You are here

CG and corruptions News - 16 November 2018

พก.สอบวินัยแล้ว 1 รายโกงเงินคนพิการ - ไทยรัฐ

ย้ำโรงเรียนต้องส่งเงินคืน ถ้าใช้นักเรียนผีรับอุดหนุน - เดลินิวส์

ห้ามร.ร.เอกชนใต้ยึดเอทีเอ็ม-หักเงินเดือนครู - คม ชัด ลึก

'อัจฉริยะ'ให้ปากคำเอาผิดจนท.ปปง. - มติชน

สกอ.หารือศธ.แก้ปัญหากก.สภามหา'ลัยลาออก - ไทยโพสต์

บทความพิเศษ: อำมาตย์มหา'ลัย ทำไมชอบปกปิดบัญชีทรัพย์สิน - มติชนสุดสัปดาห์

บทความพิเศษ: ป.ป.ช. การฉ้อราษฎร์บังหลวง และความเป็นองค์กรอิสระ ภายใต้รัฐธรรมนูญ - มติชนสุดสัปดาห์

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว: กติกาปราบโกง - ไทยรัฐ

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: ไม่มีอะไรที่'ทำแล้ว'คนไม่ต้าน - ไทยโพสต์

โครงการ'ไทยนิยม'โดนอัดหนัก ลอกทักษิณแถมหวังผลการเมือง - บางกอกทูเดย์

คอลัมน์ ข่าวสั้น: มาเลย์ตั้งข้อหาเมียนาจิบรับสินบน 1,486 ล้าน - ไทยโพสต์

พก.สอบวินัยแล้ว 1 รายโกงเงินคนพิการ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

จากกรณีที่นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ ยื่นหนังสือร้องเรียนกับหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ ให้ตรวจสอบมูลนิธิและสมาคมด้านคนพิการหลายแห่ง รวมถึงข้าราชการระดับจังหวัดของ พม. และกระทรวงแรงงาน(รง.) ที่อาจเข้าข่ายทุจริตการจ้างงานคนพิการตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 นั้น

นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบ 2 กรณี กรณีแรกเป็นการทุจริตที่เกิดเมื่อปี 2559 ซึ่ง พก.ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่า มีบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 1 รายอาจจะเกี่ยวพันกับข้อร้องเรียน ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยแล้ว ส่วนจะมีบุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมด้วยหรือไม่อยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริง อีกกรณีเป็นข้อมูลการทุจริตในระดับพื้นที่ 15 จังหวัด ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน

อธิบดี พก. กล่าวด้วยว่า พก. และ รง.ได้ประชุมทบทวนแนวทางการปฏิบัติการจ้างงานคนพิการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและอุดช่องโหว่ นอกจากนี้ ยังกำหนดแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับการร้องทุกข์ ร้องเรียน การจ้างงานคนพิการ เพื่อดำเนินการอย่างโปร่งใส หากพบเจ้าหน้าที่กระทำความผิดจะดำเนินการทางวินัยอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญมีการจัดทำและเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลกลางของการจ้างงานคนพิการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการข้อมูลระหว่างกระทรวงอย่างมีประสิทธิภาพ.

ย้ำโรงเรียนต้องส่งเงินคืน ถ้าใช้นักเรียนผีรับอุดหนุน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงปัญหารายชื่อนักเรียนซ้ำซ้อน หรือ เด็กผี ว่า ขณะนี้มีข้อมูลเรื่องเด็กซ้ำซ้อนออกมาจำนวนมาก ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากตนจริงจังกับการแก้ปัญหาดังกล่าวมาก ส่งผลให้มีคนกล้าที่จะออกมาให้ข้อมูลมากขึ้น โดยปัญหานี้คล้ายกับโครงการอาหารกลางวัน แต่ก็ไม่อยากให้ปัญหาเด็กผีเป็นเรื่องใหญ่ของสังคมจนถูกมองไปว่ากระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) วัน ๆ ทำแต่เรื่องการแก้ปัญหาเด็กผี เพราะความจริงแล้วปัญหานี้มีจำนวนไม่มากอย่างที่คิด แต่เราต้องให้กำลังใจคนทำงานที่ถูกต้อง เนื่องจากปัญหาบางส่วนเกิดจากการเก็บข้อมูลที่ผิดพลาด แต่หากเป็นเรื่องทุจริต ตนก็จะไม่ปล่อยเอาไว้แน่นอน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับระบบการจัดเก็บข้อมูลนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าเป็นปัญหาหรือไม่นั้น ตนเห็นว่านี่คือปัญหาใหญ่ของ ศธ.ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาของ สพฐ.เท่านั้น โดยตนจะมอบหมายให้สำนักงานปลัด ศธ.เป็นหัวเรือใหญ่รับผิดชอบฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าในการสร้างโปรแกรมเก็บข้อมูลเด็กทุกสังกัดให้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่ทั้งนี้ตนคิดว่าแม้เราจะมีโปรแกรมการเก็บข้อมูลหากโรงเรียนบริสุทธิ์ใจรู้ว่าเด็กไม่อยู่ในระบบการศึกษาก็ไม่ควรจะมาขอเงิน ซึ่งโรงเรียนก็ต้องร่วมรับผิดชอบข้อมูลเด็กของตัวเองและบอก สพฐ.ตามข้อมูลจริงด้วย ทั้งนี้เงินรายหัวที่โรงเรียนรับไปแล้วไม่มีเด็กอยู่จริงนั้นจะต้องคืนเงิน ซึ่งเท่าที่ทราบในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ก็พบปัญหาเด็กผีเช่นกันและมีมาตรการจัดการให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่รับเงินไป ดังนั้น สพฐ.ต้องไปดูระเบียบที่เกี่ยวข้องว่าจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไรในประเด็นนี้.

ห้ามร.ร.เอกชนใต้ยึดเอทีเอ็ม-หักเงินเดือนครู - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ความคืบหน้ากรณีฝ่ายความมั่นคงออกมาเปิดโปงการทุจริตงบอุดหนุนเงินเดือนครูโรงเรียนเอกชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการที่ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนบางแห่งยึดบัตรเอทีเอ็มที่เปิดคู่กับสมุดบัญชีเงินเดือนของครูเอาไว้ แล้วกดจ่ายเงินให้ในอัตราที่ต่ำกว่ายอดเงินที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ครูที่มีวุฒิปริญญาตรีทุกคนจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน แต่เงินที่ทางโรงเรียนเบิกให้ครูกลับอยู่ที่ 6,400-8,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น รวมทั้งเบี้ยเสี่ยภัย คนละ 2,500 บาทต่อเดือน ก็ถูกหักราวครึ่งหนึ่งเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ พล.ต.จตุพร กลัมพสุต แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์สื่อในเครือเนชั่นว่า หลังนำกำลังเข้าตรวจค้นโรงเรียนเอกชนหลายแห่งใน จ.ปัตตานี พบว่าโรงเรียนบางแห่งยึดบัตรเอทีเอ็มครูเอาไว้ ทำให้ครูได้รับเงินเดือนต่ำกว่าที่รัฐอุดหนุนให้ จึงยึดบัตรเอทีเอ็มทั้งหมดไว้เป็นของกลาง และประสานให้ครูเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับโรงเรียนฐานกรรโชกทรัพย์

หลังถูกฝ่ายความมั่นคงกล่าวหา ปรากฏว่าทางผู้บริหารโรงเรียนเอกชนบางแห่งได้ออกมาให้ข่าวตอบโต้ว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี เพราะงบอุดหนุนที่ทางโรงเรียนได้รับจากรัฐบาล ต้องนำไปใช้อย่างอื่นด้วย โดยเฉพาะค่าบริหารจัดการ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอินเทอร์เน็ต และต้องจ้างครูเพิ่ม เนื่องจากต้องสอน 2 ระบบ คือ หลักสูตรอิสลามศึกษา กับหลักสูตรสามัญ จึงไม่สามารถจ่ายเงินเดือนเต็มให้ครูได้ มิฉะนั้นจะไม่มีเงินสำหรับค่าบริหารจัดการ ซึ่งตลอดมาครูที่บรรจุเข้าทำงานก็ทราบเงื่อนไขนี้ดี เพราะมีการทำสัญญาจ้างงานชัดเจน ไม่มีใครคัดค้าน

ล่าสุดมีความชัดเจนในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดย นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ได้ทำหนังสือถึงศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด และ ผู้อำนวยการ สช.จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล เนื้อหาระบุว่า การที่โรงเรียนเอกชนบางแห่งยึดบัตรเอทีเอ็มของครู แล้วจ่ายเงินเดือนให้ครูในอัตราต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อนำเงินส่วนที่เหลือไปเฉลี่ยจ่ายให้แก่ครูคนอื่นๆ หรือเป็นค่าบริหารจัดการนั้น พฤติกรรมแบบนี้ถือว่าขัดต่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล พ.ศ.2558 และประกาศ สช.เรื่องอัตราเงินดือนผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพราะโรงเรียนจะต้องจ่ายเงินเดือนครูเต็มจำนวน ฉะนั้นพฤติกรรมตามที่ปรากฏเป็นข่าว โรงเรียนไม่สามารถกระทำได้

'อัจฉริยะ'ให้ปากคำเอาผิดจนท.ปปง. - มติชน ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พบข้าราชการสำนักงาน ปปง. มีพฤติการณ์เรียกรับสินบนจากนักธุรกิจเช่ารถในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกสำนักงาน ปปง.ตรวจสอบเกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันสกุลเงินดิจิทัล โดยข้าราชการดังกล่าวอ้างว่าจะช่วยเหลือทางคดีและมีการเรียกรับเงินจำนวน 2 ล้านบาท ทาง ปปง.ออกมายอมรับมีมูลจริง เป็นข้าราชการ ปปง. ในตำแหน่งระดับปฏิบัติการ กองคดี 1 ดูแลรับผิดชอบคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ไม่ใช่ระดับผู้อำนวยการส่วนตามที่กล่าวอ้าง โดยสำนักงาน ปปง.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง และให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายอัจฉริยะ เข้าพบ พ.ต.อ.ปัญญา กล้าประเสริฐ ผกก.(สอบสวน) บก.ปปป. เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม ภายหลังจากเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ขอให้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ ปปง.รายหนึ่ง พร้อมนำหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ ปปง.เรียกรับเงิน 2 ล้านบาท จากนักธุรกิจเช่ารถในพื้นที่ อ.หัวหิน

นายอัจฉริยะกล่าวว่า หลักฐานชัดเจนว่ามีการเรียกรับสินบนจริง โดยในวันที่ 16 พฤศจิกายน ทาง พงส.บก.ปปป.จะต้องสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. เนื่องจากมีอำนาจสอบสวนภายใน 30 วันตามกฎหมาย มั่นใจว่าจะเอาผิดได้ ต้องขึ้นอยู่ที่ ป.ป.ช.จะพิจารณาด้วย เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดเปิดเผยชื่อได้คือ นายกิตติศักดิ์ (สงวนนามสกุล) เป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ

สกอ.หารือศธ.แก้ปัญหากก.สภามหา'ลัยลาออก - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ชี้สอบถามส่วนใหญ่ไม่ได้คิดหนีแต่กลัวกรอกข้อมูลขาดเท่ากับทำผิดกม.

ศึกษาธิการ * "เลขาฯ กกอ." เตรียมหารือ "หมอธี-หมออุดม" หาแนวทางการแก้ปัญหานายกฯ และกรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออก เผยสอบถามแล้วไม่ได้คิดหนี การยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่เกรงกรอกไม่ครบถ้วนจะกลายเป็นทำผิดกฎหมาย เล็งเสนอให้สภามหา'ลัยสอบทานว่ามีกรรมการลาออกหรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบการบริหารงานสะดุด เพราะองค์ประกอบไม่ครบ

นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับประกาศ ป.ป.ช. เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ในส่วนของตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ยังคงเป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ให้มีการขยายระยะเวลาในการบังคับใช้ออกไปอีก 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2561 ดังนั้นจึงจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มกราคม 2562 ว่า ขณะนี้เท่าที่ตนทราบมีกรรมการสภามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายแห่งเตรียมยื่นลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งสาเหตุที่ลาออกนั้นไม่ใช่เป็นการหนีหรือกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สิน เพียงแต่กังวลว่าจะกรอกข้อมูลทรัพย์สินผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วน เนื่องจากมีความกังวลว่าตัวกรรมการเอง หรือครอบครัวหรืออาจมีทรัพย์สินที่จำไม่ได้และไม่ได้แจ้ง เช่น ไปซื้อหุ้นของบริษัทอื่นๆ ที่มีอัตราขึ้นลงแตกต่างกันไปแต่ละช่วง หรือบางบัญชีธนา คารมีเงินเพียงเล็กน้อยก็อาจจะกรอกไม่ครบ เป็นต้น ซึ่งหากกรอกข้อมูลไม่ถูกต้องก็จะส่งผลต่อการตรวจสอบและผิดกฎหมาย ดังนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดและจะต้องมาถูกดำเนินคดีตอนอายุมากก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดี

เลขาฯ กกอ.กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้ตนจะหารือร่วมกับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เพื่อหาแนว ทางการแก้ปัญหานายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออก ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารมหาวิทยาลัย โดยจะเสนอให้ทำหนังสือไปยังสภามหาวิทยาลัยทุกแห่ง เพื่อขอให้สภามหาวิทยาลัยสอบทานว่ามีกรรมการลาออกหรือไม่ และหากลาออกจากตำแหน่งแล้วจะกระทบต่อองค์ประกอบของสภาวิทยาลัย และการบริหารงานของมหาวิทยาลัยหรือไม่ เพราะหากองค์ประกอบสภามหาวิทยาลัยไม่ครบ ก็จะไม่สามารถบริหารงานตามอำนาจหน้าที่ของสภามหา วิทยาลัยได้ เช่น การรับรองปริญญา การอนุมัติหลัก สูตร และการออกระเบียบต่างๆ

"ผมอยากให้มีกำหนดช่วงเวลาการลาออกชัดเจน เพื่อที่จะบริหารจัดการเรื่องกระบวนการสรรหาบุคคลมา ทดแทนได้ทัน ให้งานมหาวิทยาลัยเดินหน้าต่อไปได้ และขอให้คำนึงว่าการลาออกต้องไม่กระทบหรือเกิดปัญหาใดๆ ตามมา" นายสุภัทรกล่าว.

บทความพิเศษ: อำมาตย์มหา'ลัย ทำไมชอบปกปิดบัญชีทรัพย์สิน - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/

ความโปร่งใสเป็นเสาหลักของสังคมสมัยใหม่ทุกสังคม การทำให้สังคมมองเห็นและตรวจสอบได้จึงเป็นพื้นฐานที่สังคมใช้ตัดสินว่าใครและองค์กรไหน "โปร่งใส" จนเข้าข่ายว่าเชื่อถือได้เสมอ

และขณะเดียวกันก็เป็นบรรทัดฐานในการสงสัยว่าใครหรือองค์กรไหนเข้าข่ายเป็นการผลัดกันทำมาหากินของพวกเดียวกัน

ยิ่งในบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกิจการสาธารณะมากเท่าไร สังคมสมัยใหม่ยิ่งมุ่งสร้างเทคโนโลยีหรือ "กลไก" เพื่อให้สายตาของสังคมส่องถึงบุคคลและองค์กรเหล่านั้นให้มากขึ้นเท่านั้น

ไม่ว่าบุคคลและองค์กรที่ดำเนินกิจการนั้นๆ จะเป็นรัฐหรือเอกชนที่ดำเนินการร่วมกันในรูปบริษัทมหาชน

ในเส้นทางสู่สังคมสมัยใหม่แบบนี้ ใครที่ปฏิเสธความโปร่งใสย่อมมีเหตุให้สังคมระแวงว่าโกงหรือพิทักษ์โอกาสในการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเสมอ

ถึงแม้จะอ้างเรื่องที่พอฟังได้ที่สุดอย่างความกังวลว่าจะสูญเสียความเป็นส่วนตัวด้านรายได้และทรัพย์สินต่างๆ ก็ตาม

ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ข่าวกรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ต้องการเปิดเผยทรัพย์สินจนลาออกเป็นหนึ่งในเรื่องที่ประชาชนวิจารณ์มากที่สุด

เพราะไม่เพียงหนึ่งในผู้ก่อเหตุจะได้แก่ขาใหญ่ คสช.ผู้เขียนรัฐธรรมนูญอย่างคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ แต่ข่าวนี้ยังเกิดพร้อมกับการปล่อยข่าวว่าจะมีผู้ลาออกอีกมาก หากกฎหมายบังคับใช้จริงๆ

อันที่จริงการลาออกเพื่อหลีกเลี่ยงรายงานทรัพย์สินตามระเบียบใหม่ของ ป.ป.ช.ไม่ควรเป็นข่าวอะไร เพราะในเมื่อทุกคนเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยและองค์กรอิสระในเวลาที่กฎหมายไม่ได้บังคับเรื่องนี้ การลาออกจึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยเหตุจากกฎหมายใหม่ทำให้เงื่อนไขในการทำงานเปลี่ยนไปจากเดิม

อย่างไรก็ดี ถ้าหัวขบวนผู้ลาออกไม่ใช่คุณมีชัยผู้ขยันประชาสัมพันธ์ตัวเองว่าเขียนรัฐธรรมนูญ คสช.เพื่อ "ปราบโกง" จนเกิดบทบัญญัติที่ทำให้ ป.ป.ช.ออกระเบียบนี้ ความสนใจที่สังคมมีต่อข่าวการลาออกคงมีไม่มาก

เพราะข่าวการลาออกของบุคคลอื่นๆ ก็ผ่านไปอย่างเงียบเชียบจนแทบไม่มีกระแสอะไรในสังคม

พูดก็พูดเถอะ ประกายไฟแห่งความไม่พอใจของสังคมเริ่มก่อตัวขึ้นหลังจากอธิการบดีสองสามคนให้ข่าวว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยจะลาออกจนอุดมศึกษาอาจเกิด "วิกฤต" ถึงขั้นเต้าข่าวเรื่องอนุมัติปริญญาไม่ได้จนนักศึกษาจะเดือดร้อนไปด้วย

ทั้งที่ความจริงนั้นการลาออกที่เกิดขึ้นจริงๆ มีนิดเดียว

ถึงจุดนี้ การใช้สิทธิลาออกของคุณมีชัยก็ยกระดับจากเรื่องของคุณมีชัยล้วนๆ เป็นการเมืองเชิงเครือข่ายที่ใช้ความเดือดร้อนของนักศึกษาทำให้การลาออกเป็นปัญหาสาธารณะ

จากนั้นอธิการบดีที่คนเหล่านี้แต่งตั้งก็ใช้ความตื่นตระหนกนี้กดดันให้รัฐบาลเลิกระเบียบ ป.ป.ช.เรื่องการเปิดเผยทรัพย์สินของคนกลุ่มนี้ไปเลย

หลังข่าวทั้งหมดนี้ถูกปั่นขึ้นเพียงสองวัน รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ผู้เคยทำงานร่วมกับคุณมีชัยก็ออกมาขานรับความเห็นของคนกลุ่มนี้ว่าระเบียบนี้หยุมหยิมน่ารำคาญ มิหนำซ้ำยังพูดจาส่อเป็นนัยว่าทางออกของเรื่องนี้คือ ป.ป.ช.ต้องไปหาทางแก้ให้จงได้ ถึงแม้จะยืนยันว่ารัฐบาลทำอะไรเรื่องนี้ไม่ได้ก็ตาม

น่าสังเกตว่าขณะที่คุณมีชัยและคุณวิษณุเป็นนักการเมืองที่เจนจัดในการเขียนและใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ความพยายามล้มระเบียบ ป.ป.ช.กลับเกิดขึ้นโดยไม่เคยมีการบอกเลยว่าระเบียบนี้ผิดกฎหมายอย่างไร?

อาจารย์สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช. อธิบายเรื่องนี้ชัดเจนว่า ป.ป.ช.ทำถูกที่ออกระเบียบนี้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนกรรมการสภามหาวิทยาลัยและองค์กรอิสระคือ "ผู้บริหารระดับสูง" ที่ควรเปิดเผยทรัพย์สินจริงๆ จนแทบไม่มีเหตุผลทางกฎหมายให้เลิกเรื่องนี้เลย

คุณมีชัยและคนแบบคุณมีชัยลาออกเพราะไม่อยากเปิดเผยทรัพย์สินเป็นเรื่องส่วนตัว แต่การใช้เครือข่ายการเมืองผลักดันให้เลิกระเบียบซึ่งชอบด้วยกฎหมายทำให้เกิดปัญหาว่าอะไรคือ "ประโยชน์สาธารณะ" ระหว่างการเปิดทรัพย์สินกับการปกปิดแบบที่คุณมีชัยทำมาตลอดชีวิตนายกสภา 8 แห่งใน 23 ปี?

สภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรระดับอุดมศึกษาซึ่งคนไม่ค่อยรู้ว่าใครเป็นใครและทำอะไร และความไม่รู้กลายเป็นเหตุให้คนกลุ่มนี้เต้าประเด็นว่าตัวเองอำนาจน้อยจนไม่ต้องเปิดเผยทรัพย์สินตามที่ ป.ป.ช.กำหนด

จากนั้นก็อ้างต่อว่า สภาไม่ได้ให้เงินเดือนจึงไม่ควรถูกบังคับให้ทำเรื่องยุ่งยากเสียเวลา

อย่างไรก็ดี แก่นของกฎหมายเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินคือวิธีป้องกันโกง โดยทำให้สังคมเห็นว่าผู้บริหารคนไหนมีทรัพย์สินอะไร กรรมการสภาจะรับเงินเดือนมหาวิทยาลัยหรือไม่จึงไม่ใช่สารัตถะของเรื่องที่พูดกัน

ข้อโต้แย้งว่าสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจน้อยจนไม่ควรต้องแสดงทรัพย์สินนั้นพอฟังได้ แต่คำว่าอำนาจมากหรือน้อยเป็นเรื่อง "สัมพัทธ์" ที่ต้องถามว่าเทียบกับอะไรเสมอ เพราะขณะที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยฝ่ายนี้บอกว่าตัวเองไม่มีอำนาจอะไร คนในมหาวิทยาลัยที่รู้สึกว่าสภามีอำนาจล้นฟ้าก็มีมากเหลือเกิน

สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจเลือกน้ำยาขัดส้วมสู้นักการไม่ได้แน่ๆ แต่สภามีหน้าที่กำหนดนโยบาย, อนุมัติงบประมาณ, เลือกอธิการบดี, แต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ถึงศาสตราจารย์ ฯลฯ โดยบางมหาวิทยาลัยอาจมีอำนาจถึงการอนุมัติให้เอกชนสัมปทานธุรกิจในสถานศึกษาในนามของการจัดหารายได้ให้มหาวิทยาลัย

ด้วยหน้าที่อย่างเป็นทางการเหล่านี้ สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจมากกว่าบุคลากรทั้งหมดในมหาวิทยาลัยแน่ๆ ต่อให้จะไม่มีหน้าที่ทำงานบริหารหรือจัดซื้อจัดจ้างอะไรเลยก็ตาม

เฉพาะเรื่องอนุมัติงบประมาณ มหาวิทยาลัยแถวหน้าอย่างมหิดล-จุฬาฯ-ขอนแก่น-ธรรมศาสตร์ มีงบฯ ปี 2562 ระหว่าง 4,646-13,162 ล้านบาท

คนที่มีส่วนอนุมัติเงินขนาดนี้จึงควรแสดงบัญชีทรัพย์สินยิ่งกว่าปกปิด เพราะต่อให้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้เงินตรงๆ อำนาจเหนือเงินก็เป็นเหตุให้เกิดพฤติกรรมมิชอบได้อยู่ดี

อำนาจตั้งอธิการบดีคือหนึ่งในเหตุที่สภามหาวิทยาลัยควรเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินกว่าที่ผ่านมา เพราะสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครจะได้ตำแหน่งที่เงินเดือนมหาศาลซึ่งมีโอกาสเอาสถานะนี้ไปต่อยอดสู่ตำแหน่งได้อีก ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติหรือกรรมการรัฐวิสาหกิจต่างๆ ก็ตาม

เฉพาะอธิการบดีที่เผด็จการทหารตั้งเป็น สนช. จนแจ้งทรัพย์สินในปี 2557 อธิการบดีจุฬาฯ/ธรรมศาสตร์/เชียงใหม่ มีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งปีละ 2,512,720-4,407,800 บาท ส่วนอธิการบดีรามฯ มีรายได้ทุกทาง 11,566,007 บาท และทุกคนได้เงินจากตำแหน่งที่รัฐบาลทหารตั้งอีก 1,362,720 บาทต่อปี

สภามหาวิทยาลัยไม่มีอำนาจบริหารหรือจัดซื้อจัดจ้าง แต่สภาคุมเงินและเลือกคนให้มีตำแหน่งที่โกยเงินต่อปีสูงกว่าอาจารย์ธรรมดาๆ 6-10 เท่า จนแทบไม่มีเหตุอะไรให้สังคมไว้วางใจว่าจะไม่มีใครใช้สถานะเหล่านี้ไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่วางอยู่บนการเบียดเบียนทรัพยากรส่วนรวมของสังคม

พูดแบบไม่ต้องเกรงใจกัน สภามหาวิทยาลัยทุกวันนี้เป็นสมบัติผลัดกันชมระหว่างอธิการบดีกับกรรมการสภามานานแล้ว เพราะสภาแต่งตั้งอธิการบดีซึ่งต่อมาจะเป็นประธานเลือกบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ส่วนกรรมการสภาจำนวนหนึ่งได้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาอธิการบดีตั้งแต่รองอธิการถึงคณบดี

ถ้าอ้างว่าสภามหาวิทยาลัยคือกลไกกำกับอธิการบดี คนสองส่วนนี้ก็สัมพันธ์กันคล้าย คสช./สนช.จนแทบไม่มีทางที่ใครจะตรวจสอบใครทั้งนั้น

ยกเว้นกรรมการซึ่งมีที่มาที่อิสระจากฝ่ายบริหารอย่างสภาอาจารย์หรือผู้ดำรงตำแหน่งวิชาการอื่นๆ แต่คนสองกลุ่มนี้ก็ไม่เคยเป็นเสียงข้างมากในสภามหาวิทยาลัยใดๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ สภามหาวิทยาลัยในสถาบันการศึกษาหลายแห่งจึงมีองค์ประกอบเป็น "ขาใหญ่" ซึ่งได้แก่ผู้บริหารที่วนเวียนจากคณบดี-รองอธิการบดี-อดีตอธิการบดี ฯลฯ ซึ่งถักทอเป็น "เครือข่ายชนชั้นนำ" ที่สืบทอดตำแหน่งในมหาวิทยาลัยราวมรดกประจำตระกูลไม่รู้จบ ต่อให้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม

ใครนึกภาพนี้ไม่ออกก็ลองดูชื่ออธิการบดีและสภามหาวิทยาลัยที่ชอบอ้างเป็นแถวหน้าด้านประชาธิปไตย เพราะเป็นเวลาสามสิบกว่าปีแล้วที่อธิการบดีสถาบันนั้นมาจากรองอธิการจนตำแหน่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการสืบทอดอำนาจ ส่วนผู้ที่พ้นวาระก็จะเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยเพื่อเลือกบุคคลเป็นอธิการบดีอีกที

ภายใต้เงื่อนไขที่สภามหาวิทยาลัยหลายแห่งเป็นที่รวมของ "ขาใหญ่" ที่หมุนเวียนสลับเปลี่ยนจนเกิดกรรมการกลุ่ม "ขาประจำ" การบังคับให้สภาแสดงบัญชีทรัพย์สินจึงเป็นการเปิดโอกาสให้สังคมควบคุมไม่ให้คนเหล่านี้มีโอกาสใช้ตำแหน่งที่ตัวเองและเครือข่ายยึดกุมไปในทางมิชอบได้ง่ายอย่างที่ผ่านมา

ตราบใดที่อธิการบดีและสภาเป็นสมบัติผลัดกันชมของ "อำมาตย์มหาวิทยาลัย" ตราบนั้นการบังคับให้คนเหล่านี้เปิดเผยทรัพย์สินยิ่งเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น

หนึ่งในข้ออ้างของฝ่ายต้านการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินคือมหาวิทยาลัยเสียโอกาสได้กรรมการภาคเอกชน

แต่ข้อเท็จจริงที่ทุกคนรู้กันก็คือ ภาคเอกชนหมายถึงภาคธุรกิจที่ "สนับสนุน" มหาวิทยาลัยด้านต่างๆ ซึ่งเมื่อเป็นสภามหาวิทยาลัยจริงๆ ก็มีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับงานวิชาการของมหาวิทยาลัยน้อยมาก

ไม่ว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยสายพ่อค้าจะลาออกเพราะไม่อยากเปิดบัญชีทรัพย์สินจริงหรือไม่ ประเทศนี้มีนักธุรกิจหรือศิษย์เก่าที่พร้อมช่วยมหาวิทยาลัยโดยแสดงความโปร่งใสด้านทรัพย์สินแน่ๆ เช่นเดียวกับการใช้โอกาสนี้ลดกรรมการสายสปอนเซอร์เป็นกรรมการสายอาจารย์หรือผู้ทรงคุณวุฒิด้านอื่นที่แท้จริง

อันที่จริงมหาวิทยาลัยทั้งในแง่กฎหมายและในแง่อุดมคตินั้นวางอยู่บนการมีส่วนร่วมของสังคม แต่เท่าที่ผ่านมานั้น "สังคม" มีโอกาสกำกับมหาวิทยาลัยน้อยมาก มหาวิทยาลัยที่คำนึงถึงสังคมจริงๆ ยิ่งกว่าจัดงานถ่ายรูปจึงควรใช้การลาออกของกรรมการภาคธุรกิจหรือ "อำมาตย์" ตั้งกรรมการจากสังคมเข้ามาทดแทน

ตรงข้ามกับวาทกรรมว่าการเปิดเผยทรัพย์สินจะทำให้มหาวิทยาลัยเสียคนดีๆ สภามหาวิทยาลัยเป็นที่รวมของคนหน้าเก่าซึ่งผูกขาดตำแหน่งจนวิ่งรอกรับตำแหน่งทั่วประเทศเยอะมาก การแจ้งทรัพย์สินจะเป็นมาตรวัดว่าใครที่ทำเพื่อการศึกษาจริงๆ กับใครซึ่งเลือกจะโยนทิ้งงานนี้เพื่อปกปิดทรัพย์สินอย่างที่ผ่านมา

ไม่มีความสูญเสียอะไรเกิดขึ้นแก่มหาวิทยาลัยที่เดินหน้าสู่ความโปร่งใส

จะมีก็แต่โอกาสในการทำให้สภามหาวิทยาลัยเป็นของคนโปร่งใสจากนักวิชาการ, นักธุรกิจ และตัวแทนคนในสังคมกลุ่มต่างๆ ที่พร้อมจะทำงานอุดมศึกษาแทนที่คนหน้าเก่าซึ่งมองสภาเป็นแหล่งสืบทอดอำนาจหรือเสริมเกียรติยศอย่างปัจจุบัน

บทความพิเศษ: ป.ป.ช. การฉ้อราษฎร์บังหลวง และความเป็นองค์กรอิสระ ภายใต้รัฐธรรมนูญ - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

นวพร เรืองสกุล

thaidialogue.wordpress.com

FB: Knowledge Plus by นวพร

"คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต"

ป.ป.ช. ออกประกาศลงวันที่ 21 กันยายน และประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 กำหนดผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หลังจากประกาศ กรรมการบางคนในบางองค์กรก็เริ่มลาออก และมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มมหาวิทยาลัยที่มีคนเกี่ยวข้องจำนวนมากอย่างรวดเร็ว

ตามประกาศฉบับนี้ ผู้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน ประกอบด้วยคน 7 กลุ่มคือ (1) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (3) ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (4) ข้าราชการตุลาการ (5) ข้าราชการศาลปกครอง (6) ข้าราชการอัยการ (7) ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง สรุปจากประกาศได้ว่า ประกอบด้วย

(ก) หัวหน้าในสังกัดต่างๆ คือ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หัวหน้าหน่วยงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ (เช่น กองทุนต่างๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. ฯลฯ) นายกสภา กรรมการสภาและอธิการบดีมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ องค์การมหาชน (รวม 55 รายการ เช่น คุรุสภา สปสช. เป็นต้น)

(ข) ตำแหน่งอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง (เช่น องค์การกระจายเสียงฯ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า)

(ค) ผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด (เช่น นายกสภา กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดของรัฐ เป็นต้น)

นับว่าเป็นประกาศที่ถี่ถ้วนครอบคลุมทุกประเภทของหน่วยงาน และหน่วยงานที่ไม่จัดประเภท ป.ป.ช.ก็สามารถจัดหาและนำมารวมไว้ได้หมด ทำให้เห็นว่าองค์กรที่อยู่ในภาครัฐแผ่ขยายออกไปมากมายเพียงใด

ใครควรยื่น

สำหรับกลุ่มที่ผู้เขียนได้ข่าวเรื่องการยื่นใบลาออกคือ สปสช. (กลุ่มองค์การมหาชน) และกรรมการสภามหาวิทยาลัย (กลุ่มกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ กับกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด) ตำแหน่งเหล่านี้สมควรหรือไม่สมควรต้องยื่นบัญชี ก็แล้วแต่จะว่ากันไป

คนที่ออกมาให้ความเห็นบางคน ดูเหมือนจะกล่าวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน

บางคนกล่าวจากประสบการณ์ที่ตนมี บางคนเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นกรรมการ บางคนเป็นกรรมการ บางคนกล่าวในที่สาธารณะ บางคนกล่าวให้ฟังเป็นการส่วนบุคคล

ขอรวบรวมมาสรุปไว้ แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มองค์กรมหาชน เช่น สปสช. สสส. เป็นตัวอย่าง องค์กรเหล่านี้ได้เงินมาจากภาษีอากรทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือได้สิทธิพิเศษในการจัดเก็บเงินด้วยวิธีการอื่น แล้วนำไปจัดสรรให้กับองค์กรและบุคคลต่างๆ ต่อไป องค์กรเช่นนี้มีโอกาสจะจัดสรรไม่เป็นธรรมหรือไม่เหมาะสมได้มาก กองเชียร์ให้ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินมีมาก ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน

2. กลุ่มกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับและมหาวิทยาลัยของรัฐ เสียงแย้งว่ากรรมการมหาวิทยาลัยไม่ควรต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ยกเหตุผลว่าเพราะกรรมการไม่มีอำนาจมากมายอะไร ส่วนเสียงสนับสนุน ป.ป.ช. ที่ให้แจ้งบัญชีทรัพย์สินยืนยันว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจแน่นอน เช่น อำนาจแต่งตั้งอธิการบดี กับอำนาจอนุมัติงบประมาณของมหาวิทยาลัย ซึ่งสำคัญมากทั้งสองเรื่อง แล้วยังมีอำนาจดูแลเรื่องการหาประโยชน์จากทรัพย์สินที่ดินอาคารของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีมากมาย

(การไม่ดูแล ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอำนาจ แต่หมายความว่าไม่ทำหน้าที่ครบถ้วนหรือไม่)

บัญชีทรัพย์สิน vs การฉ้อราษฎร์บังหลวง

ทุจริตที่ทรัพย์สินจะเพิ่มพูนขึ้นคือทุจริตที่มีเงิน

เข้ากระเป๋ากรรมการ เมื่อเงินไม่ได้เข้ากระเป๋ากรรมการโดยตรง การยื่นบัญชีจะป้องกันการทุจริตแบบนั้นไม่ได้

ป.ป.ช. กับ สตง. จะต้องทำงานอย่างสอดประสานกันอย่างมาก และนอกจากการตรวจสอบแล้ว ต้องตรวจสอบคุณภาพการใช้เงินและผลงานด้วย

การใช้เงินเพื่อตนหรือตนได้ประโยชน์อันไม่ควรได้ แต่ได้มาก็เพราะอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ คำโบราณเรียกว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง

ตัวอย่างเช่น กองทุนที่มีหน้าที่จัดสรรเงิน (แทนสำนักงบประมาณ) อาจจะจัดสรรเอนเอียงเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกเพื่อนพ้องที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดได้เงินหรือจ่ายแจกงานให้คนรู้จักที่พิสูจน์ความสามารถให้โดดเด่นไม่ได้ หรือกรรมการเป็นตัวแทนต่อรองแทนองค์กรของตน แทนที่จะให้เพียงความเห็นและข้อแนะนำจากมุมของผู้ชำนาญการในด้านนั้นๆ ซึ่งเป็นการทำงานแบบมี conflict of role มิได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์โดยรวมขององค์กรที่ตนกำลังนั่งประชุมในฐานะกรรมการ

ในมหาวิทยาลัย ผู้บริหารอาจเอื้ออำนวยอภิสิทธิ์ต่างๆ ให้กรรมการ โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้คิดอะไรมาก ถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจ

ทุกหน่วยงาน ไปดูงาน ไปสัมมนา ไปทัศนศึกษา ไปประชุมต่างประเทศ ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่

การได้รับและถ่ายทอดความรู้น้อยมาก หรือไม่มีเลย

คุณหญิงจำนงศรีชี้ตัวอย่างกรณีเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์เรื่องบุพเพสันนิวาส และเห็นได้อีกหลายกรณีจากเรื่องหยางหลาป่าง (เวอร์ชั่นหนังสือคือบุรุษบูรพา ทำเนียบหลางหยา เวอร์ชั่นหนังโทรทัศน์ไทยคือ มหาบุรุษผู้พลิกแผ่นดิน)

การตรวจสอบในยุค 4.0

พวกยุค 4.0 สงสัยว่า ป.ป.ช.อยากได้กระดาษ

รายงานไปทำไม ป.ป.ช.ต้องการรายงานหรือว่าต้องการตรวจสอบกันแน่

การให้รายงานเป็นการยกภาระการรายงานไปให้กับผู้ต้องรายงานทุกคน และเปลืองกระดาษมาก แต่ก็สะดวกกับ ป.ป.ช. ที่มีรายงานเบื้องต้น แต่ถ้าจะยืนยันก็ต้องสืบค้นเพิ่มเติม

แต่ถ้าต้องการตรวจสอบเมื่อมีเหตุ ก็มีทางเลือกอื่น เช่น ให้ผู้ต้องรายงานตามบัญชีรายชื่อทำหนังสือยินยอมให้นายทะเบียนต่างๆ เช่น สถาบันการเงิน เปิดเผยข้อมูลของตนต่อ ป.ป.ช. ได้ในกรณีตามที่กฎหมายระบุไว้ เป็นต้น

เรื่องนี้กระทรวงการคลังรู้ดีและดำเนินการก้าวหน้าไปมากแล้วในเรื่องการเก็บภาษี

ใครๆ ช่วยแก้ที่ระบบด้วย

เหตุผลของพวกที่เห็นด้วยกับการให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ

ที่ได้ยินมาเองมากที่สุดคือ หวังเห็นการ "เปลี่ยนน้ำใหม่" เมื่อกรรมการหน้าเดิมบางคนลาออกเพราะไม่อยากแจ้งบัญชีทรัพย์สิน แต่น้ำใหม่จะไม่กลายเป็นเหมือนน้ำเก่าก็ต่อเมื่อ "ระบบ" เปลี่ยนไปด้วย

ที่สำคัญคือ (1) ระบบการคัดเลือกกรรมการ ควรดูผลงานที่ทำมาด้วย ไม่ใช่ดูแค่ว่าเคยอยู่ในตำแหน่งใด คนบางคนเก่งเรื่องสร้างโปรไฟล์ สร้างเครือข่าย มีตำแหน่งดีๆ ทว่า ผลงานต่อองค์กรและประเทศชาติไม่ปรากฏชัด

(2) ติดตามผลงานระหว่างทำหน้าที่กรรมการ ว่ามีคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรหรือไม่ เพื่อแยกคนที่พูดสวย กับคนที่มี "มูลค่าเพิ่ม" ผ่านการคิดและพูดสิ่งที่ทำได้จริงและเป็นประโยชน์ออกจากกัน อย่างน้อยที่สุดคือ กรรมการทุกคนต้องเปล่งเสียงลงมติในทุกวาระการประชุม (เป็น open vote system) และจดบันทึกไว้ แทนวิธีปฏิบัติปัจจุบันที่ใช้มติเอกฉันท์ คือเสียงเงียบ "ไม่ค้าน แปลว่าเห็นด้วย" ซึ่งทำให้ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบกับเรื่องใดอย่างเฉพาะเจาะจง การศึกษาด้านพฤติกรรม

ศาสตร์ในต่างประเทศกล่าวว่า การที่คนต้องออกเสียงดังลงมติ กระตุ้นให้คนนั้นใช้จิตสำนึกมากกว่าการลงมติโดยไม่ต้องส่งเสียง และมติที่ลงไว้ยังเป็นประวัติจุดยืนของกรรมการรายบุคคลอีกด้วย

ส่วนเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องที่อยู่บนเส้นสีเทาระหว่างความควรกับไม่ควร ความเหมาะกับไม่เหมาะ ต้องอยู่ที่จิตสำนึกส่วนบุคคลแล้ว

สำหรับผู้เขียน ไม่คิดว่าการยื่นบัญชีจะเป็นประโยชน์ในการปราบทุจริตในมหาวิทยาลัย และยื่นหนังสือลาออกแล้ว ไม่ว่า ป.ป.ช.จะเปลี่ยนมติหรือไม่ก็ไม่มีผลในการเปลี่ยนใจ แต่เห็นด้วยกับการให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบได้ เพราะผลข้างเคียงที่อาจจะมีประโยชน์คือ ปรามคนบางคนได้ หรือทำให้การทุจริตต้องคิดหลายชั้นให้แนบเนียนขึ้น

มหาวิทยาลัยอาจจะเสียกรรมการบางคนที่ตั้งใจทำงาน และมีข้อเสนอแนะและคุณูปการต่อมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งไป แต่ถ้าผู้บริหารมหาวิทยาลัยตั้งใจทำงาน และตั้งใจรับข้อคิดของผู้ทรงคุณวุฒิมาใช้จริงๆ ความเป็นหรือไม่เป็นกรรมการก็คงไม่สำคัญ คนที่ตั้งใจ "ให้" กับอุดมศึกษา "ให้" กับเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติ ถือว่าเกียรติภูมิของตนอยู่ที่ผลของงานที่ทำ ถ้ามีโอกาสก็ทำ ไม่ติดกับตำแหน่งว่าเป็นกรรมการหรือไม่เป็นกรรมการ

ไม่ได้ติดกับว่าจะได้เงินหรือไม่ได้เงินจากตรงไหนอยู่แล้วป.ป.ช. จะยกเลิกหรือจะยืนยัน

มีข่าวเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ว่า นายก

รัฐมนตรีจะส่งตัวแทนรัฐบาลไปพูดคุยหารือกับ ป.ป.ช. ว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ด้วยเนื้อความไม่กี่บรรทัด ป.ป.ช.นำตัวไปสู่จุดท้าทายความหมายของคำว่า "องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ" เป็นภาระหน้าที่ของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ในตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. ที่จะวางต้นแบบของความเป็นอิสระขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อิสระของ ป.ป.ช. จะหมายถึงการรับฟังและหาทางแก้ปัญหาให้กับประเทศตามวิถีของตน หรือว่าอิสระคือดึงดันทำตามที่คิดไว้แล้วโดยไม่ฟังเหตุผลผู้ใด จนในระยะยาวอาจจะกลายพันธุ์ไปเป็นองค์กรตรวจสอบที่ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม

ในการตรวจสอบและถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ตาชั่งไม่ควรจะเอียงไปข้างหนึ่งข้างใดจนประเทศนี้เดินหน้าไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดคือประเทศชาติที่ผูกพันทุกคนเอาไว้ด้วยกัน

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว: กติกาปราบโกง - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

แม่ลูกจันทร์

หลังมีกระแสกดดัน...ให้ยกเลิกประกาศ ป.ป.ช. ที่กำหนดให้ประธานสภามหาวิทยาลัยคณะกรรมการ สภามหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง"ต้อง" ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.

มิฉะนั้นประธานสภาและคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 81 แห่ง จะนัดไขก๊อกลาออกจากตำแหน่งกันระนาว

ส่งผลให้สภามหาวิทยาลัยไม่ครบองค์ประชุม "เกิดสุญญากาศ" กระทบการบริหารมหาวิทยาลัยทั่วประเทศอย่างมโหฬาร

แต่ปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ยอมถอยตามแรงกดดัน

ดังนั้น ประธานสภามหาวิทยาลัยและคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐทุกคนจึง "ต้อง" แจ้งบัญชีทรัพย์สินตัวเองและคู่สมรสต่อ ป.ป.ช.ตามกติกา

ยกเว้น...สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานสภามหามกุฏราชวิทยาลัยเท่านั้น ที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

"แม่ลูกจันทร์" ชี้ว่าเมื่อ ป.ป.ช.ไม่ยอมยกเลิกประกาศ ป.ป.ช. ประธานสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินกับป.ป.ช. จะทยอยยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกันสะบึมส์

ส่วนผู้ที่สมัครใจอยู่ต่อก็ต้องทำบัญชีทรัพย์สินเพื่อยื่นต่อ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน

ปัญหาคือการกำหนดให้ประธานสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยมีเวลาทำบัญชีทรัพย์สินส่วนตัวและคู่สมรสรวมถึงบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเพียง 30 วันมันสั้นเกินไป

คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงผ่อนผันให้ขยายเส้นตายแจ้งบัญชีทรัพย์สินจาก 30 วันเป็น 60 วัน เพื่อให้เวลาสำรวจทรัพย์สินและจัดทำบัญชีทรัพย์สินอย่างพอเพียง

ส่วนประธานสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ยื่นใบลาออกไปก็ต้องแต่งตั้งคนใหม่เข้าไปเสียบตำแหน่งที่ว่างลงเพื่อให้การบริหารงานมหาวิทยาลัยไม่สะดุดหยุดกึกกลางคัน

"แม่ลูกจันทร์" ย้ำว่าเหตุผลที่ป.ป.ช.กำหนดให้นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐทุกคน ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้รับเงินเดือนประจำรับแต่เบี้ยประชุมอย่างเดียวยังต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.

เพราะโดยข้อเท็จจริง ประธานสภา และกรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติใช้จ่ายเงินของมหาวิทยาลัยโดยตรง

มีอำนาจอนุมัติโครงการก่อสร้างที่มีวงเงินเกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป

มีอำนาจอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป

มีอำนาจอนุมัติให้มหาวิทยาลัยกู้ยืมเงิน หรือการถือหุ้น หรือการร่วมทุนครบวงจร

ดังนั้นผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยจึงต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.เพื่อแสดงความโปร่งใสและเพื่อป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือตัวเอง

การที่ ป.ป.ช.ไม่ยอมถอยตามแรงกดดันจึงถูกต้องแล้วทุกประการ

สุดท้าย "แม่ลูกจันทร์" ผิดหวังอจ.มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ผู้เขียนรัฐธรรมนูญที่โฆษณาว่าเป็น "ฉบับปราบโกง" และเป็นผู้เขียน "พ.ร.บ.ป.ป.ช. ฉบับปราบโกง" มาเองกับมือ

แทนที่ อจ.มีชัย จะเป็นผู้นำแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.โชว์เป็นตัวอย่างให้สังคมยกย่องชื่นชม

ท่านอาจารย์มีชัยเกจิกฎหมายมือหนึ่งของคสช.กลับแจวอ้าวลาออกจากตำแหน่งประธานสภามหาวิทยาลัยก่อนใครๆ

เพื่อไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช.ตามกติกา

งานนี้มหาบุรุษมีชัยเสียรังวัดไปบานตะเกียง.

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: ไม่มีอะไรที่'ทำแล้ว'คนไม่ต้าน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

plew_seengern12@yahoo.com

ถ้ามีการจัดอันดับ "ข่าวน่ารังเกียจแห่งปี"

ผมโหวตให้ ข่าว............"นายกสภามหาวิทยาลัย, กรรมการสภามหา วิทยาลัย"

ที่พยายามทำตัว "เหนือการตรวจสอบ" ตามกฎหมาย ป.ป.ช.

ครองอันดับ ๑!ทำไมหรือ คนตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ของรัฐ ทั้งประเทศ เขายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.กันได้

แล้วนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการฯ เป็นตัวอะไร?

เป็นตัววายุภักษ์..........."กินลมเป็นอาหาร" อย่างนั้นหรือ ถึงรังเกียจ-รังงอน ที่จะยื่นบัญชีทรัพย์สินนัก?

เห็นท่านรองฯ วิษณุ ออกตัวให้หลายวันก่อนว่า ไม่ปฏิเสธ-ไม่รังเกียจหรอก

แต่หยุมหยิม น่ารำคาญ!ถ้าปัญญาชน สูงด้วย "คุณวุฒิ-วัยวุฒิ-วุฒิศึกษา" ระดับนายกสภาฯ-กรรมการสภามหาวิทยาลัย อันเป็นบุคคลชั้นนำสังคมชาติ

บอกว่า การ "ยื่นบัญชีทรัพย์สิน" เป็นเรื่องหยุมหยิม น่ารำคาญ

แบบนี้....... ถ้าภาคประชาชน ภาคธุรกิจการค้า ชาวไร่-ชาวนา เขาจะบอกบ้างล่ะ ว่า

กูไม่เสียละ...ภาษี! กว่าจะหาได้แต่ละบาท เลือดตาแทบกระเด็น ให้รีดไปเลี่ยงรัฐ แล้วยังต้องให้กรอกข้อความจุกจิกอีกร้อยแปดพันเก้า

หยุมหยิม น่ารำคาญ........แล้วท่านนายกสภาฯ และท่านกรรมการสภาฯ จะว่าไง? ทั้งเงินประจำตำแหน่ง ทั้งเบี้ยประชุม ทั้งนั่น-ทั้งนี่ ที่เป็นดอกผลตามมา

หยุมหยิม น่ารำคาญ ไม่ต้องการ ไม่อยากได้ ทำงานให้ ไม่ขอรับ อย่างนั้นหรือไม่?

ประเทศที่จมปลัก ส่วนหนึ่งก็เพราะ "ทุจริต-คอร์รัปชัน" ฝังราก ในทุกระบบราชการงานหลวง

ครั้นจะตามจ้อง-ตามจับ ไปทุกคน-ทุกที่ มันไม่สามารถทำได้อย่างนั้น

บ้านเมืองจึงต้องมีกฎหมายเป็น "ตาข่ายจักรวาล" คลุมไว้ เป็นการป้องปราม .......

เพราะในคนหมู่มาก "ดี-ชั่ว" คละเคล้าดังนั้น การให้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่ได้หมายความว่า "สงสัยคนนี้-หน่วยงานนั้น จะทุจริต ต้องตรวจสอบ"

มันเป็นมาตรการ "ป้อง-ปราม" ทั่วไป ตามมาตรา ๑๐๒ ประกอบมาตรา ๑๐๖ ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช.ฉบับใหม่ นั่นแหละ

ตรงกันข้าม........การยื่นบัญชีทรัพย์สิน นอกจากเป็นเครื่องช่วย "เตือนสติ" ต่ออามิสยั่วเย้าบางขณะแล้ว

ยังเป็นตัวขับเน้น "ความสง่างาม" ด้านสุจริต-โปร่งใส พร้อมให้ "สังคม" ตรวจสอบ

เท่ จะตายไปไอ้ที่เกี่ยงงอน หลีกเลี่ยง-ปกปิดการตรวจสอบนั่นตะหากส่อพิรุธ น่ารังเกียจ .........เป็น "ตัวอย่างเลว" ให้คนอื่นยกอ้าง เพื่อจะเป็น "บุคคลเหนือการตรวจสอบ" อย่างนั้นบ้าง!

ป.ป.ช.ทุกวันนี้ เป็น "ภาพพร่า" ในสายตาสังคมมากแต่การที่ ป.ป.ช. "ไม่สมยอม"โดยยืนกรานตามกฎหมาย นายกสภาฯ และกรรมการสภามหาวิทยาลัย" ต้องยื่น "บัญชีทรัพย์สิน

ภาพ ป.ป.ช. "ชื่นศรัทธา" ในสังคมประเทศ "โจรลากไปทหารลากมา" มากทีเดียว!

การ "ขยายเวลา" บังคับใช้ประกาศ ป.ป.ช.กับตำแหน่งตำแหน่งนายกและกรรมการสภาฯ ทั้งในมหาวิทยาลัยกำกับของรัฐและในสังกัดของรัฐ

รวมถึง "ตำแหน่งประธานสภา, รองประธานสภา และกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ออกไปอีก ๖๐ วัน

คือ เลื่อนให้ไปมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๓๑ ม.ค.๖๒ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน นั้น

ถือว่า ป.ป.ช. "๒ มาตรฐาน" อ่อนๆ มากแล้วถ้ามากกว่านี้..........คือยกเว้นไปเลย ตามเจตนาที่เขาเรียกร้อง ป.ป.ช.ก็ควรยุบซะดีกว่า

หรือถ้าองค์รัฏฐาธิปัตย์ทนแรงกดดันไม่ไหว หรืออยากประจบเอาใจอภิสิทธิ์ชนคนกลุ่มนี้ โดยใช้ ม.๔๔

ก็ควรใช้ ม.๔๔ ไล่ตัวเองด้วย!เมื่อวาน ผมยกงานวิจัยท่าน "สุธี อากาศฤกษ์" ว่าด้วยมูลเหตุฉ้อราษฎร์บังหลวง ๘ ประการ มาให้ดู

ในประการที่ ๗ และที่ ๘ มีว่า.........๗.การมีตำแหน่งหน้าที่ "เอื้ออำนวย" ต่อการกระทำความผิด โดยเฉพาะตำแหน่ง "มีอำนาจ" ในทาง

"ให้คำอนุมัติ อนุญาต ให้สัมปทาน หรือใบประกอบการ" ต่างๆ

ผู้ประกอบการเอกชน มักจะยอมเสียเงิน "ติดสินบน" เจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็ว

และสามารถ "เลี่ยงระเบียบกฎหมาย" ได้ ทั้งในระดับต่ำและระดับสูง

๘.การตกอยู่ในภาวะแวดล้อมและอิทธิพลของผู้ทุจริต และมูลเหตุจูงใจอื่นๆ ภาวะแวดล้อมดังกล่าว ได้แก่ ลักษณะที่เรียกว่า "กินกันเป็นทีม"

เนี่ย...จากงานวิจัยอดีตเลขาฯ ป.ป.ป.ในวังวนคนองค์กรรัฐ มันมีแบบนี้ปะปน

ถึงมีกฎหมายเป็น "คอกล้อม" ขนาดนี้แล้ว วัว-ควาย มันก็ยัง "แหกคอก" เกรงกลัวกันซะที่ไหน!

เห็นพูดกันว่า ถ้าให้ยื่น จะลาออกกันหมด!สาธุ....จะถวายหัวหมูตุ๊บตั๊บ "ศาลเจ้าพ่อเปาบุ้นจิ้น" ๑,๐๐๐ หัวเลย

ก็อยากเห็นเหมือนกันว่า บุคคลจำพวก "อย่ามาสงสัยในความโปร่งใสของพวกผม" ลาออก ประท้วงการตรวจสอบกันหมดแล้ว

มหาวิทยาลัยรัฐ ต้อง "ปิดหมด-เจ๊งหมด" มั้ย?เพราะหาคนเป็นนายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ ที่ยินดีปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้!

ทุกวันนี้ ข่าวในโซเชียลมีเดียแต่ละวัน มีแต่ข่าวหดหู่ทางการศึกษา

"ปั๊มปริญญา" แลกเงินเด็ก จนมหาวิทยาลัยในไทยตกมาตร ฐาน

ใบปริญญาใช้ได้ผลอย่างเดียว คือ "สมัคร ส.ส."!?เมืองไทย นั้น ...........วันไหน พวก "สังคมแสร้งดี" ลดน้อยลงไป วันนั้น ประเทศไทย จะเดินหน้าไปได้สะดวก และพัฒนาได้เต็มเม็ด-เต็มหน่วยมากกว่านี้ เพราะไร้ปลวกแทะ!

ในความเป็นสังคมประเทศที่ประกอบด้วยคนร้อยแปดพันเก้า จะบริหารแบบ "เอาใจ" ไปทุกเรื่อง โดยไม่ยึดระเบียบแบบแผนไว้บ้าง

ความมักได้-ตามใจชอบ จะสบาย (ใจ) ชั่วขณะแต่ในระยะยาว ในความไร้กฎระเบียบ ความไม่เอาจริงในมาตรการ

สังคมรวม จะเหลิง เอาแต่ใจ เอาแต่ได้ ทุกคน-ทุกฝ่ายจะ "ตัวใคร-ตัวมัน"

ถูก-ผิด กูไม่รู้ เมื่อได้อย่างใจ ก็แล้วไปแต่วันไหน ไม่ได้อย่างใจ ยิ่งในสังคมทาสวัตถุไอทีวันนี้ จะโหมประโคมเรื่องราวข่าวสารขยะ ปลุกระดมโลมเร้า เผาบ้าน-เผาเมืองกัน ไม่ยั้งคิด

ทุกคนมีมือถือ เท่ากับทุกคนเป็นเจ้าของสื่อ ในเมื่อมีสื่อในมือ เท่ากับทุกคนได้ครองโลก

ดังนั้น ถ้าบ้าจี้ทำตาม "กระแสสื่อลาก" ขัดใจก็กลัวถูกรุมด่า เช้าจึงออกกฎหมายอย่าง บ่ายออกมาแก้ไขอีกอย่าง

หรือประเภท สั่งไปก่อน แล้วนอนวัดกระแส ไล่แก้ตามหลัง

ถ้าเป็นอย่างนี้บ่อยๆ วัตถุยุคไอทีนิยม จะทำให้ประเทศเป็น "สังคมดื้อยา"

"ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ" ตามที่หลวงปู่พุทธทาสว่าไว้ จะเกิดจริงๆ!

ทุกวันนี้ สังเกตให้ดี จะมีฝ่าย "คอยหักล้าง" รัฐบาลอย่างเรื่องกำหนดวันเลือกตั้ง ตอนรัฐบาลบอก "ตามโรดแมป" ก็พยายามจุดประเด็น เป็นว่า

รัฐบาล คสช.พยายามยื้อ อยากอยู่ยาวพอรัฐบาลลงรายละเอียด "๒๔ กุมภา.๖๒" จะเลือกตั้งวันนี้ มีขบวนการยื้อ "ขอเลื่อนวันเลือกตั้ง"!คือ ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร ผิดหมดแหละ ไปทางซ้าย จะมีขบวนการสร้างกระแสว่า ไม่ใช่..ต้องขวาจึงจะถูก

ครั้นไปขวา ก็จะบอกอีกละว่า ไม่ถูก..ต้องไปทางซ้าย!ฉะนั้น จะออกมาตรการ จะออกคำสั่ง หรือจะทำอะไร เมื่อถ้วนถี่และมั่นใจว่าไม่พลาดประโยชน์รวม "ในทางยาว"

แล้วเดินหน้าเลย!อย่างสมัยป๋าเปรม ทุกเรื่อง ตั้งแต่โชติช่วงชัชวาล อีสเทิร์นซีบอร์ด ปรับค่าเงินบาท ฯลฯ

ลงมือทำปุ๊บ เสียงต้านขรม ไม่ดี..ไม่ใช่..ทำไปทำไม หากินกันละซีเนี่ย เปลืองเงิน-เปลืองงบ ต่างๆ นานา

ลงท้าย ที่ด่า-ที่ต้าน กันมาทั้งหมด เป็นคุณูปการ เป็นรากฐานประเทศถึงวันนี้ ทั้งนั้น

พืชพันธุ์ธัญญาหาร งอกงามจากกองขี้งานสร้างสรรค์ ประโยชน์ชาติในสังรวม ก็อย่างนั้น ล้วนเกิดกลางแรงต้าน

ดังนั้น เมื่อมั่นใจว่า ที่ทำนั้น "ใช่"ใส่ไม่ยั้งเลย...ท่านนายกฯ!

โครงการ'ไทยนิยม'โดนอัดหนัก ลอกทักษิณแถมหวังผลการเมือง - บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กรณี ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ภาควิชาการรัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้มีการแสดงความเห็นถึงโครงการไทยนิยมยั่งยืน ว่าเป็นโครงการฯ ที่มุ่งหาคะแนนนิยมเพื่อหวังผลทางการเมือง รองรับการสืบทอดอำนาจของรัฐบาล ที่อาจจะถูกโจมตีทางการเมืองอย่างแน่นอนในช่วงเลือกตั้ง อาทิ การลอกประชานิยมของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ และนำงบประมาณไปละลายแม่น้ำ ที่เปิดช่องให้มีการทุจริต และยังไม่มีผลงานที่เกิดขึ้น เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังขัดหลักการประชารัฐ เพราะรัฐเป็นผู้ขับเคลื่อน และเอกชนบางกลุ่มได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว ขณะที่ประชาชนไม่มีส่วนรวม

ดร.โอฬาร กล่าวว่า ทั้งนี้ตนอยากเสนอว่าหากในอนาคตจะ ขับเคลื่อนโครงการนี้ต่อไป ก็ควรมีการถอดบทเรียน หากโครงการไหนไม่ดีก็ยกเลิกทันที แต่หากโครงการไหนไปรอด ก็ควรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนรวมอย่างแท้จริง หรือนำโครงการที่เกิดเป็นรูปธรรมของชาวบ้านมาต่อยอด อาทิ กองทุนออมทรัพย์ เป็นต้น ที่สำคัญรัฐต้องเลิกทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี แต่ควรถอยไปอยู่ห่างๆ แบบห่วงๆ โดยทำหน้าที่ควบคู่กับภาควิชาการ เป็นที่ปรึกษาเพื่อให้โครงการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง แต่ก็ยอมรับว่าก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะหากเป็นเช่นนั้น ข้าราชการก็จะถูกลดบทบาทไป

หลังจากนั้น ได้ทำให้เกิดการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และ เรียกร้องให้หน่วยงานอิสระ เข้ามาตรวจสอบโครงการไทยนิยม ให้ชัดเจนว่า โปร่งใสหรือมีเหตุผลทางการเองจริงหรือไม่

นายทศพล แก้วทิมา โฆษกพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงโครงการไทยนิยมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า เป็นการลงทุนด้วยงบประมาณที่ขัดเจตนารมณ์ของรัฐ เพราะมีการนำเงินไปแจกจ่ายหัวคะแนนในชุมชนผ่านกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ และลงไปชี้นำว่าจะทำโครงการอะไร โดยที่ชาวบ้านที่อ่อนแออยู่แล้วไม่กล้ามีปากเสียง จึงต้องยอมปฏิบัติตามคนกลุ่มนี้

"โครงการต่างๆ อาทิ ขุดบ่อน้ำ ทำถนน หรือระบบสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานที่ลงไป ผู้ที่ได้งานส่วนใหญ่ก็เป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ทั้งสิ้น จึงทำให้ชาวบ้านขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ที่สำคัญงบประมาณที่ลงไปยังเปรียบเป็นการตำน้ำพริกละลายในแม่น้ำ และไม่เห็นว่าประชาชนจะเข้มแข็งดังชื่อโครงการเสียที จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องส่งหน่วยงานที่เป็นกลางและอิสระลงไปตรวจสอบอย่างแท้จริง อาทิ สถาบันการศึกษา ที่รัฐบาลไม่สามารถครอบงำได้"

โฆษกพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า หากพรรคพลังธรรมใหม่มีโอกาสจะเข้าไปผลักดันเรื่องนี้ อยากจะปรับปรุงโครงการ โดยยึดโมเดลโครงการลงทุนเพื่อสังคม (Social Investment ProjectSIP) ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเขียนโครงการของบประมาณไปพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งทุกวันนี้ยังมีหลายโครงการที่ขับเคลื่อนพัฒนาชุมชนอยู่ไม่ล้มหายตายจากไปไหน และยังเติบโตอย่างยั่งยืน ที่สำคัญยังปลอดอิทธิพลจากผู้นำ ในพื้นที่อีกด้วย

นายสุพจน์ อาวาส รองโฆษกพรรคประชาชาติ กล่าวถึงโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า โครงการดังกล่าวใช้งบประมาณ 1 แสนล้านบาท แม้มีกิจกรรมหลายอย่างแต่การขับเคลื่อนโครงการยังขาดการติดตาม และประเมินความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม การแก้ปัญหาเรื่องอาชีพยังมีข้อจำกัดเพราะกลุ่มเป้าหมายยังขาดทักษะและไม่มีที่ทำกิจสุดท้ายเป็นการสร้างภาระงบประมาณ เพราะหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบไม่มีมาตรการส่งเสริมที่ชัดเจน งบประมาณที่ใช้ หรือจัดสรรสนับสนุนโครงการไทยนิยมยั่งยืน ถือเป็นการใช้เงินหรืองบประมาณที่หมดไปโดยไม่สามารถยึดโยงกับผู้มีรายได้น้อยได้ การกระตุ้นการใช้จ่าย หรือการบริโภคที่หวังผลให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ เมื่อจับจ่ายใช้สอยไปเงินเหล่านั้นก็ถูกโอนเข้าไปสู่ในระบบ หรือกระเป๋าเงินของผู้ลงทุนรายใหญ่ที่มีร้านสะดวกซื้อที่กระจายอยู่ทั่วไป

อีกทั้งองค์กรของรัฐและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจฐานราก ไม่ว่าจะข้าว อ้อย ยาง มัน ข้าวโพด เป็นกลไกที่กลวง เพราะกรรมการส่วนใหญ่มีแต่ข้าราชการ กับเกษตรกร ที่ไม่รู้ความต้องการของตลาดที่แท้จริง

"การขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมเป็นระยะๆ ตามช่วงเวลาดำเนินการที่ผ่านๆ มา เห็นชัดเจนว่าหวังผลทางการเมือง สร้างความนิยมชมชอบให้กับรัฐบาล อีกทั้งการที่รัฐมนตรีในรัฐบาลที่เกี่ยวกับโครงการไทยนิยมยั่งยืน ไปร่วมงานกับพรรคการเมืองหนึ่ง ยิ่งเป็นการตอกย้ำข้อสังเกตดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" นายสุพจน์ กล่าว

คอลัมน์ ข่าวสั้น: มาเลย์ตั้งข้อหาเมียนาจิบรับสินบน 1,486 ล้าน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กัวลาลัมเปอร์ * อัยการมาเลเซียตั้งข้อหานางรอสมะห์ มันซอร์ ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย ในคดีคอร์รัปชันอีก 2 กระทง ฐานเรียกรับสินบนและรับสินบนเป็นเงินรวมกัน 189 ล้านริงกิต (1,486 ล้านบาท) จากบริษัท เจปักโฮลดิงส์ เมื่อปี 2559 อัยการกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การเรียกรับสินบนของนางนั้นเกี่ยวข้องกับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ มูลค่า 1,250 ล้านริงกิต ที่ติดตั้งในโรงเรียนต่างๆ ที่รัฐซาราวักบนเกาะบอร์เนียว นางรอสมะห์ปฏิเสธทั้ง 2 ข้อหา นับแต่พ่ายแพ้เลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม นาจิบโดนตั้งข้อหาคอร์รัปชันแล้ว 38 กระทง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทุจริตกองทุนวันเอ็มดีบี ส่วนนางรอสมะห์ก็โดนตั้งข้อหา 17 กระทง เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเมื่อเดือนที่แล้ว สองสามีภรรยาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา