You are here

CG and corruptions News - 14 July 2017

'Smart cards' for monks to root out graft - BANGKOK POST

NBO deputy chief facing probe transferred - THE NATION

ศธ.ทำแอปติดตามคดีโกง'ธีระเกียรติ'แก้มปริฟุ้งโหลดบนมือถือผู้บริหาร - ไทยโพสต์

บุกร้องนายกฯ จี้ DSI คืนทรัพย์สิน'คลองจั่น'วอนรัฐปล่อยกู้ 3 หมื่นล. - สยามรัฐ

คม ชัด ลึก: เงินทอนกับรายได้วัด - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ ฉุก(ละหุก)คิด: ยุคคนดี! - โลกวันนี้

จริงใจหรือไก่กา - โลกวันนี้

รายงานพิเศษ: 'ประภัสร์ จงสงวน' ผ่า ม.44 รถไฟไทย-จีน เพื่ออะไร? - มติชนสุด

'Smart cards' for monks to root out graft - BANGKOK POST Issued date 14 July 2017

DUMRONGKIAT MALA

ID cards show history, expected in 3 months

Monks will receive "smart ID cards" clarifying their backgrounds within three months so they can be more easily scrutinised by authorities, according to Ormsin Chivapruck, a minister attached to the Office of the Prime Minister.

The move comes as a spike in the number of high-profile cases showing ethical and legal abuses by abbots, novices and other monks is causing public indignation.

Mr Ormsin was speaking after meeting three members of the Sangha Supreme Council - Phra Prom Molee, the fifth ecclesiastical regional governor; Phra Prom Munee, of Wat Ratchabophit Maha Simaram; and Phra Prom Bundit, abbot of Wat Prayurawongsa.

They agreed with the proposal but must seek the opinions of other council members next week as to what personal information should be shown on the new ID cards, he said.

Details should include what tasks the monks have been assigned, when they were ordained, which temples they are attached to, when they were promoted, whether they have previously left the monkhood, and any criminal records or history of drug abuse, he added.

"I was informed the department of provincial administration is ready to cooperate with us," Mr Ormsin said.

"We think these smart cards will be similar to regular ID cards but with added information such as their monastic name, honorific titles and of course an updated photo," he said, adding that using the same system would lower their cost.

"I expect we'll be able to roll them out in three months," he said.

Currently, monks hold paper-based identification documents that are difficult to track.

The latest proposal is part of the government's effort to address a series of temple scandals, mostly involving monks who had sought monetary benefit, he said.

The meeting also touched on how temples should make their income statements and expense accounts available for examination, he added.

Mr Ormsin said the National Office of Buddhism (NOB) requires temples to submit their financial statements but most temple accounts do not meet accepted standards and lack details.

"About 90% of the 46,000 temples nationwide have already submitted their financial statements, but only a small number were able to follow the NOB's instructions as they do not have a background in accounting," he said.

He said he has instructed the NOB to inform temples they only need to prepare their income and expense accounts with the necessary details so that temple finances can be checked for transparency.

Meanwhile, council members raised concern during the meeting over the amount of media coverage that temple scandals and monks' misconduct are getting, fearing it might affect the public's faith in Buddhism, Mr Ormsin said.

"The media sometimes report stories that have not been proven, so it seems like the monks are already guilty but it often turns out they are innocent," he said.

"We discussed whether we need a committee to oversee all issues related to monks and temples. And we would need an official source who can provide the facts to the media."

Mr Ormsin said the Sangha Supreme Council recently set up a committee headed by Somdej Phra Phutthachan of Wat Traimitr to look into this problem.

It consists of Somdej Phra Phutthachanm, the NOB director, and six or seven council members.

"We agreed to appoint NOB director Pongporn Pramsaneh as the sole media spokesperson or source for information about problems relating to monks and temples," Mr Ormsin said.

"He will be in charge of this from now," he added.

NBO deputy chief facing probe transferred - THE NATION Issued date 14 July 2017

NATTHAPAT PHROMKAEWPIYANUCH THAMNUKASETCHAI

THE SCANDAL-HIT deputy director of the National Buddhism Office (NBO) has now been transferred out of her post to facilitate ongoing probes against her.

Pranom Kongpikul is accused of embezzling funds that the NBO allocated for temple renovations. Several monasteries allege that she and some other NBO officials had asked that portions of project funds be returned, claiming that these portions would be used to help other religious sites.

In the wake of the scandal, Prime Minister General Prayut Chan-o-cha signed an order to transfer Pranom to the Office of the Civil Service Commission.

"Her transfer takes place to facilitate the work of two fact-finding committees established by the NBO," PM's Office Minister Ormsin Chivapruck said yesterday.

If found guilty, Pranom will face both disciplinary and legal actions.Pranom will reach her mandatory retirement age at the end of September. "We are also investigating other accused officials," Ormsin said. He added that temples had provided good cooperation to investigators.

In a related development, Justice Minister Suwaphan Tanyuvardhana disclosed that he had already assigned the Anti-Corruption Centre to discuss with the National Police Office's Counter Corruption Division and the NBO how it can help facilitate their investigations.

ศธ.ทำแอปติดตามคดีโกง'ธีระเกียรติ'แก้มปริฟุ้งโหลดบนมือถือผู้บริหาร/เตรียมฟันจนท.เอี่ยว'บิลเลี่ยน' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * "หมอธี" เผยโปรแกรมติดตามและควบคุมกระบวนการแก้ไขปัญหาทุจริตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้บริหารสามารถติดตามได้จากโปรแกรมที่ดาวน์ โหลดไว้บนมือถือ ด้าน "โกศล" เผย ป.ป.ช.เตรียมส่งเอกสารชี้มูลความผิด บ.บิลเลี่ยนฯ ภายใน 2 สัปดาห์ จากนั้นจะให้คณะกรรมการดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณี CCTV ยังมี 3 บริษัทไม่เข้าติดตั้งกล้อง มอบ สพฐ.ยึดเงินประกัน 60 ล้าน เร่ง "สุภัทร" สรุปผลโดยเร็ว ลั่นไม่ได้ดอง กรณี E-class room, E-Library สตง.เพิ่งตรวจสอบแล้วเสร็จ และชี้มูลว่ามีความผิดปกติและน่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้น พร้อมส่งเรื่องให้ ศธ.และ ป.ป.ช.ทำการตรวจสอบแล้ว

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาทุจริตกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นภายใน ศธ.ทั้งหมด ซึ่งบางเรื่องมีความคืบหน้ามาก และบางเรื่องยังมีความล่าช้าอยู่ ซึ่งในเรื่องที่มีความล่าช้านั้น ตนได้เร่งให้การสอบสวนดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว นอกจากนี้เป็นที่น่ายินที่คณะทำงานแก้ไขปัญหาทุจริตได้สร้างโปรแกรมติดตามและควบคุมกระบวนการแก้ไขปัญหาทุจริต ซึ่งระบบดังกล่าวจะมีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องไว้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของ ศธ.ทั้งหมด ต่อไปจะทำให้เราทราบว่าคดีทุจริตเรื่องไหนมีความล่าช้า และเรื่องใดมีการตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้วบ้าง โดยผู้บริหารสามารถติดตามได้จากโปรแกรมที่ดาวน์โหลดไว้บนมือถือ

ด้าน พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาทุจริต ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการชี้มูลความผิดบริษัท บิลเลี่ยน อินโนโวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ซึ่งทาง ป.ป.ช.คาดว่าจะสามารถส่งเอกสารผลการชี้มูลอย่างเป็นทางการมาให้ ศธ.ได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ จากนั้น ศธ.จะตั้งคณะกรรมการดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนเรื่องการตรวจสอบการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ในโครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้รวม 1,104 จุด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า บริษัท 4 แห่งที่ดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดไม่ได้ดำเนินการตามทีโออาร์ที่ระบุให้ 1 จุดสามารถดูกล้องได้ 16 ตัว แต่บริษัทติดตั้งสามารถให้ดูได้แค่ 6 ตัว และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แจ้งให้ 4 บริษัทมาติดตั้งให้ครบทั้งหมดภายใน 7 วัน ไม่เช่นนั้นจะยึดเงินประกัน แต่ขณะนี้มีเพียง 1 บริษัทที่เข้ามาดำเนินการ ส่วนที่เหลืออีก 3 บริษัทยังไม่มีการตอบรับ อีกทั้งยังให้ทนายความส่งหนังสือแจ้ง เพื่อปฏิเสธที่จะไม่ให้ยึดเงินประกัน เพราะบริษัทเห็นว่าได้ดำเนินการตามสัญญาอย่างถูกต้องแล้ว

ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบให้ฝ่ายกฎหมายของ สพฐ.ไปพิจารณาว่าจะสามารถยึดเงินประกันประมาณ 60 ล้านบาทได้หรือไม่ หากได้จะนำเงินดังกล่าวมาใช้ดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครบตามสัญญาต่อไป สำหรับคณะกรรมการตรวจรับเป็นที่น่าเห็นใจ เนื่องจากคณะกรรมการเหล่านี้ไม่มีความรู้เรื่องเทคนิค จึงทำให้การตรวจรับเกิดข้อผิดพลาด โดยจะดูว่าหาทางช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ได้เร่งให้นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกล้องซีซีทีวี ดำเนินการสรุปเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมาการทำงานค่อนข้างช้า

พล.ท.โกศลกล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนบ้านป่าตอง จังหวัดหนองคาย ของบริษัท หนองคาย น่าอยู่ จำกัด นั้น ผมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมกับนายพิษณุ ตุลสุข ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ทำให้เห็นภาพการดำเนินโครงการดังกล่าวชัดเจน ดังนั้นจึงเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีที่มาที่ไปที่ชัดเจน จึงเตรียมเสนอให้คณะกรรมการ สกสค.พิจารณาตัดสินใจว่าร่วมลงทุนกับบริษัท หนองคายน่าอยู่ฯ ต่อไปหรือไม่ ส่วนโครงการห้องเรียนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการศึกษาพิเศษ หรือ E-class room และโครงการระบบห้องสมุดอัตโนมัติ หรือ E-Library ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าถูกดองเรื่องไว้ เนื่องจากมีการร้องเรียนนี้ตั้งแต่ปี 2554 แต่ล่าสุดสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพิ่งตรวจสอบแล้วเสร็จ และชี้มูลมาว่าการดำเนินการของทั้งสองโครงการมีความผิดปกติและน่าจะมีมูลการทุจริตเกิดขึ้น ดังนั้นจึงส่งเรื่องให้ ศธ.และ ป.ป.ช.ทำการตรวจสอบ โดยในส่วนของ ศธ.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งคงต้องให้เวลาในการดำเนินการด้วย.

บุกร้องนายกฯ จี้ DSI คืนทรัพย์สิน'คลองจั่น'วอนรัฐปล่อยกู้ 3 หมื่นล. - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ก.ค.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประกิต พิลังกาสา ประธานคณะกรรมการผู้บริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น(สคจ.)ได้ยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์ พล.อ. ประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีผ่าน นายออมสินชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการดำเนินการแผนฟื้นฟู สคจ. เนื่องจากมีอุปสรรคเกี่ยวกับการระดมเงิน และการติดตามทรัพย์สินตลอดจนการขายทรัพย์สินที่จะนำมาชำระหนี้ตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง

โดยนายประกิต เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ คลองจั่นมีทรัพย์สินของตนเองที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ รวมทั้งทรัพย์สินของจำเลยคือ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตผู้บริหาร สคจ.ที่ยักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ และพวก ที่สหกรณ์ฯดำเนินการติดตาม ยึดและยื่นข้อบังคับคดีไว้จำนวนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทที่จะนำออกขายเพื่อได้เงินมาชำระหนี้และที่ผ่านมานับแต่ปี 2559 สหกรณ์ฯคลองจั่นได้ติดตามเงินจากคดีความที่ฟ้องร้องผู้กระทำผิดจนได้เงินกลับคืนมาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไปแล้วประมาณ1,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในสิ้นปีนี้ สคจ.อาจจะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไม่ได้ เนื่องจากติดปัญหาเกี่ยวกับการติดตามทรัพย์และการนำทรัพย์สินของสหกรณ์ที่ศาลตัดสินให้สหกรณ์ชนะคดีติดตามทรัพย์คืนจากนายศุภชัย และพวก โดยมีคำสั่งให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินและทรัพย์สินคืนให้สหกรณ์ฯ จำนวน 3,811 ล้านบาท แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อายัดไว้เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับคดีฟอกเงิน ซึ่งสหกรณ์ฯได้มีหนังสือแจ้งดีเอสไอหลายฉบับ ขอให้เพิกถอนการอายัดและคืนให้แก่สหกรณ์ฯ เพราะต้องนำออกขายชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แต่ไม่เคยได้รับคำตอบชี้แจงจากดีเอสไอ

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯได้ดำเนินการประกาศขายทรัพย์สิน จำนวน 2 แปลง ในราคาประมาณ 350 ล้านบาทซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของบริษัทประเมินราคาอิสระ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นประกอบต่อศาลฯ แล้วว่าเห็นชอบให้ขายที่ดินได้ เพื่อนำเงินจำนวนนี้มาชำระหนี้ แต่เนื่องจากมีเจ้าหนี้ 1 รายคัดค้านศาลฯ จึงมีคำสั่งให้เปลี่ยนวิธีการขายโดยให้กรมบังคับคดีนำไปขายทอดตลาดแทน ซึ่งการขายทอดตลาดจะต้องใช้เวลากว่า 1 ปี และอาจขายได้ต่ำกว่าราคาตลาด ส่งผลให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนตามมาแก่เจ้าหนี้ที่รอรับการเยียวยาอย่างรุนแรง

ประธาน สคจ.กล่าวด้วยว่า สหกรณ์ฯ ต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนฟื้นฟูกิจการปัจจุบันได้ดำเนินการคืบหน้าไปมากโดยนายกฯ มีนโยบายให้ขบวนการสหกรณ์ฯ ต้องช่วยเหลือกันเองด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงการคลัง จึงได้ประชุมหารือร่วมกันกับสหกรณ์เจ้าหนี้และสหกรณ์ฯ คลองจั่น พิจารณาแนวทางจัดทำโครงการบัญชีร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์ โดยมีหลักการระดมเงินส่วนต่างของดอกเบี้ยที่เกิดจากการลงทุนของสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการนำฝากสะสมไว้ใน "บัญชีร่วมฯ"ให้มีจำนวนเงินมากพอที่จะสนับสนุนแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินทั้งระบบโดยไม่จำกัดเฉพาะสหกรณ์ฯ คลองจั่นเท่านั้นเสมือนหนึ่งเป็นโครงการนำร่องสู่การตั้งกองทุนสหกรณ์ต่อไป

"ขณะนี้มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการฯ โดยเสนอวงเงินที่จะขอกู้ยืมจากธนาคารของรัฐแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในกองทุนต่างๆของรัฐหรือให้กู้ยืมต่อแก่สมาชิก คาดว่าผลตอบแทนที่เป็นส่วนต่างของดอกเบี้ยที่จ่ายคืนธนาคารผู้ให้กู้จะมีอัตราประมาณร้อยละ 2 ซึ่งจะมีเงินเข้าบัญชีร่วมฯ ประมาณปีละ 600 ล้านบาท อย่างไรก็ตามโครงการฯ นี้ยังต้องรอความชัดเจนของนโยบายผู้บริหารระดับสูงของแต่ละกระทรวงในที่สุดเสียก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อโครงการฯ นี้"นายประกิต กล่าว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่ศูนย์ดำรงธรรม ทำเนียบรัฐบาลนายพิษณุ ชีวะสิทธิ์ สมาชิกสหกรณ์ฯคลองจั่น พร้อมสมาชิก ได้มายื่นหนังสือร้องทุกข์ผ่านศูนย์ดำรงธรรม โดยมีนายพันศักดิ์ เจริญ ผอ.ส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน ศูนย์ดำรงธรรมเป็นผู้รับเรื่อง เพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วย

ด้าน น.ส.อุ้ม ธนาวงค์ ข้าราชการบำนาญ อายุ 82 ปี กล่าวว่า ตนได้นำเงินออม และทรัพย์สินมรดกมาลงทุนกับสหกรณ์ฯคลองจั่น กว่า 8 ล้านบาท เพราะต้องการนำเงินปันผลมาใช้ในบั้นปลายชีวิต แต่ต้องมาประสบปัญหาอดีตผู้บริหารทุจริต ตนอายุมากแล้วมีปัญหาด้านสุขภาพต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้ง และต้องได้รับการผ่าตัด ขณะนี้ยังไม่มีเงินที่จะรักษาตัวเอง จึงขอวิงวอนรัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯ เมตตาช่วยเหลือพวกตนที่เดือดร้อนด้วย

เช่นเดียวกับ นายสวัสดิ์ ใจอารีย์อดีตข้าราชการกรมทางหลวง วัย 90 ปี ที่ต้องนั่งรถวีลแชร์มาร้องเรียนขอความอนุเคราะห์กับรัฐบาล กล่าวว่าตนชราภาพมากแล้ว ทุกวันนี้ต้องเป็นคนพิการไม่สามารถเดินเหินได้ตามปกติ นำเงินบำนาญมาลงทุนกับสหกรณ์ฯ เพราะเห็นว่าเป็นการออมที่ปลอดภัย แต่ก็โชคร้ายต้องมาเจอกับปัญหาการทุจริตของอดีต คกก.คลองจั่น วันนี้ตนและสมาชิกได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เร่งอนุมัติเงินกู้ เพื่อให้การดำเนินการแผนฟื้นฟูเดินหน้าต่อไปด้วย

คม ชัด ลึก: เงินทอนกับรายได้วัด - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ความพยายามผลักดันร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรมที่มีบางประเด็นไปเกี่ยวข้องกับวัด และคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ดูจะไม่ใช่เรื่องที่จะดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้โดยง่าย เพียงแค่เสนอผลการศึกษาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หรืออาจจะร่างกฎหมายเสนอต่อสนช.พิจารณาต่อไปเท่านั้น เพราะแทบทุกครั้งที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือคนพูดถึงผลประโยชน์ของวัด ก็จะเกิดแรงต่อต้านขึ้นมาทันที หรือแม้แต่กรณีที่ตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. กำลังดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเอาผิดกรณี "เงินทอนวัด" ก็ทำท่าจะล่วงเลยบานปลายไปเป็นการสร้างกระแสต่อต้านในเรื่องอื่นๆ ไปด้วย

เรื่องเงินทอนวัดเกิดเป็นข่าวใหญ่ต่อเนื่องกันมานานพอสมควรเพราะเจ้าหน้าที่ปปป.ต้องเข้าไปตรวจสอบวัดเป้าหมายหลายแห่ง พร้อมกับตรวจค้นบ้านพักข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)บางคน เป็นผลสืบเนื่องหลังจากที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ได้ข้อมูลทุจริตเงินอุดหนุนวัด ซึ่งได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลไปใช้ในกิจกรรมบูรณะซ่อมแซม เพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อเผยแผ่และดำเนินกิจกรรมทางศาสนา แต่เจ้าหน้าที่พศ.บางคนสมคบกับบางวัดโอนเงินงบประมาณเกินจริงไปให้วัด เพื่อโอนกลับคืนมาให้เป็นผลประโยชน์ของตนเอง สร้างความเสียหายให้แก่รัฐหลายสิบล้านบาท นับเป็นข่าวฉ้อราษฎร์บังหลวงที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่สปท.กำลังจะเสนอกฎหมาย "จัดการ" รายได้ของวัด

ทั้งนี้ มีความเคลื่อนไหวในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโดยคณะกรรมาธิการด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม และจริยธรรม สปท. ให้ความเห็นชอบรายงานการพัฒนาระบบการบริหารทรัพย์สินของวัด โดยเสนอให้วัดจัดทำบัญชีทรัพย์สินตามเกณฑ์มาตรฐานครอบคลุมทรัพย์สินของวัดทั้งหมด ตลอดจนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ศาสนวัตถุ โดยให้มหาเถรสมาคม(มส.) หรือ พศ. กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการบริหารจัดการทรัพย์สิน การจัดทำบัญชีที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ของวัดทั่วประเทศ 37,000 วัด พร้อมมาตรการตรวจสอบและรายงานผล ซึ่งมีข้อมูลว่า มี 92 วัด มีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านบาท

เรื่องนี้ถ้าจะมองว่าเป็น "คนละเรื่องเดียวกัน" ก็คงไม่ผิดนัก เพราะขณะนี้ กระแสข่าวเงินทอนวัด กำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นการต่อต้านการปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการจัดการผลประโยชน์ของวัด ที่พูดกันมานานหลายปี และผ่านมาแล้วหลายรัฐบาล อย่างเช่น ค่าเช่าที่ธรณีสงฆ์ ค่าจอดรถ กิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นรายได้ร่วมระหว่างวัดกับชาวบ้านหรือชุมชน อย่างเช่น การทำมาค้าขายในขอบเขตวัด การจัดตลาดนัด ล้วนแต่เป็นแหล่งรายได้ที่ควรได้รับการบริหารจัดการให้ถูกหลักเกณฑ์ นี่คือโจทย์ที่ยากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการจัดการปัญหาทุจริตซึ่งหน้าอย่างเช่นเงินทอนวัด ที่ฝ่ายต่างๆ สามารถร่วมกันร่าง "กติกาใหม่" ขึ้นมาได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานปฏิบัติได้จริงกับทุกวัด และอยู่ในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ทั้ง 37,000 วัดยอมรับ

คอลัมน์ ฉุก(ละหุก)คิด: ยุคคนดี! - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

นายหัวดีeditor59lokwannee@gmail.com

สมกับเป็น "รัฐราชการ" จริงๆ แม้แต่การ "ปฏิรูปประเทศ" ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่มากๆของคณะรัฐประหาร ยังต้องให้เอกชนลงขันจ้าง "ผู้ชำนาญต่างชาติ" ที่เคยให้การปรึกษารัฐบาลเกาหลีใต้มาช่วย ขณะที่ "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี" ที่เหมือน "คัมภีร์วิเศษ" ที่กำหนดอนาคตบ้านเมืองก็ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดให้ประชาชนเจ้าของประเทศรับรู้และมีส่วนร่วมเลย

จึงไม่แปลกที่การ "ปฏิรูปตำรวจ"จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการถึง 5 คณะ ซึ่งจะเต็มไปด้วยผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษา แต่สุดท้ายก็จะได้ข้อเสนอเดิมๆ ที่เคยมีการศึกษาและเสนอแนะเอามา "กองและดอง" ไว้ เหมือนการ "ปฏิรูประบบราชการ" ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งรวมศูนย์อำนาจและระบบอุปถัมภ์

ล่าสุด "ทั่นผู้นำ" ยังมีคำสั่งให้ "คสช.กองทัพ" เปิดตู้ปณ.หรือสายด่วนรับเรื่องทุจริต สินบน และเรียกรับผลประโยชน์ ทุกรูปแบบที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วรวบรวมส่งไปยังสำนักนายกรัฐมน ตรีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ทั้งที่เมื่อไม่นานที่ผ่านมา "ทั่นผู้ นำ" กลับออกอาการหงุดหงิดและไม่พอใจบรรดากลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันว่าเป็น "ลูกอีช่างฟ้อง"

จึงต้องดูว่าในยุค "ทหารครองเมือง" ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งยังมี "ทั่นผู้นำ" ที่มีวิสัยทัศน์สุดบรรเจิด เก่งและรอบรู้ไปทุกเรื่องทุกศาสตร์ จะล้างบางคนโกงและทำ ให้ประเทศมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืน ประชาชนมีความสุขกันถ้วนหน้าจริงหรือไม่ หรือจะเป็นแค่ "พิธีกรรม" แบบ "รัฐราชการ"

จริงใจหรือไก่กา - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

(สมศักดิ์ ไม้พรต-รายงาน)

ช่วงเวลาที่ท่านผู้นำมาลุกขึ้นมาทำท่าขึงขังจริงจังอีกครั้งกับการปราบโกง ด้วยการเปิดสายด่วน เปิดตู้ปณ. รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน ก็เกิดเรื่องท้าทายความจริงใจ เมื่อมีข้อมูลความไม่ชอบมาพากลประมูลขายข้าวสต็อกรัฐบาลจากโครงการรับจำนำเอาข้าวที่คนยังบริโภคได้ไปขายให้ทำอาหารสัตว์ ซึ่งราคาต่ำกว่า ทำ ให้รัฐเสียประโยชน์จากส่วนต่างราคากว่า 10,000 ล้านบาท ต้องปูเสื่อรอดูว่าท่านผู้นำในฐานะประธานกรรมการนโย บายและบริหารจัดการข้าวจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไรพลันที่ท่านผู้นำลุกขึ้นมาทำท่าขึงขังจริงจังกับการปราบโกงอีกครั้งด้วยการออกคำสั่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกองทัพบก ซึ่งรวมไปถึงกองทัพภาค และหน่วยทหารของกองทัพบกในพื้นที่ เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตประพฤติมิชอบ เรียกรับสินบนหรือผลประโยชน์ทุกรูปแบบ ที่มีเจ้าหน้า ที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วยการเปิดตู้ ปณ. และสายด่วนให้ประชาชนแจ้งข้อมูลเบาะแสต่างๆ โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารบกและเลขาธิการ คสช. เป็นผู้รับผิดชอบ

ท่านผู้นำยืนยันถึงความสำคัญจำเป็นที่ต้องปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพราะการทุจริตเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาค้ามนุษย์ การขาดความศรัทธาในหน่วยงานของรัฐ ประเทศชาติสูญเสียงบประมาณแผ่นดินมหาศาล และกระ ทบต่อความเชื่อถือของต่างประเทศ

เป้าหมายคือสร้างประเทศไทยให้ใสสะอาดฟ้นคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน โดยเบาะแสที่ได้รับจากประชาชนจะถูกรวบรวมส่งไปยังสำ นักนายกรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ฟังดูแล้วก็เข้าท่าดี เพราะการสร้างประเทศไทยให้ใสสะอาดขจัดคนโกงเป็นสาเหตุหนึ่งที่กองทัพใช้ในการยึดอำนาจเข้ามาบริหารประ เทศ แต่เวลากว่า 3 ปีที่ถือครองอำ นาจรัฐยังต้องเปิดตู้ ปณ. เปิดสายด่วนรับเบาะแสจากประชาชนก็เป็นเครื่องชี้วัดอย่างดีว่ากว่า 3 ปีที่ผ่านมาการปราบโกงประสบความสำเร็จหรือไม่ ประเทศไทยขยับเข้าใกล้ความใสสะอาดหรือยัง

อย่างไรก็ตาม การลุกขึ้นมาทำ ท่าขึงขังอีกครั้งในช่วงปลายอำนาจก็ยังดีกว่าอยู่เงียบๆ รอวันพ้นเก้าอี้ ใครที่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับการทุจริตโกงกิน อยากรู้ว่าครั้งนี้รัฐบาลจะเอาจริงเอาจังหรือไม่ก็สามารถแจ้งได้ที่ Hot line 1299 หรือส่งเอก สารหลักฐานไปที่ ตู้ ปณ.444 หรือ เดินเข้าไปแจ้งโดยตรงที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายในหน่วยทหารที่ประจำอยู่ในพื้นที่ของกองทัพภาค

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยแสดงความฉับไวทดสอบความจริงใจในการปราบโกงด้วยการออกมาเปิดเผยข้อมูลความไม่โปร่งใส กรณีการประมูลขายข้าวให้คนบริโภค ไปเป็นอาหารสัตว์ จำนวน 18 โกดัง ซึ่งคาดว่าทำให้ขาด ทุนกว่า 10,000 ล้านบาท

ประเด็นสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้ตัวโตๆคือ มีข้อมูลว่ามีเอกชนมาขอซื้อในราคาที่สูงกว่า แต่ไม่ได้ กลับยืนยันจะขายในราคาที่ต่ำกว่าเพื่อเอาไปทำอาหารสัตว์

ตัวแทนพรรคเพื่อไทยแสดงหลักฐานประกอบให้เห็นชัดเจนถึงความไม่ชอบมาพากลในการระบายข้าวสต็อกรัฐ โดยระบุช่วงเวลาและรายชื่อบริษัทที่ได้ข้าวไปอย่างชัดเจน ระ บุว่าที่ผ่านมามีการประมูลขายข้าวให้คนบริโภคไปเป็นอาหารสัตว์ 18 โกดัง รวม 200 ตัน ทำให้รัฐบาลขาด ทุนไป 1,000 ล้านบาท หากขายข้าวจากที่คนบริโภค ไปเป็นอาหารสัตว์ จำนวน 2.14 ล้านตัน คาดว่ารัฐบาลจะต้องขาดทุนประมาณ 10,700 ล้านบาท

มีคำถามว่าท่านผู้นำในฐานะประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) รับทราบเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เพราะผู้ดำเนินการยืนยันว่าผ่านความเห็นชอบจากประธานนบข.แล้ว

ต้องรอดูท่าทีของท่านผู้นำที่ลุกขึ้นมาทำท่าขึงขังจริงจังกับการปราบโกงอีกครั้งจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับเรื่องนี้

ที่สำคัญคือต้องรอดูผลการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่พรรคเพื่อไทยจะไปยื่นเรื่องให้ดำ เนินการว่าผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร

ไหนๆจะปราบโกง จะทำประเทศไทยให้ใสสะอาดลองเริ่มจากเรื่องขายข้าวคนบริโภคไปเป็นอาหารสัตว์ที่ทำให้รัฐเสียส่วนต่างรายได้ที่ควรจะได้รับ ซึ่งตามข้อมูลหลักฐานที่นำมาเปิดเผยค่อนข้างชัดเจนพอสมควร

ใครผิดว่าตามผิด นอกจากจะเอาโทษทางอาญาแล้ว ต้องให้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย หรือถ้าสอบแล้วไม่เห็นว่า การเอาข้าวที่คนยังบริโภคไปขายเป็นอาหารสัตว์ราคาถูกไม่เป็นความผิดโดยมีเหตุผลความจำ เป็นอย่างไรก็ชี้แจงกันออกมา ประชาชนรอฟังคำตอบ

กว่า 3 ปีที่ครองอำนาจยังต้องเปิดตู้ ปณ.เปิดสายด่วนรับเบาะแสจากประชาชนเป็นเครื่องชี้วัดว่าปราบโกงสำเร็จหรือไม่

รายงานพิเศษ: 'ประภัสร์ จงสงวน' ผ่า ม.44 รถไฟไทย-จีน เพื่ออะไร? - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ยังไม่มี "คำตอบ" ที่ชัดเจนจากรัฐบาล กับกรณีเร่ง (รวบ) รัด ใช้ ม.44 ออกคำสั่งที่ 30/2560 เรื่อง มาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา

กรณีนี้ตามมาด้วยคำถามมากมาย ทั้งว่า ทำไมถึงต้องใช้ ม.44, ประเด็นความคุ้มค่าในการลงทุน, ปมปัญหาเรื่องวิศวกร (ข้ามชาติ), ปัญหาว่า "รัฐไปตกลงอะไรไว้กับจีน"? กระทั่งเราจะเสียผลประโยชน์หรือสิทธิอะไรบ้างหรือไม่ ฯลฯ

"นายประภัสร์ จงสงวน" ในฐานะอดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ยุคก่อนหน้านี้ (ยุครัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนากรัฐมนตรี, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม) ที่เดินหน้า "โครงการ 2 ล้านล้าน" แต่ก็ต้องเป็นอันสะดุดยุติไป เป็นเพราะอะไรทุกคนย่อม "จำได้" ดี

มาถึงวันนี้นายประภัสร์ในฐานะคน (เคย) คลุกคลีวงการราง ที่เฝ้าจับตากรณีนี้อย่างใกล้ชิดมาร่วมตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า มีประเด็นน่าเป็นห่วงหลายจุด

อาทิ เกิดคำถามขึ้นในหัวทันทีว่า ระยะทาง 3.5 กิโลเมตรที่ทำมันเกิดประโยชน์อะไร?

รัฐต้องชี้แจงให้คนไทยได้รับรู้เงื่อนไขที่เราไปตกลงไว้กับจีนคืออะไรบ้าง?

รวมทั้งที่มีคนเป็นห่วงว่าทำไมต้องให้จีนดำเนินการ ประภัสร์บอกว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันจีนเป็นแนวหน้าในเรื่องรถไฟ แต่ส่วนตัวรู้สึก "เป็นห่วงเรื่องราคา" มากกว่า และน่าคิดว่ารัฐบาลนี้อยู่มา 3 ปีกว่าแล้ว ทำไมต้องมาเร่งรัดโครงการตอนนี้ แล้วเป็นการผูกขาด เจรจาเพิ่มเติมไม่ได้

ที่สำคัญที่สุดคือ การใช้กฎหมายพิเศษ นั่นหมายถึงอันตราย หากบางอย่างรู้ว่า "ผิด" หรือมีความไม่ชอบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ อยากฝากนายกฯ ซึ่งเป็นผู้ที่มุ่งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ต้องประกาศแนวทางให้ชัดเจนว่า ถ้าเกิดความผิดพลาดเสียหายจากโครงการ ต้องเอาผิดได้ ต้องมีผู้รับผิดชอบ มันคนละเรื่องกับการการันตีว่าต้องใช้วิธีนี้ เพื่อความรวดเร็วลดขั้นตอนได้ มันอันตราย ไม่อยากให้รัฐบาลต้องมาเสียเพราะเรื่องนี้

ประภัสร์ถามว่า จนถึงวันนี้มีใครทราบรายละเอียดโครงการมีอะไรบ้างหรือไม่ ทั้งที่ต้องเซ็นสัญญาภายใน 120 วัน ตนเองสอบถามคนในการรถไฟฯ ยังงงๆ กันอยู่เลย กระทั่งประเด็นกฎหมายวิศวกร ให้คนจีนมาสอบเทียบเคียงก็น่าจะทำได้ แต่ไม่ทำ ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีหลายอย่าง รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้สังคมเข้าใจไปผิดๆ ต้องออกมาพูดให้ชัด

ส่วนที่บอกว่าให้จีนมาทำ แล้วเขาไม่ได้อะไรเลย จริงหรือ? ถามหน่อยว่าไม่ได้อะไร ไม่มีอะไรแอบแฝง

"ผมสงสัยว่าเขาทำงานสาธารณกุศลกันหรือ? เขาถึงมาทำให้โดยไม่หวังผลตอบแทน หรือเราเป็นมณฑลหนึ่งในประเทศจีน เขาถึงทำให้แบบนี้ได้"

สิ่งที่ประภัสร์อยากฝากถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ ขอให้คิดเรื่องการถ่ายโอนเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ควรคิดเรื่องระบบกระแสไฟฟ้าต่างๆ ต้องวางโครงสร้างเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ต้องเข้าใจเทคโนโลยีระบบทั้งหมดในการควบคุมการเดินรถไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ยังไม่รวมถึงอนาคตเราต้องประกอบ-ผลิตรถไฟเองได้ในอนาคต ไม่ใช่พอเกิดปัญหาขึ้นทุกเรื่องเราต้องวิ่งกลับไปหาผู้ผลิต และผมเชื่อว่าสักวันไทยจะใช้ระบบไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งตรงนี้ต้องหารือกับการไฟฟ้าด้วย อย่างเช่นที่มาเลเซียทำ จากที่เคยไปศึกษาดูงาน เขามีระบบพร้อมแล้วมีคนไทยเข้าไปเป็นหัวหน้าคุมอยู่ที่นั่น ถามว่าทำไมคนไทยไม่ทำงานในประเทศเรา เพราะเราไม่มีระบบ ไม่มีงานให้เขาทำ ซึ่งต้องเตรียมพร้อมหากเรามีโครงข่ายหมดทั้งเป็นไฟฟ้า กฟผ. ต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ไฟฟ้ามีเพียงพอรองรับได้ เราต้องพูดความจริงกัน ว่าทุกวันนี้ยังไม่มีการพูดให้ครบทุกมิติเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องมานั่งคิดวางแผน ถ้าวันนั้นคนไทยบางคนไม่เสียเวลามาตราหน้ารัฐบาลที่แล้วหรือเอาเรื่องคนเป็นตัวตั้งมากกว่ามองว่าประโยชน์จากโครงข่ายที่จะเกิดขึ้นในประเทศได้อะไร ค้านไม่เอาลูกเดียว เอาบุคคลมาเป็นอคติ

"ต้องบอกว่า 2 ล้านล้านวันนั้นเราได้เป็นเส้นเลย ครอบคลุมทั้งโครงข่าย แต่พอมาวันนี้คนที่พูดถึง 'ถนนลูกรัง' ก็ไม่ทราบว่าหายไปไหนแล้ว เราเสียเวลาไป 3 ปีเต็ม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันนี้ถ้าจะทำมีแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่ม-เงินเฟ้อ ประโยชน์ใช้สอยความเร็วลด เส้นทางสั้นลง ทุกอย่างช้าชะลอลง"

ประภัสร์ย้ำว่า สิ่งหนึ่งที่ยุครัฐบาลที่แล้วคิดไม่ใช่ให้รถไฟความเร็วสูงมาวิ่งในไทย เรามองไปถึงการวิ่งรถไฟความเร็วสูงแบบเชื่อมข้ามประเทศ ถ้าทำเส้นสั้นๆ แค่นี้ทำทำไม มันไม่คุ้มหรอก ต้องมองไปให้ไกล ทั่วโลกเขาดำเนินการอย่างไร เชื่อมประเทศกันยังไง

"ถ้าเราโฟกัสไม่มองเรื่อง 'คน' ในอดีต ผมเชื่อว่า 2 ล้านล้านที่คิดวันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย ผมรู้สึกเสียดายที่สุด เสียดายเวลา เสียดายสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศ เสียดายการรถไฟน่าจะพัฒนาไปเร็วกว่านี้ 3 ปีที่ผ่านมา"

ส่วนประเด็นเรื่อง "รถไฟรางคู่" ประภัสร์บอกอยากย้ำว่าถ้าเราทำ แต่ไม่มีระบบควบคุมสัญญาณ จะมีไปทำไม ทำรางคู่ไปก็ไร้ประโยชน์ เรายังมีปัญหาเรื่องทางตัด ทางข้ามรถไฟ เราจะคิดจะทำวันนี้เราต้องวางทั้งระบบ เครื่องกั้นทุกวันนี้ต้องมีคนประจำทุกจุดตัด ระบบคอมพิวเตอร์ไม่มี คนขับก็ต้องระวัง ชะลอความเร็วแต่ไกลๆ ต้องใช้น้ำมันมหาศาล ประชาชนยังเสี่ยงชีวิตและอันตรายอยู่

"อย่าไปทำถ้าไม่ทำหมด สิ่งเหล่านี้ผมไม่ได้พูดเอง ฝรั่ง, จีน, ญี่ปุ่นที่เขาอยู่ในวงการเขามองเรา เขาพูดให้ฟังว่าเป็นห่วงเรื่องนี้"

"ในฐานะที่เคยอยู่รถไฟ ผมอยากบอกว่า คนรถไฟเขาน้อยเนื้อต่ำใจ ว่า เมื่อก่อนเราเป็นผู้นำ เรามีรถไฟก่อนใคร เราต้องไปสอนถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับมาเลเซีย มาวันนี้เราต้องไปขอเขามาสอน เราในฐานะคนไทยก็รู้สึกแย่ ที่ไม่มีใครต่อเนื่องนโยบาย เปลี่ยนรัฐบาลไม่ควรเป็นจุด-หยุดเปลี่ยนโครงการ ไม่เช่นนั้นเราไปไกลมากแล้ว พูดแล้วเหมือนคนแก่นั่งบ่น เราต้องมาคิดใหม่แล้ว ไม่ต้องคิดแค่เรื่องซื้อแล้ว เราต้องคิดปรับเปลี่ยนเป็นผู้ยืนบนขาตัวเองให้ได้ อย่าไปอาศัยเงาคนอื่น อาศัยจมูกคนอื่นหายใจ เราต้องมีโครงสร้างต้องวางแผนทั้งระบบ"

"ในวงการรถไฟฟ้าเช่นกัน ไม่มีใครพูดโรงงานประกอบรถไฟฟ้า ทั้งที่เราเตรียมจะมีกันเป็น 10 สาย ในอดีต ผมเคยเรียกผู้เกี่ยวข้องประชุม และมีข้อมูลชี้แจงว่าหากเราจะตั้งโรงงานประกอบได้ต้องมีออเดอร์ 300 ตู้ขึ้นไป รัฐบาลกำลังจะทำ มีแผนแม่บทว่าจะทำกี่เส้น กี่กิโล เราเคยพูดมาหมดแล้ว เรื่องตั๋วร่วมก็เช่นกัน อยู่ในเงื่อนไขตอนทำสัญญากู้ด้วยซ้ำว่าต้องมีตั๋วใช้ร่วมได้ ถึงวันนี้เรายังไม่เห็น 'ข้าราชการ' น่าจะ 'รู้ดีที่สุด' ว่าทำไมไม่เกิดสักที"

ประภัสร์บอกอีกว่า ทุกวันนี้รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน มีผู้โดยสารมากขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างรายได้กับเป้าผู้โดยสารยังมีอยู่ ทำให้การเพิ่มขบวน เพิ่มความยาว และการบำรุงรักษา ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเช่นกัน หน่วยงานในกำกับต้องดูควบคุมมาตรฐานไม่ให้เกิดผลกระทบต่อมาตรฐานให้บริการและความปลอดภัยได้

"สังคมเราไปให้ความสนใจดราม่าอะไรกัน อย่างเรื่องก่อนหน้านี้ที่มีดราม่าในโซเชียลมีเดียถึงเรื่องเงินค่าล่วงเวลานายสถานีรถไฟที่ภาคใต้ก็เช่นกัน มันก็มีกระบวนการตรวจสอบ และมองว่าเรื่องพวกนี้ก็เป็นปัญหาจากคนในกันเองมากกว่า ไม่เช่นนั้นเรื่องคงไม่แดงออกมาข้างนอก ซึ่งต้องบอกว่าสมัยผมลงไปตรวจงานที่ใต้ มีคนเสนออย่างนั้นอย่างนี้ ต้องทำนั่นทำนี่ ผมบอกคนเหล่านั้นว่าให้ท่านมาอยู่ที่นี่สักเดือนหรือไม่ก็ไม่มีใครเอา 'ปัญหาเรื่องคน' จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณา"

สุดท้าย คุณประภัสร์ ในวัย 62 ทิ้งท้ายว่า เลิกคิดแล้วเรื่องที่จะลงในสนามการเมืองอีก เพราะเราย่ำอยู่กับที่เดิมมานานมาก มองว่ามันไม่ใช่ จังหวะไม่น่าเข้ามา และยิ่งมีแต่เรื่องราวแปลกๆ ก็ยิ่งทำให้ไม่สนใจ