You are here

CG and corruptions News - 16 June 2017

ประวิตรปัดโจ๊กเอี่ยวตั้งตร. ชงตั้งคณะกรรมการสอบ คลายปมซื้อขายตำแหน่งสีกากีให้โปร่งใส - โพสต์ทูเดย์

โบรกหนุนตั้งCMDF ห่วงบอร์ดไม่ใช่คนตลาดทุนใช้เงินผิด เปิดเฮียริ่งเงินกองทุนบลจ. - โพสต์ทูเดย์

สอบวินัย2ขรก.เอี่ยวงาบเงินทอนวัดปปช.แฉโมเดลโกงทั่วปท.โอนเงินเกินเรียกคืนหัวคิว - แนวหน้า

'วัฒนา'เชื่อป.ป.ช.ชี้มูลบ้านเอื้ออาทรเป็นเรื่องการเมืองสั่งเร่งคดีปิดปาก - มติชน

Surapong freed on bail as Supreme Court agrees to hear case - THE NATION

สมาคมผู้นำเข้าฯ แสดงจุดยืนดำเนินธุรกิจโปร่งใส - แนวหน้า

แฉ 3 นายพล'ฟาร์มโชคชัย'คุมตั๋วตำ รวจ 'ปิดหลุม'ซื้อขายดึงอำนาจภาคจัดเอง!? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ช่วยกันคิดเพื่อบ้านเมือง: เห็นทีต้องใช้เงินล่อซื้อให้คาหนังคาเขา - แนวหน้า

Bangkok Post: Is panel probe a whitewash? - BANGKOK POST

แบบอย่างไม่มี..เด็กดีเกิดยาก! มองทุจริตผ่าน'หนัง-เกม-โพลล์' - แนวหน้า

ประวิตรปัดโจ๊กเอี่ยวตั้งตร. ชงตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คลายปมซื้อขายตำแหน่งสีกากีให้โปร่งใส - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - รองนายกรัฐมนตรียืนยัน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ เสนอตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงซื้อขายตำแหน่ง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า หากสังคมต้องการให้เกิดความโปร่งใสกรณีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน จึงไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือ 191 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ เพียงแค่เรื่องงานเท่านั้น แต่ไม่เกี่ยวกับการโยกย้ายตำรวจ เพราะเป็นเรื่องของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

"ส่วนที่บอกว่า พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เป็น ผบ.ตร.น้อยนั้น เป็นการคิดกันไปเอง และส่วนตัวไม่ทราบว่าในองค์กรตำรวจมีความขัดแย้งภายในหรือไม่" พล.อ.ประวิตร กล่าว

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับ การปฏิรูปตำรวจ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนด ที่ให้ทำภายใน 1 ปี อยู่ระหว่างการ สรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด โดยประธานต้องไม่เคยเป็นตำรวจ และกรรมการที่ไม่เคยเป็นตำรวจ รวมกับกรรมการที่เคยเป็นตำรวจหรือเป็นตำรวจอยู่ในจำนวนเท่าๆ กัน รวมถึงกรรมการโดยตำแหน่ง 5 คน ซึ่งหาไม่ง่ายนัก แต่ถึงอย่างไรรัฐบาลต้องเสนอกรอบกฎหมายให้ทัน ตามกรอบเวลา

"เรื่องที่จะปฏิรูปมี 5 ด้าน คือ 1.อำนาจหน้าที่ 2.สังกัด 3.การแต่งตั้งโยกย้าย 4.สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ และ 5.คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม" นายวิษณุ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พล.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ควรเชิญนายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เปิดเผยเรื่องการซื้อขายตำแหน่งมาให้ข้อมูล แต่ไม่ควรที่จะฟ้องดำเนินคดีนายวิทยา เพราะแม้แต่นายกรัฐมนตรียังขอบคุณที่นายวิทยาออกมาเปิดเผยข้อมูล

ด้าน นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการวิสามัญ สปท. กล่าวว่า สปท.ขอเป็นกำลังใจให้นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิก สปท. ที่ถูกสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟ้องข้อหา หมิ่นประมาท กรณีอภิปรายในเวทีสัมมนาเรื่องตำรวจไทยมีไว้ทำไม โดย สปท.พร้อมจะสนับสนุนข้อมูล และการดำเนินการอื่นที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ สปท. ส่วนการปฏิรูปตำรวจนั้น สปท.เสนอไปแล้ว 4 แผน คือ การปฏิรูปการรับแจ้งความและสอบสวน มาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้าย การป้องกันการเมืองแทรกแซง และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

โบรกหนุนตั้งCMDF ห่วงบอร์ดไม่ใช่คนตลาดทุนใช้เงินผิด เปิดเฮียริ่งเงินกองทุนบลจ. - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - สมาคม บล.เตรียมส่งหนังสือเห็นด้วยตั้งกองทุน CMDF ติงที่คนนอกตลาดทุนเข้ามาเอี่ยวเกรงนำเงินใช้ผิดวัตถุประสงค์

นายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ เลขาธิการสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) ให้ตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการทำหนังสือเวียนกับสมาชิกว่ามีความคิดเห็นอย่างไร โดยรวมเห็นด้วยเพราะทำให้เห็นการใช้เงินกองทุนที่มีอยู่แต่เดิมได้ชัดเจน เพราะส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ บล.บางส่วนร่วมจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม จากร่างที่นำเสนอนั้นสิ่งที่มองไม่เหมาะสมคือ คณะกรรมการกองทุนควรจัดตั้งจากคนในตลาดทุนจริงๆ มิใช่คนภายนอก ถ้ากระทรวงการคลังจะส่งตัวแทนเข้ามาควรมาในนามผู้แทนจากกระทรวงการคลังที่มีความรู้และความเข้าใจในตลาดทุน มิใช่ส่งปลัดกระทรวงการคลังหรือคนข้างนอกมา มิเช่นนั้นอาจมีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ได้

"ตอนนี้เริ่มหารือกับสมาชิกอย่างไม่เป็นทางการ กำลังรวบรวมจดหมายไปในนามสมาคม บล. ก่อนวันหมดเขตเฮียริ่งวันที่ 21 มิ.ย.นี้ โดยส่วนตัว มองเงินประเดิม 8,000 ล้านบาท ก็เป็น ระดับเดิมที่เคยหารือกันตอนที่ตลาด หลักทรัพย์จะมีการปรับโครงสร้างเพราะเป็นเงินจากกองทุน แต่อีกหนึ่งมุมที่ไม่เห็นด้วยคือ การที่ส่งเงินต่อเนื่องจากผลดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ 90 % ของกำไรสุทธิในแต่ละปี เพราะมองว่าเป็นระดับที่สูงมากเกินไป" นายญาณศักดิ์ กล่าว

ด้าน ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็น หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำรงเงินกองทุนของ ผู้ประกอบธุรกิจจัดการลงทุน (บลจ.) และ ผู้ประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายหน่วย ลงทุน (บลน.) และแนวปฏิบัติกรณีไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ตามกำหนด เพื่อให้สอดคล้องมาตรฐานสากลและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ ก.ล.ต.มีแนวคิดที่จะทบทวน หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำรงความ เพียงพอของเงินกองทุนของผู้ประกอบ ธุรกิจ รวมทั้งแนวปฏิบัติกรณีไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ตามกำหนด ให้มีความเหมาะสมเป็นไปตามหลักสากล เนื่องจากสภาพแวดล้อมการประกอบ ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ผู้ประกอบการสามารถประกอบธุรกิจได้หลากหลายประเภท แต่เกณฑ์การดำรงเงินกองทุนปัจจุบัน อาจยังไม่รองรับสภาพการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว จึงปรับปรุงเกณฑ์ใหม่โดย กำหนดให้ขนาดของเงินกองทุนแปรผันตามความเสี่ยงของธุรกิจ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งความเสี่ยงด้านปฏิบัติการซึ่งจะแปรผันตามขนาดและปริมาณการประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ จะต้องมีเงินกองทุนเพื่อรองรับความต่อเนื่องของการประกอบธุรกิจด้วย ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่หยุดประกอบธุรกิจก็จะไม่ต้องดำรงเงินกองทุนแต่อย่างใด

เปิดคำชี้แจงกลต.ที่มาตั้งCMDF

หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ได้มีความคิดเห็นต่างเกิดขึ้น

ก.ล.ต.ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการเปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ จัดตั้ง CMDF

แนวคิดเรื่องการจัดตั้ง CMDF มีมานานกว่า 10 ปี และหารือมาอย่างต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกบทบาทการส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนออกจากการทำหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ และให้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เน้นภารกิจหลักในการเป็นตลาดหลักทรัพย์อย่างชัดเจน จะช่วยทำให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงาน ในขณะเดียวกัน CMDF จะสามารถนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาตลาดทุนในภาพกว้างมากขึ้นกว่าการส่งเสริมการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียว

ความเหมาะสมจัดสรรเงินตั้งต้นจำนวน 8,000 ล้านบาท มาไว้ที่ CM DF เป็นเรื่องที่พิจารณาร่วมกัน ระหว่างกระทรวงการคลัง ก.ล.ต. ตลท. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสมาคม ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นปี 2559 คำนึงถึงปัจจัยในการทำหน้าที่ของ ตลท.อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในช่วงที่หารือ ตลท. มีสินทรัพย์มากกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เมื่อหักส่วนที่จะจัดสรรมา CMDF จำนวน 8,000 ล้านบาท ยังมีเงินทุนเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก เพียงพอต่อการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต

สำหรับความเชื่อมั่นในการบริหาร CMDF ร่างกฎหมายประสงค์จะให้ CMDF มีโครงสร้างที่สะท้อนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพราะ CMDF จะดำเนินงานเพื่อตลาดทุนโดยรวม มีประธาน ตลท.ทำหน้าที่เป็นประธาน CMDF และมีผู้จัดการ CMDF ที่แต่งตั้งจากพนักงาน ตลท.

ในเรื่องสัดส่วนการจัดสรรรายได้ของ ตลท. มาที่ CMDF นั้น กระทรวงการคลัง ก.ล.ต. ตลท. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสมาคมที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าเนื่องจาก ตลท.มิได้มีสถานะเป็นบริษัทซึ่งต้องมีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ดังนั้น การมีช่องทางในการส่งผ่านกำไรไปยัง CMDF จะช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการปรับขนาดองค์กรของ ตลท.ให้มีความเหมาะสม รวมทั้งเป็นแหล่งทุนสำหรับการพัฒนาตลาดทุนต่อไปในอนาคต ซึ่งอัตราที่เสนอก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะแสดงความคิดเห็นได้ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

หมายเหตุ : แนวคิดการจัดตั้ง CMDF ได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาตลาดทุน ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564)

สอบวินัย2ขรก.เอี่ยวงาบเงินทอนวัดปปช.แฉโมเดลโกงทั่วปท.โอนเงินเกินเรียกคืนหัวคิว - แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ผอ.พศ.ตั้งกก.สอบวินัย 2 บิ๊กขรก.เอี่ยวงาบเงินทอนงบอุดหนุนวัด เผยจะสั่งพักงานทันทีถ้าพบความผิด ขณะที่ป.ป.ป.เรียก 4 รายมารับข้อหา ถ้าเบี้ยวเตรียมออกหมายเรียก ด้านป.ป.ช.พร้อมส่งจนท.ฝ่ายข่าวประสานตำรวจลงพื้นที่สอบขบวนการเปรตเดินดิน แฉใช้โมเดลเดียวกันทั่วประเทศโอนเงินเกินแล้วเรียกคืนค่าหัวคิว

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556-2559 เป็นจำนวนเงินกว่า 60 ล้านบาท ว่า จากการสอบสวนของกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติ มิชอบ(ปปป.)พบว่า มีผู้ต้องหาในคดีนี้ 8 คน เป็นข้าราชการที่ยังปฏิบัติหน้าที่ในพ.ศ. 2 คน

พ.ต.ท.พงศ์พรกล่าวว่า ขณะนี้ปปป.ส่งหนังสือถึงผมแล้ว ในฐานะผู้บังคับบัญชาให้แจ้งต่อข้าราชการในสังกัดที่ต้องเป็น ผู้ต้องหา และยังไม่มารับทราบข้อกล่าวหา 1 คนคือ ระดับรองผู้อำนวยการ และยังคงปฏิบัติราชการอยู่ในสำนักงานพศ.ให้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่กอง บก.ปปป.ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ และตนก็ได้แจ้งต่อข้าราชการคนดังกล่าวแล้ว

"ส่วนเขาจะไปหรือไม่ไปขึ้นอยู่กับข้าราชการคนดังกล่าว ผอ.พศ.ไม่มีสิทธิไปบังคับได้เพราะหนังสือดังกล่าวไม่ใช่หมายเรียก เพียงแจ้งให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่จะให้ข้าราชการดังกล่าวระงับการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกสาร หรือว่าจะมีผลทางคดี แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ใน พศ.เช่นเดิม เพราะถือว่ายังเป็นผู้ต้องหาอยู่" พ.ต.ท. พงศ์พร กล่าวย้ำ

พร้อมกับระบุว่า นอกจากนี้ตนยังได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนทางวินัยข้าราชการทั้ง 2 คน ที่ต้องเป็น ผู้ต้องหา ตามระเบียบข้าราชการพลเรือนทั้งสอบพยานหลักฐาน พยานบุคคล สอบ ผู้ถูกกล่าวหา หากพบความผิดต้องสั่งพักงานเพื่อไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่จะมีผล ทางคดี

ด้านพล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการ ปปป.กล่าวว่า หลังส่งหนังสือถึงผอ.พศ.แจ้งให้ผู้ต้องหา เป็นข้าราชการในสังกัด พศ. 1 คน ที่ยังไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ให้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา ที่กอง บก.ปปป. แต่ผู้ต้องหาคนดังกล่าวก็ยัง ไม่เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา

"ปปป.จะสรุปสำนวนทั้ง 12 คดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนวัด หรือเงินทอน ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายนนี้ ทั้งนี้หากผู้ต้องหาที่เหลือทั้ง 4 คน จากทั้งหมด 8 คน ยังไม่เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาจะออกหมายเรียกต่อไป" พล.ต.ต.กมล กล่าว

ทั้งนี้จากการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอาจจะมีการประชุม เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับกลุ่มดังกล่าวและพบผู้ต้องหาเพิ่ม อาจมีมากกว่า 8 คน และจะมีการพิจารณาสรุปคดีกับทีมสืบสวนอีกครั้งโดยข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้ ของข้าราชการคือความผิดต่อหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เบียดบังงบประมาณ แผ่นดินเป็นประโยชน์ส่วนตน ส่วนเครือญาติคือสนับสนุนการกระทำผิด

ขณะที่นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ได้หารือกับฝ่ายตำรวจถึงแนวทางการปฏิบัติต้องทำอย่างไรแล้ว ว่าจะตอบคำถามสังคมอย่างไร วิธีการด้านการไต่สวนจะทำอย่างไรจะบูรณาการร่วมกันอย่างไรให้ตรวจสอบได้รวดเร็วที่สุด โดยสำนักงานป.ป.ช.มอบหมายให้สำนักการข่าวและกิจการพิเศษป.ป.ช.เป็นฝ่ายหาข่าวมา เช่น หากมีข้อมูลจากตำรวจที่แถลงข่าวว่ามีการบุกจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐของสำนักงานพระพุทธฯในพื้นที่ต่างๆ สำนักการข่าวฯจะขอข้อมูลตำรวจในพื้นที่นั้นๆ เพื่อนำมาประกอบ โดยตำรวจในท้องที่มีเวลา 30 วันในการส่งข้อมูล

นายสรรเสริญกล่าวอีกว่า สำหรับ ก่อนหน้านี้ เคยมีเหตุการณ์ดังกล่าวมาสู่ชั้น การไต่สวนของ ป.ป.ช.กรณี ผอ.สำนักงานพระพุทธฯ จ.สงขลา ที่ถูกกล่าวหาว่า เรียกรับเงินคืนจากวัด ปัจจุบันอยู่ในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช.แต่ไม่ได้เป็นภาพรวม เป็นแค่ระดับท้องที่เท่านั้น แต่ถ้าต้องการเชื่อมโยงกับผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานพระพุทธฯจะต้องมีกระบวนการทำงานและการบูรณาการเพิ่มเติม

แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานป.ป.ช.เผยว่า กรณีผอ.สำนักงานพระพุทธฯจ.สงขลานั้นเบื้องต้นพบข้อมูลว่าอาจมีการเชื่อมโยงถึงผู้บริหารระดับ รองผอ.สำนักงานพระพุทธฯ ซึ่งเป็นคนเดียวกันกับที่ถูกตำรวจบุกค้นบ้านและตรวจสอบเส้นทางการเงินอยู่ขณะนี้ ดังนั้นป.ป.ช.จะใช้ข้อมูลส่วนนี้ขยายผลการไต่สวนไปทั่วประเทศ

"เท่าที่ทราบข้อมูลตอนนี้ เขาใช้ รูปแบบเดียวกันเกือบทั้งประเทศ คือใช้วิธีโอนเงินเกินไป ก่อนที่จะให้ผู้บริหารสำนักงาน พระพุทธฯ แต่ละท้องที่ไปเรียกเก็บเงินคืนมา เป็นโมเดลเดียวกันหมด ตรงนี้ป.ป.ช.จะขยายผลการไต่สวนต่อไปและใช้ข้อมูลจากตำรวจมาประกอบด้วย" แหล่งข่าวระบุ

'วัฒนา'เชื่อป.ป.ช.ชี้มูลบ้านเอื้ออาทรเป็นเรื่องการเมืองสั่งเร่งคดีปิดปาก - มติชน ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทยแถลงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดกรณีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรว่า มองว่าเป็นเรื่องการเมืองที่มักเกิดขึ้นในช่วงที่วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก เป็นความพยายามของผู้มีอำนาจที่จะใช้คดีมาบีบเพื่อให้หยุดวิจารณ์ ทั้งที่การวิจารณ์เป็นหน้าที่และเสรีภาพที่ทำได้ ส่วนเรื่องคดีให้ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม อย่านำมาปนกัน ที่ผ่านมามักถูกผู้มีอำนาจนำคดีของ ป.ป.ช.มาข่มขู่หลายครั้ง แต่ยืนยันไม่ว่าจะมีแรงกดดันหรือบีบคั้นอะไร ยังจะวิพากษ์วิจารณ์ไปตามปกติ และสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม คงเป็นใบสั่งให้เร่งคดีเพื่อนำมาปิดปากตน ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีวางแนวทางการต่อสู้ไปตามปกติ อะไรที่ถูกต้องก็ทำกันไป แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่านักการเมืองที่มาจากประชาชนตรวจสอบได้เสมอ ไม่เหมือนเทวดาทั้งหลายที่ออกกฎหมายนิรโทษตัวเองและไม่ถูกดำเนินคดี แต่อีกฝั่งจะถูกดำเนินคดีเสมอ ฉะนั้นกระบวนการปรองดองที่เดินกันอยู่ก็คงไกลเกินฝัน

"เรื่องคดีก็ให้ว่ากันไป ซึ่งคนของพรรคนี้ถ้ามีคดีก็คงเป็นเรื่องปกติ แต่ที่น่าสังเกตคือเรื่องนี้ใช้ระยะเวลามานานพอสมควร ถ้ามีช่องทางก็คงถูกดำเนินคดีไปแล้ว นี่ 10 กว่าปี แต่จะถูกเร่งในช่วงที่รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักเสมอ และเรื่องนี้ผมยังไม่เคยถูก ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา ทั้งที่กระบวนการปกติเมื่อไต่สวนแล้วมีมูลก็ต้องเรียกไปชี้แจงข้อกล่าวหา แต่ยังไม่เคยได้รับ มาทราบจากสื่อว่าเรื่อง ส่งถึงอัยการแล้ว ที่รีบส่งไปเงียบๆ เพราะ กลัวผมไปร้องขอความเป็นธรรมหรือไม่ ที่ผ่านมาผมยังไม่เคยชี้แจงเรื่องนี้กับ ป.ป.ช. อะไรทั้งสิ้น ผมโดนมาหลายคดีก็สู้กันไป ทั้ง พ.ร.บ.คอมพ์ เรื่องของศาลทหาร ก็เป็นเรื่องที่เกิดจากกระบวนการรัฐประหารทั้งสิ้น หนักที่สุดคือส่งคนไปชกผม ก็ไม่หยุดวิจารณ์ ซึ่งเรื่องเดียวที่จะทำให้หยุดวิจารณ์รัฐบาลได้คือรัฐบาลต้องทำให้ดีและงาม ขอฝากให้รัฐบาลหันมาสนใจประชาชนมากกว่าที่จะนำเงินไปซื้อรถถังหรือยานเกราะ อย่ามา สร้างประเด็นแบบนี้ เพราะไม่เกิดประโยชน์" นายวัฒนากล่าว

Surapong freed on bail as Supreme Court agrees to hear case - THE NATION Issued date 16 June 2017

THE NATION

FORMER FOREIGN minister Surapong Tovichakchaikul was yesterday released on bail after the Supreme Court agreed to hear the case of malfeasance against him for reissuing a revoked passport to former prime minister Thaksin Shinawatra.

Surapong, 64, denied the charges against him and insisted on his innocence.

The Supreme Court's Criminal Division for Political Office Holders yesterday started hearing a trial against Surapong in a case filed by the Office of the Attorney-General in March. The lawsuit followed an indictment in February by the National AntiCorruption Commission for allegedly violating Article 157 of the Penal Code regarding malfeasance and also committing wrongdoing under the anti-corruption law.

Surapong managed to get bail after offering a bond of Bt3 million. The court granted him temporary release on condition that he not leave the country without court permission.

While serving as foreign minister in the Yingluck Shinawatra government in 2011,Surapong had ordered the issuance of an ordinary passport to fugitive Thaksin, who has been convicted for abuse of power. The act was deemed a violation to the Foreign Ministry regulations regarding issuance of passports.

The former foreign minister showed up at the court yesterday with a walking cane.He was accompanied by his lawyer and Pheu Thai Party politician Ruangkrai Leewattanakrit, who is his representative.

After hearing the defendant, the court yesterday scheduled July 27 for examination of witnesses and evidence. The hearing of witnesses from both sides was scheduled for August 24 and 29, as well as September 13.

There are no more than 10 witnesses from the prosecution and some 20 witnesses from the defence, according to a source familiar with the case.

In April, Surapong resigned as Pheu Thai member, saying he did not want the party to be affected by his earlier impeachment which had resulted in a five-year ban from politics. The National Legislative Assembly in late March voted overwhelmingly to impeach Surapong over the passport scandal.

สมาคมผู้นำเข้าฯ แสดงจุดยืนดำเนินธุรกิจโปร่งใส - แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส นายกสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่ กล่าวว่า จากการที่สมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่ ได้ก่อตั้งมาครบ 5 ปี ย่างเข้าปีที่ 6 ได้มีการนัดสมาชิกสมาคมร่วมประชุมในวาระพิเศษ เพื่อย้ำสมาชิกทุกบริษัท ของสมาคม ถึงจุดยืน และจุดประสงค์ของการร่วมกันก่อตั้งสมาคมนี้ขึ้นมา คือ เพื่อให้บริษัทสมาชิกดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่อย่างถูกต้อง เพื่อย้ำจุดยืนของสมาคมในการที่จะเป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่คอยช่วยเหลือบริษัทสมาชิก และอีกทางหนึ่ง ก็คอยช่วยเหลือภาครัฐ ในการตรวจตรา และออกกฎ ให้บริษัทสมาชิกปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ

"นโยบายของสมาคมที่ชัดเจนที่สุด คือ คุณสมบัติของสมาชิก สมาคมจะไม่ได้รับใครเป็นสมาชิกก็ได้ แต่เราจะต้องทำการคัดเลือกแล้วว่า บริษัทนั้นเหมาะสม ที่จะเป็นสมาชิกของสมาคม ซึ่งคุณสมบัติหลัก คือ ต้องเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ไม่มีประวัติเสียมาก่อน และต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการ จึงจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ นอกจากนี้ ยังรณรงค์ให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานราชการ และไม่กระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งร่วมต่อต้านการนำเข้ารถยนต์ที่ผิดกฎหมาย หรือรถยนต์ที่หนีภาษี เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินธุรกิจ ที่สอดคล้องกับ ผลประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป"

แฉ 3 นายพล'ฟาร์มโชคชัย'คุมตั๋วตำ รวจ 'ปิดหลุม'ซื้อขายดึงอำนาจภาคจัดเอง!? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การออกมาแฉของ "วิทยา แก้วภราดัย" เรื่องการซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจสร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดาหน้าออกมาปกป้อง ทั้งที่ความจริงการซื้อขายตำแหน่งมีการพูดกันมาตลอด แม้กระทั่งบันทึกการประชุมของคณะอนุกรรมการปรับโครงสร้างฯ ชี้ชัดมีการจ่ายเงินซื้อตำแหน่งกันถึง 50 ล้านบาท วงในชี้ยุครัฐบาล คสช.มีการซื้อขายตำแหน่งหนักกว่ายุคทักษิณ แถมยัง "ปิดหลุม" ที่เคยให้อำนาจบิ๊กตำรวจในภาคต่างๆ จัดสรรกันได้บ้าง แต่วันนี้กลับปรากฏภาพ "3 นายพลตำรวจ" คุมบัญชีเบ็ดเสร็จก่อนเสนอพี่ใหญ่แค่รับรู้!?

การออกมาแฉเรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจในระดับผู้กำกับการสูงถึง 5-7 ล้านบาท โดยเฉพาะในพื้นที่ภาค 8 ของ นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการสีกากีครั้งใหญ่

แม้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จะออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ และให้นำหลักฐานมายืนยันก็ตาม แต่หาใช่สังคมจะเชื่อหรือคล้อยตามในสิ่งที่ พล.อ.ประวิตร กล่าวทั้งหมด ตรงกันข้ามกลับเห็นว่า พล.อ.ประวิตร น่าจะออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยคำเสมือนสั่งการให้มีการตรวจสอบเรื่องการซื้อขายตำแหน่งตามที่นายวิทยา แก้วภราดัย ออกมาพูด น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด

การออกมาท้าทายให้นำหลักฐานการซื้อขายตำแหน่งมายืนยันนั้น เป็นเรื่องที่รู้กันในวงการตำรวจว่า "ไม่มีตำรวจนายใดจะกล้านำหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าตัวเองใช้เงินในการซื้อขายตำแหน่ง"

เพราะทุกคนรู้ดีว่า การซื้อตำแหน่งก็เหมือนการ "ซื้อหวย" โชคดีก็ถูกตรงๆ หรือบางครั้งอาจไม่ตรงแต่ก็ยังได้สมประโยชน์ ส่วนพวกโชคไม่ดีไม่ถูกอะไรเลย แต่จ่ายเงินไปแล้ว ก็ไม่สามารถไปฟ้องร้องได้เพราะทั้งคนซื้อและคนรับซื้อจะต้อง มีความผิดทั้งคู่

ที่สำคัญการออกมาเขย่าวงการสีกากีรอบที่ 2 ของนายวิทยา ในระยะห่างกันเพียงไม่กี่วัน ก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำให้สังคมรู้ว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจมีเม็ดเงินสะพัดไปทุกๆ พื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นครบาลมีการซื้อขายแพงกว่าอีก 2 เท่าของพื้นที่ในภาค 8

อย่างไรก็ดี เรื่องการซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่รับรู้กันในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าถ้าปีไหนคนซื้อ คนขายต่าง สมประโยชน์ก็จะไม่มีเรื่องฉาวโฉ่ออกมาให้สังคมได้เห็นกัน ซึ่งความจริงเรื่องนี้เคยมีการพูดและบันทึกในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจไว้เช่นกัน

"วันนี้ข้าราชการไทยทุกส่วน ข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุดคือตำรวจ ตอนนี้ครูจะเลื่อนตำแหน่งยังเสียเงินน้อยกว่าตำรวจ มีที่ไหนล่ะ 50 ล้านบาทยังจ่ายกัน มีครูที่ไหนจะเลื่อนตำแหน่งจ่าย 50 ล้านบาท ในเมื่อคนซื้อมาด้วย 50 ล้านบาทจะเอาอะไรไปขาย ก็ขายความยุติธรรม นี่ละคือปัญหา"

และในการประชุมครั้งนั้น มีระดับ พล.ต.ท.ที่ว่ากันว่าใกล้ชิดกับ "อดีตบิ๊กตำรวจ" กล่าวยอมรับว่า "เราตำหนิตำรวจว่าอย่างนั้นอย่างนี้ในวงการตำรวจเขาตำหนิกันเองแรงยิ่งกว่าที่นี่อีกนะครับ แต่บางทีผมก็ออกมาพูดมากไม่ได้ เป็นแค่เพียงว่าทุกเรื่องที่ท่านตั้งฐานมานี้จริงทั้งนั้น แล้วอาจจะบวกเปอร์เซ็นต์เข้าไปได้แรงๆ ฉะนั้นตำรวจเองก็ต้องการที่จะให้เข้าไปช่วยปฏิรูป เพื่ออะไรต่ออะไร เขาก็อยากจะมีศักดิ์ศรี."

ว่ากันว่าในการแต่งตั้งตำรวจในยุครัฐบาล คสช.วงการตำรวจลือกันว่าเป็นยุคที่ "จัดหนัก" กว่าในยุคที่ผ่านมา เพราะในอดีตก่อนจะเปลี่ยนเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนักการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ก็ไม่ได้มีการจ่ายหนักขอแค่ได้คนของตัวเองบ้างเท่านั้น แต่พอเข้าสู่ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เปลี่ยนเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นมา ปรากฏว่านักการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวในการแต่งตั้งสูงมาก และเป็นพวกที่เอาทั้งเงิน ทั้งโควตา ทั้งส่ง "ตั๋ว" ในการแต่งตั้งโยกย้ายพวกของตัวเองในตำแหน่งสำคัญๆ

"แต่ยุคนั้น เขายังให้อำนาจผู้ใหญ่ใน สตช.เป็นผู้พิจารณา ในส่วนภูมิภาค ผู้บัญชาการ ผู้การ ก็มีส่วนที่จะพิจารณาในพื้นที่ของตัวเองได้ด้วย แต่ยุคนี้ทำไมอำนาจตำรวจถูกดึงมาอยู่กับทีมงานบิ๊ก ซึ่ง ผบ.ตร.ก็ยังมีอำนาจอยู่บ้างแต่ไม่เท่าเมื่อก่อน"

แหล่งข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายว่า ในอดีตที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายได้มีการให้อำนาจตำรวจภาคต่างๆ ดำเนินการได้ทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายปกติหรือประจำปี พร้อมวิธีการแต่งตั้งโยกย้าย ที่เรียกกันในวงการตำรวจว่า "เปิดหลุม" เพื่อให้เกิดอัตราว่างและตำรวจที่ต้องการตำแหน่งโดยเฉพาะตำรวจรุ่นหนุ่ม อนาคตยังอีกไกลก็จะใช้วิธีการเปิดหลุมเพื่อช่วยให้ตัวเองได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่ต้องการ

"การเปิดหลุม เป็นที่นิยมและทุกฝ่ายได้สมประโยชน์ เช่นรองผู้กำกับ อยาก เป็นผู้กำกับและตัวเองก็มีอายุราชการอีกยาวไกล เขาก็จะไปดูผู้กำกับที่เหลือเวลาอีก 3-4 ปี เสนอเงินก้อนแลกกับการให้เออร์ลี ซึ่งตำแหน่งผู้กำกับนี้จะอยู่ที่ 3-5 ล้านบาทเป็นค่าเออร์ลี ขึ้นอยู่กับพื้นที่ เมื่อผู้กำกับตกลง ที่เหลือเป็นเรื่องของรองผู้กำกับ จะไป ดำเนินการ ซึ่งตรงนี้จะมีการจัดสรรให้ได้สมประโยชน์ทุกฝ่าย คือ ผู้บัญชาการภาค ผู้การจังหวัด ผู้กำกับ และรองผู้กำกับทุกคนแฮบปี้หมด"

แต่วันนี้วิธีการ "เปิดหลุม" ถูกปิดตายไปแล้ว !ว่ากันว่าผู้มีอำนาจยุคนี้ดึงอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายมาไว้ในมือคนเพียงไม่กี่คน และถ้าตรงไหนมีอัตราว่าง ทั้งจากการเปิดหลุมค้างไว้ หรือวิ่งขึ้นตำแหน่งตามอัตรา ว่างปกติ ก็จะใช้วิธีการตั้งรักษาการไปนั่งทำงานไว้ก่อน เพราะกว่าบัญชีโยกย้ายที่ สตช.ส่งไปถึงผู้มีอำนาจจะถูกใจอนุมัติส่งกลับมา เป็นผลให้ปี 2559 การแต่งตั้งโยกย้ายใช้เวลานาน และการปรับแก้บัญชีโยกย้ายตรงนี้ทำให้ตำรวจบางนายที่มีการวิ่งเต้นจ่ายกันไปแล้วต้องอกหักตามๆ กัน

โดยก่อนหน้านี้ แม้ผู้ที่จ่ายเงินจะไม่ได้พื้นที่ที่ตัวเองต้องการ แต่ก็จะมีการจัดให้ในอัตราเดียวกัน เช่นผู้กำกับถ้าไม่ได้อยู่พื้นที่ A ในจังหวัดใหญ่ตามที่ต้องการ ก็จะตั้งเป็นผู้กำกับในฝ่ายอำนวยการหรืออยู่ สน.อื่นไปก่อน ซึ่งก็ถือว่าได้เลื่อนตำแหน่งเป็น พันตำรวจเอก หรือ พันตำรวจเอกพิเศษ เหมือนกัน

"เล่าลือกันว่า วันนี้ถ้าอยากได้ตำแหน่งต้องเข้าให้ถึงฟาร์มโชคชัยที่เป็นศูนย์กลางอำนาจที่มี พล.ต.อ. นอกราชการ 1 คน พล.ต.ท. นอกราชการ 1 คน และ พล.ต.ต. คนดัง 1 คน เป็นคนคุมบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย แต่ก็ยังคงแบ่งสัดส่วนให้ผู้ใหญ่ใน สตช.ได้บ้าง เช่น ถ้ามี 20 ตำแหน่ง ผู้ใหญ่ สตช.จะได้ประมาณ 3-5 ที่เหลือกลุ่มนี้จัดหมด โดยมี 'พี่ใหญ่' แค่รับรู้"

แหล่งข่าวอธิบายว่าตำแหน่งตำรวจซึ่งเป็นที่รู้กันว่าต้องจ่ายกันบางแห่ง ประกอบด้วย รองสารวัตร ขึ้นเป็นสารวัตร รองผู้กำกับขึ้นเป็นผู้กำกับ รองผู้การ ขึ้นเป็นผู้การ รองผู้บัญชาการขึ้นเป็นผู้บัญชาการ เป็นต้น ส่วนจะต้องจ่ายเท่าไรนั้นอยู่ที่พื้นที่ว่า เป็นแหล่งทำเลทองหรือไม่? ซึ่งในวงการตำรวจจะรู้ว่าถ้าเป็นโรงพักเกรด A มาเป็น ผู้กำกับ 15 ล้านบาท เกรด B ประมาณ 10 ล้านบาท เกรด C ประมาณ 5 ล้านบาท ที่เหลืออาจจะแค่ 1-2 ล้านบาท

"โรงพักไหนเกรดอะไร วัดกันที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ มีรายได้อื่นๆ เยอะไหม ทั้งจากหวย บ่อน สถานบันเทิง ของหนีภาษี คนต่างด้าว"

สำหรับตำรวจที่จะก้าวขึ้นเป็น ผู้การจังหวัด ว่ากันว่าขั้นต่ำที่มีการจ่ายลือสะพัด อยู่ที่ 15 ล้านบาท และสามารถขยับสูงไปถึง 50 ล้านบาท ในจังหวัดทำเลทอง เพราะตำแหน่งผู้การจังหวัด จะมีเพียงจังหวัดละ 1 คน คุมทั้งจังหวัด

"วิธีคิดง่ายๆ แต่ละจังหวัด จะมีสถานีตำรวจหรือโรงพักในความรับผิดชอบเท่าไร ยิ่งมีมาก และเป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้วยแล้วยิ่งมีคนพากันวิ่งอยากไปลงที่ จังหวัดนั้น ถ้าเปิดหลุมได้ ก็ต้องมีการสู้ราคากันเต็มที่ บางที่จังหวัดใหญ่ๆ ต้องมีทั้งเส้นเป็นเด็กใคร มีตั๋ว และมีเงิน ทั้ง 3 อย่าง"

แหล่งข่าวบอกว่า ใช่ว่าทุกพื้นที่จะต้องมีการจ่ายเงินซื้อขายตำแหน่ง เพราะถ้าตำรวจนายไหนเข้าถูกทางและมี 'นาย' ที่มีอำนาจจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน เพราะนายจะส่งไปอยู่ในพื้นที่ที่เห็นว่าเหมาะสมและสร้าง ผลงานได้ด้วย จากนั้นตำรวจนายนั้นเพียงแค่ดูแล 'นาย' ให้ดี ก็ทำให้ สตช.ออกมาการันตีได้แล้วว่าวงการตำรวจไม่ได้มีการจ่ายเงินซื้อตำแหน่ง เพราะตำรวจนายนั้นไม่ได้จ่ายจริงๆ !

ส่วน "ตั๋ว" หรือจดหมายฝากตำแหน่งที่ดีที่สุดและไม่เคยได้รับการ ปฏิเสธไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไร ก็คือ "ตั๋วช้าง" ที่รู้กันในวงการตำรวจเท่านั้น

ดังนั้น การออกมาแฉของนายวิทยา แก้วภราดัย ครั้งนี้นอกจากจะทำให้บิ๊ก คสช. และ สตช.สั่นสะเทือนแล้ว ยังทำให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้ความสนใจ และอาจตั้งคณะทำงานของ ป.ป.ช.เข้ามาสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงในเรื่องการซื้อขาย ตำแหน่งตำรวจ ซึ่งจะทำให้สังคมได้รับรู้ความจริงว่า วงการตำรวจมีการ ซื้อขายตำแหน่งจริงหรือไม่?

อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็บอกชัดเจนแล้วว่า การซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งตำรวจ ได้รับเรื่องร้องเรียนมาบ่อย และ ครั้งนี้ที่นายวิทยา ออกมาแฉต้องจับให้มั่นคั้นให้ตายกันเสียทีว่าใช่หรือไม่?

จากนี้ไปคงเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร จะต้องทำความจริงให้กระจ่าง และหากพบว่ามีใครแอบอ้าง 'บิ๊ก คสช.' ไปหาผลประโยชน์และทำให้วงการสีกากีมัวหมองก็ต้องจัดการให้เด็ดขาดต่อไป! .

คอลัมน์ ช่วยกันคิดเพื่อบ้านเมือง: เห็นทีต้องใช้เงินล่อซื้อให้คาหนังคาเขา - แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ

เมื่อจะจับคนร้าย ไม่ว่าจะเป็นคดียาเสพติด ปลอมแปลงสินค้าหรือเงินตรา ตำรวจเขามักจะใช้เงินไปล่อซื้อ คนร้ายมักจะติดกับดักและถูกจับกุมดำเนินคดีอาญา ถ้าการแต่งตั้ง โยกย้ายตำรวจในแต่ละปี มีตำรวจคนใดสนใจ จะเอาเงินที่ทำเครื่องหมาย ทำการล่อซื้อกับ พวกที่อ้างเรียกรับเงินเพื่อวิ่งเต้นแลกตำแหน่งดูบ้าง ก็น่าจะดี และจับกุมพร้อมของกลางคือเงินที่ใช้ล่อซื้อแบบคาหนังคาเขา

วันนี้ เมื่อกฎหมายบ้านเราเอาผิดทั้งผู้ให้สินบนและผู้รับสินบน จึงไม่มีผู้เสียหายรายใดโวยวายและแจ้งความเอาผิด ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ....ทำไมต้องมีปัญหาทุกปี

เมื่อปีที่แล้ว การแต่งตั้งระดับรอง ผู้บังคับการลงมาถึงสารวัตร มีการร้องเรียนเรื่องวิ่งเต้นตำแหน่งสารวัตรของตำรวจยศร้อยตำรวจเอกคนหนึ่ง ที่ผลสอบสวนสุดท้ายก็กลายเป็นการทวงเงินที่เพื่อนตำรวจขอยืมกันไปเสียนี่ คราวนี้เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐ ท่านมีคำสั่งย้ายผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ เนื่องจาก นายวิทยา แก้วภราดัยอดีตสส.ให้ข่าวและมีข้อมูลการรับเงินวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งกันในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ ซึ่งมีราคาซื้อขายตำแหน่งกันน้อยกว่าใน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ท่านยังขอบคุณเขาเลย และท่านสั่งการให้จเรตำรวจทำการสอบสวน ข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน

แต่เพียงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๐ ท่านยังไม่ทันทราบข้อมูลจริงหรือไม่ ท่านก็จะให้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลดำเนินคดีกับ นายวิทยา แก้วภราดัย เสียแล้ว ในฐานะที่กล่าวหาให้องค์กรตำรวจเสียหายว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล มีการซื้อขายตำแหน่ง ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาที่ไม่มี หลักไม่มีเกณฑ์อะไรเลย ผลการสอบข้อเท็จจริง จากจเรตำรวจก็ยังไม่ปรากฏ แล้วท่านก็ยังไม่ย้าย ไม่สอบสวนผู้บัญชาตำรวจนครบาลอีกด้วย

ในประเทศออสเตรเลีย รัฐวิคตอเรีย เขามีกฎหมายไม่เอาผิดกับผู้ร่วมกระทำผิดในการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในวงราชการ ถ้าผู้ร่วมกระทำผิดนั้น สามารถให้ข้อเท็จจริงหรือมีพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือผู้ใต้บังคับบัญชามีหลักฐาน แสดงว่าผู้บังคับบัญชากระทำผิด

ถ้าอยากจะปราบปรามการทุจริตจริงๆ มิใช่ มีเพียงป.ป.ช. หรือมีศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ต้องมีกฎหมายให้โอกาสผู้ร่วมกระทำผิดกลับใจ โดยไม่ต้องรับโทษเลย

เรื่องพรรค์นี้ ไม่ใช่ไม่มีในกฎหมายบ้านเรา ท่านคงเคยได้ยินการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ที่กำหนดในมาตรา ๑๐๐/๒ ให้ศาลสามารถลงโทษน้อยหรือจะไม่ลงโทษเลยกับผู้ร่วมกระทำผิด หาก ผู้นั้นสามารถให้ข้อเท็จจริงหรือให้พยานหลักฐาน อันสำคัญอย่างยิ่ง ที่สามารถเอาผิดตัวการใหญ่ๆ และยังมีการคุ้มครองพยานด้วย

ท่านรองนายกรัฐมนตรีคนที่ควบคุมกำกับดูแลงานตำรวจ ตีหน้าว่าไม่รู้ไม่เห็น วิธีวิ่งเต้น แต่ ชาวบ้านเขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง ทุกวันนี้ ข้าพเจ้าได้รับการร้องเรียนอย่างมากจากตำรวจที่ทำงานดี แต่ไม่มีเงินวิ่งเต้น

ถ้าจะปราบกันจริง ทำไมจะทำไม่ได้ คำว่า หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก ยังคงใช้ได้กับตำรวจในยุคนี้ เพราะซื้อกันเกือบทุกตำแหน่ง แล้ว บ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร เมื่อคนดูแลความปลอดภัย ในชีวิตทรัพย์สิน ต้องใช้เงินซื้อตำแหน่งเข้ามา ทำหน้าที่

เห็นที ต้องใช้เงินล่อซื้อตำรวจแล้ว และสำหรับประชาชนที่มีพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงสำคัญยิ่ง ก็ไม่ต้องรับโทษเลย ไม่ว่าจะเป็นความผิดเล็กน้อย กฎหมายจราจร แม่ค้าหาบเร่แผงลอยถูกเทศกิจรีดไถ หรือจะนำไปใช้จนถึงการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการใหญ่ๆ เป็นหมื่นล้านพันล้านบาท ในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ก็ควรจะมีหลักการว่าด้วยการยกเว้นลงโทษแบบเดียวการปราบยาเสพติด มาตรา ๑๐๐/๒ขอให้ศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ พิจารณาว่าจะเป็นไปได้ไหม

Bangkok Post: Is panel probe a whitewash? - BANGKOK POST Issued date 16 June 2017

A National Legislative Assembly (NLA) panel which probed seven assembly members who were accused of failing to meet voting attendance requirements is expected to clear them of the charges.

Of the seven, four are from the armed forces: Air force chief ACM Jom Rungsawang; Somsak Chotrattanasiri, Adm Na Areenich, the navy chief; Adm Pallop Tamisanon, a former navy chief-of-staff; and Preecha Chan-o-cha, a former permanent secretary for defence who is now retired from service. Gen Preecha retired in October last year.

Two are senior civil officials: Distat Hotrakitya, secretarygeneral of the Office of the Council of State, and Somsak Chotrattanasiri, chief of the Bureau of the Budget. Only one is from the private sector, Supant Mongkolsuthree, who is honorary chairman of the Federation of Thai Industries.

The probe was set up against the seven, following complaints by civic groups, spearheaded by political activist Srisuwan Janya.

Between Jan 1 and Dec 31 last year, the NLA held a total of 1,264 voting sessions including those related to the passing of legislation. According to NLA rules, members must attend at least one-third of voting sessions, or 421 in this case, in order to retain their assembly membership unless they have properly submitted leave of absence letters to the NLA president in advance.

According to the probe, the accused seven had followed the leave request process and even though their absences were excessive, which put them at risk of being stripped of NLA membership, they were spared from ejection.

The initial probe result which was released to the media on Wednesday is hardly a surprise. The official result was initially set to come out yesterday but was postponed because the NLA spent a lot of time on the organic law on political parties under the new charter. The new schedule remains unknown.

On Wednesday, NLA vice-president Peerasak Porchit received the probe result and told the media the seven would like to come clean. It should be noted that several senior figures at the NLA, including assembly chairman Pornpetch Wichitcholchai, strongly defended the seven members from the beginning when the issue became public earlier this year. The stance of Mr Pornpetch and other high-ranking figures significantly set the tone of the probe. Mr Pornpetch in his capacity as NLA president, was the one who granted approval for leave requests made by the accused members.

The results of the probe give the impression that the panel seeks to whitewash the accused and that would heavily tarnish the image of the legislative body.

But it is a fact that most of the seven do have tight schedules given the nature of their work which is demanding and that may have forced them to miss so many meetings.

Besides, it is wrong to place state officials, be they civil servants or those in uniform, in the assembly in the first place. Even if they possess knowledge and experience useful for the NLA tasks, the fact is these state officials belong to the administrative branch. Their presence in the assembly merely undermines the checks-and-balances system which may raise questions about transparency. Not to mention that as state officials they are obliged to follow the orders of the government. That means a compromise on some important issues such as budget consideration and, for that reason, the NLA is just a rubber stamp for the military regime which installed them.

It can only be hoped that the NLA is aware of members' duty which is to serve the national interest as a whole.

"A compromise on some important issues ... [means] the NLA is just a rubber stamp for the military regime."

แบบอย่างไม่มี..เด็กดีเกิดยาก! มองทุจริตผ่าน'หนัง-เกม-โพลล์' - แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พูดถึงคำว่า "คอร์รัปชั่น-ทุจริต" นึกถึงอะไร?หลายคนคงตอบทำนอง "ข้าราชการเรียกรับสินบน", "นักธุรกิจเอกชนจ่ายใต้โต๊ะให้ได้งานประมูล", "นักการเมืองซื้อเสียงเพื่อหวังชนะการเลือกตั้ง"แล้วก็คงสรุปว่า "ไม่เกี่ยวกับฉัน" เพราะวันนี้ฉันเป็นเพียงประชาชนทั่วไป ไม่ได้มียศมีตำแหน่ง ไม่ร่ำไม่รวยไม่มีอำนาจใหญ่โต ไม่ได้ทำธุรกิจกับทางราชการ "ฉันไปจะทำเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร?" ทว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่ว่า "ยากดีมีจน" เรา (แทบ) ทุกคน ตั้งแต่เกิดมาบนโลกนี้ต้องเคยผ่านการทำเรื่องไม่ค่อยจะดีเท่าไรกันมาบ้าง

ดังรายงาน คนไทยมอนิเตอร์ 2557 ที่สำรวจความคิดเห็นของเยาวชน 4,000 คน ทั่วประเทศ ในหมวด การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง สะท้อนมุมมองคน รุ่นใหม่ต่อเรื่อง "เทาๆ ดำๆ" ไว้อย่างน่าเป็นห่วง อาทิ เรื่องผิดๆ ที่ทำมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 ลอกข้อสอบเพื่อนหรือให้เพื่อนลอก ร้อยละ 81 รองลงมา อันดับ 2 เซ็นชื่อเข้าเรียนแทนเพื่อนหรือให้เพื่อนเซ็นชื่อแทนให้ ร้อยละ 63 อันดับ 3 ใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ร้อยละ 38 และ อันดับ 4 จ่ายเงินติดสินบนตำรวจเพื่อหลีกเลี่ยงใบสั่ง ร้อยละ 18 ชี้ให้เห็นว่าหลายเรื่องกลายเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนักก็ตาม

เมื่อเดือน พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ถูกพูดถึงมาก คือ "ฉลาดเกมส์โกง" ซึ่งสามารถทำรายได้ไปถึงหลักร้อยล้านบาทในระยะเวลาราวเดือนเศษก่อนจะลาโรงไป โดย นัฐวุฒิ พูนพิริยะผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ กล่าวในเวทีเสวนา "คุยเรื่องโกงผ่านหนัง" ที่จัดโดย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ณ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ห้างสยามพารากอน กรุงเทพฯ ถึงแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษา เป็นเรื่องที่เราต่างก็รู้กันอยู่ "คุ้นเคย" จนกลายเป็นความ "ชินชา" ไม่รู้สึกอะไร อาทิ เรื่องการลอกและให้ลอกข้อสอบ การจ่าย "แป๊ะเจี๊ยะ" ในชื่อสวยๆ ว่า "ค่าบำรุงการศึกษา" หรือการที่ครูบางคนเปิดสอนพิเศษในลักษณะ "บอกข้อสอบล่วงหน้าสำหรับคนจ่ายเงินเรียน"เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การเล่าเรื่องในภาพยนตร์ก็ไม่ได้เป็นการ "ฟันธง" กำหนดให้ผู้ชมต้องเลือกทางเดินชีวิตแบบใด แต่เป็นการ "ทิ้งประเด็น" ไว้ให้คิดว่า ในชีวิตคนเราต้องผ่าน "บททดสอบ" มากมาย แน่นอน "ทุกคนมีทางเลือก" ซึ่งเมื่อเลือกไปแล้วก็ต้อง "เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน" และมันจะมี "ผลลัพธ์"ที่ติดตัวไปตลอด

"สิ่งเหล่านี้พอเราโตขึ้นแล้วถอยห่างมาจากมัน แล้วมันก็ทำให้ผมเกิดคำถามว่า เราอยู่กับมันจนเรารู้สึกคุ้นเคยหรือเคยชินกับมันมากเกินไปหรือเปล่า? ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าถามว่าถูกต้องไหม? มันก็คงไม่ถูกต้อง แล้วมันก็ทำให้ผมย้อนกลับมามองว่า สังคมที่เราอยู่ความขาวกับดำมันเริ่มเลือนราง มันกลายเป็นสังคมสีเทาๆ จนเราไม่รู้ว่าจะสามารถชี้ถูกชี้ผิดกับใครได้อย่างชัดเจน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมได้จากการทำวิจัย หนังเรื่องนี้นอกจากจะทำให้มันสนุกสนานแล้ว เราสามารถสร้างมิติบางอย่างที่พูดถึงสังคมและเยาวชนได้" นัฐวุฒิ กล่าว

แม้ภาพยนตร์จะว่าด้วยเรื่องราวของวัยรุ่น 4 คน ที่มารวมหัวกันทำเรื่องไม่ค่อยดีอย่างการโกงสอบระดับโลก แต่จุดเริ่มต้นก่อนหน้านั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า "ผู้ใหญ่" ก็มีส่วนไม่น้อย เช่น ครูออกข้อสอบเหมือนกับที่สอนพิเศษนอกเวลาเรียน ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเด็กที่จ่ายเงินเรียนกับครูคนดังกล่าวกับเด็กที่ไม่ได้เรียน "เมื่อเห็นผู้ใหญ่ทำแบบนี้ได้ไม่มีใครทักท้วง" ย่อมไม่แปลกที่เยาวชนจะคิดว่าตนเองก็สามารถทำได้บ้าง

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ อดีตนักร้องดังที่เคยฝากผลงานอย่าง "ซ้ำเติม", "ทำใจลำบาก", "อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ" รวมถึงเคยทำค่ายเพลง "Music Bugs" อยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วย กล่าวว่า บทบาทของตนในภาพยนตร์เป็นทั้ง "พ่อ" และประกอบอาชีพ "ครู" ว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่ จะมีอิทธิพลกับชีวิตของคนเป็นลูกค่อนข้างมาก แต่ไม่ใช่จาก "คำพูด" หากแต่เป็น "การกระทำ" ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พ่อ-แม่ทุกคนสอนลูกเสมอว่า "จงเป็นคนดี"แต่ในความเป็นจริงลองถามตนเองว่า แต่ละวันเราได้แสดงอะไรให้ลูกหลานได้เห็นบ้าง?

"ทุกคนลองมองตัวเอง ไม่ต้องมองคนอื่น ว่าจริงๆ แล้วเราทำตามที่พูด เป็นตัวอย่างให้ลูกหรือเปล่า? เราพูดอย่างไรมันไม่สำคัญเท่ากับที่เราทำ เพราะฉะนั้นอิทธิพลอยู่ที่เรา" ธเนศ ฝากข้อคิด ตัวอย่างที่เด็กเห็นและ "ซึมซับ" จากสภาพแวดล้อมรอบตัวอยู่ทุกวัน มีผลต่อการประพฤติตน แตกต่างไปจากสิ่งที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมา เรื่องนี้มี ข้อค้นพบจากเกม "Corrupt" ซึ่งเป็นผลงานฝีมือคนไทย เกมนี้เป็นเสมือน "แบบทดสอบ" ให้ผู้เล่นได้เลือก "เส้นทางเดินชีวิต" เมื่อพบกับเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไป โดย ปฏิพัทธ์ สุสำเภา ผู้ก่อตั้งบริษัท Opendream ในฐานะผู้พัฒนาเกมนี้ เปิดเผยว่า

วิธีการสอนคนอาจแบ่งได้ 3 แบบ คือ "สอนให้จำ-ทำให้ดู-ให้รู้เอง" ในส่วนของสอนให้จำ คงจะใช้กับคนรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยได้นัก แต่การทำให้ดูและให้รู้เองจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า เป็นที่มาของความพยายาม "สอดแทรก" ประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นไว้ในเกม ทั้งนี้ ข้อค้นพบหลังมีผู้สนใจเข้ามาเล่นเป็นจำนวนมาก คือ "อายุที่มากขึ้น" มีผลต่อการตัดสินใจเลือกว่าจะ "หยุดยั้ง" หรือ "ปล่อยไป" เมื่อผู้เล่นพบกับการคอร์รัปชั่นประเภทต่างๆ

"เราเก็บข้อมูลตัวเลือกของผู้เล่นไว้ แล้วพบว่าเด็กอายุสิบกว่าๆ กับผู้ใหญ่อายุสามสิบกว่าๆ มีวิธีการตัดสินใจไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าให้เลือกว่าจะโกหก เด็กจะเลือกโกหกช้ากว่าผู้ใหญ่ หรือถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพวกพ้อง เด็กจะเลือกพวกพ้องน้อยกว่าผู้ใหญ่" ปฏิพัทธ์ กล่าวย้อนกลับไปที่รายงาน คนไทยมอนิเตอร์ มีการจำลองสถานการณ์ โดยถามว่า "หากไปสอบใบขับขี่รถยนต์แล้วไม่ผ่าน แต่มีทางเลือกให้จ่ายเงินติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้ใบขับขี่มา จะยอมจ่ายหรือไม่?" แม้มุมหนึ่งจะพบว่า เยาวชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 75 ตอบว่าไม่จ่าย มีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่ตอบว่าจ่าย แต่อีกมุมหนึ่ง "หากเจาะลึกเป็นกลุ่มๆ" จะพบว่า "ครอบครัว" เป็นตัวแปรที่สำคัญมากในการเลือกตอบว่าจ่ายหรือไม่จ่าย

เช่น ในกลุ่มที่ตอบว่า "จ่าย" มาจากครอบครัวประเภท "ตามใจ" มากที่สุด ร้อยละ 33 รองลงมาเป็นครอบครัวประเภท "ทอดทิ้ง" ร้อยละ 30 อันดับ 3 เป็นครอบครัวแบบ "ควบคุม" ร้อยละ 29 ส่วนครอบครัวประเภท "รักและเอาใจใส่" มีเยาวชนที่ตอบว่าจ่ายน้อยที่สุด เพียงร้อยละ 24 ในทางกลับกัน กลุ่มที่ตอบว่า "ไม่จ่าย" มาจากครอบครัวประเภทรักและเอาใจใส่มากที่สุด ร้อยละ 76 รองลงมาคือครอบครัวประเภทควบคุม ร้อยละ 71 อันดับ 3 ครอบครัวประเภททอดทิ้ง ร้อยละ 70 และครอบครัวประเภทตามใจ มีเยาวชนที่ตอบว่าไม่จ่ายอยู่น้อยที่สุด เพียงร้อยละ 67

ขณะที่ภาคการศึกษา ผลการสำรวจของ สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ที่เปิดเผยเมื่อปลายเดือน เม.ย. 2560 ชี้ว่า สถาบันการศึกษาไทยมีปัญหาทุจริตในทุกระดับ โดยระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) เป็นสถาบันการศึกษาที่มีการทุจริตมากที่สุด ได้ 7.30 จาก 10 คะแนน รองลงมาเป็น อาชีวศึกษา 7.25 คะแนน และการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประถม-มัธยม) 7.18 คะแนน อีกทั้งประชาชนยังไม่ค่อยมั่นใจว่า รัฐบาลปัจจุบันโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะแก้ปัญหาได้ โดยให้คะแนนเพียง 6.86 จากเต็ม 10 เท่านั้น

บทสรุปของเรื่องนี้..ผู้ใหญ่ทั้งหลายโดยเฉพาะคนเป็นพ่อ-แม่ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ คงต้อง "ย้อนมองตนเอง" เช่นกัน เพราะในขณะที่ต่าง คาดหวังให้ลูกหลาน ให้เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นมา "ไม่คดไม่โกง-ซื่อสัตย์สุจริต" เป็นคนดีของสังคม เป็นพลเมืองที่ดีต่อเพื่อนร่วมชาติร่วมโลก ท่านได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ "เอื้อ" ต่อการเติบโตของเด็กและเยาวชน

ให้ไปในแนวทางที่ถูกที่ควรแค่ไหน?