอบถามไปยังทีมกฎหมายของสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งว่าให้หารือในคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ซึ่งกำลังรอว่าจะนัดประชุมเมื่อใด อย่างไรก็ตาม การเสนอแต่งตั้งโยกย้ายก็มาจากเขตพื้นที่การศึกษาอยู่แล้ว กศจ.แค่มาแทน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาที่ถูกยุบ กระบวนการพิจารณาทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมคือเสนอจากข้างล่างขึ้นมา.

'ปลัดแรงงาน'ปัดยังไม่จัดซื้อ'เครื่องสแกนม่านตา'รอกก. - มติชน ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวของกระทรวงแรงงานว่า ขณะนี้ขอยืนยันยังไม่มีการจัดซื้อเครื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องรวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีความคิดเห็นตรงกันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมเครื่องสแกนม่านตา เพื่อภารกิจพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวของกระทรวงแรงงาน เนื่องจากปัจจุบันมีใช้อยู่เพียง 30 เครื่องใน 22 จังหวัด โดยเป็นเครื่องที่ยืมมาจากทางกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เพื่อใช้ในการขึ้นทะเบียนแรงงานประมงอีกด้วย ในส่วนของข้อสังเกตเรื่องราคาต่อเครื่องซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทนั้น ต้องยืนยันว่าเป็นราคามาตรฐานสำหรับเครื่องประเภทนี้ โดยยังมีรายละเอียดการ จัดซื้อจัดหาที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งขึ้น เสียก่อน ซึ่งยืนยันได้ว่ามีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน พร้อมทั้งขอยืนยันว่าจะมีการพิจารณาใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพคุ้มค่ามากที่สุด เพราะหากประเมินมูลค่าการเก็บข้อมูลม่านตา ที่แม่นยำกว่าการตรวจสอบข้อมูลด้วยลายนิ้วมือ 100 เท่า หรือใบหน้า 10 เท่า ก็จะถือว่าคุ้มค่าการลงทุน

"เครื่องสแกนม่านตาของกรมเจ้าท่า ที่กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ยืมมาใช้นั้นอยู่มี 30 เครื่อง แต่ชำรุดไป 3 เครื่อง อาจจะเพียงพอเฉพาะการพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานประมง 7 หมื่นคน ที่ต้องแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2561 เพื่อเร่งแก้ปัญหา IUU Fishing หรือการ ทำประมงที่ผิดกฎหมาย โดยขณะนี้ ดำเนินการไปแล้วกว่า 3 หมื่นราย ขณะที่ กรมการจัดหางานยังมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ แรงงานต่างด้าวทั่วประเทศอีกมากกว่า 2 ล้านคน ที่ต้องพิสูจน์อัตลักษณ์ให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน ตามนโยบายของรัฐบาลที่ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2561 จะต้องไม่มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในประเทศไทยอีก เพราะฉะนั้นการวางระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ของแรงงานจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะใช้วิธีการสแกนใบหน้า ลายนิ้วมือ หรือวิธีการอื่นๆ ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้วิธีใดการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว สาเหตุที่มีแนวโน้มในการเลือกใช้การสแกนม่านตาในการพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวนั้น นอกจากเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกแล้ว ความแม่นยำสูงกว่าระบบอื่นๆ" นายจรินทร์กล่าว

กทม.รับหนังสือชี้มูลไฟ39ล.เผยผู้ถูกชี้มูลมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ตามความผิดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ประกอบมาตรา 83 และพระราชบัญญัติว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 และมาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 82 (1) (2) มาตรา 83 (3) มาตรา 85 (1) (7) ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร และบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2554 มาตรา 44 จากฐานความผิด การจัดทำโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้า มูลค่ากว่า 39 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณลานคนเมือง เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ว่าขณะนี้กรุงเทพมหานครได้รับหนังสือจากทาง ป.ป.ช.แล้ว และจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนโดยด่วนที่สุดต่อไป

ทั้งนี้ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลว่ามีความผิดทางการทุจริต อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกชี้มูลมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการ กรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร (ก.พ.ค.กรุงเทพมหานคร) ซึ่ง กทม.ต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ.

ศาลโละมติไล่'สุวิทย์'พ้นมนพ. เหตุให้อำนาจนายกไม่ชอบกม. - มติชน ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายสุวิทย์ เลาหศิริวงศ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม (มนพ.) เปิดเผยว่า จากกรณีสภามหาวิทยาลัยนครพนม (มนพ.) เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 มีมติถอดถอนตนออกจากตำแหน่งอธิการบดี มนพ. เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินและตนได้ไปฟ้องศาลปกครองอุดรธานีพร้อมทั้งขอคุ้มครองชั่วคราว ต่อมาศาลได้มี คำพิพากษาให้คุ้มครองชั่วคราวทำให้ตนได้กลับมาทำงานในเดือนมกราคม 2558 อย่างไรก็ตามสภา มนพ.ได้สั่งพักงานชั่วคราว และออกข้อบังคับ ใหม่โดยจากเดิม มนพ.ใช้ข้อบังคับการดำเนินการทางวินัยโดยอิงระเบียบราชการ ซึ่งการดำเนินงานทางวินัยกับอธิการบดีเป็นอำนาจของ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) แต่สภา มนพ.ได้ออกข้อบังคับ มนพ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยต่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นข้อบังคับใหม่ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยกับผู้บริหาร ที่ให้อำนาจนายกสภา มนพ. ตนจึงไปฟ้องนายกสภา มนพ.และสภา มนพ.ต่อศาลปกครองอุดรธานีในคดี ดังกล่าวเพิ่มอีกคดี ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลปกครองอุดรธานีได้อ่านคำพิพากษาให้ยกเลิกข้อบังคับ มนพ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยต่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร พ.ศ.2558 เนื่องจากเป็นข้อบังคับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งฉบับ และให้เพิกถอนมติและคำสั่งที่ 035/2558 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2558 เรื่องให้พนักงาน มนพ.หรือตนออกจากงานไว้ก่อน ทั้งนี้โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ข้อบังคับมีผลใช้บังคับ มีมติและคำสั่งดังกล่าว

"สืบเนื่องจากปัญหาระหว่างนายกสภากับผมที่เป็นอธิการบดีในปี 2557 นำไปสู่การใช้มติสภา มนพ. ถอดถอนผมเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินผลงาน ในวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ซึ่งผมได้ฟ้องศาลปกครอง ขอคุ้มครองชั่วคราว หลังจากศาลปกครองอุดรธานีให้การคุ้มครองชั่วคราว ผมก็ได้กลับมา ปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม 2558 แต่สภา มนพ.ได้มีมติพักงานอธิการบดีไว้ก่อนโดยอ้างว่า มีการทุจริตและประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ และในการประชุมครั้งนั้นได้มีการออกข้อบังคับ มนพ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยต่อ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร พ.ศ.2558 และต่อมา ได้นำมาใช้เป็นมติให้ผมออกจากงานไว้ก่อน ซึ่ง ผมได้นำมาฟ้องศาลปกครอง ว่าข้อบังคับ ดังกล่าว ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมติการให้ออกจากงานไว้ก่อน ก็ไม่ชอบเช่นกัน จึงนำมาสู่การพิพากษาของศาลปกครองอุดรธานีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา" อดีตอธิการบดี มนพ.กล่าว และว่า ส่วนกรณีที่สภา มนพ.มีมติถอดถอนตนออกจากตำแหน่งอธิการบดี มนพ. เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินนั้น ตนได้ฟ้องศาลปกครอง เน้นประเด็นจำนวนองค์ประชุมตอนลงคะแนน ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนครพนม พ.ศ.2548 ซึ่งศาลปกครองอุดรธานีได้มีมติยกฟ้องซึ่งตนได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ผงะกู้สหกรณ์เวียนเทียนซ้ำธปท.สั่งคุม - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ธปท.เข้มคุมสหกรณ์ปล่อยกู้สมาชิก rollover พบกู้วนซ้ำหน้าเดิม กระจุกตัวหลังผ่อนชำระเพียง 3-6 เดือน สั่งกรมส่งเสริมฯ ส่งข้อมูล 134 แห่งสิ้นเดือนนี้ ก่อนหาแนว ทางกำกับหลังเกณฑ์สำรอง 100% ทำไม่ได้ ความเปราะบางยังมีสำหรับธุรกิจของสหกรณ์ออมทรัพย์ จากเงินให้สินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นเท่าตัวในช่วงเพียง 6 ปี จาก 9 แสนล้านบาทในปี 2553 เป็น 1.8 ล้านล้านบาท ในปี2559 ล่าสุดการปล่อยกู้วนซ้ำ (rollover) ให้สมาชิก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องใช้มาตรการคุมเข้ม

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ธปท.กังวลประเด็นเรื่องการปล่อยกู้วนซ้ำให้กับสมาชิก โดยเฉพาะในรายที่ต่ำกว่า 1 ปี (ทำสัญญากู้ใหม่ หลังส่งชำระต่ำกว่าปี) ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อการบริโภคผิดหลักการการปล่อย rollover หนี้ของสถาบันการเงินที่จะปล่อยกู้ใหม่ต่อเมื่อลูกหนี้ต้องผ่อนชำระมาแล้วไม่น้อยกว่า 1-2 ปี ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตราย

"การกู้วนซ้ำทำให้สินเชื่อไม่มีคุณภาพเติบโตเร็ว หนี้ไม่ถูกปลดออกเสียทีและผู้กู้วนซ้ำมักจะเป็นรายเดิม ธปท.จึงกังวลจะสร้างภาระหนี้บุคคล จากปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์ปล่อยกู้ให้ครัวเรือนเป็นสัดส่วนถึง 15.3% จากหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ 1.79 ล้านล้านบาท จึงเริ่มคุมเข้มดังจะเห็นจากมติ ครม. ที่ออกเมื่อเดือนมีนาคม 2560 กำหนดให้สหกรณ์ต้องตั้งสำรองหนี้ 100% สำหรับเงินกู้วนซ้ำที่ต่ำกว่า 1 ปี ซึ่งสหกรณ์ไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ได้ เพราะก่อนหน้านี้ที่ไม่มีเกณฑ์ตั้งสำรอง"

นายพิเชษฐ์ยกตัวย่างสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ตนสังกัด มีวงเงินกู้รวม 4,000 ล้านบาท เป็นเงินกู้วนซ้ำต่ำกว่า 1 ปี ถึง 2,000 ล้านบาท หากต้องตั้งสำรอง 100% คือทั้ง 2,000 ล้านบาท สหกรณ์จะขาดทุนทันทีเพราะปีหนึ่งมีกำไรแค่ 100 ล้านบาท ทำให้ต้องสำรองนานติดต่อกันถึง 20 ปี กระทบต่อการดำเนินงานและกำไร การประชุมกับธปท.ในปลายเดือนนี้ กสส.จะรวบรวมข้อมูลเงินกู้วนซ้ำของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ 134 แห่ง (สินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาท) ส่งให้ธปท.เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลวิเคราะห์ โดยผู้ว่าการ ธปท.ได้มอบหมายให้ กสส.จัดส่งข้อมูลมาว่าสหกรณ์ออมทรัพย์รายใหญ่ ปล่อยกู้วนซ้ำต่ำกว่า 1 ปีมีกี่แห่ง และสมาชิกมีกี่รายเพื่อจะได้เป็นข้อมูลที่ ธปท.จะใช้วิเคราะห์แนวทางแก้ปัญหา

ข้อมูลสหกรณ์ออมทรัพย์ 933 แห่ง (จากทั้งระบบ 2,000 แห่ง) สมาชิก 2.23 ล้านราย พบว่ามีกู้วนซ้ำ 5 แสนรายคิดเป็น 23% ของจำนวนผู้กู้ ลักษณะการกู้วนซ้ำจะเป็นการกู้รวมหนี้สัญญาเดิมสมาชิกส่วนใหญ่จะกู้หลังจากส่งชำระหนี้ในระยะเวลา 3 เดือนพบมากถึง 50% กู้วนซ้ำภายใน 6 เดือน มี 36% ที่เหลือเป็นการกู้วนซ้ำในรอบ 2 เดือนและ 4 เดือน

สหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่นำส่งข้อมูลให้ กสส.แล้วขณะนี้มี 92 สหกรณ์ สมาชิก 1.16 ล้านราย (จากทั้งหมด 134 สหกรณ์ ) มีสมาชิกที่กู้วนซ้ำรวม 2.32 แสนราย คิดเป็น 19.92%ของสมาชิกทั้งหมด โดยสหกรณ์ที่ปล่อยกู้วนซ้ำต่ำกว่า 1 ปี มี 64 สหกรณ์เป็น 69.57% ของจำนวนสหกรณ์ และในจำนวนกู้วนซ้ำพบมักจะกู้ใหม่หลังส่งชำระหนี้ในระยะเวลา 4-6 เดือนถึง 1.04 แสนราย คิดเป็น 44.86% ของจำนวนกู้วนซ้ำรวม

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธปท.กล่าวปาฐกถาเรื่อง "ธรรมาภิบาลในการบริหารสหกรณ์ยุค 4.0" เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนระบุในตอนหนึ่งได้หยิบยกวิกฤติทางการเงินปี 2540 ว่า จะใช้บทเรียนมาเป็นประโยชน์สำหรับสถานะของสหกรณ์ออมทรัพย์ปัจจุบันได้อย่างไร เพราะหากมองในเชิงระบบสหกรณ์ออมทรัพย์เริ่มสะสมความเสี่ยงมากขึ้นหลายแห่งมีปัญหาการบริหารจัดการที่คล้ายกัน

โดยหนึ่งในนั้น ระบุว่า สหกรณ์ออมทรัพย์มีพฤติการณ์ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการให้ลูกหนี้ rollover หนี้ไปเรื่อยๆ หรือกู้หนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่า ซึ่งเป็นการต่ออายุหนี้เพิ่มให้กับผู้กู้ที่มีคุณภาพด้อยลง ส่งผลให้ลูกหนี้ไม่ได้รับการแก้ไขหนี้อย่างจริงจัง ติดอยู่ในวงจรหนี้อย่างไม่รู้จบ

"การจัดชั้นลูกหนี้และการกันสำรองต่ำกว่าเกณฑ์สากล และการที่ NPL ในระบบสหกรณ์ออมทรัพย์อยู่ระดับต่ำ (NPL ปี59 ที่0.07% ) จึงไม่ได้สะท้อนฐานะความเสี่ยงและคุณภาพสินเชื่อที่แท้จริง ผลที่ตามมาคือสงสัยว่าเงินสำรองจะมีพอที่จะรองรับความเสียหายหรือไม่"

คอลัมน์ CSR Talk: มองหาสิ่งที่ไม่เห็น - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สุรีพันธุ์ เสนานุช

สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

ในช่วงสัปดาห์กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปดูงานขององค์กรพัฒนาเอกชนทำงานกับคนจนเมืองในประเทศกัมพูชา เห็นวิธีคิดในการแก้ไขปัญหาแบบ องค์รวมที่ชัดเจน ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้า ซึ่งมองด้วยตาเปล่าอาจไม่เห็น

CCF เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีพันธกิจหลัก คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชน ซึ่งมีอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่คุณภาพชีวิตเด็กย่อมหนีไม่พ้นคุณภาพของครอบครัวเด็กเอง CCF ที่กัมพูชา จึงต้องทำงานพัฒนาครอบครัวของเด็กและชุมชนไปพร้อมกัน เพราะปัญหาที่ส่งผลมาถึงเด็กนั้น เชื่อมโยงกันเป็นตาข่ายอันซับซ้อน เช่น ปัญหาพ่อแม่ที่ติดยาเสพติด ติดการพนัน ไม่มีงานทำ เป็นคนไร้บ้าน สภาพชุมชนขาดสุขอนามัยที่ดี ไม่มีน้ำสะอาดใช้ บางชุมชนไม่มีไฟฟ้าแม้ว่าจะอยู่ในเมืองหลวง

โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก จึงต้องทำไปพร้อมกับการแก้ปัญหาของครอบครัว และชุมชน เพื่อให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน คือ การได้รับการศึกษา มีสุขอนามัยที่ดี เติบโตอย่างภาคภูมิใจในตนเอง ด้วยการได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม

กระแสของการทำ CSR ในปัจจุบัน คือ ความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคม เพื่อจะทำให้ 17 เป้าหมายไปสู่ความยั่งยืนเป็นจริง แต่การไปถึงจุดนั้นได้ ต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างถึงรากถึงโคน จึงไม่ใช่แค่ไปบริจาคเสื้อผ้า บริจาคหนังสือ ให้ทุนการศึกษา ปลูกป่า สร้างฝาย ฯลฯ

การมองปัญหาต้องผ่านการวิเคราะห์ และเห็นความเชื่อมโยง จึงไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็น แต่ต้องเห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วย เพราะรากของปัญหาส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรม ความเชื่อ ความเคยชิน

ตัวอย่าง เช่น เมื่อไม่นานมานี้ ศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนองานวิจัยเรื่องพฤติกรรมการโกงของคนในสังคมไทย แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความเชื่อ ค่านิยม มีส่วนสำคัญในการปลูกฝังพฤติกรรมการโกง การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่การออกกฎหมาย หรือแค่ประกาศค่านิยม 12 ประการ ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้

องค์กรธุรกิจที่เลือกประเด็นด้านสังคมในการทำ CSR จึงควรให้ความสนใจในการศึกษาข้อมูลปัญหาเชิงลึกก่อนการดำเนินการ หากหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าองค์กรไม่มีความถนัดก็สามารถหาองค์กรพันธมิตรที่มีประสบการณ์เข้ามาเป็นตัวช่วยได้

ในฐานะที่ผู้เขียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทั้งองค์กรธุรกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGOs เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่า มีองค์กรธุรกิจไม่มากนักที่ทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน ทั้ง ๆ ที่องค์กรดังกล่าวหลายองค์กรสามารถช่วยให้งาน CSR มีประสิทธิผลมากขึ้น

ขณะเดียวกัน NGOs จำนวนน้อยมากที่เชื่อมต่อกับองค์กรธุรกิจได้ ทั้ง ๆ ที่หากทั้งสองฝั่งทำงานร่วมกันในฐานะพันธมิตร จะสามารถสร้างพลังในการ ขับเคลื่อนสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น

เพราะจุดแข็งของ NGOs คือ ประสบการณ์เชิงลึก ที่ทำงานด้านสังคมมายาวนาน ขณะที่องค์กรธุรกิจ นอกจากมีทุนในการสนับสนุนแล้ว ยังมีวิธีคิดเชิงระบบ และเครื่องมือในการบริหารจัดการที่นำมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น สำนักกิจการเพื่อสังคม บริษัท เบทาโกร ได้นำเอาแนวคิด productivity ไปใช้ในการทำงานชุมชน ที่ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้ง NGOs หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานการศึกษา ทำให้สามารถขยายโครงการไปได้ทั่วประเทศ

ในแนวคิด productivity นั้นเชื่อว่า สาเหตุของปัญหาเหมือนส่วนที่อยู่ใต้น้ำของภูเขาน้ำแข็ง การหาให้พบนั้นต้องใช้เครื่องมือมาช่วยวิเคราะห์ มิฉะนั้นการแก้ปัญหาก็จะไม่มีประสิทธิผลใด ๆ ปัญหาต้องได้รับการจัดการก่อน จึงจะสามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ดีกว่าต่อไป

ในรายงานความยั่งยืน หรือ GRI ก็ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ในการดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ตัวชี้วัดมากมาย ตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้การดำเนินการมีประสิทธิผลอย่างแท้จริง และมองเห็น ภาพของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ถ้าวันนี้องค์กรกำลังให้ความสนใจเรื่องโลกร้อน โดยเริ่มต้นจากการจัดการขยะ ก็ควรจะรู้ว่าในแต่ละวัน คนไทยสร้างขยะมากถึงรายละ 1.1 กิโลกรัม หรือรวมแล้วราว ๆ 73,560 ตัน มีในแต่ละปี คนไทยสร้างขยะรวม 27 ล้านตัน ขณะที่ คนไทยมีอายุเฉลี่ย 75 ปี แต่ขยะที่สร้างไว้ เช่น โฟม ใช้เวลาย่อยสลายมากกว่า 13 ชั่วอายุคน และพลาสติกใช้เวลาในการย่อยสลาย 6 ชั่วอายุคน

การแยกขยะอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ถ้าเราจะแก้ปัญหาขยะ ก็ควรหันมาดูพฤติกรรมการสร้างขยะด้วย เพราะการจัดการแค่สิ่งที่มองเห็นนั้น ไม่เพียงพอ อีกต่อไป

รายงาน: ไล่เช็กบิล'ทักษิณ'ชงศาลพิจารณา4คดีลับหลัง - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ทันทีที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 (พ.ร.ป.คดีอาญาการเมือง) มีผลบังคับใช้ให้ศาลสามารถพิจารณาคดีลับหลังได้โดยไม่จำเป็นต้องมีจำเลยมาขึ้นศาล องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เดินหน้ารื้อคดีที่คั่งค้างอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ประกอบด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลเมียนมา วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของเมียนมาเพื่อเอื้อประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียมให้สั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชิน แซทเทล ไลท์ฯ และบริษัทในเครือตระกูลชินวัตร ซึ่งคดีนี้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่านายทักษิณ ซึ่งเป็นจำเลยได้รับหมายเรียกแล้วแต่ไม่มาฟังการพิจารณาคดีโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง พฤติการณ์จึงมีเจตนาจะหลบหนี ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว และให้ออกหมายจับจำเลยมาเพื่อพิจารณาคดีต่อไป

อีกคดี คือ การทุจริตโครง การออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว (คดีหวยบนดิน) โดยนายทักษิณ อดีตนายกฯ เป็นจำเลยที่ 1 มีคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ เป็นจำเลยที่ 2-30 คณะผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นจำเลยที่ 31-47 ในฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อหรือจัดการทรัพย์ ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของคนอื่นโดยทุจริต เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการดูแลกิจการ เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อผลประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานที่แสดงว่ามีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร เรียกเก็บโดยทุจริตหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ ซึ่งในส่วนของนายทักษิณ ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว เนื่องจากหนีคดี

ขณะที่ในส่วนของ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งที่ 1621/2560 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2560 โดยนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานมีนายพรศักดิ์ ศรีณรงค์ รองอัยการสูงสุด เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อพิจารณารายละเอียดข้อกฎหมาย

ใน 2 คดี ประกอบด้วย

คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือและดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิตเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัท ชินคอร์ปฯ ทำรัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับรัฐ 9.9 พันล้านบาท โดยนายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1 และพวกอีก 27 ราย ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดในอีกหลายมาตรา ซึ่งศาลได้ตัดสินจำคุกและปรับจำเลยที่เกี่ยวข้องในคดีหลายราย แต่ในส่วนของนายทักษิณ ศาลพิจารณาเห็นว่า อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับทราบนัดโดยชอบแล้วแต่ไม่มาฟังการพิจารณาคดี มีเหตุให้สงสัยว่า จะหลบหนีให้ออกหมายจับและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว

ความคืบหน้าล่าสุด คณะทำงานชุดดังกล่าวพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างทำบันทึกส่งให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ หากพิจารณาแล้วเห็นสมควรว่าจะยื่นคำร้องขอให้มีการพิจารณาคดีที่ชะงักไว้ในศาลฎีกาฯ ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้เลย

สำหรับคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย นั้น ยังเชื่อมโยงกับ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายด้วย โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้มีหนังสือถึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อส่งข้อมูลและแจ้งผลการดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อให้แก่กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) โดยมิชอบ โดยขอให้ดีเอสไอตรวจสอบผู้ที่รับโอน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจำนวน 10 ล้านบาท และ 26 ล้านบาท ตามลำดับ รวม 4 ราย คือ 1.นายพานทองแท้ ชินวัตร 2.นางเกศินี จิปิภพ 3.นางกาญจนาภา หงษ์เหิน และ 4.นายวันชัย หงษ์เหิน

ทั้งนี้ ดีเอสไอ ได้รับไว้เป็นคดีพิเศษที่ 25/2560 กระทั่งพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้พิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นชอบร่วมกันว่า มีพยานหลักฐานตามสมควรที่จะแจ้งข้อกล่าวหากลุ่มบุคคลดังกล่าวข้างต้นในข้อหา "สมคบกันโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ร่วมกันฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบแล้ว"ตามมาตรา 5, มาตรา 9 วรรค 1, วรรค 2 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายเรียกให้บุคคลดังกล่าวเข้าพบเพื่อรับทราบข้อหาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี หลังได้รับหมายเรียกบุคคล 4 รายได้ขอเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนปากคำไว้ โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 ประสงค์จะส่งเอกสารเพื่อประกอบการแก้ข้อกล่าวหา และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ซึ่งจะนำมามอบให้โดยเร็ว สำหรับคดีนี้จะหมดอายุความในปี 2561

NLA questions ministry on Yingluck's passports - THE NATION Issued date 12 November 2017

THE SUNDAY NATION

TWO REVOKEDThai passports of ex-premier Yingluck Shinawatra,one of which was a diplomatic passport, were found to have been issued in early 2015, almost a year after she left political office following the military coup, according to the National Legislative Assembly's foreign affairs committee.

The committee on Wednesday asked questions of representatives from the Court of Justice, the Office of the Attorney-General, the Royal Thai Police, as well as the Foreign Ministry as they sought to understand how facing charges or being convicted of a crime would impact a former prime minister's possession of passports and ability to leave the country.

According to committee vice chair Somchai Sawangkarn, the committee had noticed repeated cases of convicted people, or people charged with crimes, managing to flee the country, including Yingluck. They wished to learn why this was occurring and what can be done to pre-vent it and so had invited the concerned parties to discuss the matter with the committee and give an update on their work.

Somchai said the committee was told that in Yingluck's case, the Foreign Ministry had been contacted by the police, which suggested that the former prime minister was ineligible to carry a passport after the courts had ruled against her.

In a letter to the Royal Thai Police,the Foreign Ministry said it had considered the issue, agreed with the point made by the police, and suggested that Yingluck's passports should be revoked.

The Attorney-General and Court of Justice insiders also informed the ministry that the decision of the Supreme Court convicting Yingluck was final after she did not launch an appeal against the verdict convicting her over the rice-subsidy scheme.

The ministry's Consular Department then decided to revoke all of her passports after considering all opinions from concerned parties.It also circulated the notice to all Thai embassies worldwide, Somchai said.

However, it turned out that Yingluck had carried four passports in total, so the committee questioned how and why she had obtained them.

Somchai said a prime minister or ministers generally would be given a single diplomatic passport along with a general personal passport.

But Yingluck somehow obtained two more passports, a personal passport and a diplomatic passport, both issued on the same day - February 4,2015 - even though her original two documents had not expired, said Somchai. He said representatives from the Foreign Ministry told the committee that it is possible for an individual to obtain a second general personal passport if a case is made out of necessity, but it would be considered on a case-by-case basis by the ministry.

However, the ministry's representatives were not able to clearly explain to the committee how someone could possess a second diplomatic passport. They are normally limited to one per person and not renewed until it expired, Somchai noted. "They just said, it's a consi-

eration upon 'a special case',and it's 'a policy matter'," said Somchai.

Somchai said committee members did not think their question had been adequately answered and still did not understand the reasoning behind issuing two additional passports to Yingluck in the period after the coup. "This happened during the junta's term, didn't it? We were worried," said Somchai.

Somchai said diplomatic passports carry special privileges for the holder, as most countries would allow easy entry and exit without a visa.

The committee has not yet decided what to do with what they learned at the meeting. So far, they have recommended that the parties concerned fix a gap in their processes that may have allowed a convicted person to flee the country. Perhaps moving processes online would allow easier tracking of people who have been charged with crimes or applied for duplicate passports.

Yingluck was accused by the National Anti-Corruption Commission of dereliction of duty and malfeasance for failing to prevent corruption in her government's rice pledging scheme. She was sentenced in absentia to jail for five years.

Yingluck fled the country two days before the first court ruling scheduled on August 25. Her four passports were revoked on October 25, according to deputy police chief Srivara Ransibrahmanakul.

Foreign Ministry spokesperson Busadee Santipitaks said the ministry would investigate the matter before making any comments.

คอลัมน์ สอดแนมการเมือง: ผิดแล้วผิดอีก-ใครรับผิดชอบ? - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย

รัฐบาลเผด็จการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐ-ด้วยปืน กับ รัฐบาลเผด็จการรัฐสภายึดอำนาจรัฐ-ด้วยเงิน!

ทำผิดต่อชาติและประชาชนเหมือนกัน เพียงแค่รัฐบาลไหนจะทำผิดมากและน้อยต่างกันเท่านั้น ทั้งหมดต้องลงไปตรวจสอบ ในรายละเอียดด้านลึกเท่านั้น

ทั้งนี้ต้องยอมรับตรงกันเสียก่อนว่า ประเทศไทยแห่งนี้ไม่เคยปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริงเลย มีแต่การปกครองด้วย "ธนา-คณา-โจราธิปไตย" ที่ซื้อเสียงและโกงเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาคอร์รัปชันโกงชาติโกงประชาชนครับ

หลังรัฐประหารโดยกลุ่มทหารและพลเรือน ในนาม "คณะราษฎร์" ปี 2475 เป็นต้นมา ชาติไทยมีการเลือกตั้งแบบตะวันตกนับครั้งไม่ถ้วน ชาติไทยได้นักการเมืองเลวร้ายส่วนใหญ่อยู่ในสภา ชาติไทยได้รัฐบาลส่วนใหญ่ที่คอร์รัปชันโกงชาติอยู่ในทำเนียบฯ จึงถูกสื่อมวลชนเปิดโปงความชั่วออกสู่สาธารณะ ถูกประชาชนประณามและต่อต้านอย่างรุนแรง

โดยเฉพาะยุครัฐบาลมาจากการเลือกตั้งสกปรก "ทักษิณ" กับเครือข่ายเข้ายึดอำนาจรัฐไปไว้ในกำมือ การคอร์รัปชันโกงชาติเป็นไปอย่างโจ๋งครึ่ม แถมยังแอบสนับสนุนให้มีขบวนการ "ล้มเจ้า" อีกด้วย จนประชาชนทั้งชาวพันธมิตรฯ และ กปปส. ต้องออกมาชุมนุมขับไล่อย่างกล้าหาญต่อเนื่องยาวนาน

สุดท้าย..รัฐบาลเครือข่าย "ทักษิณ" ก็ต้องปิดฉากลง ด้วยการโดน "คณะทหาร" ทำรัฐประหาร โค่นล้มลงถึง 2 ครั้ง 2 ครา

แต่การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งสกปรกนับครั้งไม่ถ้วน ก็กลับมิได้ทำให้การเมืองของชาติไทยดีขึ้น เพราะไม่มีการปฏิรูปชาติลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งมิติทางเศรษฐกิจ-การเมือง-การศึกษา ฯลฯ โดยรัฐบาลเผด็จการทหารกลับหลงผิด ด้วยการบริหารชาติอย่างสามานย์ ในสูตร"สมบัติชาติผลัดกันโกง" เป็นส่วนใหญ่อำนาจ-เงินทอง-ผลประโยชน์ที่ไม่รู้จักพอ นอกจากจะเป็น "เชื้อชั่ว" ของนักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งสกปรกมายาวนานแล้ว "เชื้อชั่ว" แบบเดียวกันยังลุกลามไปติด รัฐบาลเผด็จการทหารที่มาจากรัฐประหาร ให้หลงในกิเลสตัณหาอยากจะสืบทอดอำนาจ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ชนิดไม่รู้จักพอด้วย

ผู้มีอำนาจรัฐประหารในอดีต หลงเดินทางผิดทั้งตั้งพรรคการเมืองขึ้น โดย "จอมพล ป.พิบูลสงคราม" ตั้ง "พรรคมนังคศิลา" "จอมพลถนอม กิตติขจร" ตั้ง "พรรคสหประชาไทย""พล.อ.สุจินดา คราประยูร" ตั้ง "พรรคสามัคคีธรรม" โดยใช้นักการเมืองน้ำเน่าหน้าเดิมส่วนใหญ่มาเป็นฐานเสียง และใช้การเลือกตั้งสกปรกเลียนแบบตะวันตก ส่งตนและพวกพ้องเข้ายึดอำนาจรัฐอีกครั้งหนึ่ง

บทเรียนผู้นำรัฐประหารกับพวกในอดีต ใช้นักการเมืองน้ำเน่าและการเลือกตั้งสกปรก สืบทอดและยึดครองอำนาจไว้ในกำมืออีกครั้งนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า บรรดานักการเมืองน้ำเน่านั้น "เหนือชั้นกว่า" บรรดา "กลุ่มทหารการเมือง"ในแทบทุกลีลา เพราะนักการเมืองน้ำเน่าจัดเจน ในการหาประโยชน์ทางการเมืองมากกว่า ดังนั้น ช่วงที่ "กลุ่มทหารการเมือง" มีอำนาจรัฐอยู่ในกำมือ นักการเมืองน้ำเน่าทั้งหลายจะทำทีเป็น "ยอมสยบ" และยกพรรคเข้าไปเป็น "พวกพ้อง" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาพล.อ.สุจินดา คราประยูรโดยจะคอยชี้แนะชี้นำผลักดัน ให้ "กลุ่มทหารการเมือง"ใช้การเลือกตั้งสกปรก เป็นหนทางสืบทอดและขึ้นสู่อำนาจ อีกครา ด้วยการตั้งพรรคการเมืองเครือข่ายทหารขึ้น ตามด้วยการซื้อตัวนักการเมืองน้ำเน่าคนนั้นคนนี้มาเข้าพรรคในเครือข่ายทหาร รวมทั้งให้ดึงพรรคการเมืองน้อยใหญ่ มา สนับสนุน "กลุ่มทหารการเมือง" ฯลฯ

โดยก่อนจะมีการเลือกตั้ง กลุ่มนักการเมืองน้ำเน่า ทั้งหลาย จะสร้างมิติทางความคิดให้ "กลุ่มทหารการเมือง"มารับใช้แนวทางอันสามานย์ของพวกตนว่า ถ้าจะเอาชนะการเลือกตั้งเครือข่าย "กลุ่มเหลี่ยม" ได้นั้น จำเป็นต้องใช้ทั้งเงินกับคนในกลไกรัฐและองค์กรอิสระ ที่เกี่ยวข้องและส่งผลได้เสียกับชัยชนะในการเลือกตั้ง ให้สนับสนุนพรรคทหารและพรรคแนวร่วม เช่น

ต้องสกัดมิให้อีกฝ่ายซื้อเสียงและโกงเลือกตั้ง แต่ "ไฟเขียว" ให้พรรคเครือข่าย "กลุ่มทหารการเมือง" ทำอะไรต่อมิอะไรได้ ผลการเลือกตั้งในจุดใดไม่ได้ตามแผน ก็ใช้กลไกบางองค์กรฯล้มการเลือกตั้งบางจุด โดยผู้ชนะอาจโดน "ใบแดง" ห้ามลงสมัครอีก เพื่อให้ผู้สมัครเครือข่าย "สีเขียว" ที่เป็นรอง-ชนะ เป็นต้น

ดังนั้น ก่อนมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ กลุ่มนักการเมืองน้ำเน่าและกลุ่มนายทุนสามานย์ จะแสวงหาผลประโยชน์สารพัดจาก "กลุ่มทหารการเมือง" หรือมีส่วนร่วมในการ โยกย้ายแต่งตั้งบรรดา รัฐมนตรี-ข้าราชการ-องค์กรอิสระ ฯลฯ

เรียกว่า..นักการเมืองน้ำเน่าเหล่านั้น จะได้กอบโกยผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ คอร์รัปชันทั้งเงินราษฎร์และเงินหลวง รวยทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งไงล่ะ!!!

โดยใช้ข้ออ้างว่า..เพื่อทำให้ "กลุ่มทหารการเมือง" ที่หลงอำนาจ-เงินทอง-ผลประโยชน์ ชนะการเลือกตั้งสกปรกเข้าไปยึดอำนาจ ทั้งรัฐสภาและรัฐบาลเพื่อประกาศว่า

"..บัดนี้..รัฐบาลของพวกผม มิใช่เผด็จการทหารที่มาจากการรัฐประหารแล้ว แต่เป็นรัฐบาลประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน..นะว้อย.."

กรณีล้มเหลวของ "สองจอมพล" กับ "หนึ่งพลเอก" ที่ใช้นักการเมืองน้ำเน่าและการเลือกตั้งสกปรก สืบทอด-ขึ้นสู่อำนาจ-ใช้อำนาจ-ไร้ชอบธรรมอย่างแท้จริง จึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ต่อพลังประชาชน!

หนึ่งจอมพล-สิ้นอำนาจไปตายยังต่างแดน! หนึ่งจอมพล-ต้องลงจากอำนาจหนีไปต่างแดน ก่อนจะกลับมาตายในบ้านเกิดอย่างเงียบๆ! ส่วน หนึ่งพลเอก ถูก หนึ่ง พลตรี-นำประชาชนออกมาขับไล่ จนรัฐบาลล้มครืนลงก่อนเวลาอันควร!จอมพล ป.พิบูลสงครามจอมพลถนอม กิตติขจรดังนั้น ที่ผ่านมาจึงกลายเป็นว่า "นักการเมืองรัฐประหาร"และ "นักการเมืองเลือกตั้ง(สกปรก)" ไม่เคยคิดจะใช้อำนาจรัฐสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชน ไม่คิดแม้แต่จะปฏิรูปชาติทุกภาคส่วน เพื่อทำให้คนดีได้ขึ้นปกครองชาติบ้านเมือง และกีดกันตั่วมิให้มีอำนาจก่อความเดือดร้อนให้แผ่นดิน ตามที่ "ในหลวงรัชกาลที่ ๙" พระองค์ทรงเคยดำรัสตรัสไว้ แต่กลับไปสมคบกันแสวงหาอำนาจ เพื่อกอบโกยเงินทองและผลประโยชน์ชาติกันอย่างชั่วช้าสามานย์

อีกทั้งยังส่งผลให้คนในชาติเกิดความเหลื่อมล้ำ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ-การเมือง-การศึกษา ฯลฯ ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคม "คนกินคน" ที่เห็นแก่ตัว บนฐานเศรษฐกิจที่ "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" หรือ "ปลาใหญ่สวาปามปลาเล็กได้อย่างเสรี" ฯลฯ โดยกลุ่มทุนสามานย์ไทยและต่างชาติ บิดเบือนว่านี่คือระบบเศรษฐกิจ "การแข่งขันอย่างเสรี" บนโลกแห่งการเห็นแก่ตัวและเอาเปรียบ ที่อ้างว่า "ไร้พรมแดน" แห่งการกอบโกยนั่นเอง

"ความรวยไม่รู้จักพอ" ของทุนสามานย์ไทยและเทศ ทำให้ต้องยึดอำนาจรัฐเพื่อโกงชาติ จนบางครั้งต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนนับไม่ถ้วน ที่ไม่รู้ทันในเล่ห์ร้ายของ นักการเมืองเลือกตั้ง (สกปรก) และนักการเมืองรัฐประหารที่เห็นแก่ตนและพวกพ้อง ซึ่งไม่รักชาติรักประชาชนอย่างแท้จริง

ดังเหตุการณ์การเมืองในยุค สองจอมพลกับหนึ่งพลเอก และยุค "ทักษิณ ชินวัตร" กับเครือข่ายประวัติศาสตร์การเมืองเดินหน้ามาถึงยุค รัฐบาลรัฐประหาร "บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก" ซึ่งใครบางคนกำลังหลงเดินไปบนหนทางเดิมๆ หนทางที่ใช้นักการเมืองน้ำเน่าเป็นฐานเสียง โดยเล็งผลเลิศจะสืบทอดและยึดอำนาจทั้งรัฐสภาและรัฐบาล

เพราะ "บิ๊กทหาร" บางคนหลงเชื่อว่า นี่เป็นวิถีทางของ "ระบอบประชาธิปไตย" อีกทั้งเป็นหนทางที่จะชนะการเลือกตั้งต่อเครือข่าย "ทักษิณ" แม้จะรู้ว่า..เป็นแค่ชัยชนะชั่วครั้งชั่วคราวก็ตาม

น่าแปลก..ที่ "ผู้นำรัฐประหาร" ชุดนี้ รู้ทั้งรู้ถึงต้นเหตุปัญหาของภัยร้ายแรง ต่อความมั่นคงของชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์-ประชาชน แต่กลับไม่ ปฏิรูปชาติทุกภาคส่วนก่อนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเสียงเรียกร้องของคนทั้งชาติก่อนมีรัฐประหาร แต่วันนี้ "บิ๊กตู่" ปล่อยให้เกิดกระแส "เลือกตั้งก่อนปฏิรูป" ไปเสียแล้ว ดังนั้น3 ปีกว่าของ "บิ๊กตู่" ไม่มี "ดอกไม้" จะให้! แต่เวลา ที่เหลือยังมีโอกาสจะได้รับ "ดอกไม้" นะ "บิ๊กตู่"!!!.

คอลัมน์ WORLD Celeb: "ลูอิส แฮมิลตัน" เหยื่อรายล่าสุดของ Paradise Paper - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

หลังจากมีการเผยเอกสารลับ Paradise Paper เปิดโปงข้อมูลการทำทุจริตที่กำลัง โด่งดัง ซึ่งเริ่มเป็นกระแสจากการขุดคุ้ยข้อมูลเรื่องการจับมือกันแบบลับๆ ของทางทีมงานโดนัล ทรัมป์ กับทางรัสเซีย แต่ผลที่ออกมา กลับทำเอาเหล่าคนดังทั้งหลายกระสับกระส่าย เพราะมีชื่อไปพัวพันกับข่าวสุดฉาวนี้ไปตามๆ กัน

ส่วนอีกทางฟากฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกอย่าง เกาะอังกฤษเองก็ไม่ น้อยหน้า เพราะก็โดนแฉกันทั่วหน้าเช่นกัน ไล่เรียงมาตั้งแต่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งมีข่าวว่าทำการหลบเลี่ยงภาษีด้วยการเปิดบริษัทในหมู่เกาะเคย์แมน หรืออย่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เอง ก็มีข่าวว่าไปลงทุนในเบอร์มิวด้าด้วยเช่นกัน รวมทั้งนักร้องนำผู้โดดเด่นด้านการเป็นนักเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนตัวยงอย่าง บูโน่ แห่งวง U2 เองก็มีข่าวเลี่ยงภาษีเช่นกัน

และรายล่าสุดที่เพิ่งถูกเปิดเผยชื่อออกมาคือ "ลูอิส แฮมิลตัน" นักขับสัญชาติอังกฤษ เจ้าของตำแหน่งแชมป์รถสูตรหนึ่ง 4 สมัย ที่โดนแฉว่า เขาได้ทำสัญญาเช่าเครื่องบินส่วนตัวของตัวเอง ผ่านทางบริษัทนอมินีหลายต่อหลายทอด ซึ่งทำให้หลบเลี่ยงภาษีได้เป็นเงินจำนวนมากถึง 3.3 ล้านปอนด์ หรือเกือบ 150 ล้านบาทเลยทีเดียว.