You are here

CG and corruptions News - 16 May 2018

'สันธนะ'เปิดศึก3นายพล จักรทิพย์-วิระชัย-โจ๊ก ระบุมีปัญหาขัดแย้งส่วนตัว อาศัยหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ - ไทยรัฐ หน้า 2

ตีกลับงบไอทีสภาใหม่ ไมค์-นาฬิกาแพงเวอร์ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

พิษเงินรายหัวเด้ง'พะโยม'นั่งศธภ.ปทุมธานี - เดลินิวส์

จี้นายกฯขึ้นแบล๊กลิสต์'อิตาเลียน - มติชน

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: 'คงต้องฝากความหวังไว้กับเด็กยุคใหม่'ช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือ? - แนวหน้า

It's time to root out endemic graft - BANGKOK POST

คอลัมน์ ทิศทางประเทศไทย: ประชานิยมที่ดี ต้องมีกฎเกณฑ์ - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: แชร์ปั่นหุ้น - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

รายงาน: มาเลเซียล้างบางทุจริต ตั้งรมต.เรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิ - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ข้าพระบาททาสประชาชน: บทเรียนการเมือง การเลือกตั้งมาเลเซีย - ฐานเศรษฐกิจ

'สันธนะ'เปิดศึก3นายพล จักรทิพย์-วิระชัย-โจ๊ก ระบุมีปัญหาขัดแย้งส่วนตัว อาศัยหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

“สันธนะ” ส่งตัวแทนลุยถ้ำเสือ ยื่นหนังสือเปิดผนึกเตือนตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ อ้างมีผลกระทบต่อบุพการีและครอบครัว จากนี้จะขอพึ่งกระบวนการยุติธรรมพร้อมระบุชื่อ 3 นายพลคู่ขัดแย้ง “จักรทิพย์-วิระชัย-สุรเชษฐ์” ด้านบิ๊กแป๊ะชี้ เป็น สิทธิ์ของเขา แต่เจ้าหน้าที่จะทำตามกฎหมาย ผกก.สน.โชคชัยเผย พ่อสันธนะ ยังไม่ติดต่อเข้าให้ปากคำ กรณีให้ที่พักพิงซ่อนเร้นลูก ส่วน “คเณศ เปรมครุฑ” ลูกน้องสันธนะ ศาลให้ประกัน หลังตำรวจคุมตัวฝากขังผัดแรก ขณะที่ลูกน้องคนอื่นที่โดนคดีทยอยเข้ามอบตัวอีก 8 คน เหลือยังหนีอีก1 ด้าน คดีเมจิก สกิน รองวิระชัย เรียก 7 ดารา วุ้นเส้น, ลีเดีย, ดีเจพุฒ, แพตตี้, มาร์ช, ไอซ์ อภิษฎา และ ไต้ฝุ่น เคพีเอ็น มาให้ปากคำพร้อมกัน 24 พ.ค.นี้ ส่วนเบลล่า ราณี ประสาน ปคบ. เข้าพบให้ปากคำคดีบีเคิฟ วันที่ 16 พ.ค.

ภายหลังศาลอาญา มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล ประธานที่ปรึกษาบริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง จำกัด ในคดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์ เก็บค่าคุ้มครองผู้ค้าในตลาดใหม่ดอนเมือง ภายใต้เงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ โดยเจ้าตัวเผยเตรียมเปิดศึก 3 นายพล ใช้อำนาจหน้าที่กลั่นแกล้ง ขณะที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก พ.ต.อ.(พิเศษ) สมชาย ประยูรรัตน์ อายุ 91 ปี บิดา พ.ต.ท.สันธนะสอบปากคำในประเด็นให้ที่พักพิง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมนายคเณศ หรือต้น เปรมครุฑ อายุ 42 ปี ผู้จัดการและหุ้นส่วนตลาด ได้ที่ จ.สระบุรี เมื่อกลางดึกวันที่ 14 พ.ค.ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 15 พ.ค. ที่ศาลอาญา พ.ต.ท.ธรรมรักษ์ เรือง-ดิษฐ์ คณะพนักงานสอบสวนตามคำสั่ง ตร.ที่ 317/2560 คุมตัวนายคเณศ เปรมครุฑ อายุ 42 ปี ลูกน้อง พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ผู้ต้องหาคดีขู่กรรโชกทรัพย์กลุ่มผู้ค้าในตลาด ไปยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-26 พ.ค.นี้ เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานบุคคลอีก 50 ปาก และรอผลตรวจสอบลายนิ้วมือกับประวัติต้องโทษผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร

คำร้องฝากขังระบุว่า ระหว่าง บ.ตลาดใหม่ดอนเมืองฯ เข้าบริหารตลาดใหม่ดอนเมือง ได้แต่งตั้งให้ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ เป็นที่ปรึกษาฯ เมื่อปี 2559 และระหว่างเดือน เม.ย.59-เดือน เม.ย.61 พ.ต.ท.สันธนะร่วมกับพวกรวม 11 คน ร่วมเรียกเก็บเงินเป็นรายเดือนจากผู้ค้าขายที่เช่าพื้นที่ในตลาดใหม่ดอนเมือง ประมาณร้านละ 1,000- 3,000 บาทต่อเดือน และยังเรียกเก็บค่าจอดรถยนต์อีกเดือนละ 700 บาท ส่วนรถ จยย. เดือนละ 300 บาท พวกผู้ต้องหาแบ่งหน้าที่กันทำ เรียกเก็บเงินช่วงปลายเดือนของทุกๆเดือน ในกลุ่มของพวกผู้ต้องหา 1-5 คน มีพฤติกรรมลักษณะข่มขู่ คุกคาม ผู้ค้าขายจนทำให้เกิดความหวาดกลัวจะเกิดอันตราย หากไม่ยอมจ่ายเงิน และอาจทำให้เกิดความเดือดร้อนในการค้าขายจนกลุ่มผู้ค้ายอมจ่ายเงิน

การสอบสวนขณะนี้ มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา รวม 9 คดี แต่เฉพาะคดีที่ร้องทุกข์กับนายคเณศ ผู้ต้องหานี้ มี 7 คดี เหตุเกิดที่ตลาดใหม่ดอนเมือง แขวงและเขตดอนเมือง การกระทำของผู้ต้องหา เป็นความผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ประกอบมาตรา 83 โดยเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาได้ตามหมายจับของศาลอาญา 7 หมาย เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 22.00 น. ที่ริมทางเข้าวัดพระพุทธฉาย ต.หนองปลาไหล อ.เมือง จ.สระบุรี ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัว โดยศาลพิจารณาอนุญาตให้ฝากขังได้

ต่อมาทนายความนายคเณศ ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 3 แสนบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวนายคเณศ ระหว่างฝากขัง ศาลพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้วมีคำสั่งอนุญาต โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไข และนัดมารายงานตัววันที่ 2 ก.ค.

สำหรับกลุ่มผู้ต้องหาลูกน้อง พ.ต.ท.สันธนะที่ถูกออกหมายจับในคดีกรรโชกทรัพย์ ร่วมกับ พ.ต.ท.สันธนะที่เหลืออีก 9 คน เริ่มทยอยเข้ามอบตัวพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ค.ต่อเนื่องถึงวันที่ 15 พ.ค. ประกอบด้วย 1.นายวันเพ็ญ หรือเพ็ญ ผิวดำดี 2.นายอนุ สุขสุคนธ์ 3.นายกฤษณะ หรือตั้ม หลำรอด 4.นายประนอม แก้วสวัสดิ์ 5.นายชนะโชติ สุขสุคนธ์ 6.นายวรรณชัย หรือแก้ว ใจเรือง 7.นายอดิศักดิ์ หรือโต้ง จันทร์ศรี และ 8.นายอนุชา หรือทอม วรเดช ทั้งหมดปฏิเสธ ขอให้การในชั้นศาล ขณะนี้ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 1 คน ที่ยังหลบหนีคือ นายศิริชัย หรือชัย ไม่ทราบนามสกุล อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

ส่วนความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ มีรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเวลา 11.30 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.สันธนะได้ส่ง ตัวแทนยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ โดยหนังสือดังกล่าวมีข้อความว่า ขอแจ้งเตือนการปฏิบัติหน้าที่ และคำสั่งสนธิกำลังพลและอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการ ใดๆ กับข้าพเจ้า เนื่องจากในปัจจุบัน ได้มีสถานการณ์ความรุนแรงอันเกินกว่าเหตุในการดำเนินการใดๆ กับข้าพเจ้า โดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของนายพลตำรวจ 3 นาย มีความขัดแย้งส่วนตัวโดยตรงกับข้าพเจ้าดังนี้ คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล นอกจากนี้ปฏิบัติการดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อบุพการีและครอบครัวของข้าพเจ้าโดยตรง อันไม่สามารถยินยอมได้อีกต่อไป ดังนั้น ข้าพเจ้ามีความ จำเป็นต้องใช้กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ดำเนินการกับ 3 นาย นับแต่นี้เป็นต้นไป

อนึ่ง หากมีการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญากับข้าพเจ้า อันเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนคดีใดก็ตาม มีความจำเป็นต้องขอศาลยุติธรรม เพื่อขออนุมัติหมายจับติดตามจับกุมข้าพเจ้ามาดำเนินคดี กรณีข้างต้นนี้ ขอเรียนว่าข้าพเจ้าไม่เคยคิดหลบหนีและพร้อมมอบตัวต่อสู้คดี ขอใช้ที่อยู่ เลขที่ 412/248 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.เป็นสถานที่รับส่งเอกสารจนกว่าจะเสร็จสิ้นคดีความ และท่านสามารถติดต่อข้าพเจ้าได้ตลอดเวลาทางโทรศัพท์มือถือหมายเลข 08-1860-7181 จึงเรียนมายังท่านเพื่อแจ้งให้นายตำรวจทั้ง 3 นายทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า สำหรับเรื่องนี้ ไม่อยากพูดถึง เดี๋ยวเป็นประเด็นอีก ทั้งตนก็เป็นคู่กรณีกับเขาด้วย ไม่ขอออกความเห็น เรื่องส่วนตัว พ.ต.ท.สันธนะจะฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือจะดำเนินการอย่างไร ทุกอย่างเป็นสิทธิ์ของเขา ส่วนเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

อีกด้านหนึ่ง ที่ สน.โชคชัย พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู ผกก.สน.โชคชัย กล่าวว่า กรณีพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก พ.ต.อ.(พิเศษ) สมชาย ประยูรรัตน์ อายุ 91 ปี บิดาของ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ เข้าพบเพื่อสอบปากคำในวันที่ 18 พ.ค. เนื่องจากมีพฤติกรรมเข้าข่ายให้ที่พักพิง ช่วยเหลือซ่อนเร้นผู้ต้องหาคือ พ.ต.ท.สันธนะ ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อเข้ามาแต่อย่างใด หากวันที่ 18 พ.ค. ยังไม่มาจะออกหมายเรียกครั้งที่ 2

เย็นวันเดียวกัน ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคดีกลุ่มผู้มีอิทธิพลเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ค้าในตลาดใหม่ดอนเมือง รวมทั้งความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง โดย พล.ต.อ.รุ่งโรจน์เผยว่า การประชุมวันนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าคดีในส่วนต่างๆ กระทั่งขยายผลพบกลุ่มผู้มีอิทธิพลเรียกรับเงินจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดด้วย นำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 11 คน ใน 45 คดี ความผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ จับกุม พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ประธานที่ปรึกษาบริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง เมื่อวันที่ 12 พ.ค. และจับกุมนายคเณศ เปรมครุฑ เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ขณะที่นายวันเพ็ญ ผิวดำดี เข้ามอบตัวเมื่อคืนวันที่ 14 พ.ค. และเมื่อช่วงบ่ายมีผู้ต้องหาตามหมายจับเข้ามอบตัวเพิ่มอีก 7 คน ได้ประสาน ปปง.ให้เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาทั้งหมด ส่วนกรณี พ.ต.ท.สันธนะส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือถึง ผบ.ตร.ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจชุดปฏิบัติการระดับนายพล 3 นาย คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.นั้น เป็นสิทธิ์ของ พ.ต.ท.สันธนะ แต่เชื่อว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อรูปคดี เนื่องจากตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน

ขณะที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับ ปปง. ทางเลขา ปปง. สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานเข้าร่วมประชุม คาดว่าวันนี้จะต้องมีความชัดเจนว่ามีความผิดในส่วนไหนบ้าง และไม่มีความผิดในส่วนไหนบ้าง ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย พล.ต.อ.จักรทิพย์ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ภายในตลาดต้องค้าขายของที่ดี มี อย. และตลาดต้องถูกต้องตามกฎหมายของกรมธนารักษ์ กรมสรรพากร และตามกฎของสำนักงานเขต และปราศจากการจ่ายค่าคุ้มครองใดๆส่วนการเข้าค้นคอนโด พ.ต.ท.สันธนะ ส่วนตัวไม่ได้เครียดหรือกังวล เพราะได้ขอให้พนักงานนิติบุคคลนำกุญแจมาเปิด แต่เปิดไม่ได้ ต้องใช้กำลังในการพังประตูเข้าไปตรวจค้น แต่หลังจากเสร็จภารกิจได้ซ่อมแซมให้ทางนิติบุคคลให้เป็นเหมือนเดิม และได้มอบกุญแจให้กับเจ้าพนักงานนิติบุคคลเรียบร้อย

ตีกลับงบไอทีสภาใหม่ ไมค์-นาฬิกาแพงเวอร์ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน360 - ครม.เคาะเพิ่มงบฯก่อสร้างสภาใหม่อีก 512 ล้าน แต่ตีกลับงบฯไอที 8 พันล้าน ให้ไปทบทวนใหม่ นายกฯ โวยของแพง ยอมไม่ได้ ไมโครโฟน 1.2 แสน-นาฬิกา 7 หมื่น "วิลาศ" ไม่แปลกใจ ครม.อนุมัติงบก่อสร้างสภาใหม่ ชี้แม่น้ำ 5 สายไหลไปทางเดียวกัน ตอกย้ำ หวังปราบทุจริตในยุค "ประยุทธ์" ไม่ได้ จ่อแฉปมตั้งงบตามเอกชนเสนอ ไม่มีราคากลาง

วานนี้ (15 พ.ค.) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.ได้อนุมัติเพิ่มงบฯ สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ วงเงิน 512.50 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าก่อสร้างอาคารรัฐสภา พร้อมอาคารประกอบ 273.51 ล้านบาท ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 150.45 ล้านบาท และค่าที่ปรึกษาบริหารโครงการ 88.54 ล้านบาท ทั้งนี้รัฐสภาให้เหตุผลว่า เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อเร่งรัดให้การก่อสร้างเสร็จเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยในส่วนของห้องประชุมวุฒิสภา ห้องกรรมาธิการ และที่ทำงานบุคลากร กำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 61 ส่วนห้องประชุมสภาผู้แทนฯ และพื้นที่เชื่อมต่อบางส่วนให้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 62 เพื่อรองรับการเลือกตั้ง แต่การเก็บรายละเอียดทั้งโครงการ จะต้องเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 62

ขณะที่งบฯ อีกส่วนหนึ่ง ที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ เสนอขอมา 8,135.56 ล้านบาท แต่ ครม.ไม่อนุมัติ เนื่องจากไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน รวมถึงอุปกรณ์ และเครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศบางชิ้น มีราคาแพงเกินไป โดยให้กลับไปทำรายละเอียดมาใหม่ ปรับค่าใช้จ่ายบางรายการให้ถูกลง เช่น ค่าไมโครโฟน, นาฬิกา

ทั้งนี้ สภาฯ ให้เหตุผลว่า เงินจำนวนนี้ เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินงานด้านอื่นๆ ไปพร้อมกับการก่อสร้างอาคาร ประกอบด้วย งานระบบควบคุมแสงสว่างบริเวณภายนอกอาคาร งานระบบปรับอากาศภายในห้องประชุม ส.ส., ส.ว. งานผนัง งานผ้าม่าน และงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ซึ่งไม่ใช่งบใหม่ที่ขอมาทั้งหมด แต่มีงบตัวเก่าที่เคยได้รับอนุมัติ คือ งานสาธารณูปโภค 586.90 ล้าน แต่ไม่ได้รับการจัดสรรเงิน ครั้งนี้ จึงของบเพิ่ม 826.16 ล้านบาท ส่วนงานระบบประกอบอาคาร และระบบเทคโนโลยี เคยได้รับอนุมัติงบไปแล้ว 3,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรร ครั้งนี้จึงขอมาอีก 3,493.49 ล้านบาท รวมของเดิมที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรร และของใหม่ที่ขอเพิ่ม เป็นวงเงิน 6,493.49 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน 229 ล้านบาท

"ในที่ประชุม นายกฯ ฟังความเห็นของสำนักงบฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงยังไม่อนุมัติงบ แล้วให้กลับไปทบทวนใหม่ ซึ่ง นายกฯ ระบุว่า ยอมไม่ได้กับเรื่องไมโครโฟน 1.2 แสนบาท และนาฬิกา 7 หมื่นบาท" พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ในเรื่องเร่งด่วน 3 เรื่อง รวม 512 ล้านบาท ประกอบด้วย งบประมาณเกี่ยวกับการเร่งรัดการก่อสร้าง 273 ล้าน งบควบคุมงาน 150 ล้าน และค่าจ้างออกแบบ 89 ล้าน จากงบประมาณยอดรวมกว่า 8,600 ล้านบาทว่า เป็นเรื่องที่ตอกย้ำให้เห็นว่าไม่สามารถตั้งความหวังในการปราบปรามการทุจริตจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ได้ เพราะเรื่องของงบประมาณการก่อสร้างรัฐสภามีพิรุธส่อว่ามีการทุจริตในหลายเรื่อง ซึ่งได้ท้วงติงมาตลอด โดยเฉพาะการขอเพิ่มงบประมาณก่อสร้างเกี่ยวกับไอซีที อีกประมาณ 1,700 ล้านบาท ทำให้วงเงินเพิ่มจากเดิม 6,900 ล้าน เป็นกว่า 8,600 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบ

"ผมไม่แปลกใจเพราะแม่น้ำ 5 สายไหลไปในทางเดียวกัน ไม่มีไหลทวน ไม่ว่าเสนออะไรไป ก็ได้ตามนั้น แต่พอมีเสียงท้วงติงก็จะหยุดชั่วคราว จากนั้นก็ไปตามน้ำหมด ผมมีข้อมูลว่า ที่มาของการตั้งงบประมาณเรื่องนี้ มีการให้ บริษัทเสนอทั้งจำนวนและราคา โดยที่ไม่มี ราคากลางของทางราชการตั้งไว้ แต่นำราคา ของบริษัทที่เสนอในราคาแพง ไปเสนอขอ งบประมาณต่อ ครม. ซึ่งผมจะเกาะติดเรื่องนี้และนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะต่อไป" นายวิลาศ กล่าว.

พิษเงินรายหัวเด้ง'พะโยม'นั่งศธภ.ปทุมธานี - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ว่า ครม.มีมติโยกย้าย นายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ไปดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค 1 (ปทุมธานี) สังกัดสำนักงานปลัดศธ. ซึ่งการโยกย้ายดังกล่าวเพื่อให้การบริหารงานเกิดประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาเอกชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ เพราะได้รับร้องเรียนมาจากหลายหน่วยงานในพื้นที่ว่าการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวมีความล่าช้าอย่างมาก งานไม่มีความคืบหน้า โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลความมั่นคง ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยการโยกย้ายนายพะโยม ได้รับข้อมูลจากหลายฝ่ายทั้งในและนอกกระทรวง รวมถึง พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับตน ดังนั้น ในขณะนี้ ตนจึงมอบหมายให้ นายชลำ อรรถธรรม รองเลขาธิการ กช. รักษาราชการแทนไปก่อน เพราะการคัดเลือกผู้บริหารระดับ 9 ขึ้น 10 จะต้องผ่านกระบวนการสรรหา ที่สำคัญในช่วงเดือนกันยายนนี้ จะมีข้าราชการระดับ 10 มีเกษียณอายุจำนวนมาก ซึ่งจะมีการจัดทัพการโยกย้ายข้าราชการใหม่อีกครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องความคืบหน้าการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอ นายการุณ สกุล ประดิษฐ์ ปลัด ศธ.สรุปผลการสืบข้อเท็จจริงฯ เพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ขณะเดียวกัน คณะทำงานของตนได้หารือกับนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกองทุนเสมาฯ ด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำให้รอบคอบ เพราะมีผู้เกี่ยวข้อง 25 คน และในจำนวนนี้มีข้าราชการระดับสูงเกี่ยวข้องด้วย ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องจะโดนวินัยร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรงนั้น ต้องดูผลการสอบสวนว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานประมาทเลินเล่อหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเสนอมาแล้วตน จะเห็นด้วยทั้งหมด

นายพะโยม กล่าวว่า ตนไม่ขอพูดเรื่องนี้ และพร้อมที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด.

จี้นายกฯขึ้นแบล๊กลิสต์'อิตาเลียน - มติชน ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล กลุ่ม T'Challa (ทีชาล่า) นำโดยนายธัชพงษ์ แกดำ พร้อมเครือข่ายประชาชน เดินทางมาทำกิจกรรมรำลึก 100 วัน ครบรอบการตายของเสือดำป่าทุ่งใหญ่นเรศวร โดยทำพิธีกรรมเผากระดาษเขียนชื่อของนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และยื่นเรื่องถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ระงับโครงการที่ทำกับรัฐบาลและขึ้นบัญชีดำบริษัท อิตาเลียนไทยฯ พร้อมนำเอกสารที่มีรายชื่อประชาชนที่เห็นด้วยกับทางกลุ่มกว่า 23,507 คน ที่ลงชื่อผ่านเว็บไซต์ chang.org มอบให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ด้วย

นายธัชพงษ์กล่าวว่า ทางกลุ่มและภาคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้าง การทำบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ในทุกโครงการ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้คดีถึงที่สุด และนายเปรมชัยแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้มีผู้บริหารคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน นอกจากนั้น ให้ขึ้นบัญชีดำบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ในการเป็นคู่สัญญากับภาครัฐไว้ก่อน เพราะที่ผ่านมาถือว่าการกระทำของนายเปรมชัย เป็นการทำผิดจริยธรรมและธรรมาภิบาลของบริษัทในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การขอให้ทบทวนยกเลิกสัญญาและเอ็มโอยูต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท อิตาเลียนไทยฯนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ไม่รู้เลยหรือว่ากฎหมายอาญา กฎหมายบุคคล กฎหมายที่เกี่ยวกับประชาชนทั่วไปคืออะไร ทั้งนี้ ไม่ว่าจะนายเปรมชัย หรือใครก็ล่าสัตว์ไม่ได้ เป็นเรื่องของคดีที่ต้องว่ากันไป และการที่จะไปยกเลิกการประกอบการธุรกิจ มันคนละเรื่องกันหรือเปล่า

"นี่แหล่ะคือการสร้างการรับรู้ที่ไม่ถูกต้อง โยงไปโน่นไปนี่โยงทั้งหมด ถ้าอีกหน่อยใครมีปัญหาหรือนักการเมืองที่มีคดีความก็เลิกไปให้หมด เอาหรือเปล่า ใครเกี่ยวข้องติดคุก ยุบไปทั้งพรรคเลยเอามั้ย" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: 'คงต้องฝากความหวังไว้กับเด็กยุคใหม่'ช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือ? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นันท์วดี แดงอรุณ

เมื่อปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศไทยที่สั่งสมมานานหลายชั่วอายุคน พัฒนารูปแบบ ส่งผล กระทบกับผู้คนในทุกวงการและแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างโดยแทบจะไม่เห็นจุดสิ้นสุดของปัญหา ว่าจะสามารถปราบปรามหรือแก้ปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศให้หมดสิ้นอย่างถาวรได้อย่างไร หลายครั้งเราจึงมักจะเห็นผู้ใหญ่ได้กล่าวประโยคคุ้นหูที่ดูเหมือนจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่ดูมีความหวังที่สุดไว้ว่า "คงต้องฝากความหวังไว้กับเด็กยุคใหม่"

การฝากความหวังนั้นใช่ว่าจะเป็นแค่เพียงคำกล่าวลอยๆ ของผู้ใหญ่แล้วนั่งรอความหวังอย่างไร้จุดหมาย เพราะผู้ใหญ่เหล่านั้นเองได้พยายาม หาวิธี สร้างกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อร่วมหล่อหลอม เด็กยุคใหม่ ให้เติบโตมาทำให้ความหวังของ คนยุคก่อน นั้นเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหลักสูตรการศึกษาที่โด่งดังจนกลายเป็นคำพูดฮิตติดปากของคนไทยว่า "โตไปไม่โกง" ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มุ่งพัฒนาเยาวชนใน 5 สาระสำคัญได้แก่ (1) ความซื่อสัตย์สุจริต (2) การมีจิตสาธารณะ (3) รักความเป็นธรรม (4) ความรับผิดชอบ (5) ชีวิตพอเพียง โดยได้จัดอบรมครูเพื่อให้นำหลักสูตร โตไปไม่โกง กลับไปใช้ในการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา มาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 จนถึงปัจุบัน ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา หลักสูตร โตไปไม่โกง ได้กระตุ้นความหวังของคนยุคเก่าในสังคมไทยให้หันมาให้ความสำคัญกับการปลูกฝังเด็กยุคใหม่ให้เป็น คนดี ซื่อสัตย์สุจริต ดังจะเห็นได้ว่ายังมีความพยายามที่จะพัฒนาการเรียน การสอน หรือกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://growinggood.org

นอกจากหลักสูตร โตไปไม่โกง แล้วยังมีโครงการโรงเรียนคุณธรรม ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งดำเนินงานเพื่อสืบสานพระราชปณิธานเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในโรงเรียน "ลดลง" และ ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ "เพิ่มขึ้น" ผ่านกรอบแนวคิดที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ (1) ความพอเพียง (2) ความกตัญญู (3) ความซื่อสัตย์สุจริตสร้างชาติ (4) ความรับผิดชอบ (5) คุณธรรมจริยธรรม สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานให้ครอบคลุมโรงเรียนอย่างน้อย 30,000 แห่งทั่วประเทศ ในปีการศึกษา 2561

การดำเนินงานปลูกฝังค่านิยมให้เยาวชนเป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของหน่วยงานราชการเท่านั้น แต่ยังมีความร่วมมือ ร่วมใจ ในการพัฒนาองค์ความรู้ หลักสูตร หรือกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมให้เยาวชนเป็นคนดีจากหน่วยงานภาคเอกชนและองค์กรภาคประชาสังคมอื่นๆ อีกมากมายหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับเด็กและเยาวชนที่มีความชื่นชอบและมีความถนัดที่แตกต่างกัน รวมทั้งเพื่อให้เข้ากับสังคมยุคดิจิทัล เช่น หลักสูตรสุจริตไทย หลักสูตรออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถแยกแยะเรื่องสุจริตและเรื่องทุจริตได้ ผ่านสื่อการเรียน การสอนที่ทันสมัย น่าสนใจ ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ด้วยตนเองตามความต้องการและช่วงเวลาที่สะดวกผ่านทางเว็บไซต์ www.thaihonesty.org โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือการสร้างเกมออนไลน์ เดอะ คอร์รัป จากทีมงาน Opendream ร่วมกับมูลนิธิเพื่อคนไทย นำเกมออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมของวัยรุ่น มาพัฒนาแนวคิดของเกมให้ผู้เล่นได้ฝึกคิด แยกแยะ และค้นหาความจริง ผ่านภาพและเสียงที่น่าสนใจ เพื่อให้เห็นภาพและ ผลกระทบของการคอร์รัปชันที่เหมาะกับเยาวชน ได้ง่ายขึ้น โดยสามารถดาวน์โหลดเกมผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ www. corruptthegame.com

นอกจากเกมออนไลน์แล้ว ยังมีบอร์ดเกมต้านคอร์รัปชันเพื่อใช้เป็นสื่อกลางการเรียนรู้ช่วยแก้ปัญหาสังคม ให้ออกมาน่าสนใจ สนุกสนาน พร้อมทั้งได้ถ่ายทอดและสอดแทรกความรู้ด้าน ต่อต้านคอร์รัปชันให้ผู้เล่นได้อีกด้วย โดยเป็นความ ร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดกิจกรรมประกวดบอร์ดเกมต้านคอร์รัปชันขึ้น โดยได้ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาคอร์รัปชัน นักวิจัย นักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงผู้ชื่นชอบ บอร์ดเกม มาร่วมให้ความเห็นจนได้บอร์ดเกมที่ ชนะการประกวดผลงานของทีมนักศึกษาปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ทำธุรกิจส่วนตัว ที่ร่วมสร้างสรรค์เกม The Trust แนวคิดของเกมดังกล่าวเป็นการเปิดให้ผู้เล่นเป็นผู้ร่วมรับโครงการพัฒนาเมืองจากนายกเทศมนตรี ที่มีสิทธิตรวจสอบการทุจริตอันน่าสงสัย นับเป็นครั้งแรกของไทยที่ใช้สื่อประเภทบอร์ดเกมมาร่วมแก้ปัญหาสังคม โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและสั่งซื้อบอร์ดเกม The Trust ได้ที่ www.facebook.com/TheTrustBoardGame/

จากตัวอย่างการปลูกฝังและหล่อหลอม เด็กรุ่นใหม่ ให้เติบโตมาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ผ่านกระบวนการที่หลากหลายดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่น่าสนใจและอยากยกมาให้ได้รู้จักเท่านั้น ยังมีกิจกรรมและกระบวนการ อื่นๆ จากหลายหน่วยงานที่พร้อมจะร่วมมือกันสร้างเยาวชน คนรุ่นใหม่ ให้เติบโตไปเป็นพลเมืองตื่นรู้สู้โกง หรือ Active Citizen ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT โดยล่าสุดองค์กร ได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อคนไทย เปิดตัวโครงการ Active Youth หรือ เยาวชนตื่นรู้สู้โกง เพื่อสร้างความร่วมมือนำเครื่องมือที่มีศักยภาพในการปลูกฝังเยาวชนต่างๆ เหล่านี้ เข้าสู่สถาบันการศึกษาให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และวัดผลได้ ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั้น HAND Social Enterprise จะเป็นสื่อกลางในการนำเสนอความคืบหน้าให้ท่านที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : HANDenterprise

สุดท้ายไม่ว่าจะมีกิจกรรมอีกมากมายเพียงใด หากขาดปัจจัยที่สำคัญที่สุดนั่นคือ การสนับสนุน และเป็นตัวอย่างที่ดีจากครอบครัวไปแล้วนั้น ก็คงไม่อาจจะทำให้คำกล่าวที่ว่า "คงต้องฝากความหวังไว้กับเด็กยุคใหม่" เพื่อให้มาช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันสำเร็จไปได้ เพราะพ่อ แม่ และบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะทำให้เด็กนั้น โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีดั่งหวังไว้ได้ต่อไป และการสนับสนุนจากพ่อแม่และครอบครัวเป็นแรง ขับเคลื่อนที่ดีที่สุดสำหรับการพยายามหรือ การตัดสินใจ เพื่อเลือกเป็นคนดีในสังคมที่มีแต่ปัญหาและพร้อมจะพาให้เยาวชนนั้นเดินผิดทางได้เสมอ

It's time to root out endemic graft - BANGKOK POST Issued date 16 May 2018

PEERASIT KAMNUANSILPA

SIRISAK LAOCHANKHAM

For 85 years, Thailand has been trapped in a quagmire of political crises. It all began in 1933, when there were two coups in as many months.Since then, there have been cycles of coups, new constitutions and general elections, with the first poll held on Nov 15, 1933 and the most recent on July 3, 2011.

Since 1933, there have been 26 general elections and 13 successful coups. Regrettably, Thailand has had an average of one newly penned constitution every four years.

As of now, the total count stands at 21, including the one that was passed by a referendum on Aug 7, 2016. The standard justification for a coup and new constitution is the need to oust a corrupt administration.

Thailand's road to democracy is incredibly bumpy and the political landscape has undermined its socio-economic development.

Thai politics has been marred by incidents of the military fighting against and overthrowing popularly elected governments that were, themselves, tainted with allegations of corruption, cronyism, nepotism and being ineffective.

This comes in stark contrast to the politics of a well-functioning democracy in socially and economically more mature countries, where their political activities are more concerned with enabling the connections between political and socio-economic development to proceed effectively through an administrative system that respects the voices, values and, presumably, the needs of the people.

Unlike in Singapore and South Korea, Thai politics is not about the country forging ahead, but more about protecting the interests of the most powerful groups and the allocation of wealth or benefits to their political clans.

Within this system, it is common to see the bureaucrats accountable for and responsive to the interests of politicians. Whether they acquire legitimacy to rule by popular election or by seizing power by military intervention makes no difference.

The rules of the game require bureaucrats to serve the ruling power groups or be removed. While they can always be replaced, the bureaucracy itself, as an effective political engine, still operates inside the labyrinth of the polity.

Almost four years after the latest coup, and after several false assurances, there are finally positive signs that an election will be held early next year.

This, however, should not be construed as the onset of a new chapter of democracy in Thailand. It only signifies that Thailand is still locked into the same cycle.

After enduring the latest crisis for nearly four years, we may have an opportunity to escape from this political predicament. But the country can capitalise on this if the next prime minister enters office with a determination to straighten out the political and bureaucratic mazes.

Indeed, we need a leader whose burning ambition is to rid our country of corruption. The overwhelming majority of Thais, who would readily uphold such values as honesty and integrity if they knew their peers were being held to the same standard, would certainly back a leader who championed this.

At the moment, the silent majority of Thais live frugally and are disgusted by the venality, greed and immorality exposed regarding some of the politicians and bureaucrats who, in contrast, live an extravagant life.

A glaring example is the bureaucrat who kept nearly 1 billion baht in his house - and was only exposed when he was robbed by a burglar.

As with most countries, ascending to political power in Thailand requires large sums of money to get elected, which triggers a cycle of corruption.

Indeed, the bane of our democracy is the high cost of elections on the part of candidates, estimated at more than 50 billion baht during the last national election.

After the election, the winners who form a coalition government must recover their costs and even accumulate funds for the next election. Some recover their costs by way of corruption.

At the same time, they look the other way while petty bureaucrats accumulate wealth by resorting to bribes in exchange for expediting public services, or, in some cases, smuggling prohibited goods.

They can also earn money through delaying payments for government procurement and requiring kickbacks to complete the processing. All of this results in high costs, which lowers the economic competitiveness of the country.

It was once thought that e-auctions would make procurement more transparent and make collusion in bidding more difficult.

Unfortunately, this has proven a myth, as the differences in the offerings between the winners and losers are often infinitesimally small. This practice is rampant largely because the procurement officers, or in some cases the heads of public offices, reveal the reference prices to the strongest contenders in the race.

That makes it mathematically possible to split a small share of the windfall profits with the bidders who are content with not submitting a competitive bid. This dishonourable practice could never have been "normalised" if our national leaders wanted to clean up the administration.

However, there are signs that we have made improvements.

In the past, we were generally unable to uncover cases of fraud in the bureaucratic ranks. But recently the public has exposed the embezzlement of temple funds, scholarship funds for poor students or the Sema Phatthana Chiwit Fund, funds for the destitute, and misdeeds in the procurement of a substandard quality of rabies vaccine within the Livestock Department.

While this is just the tip of the iceberg, the prime minister should not let this opportunity to clean up government offices pass him or us by.

As the world is digitalising at a rapid rate, Thailand's next prime minister should lead the country with a clear mandate to keep the government clean, or they will miss an opportunity to become a national hero.

This could include using blockchain technology, which is designed to be an incorruptible digital ledger of economic transactions that can record all government procurement and many other financial matters.

Therefore, the advice to both the current and next prime minister is that they have to lead the way by making the available digital technology standard practice.

Peerasit Kamnuansilpa is a founder and former dean of Khon Kaen University's College of Local Administration (COLA). Sirisak Laochankham is a lecturer at COLA.

คอลัมน์ ทิศทางประเทศไทย: ประชานิยมที่ดี ต้องมีกฎเกณฑ์ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พรายพล คุ้มทรัพย์

นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์

นโยบายทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ที่กลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองถกเถียงกันอย่างรุนแรงในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็คือนโยบายที่เรียกว่า "ประชานิยม"

ในที่นี้ผมหมายถึงว่านโยบายที่รัฐบาลใช้เพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองโดยการเอาอกเอาใจประชาชนแบบ "ลดแลกแจกแถม" จนในที่สุดอาจทำให้เป็นผลเสียทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา

ประเทศไทยเรามีประสบการณ์เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณ ในช่วงนั้นมีการใช้นโยบาย "30 บาทรักษาทุกโรค" ซึ่งถือว่าสร้างความนิยมทางการเมืองให้กับรัฐบาลทักษิณเป็นอย่างมาก นโยบายนี้เป็นประโยชน์ต่อคนไทยจำนวนมากก็จริง แต่ก็มีลักษณะความเป็นประชานิยมที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินค่อนข้างมากและมีส่วนทำให้เกิด งบประมาณขาดทุนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลต่อๆ มา ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและจากการปฏิวัติ ก็ดูจะหนีไม่พ้นการนำเอานโยบายประชานิยมมาใช้ มากบ้างน้อยบ้าง รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เคยใช้นโยบายประเภทนี้ในรูปของ "เช็คช่วยชาติ" และ "รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ไฟฟ้าฟรี" นโยบายที่เป็นที่ถกเถียงกันมากและถือเป็นประชานิยมที่มีการทุจริตแถมเข้ามาด้วยก็คือนโยบาย "จำนำราคาข้าว" ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ส่วนรัฐบาล คสช.ก็อดไม่ได้ที่จะใช้นโยบายลดแลกแจกแถม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความนิยมทางการเมือง เช่น นโยบาย "ช็อปช่วยชาติ" "กองทุนหมู่บ้าน" และ "การจดทะเบียนคนจน"

ปัญหานโยบายประชานิยมที่อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจได้มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในสภาปฏิรูปแห่งชาติ และได้มีข้อเสนอให้มีกฎหมายเพื่อป้องกันการใช้นโยบายประชานิยมเหล่านี้จนเกินขอบเขต

ในที่สุด สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ผ่านพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐออกมาใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2561 กฎหมายระบุอย่างชัดเจนว่ารัฐบาล "ต้องไม่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจในระยะยาว"

นอกจากนั้น ยังกำหนดให้มีแผนการคลังระยะปานกลาง (ไม่น้อยกว่าสามปี) เพื่อกำหนดเป้าหมายและนโยบายการคลัง ประมาณการรายรับรายจ่าย และหนี้สาธารณะของรัฐ และใช้เป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายและเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง

ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายประชานิยม กฎหมายนี้กำหนดว่า สำหรับมาตรการหรือโครงการที่รัฐบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ หน่วยงานของรัฐจะทำได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย "เพื่อฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย" และกำหนดด้วยว่าคณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาภาระทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ และภาระนี้ต้องมียอดคงค้างทั้งหมดรวมกันไม่เกินอัตราที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ

นอกจากนั้น กฎหมายยังกำหนดให้คณะกรรมการนโยบายฯ กำหนดสัดส่วนเพื่อเป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ เช่น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นต้น

อ่านกฎหมายนี้แล้วบอกได้เลยว่า นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลไทยยุคต่างๆ ได้เคยใช้กันมา สามารถตีความหรืออ้างได้ว่ามีวัตถุประสงค์ที่ไม่ขัดกับกฎหมายนี้ เช่น นโยบายจำนำราคาข้าวก็อ้างได้ว่ามีวัตถุประสงค์ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือเพิ่มขีดความสามารถของชาวนาได้ นโยบายจดทะเบียนคนจนก็อ้างได้ว่ามีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ เพราะฉะนั้นดูเหมือนว่ากฎหมายนี้จะไม่เป็นอุปสรรคในการที่พรรคการเมืองหรือรัฐบาลจะหยิบยกเอานโยบายประชานิยมในรูปแบบไหนและลักษณะอย่างไรขึ้นมาใช้ในการหาเสียงและในการบริหารประเทศ

แต่ที่กฎหมายนี้จะมีตัวเบรกให้กับการใช้นโยบายประชานิยมก็คือ การกำหนดไม่ให้ภาระทางการคลังที่เกิดจากโครงการ/นโยบายเหล่านี้มียอด คงค้างไม่เกินอัตราที่จะมีการกำหนดไว้ ซึ่งเราก็ยังไม่มีข้อมูลว่าคณะกรรมการ นโยบายฯ จะมีเกณฑ์และวิธีการกำหนดอัตราดังกล่าวอย่างไร ถ้าการกำหนดอัตราเพดานไม่เข้มงวดเท่าที่ควร ก็มีโอกาสที่นโยบายประชานิยมจะก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจได้ไม่ยาก

คำถามที่น่าถามก็คือ หากผู้ใดทำผิดกฎหมายนี้แล้วจะมีการลงโทษหรือไม่อย่างไร กฎหมายกำหนดให้การลงโทษทางปกครองกับผู้กระทำผิดโดยอาศัยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

เมื่อตามไปดูกฎหมายการตรวจเงินแผ่นดิน ปรากฏว่าโทษทางปกครองสำหรับผู้ทำผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐคือ การภาคทัณฑ์ การตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ และการปรับทางปกครอง ดูแล้วบทลงโทษเหล่านี้เบามากและมีไว้ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐและข้าราชการประจำ

เราก็รู้กันว่านโยบายประชานิยมส่วนใหญ่นักการเมืองเป็นคนเสนอให้ทำมากกว่าเป็นความริเริ่มของภาคราชการ ดังนั้น หากนโยบายประชานิยมก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมาจริง ก็น่าจะมีการลงโทษนักการเมืองเหล่านี้ด้วย ความจริงนักการเมืองควรจะถูกลงโทษในกรณีนี้เสมือนว่าได้ทำการทุจริต เพราะความเสียหายจากนโยบายประชานิยมก็มีความร้ายแรงไม่น้อยไปกว่าการโกงกิน

แต่ดูเหมือนว่ากฎหมายจะไม่ได้กำหนดโทษ สำหรับฝ่ายการเมืองไว้ แล้วกฎหมายวินัยการเงินการคลังนี้จะมีความหมายได้อย่างไร? จะสามารถป้องกันไม่ให้มีการใช้นโยบายประชานิยมไปในทางที่ผิดได้อย่างไร? คงเป็นเหมือนกับกฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับที่ "ท่าดี ทีเหลว" ดูแล้วน่าจะดี แต่บังคับใช้ไม่ได้ตามเจตนารมณ์

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: แชร์ปั่นหุ้น - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การหลอกลวงต้มตุน โดยชักชวนผู้คนให้เข้าร่วมลงทุนในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ มักโฆษณาชวนเชื่อโครงการลงทุนหลากหลาย เช่นเหมืองทอง บริษัทน้ำมัน บริษัทท่องเที่ยว ธุรกิจอาหารเสริมหรือธุรกิจเครื่องสำอาง และไม่ค่อยได้ยินการพูดถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากนัก

แต่กำลังมีแก๊งแชร์ลูกโซ่บางกลุ่ม โฆษณาชวนเชื่อถึงการลงทุนในตลาด หลักทรัพย์ โดยชักชวนให้เหยื่อลงทุน อ้างว่าจะนำเงินไปร่วมลงทุนกับแก๊งปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะสร้างตอบแทนปีละประมาณ 60%

แชร์ลูกโซ่แก๊งนี้ เคยถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งลงโทษปรับมาแล้ว ฐานระดมเงินจากประชาชนอย่างผิดกฎหมาย โดยอ้างว่า กำลังนำบริษัทที่ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เจ้าของบริษัทท่องเที่ยวหรือเจ้าของแชร์ลูกโซ่พยายามสร้างภาพ เป็นคนที่มีชื่อเสียงทางสังคม รู้จักคนใหญ่คนโต เคยถ่ายรูปกับผู้นำประเทศ และนำภาพไปขยายผลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

ธุรกิจนำเที่ยวที่ดำเนินอยู่ ไม่แตกต่างจากแชร์โชกุนที่อื้อฉาว และถูกเจ้าหน้าที่ทลายเมื่อปีก่อน โดยจะจัดนำเที่ยวในราคาถูก แต่กินดีอยู่ดี เดินทางด้วยเครื่องบิน เสียค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่พันบาท ซึ่งบริษัทท่องเที่ยวทั่วไปไม่น่าจะจัดได้ เพราะไม่คุ้มทุน

แต่บริษัททัวร์แห่งนี้จัดได้ เพราะการนำเที่ยว เป็นเพียงธุรกิจบังหน้า โดย เป้าหมายแฝงเร้นคือ แผนการชักชวนให้ลูกค้าลงทุน

ลูกค้าที่เดินทางไปท่องเที่ยว จะมีทีมเจ้าหน้าที่ดูแลและประกบอย่างดี ระหว่างท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่จะเข้ามาพูดคุยตีสนิท ชักชวนหว่านล้อมให้ร่วมลงทุน โดยการสมัครเป็นสมาชิกระดับวีไอพี ซึ่งเสียค่าสมาชิกรายละ 500,000 บาท แต่มีสิทธิ์ร่วมรายการท่องเที่ยวฟรีหลายครั้งต่อปี

ส่วนเงินค่าสมาชิก 500,000 บาทจะได้รับผลตอบแทนอัตรา 12% ต่อปี โดยแบ่งจ่ายในทุกเดือน ลงทุน 500,000 บาท จะได้รับผลตอบแทนเดือนละ 5,000 บาท

นอกจากนั้น ยังหว่านล้อมชักชวนให้ร่วมลงทุนกับแก๊งปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะจ่ายผลตอบแทนให้ 0.15% ต่อวัน รวมเดือนละ 4.5% หรือปีละประมาณ 54% และผลตอบแทนจะจ่ายในทุกวันจันทร์ ลงทุน 1 ล้านบาท ทุกสัปดาห์จะได้รับผลตอบแทน 10,500 บาท

ประชาชนทั่วไปมีพื้นฐานความเชื่ออยู่แล้วว่า ตลาดหลักทรัพย์มีการปั่นหุ้น เชื่ออยู่แล้วว่า แก๊งปั่นหุ้นมีจริง เมื่อได้รับการชักชวน โดยมีอัตราผลตอบแทนที่สูงลิบมากระตุ้น จึงตัดสินใจร่วมลงทุน

บางคนลงทุนระดับล้านบาท แต่บางคนทุ่มลงทุนนับสิบล้านบาทโดยไม่กลัวตาย

การระดมเงิน โดยอ้างว่าจะนำไปร่วมลงทุนกับแก๊งปั่นหุ้นนั้น อาจหลอกลวงคนทั่วไปได้ แต่คงไม่อาจหลอกต้มนักลงทุนในตลาดหุ้น

เพราะทุกคนรู้ดีว่า แก๊งปั่นหุ้นไม่มีวันยอมให้ใครมาขอร่วมทุนปั่นหุ้น ไม่ยอมให้ใครมาขอแบ่งปันผลประโยชน์ และแก๊งปั่นหุ้นไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนในการปั่นหุ้นอีกด้วย

ปัญหาของแก๊งปั่นหุ้นมีเพียง ทำอย่างไรจึงจะหลอกต้มแมลงเม่าให้บินเข้ากองไฟได้ ทำอย่างไรจึงไม่ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษ

การปั่นหุ้นในปัจจุบันไม่ง่ายแล้ว เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. เข้มงวดในการตรวจสอบ ปราบปรามขบวนการปั่นหุ้นอย่างจริงจัง ล่าสุดเชือดแก๊งปั่นหุ้นแก๊งใหญ่รวม 25 คน

นอกจากนั้น นักลงทุนยังรู้ทันเล่ห์แก๊งปั่นหุ้นมากขึ้น กลุ่มมิจฉาชีพที่หากินกับการปั่นหุ้นจึงลดน้อยลง

ถ้าแก๊งปั่นหุ้นสามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละเกือบ 60% จริง จะยอมเปิดทางให้คนนอกขอร่วมทุน ทำให้ผลประโยชน์ถูกแบ่งปันหรือ จะเปิดทางให้คนนอกร่วมทุนจนเรื่องเอิกเกริกทำไม

การอ้างว่า จะระดมเงินเพื่อนำไปร่วมลงทุนกับแก๊งปั่นหุ้น จึงเป็นเรื่อง อุปโลกน์ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อมากกว่า

แชร์ลูกโซ่ที่โฆษณาชวนเชื่อการกอบโกยผลประโยชน์จากตลาดหุ้น กำลังขยายฐานลูกค้า หาเหยื่อรายใหม่ โดยจัดทัวร์พาลูกค้าไปกล่อมให้ลงทุนในแชร์ลูกโซ่อย่างโจ๋งครึ่ม

จุดจบของแชร์ลูกโซ่ ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับแชร์ลูกโซ่ที่หลอกต้มเหยื่อว่า จะนำเงินไปร่วมลงทุนกับแก๊งปั่นหุ้น อีกไม่นานคงจะตกเป็นข่าวใหญ่ แชร์ปั่นหุ้นล้ม นักลงทุนนับพันได้รับความเสียหาย

ใครที่พลัดหลงเข้าไปลงทุนกับมิจฉาชีพแก๊งนี้ รีบถอนตัวด่วน เพราะถ้ารอให้ถึงจุดจบ หมดตัวกันทุกราย.

รายงาน: มาเลเซียล้างบางทุจริต ตั้งรมต.เรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

โต๊ะข่าวต่างประเทศ

ไม่ต้องเผื่อเวลาสำหรับการฮันนีมูน ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้มากความ หลังประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 ตามด้วยการเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 5 แห่งกลันตัน ยังดีเปอร์ตวนอากงแห่งมาเลเซียพระองค์ปัจจุบันในวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมาและสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของมาเลเซีย ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด เจ้าของฉายาที่สื่อเรียกขานว่า "ดร.เอ็ม" และบางฉบับเรียก "ตุนเอ็ม" ตามภาษาท้องถิ่น ที่กลับมาดำรงตำแหน่งเดิมเป็นครั้งที่ 2 ในวัย 92 ปี (ครั้งแรกรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2524-2546) ก็เดินหน้าทำงานในทันที

รื้อฟื้นกรณีทุจรต 1MDB

โดยภารกิจแรกหลายฝ่ายมองว่าเป็นการ "มัดตราสังข์" คู่อริทางการเมือง นั่นก็คือการออกคำสั่งห้ามการเดินทางออกนอกประเทศของนายนาจิบราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมประกาศแผนจะรื้อฟื้นการไต่สวนกรณีทุจริตเงินกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติที่มีชื่อเรียกว่า วันเอ็มดีบี (1MDB) ที่นายนาจิบมีชื่อพัวพัน แต่คดีไม่เดินหน้าไปไหนในระหว่างที่เขายังมีอำนาจอยู่ มหาธีร์บอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การไล่เก็บหรือแก้แค้นฝ่ายตรงข้าม หากแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องลงมือทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ หรือพูดง่ายๆก็คือ เป็นการกำราบผู้ที่ใช้อำนาจกระทำทุจริตโกงกินบ้านเมือง เรื่องนี้ยังนำไปสู่การที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่หมาดประกาศจะพิจารณารื้อฟื้นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลชุดเก่าในสมัยของนายนาจิบได้ทำไว้กับ ประเทศจีน หากโครงการใดดูแล้วเข้าข่ายว่ามาเลเซียจะเสียประโยชน์มากกว่าได้ ก็อาจจะต้องมีการระงับโครงการหรือขอรื้อเจรจากันใหม่

เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้จะดูเป็นมาตรการกวาดล้างทำความสะอาดบ้านซึ่งน่าจะเป็นผลดี แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเสมือนเป็นการเลี้ยวยูเทิร์นจากสิ่งที่รัฐบาลชุดเก่าภายใต้การบริหารงานของกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ บาริซัน เนชั่นแนล หรือ บีเอ็น (ที่มีนายนาจิบ ราซักหัวหน้าพรรคอัมโน เป็นประธานกลุ่ม แต่มีอันหมดอำนาจไปแล้วในเวลานี้) กลับสร้าง "ความไม่แน่นอน" ให้เกิดขึ้นแทนที่ สะท้อนชัดจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียที่ร่วงลงกว่า 2% หลังเปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14 พ.ค.) มหาธีร์ตระหนักดีถึงภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงที่มีความอ่อนไหว จึงได้ประกาศว่า คณะรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังถูกจัดตั้งอยู่ในเวลานี้ จะเป็นรัฐบาลที่เป็นมิตรกับนักธุรกิจและเขาจะหาแนวทางมากระตุ้นตลาดหลักทรัพย์อย่างแน่นอน หนึ่งในมาตรการเร่งด่วนคือการยกเลิกภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการ (GST) ที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และสนับสนุนมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมัน ข่าวดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น หุ้นบริษัทเนสท์เล่ (มาเลเซีย) ขยับราคาสูงขึ้น ขณะที่หุ้นบริษัทก่อสร้าง เช่นบริษัท กามูด้า ที่เป็นบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ราคาหุ้นร่วงลง 19% เนื่องจากเกี่ยวพันหลายโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่เข้าข่ายว่าอาจถูกรัฐบาลใหม่รื้อการเจรจา เช่นเดียวกับหุ้นของบางบริษัทที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มอำนาจรัฐบาลเก่า ก็ปรับตัวร่วงลงตามๆ กัน

ส่วนเมกะโปรเจ็กต์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการผลัดเปลี่ยนรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลใหม่อาจนำมาพิจารณาทบทวนอีกครั้ง ได้แก่ โครงการลงทุนร่วมมาเลเซีย-จีน หลายโครงการ มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาทิ โครงการก่อสร้างทางรถไฟอีสต์ โคสต์ เรลลิงค์ ที่มหาธีร์กล่าวไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงแล้วว่า ถ้าชนะเลือกตั้งไปเป็นรัฐบาล เขาจะยุติโครงการนี้ โดยให้เหตุผลว่า เขาไม่ได้ต่อต้านจีน แต่เห็นว่าโครงการเหล่านี้ทำให้มาเลเซียต้องกู้เงินจากจีนมากเกินไป

ตั้งรมต.ประสานรอยร้าว

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 พ.ค.) ได้มีการประกาศเปิดตัวรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ หนึ่งในนั้นคือนายลิม กวน เอ็ง ส.ส.เชื้อสายจีนจากรัฐปีนัง เป็น "รัฐมนตรีคลัง" คนใหม่ เขาคนนี้เป็นถึงลูกอดีตผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญ (นาย ลิม กิต เสียง) และตัวเขาเองก็เป็นนักการธนาคารที่เคยก้าวขึ้นถึงตำแหน่งมุขมนตรีรัฐปีนัง แต่ประวัติด้านมืดก็คือ เขาเคยถูกสั่งจำคุก 2 ปีโดยดร.มหาธีร์สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรอบแรก

อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งนายลิมขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจครั้งนี้บ่งบอกอะไรหลายอย่าง นักวิเคราะห์เชื่อว่า นี่คือการส่งสัญญาณของดร.มหาธีร์ บอกต่อชาวมาเลเซียทุกเชื้อชาติว่าเขาพร้อมที่จะทำงานกับคนมาเลย์ทุกๆเชื้อชาติ ยุคใหม่ภายใต้การบริหารงานของเขาจึงน่าจะเป็นยุคสลายความเหลื่อมล้ำและแตกแยกระหว่างเชื้อชาติของชาวมาเลเซีย

นอกจากนี้ ยังส่งสัญญาณว่าเขาพร้อมก้าวสู่ยุคแห่งการให้อภัยและกลับมาจับมือประสานรอยร้าวกับอดีตปฏิปักษ์ เพราะนอกจากนายลิม กวน เอ็ง ที่ได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีคลังแล้ว ดร.มหาธีร์ ยังแต่งตั้งนางวัน อาซิซาห์ วัน อิสมาอิล ภรรยาของนายอันวาร์ อิบราฮิม แกนนำคนสำคัญของแนวร่วมฝ่ายค้านซึ่งตอนนี้พลิกมาเป็นฝ่ายรัฐบาล ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศมาเลเซีย

การแต่งตั้งดังกล่าวเหมือนเป็นการจ่ายมัดจำให้นายอันวาร์ อิบราฮิม อริเก่าที่กลับมาจับมือเป็นพันธมิตรกันอีกครั้งเพื่อชัยชนะในศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา อันวาร์ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาทุจริตและรักร่วมเพศ ถูกจองจำในสมัยที่ดร.มหาธีร์ยังเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก อย่างไรก็ตาม หลังการกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง ดร.มหาธีร์ได้ขอพระราชทานอภัยโทษให้อันวาร์ตามคำสัญญา เพื่อที่อันวาร์จะได้กลับมารับตำแหน่งทางการเมืองได้อีกครั้งหลังพ้นโทษในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้

หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มอำนาจรัฐบาลเก่า ได้ปรับตัวร่วงลงตามๆกัน

คอลัมน์ ข้าพระบาททาสประชาชน: บทเรียนการเมือง การเลือกตั้งมาเลเซีย - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สถานการณ์การเมืองมาเลเซีย ในช่วงเวลา กว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติลักษณะที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง สาเหตุก็มาจากการที่รัฐบาลพรรคอัมโนที่ปกครองมาเลเซียมาร่วม 60 ปี ที่มีนายราจิบ ราซัก เป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นสู่อำนาจจากนายมหาธีร์ อดีตผู้นำ มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต ใช้อำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง โดยเฉพาะการทุจริตและการถูกกล่าวหาการยักยอกเงินจากกองทุนพัฒนาประเทศ กรณี 1MDB ซึ่งถือเป็นกรณีทุจริตที่ฉาวโฉ่ที่กระฉ่อนไปทั่วโลก มีมูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท

เมื่อถูกเปิดโปงเรียกร้องให้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิด นายราจิบ ก็มีการปกปิดการกระทำความผิด ใช้อำนาจเข้าแทรกความเป็นอิสระของสถาบันตุลาการ รัฐสภา และสำนักงานอัยการสูงสุด และสถาบันอิสระอื่น ๆ ทำทุกวิถีทางให้ตนเองและพวกพ้อง ญาติพี่น้อง พ้นความผิด ใครหรือหน่วยงานใดที่คิดจะตรวจสอบเรื่องนี้ ล้วนถูกอำนาจเบ็ดเสร็จของนายราจิบจัดการ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลระดับใด จนเกิดกระแสการต่อต้านจากประชาชนมาเลเซียอย่างกว้างขวาง มีการเดินขบวนขับไล่รัฐบาลนายราจิบครั้งใหญ่ มีมวลชนสนับสนุนจำนวนมาก

ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สร้างกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนตน ให้ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองเช่นกัน ทำให้เกิดการแบ่งฝ่ายเป็นมวลชนเป็นฝ่ายเหลือง ฝ่ายแดง จนกลายเป็นวิกฤติการเมืองเช่นเดียวกับประเทศไทย เพียงแต่ยังไม่มีกองทัพ หรือทหารเข้ามาทำการรัฐประหารเท่านั้น ซึ่งก็อาจจะมีบริบททางการเมืองที่แตกต่างกัน คือยังไม่มีการใช้ความรุนแรงด้วยระเบิด อาวุธร้ายแรงหรือกองกำลังติดอาวุธอันธพาลการเมือง เข้าทำร้ายมวลชนเหมือนบ้านเรา

บทเรียนที่น่าศึกษาอย่างยิ่งคือ การที่ประชาชนมาเลเซียจัดการกับผู้นำที่ฉ้อฉล ทุจริต ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไร นี่คือสิ่งที่น่าสนใจศึกษาเป็นบทเรียนอย่างยิ่งเมื่อบ้านเมืองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ชาวมาเลเซียจึงขอให้มหาธีร์ รัฐบุรุษของคนมาเลเซีย วัย 92 ปี ที่วางมือทางการเมืองไปนานหลายปีแล้วให้ออกมากอบกู้บ้านเมือง แต่ที่สำคัญและยิ่งใหญ่เป็นที่น่าชื่นชมก็คือ การที่มหาธีร์ยอมออกมาร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน และหันไปจับมือเป็นพันธมิตรกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม ทั้งที่เป็นคู่แค้นทางการเมือง โดยเป็นที่รู้โดยทั่วไปว่า มหาธีร์เคยเล่นงานนายอันวาร์ แทบเอาชีวิตไม่รอด จนหลุดพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง และถูกดำเนินคดีต้องติดคุกติดตะราง แทบหมดสิ้นอนาคตทางการเมือง แต่เพื่ออนาคตของประเทศชาติ และเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ทั้ง 2 คนก็ลืมอดีตลืมบาดแผลในใจ หันมาจับมือกันเพื่ออนาคตของประเทศชาติ

นี่จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่การเมืองไทยควรจะได้ศึกษาเป็นแบบอย่าง เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียเกิดขึ้น เป็นโอกาสสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง แก้ปัญหาการเมืองด้วยการเมือง การรวมกันของผู้ยิ่งใหญ่ทางการเมืองทั้งสอง เป็นพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านปากาตัน ฮาราปัน ที่นำโดยมหาธีร์ อดีตผู้นำมาเลเซีย จึงเกิดขึ้นในการเลือกตั้งแม้จะถูกนายราจิบ ที่กุมอำนาจรัฐ วางแผนและกลเกมต่างๆ เพื่อเอาเปรียบในทางการเมืองทุกวิถีทางเพียงใด

พันธมิตรฝ่ายค้านก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรค และสร้างกระแสนิยม ปลุกคนมาเลเซียให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ล้างอำนาจอันไม่ชอบธรรมของนายราจิบ ด้วยการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง จนสามารถเอาชนะพรรครัฐบาลหรือพรรคอัมโน ได้อย่างช็อกโลก เหนือความคาดหมาย ด้วยประชามติมหาชนชาวมาเลเซีย ทำให้ฝ่ายค้านได้คะแนนเสียงจำนวน ส.ส.ถึง 113 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากจากรัฐบาลกลางจำนวน 222 ที่นั่ง ทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาล สร้างประวัติศาสตร์การเมืองของมาเลเซีย และทำให้มหาธีร์ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในวัย 92 ปี เป็นนายกฯ ที่อายุมากที่สุดในโลก เป็นตำนานและบทเรียนให้ชาวไทย และชาวโลกได้ศึกษาจดจำไปอีกนาน

การเมืองการเลือกตั้งในมาเลเซีย มิได้ส่งผลต่อการเปลี่ยน แปลงครั้งยิ่งใหญ่ในมาเลเซียเท่านั้น ย่อมส่งผลสะเทือนถึงการเมือง การเลือกตั้งของไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชัยชนะของมหาธีร์ จึงเป็นชัยชนะของธรรมะ เป็นชัยชนะของการเมืองที่ยึดเอาความถูกต้อง ผลประโยชน์แห่งชาตินำหน้า เป็นชัยชนะแห่งพลังความสามัคคีของประชาชน บนพื้นฐานของความปรองดองเพื่อชาติโดยแท้จริง เมื่อหันมามองการเมืองในประเทศชาติของเรา จำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยต้องคิดหาทางออกให้บ้านเมืองของเรา และศึกษาบทเรียนการเลือกตั้งของมาเลเซียเป็นอุทาหรณ์ หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้ศึกษาและนำกรณีดังกล่าวมาเป็นบทเรียนสำคัญ เพราะการเมือง การเลือกตั้งของมาเลเซียย่อมส่งผลสะเทือนถึงไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากคิดจะเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางการเมือง อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากขาดความชอบธรรม และใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้องโดยทุจริต ไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชนแล้ว อำนาจจะยิ่งใหญ่เข้มแข็งเพียงใด ก็ล้มครืนลงได้ด้วยพลังของมหาชน

กรณีเลือกตั้งในมาเลเซียจึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญยิ่ง ผู้นำการเมืองที่ดี จำเป็นจะต้องสามัคคีกับประชาชนทุกๆพลัง ทุกกลุ่ม ทุกเชื้อชาติในประเทศชาติของตน เพื่อให้มาร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศ ล้างการเมืองในระบบเก่าที่ทุจริตและสร้างความเสียหายแก่บ้านเมืองให้หมดสิ้นด้วยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ไม่เห็นแก่พวกพ้องหรือไม่ยอมเอาผลประโยชน์ประเทศชาติไปตอบแทนบุญคุณใคร สถานการณ์บ้านเมืองยามนี้ ผู้นำประเทศต้องเลิกจับประชาชนไว้เพียงเป็นตัวประกัน ไม่ควรอาศัยโอกาสเพียงแค่ถ้าประชาชนไม่ต้องการทักษิณ กลัวทักษิณกลับมามีอำนาจ ต้องจำยอมอยู่กับระบอบการเมืองแบบทหาร อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ โดยมิได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปบ้านเมืองให้ดีขึ้น

หรือยังย้ำตามรอยของการเมืองเดิมๆ หากไม่รับบทเรียนและไม่คิดเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเยี่ยงผู้นำประเทศ อย่างรัฐบุรุษของชาติแล้ว คสช.หรือท่านนายกฯในฐานะผู้นำประเทศ อาจเจอกับสึนามิทางการเมืองแบบเดียวกับการเมืองในมาเลเซียก็เป็นได้ ซึ่งหากบ้านเมืองข้างหน้า ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เดินตามรอยอย่างมาเลเซีย ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเวลาและโอกาส อย่างยากที่จะแก้ไขได้ครับ