You are here

CG and corruptions News - 14 September 2018

ปปท.รับคดีทุจริตพุ่งทุกปี ร้องเรียน1หมื่นเรื่องนับแต่ก่อตั้ง - โพสต์ทูเดย์

จี้รัฐเปิดเผยข้อมูลช่วยป้องกันทุจริต - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'หมอธี'จ่อชงนายกฯสอบวินัยร้ายแรง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ยึดแล้ว130ล้านเครือข่าย'สุทิพย์' - ไทยโพสต์

คอลัมน์ เสียงจากห้วงสำนึก: นาฬิกาบิ๊กป้อมใครจะตายแทน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: อินไซเดอร์หัวแข็ง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ จับอุณหภูมิโลก: โกงเกลื่อนโลก - สยามรัฐ

มาเลเซียฟัน'ทนายนาจิบ'ข้อหาฟอกเงิน - ไทยโพสต์

ปปท.รับคดีทุจริตพุ่งทุกปี ร้องเรียน1หมื่นเรื่องนับแต่ก่อตั้ง - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

ป.ป.ท.-กลุ่มอาเซียนขานรับคดีทุจริตพุ่งทุกปี พบ ขรก.ระดับสูงโกงซับซ้อนขึ้น

โพสต์ทูเดย์ - ป.ป.ท.-กลุ่มอาเซียนขานรับคดีทุจริตพุ่งทุกปี พบข้าราชการระดับสูงโกงซับซ้อนมีเงินจ้างทนายเก่งสู้คดี

พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ ป.ป.ท.ก่อตั้งขึ้น (ปี 2551) มีเรื่องร้องเรียนเข้ามา 1 หมื่นเรื่อง และมีคดีที่รับดำเนินการ 3,000 เรื่อง มีทั้งคดีอยู่ในชั้นไต่สวน คดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคดีที่ต้องยุติการไต่สวนไปไม่ถึงชั้นอัยการ เนื่องจากไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงถึงผู้ทำผิด

เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า ควรนำมาตรการทางวินัยและอาญามาใช้แก้ปัญหาก่อน ในขณะที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นทั่วโลก และต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในระดับอาเซียน เนื่องจากการทุจริตเป็นปัญหาสำคัญและเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังนำไปสู่ปัญหาก่อการร้าย ยาเสพติด ซึ่งแต่ละประเทศมีกลไกการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ พ.ท.กรทิพย์ กล่าวเรื่องนี้ระหว่างเปิดเวทีป้องกันการทุจริตของพลเมืองอาเซียน โดยมีผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนประจำประเทศไทย 8 ประเทศเข้าร่วม

นายภูมิวิศาล เกษมศุข ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีคดีนักลงทุนชาวยุโรปเข้ามาร้องเรียนกรณีถูกเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ฉ้อโกงทรัพย์สิน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ ยังมีคดีนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกเจ้าหน้าที่เทศกิจเรียกปรับเงินจำนวน 3 หมื่นบาท กรณีทิ้งก้นบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งคดีดังกล่าวได้ส่งอัยการฟ้องไปแล้ว ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เทศกิจได้ถูกหน่วยงานต้นสังกัด คือ กทม. ให้ออกพ้นจากหน้าที่ทั้ง 3 นาย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์นักลงทุนต่างชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นการโทรเข้ามาขอรับคำปรึกษาเฉลี่ยเดือนละประมาณ 100 สาย กรณีถูกเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์ แต่ไม่กล้าเข้ามายื่นเรื่องร้องเรียนจริง เนื่องจากเกรงว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาจะเกิดขึ้นกับนักธุรกิจที่ทำกิจการร้านอาหาร โรงเรียนสอน ดำน้ำในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว

ขณะที่นางสุรยา พอซี อัครราชทูต ที่ปรึกษามาเลเซียประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ของประเทศล้วนมาจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ที่อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียถูกจับกุมข้อหาทุจริต เมื่อค้นบ้านพักพบว่ามีการซุกซ่อนเงินสดจำนวน 1,000 ล้านบาท และยังมีเงินสกุลอื่นๆ อีกจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องยากที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ ในการตรวจสอบปัญหาทุจริตจะต้องสู้กับอดีตนายกฯ ซึ่งมีเงินในการว่าจ้างทนายเก่งๆ จากทั่วโลกมาต่อสู้คดีในชั้นศาล

ด้าน นายอับดุลเลาะห์ ซัลคิฟลี ที่ปรึกษาประจำสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในอินโดนีเซียพบปัญหาว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตในคดีเรียกรับสินบนในวงเงิน 2.5 ล้านบาท ซึ่งเรามีหน่วยงานคล้าย ป.ป.ช.ของไทย

นอกจากนี้ ยังพบว่าคดีทุจริตคอร์ รัปชั่นมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2558 มีจำนวน 56 คดี ปี 2559 มี 99 คดี และปี 2560 จำนวน 114 คดี สำหรับผู้ที่กระทำความผิดในเรื่องดังกล่าว และถูกตัดสินดำเนินคดีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐสภาและผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นโฆษกรัฐบาลถูกตัดสินให้จำคุก 15 ปี ในข้อหาคัดลอกข้อมูลประชาชน ส่วนเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องอีก 41 คน ก็ถูกดำเนินคดีด้วย

จี้รัฐเปิดเผยข้อมูลช่วยป้องกันทุจริต - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน360 - "วิษณุ" ปาฐกถาพิเศษ จี้หน่วยงานรัฐ เปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มมากขึ้น หวังประชาชนช่วยตรวจสอบ ป้องกันทุจริต เชื่อรัฐจับมือประชาชนร่วมต้านสังคมไทยไร้โกง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาทางวิชาการประจำปีของการประกาศ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ประจำปี 2560 พร้อมทั้งปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ราษฎร์-รัฐ ร่วมใจ สังคมไทยไร้ทุจริต"ตอนหนึ่งว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว กฎหมายดังกล่าว มีความหมาย และกฎหมายยิ่งมีฤทธิ์ และมีส่วนดีในการปกครองประเทศ โดยมีหลักสำคัญ 5 หลักเวลานี้ คือ ร่างกฎหมายดังกล่าวทำให้เป็นความจริง คือ 1. หลักสิทธิมนุษยชนที่จะได้รับรู้ 2. ประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในการครอบครองของรัฐ 3. รัฐมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะกับประชาชน หากไม่เปิดเผย จะถือว่าบกพร่อง 4. หลักธรรมาภิบาล หรือหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คือ นิติธรรม คุณธรรม หลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ หลักการมีส่วนร่วม และคุ้มทุน คุ้มค่า และ 5. การบริหารราชการ 4.0 หรือ รัฐบาล 4.0 ทั้งนี้ นายกฯ สั่งทุกส่วนราชการเปิดเผยข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ เช่น ข้อมูลผลงาน และข้อมูลที่เป็นความรู้ เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยนำไปใส่ในแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถกดดูจากโทรศัพท์มือถือได้ เพื่อเป็นประโยชน์และ เป็นความรู้สำหรับประชาชน โดยที่ไม่ต้องเดินไปยังหน่วยงานต่างๆ หน่วยงานไหนมีการเปิดเผยข้อมูลมาก เสนอข้อมูลเป็นประโยชน์ให้ประกาศเกียรติคุณ เกียรติบัตรในอีก 2 เดือน ขณะเดียวกันมีการสำรวจตรวจสอบหน่วยงานงบประมาณระดับโลกพบว่าประเทศไทยในเวลาที่ผ่านมามีการเปิดข้อมูลในด้านงบประมาณน้อยมาก โดยเฉพาะหน่วยงาน ต่างๆ เปิดเผยในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง และการเบิกจ่าย น้อยมาก จึงควรเปิดเผยให้มากขึ้นเพื่อให้ประชาชนรับรู้สามารถนำไปตรวจสอบเป็นประโยชน์ในการป้องกันการทุจริตด้วย

"เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ทุกอย่างเปิดเผยจะปกปิด ลับลวงพราง จะซ่อนเร้นไม่ได้ ประชาชนได้ข้อมูลมาสามารถนำมาใช้ตรวจสอบรัฐบาล หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเป็นมาตรการหนึ่ง ช่วยสกัดกั้นกลโกงทั้งหลายได้เป็นอย่างดี และนำไปสู่การต่อต้านการทุจริต คดโกง ฉะนั้นการที่บอกว่าจะต้องร่วมมือร่วมใจป้องกันการทุจริตมีหลายวิธี แต่หนึ่งในวิธีป้องกันคือ กฎหมายข้อมูลข่าวสาร ที่รัฐ และราษฎร์ ร่วมมือกันในการที่จะต่อต้านการทุจริต ให้สังคมไทยไร้ทุจริต" นายวิษณุ กล่าว.

'หมอธี'จ่อชงนายกฯสอบวินัยร้ายแรง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน360 - "หมอธี" เผยเตรียมลงนามเสนอนายกฯ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง มี "อดีตเลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา" และผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 20 ราย เอี่ยวทุจริตอควาเรียมหอยสังข์

วานนี้ (13 ก.ย.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการก่อสร้างโครงการสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียมหอยสังข์ ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ อ.เมือง จ.สงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หลังจากที่ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้สรุปผลการสืบสวนทั้งสองเฟสมาแล้ว

"จากผลสรุปการตรวจสอบก็มีข้าราชการระดับสูงที่รับผิดชอบเรื่องนี้ผิดวินัยร้ายแรง ดังนั้น ผมก็จะเสนอนายกฯ ตั้ง คณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ตามข้อสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบส่วนที่พบข้อมูลใหม่ที่ส่อไปในทางทุจริตเพิ่มเติม เช่นมีการรับเงินล่วงหน้าโดยที่ยังไม่มีการทำข้อตกลงความร่วมมือรองรับ และการเซ็นอนุมัติการดำเนินแก้ไขงวดงานในโครงการ โดยรองเลขาธิการ กอศ.แทนเลขาธิการ กอศ.นั้น ผมจะไม่รอผลการตรวจสอบจะขอส่งให้นายกฯ ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยผู้ที่ถูกชี้มูลก่อน ส่วนหลังการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว หากใครที่ยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม ก็จะต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันและปราบทุจริตในระบบราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ายออกจากตำแหน่งส่วนใครไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิม ก็ให้อิสระ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ไม่มีการแกล้งใคร"นพ.ธีระเกียรติ กล่าว.

ยึดแล้ว130ล้านเครือข่าย'สุทิพย์' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

ขอนแก่น * เรียกสอบอีก 7 คนพัวพันแก๊งอดีต ผบก.เลยตุ๋นลูกน้องและชาวบ้าน มีทั้งอดีต ขรก.และนักธุรกิจ ขณะเดียวกันเตรียมขอศาลออกหมายจับอีก 6 คน รอง ผบ.ตร.คุมคดีใกล้ชิด

ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จ.ขอน แก่น เวลา 11.00 น. วันที่ 13 กันยายนนี้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุระชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง รอง ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ หักพาล รอง ผบช.ทท. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนผู้เสียหายและผู้ที่มีส่วนพัวพันในคดีการทุจริต โครงการรวมหนี้และบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย ที่ผลการสืบสวนพบว่าเชื่อมต่อเครือข่ายคดีแชร์ลูกโซ่ ซึ่งมี พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อดีต ผบก.ภ.จว.เลย เป็นผู้ต้องหารายสำคัญ

โดยที่ในวันนี้ พนักงานสอบสวนร่วม บช.ภ.4 และ สตช.ได้เรียกสอบปากคำเพิ่มเติม 7 คน ก่อนพิจารณาว่าจะตั้งข้อหาหรือกันไว้เป็นพยาน ประกอบด้วยข้าราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม 4 คน เป็นข้าราชการไม่ทราบสังกัด 2 คน และนักธุรกิจ 1 คน โดยในช่วงของการสอบสวนนั้น ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวหรือสังเกต การณ์แต่อย่างใด

พล.ต.อ.รุ่งโรจน์กล่าวว่า คดีนี้มีการเอาผิด พล.ต.ต.สุทิพย์ พร้อมพวกไปแล้ว 4 คน ประกอบด้วย พล.ต.ต.สุทิพย์, พ.ต.อ.เฉลิมพล ยอดประทุม ผกก.อก.ภ.จว.เลย, น.ส.ธิญาดา วิภาวรกานต์ อายุ 40 ปี และนายเกรียงไกร เกตพิบูลย์ อายุ 36 ปี ยึดอายัดทรัพย์สินจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในจังหวัดต่างๆ ทั้งที่กรุงเทพฯ, นนทบุรี, เชียงใหม่, อุดรธานี และขอนแก่น รวมแล้วกว่า 130 ล้านบาท ซึ่งจากการสอบสวนยังคงพบว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งอดีตข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม, ศาล และหน่วยงานอื่น รวมถึงนักธุรกิจอีกหลายราย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับอีก 6 คน

พล.ต.อ.รุ่งโรจน์กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทำงานมีความคืบหน้าไปมาก โดยตำรวจได้ทำงานร่วมกับ ปปง.ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินและที่มาของเงิน ว่าได้มาอย่างไร ใครถ่ายโอนให้ใคร หรือส่งมอบให้ใคร ทั้งหมดจะต้องถูกตรวจสอบ โดยเฉพาะการโอนเงินในยอดสูงๆ ถ้าตอบไม่ได้ก็ถูกยึดอายัดไว้.

คอลัมน์ เสียงจากห้วงสำนึก: นาฬิกาบิ๊กป้อมใครจะตายแทน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ

ไม่กี่วันก่อนผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ระบุให้ พล.อ.ประวิตร นำนาฬิกาทั้ง 25 เรือนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตรวจสอบยี่ห้อ รุ่น และหมายเลขประจำตัวเรือนว่า ไม่ใช่ของตัวเอง และคืนไปหมดแล้ว

ผมคิดว่า คดีนี้เป็นคดีที่แปลกมากผิดกับมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช.ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

หลังจากสอบสวนกันมาตั้งแต่ต้นปีแต่แทบจะไม่มีความคืบหน้าเลย เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2561 มีรายงานคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานให้ที่ประชุม ป.ป.ช. รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงว่า ได้สอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีครบถ้วนแล้ว แต่จะขอให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ทำหนังสือไปยังบริษัทแม่ที่อยู่ต่างประเทศที่เป็นผู้ผลิตนาฬิกาหรูเรือนต่างๆ เพื่อขอข้อมูลหมายเลขซีเรียลนัมเบอร์นาฬิกาหรู เพื่อพิสูจน์ว่า มีใครเป็นผู้ซื้อนาฬิกาตัวจริง

เนื่องจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาหรูในประเทศไทย ไม่ยอมให้ข้อมูลเรื่องซีเรียลนัมเบอร์ว่า ใครเป็นผู้ครอบครองที่ แท้จริง ทำให้ ป.ป.ช.ยังไม่สามารถพิจารณาว่า จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนในเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่

ต่อมาวันที่ 20 ก.ค. 2561 นายวิทยา อาคมพิทักษ์ ยืนยันว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบกรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร อย่างตรงไปตรงมา และจะไม่นำกรณีการรอข้อมูลจากต่างประเทศมาใช้เพื่อยื้อเวลา จึงทำให้ไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาในการสรุปได้ ซึ่งขณะนี้ถือได้ว่ายังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม หากในท้ายที่สุด คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ได้รับข้อมูลจากต่างประเทศ ก็สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลภายในประเทศ ใช้พิจารณาสรุปผลได้

ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ที่เคยทำงานกับ พล.อ.ประวิตรระบุกรณีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตั้งข้อสังเกตมีการยื้อตรวจสอบนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร ว่า เป็นเรื่องธรรมดา และเป็นความเห็นของบุคคล แต่ถือเป็นสิ่งที่ดีมีการช่วยเตือน

พร้อมชี้แจงกรณีที่ไม่สามารถขอข้อมูลนาฬิกาจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยได้ ว่า ไม่ใช่ว่าขอไม่ได้ แต่เพราะตัวแทนประเทศไทยไม่มีข้อมูล โดย ป.ป.ช.ได้สอบถามข้อมูลซีเรียลนัมเบอร์ของนาฬิกาเรือนต่างๆ แต่เขาแจ้งว่าไม่มีข้อมูล ไม่ได้ขายนาฬิการุ่นนี้ ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องขอข้อมูลจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ซึ่งยอมรับว่าต้องเสียเวลา แต่ถ้าไม่ขอไปก็จะไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน และตอบไม่ได้ว่าบริษัทแม่จะให้ข้อมูลหรือไม่

สรุป ป.ป.ช.จะเป็นฝ่ายหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่านาฬิกาที่พล.อ.ประวิตรสวมใส่ติดต่อกันยาวนาน จำนวนหลายเรือนมูลค่ารวมกันหลายสิบล้านบาทนั้นเป็นของพล.อ.ประวิตรจริงหรือไม่ และถึงตอนนี้ยังหาหลักฐานไม่ได้ ถ้าหาไม่ได้ก็มีทีท่าว่าจะจบ

ป.ป.ช.ยืนยันว่า บริษัทต่างประเทศไม่ให้ความร่วมมือ พล.อ.ประวิตรก็ยืนกรานอย่างเดียวว่านาฬิกายืมเพื่อนมา

ตรงนี้แหละที่ผมว่ามันแปลก เข้าใจครับว่า การทำงานของ ป.ป.ช.เป็นระบบไต่สวน แต่ถามว่าที่ผ่านมา ป.ป.ช.ทำงานอย่างไร คำตอบคือ เมื่อมีเหตุสงสัย ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดไปก่อน แล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาหาหลักฐานมาพิสูจน์ตัวเอง แต่กรณีกับเรื่องที่ไม่ได้ ซับซ้อนอะไรเช่นนี้แปลกมากที่ ป.ป.ช.กลับทำให้มันยุ่งยากไปได้ จนผ่านมาหลายเดือนแล้ว สำหรับวิญญูชนทั่วไปมันมีเหตุเกินสงสัยแล้ว

ลองถามชาวบ้านสิครับว่าเขาคิดอย่างไร เขาสงสัยมั้ย แล้วทำไม ป.ป.ช.จะไม่สงสัยเลย

ถึงตรงนี้ขั้นแสวงหาข้อเท็จจริงมันเพียงพอแล้วครับ แจ้งข้อกล่าวหาแล้วให้ พล.อ.ประวิตรหาหลักฐานมาพิสูจน์ด้วยตัวเองในขั้นไต่สวนข้อเท็จจริงได้แล้วครับ ว่าเป็นของเพื่อนจริงๆ ไม่ใช่อ้างด้วยวาจาอย่างเดียว

แล้วถามว่า กรณีแบบนี้ ป.ป.ช.ไม่เคยมีตัวอย่างเลยหรือว่าเคยทำอย่างไร ต่อไปใครมีทรัพย์สินเกินฐานะก็ใช้วิธีนี้กันหมด เมื่อถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ก็บอกว่ายืมเพื่อนมา แล้วให้ ป.ป.ช.ไปหาหลักฐานเอาเองว่ายืมเพื่อนมาจริงไหม

แล้วถามในกรณีคล้ายกันที่นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ถูกสอบสวนว่าร่ำรวยผิดปกติ ภรรยาของปลัดสุพจน์มีรถใช้อยู่คันหนึ่ง แล้วพยายามต่อสู้ว่า เป็นรถของคนอื่นที่ให้ยืมมา แถมมีเอกสารทางราชการด้วยว่ารถเป็นชื่อของนายที่อ้างจริง แต่กรณีนั้น ป.ป.ช.ไม่เชื่อและศาลก็ไม่เชื่อ

ทั้งๆ ที่ความเป็นไปได้ในการยืมรถหรือให้รถใช้นั้นมีความเป็นไปได้มากกว่าการให้ยืมนาฬิกาใส่กันซึ่งแทบจะไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ถึงจะยืมจริง พล.อ.ประวิตรนั่นแหละต้องไปหาหลักฐานมายืนยัน

ที่สำคัญคือ หลักเรื่อง "ประโยชน์อื่นใด" ของมาตรา 103 แห่งกฎหมาย ป.ป.ช.

มาตรา 103 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึงสองปีด้วยโดยอนุโลม

นอกจากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เรื่องการรับทรัพย์สินอื่นใดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมาตรา 103 อธิบายว่า "ประโยชน์อื่นใด" หมายความว่า สิ่งที่มีมูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน

ถ้าจะชี้มูลว่า พล.อ.ประวิตรไม่มีความผิด เพราะ ป.ป.ช.หาหลักฐานมาไม่ได้ ป.ป.ช.ช่วยอธิบายด้วยนะครับว่า ไม่ขัดกับมาตรา 103 นี้อย่างไร

อย่าลืมว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่อ้างว่า มีกฎหมายลูกของ ป.ป.ช.เขียนบทเฉพาะกาลไว้ให้ดำรงต่อ เมื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่บอกว่า ไม่ขัด

ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะจำได้ว่าที่ผมเรียนชั้นประถมปีที่ 3 เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ครูสอนว่า กฎหมายและบทบัญญัติใดจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่กลับเขียนกฎหมายลูกเพื่อยกเว้นกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งเราก็คงต้องยอมรับ เพราะไม่มีทางเลือกอื่น

ที่สำคัญ ป.ป.ช.ชูสโลแกนว่า "ไม่ยอม ไม่ทน ไม่เฉย" ต่อการทุจริต ก็ช่วยแสดงให้เห็นหน่อยว่าคิดเช่นนี้จริงไหม หรือมีข้อยกเว้นถ้าเกิดกับบางคน

กรณีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร ก็ต้องดูนะครับว่า ป.ป.ช.จะทำอย่างไร สุดท้ายแล้วอาจมีมติชี้มูลความผิดแล้วให้ พล.อ.ประวิตรหาหลักฐานมาพิสูจน์อย่างที่ผมว่า

หรือไม่ก็อ้างว่าหาหลักฐานมากล่าวหา พล.อ.ประวิตรไม่ได้แล้วก็จบกันไป

ถ้าเป็นกรณีหลัง พล.อ.ประวิตรอาจจะรอดจากข้อกล่าวหาได้ แต่คิดว่า ป.ป.ช.ชุดนี้ องค์กร ป.ป.ช.ทั้งระบบจะรอดหรือตายก็ลองหาคำตอบกันดู.

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: อินไซเดอร์หัวแข็ง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

สุนันท์ ศรีจันทรา

แต่ละปี สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะกล่าวโทษกรรมการหรือฝ่ายบริหารบริษัทจดทะเบียน ในความผิดการข้อมูลภายในแสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายหุ้น (อินไซเดอร์เทรดดิ้ง) หลายคดี ซึ่งผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่ มักจำนนต่อหลักฐาน ยินยอมจ่ายค่าปรับในทางแพ่งเพื่อปิดคดีในชั้น ก.ล.ต.

แต่ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา อินไซเดอร์หลายรายดื้อแพ่งกับมาตรการลงโทษในทางแพ่ง ไม่ยอมชำระค่าปรับตามที่ ก.ล.ต.กำหนด โดยพร้อมที่จะถูกฟ้องร้องในชั้นศาล และไม่สะทกสะท้านที่จะถูกส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันการ ฟอกเงิน (ปปง.) สอบสวนพฤติกรรม

ล่าสุดเกิดขึ้นกรณี 2 อดีตผู้บริหาร บริษัท อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC

นายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายธนวัฒน์ จันทร์สุวรรณ อดีตผู้บริหาร IFEC ถูก ก.ล.ต.ลงโทษปรับพร้อมเรียกคืนผลประโยชน์ที่ได้จากการกระทำผิด ในความผิดใช้ข้อมูลภายในแสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายหุ้น โดยปรับนายศุภนันท์พร้อมส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับรวมเป็นเงิน 22.89 ล้านบาท ส่วนนายธนวัฒน์ต้องชำระเงินจำนวน 4.16 ล้านบาท

แต่อดีตผู้บริหาร IFEC ทั้งสองรายดื้อแพ่ง ไม่ยอมชำระค่าปรับตามเวลาที่กำหนด ซึ่ง ก.ล.ต.จะต้องดำเนินขั้นตอนต่อไปคือ ส่งเรื่องให้อัยการฟ้องทางแพ่งในอัตราโทษสูงสุด รวมทั้งให้ ปปง.เข้ามาสอบพฤติกรรมการฟอกเงิน

ความผิดเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหุ้น อยู่ในมูลฐานความผิดของการฟอกเงิน และ ปปง.มีอำนาจตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้กระทำ ความผิด

ก่อนหน้านี้มีอดีตผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนบางราย ไม่จ่ายค่าปรับในทางแพ่งในความผิดไซเดอร์เทรดดิ้ง ยอมให้ ก.ล.ต.ส่งเรื่องให้อัยการพิจารณาฟ้องทางแพ่ง รวมทั้งการถูก ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน

การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น เป็นการเอารัดเอาเปรียบนักลงทุนทั่วไป โดยการใช้ข้อมูลภายในแต่ละกรณี อาจกอบโกยผลประโยชน์นับร้อยล้านบาท ซึ่งควรถูกลงโทษอย่างหนัก

แต่ ก.ล.ต.เลือกที่จะดำเนินมาตรการทางแพ่งลงโทษโดยปรับและเรียกคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น รวมทั้งขึ้นบัญชีดำ ห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทจดทะเบียนซึ่งมักจะกำหนดเพียง 1 ปี

การใช้มาตรการทางแพ่ง ถือเป็นบทลงโทษที่เบาแล้ว แต่อินไซเดอร์หลายรายยังไม่ยอมชำระค่าปรับ เพื่อไถ่โทษความผิด สะท้อนให้เห็นว่า บทลงโทษของ ก.ล.ต. ไม่ได้ทำให้ผู้กระทำความผิดเกรงกลัวแต่อย่างใด

ยังไม่รู้ว่าความผิดคดีอินไซเดอร์เทรดดิ้งประมาณ 2-3 คดี ซึ่งผู้กระทำผิดที่ไม่ยอมรับบทลงโทษ ไม่จ่ายค่าปรับ หลังจาก ก.ล.ต.ส่งเรื่องให้อัยการฟ้องทางแพ่ง และให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว บทสรุปจะออกมาอย่างไร

อินไซเดอร์จะจ่ายค่าปรับเพิ่มหรือไม่ หลังคดีสิ้นสุดตามคำพิพากษาของศาล และ ปปง.จะตรวจสอบพบความผิดปกติของเส้นทางการเงินหรือไม่

เพราะถ้าคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลแล้ว จ่ายค่าปรับต่ำกว่าค่าปรับที่ ก.ล.ต.เรียก และ ปปง.ไม่พบความผิดการฟองเงิน ต่อไปอินไซเดอร์จะไม่ให้ความสำคัญกับบทลงโทษของ ก.ล.ต. และขอไปสู้คดีศาลดีกว่า

นอกจากนั้น พฤติกรรมอินไซเดอร์เทรดดิ้งที่มีอยู่แล้ว อาจลุกลามมากขึ้นไปอีก เพราะไม่มีใครกลัวความผิด

มาตรการลงโทษทางแพ่งในความผิดการใช้ข้อมูลภายในฯ อาจต้องทบทวนกันใหม่ โดยใช้ยาแรงขึ้น กำหนดบทลงโทษที่หนักขึ้น และอาจยกระดับไปสู่การลงโทษทางอาญา เพื่อให้เหล่ามิจฉาชีพที่ชอบใช้ข้อมูลภายในเอารัดเอาเปรียบนักลงทุนเกิดความยำเกรง

เพราะบทลงโทษทางแพ่ง เอาพวกอินไซเดอร์ไม่อยู่แล้ว.

คอลัมน์ จับอุณหภูมิโลก: โกงเกลื่อนโลก - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

คงต้องร้ายกาจ แถมยังระบาดกันไปทั่ว จน "หัวแถว" ขององค์การระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง "สหประชาชาติ" หรือ "ยูเอ็น" ก็ยังเอ่ยปาก

สำหรับ การทุจริตคอร์รัปชัน กินสินบาท คาดสินบน ฉ้อฉล โกงกันอย่างกว้างขวาง แถมยังกว้างขวางระดับโลกเลยทีเดียว

โดย "นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส"ซึ่งดำรงตำแหน่ง "เลขาธิการสหประชาชาติ" หรือ "ยูเอ็น" กล่าวถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อช่วงสัปดาห์นี้ โดยระบุว่า หากคิดเป็นเม็ดเงินของการทุจริตคอร์รัปชันทั่วโลกในแต่ละปี ก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือคิดเป็นถึงร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก หรือจีดีพีโลก กันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ การทุจริตคอร์รัปชันที่ว่า ก็ครอบคลุมไปถ้วนทั่วทุกวงการ คือ มีการโกงกินกันอย่างทั่วหน้า

ไม่เว้นแม้กระทั่ง กองทุนที่เกี่ยวกับโรงเรียน หรือการศึกษา ของพวกเด็กๆ รวมไปจนถึงที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล แบบชนิดที่เรียกว่า โกงกินกับคนป่วยที่กำลังทุกข์ทรมาน

ส่วนองค์กร สถาบันด้านสาธารณะอื่นๆ แทบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะฉ้อฉลกัน จนเป็นที่รับรู้ไปทั่ว

"เลขาธิการยูเอ็น" ยังแจกแจงถึงตัวเลขเม็ดเงินทุจริตคอร์รัปชันด้วยว่า2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ข้างต้นนั้น ในจำนวนนี้แบ่งเป็นเฉพาะ "เงินสินบน" ที่ให้กัน "ใต้โต๊ะ" ระหว่างกันและกัน ก็มีจำนวนถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าไปแล้ว หรือคิดเป็นเกือบ2 ใน 3 กันเลยทีเดียว

พร้อมกันนี้ บอสใหญ่ในองค์การระหว่างประเทศแห่งนั้น ยังระบุด้วยว่าทุจริตคอร์รัปชัน อันฉ้อฉล มีอยู่ด้วยอย่างถ้วนทั่วทุกประเทศ (All Countries)

ไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวย หรือยากจน ประเทศทางซีกโลกเหนือ หรือขั้วโลกใต้ ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือที่กำลังพัฒนา ล้วนถูกปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เขมือบกินเอาทั้งสิ้น

นอกจากนี้ นายกูเตอร์เรส ยังได้กล่าวเตือนว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่กลืนกินไปถ้วนทั่วทุกประเทศ จะส่งผลร้ายที่มิใช่แต่เฉพาะในความเลวร้ายของตัวมันเองเท่านั้น แต่ทว่า มันยังส่งผลกระทบ ในการที่จะก่อปัญหาอื่นๆ ให้บังเกิดขึ้นตามมา โดยมันอาจจะเป็นเหตุปัจจัยในพลังขับเคลื่อนของความขัดแย้งทางการเมือง สถาบันทางสังคมต่างๆ ตามมา จนนำมาซึ่งการปะทะให้ภินท์พัง ล่มสลายทางการเมือง และสถาบันทางสังคมต่างๆ ที่ว่านั้นได้

บิ๊กบอสของยูเอ็น ยังหยิบยกตัวอย่างผลพวงจากความเลวร้ายต่างๆ อันสืบเนื่องมาจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นเหตุปัจจัยด้วยว่า เช่น ความรุนแรงความไร้เสถียรภาพที่บังเกิดขึ้น ในแต่ละประเทศ การลักลอบค้าอาวุธสงคราม การแพร่ระบาดของยาเสพติดเป็นต้น

ทั้งนี้เลขาธิการแห่งสหประชาชาติได้หยิบยกประเด็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชันขึ้นมาหารือในเวทีการประชุมของ"คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ" หรือ "ยูเอ็นเอสซี" ซึ่งมีขึ้น ณสำนักงานใหญ่ของยูเอ็น มหานครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้

โดยในการประชุมดังกล่าว มี "นางนิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ" ทำหน้าที่เป็น "ประธานการประชุม" และในที่ประชุมฯ ก็เห็นว่า ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในประเทศต่างๆ ที่ "นายกูเตอร์เรส" ก็ได้ส่งซิกสะกิดเตือนให้บรรดาผู้นำของประเทศ ทั้งหลาย ได้ตระหนักถึงพิษภัยในปัญหา ทุจริตคอร์รัปชันที่กำลังเผชิญอยู่นอกจากยูเอ็น ภายใต้การนำของบอสใหญ่อย่างนายกูเตอร์เรสแล้วก็ยังมี "องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ" หรือ "ทีไอ (TI : Transparency International)" ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี ได้ออกมาสะกิด ติติงเตือนถึงเรื่องปัญหาทุจริตคอร์ รัปชันด้วยเช่นกันโดยพุ่งประเด็นไปที่การให้ "สินบาท คาดสินบน" ซึ่งมีขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลกเป็นประการสำคัญ

"ทีไอ" ระบุว่า เกินกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่เลยทีเดียว ที่ล้มเหลวต่อสกัดขัดขวาง หรือละเลยต่อปัญหาการติดสินบนโดยเฉพาะการติดสินบนที่ประชาชนคนในประเทศของพวกเขาไปจ่าย "ใต้โต๊ะ"ในต่างประเทศ

ตัวเลขที่ว่า "เกินกว่าครึ่งหนึ่ง"ข้างต้น นั้นก็คือ ร้อยละ 52 ตามที่มีการสำรวจแล้วคำนวณตามหลักสถิติ

โดยการละเลยต่อปัญหาดังกล่าวก็ยังถือว่า ทางการของประเทศเหล่านั้นไม่เอาใจใส่ต่อการบังคับใช้ใน "อนุสัญญาต่อต้านการติดสินบนตามข้อมติขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือโออีซีดี ปี 2540"

ข้อกำหนดของอนุสัญญาข้างต้น ก็ระบุให้ "ชาติภาคีสมาชิก ต้องดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐของต่างประเทศที่เรียก-รับสินบน"

ทว่า ปรากฏว่า กลุ่มชาติผู้ส่งออกระดับชั้นนำเหล่านี้ละเลย ซึ่งชาติที่เป็นภาคีของอนุสัญญาข้างต้น เอ่ยชื่อมาแล้ว ก็ทำให้หลายคนอาจเกิดอาการ"อึ้ง" ไปตามๆ กัน เพราะมีอย่าง "ญี่ปุ่น"และ "ฟินแลนด์" สองประเทศที่ได้ชื่อว่าเข้มงวดกันเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับละเลย ถึงขั้นที่ "ทีไอ" ส่งเสียงตำหนิอย่างจังๆ แรงๆ ว่า ไม่ได้ตรวจสอบการทุจริตกันเลยทั้งๆ ที่ทั้งสองประเทศเป็นชาติสมาชิกภาคีของโออีซีดี

นอกจากนี้ ก็มี "เม็กซิโก" แต่ประเทศนี้แทบจะไม่ต้องพูดถึงเรื่องสินบน เพราะแม้จะเป็นชาติสมาชิกโออีซี

ดี การเรื่องสินบนก็มีกันเกลื่อนประเทศแถมยังไม่ตรวจสอบต่อประเด็นปัญหาข้างต้นตามอนุสัญญาฯ อีกต่างหาก

ขณะที่ ประเทศที่ไม่ได้เป็นชาติภาคีสมาชิกโออีซีดี แต่มีปัญหานี้อย่างหนักหน่วง และไม่ได้ตรวจสอบ ได้แก่จีนและอินเดีย สองประเทศยักษ์ใหญ่ด้านส่งออกดังที่รู้กัน

ส่วนกลุ่มประเทศผู้ส่งออก ที่ดำเนินการตามอนุสัญญาฯ ทาง "ทีไอ" ระบุว่า มีเพียงร้อยละ 27 เท่านั้น ได้แก่สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์และอิสราเอล โดยเฉพาะ "อิสราเอล"นั้นทาง "ทีไอ" ระบุในเชิงเอ่ยชมว่า ยังมีการทำสรุปคดีติดสินบนในต่างประเทศอีกต่างหากด้วย เรียกว่า ใส่ใจไม่ละเลยกันโดยแท้

ก็สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกระดับชั้นนำ ยังมีปัญหาเรื่องการติดสินบาท คาดสินบน ที่มิอาจจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้ต่อไป ทว่า ต้องเร่งแก้ไขสะสางกันโดยด่วน ตามอนุสัญญาฯที่กำหนดทิศทางกันไว้อยู่แล้ว

มาเลเซียฟัน'ทนายนาจิบ'ข้อหาฟอกเงิน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

กัวลาลัมเปอร์ * ทุจริตวันเอ็มดีบีลามถึงทนายความส่วนตัวของอดีตนายกฯ นาจิบ ราซัค คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตของมาเลเซียจับกุม "มูฮัมหมัด ชาฟี อับดุลลาห์" ทนายคู่ใจของนาจิบ โดยตั้งข้อหาฟอกเงินหลังจากพบว่าได้รับเช็คจากนาจิบเกือบ 75 ล้านบาท และยังปกปิดข้อมูลเมื่อขอคืนภาษี

การจับกุมและตั้งข้อหาทนายความวัย 66 ปีรายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนทุจริตในกองทุนวันมาเลเซียดีเวลอปเมนต์เบอร์ฮัด (วันเอ็มดีบี) ที่เดินเครื่องอย่างเต็มที่ภายหลังมหาเธร์ โมฮัมหมัด นำกลุ่มแนวร่วมฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งอย่างเหลือเชื่อ เมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งทำให้นาจิบถูกตั้งข้อ หาอาญา ทำผิดต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย, ฟอกเงิน และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เขา ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ศาลนัดเริ่มการพิจารณาคดีวันที่ 12 กุมภาพันธ์ปีหน้า

รัฐบาลของมหาเธร์ยังติดตามเงินและ ทรัพย์สินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายจากการยักยอกกองทุนนี้ แต่ล่าสุด ลิม กวน เอ็ง รัฐมนตรีคลังมาเลเซีย ยอมรับว่า การทวงคืนทรัพย์สินคืบหน้าช้ามากกว่าที่คาด และในความเป็นจริง อาจนำทรัพย์สินกลับคืนมาได้เพียง 30%

รายงานของรอยเตอร์และเอเอฟพี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2561 กล่าวว่า ชาฟีโดนจับกุมที่สนามบินเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ขณะเตรียมขึ้นเครื่องเดินทางภายในประเทศ เพื่อไปทำคดีอีกคดีหนึ่ง เขาถูกแจ้งข้อหาฟอกเงิน 2 กระทง และแจ้งภาษีเงินได้เป็นเท็จอีก 2 กระทง

เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปราบปรามการทุจริตรายหนึ่งบอกกับเอเอฟพีว่า ชาฟีถูกกล่าวหาว่ารับเช็คจากนาจิบ 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 9.5 ล้านริงกิต (ราว 74.8 ล้านบาท) โดยฉบับหนึ่งเข้าบัญชีของเขาเมื่อปี 2556 และอีกฉบับในปี 2557 นอกจากนั้น เขายังไม่ได้แจ้งทรัพย์สินที่ได้มานี้ในเอกสาร ยื่นขอคืนภาษีเงินได้ในปีนั้น

ชาฟีปฏิเสธข้อกล่าวหา และได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 1 ล้านริงกิต (7.87 ล้านบาท) หากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหาฟอกเงิน เขาอาจถูกจำคุกสูงสุดกระทงละ 5 ปี และเสียค่าปรับ 5 เท่าจากยอดเงิน หรือสูงสุด 5 ล้านริงกิต

โคปาล ศรี ราม อัยการ กล่าวว่า คดีของทนายความผู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนการทุจริตในวันเอ็มดีบี แต่เขาไม่กล่าวชัดว่าเงินที่ชาฟีได้มานั้น มาจากการทุจริตวันเอ็มดีบีหรือไม่

ฝ่ายตรงข้ามของชาฟีกล่าวกันว่า เงินเหล่านี้เป็นค่าว่าความที่ได้จากนาจิบ จากการดำเนินคดีกับอันวาร์ อิบราฮิม ประธานของพรรคฝ่ายค้าน ปาร์ตี เคดิลัน รัคยัค (พีเคอาร์) ซึ่งถูกจำคุกเมื่อปี 2558 จากความผิดฐานร่วมเพศทางทวารหนัก ชาฟีปฏิเสธคำกล่าวอ้างนี้ อันวาร์ได้รับอิสรภาพเมื่อเดือนพฤษภาคมภายหลังมหาเธร์ ซึ่งเป็นคู่ปรับของเขาชนะการเลือกตั้ง และตอนนี้เขาอยู่ระหว่างรอคอยรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ที่มหาเธร์.