You are here

CG and corruptions News - 17 March 2017

สั่งสอบ'วิทยาลัยเสธ.'ดูงานยุโรป - กรุงเทพธุรกิจ

กลต.อาเซียนออกเกณฑ์คุมกรีนบอนด์ - โพสต์ทูเดย์

คุก'เกษม นิมมลรัตน์' คนสนิท'เจ๊แดง-เยาวภา'ยื่นบัญชีเท็จ-รวยผิดปกติ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

เล็งสอบกลุ่มทุนร่วมปั่นหุ้นอัยการลั่นสรุป15คดีเสร็จ/เห็นภาพธรรมกายฟอกเงิน - สยามรัฐ

แฉTPBSฮั้วจัดจ้างดีเอสไอชงปปช.สอบกนย.จุ้นผู้บริหารสั่งทำงานวิจัย - ไทยโพสต์

คดีตั๋วสัญญาใช้เงินบิลเลี่ยนคาดจบใน2ด./ปปง.ยึดทรัพย์723ล้าน - ไทยโพสต์

เปิด 3 ประเด็นถกตั้งกระทรวงอุดมฯ - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ทันสถานการณ์: สุรพงษ์โต้ ปปช.ทำเอกสารเท็จ - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ อาหารสมอง: 'ที่เห็น... ไม่จริง ที่จริง... ไม่เห็น' - สยามรัฐ

คอลัมน์ เสียงจากห้วงสำนึก: ผอ.ไทยพีบีเอสออกแล้วแต่ยังไม่จบ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

รายงานพิเศษ: ใครรับผิดชอบภาษีหุ้นชิน - ข่าวสด

คอลัมน์ ใบตองแห้ง: ปลุกผีภาษีทักษิณ - ข่าวสด

คอลัมน์ คมคิดฅนเขียน: ธาตุแท้-แผลเน่า - เดลินิวส์

คอลัมน์ เรื่องจากปก: ภาษีหุ้นชินฯ 'ตู่' ฝากถึง 'แม้ว' จ่ายครบ จบแน่ (มั้ง) - เนชั่นสุดสัปดาห์

อีก450,000ล้าน - โลกวันนี้

สั่งสอบ'วิทยาลัยเสธ.'ดูงานยุโรป - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ผบ.สส.ชี้หากพบผิดระเบียบ ต้องเรียกเงินคืน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สั่งตรวจสอบ การศึกษาดูงานหลักสูตรเสนาธิการร่วมรุ่น 57 "วิทยาลัยเสนธิการทหาร หลังถูกร้องการศึกษาดูงาน "ยุโรป" ปรากฏภาพชอปปิง ล่องเรือ ดูฟุตบอล คาดใช้เวลา 7 - 10 วัน หากพบทำผิดต้องเรียกเก็บเงินคืน

จากกรณีเว็บไซต์ "ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน" องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้โพสต์ข้อความว่าวิทยาลัยเสนาธิการทหาร(วสท.) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูง ทางทหาร สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย มีการนำนักศึกษาและคณาจารย์ในหลักสูตรเสนาธิการร่วม รุ่น 57 รวม 107 คน ไปดูงาน ต่างประเทศ แบ่ง 3 สาย แต่ละสายใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน ในช่วงเดือนมี.ค.2559 พร้อมทั้ง มีการเสนอภาพท่องเที่ยวและซื้อของในประเทศต่างๆ ในยุโรป นั้น

พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงภาพนักศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยเสนาธิการทหาร เดินทางไปศึกษาดูงานที่ยุโรปและมีภาพการไปท่องเที่ยวล่องเรือ ชอปปิง และชมเกมส์การแข่งขันฟุตบอล ว่าหลักสูตรดังกล่าวมีการใช้ งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน เมื่อมีการท้วงติงจึงได้สั่งการให้มีการตรวจสอบ โดยได้มอบหมายให้ พล.อ.อ.สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่รับผิดชอบด้านการศึกษาตรวจสอบ รายละเอียดการเดินทางไปดูงานว่ามีส่วนใด ที่ทำผิดระเบียบหรือไม่ คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบ 7-10 วัน ซึ่งเรื่องนี้มีกฎระเบียบที่ชัดเจนอยู่แล้ว หากพบว่าทำผิดก็ต้องมีการเรียกเก็บเงินคืน

ทั้งนี้ หลักสูตรของวิทยาลัยเสนาธิการทหารมีมาตรฐานสากล ซึ่งทั่วโลกมีคล้ายกัน เพื่อให้ทหารทุกเหล่าทัพได้เข้ามาศึกษา และสร้างความเข้าใจการทำงานร่วมกัน ซึ่งการดูงาน ในต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ข้อมูลจึงมีแต่ภาพในช่วงของการพักผ่อน ซึ่งจะมีการตรวจสอบให้เกิดความมั่นใจ เพราะในขณะนี้ประเทศกำลังเข้าสู่การปฏิรูป ซึ่งกองทัพเองต้องมีการปฏิรูป

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวว่าทราบเรื่องดังกล่าวแล้วตามที่มีการเผยแพร่ทาง โซเชียลมีเดีย แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ได้กำชับไปแล้วว่าการไปดูงานต่างประเทศนั้นกลับมาต้องรายงานผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่ไปชอปปิง พาครอบครัวไปเที่ยว ทำไม่ได้ ในทุกหลักสูตรของกระทรวงกลาโหม ก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายว่า กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ทำเอกสารชี้แจงเกี่ยว กับหลักสูตรการศึกษาของวิทยาลัยเสนาธิการทหาร เป็นหลักสูตรทางทหารระดับสูง ที่รับนายทหารสัญญาบัตรระดับพันเอกขึ้นไปจากกองบัญชาการกองทัพไทย กองบัญชาการกองทัพบกกองทัพเรือและกองทัพอากาศข้าราชการพลเรือนและภาคเอกชน ที่ผ่านมาการคัดเลือกบุคคลจากหน่วยงาน ต้นสังกัดเพื่อเตรียมให้มีความพร้อมในการ เป็นผู้บังคับบัญชาในอนาคต หรือเป็น ผู้บริหารหน่วยจึงต้องกำหนดหลักสูตรในการ สร้างภาวะผู้นำด้านยุทธศาสตร์ทหารและ การปฏิบัติการรบร่วมเพื่อให้มีความพร้อม เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทางทหารที่สำคัญในภาพรวมของกองทัพไทย

กลต.อาเซียนออกเกณฑ์คุมกรีนบอนด์ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - ACMF จับมือสมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศออกเกณฑ์อาเซียนกรีนบอนด์

รายงานสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนอาเซียน (ACMF) เห็นชอบโครงการสำคัญตามแผนปฏิบัติการ 5 ปี (2559-2563) มุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน เชื่อมโยงตลาดทุนในภูมิภาคอาเซียนให้แข็งแกร่ง และเตรียมออกเกณฑ์อาเซียนกรีนบอนด์ใช้ร่วมกันทั่วภูมิภาค

ในการประชุม ACMF ครั้งที่ 26 ซึ่ง ก.ล.ต.มาเลเซีย เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เห็นชอบการดำเนินงานตามความร่วมมือระหว่าง ACMF และสมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (ICMA) กำหนดเกณฑ์การออกพันธบัตรอาเซียนกรีนบอนด์ที่จะใช้เกณฑ์เดียวกันทั่วภูมิภาคอาเซียน

เกณฑ์การออกอาเซียนกรีนบอนด์ที่กำหนดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ มุ่งสนับสนุนให้ตลาดทุนในภูมิภาคเติบโตอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่แสวงหาการลงทุนในธุรกิจหรือองค์กรที่ใส่ใจ สิ่งแวดล้อมและพัฒนาทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ไม่ว่าในด้านการลดมลภาวะหรือใช้พลังงานสะอาด ซึ่ง ACMF พยายามให้เกิดการพัฒนาเรื่องนี้ขึ้นภายในภูมิภาค ทั้งนี้ เกณฑ์การออกอาเซียนกรีนบอนด์ พัฒนามาจากหลักการออกกรีนบอนด์ของ ICMA โดยเป็นการให้แนวปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อสร้างความโปร่งใสและสอดคล้องของกฎเกณฑ์ การเป็นมาตรฐานเดียวกันจะทำให้สินค้าตลาดทุนอาเซียนเป็น ที่ยอมรับของนักลงทุนทั่วโลก

นอกจากนั้น ยังเห็นชอบปรับปรุงการให้คะแนนการกำกับดูแลกิจการ ที่ดีของบริษัทจดทะเบียนในอาเซียน ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการตามหลักใหม่ของกลุ่มสมาชิก G20 และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) โดยวิธีการประเมินใหม่นี้ได้ผนวกความ คาดหวังของผู้ลงทุนและนำแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาปรับใช้ในธุรกิจ

ASEAN Corporate Governance Scorecard ที่ปรับปรุงนี้ จะมีการประเมินเพิ่มเติม ซึ่งให้น้ำหนักการ ส่งเสริมบทบาทของผู้ถือหุ้น รวมทั้งจัดหมวดหมู่หัวข้อการประเมินใหม่ สะท้อนแนวทางในการกำกับดูแลกิจการที่ดีของธุรกิจ นอกจากนี้ จะเพิ่มคุณภาพกระบวนการประเมินโดยมีผู้ตรวจสอบอิสระเพิ่มเติมจากกระบวนการที่มีอยู่ คาดว่าการประเมินใหม่นี้จะเริ่มใช้ไตรมาส 2 ปี 2560 ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนสามารถใช้ผลการประเมินประกอบการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์อาเซียนได้ดียิ่งขึ้น

คุก'เกษม นิมมลรัตน์' คนสนิท'เจ๊แดง-เยาวภา'ยื่นบัญชีเท็จ-รวยผิดปกติ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - ศาลฎีกานักการเมือง สั่งจำคุก 12 เดือน "เกษม นิมมลรัตน์" อดีต ส.ส.เชียงใหม่ คนสนิท "เจ๊แดง เยาวภา" ไม่รอลงอาญา เหตุจงใจยื่นบัญชีหนี้สินเท็จ ร่ำรวยผิดปรกติ ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง พร้อมสั่งทรัพย์สิน 7 รายการกว่า 168 ล้าน ตกเป็นของแผ่นดิน

วานนี้ (16 มี.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ เวลา 14.00 น. องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน มีคำพิพากษาคดีริบทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน หมายเลขดำที่ อม.97/2559 ที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ของนายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ คนสนิทนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหา ระหว่างดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ และตำแหน่ง ส.ส. รวมมูลค่า 186,620,637 บาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 38 วรรคสอง ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 59 เช่นกันว่า นายเกษม มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ผิดปกติ 8 รายการ ได้แก่ หุ้น 2 บริษัท, เงินจากการขายหุ้น 3 บริษัท, เงินลงทุน, รถยนต์โตโยต้า และที่ดิน

ทั้งนี้ องค์คณะฯ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียงให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ โดยไม่สามารถชี้แจงหรือมีหลักฐานมาแสดงที่มาที่ไปของเงินนำมาซื่อทรัพย์สินว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยสุจริต ส่วนที่อ้างว่าเป็นเงินรายได้จากธุรกิจโรงสีข้าว โรงน้ำแข็ง เงินค้าทองคำ หจก.แม่ริม จำกัดฯ ที่เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างนั้นฟังไม่ขึ้น เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทบางส่วนมีผลประกอบการขาดทุน และธุรกิจโรงสีข้าว-โรงน้ำแข็งก็ไม่มีรายได้มากขนาดนำมาเสียภาษี จึงไม่น่าเชื่อผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านทั้งสองจะมีรายได้เพียงพอกับทรัพย์สินนั้น

ส่วนที่อ้างว่ามีเงินจากการขายกิจการเก็บเป็นเงินสดเกือบ 100 ล้านบาท หากนำมาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายประจำวัน เงินนั้นย่อมลดลง และไม่มีความจำเป็นที่จะเก็บเงินสดจำนวนมากไว้ในบ้านโดยไม่ได้รับประโยชน์ดอกผล ดังนั้น ข้อต่อสู้จึงไม่มีน้ำหนักและเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานเอกสารมาชี้แจงละเอียด

จึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 7 รายการ และดอกเบี้ย มูลค่า 168,453,245.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน หากผู้ถูกกล่าวและ ผู้คัดค้านไม่สามารถชดใช้เงินจำนวนนี้คืนได้ ก็ให้บังคับเอาทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านให้ตกเป็นของแผ่นดินภายใน อายุความ 10 ปี โดยให้คืนทรัพย์สินที่เป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน กก 111 เชียงใหม่ มูลค่า 700,000 บาท และหุ้น MSC จำนวน 9,780 หุ้น คืนแก่เจ้าของ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทรัพย์สิน 7 รายการที่ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ประกอบด้วย 1. หุ้นบริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ASCON) ในชื่อของนาง บุญทอง มารดา ผู้คัดค้าน ที่ 2 หุ้นบริษัท แอสคอนฯ ในชื่อของนางดวงสุดา คู่สมรส ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ขายไป 3 ล้านบาทเศษ 2. หุ้นบริษัท วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (มหาชน) (WIN) ที่เหลือจากการขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 1,000,168 หุ้น มูลค่า 390,065 บาท 3. เงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (MLINK) ของนางดวงสุดา คู่สมรส ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 4,187,700 หุ้น เป็นเงิน 5,407,163 บาท 4. เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นของนายเกษม ผู้ถูกกล่าว และนางดวงสุดา คู่สมรส ผู้คัดค้านที่ 1 กรณีนายเกษมพ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ. เชียงใหม่ รวมมูลค่า 8,585,953 บาท 5. ที่ดินโฉนดเลขที่ 19767 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เนื้อที่ 25.6 ตารางวา มูลค่า 1.2 ล้านบาท ของนางดวงสุดา คู่สมรส ผู้คัดค้านที่ 1

6. เงินลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์ที่ เพิ่มขึ้นของนายเกษม ผู้ถูกกล่าวหา และนางดวงสุดา คู่สมรส ผู้คัดค้านที่ 1 กรณีนายเกษม พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ มาแล้วเป็นเวลา 1 ปี รวมมูลค่า 20 ล้านบาทเศษ 7. เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นของนางดวงสุดา คู่สมรส ผู้คัดค้านที่ 1 กรณีนายเกษม พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. รวม 8 แห่ง มูลค่า 55,141,500 บาท

ส่วนสำนวน อม.64/2559 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องว่านายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ คนสนิทนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้คัดค้านระหว่างดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ และตำแหน่ง ส.ส.จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินรวมทั้งเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช

ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้สินของคู่สมรสว่า มีหนี้เงินกู้ ทั้งที่ไม่มีหนี้สินดังกล่าวอยู่จริงอันเป็นความเท็จ และไม่แสดงรายการทรัพย์สินซึ่งเป็นหุ้นและเงินที่ได้จากการขายหุ้น อันเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ดังนั้น องค์คณะฯ จึงมีมติเอกฉันท์พิพากษาว่าการกระทำเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 12 เดือน พิเคราะห์แล้วเป็นเรื่องร้ายแรงองค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเสียงข้างมาก ไม่รอการลงโทษ และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 5 ต.ค. 2558 ซึ่งเป็นวันที่พ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่อันเป็นตำแหน่งสุดท้าย.

เล็งสอบกลุ่มทุนร่วมปั่นหุ้นอัยการลั่นสรุป15คดีเสร็จ/เห็นภาพธรรมกายฟอกเงินพระทัตตชีโวอ่วมชงกลต.เคาะผิดกม. - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

"ทัตตชีโว" ส่ออ่วม! "อัยการ" คลี่ปมนำเงินวัดพระธรรมกายเล่นหุ้นเชื่อจัดฉากใช้ชื่อ "นอมินี"เล่นหุ้น-ปั่นหุ้น เล็งเรียกนักธุรกิจกลุ่มทุนสอบพร้อมเรียก "พระมหาบุญชัย"สอบเงินบริจาคเอี่ยวซื้อหุ้นหรือไม่ ด้าน "ดีเอสไอ" เร่งประสาน"ก.ล.ต." หวั่นเข้าข่ายผิดกฎหมายการซื้อหุ้น เชื่อสรุป 15 คดีเสร็จจะเห็นภาพการเชื่อมโยงอย่างเป็นขบวนการ จ่อเรียก"อลิสา" แลนด์แอนด์เฮ้าส์เข้ารายงานตัวแจงปมให้ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารบุญรักษา ด้าน "บิ๊กแดง" เผย ลดกำลังทหารจากวัดพระธรรมการเหลือ "ปตอ."ตรึงกำลังรอบวัดดูความเรียบร้อย

ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1(บก.ตชด.ภ.1)เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 มี.ค.60 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการติดตามจับกุมตัว พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัดว่า ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ยังคงมีการประชุมร่วมกันอยู่ทุกวันที่ บก.ตชด.ภ.1 เพื่อประเมินสถานการณ์ประจำวัน ส่วนกรณีที่ดีเอสไอได้มีการออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวนั้น ขณะนี้มีจำนวน 317 คนโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เรียกให้มารายงานตัว 258 รายและมีคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่ 94 ราย ซึ่งขณะนี้มีผู้มาตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว 171 ราย โดยเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา มาพบอีก 20 ราย

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า ขณะนี้จากการตรวจสอบบัญชีของวัดพระธรรมกาย พบว่า พระทัตตชีโวได้นำเงินจากบัญชีของวัดที่ได้จากสหกรณ์ฯคลองจั่นไปซื้อหุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯจึงต้องประสานไปยังคณะกรรมการกำ กับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าเข้าข่ายผิดระเบียบการซื้อขายหรือไม่ หากเชื่อมโยงไปถึงใคร ก็จะเรียกตัวไปสอบถามต่อไป อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทราบว่า พระทัตตชีโว จะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้ ทั้งนี้ พระสงฆ์ตามหมายเรียก 14 รูป ขณะนี้ได้เข้าพบอัยการ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากรณีขัดคำสั่ง คสช.แล้ว 11 รูป ยังเหลือพระทัตตชีโว พระครูใบฎีกา และพระธัมมชัยโยเท่านั้น

"ขณะนี้พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดี ดีเอสไอ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ประวุธวงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งกรมแผนที่ไปตรวจสอบที่ดินรังวัดและข้อเท็จจริงต่างๆในพื้นที่ที่ปลูกสร้างอาคารบุญรักษา เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของใคร หากเป็นของ น.ส.อลิสา อัศวโภคิน บุตรสาวของนายอนันต์อัศวโภคิน เจ้าของบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์จริง ก็จะออกหมายเรียกมาสอบถามข้อเท็จจริง ถึงที่มาที่ไปในการสร้างอาคารและการอนุญาต ให้วัดพระธรรมกายใช้สถานที่ เหมือนกรณีของ น.ส.ศรวรรณศิริสุทรินทร์ หรือ ป้าเช็ง เจ้าของตลาดป้าเช็ง คลองหลวง จ.ปทุมธานี"

ด้าน นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษสำนักการสอบสวน 3 กล่าวว่าแม้ว่าพระทัตตชีโว จะไม่ได้ใช้ชื่อตนเองในการเล่นหุ้น แต่เชื่อว่ามีการใช้กลุ่มบุคคล และบุคคลที่เป็นนักธุรกิจ ให้เป็นนอมินี มีทั้งการเล่นหุ้น และปั่นหุ้น ซึ่งพนักงานสอบสวน เตรียมออกหมายเรียกผู้มีรายชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเล่นหุ้นมาเข้าให้ปากคำแล้ว

"กรณีนี้พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องเรียก พระมหาบุญชัย จารุทัตโต พระผู้รับผิดชอบด้านการเงินของวัด เข้าให้ปากคำอีกครั้ง รวมถึงเจ้าหน้าที่จาก ก.ล.ต.และโบรกเกอร์ต่างๆ ที่ทำหน้าที่รับซื้อขายหุ้น ให้กับนอมินีของพระทัตตชีโวด้วยและเมื่อสำนวนคดีทั้ง 15 คดีเสร็จสมบูรณ์ จะเห็นภาพความเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด"

ส่วนที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ท.อภิรัตน์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงดูแลบริเวณโดยรอบวัดพระธรรมกายของกองกำลังรักษาความสงบกองทัพภาคที่ 1 (กกล.รส.ทภ.1 ) ว่า หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ได้เข้าไปตรวจค้นได้ในทุกจุดภายในวัดพระธรรมกายแล้วตามที่มีความต้องการส่วนกำลังทหารนั้น ในเรื่องของการปรับลดกำลัง มีการสับเปลี่ยนหนุนเวียนกำลังโดยเราใช้กำลังในพื้นที่รับผิดชอบ ในส่วนของกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน(ปตอ.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน(ปจ.) จากจังหวัดปทุมธานี เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศานาแห่งชาติ(พศ.) เข้าไปดูแล ทางเจ้าหน้าที่ทหารเราเพียงเข้าไปดูในเรื่องของภาพรวมความเรียบร้อย ร่วมถึงการดำเนินการของวัดพระธรรมกายว่าเป็นไปตามข้อตกลงหรือไม่ และขณะนี้ก็เป็นที่รับทราบแล้วว่าพระธัมมชโย ไม่ได้อยู่ภายในวัด จึงต้องดำเนินการ ในพื้นที่อื่นต่อไป

เมื่อถามว่า ทางดีเอสไอ ได้ทำหนังสือมาขอกำลังเจ้าหน้าที่ทหารมาช่วยงานต่อหรือไม่ พล.ท.อภิรัชต์ กล่าวว่า ทางดีเอสไอไม่ต้องทำเรื่องมาแล้ว เพราะได้ทำเรื่องมาตั้งแต่ต้น โดยได้แต่งตั้ง ผบ.ปตอ.เป็นรอง ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการร่วมวัดพระธรรมกาย เพราะฉะนั้นทาง ผบ.ปตอ. มีอำนาจเต็ม ตามคำสั่งของทางดีเอสไอ ที่ได้แต่งตั้งมา ทั้งนี้ทาง ดีเอสไอก็ยังเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

แฉTPBSฮั้วจัดจ้างดีเอสไอชงปปช.สอบกนย.จุ้นผู้บริหารสั่งทำงานวิจัย - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ไทยโพสต์ * ประธาน กนย.ไทยพีบีเอสแจงการซื้อหุ้นซีพีเอฟต้องขอความเห็นชอบจาก กนย. เล็งกำชับผู้บริหารใหม่อย่าให้ซ้ำรอย แฉอีก "ดีเอสไอ" ส่งสำนวนถึง "ป.ป.ช." สอบ "บอร์ดนโยบาย ส.ส.ท." แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างฝ่ายบริหารกำหนดทีโออาร์ตั้งกรรมการพิจารณาวิจัยทำหน้าที่ซ้ำซ้อน เมื่อปี 2557-2558 ส่อไม่โปร่งใส อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบตาม ม.157-ผิด พ.ร.บ. ฮั้ว แถมยังนำพรรคพวกไปแอบตั้งบริษัทมารับงานผลิตรายการสิ้นเปลืองงบ 700 ล้านต่อปี

เมื่อวันพฤหัสบดี นายจุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมการนโยบาย (กนย.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธาร ณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. จากกรณีนำเงิน 193 ล้านไปซื้อตราสารหนี้ (หุ้นกู้) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ว่าที่จริงแล้วหลักการในการซื้อตรา สารหุ้น กนย. ได้มีการวางกรอบและหลักการเอาไว้แล้ว แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเกิดจากความเข้าใจในแง่ของการทำงานที่อาจจะคลาดเคลื่อนกัน จึงเป็นปัญหาขึ้นมา

"ประเด็นเรื่องนี้คือมีการไปหยิบเอาหลักการที่ กนย.ชุดปี 2555 มาเป็นหลักในการทำงาน แต่หลักของ กนย.ชุดปัจจุบันได้มีการวางกรอบเอาไว้เพิ่มเติมว่าการซื้อตราสารหุ้น ซื้อพันธบัตร และอื่นๆ จะต้องขอความเห็นชอบจาก กนย.ก่อน เพื่อความรอบคอบ แต่เรื่องดังกล่าวผู้บริหารเข้าใจว่าเมื่อหลักการให้แล้วสามารถไปซื้อได้เลย"

นายจุมพลกล่าวว่า หลังจากนี้ไม่จำเป็นต้องวางกรอบและกติกาใหม่ เพราะหลักการที่วางเอาไว้เดิมชัดเจนอยู่แล้วว่า ผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่สามารถซื้อได้ เพียงแต่เพื่อความชัดเจนและรอบคอบผู้บริหารควรจะรายงานให้ กนย.ทราบ เพื่อดูว่าแผนการใช้จ่ายเป็นอย่างไร อย่างไรก็ดี ขั้นตอนหลังจากนี้คงจะมีการสรรหาผู้บริหารใหม่ เมื่อได้ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.คนใหม่แล้ว จะมีการทำความเข้าใจและกำชับเรื่องนี้กันก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก ส่วนท่าทีของพนักงานนั้น ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจแล้ว ไม่มีปัญหา การทำงานของไทยพีบีเอสสามารถเดินหน้าต่อได้

"หากหน่วยงานใดต้องการจะตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทางเรายินดี ไม่มีปัญหา พร้อมให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพราะไทยพีบีเอสถือเป็นองค์กรสาธารณะ" นายจุมพลกล่าว

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ถ้าการที่สื่อมวลชนไปซื้อหุ้นบริษัทเอกชน ต้องถามว่าถ้าหากองค์กรอิสระได้เงินมาแล้วเอาไปฝากไว้ในธนาคาร แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง แล้วแบบนี้จะทำ ให้เสียความเป็นอิสระขององค์กรนั้นหรือไม่ ก็ไม่เสีย ทั้งนี้ ในปัจจุบันวิธีการลงทุนนั้นมีมาก ทางกฎหมายจึงได้เขียนว่า ถ้าหากมีการนำเงินขององค์กรอิสระหรือหน่วยงานราชการไปลงทุนในวิธีอื่นๆ นอกจากการฝากธนาคารของรัฐ จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการที่ควบคุมก่อน ซึ่งเขาก็จะดูเป็นกรณี ส่วนการลงทุนอย่างไรแล้วจะทำให้ความเป็นอิสระขององค์กรนั้นสูญเสีย ก็คงต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป

"กรณีไทยพีบีเอสนั้น ผมไม่ขอให้ความเห็นอะไรเพราะว่าเท่าที่เห็นนั้น ข้อ มูลจากในข่าวแต่ละแหล่งไม่ตรงกัน บางข่าวบอกว่าไปซื้อหุ้นซีพีเอฟ บางแหล่งบอก ว่าซื้อตราสารหนี้ ซึ่งตามหลักการแล้วการซื้อหุ้นและตราสารหนี้นั้นไม่เหมือนกัน ตราสารหนี้นั้นจะเหมือนกับหุ้นกู้ ซึ่งคล้ายกับการกู้เงินแล้วก็มีดอกเบี้ยตามมา แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าการให้กู้เงินนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะกระทบต่อความเป็นเจ้าของของหน่วยงานนั้นๆ อยู่ดี" นายมีชัยกล่าว

แหล่งข่าวจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเปิดเผยว่า มีสำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เลขรับ ป.ป.ช.ที่ 18770 เรื่องที่ ยธ 0811/2009 ลงนามโดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2559 ป.ป.ช.รับเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2559 เวลา 14.15 น. กรณีที่พนักงาน ส.ส.ท.ได้ยื่นหนังสือต่ออธิบดีดีเอสไอเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.2558 ขอให้ตรวจสอบความผิดปกติในการจัดจ้างโครงการวิจัยของไทยพีบีเอสจำนวน 3 โครงการ

โดยเรื่องร้องเรียนดังกล่าวระบุว่า ในช่วงประมาณปี 2557 และปี 2558 ที่ผ่านมา ส.ส.ท.ได้มีการดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพของรายการตามที่คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้กำหนด จำนวน 3 โครงการ คือ โครงการวิจัยการสร้างตัวชี้วัดคุณภาพรายการตามมาตรฐานสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอส, โครงการวิจัยการสำรวจการเปลี่ยนแปลงของผู้ชมรายการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่องการมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของสื่อสาธารณะ กรณีศึกษา 10 ประเด็น มีความผิดปกติเกี่ยวกับการดำเนินการจัดจ้าง

กล่าวคือ คณะกรรมการนโยบาย หรือ กนย.ได้เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของฝ่ายบริหารสถานี โดยเป็นผู้กำหนดทีโออาร์ที่ใช้ในการดำเนินการจัดหาผู้ทำการวิจัยโครงการดังกล่าว แล้วมอบให้ส่วนงานจัดซื้อจัดจ้างใช้ทีโออาร์ที่ตนกำหนดดังกล่าวไปใช้ในการดำเนินการ จัดหาผู้ทำการวิจัยโครงการดังกล่าว และมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณางานวิจัยโครงการ ทำหน้าที่อ่านข้อเสนอโครงการของผู้ที่เข้ายื่นข้อเสนอรับทำการวิจัย และสรุปความเห็นประกอบการพิจารณาของ กนย. และเมื่อ กนย.มีมติเห็นชอบ ให้จัดจ้างผู้ยื่นข้อเสนอเข้ารับทำการวิจัยรายใดแล้ว ก็จะแจ้งให้คณะกรรมการจัดหาพัสดุดำเนินการเสนอให้จัดจ้างผู้ยื่นข้อเสนอทำการวิจัยที่ กนย.ได้มีมติเห็นชอบดังกล่าวต่อไป ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบองค์การฯ ว่าด้วยการพัสดุ ทำให้คณะกรรมการจัดหาพัสดุที่ผู้อำนวยการองค์การฯ แต่งตั้งขึ้น ไม่สามารถที่จะพิจารณาหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่นได้เลย ต้องดำเนินการตามมติ กนย.เท่านั้น

และเมื่อมีการจัดทำสัญญาจ้างและผู้วิจัยได้ส่งมอบงานวิจัยแล้ว คณะกรรมการพิจารณางานวิจัย โครงการจะเป็นผู้อ่านงานวิจัยที่ผู้วิจัยทำการส่งมอบแล้วสรุปผลการดำเนินการเสนอให้ กนย.พิจารณา เมื่อ กนย.เห็นชอบแล้ว จะแจ้งให้คณะกรรมการตรวจรับงานวิจัยที่ผู้อำนวยการองค์การฯ แต่งตั้งขึ้นทราบ ทำให้คณะกรรมการจัดหาพัสดุและคณะกรรมการตรวจรับงานวิจัยถูกแทรกแซงและต้องทำตามคำสั่งหรือมติของคณะกรรมการพิจารณางานวิจัยโครงการ และ กนย.การดำเนินการของ กนย. จึงเป็นการปฏิบัติที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

เอกสารร้องเรียนยังระบุด้วยว่า คณะกรรมการพิจารณางานวิจัยโครงการไม่มีกำหนดไว้ในระเบียบพัสดุขององค์การฯ ไม่มีขั้นตอนและที่มาในการสรรหา ขึ้นอยู่กับ กนย.ที่จะเลือก ทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการจัดหาพัสดุและคณะกรรมการตรวจรับงานวิจัย ทำให้เกิดความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดจ้าง เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิด เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ

ขณะที่สำนวนการตรวจสอบระบุผลการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ว่าการดำเนินการของ กนย.ดังกล่าวอาจเป็นการก้าวล่วง การดำเนินงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นอำ นาจหน้าที่ของผู้อำนวยการ ส.ส.ท. อาจเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 157, พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 12

โดยคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของ กนย.เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 16 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. จึงเห็นสมควรส่งสำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

แหล่งข่าวยังเปิดเผยด้วยว่า นอกจากกรณีนี้ยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากลในการจัดหารายการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ โดยมีการนำพรรคพวกไปแอบตั้งบริษัทมารับงานผลิตรายการ สิ้นเปลืองงบประมาณในการผลิตรายการปีละประมาณ 700 ล้านบาท ทั้งที่เป็นเงินจากภาษีบาปซึ่งได้รับ 2,000 ล้านบาท และยังเป็นแหล่งที่กลุ่มเอ็นจีโอเข้ามาหาผลประโยชน์ในทางการเมือง จากการแต่งตั้งสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการเป็นฐานสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองมหาศาล ทั้งหมดนี้ควรมีการตรวจสอบ.

คดีตั๋วสัญญาใช้เงินบิลเลี่ยนคาดจบใน2ด.'พิษณุ'เผยหลักฐานชัดมีการวางแผนทำเป็นขบวนการ/ปปง.ยึดทรัพย์723ล้าน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * ความคืบหน้าคดีซื้อตั๋วสัญญา บ.บิลเลี่ยน "พิษณุ" เผย ป.ป.ช.คาดยุติภายใน 2 เดือน ส่วน ปปง.ยึดทรัพย์และจะยึดเพิ่มรวม 723 ล้านบาท แย้มได้รับรายงานพิสูจน์ว่าการทุจริตครั้งนี้ทำเป็นขบวนการที่มีการวางแผนไว้ร่วมกับบริษัทเอกชน ย้ำโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่มีเอี่ยวไม่เพียงพอ ต้องดำเนินคดีทางอาญาด้วย "รมว.ศธ." จี้ ทำไมถึงปล่อยให้คนทำผิดลอยนวลอยู่

นายพิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (รองปลัด ศธ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ สกสค. และองค์การค้าของ สกสค. ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีซื้อตั๋วสัญญากับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด จำนวน 2,500 ล้านบาท ขณะนี้ทางสถานีตำรวจนครบาลดุสิตได้รายงานว่า จากที่ได้ออกหมายจับผู้กระทำผิด จำนวน 4 คนนั้น จับได้แล้วจำนวน 2 คน ยังเหลืออีก 2 คน และในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รายงานว่า การไต่สวนคดีดังกล่าวมีความคืบหน้า และคาดว่าน่าจะได้ข้อยุติภายใน 2 เดือน

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานของสำนัก งานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็ได้ดำเนินการยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วจำนวน 123 ล้านบาท และจะยึดทรัพย์เพิ่มอีก 600 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากจำเลยกล่าวว่า ทรัพย์สินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ และทาง สกสค.ก็อุทธรณ์กลับ เพราะเห็นว่าเงินจำนวนนั้นเป็นเงินที่ใช้หลอกล่อ ทำให้เห็นผลและจูงใจให้ทำการลงทุนต่อ ซึ่งการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ปปง.ได้ดำเนินการร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ด้วย และในส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ทางดีเอสไอได้นำบรรจุเข้าเป็นวาระเพื่อขอการพิจารณารับเป็นคดีพิเศษจากคณะกรรมการคดีพิเศษด้วย เพื่อให้ดีเอสไอสามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มที่และคล่องตัว นอกจากนี้ ตนยังได้ตั้งผู้ที่จะทำการประสานคดีกับหน่วยงานดังกล่าวด้วย เพื่อทำหน้าที่ติดตามและส่งหลักฐานเอกสารตามที่หน่วยงานต่างๆ ต้องการ

นายพิษณุกล่าวต่อว่า ในส่วนของเรื่องการดำเนินการทางวินัยเจ้าหน้าที่ สกสค.ที่มีเอี่ยวข้องในฐานะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษ กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ส่วนกรรมการกองทุนฯ ที่เป็นข้าราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ยังไม่ได้รับการสอบสวน ดังนั้นในวันที่ 20 มีนาคมนี้ จะมีการประชุมรายงานความคืบหน้าการดำเนินการกับข้าราชการทั้ง 2 สังกัด โดยมี รมว.ศธ.เป็นประธาน ทั้งนี้ หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ก็อาจจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนข้าราชการทั้ง 2 สังกัดทันที อีกทั้งจากการดำเนินงานของคณะกรรมสอบสวนทางวินัย ที่มีนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานนั้น มีการรายงานว่า พบประเด็นที่จะนำไปสู่การพิสูจน์ว่าการทุจริตครั้งนี้เป็นขบวนการที่มีการวางแผนไว้ และเป็นการกระทำการโดยไม่ชอบ อาจจะเข้าข่ายมาตรา 157 ทำการโดยปราศจากอำนาจ โดยมีเจตนาจะทุจริตร่วมกับภาคเอกชน

"รมว.ศธ.พูดชัดว่า ทำไมถึงปล่อยให้คนผิดลอย นวลอยู่ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของผมในฐานะผู้ปฏิบัติก็คอยการเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการนำตัวคนที่กระทำความผิดมารับผิดชอบให้ได้ เพราะการลงโทษทางวินัยถือว่าไม่หนักเท่าการดำเนินการทางคดีทั้งอาญาและแพ่ง จึงต้องดำเนินการโดยเร็ว" ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. และ ผอ.องค์การค้าของ สกสค.กล่าว และว่า นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัย นายสมมาตร์ มีศิลป์ อดีต ผอ.องค์การค้าของ สกสค. กรณีบริษัท ล็อกซเล่ย์ ไวร์ เลส จำกัด (มหาชน) ดำเนินการฟ้องแพ่งองค์การค้าของ สกสค.ด้วย.

เปิด 3 ประเด็นถกตั้งกระทรวงอุดมฯ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ศ.นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้สรุปประเด็นที่จะนำไปรับฟังความคิดเห็น ครั้งแรกวันที่ 20 มี.ค. ที่อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งหมด 3 ประเด็นหลักคือ 1.หลักการและนโยบาย ระบบธรรมาภิบาล หลักการด้านเสรีภาพทางวิชาการ รวมไปถึงความรับผิดชอบและการตรวจสอบจากประชาคม นอกจากนี้ ยังต้องการให้ทุกฝ่ายมองภาพในอนาคตเกี่ยวกับการสร้างบัณฑิตที่สนองตอบ หรือทำงานในระดับโลกได้ 2.การรับฟังความเห็นเกี่ยวกับระเบียบบริหารราชการกระทรวง อาทิ ความเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงอุดมศึกษากับมหาวิทยาลัย ทั้งในส่วนของอธิการบดีมหาวิทยาลัยและสภามหาวิทยาลัย บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในปัจจุบัน 3.เรื่องอื่นๆ อาทิ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล สวัสดิการ บทบาทสภาคณาจารย์ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับฟังเกี่ยวกับกรอบยุทธศาสตร์อุดมศึกษา 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่งร่างโดย สกอ.และกำลังจะประกาศใช้เร็วๆนี้ โดยให้ สกอ.ขับเคลื่อนอาจบรรจุเป้าหมายได้ระดับหนึ่ง แต่หากขับเคลื่อนโดยกระทรวงอุดมศึกษาก็น่าจะบรรลุเป้าหมายได้.

คอลัมน์ ทันสถานการณ์: สุรพงษ์โต้ ปปช.ทำเอกสารเท็จ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดการใช้อำนาจหน้าที่ออกหนังสือเดินทางให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา นอกจากนี้ ขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาพบว่าเอกสารนี้เป็นเพียงบันทึกข้อกล่าวหา ไม่ใช่หนังสือแจ้งข้อกล่าวหาที่ลงนามโดย ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน จึงถือว่าบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเอกสารเท็จ

คอลัมน์ อาหารสมอง: 'ที่เห็น... ไม่จริง ที่จริง... ไม่เห็น' - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ถาวร ชุปวา

"ผู้เขียน" มีโอกาสได้เสวนากับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ และเกี่ยวข้องกับ "การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น" ที่เป็นองค์กรถูกกล่าวหาข้าราชการสังกัดส่วนราชการประพฤติตัวเข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชันมากสุดติดท็อปประเทศ ได้รับทราบและได้ยินได้ฟังเรื่องราวการทุจริตรูปแบบ มากมาย จนตกผลึกความคิดขึ้นในสมอง อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดอย่างที่จั่วหัวเรื่องข้างบนนี้เลย

สืบเนื่องจากกระแสข่าวร้อนออกมาถี่มากกล่าวถึงเรื่อง ความประพฤติและการปฏิบัติของ"ข้าราชการไทย" มี "แกะดำ"(คนเลว, คนชั่ว)ปะปนอยู่ในกลุ่ม "คนดี" ในทุกสังกัดส่วนราชการส่งผลต่อประชาชน ทำให้ประเทศเจริญช้าล้าหลัง และเป็นสนิมกัดกร่อนเนื้อ ประชาชนไทยเลยได้รับความลำบากเดือดร้อนสาหัส ทั้งยังรู้สึกน่าอับอายแก่สังคมและทั่วโลกรังเกียจ

มีข่าวทางลบเรื่องเสียหายภาพลักษณ์ประเทศ ทำลายภาพลักษณ์คนไทย อย่างเช่นมีข้าราชการระดับสูง กระทรวงพาณิชย์ คนหนึ่ง(นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เหตุเกิดที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เมืองเกียวโต) ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ ต่างประเทศแล้วไปลักขโมยภาพศิลปะที่โรงแรม และถูกจับได้คาหนังคาเขา นั่นก็น่าอายนัก ต่อมายังมีเรื่องเสียหายภาพลักษณ์คนไทย เป็นข่าวฉาวโฉ่ติดตามมาว่า "องค์การความโปร่งใสระหว่างประเทศ (ที.ไอ.)" จัดลำดับให้ประเทศไทยได้คะแนนประเมิน (ความมีธรรมาภิบาล) ผลงานและพฤติกรรมองค์การ คะแนนเต็ม 100 ได้เพียง 35 คะแนน ที่ได้ประจำปี 2558 อยู่ลำดับที่ 76 และปี 2559 คะแนนลดพรวด อยู่ที่ลำดับ 101 จากจำนวนประเทศที่ถูกประเมินทั้งหมด176 ประเทศ

มันหมายความว่า "การโกง" (คอร์รัปชัน)เกิดขึ้นตลอดเวลาในประเทศไทย โดยคนไทยกลุ่มหนึ่งประพฤติเสียหาย ทำให้คนไทยผู้อยู่วงนอกพลอยเน่าเหม็น (ในความนึกคิดและรับรู้ของประชาคมโลก) 2 ตัวอย่างไม่พอครับ ยังมีอีกกรณีตัวอย่างเกิดตามมา กำลังมีการสืบค้นหาต้นตอ "คนทำชั่วว่าเป็นใครเกี่ยวข้องบ้าง"ท่านนายกฯ "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" มีบัญชาให้ชำระคราบสกปรก มันเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารพันลึกมาก กรณีสินบนข้ามชาติ"โรลส์-รอยซ์" นั่นแหละครับ สืบเนื่องจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาและสำนักงานปราบปรามทุจริตของอังกฤษ SFO ออกมาเปิดโปงข้อมูลว่า บริษัท โรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนให้ผู้บริหารและพนักงานของประเทศไทย

มันน่าเจ็บใจนักก็เพราะมีข่าวพาดพิงถึงหน่วยงาน "รัฐวิสาหกิจใหญ่" ของประเทศเรา3 หน่วยงาน คือ (1) รัฐวิสาหกิจการบินไทย (2)รัฐวิหากิจ "ปตท." และ (3)รัฐวิสาหกิจ "ปตท.สผ." ซึ่งล้วนเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหน่วยงานมีความโปร่งใสเป็นธรรมาภิบาลที่ดี เป็นตัวอย่าง แล้วได้รับรางวัลเกียรติยศจำนวนมาก รับทราบทั่วๆ ไป มันเกิดขึ้นได้ยังไง ?

นี้เป็นพฤติกรรมปิดบังซ่อนเร้น ตบตาหลอกลวง สร้างภาพ ของคนชั่วกลุ่มหนึ่ง เข้ากับคำพูดที่ว่า "ที่เห็น - ไม่จริง" และ "ที่จริง ไม่เห็น" ถูกต้องไหม?อีกเหตุผลสนับสนุน มีการยืนยันจากบุคคล ผู้เขียนสัมผัสและใกล้ชิดกับ "การเมืองท้องถิ่น และส่วนราชการภูมิภาค" บ่นเข้าหูผู้เขียนว่า กรณีการบริหารราชการประเทศไทยเกี่ยวข้องกับประชาชน (คือ จังหวัด อำเภอ ตำบลหมู่บ้าน ครัวเรือน) ปัจจุบันผู้มีหน้าที่ เช่น ผู้บริหารตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ,นายกเทศมนตรี, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.), นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.), กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯตลอดถึง "ผู้นำกลุ่ม, ผู้นำองค์กร, ผู้นำชุมชน"ฯลฯ นั่นแน่นอนได้หละหลวมต่อการกับดูแลปล่อยให้มีข้าราชการและลูกจ้างจำนวนหนึ่งมีพฤติกรรมเข้ากับคำพูดจั่วหัวคือภาพลักษณ์ที่เราเห็นว่าไม่มีทุจริตภายในองค์กร เบื้องหลังความเป็นจริงมันมีผู้ทำทุจริต

"ประเทศไทย เป็นเมืองลับแล" ผู้สันทัดกรณีพูดจาเปรียบเทียบ หากไทยเราบุคคลจำนวนหนึ่งมีพฤติกรรมตรงกับคำพูดจั่วหัวคอลัมน์ข้างต้นจำนวนมากๆ "ปิดบัง ซ่อนเร้นความจริง" ไว้และ "เอาความไม่จริงออกมาแสดงตัวตน ให้ผู้คนเห็นและหลงผิด" เป็นสิ่งปกติวิสัย แล้วสภาพสังคมไทยเราจะอยู่สุขอย่างไร?

"การทุจริตสอบเข้าเป็นตำรวจ" ในวงการ "สีกากี" เป็นข่าวออกมาเมื่อไม่นานนักนี้ทำให้ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" (พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา) ต้องรีบตั้งกรรมการสืบสวนหา"ไอ้โม่ง" เกี่ยวข้องว่าเป็นใครบ้าง ไม่ช้านานก็คงรู้ตัวครบทุกคนครับ กับกรณี "ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร" หลังจากพ้นโทษออกจากคุก คดี "ขับรถชนคนตาย" แล้วดำเนินการขอรื้อฟื้นคดีใหม่ อ้างว่า "เป็นแพะ" ไม่ใช่คนทำผิดจริง (เหตุเกี่ยวข้องคดีเกิดใน 3 จังหวัดคือ สกลนคร, มุกดาหาร, นครพนม) ก็ยังจะต้องคอยดูต่อไปว่า "ที่เห็น - ไม่จริง" และ "ที่จริง- ไม่เห็น" เข้าประเด็นด้วยหรือเปล่า?!ทั้ง 3 เรื่อง ยกมานี่มันสนุกฉิบหายจริงๆครับ! และอย่าลืมเรื่องตามที่ยกมาเป็นตัวอย่างง่ายๆ ครับ (คนไทยลืมง่ายเป็นปกติวิสัยอยู่แล้วด้วย)

ในแวดวง "การบริหารราชการ ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น" ก็ไม่แตกต่าง อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ "กระทรวงมหาดไทย"(รัฐมนตรีว่าการ - พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา),และ "กรมการปกครอง" (อธิบดี ร.ต.ท.อาทิตย์บุญญะโสภัต), "กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น" (อธิบดี นายจรินทร์ จักกะพาก) ผู้มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ และอธิบดี ถือว่าเป็นผู้มีหน้าที่หลัก ต้องกำกับตรวจตรา สอดส่องพฤติกรรมผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ผู้ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

ภูมิภาคและท้องถิ่น คือ ตำแหน่ง "ผู้ว่าราชการจังหวัด", "นายอำเภอ", "กำนัน - ผู้ใหญ่บ้าน"และ "นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด", "นายกเทศมนตรี", "นายกองค์การบริหารส่วนตำบล" บุคลากรในองค์กรมีจำนวนมาก

หากว่าผู้มีอำนาจระดับบนสุดเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีความตั้งใจจริง ก็จะ "จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน" ไม่ทราบว่า "ลูกน้อง" ใครคนใดบ้างที่มีพฤติกรรมตรงคำพูดว่า "ที่เห็น-ไม่จริง" และ "ที่จริง- ไม่เห็น"

เนื่องจาก "การทำทุจริต ประพฤติมิชอบ" คนลงมือทำ คือคนที่มีความซ่อนเร้น มีทักษะสูง ความแนบเนียน "เป็นมืออาชีพระดับเซียนเหยียบเมฆ" เดินบนหิมะไม่ปรากฏร่องรอย

"ผู้เขียน" ไม่ได้กล่าวอคติเพราะว่าได้มีโอกาสทำหน้าที่ "อนุกรรมการวินัย" ขององค์การฯ มีประสบการณ์ดำเนินการเรื่องสอบวินัย"ข้าราชการ และลูกจ้าง ขององค์การบริหารส่วนตำบล" (อนุฯ ก.อบต.) มากกว่า 8 ปี ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาคดี ขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่า การทำทุจริตต่างๆ เกิดเป็นประจำ และมีสารพัดรูปแบบ

ลองคิดและพิจารณาสาเหตุต่างๆ แล้วตั้งคำถาม ทำไม? "การทำทุจริต คิดมิชอบ ในวงราชการ จึงเกิดขึ้นได้ไม่รู้จักจบสิ้น" เกิดขึ้นในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ส่วนราชการ ไม่เว้นแม้แต่ในส่วนราชการด้านความยุติธรรม ได้แก่ ศาลอัยการ และตำรวจ

ยิ่งผู้มีอำนาจ มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงก็ยิ่งทำทุจริตมโหฬารกว่า เข้ากับสำนวนที่ว่า"เล็กกินไก่ ใหญ่กินช้าง" ...เลยครับ!ระบาดไปแทบทุกหัวแระแหงเลยแหละ.... ที่เรามองเห็นกับสิ่งที่เป็นจริง มันไม่สอดคล้องรองรับกันเลยสักนิด

โอ้ !... หนอประเทศไทย! แม้แต่ในสังคม"วัด" (ดงขมิ้น) ก็ยังกิเลสตัณหาหนาเตอะฉาบทาหลอกตาอยู่ทั่วไป คือมี "พระคุณเจ้านักฉวยโอกาส" ห่มผ้าเหลืองบริสุทธิ์ (ในยุคสมัยหนึ่งมีผู้เรียกพวกนี้ว่าพวก จิ้งเหลือง) ซ่อน "เรือนร่างโสโครก" อยู่ข้างในแทบจะมีทุกอาราม และสถาบัน

"ธรรมยุติกนิกาย" และ "มหานิกาย"ต่างตัวลายพร้อยด้วยข่าวโด่งดังสะท้านจิตใจพุทธศาสนิกชน เป็นข่าวเสียหายดังระเบิดอยู่ตลอด วัน เดือน ปี แข่งกับข่าวการบ้านการเมืองทั้งข่าวเป็นความจริง และไม่จริง สิ่งที่มองเห็นญาติโยมไม่ว่าใคร ถ้าไม่ยึดติด และลุ่มหลง ด้วยความมีกิเลส ราคะอันหนาทึบ "คุณภาพของมันสมองและปัญญา" สมควรจะ "ส่องรู้" ว่าวัดใด, พระสงฆ์รูปใด, สมณศักดิ์กลุ่มใด, สังกัดใดเป็นทายาท "องค์พุทธเจ้า" ของแท้ และของเทียม ตบตาหลอกชาวบ้าน เป็นช่องทางทำมาหากิน อาศัย "ศรัทธา" ประชาชน เป็นอุปกรณ์สร้างคุณค่า สร้างภาพหลอกลวงตา

ครับ! พูดถึง "ความศรัทธา" ของประชาชนคนไทยมีต่อ "พระพุทธศาสนา" นั้น ไม่รู้จะพูดความจริง และเอาเหตุผลใดมาสาธกให้เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง คนไทยเรา ผู้ที่ยังลุ่มหลงเห็นสิ่งไม่จริง ว่าเป็นของจริง นั้นมีจำนวนมากกว่า ผู้ที่มีปัญญาหยั่งรู้ ว่าอะไรคือสิ่งที่จริงแท้ น่าส่งเสริมสนับสนุน มีอยู่บ้างไหม?ในประเทศไทยวันนี้.... พระคุณเจ้ารูปใด? เป็นพระภิกษุสงฆ์ควรจะกราบไหว้บูชา ด้วยเป็นพระ"สุปฏิปันโน"

จบสุดท้ายด้วยข่าวร้อน "รัฐบาล" ตัดสินใจใช้กฎหมายแรง "มาตรา 44" ออกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 5/2560 เป็นมาตรการจัดการสูงสุดของรัฐบาลต่อชาวธรรมกาย ให้ DSI เร่งรัดจัดการกับ "พระเทพญาณมหามุนี" (พระธัมมชโย) อดีตเจ้าอาวาสวัดดัง "วัดพระธรรมกาย" ที่มีคดีความผิดเป็นผู้ต้องหาหลายคดีติดตัว เรียกให้ออกมารับผิดชอบโดยวิธีการดีๆ ยังไม่ยอมปฏิบัติเข้ามอบตัวเพื่อต่อสู้คดีความตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อพิสูจน์ความจริง กลับหายตัวลึกลับหลบซ่อน และมีสานุศิษย์ออกมาปกป้องถึงขั้นปะทะเจ้าหน้าที่ จึงเท่ากับว่า บัดนี้ เรื่องวัดพระธรรมกาย ได้รับการยกฐานะจากเรื่องทางศาสนา กลายเป็นเรื่องความมั่นคง เป็นสิ่งที่ไม่น่าสบายใจเลยครับ

ข่าวร้อนฉ่าเรื่องนี้ ล่าสุดจนถึงวาระเกินลิมิตถึงคราวรบแตกหักสุดท้ายรัฐบาล คสช.และ DSI ได้ขีดเส้นตาย และขีดเส้นตายตามติดมาอีกหลายครั้งหลายหน "ความจริง" ยังไม่ปรากฏผลว่าจะสำเร็จเรื่องไม่ถึงการใช้คนพลีชีพก็เกิดขึ้นจนได้ ที่ประชาชนชาวไทยรู้เห็นอยู่ก็พิสูจน์ไม่สำเร็จว่า "ที่เห็น - ไม่จริง หรือ ที่จริง -ไม่เห็น"

ต่อสู้กันมาหลายยก ยาวนานมากแล้ว"มันสมควรปิดฉาก" เป็นคำพูดที่ท่าน ผบ.ทบ.(พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท) ท่านกล่าว และกล่าวผ่านสื่อสารมวลชนเพิ่มเติมต่ออีกว่า "ทุกเรื่องเมื่อมีเริ่มต้น ก็ต้องมีจุดจบ ทุกฝ่ายควรใช้สติกำกับ อย่าใจร้อน ต้องใจเย็นๆ" ครับ! วันที่ 5 มีนาคม 2560 ลิมิตเกินอดทน ราชกิจจานุเบกษาได้ออกประกาศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ รัชกาลที่ 10 ให้ถอดสมณศักดิ์"พระเทพญาณมหามุนี" ออกจากตำแหน่งลวงตาคงอยู่แต่ความเป็นพระภิกษุ ไชยบูลย์ สุทธิผล มีผลแล้ว

สำหรับเรื่อง "สัจธรรม" ความจริงนี้มันก็แปลกครับ ถ้าใครไม่ประสบกับตัวเอง ก็มักจะหูตาไม่สว่าง ยังงมอะไรก็ไม่รู้อยู่ในที่มืด ต้องคนที่ได้เจอเข้ากับตัวเองก่อน จึงจะว่า "สัจธรรม" ที่แท้เป็นอย่างไร? อย่างเช่นคนดังที่พอเอ่ยชื่อ ก็น่าจะเป็นที่รู้จัก "เสี่ยอ่าง" คนที่ทุกวันนี้ชอบตีแสกหน้า (นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์)คนผู้นี้ยอมรับครับ ออกมาพูดผ่านสื่อ (หลังติดคุกและพ้นโทษออกมาแล้ว) เขาพูดว่า

"ใครก็ตาม อย่าคิดว่าจะไม่มีโอกาสเข้าคุก

ทุกคนมีโอกาสพลาด เป็นผู้แพ้ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต"

คอลัมน์ เสียงจากห้วงสำนึก: ผอ.ไทยพีบีเอสออกแล้วแต่ยังไม่จบ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

โดย : สุรวิชช์ วีรวรรณ

มีคำถามมากมายเรื่องกรณีที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์เอาเงินองค์กรไปลงทุนโดยการซื้อหุ้นกู้บริษัทซีพีเอฟประมาณ 200 ล้านบาท ว่าถูกต้องตามเจตนารมณ์และต้องตามกฎหมายของการก่อตั้งองค์กรหรือไม่

มีฝ่ายบอกว่าทำไม่ได้ ขณะที่บางฝ่ายอ้างว่าทำได้ แต่ไม่เหมาะสมเพราะภาพลักษณ์ของหุ้นกู้ที่ซื้อคือซีพีเอฟซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ตลกมาก เพราะดูเหมือนจะพยายามเบี่ยงเป้าไปที่ซีพี ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีความผิดอะไร คือหุ้นกู้ของเขาเสนอขายอยู่ในตลาด ดังนั้น ใครจะไปซื้อไม่ใช่เรื่องอะไรของเขา

แม้วันนี้ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอสจะลาออกแล้ว แต่อ้างเหตุผลที่ตัวเองลาออกว่าถึงแม้ขั้นตอนการดำเนินการถูกต้องทั้งหมด และเป็นประโยชน์ต่อองค์กร แต่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างมากรวมถึงเครือข่ายที่ทำงานกับไทยพีบีเอส ซึ่งผมรับฟังข้อกังวลทั้งหมดและน้อมรับ และขออภัยต่อการดำเนินการที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ด้วยเหตุนี้จึงขอรับผิดชอบด้วยการลาออก

และแม้กรรมการนโยบายจะแถลงยืนยันภายหลังการลาออก ของกฤษดาว่า สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายและระเบียบของ ส.ส.ท.ก็ยังมีคำถามว่า ความเห็นนี้ผ่านการโหวตด้วยเสียงข้างมากหรือกรรมการทุกคนมีมติเห็นต้องกัน คำถามที่ตามมาก็คือว่า ถ้ามีข้อขัดแย้งในสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ควรให้ใครตัดสิน เพราะนักกฎหมายซึ่งเคยเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งบอกว่าทำไม่ได้

ต้องไม่ลืมนะครับว่า ไทยพีบีเอสนั้นได้เงินอุดหนุนจากภาษีเหล้าบุหรี่ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท กฎหมายออกแบบให้เป็นอิสระในระดับสำคัญจากรัฐจากทุน คือคุณไม่ต้องไปดิ้นรนหาเงิน แต่มีเงินลอยมาให้ใช้โดยมีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่กำกับไว้ในพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 หมวดกับจัดตั้งและเงินกองทุน

แต่สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นฝ่ายที่เชื่อว่าการกระทำของผู้บริหาร ไทยพีบีเอสในการไปซื้อหุ้นกู้นั้นชอบด้วยกฎหมาย โดยสมเกียรติ อ้างว่า มาตรา 11 ของกฎหมายไทยพีบีเอส เขียนไว้ชัดเจนว่า รายได้ของไทยพีบีเอส มาจาก 7 แหล่ง โดยแหล่งหนึ่ง คือ (7) ดอกผลที่เกิดจากเงิน หรือทรัพย์สิน โดยสมเกียรติขยายความว่าหมายถึงผลตอบแทนจากการลงทุน และพยายามอธิบายว่า ซีพีเอฟนั้นมีฐานะการเงินที่มั่นคง แต่สมเกียรติบอกว่า แม้จะทำได้ไม่ผิด แต่ก็ควรขายคืนไปโดยอ้างว่าควรลงทุนในองค์กรที่มีธรรมาภิบาลที่ดี

ผมได้ไปตอบในเฟซบุ๊กของสมเกียรติว่า มาตรา 11 เรื่องดอกผลนั้นตีความเป็นหุ้นกู้ได้ไง หุ้นกู้อาจจะมีดอกผลดีกว่าแบงก์ แต่มีความเสี่ยงในทางทฤษฎี จะไปสร้างตรรกะว่า ซีพีมั่นคงไม่มีความเสี่ยงเพื่อให้การตะแบงครั้งนี้ถูกต้องไม่ได้ แล้วมีภาระอะไรที่ผู้บริหารต้องเอาเงินไปลงทุนเพื่อหาผลกำไรครับ

สมเกียรติได้เข้ามาตอบว่า การลงทุนไหนๆ ก็มีความเสี่ยงแน่ครับ แต่ในวงการก็ทราบกันว่า ฐานะการเงินของเครือนี้เข้มแข็ง คุณสุรวิชช์ คิดว่า เครือซีพีเขาจะยอมให้เกิด default หรือครับ?

ผมได้ตอบกลับไปว่า เมื่อมีความเสี่ยงแล้วเข้ามาตรา 11 ได้อย่างไร การเขียนกฎหมายนั้น เขาเขียนข้อห้ามทำอะไรไว้ แต่เราไปตีความว่าได้เพราะซีพีมั่นคง ดังนั้น เหตุผลที่ซีพีมั่นคงจึงเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายได้นี่ มันแปลกนะครับ

สมเกียรติตอบกลับมาว่า ถ้าจะได้ดอกผล ก็ต้องลงทุนนะครับ ถ้าลงทุน ก็ต้องมีความเสี่ยงครับ จะมากจะน้อยก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบครับ

ผมจึงตอบกลับไปอีกครั้งว่า การลงทุนมีความเสี่ยง แล้วตรงไหนที่อนุญาตให้เอาเงินไปลงทุนที่มีความเสี่ยง แม้กระทั่งตรงไหนที่อนุญาตให้เอาเงินไปลงทุน

ส่วนตัวผมนั้นคิดว่า แม้แต่มาตรา 11 (7) ที่ว่า "ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ" ก็เอามาอ้างไม่ได้ดังข้อโต้แย้งข้างบน แต่สมเกียรติอ้างว่าทำตามวงเล็บนี้ แต่ถามว่าเราดูมาตรานี้มาตราเดียวหรือแล้วมาตราอื่น เราไม่ดูมาตรา 7 ที่เขียนถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรหรือ เราไม่ดูมาตรา 8 ที่เขียนถึงหน้าที่ขององค์กรหรือ ตรงนั้นเขียนไว้ชัดแจ้งว่า วัตถุประสงค์ขององค์กรและอำนาจหน้าที่มีอะไรบ้าง อำนาจอนุมัติวงเงินของฝ่ายบริหารมีเท่าไหร่

เอาเถอะครับไม่รู้ว่า สมเกียรติถูกหรือผมถูก และแม้กฤษดา จะลาออกแล้ว ก็ควรต้องให้กฤษฎีกาชี้มาให้ชัดว่า ตกลงฝ่ายบริหารเอาเงินไปลงทุนในหุ้นกู้แบบนี้ได้หรือไม่

ไม่ใช่กลายเป็นว่าแก๊สโซฮอล์หรือซีพีเอฟผิดก่อนอื่นต้องอธิบายนะครับว่า ทพ.กฤษดา ก่อนเป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอสนั้น เดิมเป็นผู้จัดการ สสส.แต่ได้ลาออกเมื่อคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่มี พล.อ. ชาตอุดม ติตถะสิริ เป็นประธาน เข้ามาตรวจสอบ และพบว่าการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส.ในบางโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 จากนั้นจึงมาสมัครเป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอสแล้วได้รับเลือก

ทีนี้พอกฤษดาได้รับเลือกเข้ามาเป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอสก็มีคำถามอีกว่า มีคุณสมบัติตรงตามกฎหมายของการจัดตั้งองค์กรหรือไม่

โดยพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 มาตรา 32 (3) ที่ระบุว่า ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ต้องมีคุณสมบัติ "มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ หรือการสื่อสารมวลชน"

ตอนนั้นกรรมการนโยบายอ้างว่า ได้หารือเพิ่มเติมประเด็นนี้กับ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีข้อสรุปว่า คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้อำนวยการ ส.ส.ท.คนใหม่ มิได้ขัดกับมาตรา 32 (3)

ตรงนี้เป็นคำถามว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นใคร เมื่อ หน่วยงานของรัฐมีข้อสงสัยเรื่องกฎหมายโดยหลักต้องถามไปที่สำนักกฤษฎีกาไม่ใช่หรือ จะอ้างว่าไปถามนักกฎหมายใครก็ได้หรือ

นอกจากนั้น กรรมการนโยบายยังอ้างว่า กรณีที่มีความเข้าใจโดยทั่วไปว่า ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ต้องมีประสบการณ์ตรงด้านสื่อนั้น เนื่องจากปัจจุบันสภาพภูมิทัศน์สื่อมีการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีทางการสื่อสารก้าวหน้าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญเกิดขึ้นมากมาย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานสังกัดองค์กรสื่อสารมวลชนหรือมีประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชนโดยตรง

ฟังแล้วมันตลกไหมครับ อ้างว่าเพราะภูมิทัศน์ของสื่อมัน เปลี่ยนไป ดังนั้น คนที่ผ่านงานด้านรณรงค์เพื่อต่อต้านเหล้าบุหรี่จึงมีคุณสมบัติมีความรู้ความเข้าใจ และมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ หรือการสื่อสารมวลชน

แต่วันนี้แม้กฤษดาจะลาออกแล้วก็ยังคงทิ้งคำถามว่าใช้เงินขององค์กรผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งคงต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างหลังจากเคยถูกตั้งคำถามเดียวกันตอนเป็นผู้จัดการ สสส.มาแล้ว.

รายงานพิเศษ: ใครรับผิดชอบภาษีหุ้นชิน - ข่าวสด ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

นับถอยหลังอีก 14 วัน การ เก็บภาษีเงินได้จากครอบครัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากกรณีขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มเทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2549 จะขาดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้

ประเด็นที่เป็นปัญหาเกิดจากนายพานทองแท้ และน.ส. พินทองทา ชินวัตร ซึ่งถูกระบุว่าเป็นนอมินีนายทักษิณ นำหุ้นชินคอร์ปที่ซื้อมาจากบริษัทแอมเพิลริช 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท แล้วนำมาขายต่อให้เทมาเส็กหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งส่วนต่างจากราคาซื้อ-ขาย นอกตลาดหลักทรัพย์นี้ต้อง เสียภาษีเงินได้ราว 1.6 หมื่นล้านบาท

กรณีนี้ตามมาตรา 19 ของประมวลรัษฎากร มีอายุความ 10 ปี แต่ต้องออกหมายเรียกภายใน 5 ปี ซึ่งครบตั้งแต่ 31 มี.ค.2555

ล่าสุดรัฐบาลสั่งให้กรมสรรพากรเก็บภาษีตามความเห็นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)

โดยอาศัยมาตรา 61 ของประมวลรัษฎากร ที่ระบุว่าภายใน 10 ปี ถ้าปรากฏหลักฐานแน่ชัด กรมสรรพากรใช้อำนาจประเมินภาษีได้ทันที ไม่ต้องไปออกหมายเรียกใดๆทั้งสิ้น แล้วให้เริ่มนับหนึ่งใหม่ไปอีก 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พัฒนะ เรือนใจดี

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง

เห็นด้วยกับการให้กรมสรรพากรดำเนินการเก็บภาษีเงินได้ จากครอบครัวนายทักษิณ จากการขายหุ้นชินคอร์ป โดยที่ไม่ใช้มาตรา 44

เพราะมาตรา 44 เป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ทั้งที่เป็นเรื่องของการพิสูจน์สิทธิ ใช้สิทธิของผู้ถูก กล่าวหา ก็ควรให้เป็นไปตามกระบวนการปกติ

และแม้รัฐบาลจะสั่งหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรอยู่แล้ว และถูกต้องแล้วที่ต้องดำเนินการก่อนหมดอายุความ

ส่วนการเรียกเก็บหรือไม่เรียกเก็บภาษี เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่นั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะสรรพากรมีหลักในการเก็บภาษีอยู่แล้วตามปกติ แต่หากเป็นเรื่องของการเร่งรัด ตรวจสอบเพิ่มเติม หรือตรวจสอบย้อนหลัง ก็อาจมีส่วนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

ส่วนที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาเกือบ 10 ปี จนจะหมดอายุความ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงจำเป็นต้องตรวจสอบสรรพากร ว่าทำไมปล่อยให้เวลาล่วงเลยมา ติดขัดอย่างไร ซึ่งต้องดูว่าใครเป็น ผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นความ เสียหาย

หากรัฐบาลหรือทางราชการ ไม่สามารถเรียกภาษีได้ 1.6 หมื่นล้านบาท จะถือว่าเสียประโยชน์ หากพบเป็นความผิดจากเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยก็ต้อง รับผิดชอบ

ส่วนที่มีผู้เสนอว่าหากคดีขาดอายุความ ให้ใช้กฎหมายของคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ายึดทรัพย์ได้นั้น เข้าใจว่านายกฯ ปฏิเสธวิธีการแบบนั้นแล้ว หรือหากจะใช้ควรเริ่มก่อนคดีหมดอายุความ เพราะหากคดีหมดอายุความแล้วไปดำเนินการแบบนั้นจะถือว่าขาดความชอบธรรม

สำคัญที่สุดคือการดำเนินคดีควรทำให้เสร็จเรียบร้อยในคราวเดียวไม่เช่นนั้นจะไม่จบไม่สิ้น และจะไม่พ้นข้อครหา

รัฐบาลเองจะเสียรังวัดว่ากลั่นแกล้งได้

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

อดีต รมว.คลัง

เมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว เห็นว่าการเก็บภาษีเงินได้จากนายทักษิณ กรณีขายหุ้นชินคอร์ป ตามแนวทางของรัฐบาลน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

จากเดิมที่คิดว่าสามารถทำได้ 2 แนวทางคือ ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 เพื่อขยายเวลาอุทธรณ์ เรียกประเมินภาษี แต่ในทางการเมืองไม่สามารถทำได้ จึงต้องใช้อีกแนวทาง ตามข้อเสนอของสตง.คือได้เรียกภาษีจากตัวแทนของนายทักษิณไปแล้ว ให้ถือว่าได้ดำเนินการแล้ว

สาเหตุที่การเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปล่าช้ามาจนถึงขณะนี้และจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค. เพราะเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่มีการติดตาม หากเกิดความเสียหายขึ้นถือว่าเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ที่ผ่านมาใครที่มีอำนาจติดตามดูแลในเรื่องนี้แต่ไม่ดำเนินการก็ต้องสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งปลัดกระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ทำให้เชื่อว่าจะเกิดความชัดเจนในเรื่องนี้มองว่าไม่น่าเป็นเรื่องทางการเมือง เพราะเป็นหน้าที่สรรพากรที่จะต้องติดตาม เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ายังไม่ได้ใส่ใจ ทำให้การเรียกภาษีใกล้หมดอายุความ

ส่วนที่มีผู้เสนอว่าหากไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้ สามารถใช้กฎหมายของคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้า ยึดทรัพย์ได้หรือไม่นั้นไม่ทราบ แต่เข้าใจว่าตามแนวทางของสตง.ที่เสนอมาให้ใช้ตามมาตรา 61 จะสามารถเดินหน้าจัดเก็บภาษีกับ นายทักษิณได้

สำหรับบทเรียนในเรื่องนี้ คือ ฝากถึงเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งรมว.คลังว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 ที่ศาลภาษีตัดสินว่า หุ้นดังกล่าวไม่ได้เป็นของบุตรนายทักษิณ โดยกรมสรรพากร และอดีตรมว.คลังที่ลงนามในขณะนั้นไม่ได้มีการอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าว

ตามความเห็นส่วนตัว รมว.คลังน่าจะต้องอุทธรณ์ ต้องชั่ง น้ำหนัก และดำเนินการให้เกิดความชัดเจน เพราะกรณีนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ประเทศชาติ

หากเดินหน้าอุทธรณ์แล้วไม่สำเร็จให้ถือว่าอย่างน้อยก็ได้ดำเนินการไปแล้ว ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

เกียรติ สิทธีอมร

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เรื่องนี้เป็นเรื่องตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลแล้วว่าหุ้นนี้เป็นการถือหุ้นแทน เจ้าของจริงคือนายทักษิณ เป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่ายที่ต้องไปดำเนินการ แต่อำนาจโดยตรงอยู่ที่อธิบดีกรมสรรพากร

ประเด็นที่บอกว่าต้องแจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบภายใน 5 ปีนั้นสามารถตีความได้ในเจตนา จากคำพิพากษาของศาลว่าหุ้นนี้เป็นการถือหุ้นแทนเจ้าของจริงคือนายทักษิณ ซึ่งเป็นคดีที่รับรู้โดยทั่วไป เพราะมีการประกาศในสื่อ ก็น่าจะตรงกับเจตนาของกระบวนการแจ้งอยู่แล้วระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องไปว่ากันในชั้นศาล รัฐบาลคงไม่มีอำนาจ เพราะตามกฎหมายคืออำนาจของอธิบดีกรมสรรพากร ถ้าไม่ทำจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เท่าที่ทราบมีการดำเนินการอยู่ระดับหนึ่งแล้วใน ยุคก่อนๆ ซึ่งขณะนี้ถ้าพบว่ามีใครไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันตามเนื้อผ้า ไม่ใช่บอกว่าผ่านมาแล้วไม่ต้องไปดู และไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เป็นคดีใหญ่แล้วต้องทำ แต่ต้องทำทุกคดี ซึ่งใครมีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ควรดำเนินการ

และในกระบวนการช่วงที่ผ่านมารัฐบาลต้องนำข้อเท็จจริงมาอธิบายให้สังคมได้รับฟัง

ส่วนการที่กรมสรรพากรอาจพิจารณาโดยไม่ได้ดูมาตรา 61 ของประมวลรัษฎากร แต่ดูเรื่องไม่ได้ออกหมายเรียกภายใน 5 ปีถือว่าขาดอายุความนั้น เห็นว่าเรื่องนี้จะไปยุติในชั้นศาล

กรณีที่มีการมองว่าที่ผ่านมาการเรียกเก็บกับไม่เรียกเก็บภาษีเกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงการเมือง ก็มองย้อนไปปี 2554-56 ทำไมไม่มีการดำเนินการ แต่ไม่อยากให้แต่ละฝ่ายมานั่งเถียงกันเรื่องการเมือง เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งถือว่ายุติแล้วในศาลฎีกา ก็ต้องปฏิบัติ ตามนั้น การเมืองจะพูดอะไรก็แล้วแต่ไม่มีความหมาย

ส่วนที่มีผู้เสนอว่าหากคดีหมดอายุความให้รัฐบาลใช้กฎหมายของคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ายึดทรัพย์ทันทีนั้น เห็นว่าต้องใช้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนั้นๆ ไม่ใช่ใช้ไม่ได้แล้วไปใช้อีกฉบับหนึ่ง จึงต้องไปดูว่าความผิดที่เกิดขึ้นเข้าข่ายหรือไม่ หากเข้าข่ายแล้วไม่ดำเนินการก็ผิด

ไม่อยากบอกว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่เมื่อหลักฐานข้อเท็จจริงชัด และยุติในชั้นศาลแล้ว ถือเป็นบรรทัดฐาน ไม่ต้องมานั่งเถียงกัน

แต่หากในที่สุดไม่สามารถเก็บภาษีได้แล้ว คนที่ต้องรับผิดชอบคือกรมสรรพากรและผู้ที่มีอำนาจคืออธิบดี บางทีอาจต้องไปถึงปลัดกระทรวงการคลังด้วย

อย่างไรก็ตาม การซื้อขายหุ้นไม่เพียงเฉพาะที่เป็นคดีตอนนี้ แต่ในยุคนั้นมีการตั้งนอมินีซื้อขายหุ้นเพื่อเลี่ยงกฎหมาย เชื่อว่าการถือหุ้นอย่างนี้ยังมีเยอะ แต่ที่ตรวจสอบกันเข้มมีกรณีเดียว ดังนั้นต้องตรวจสอบให้หมด ผิดกฎหมายไหนก็ต้องดำเนินการ

หรือการใช้ตลาดหลักทรัพย์เป็นกลไกในการไม่จ่ายภาษี ก็ต้องกลับไปทบทวน รวมถึงมีการตั้งบริษัทที่เกาะปลอดภาษี เป็นเครื่องมือสำคัญในการหลบเลี่ยงเงินที่ไม่ถูกกฎหมาย แล้วทำไมไม่ทำอะไร

แม้กระทั่งเงินที่เข้ามาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านการจดทะเบียนในเกาะปลอดภาษีเต็มไปหมด มองไม่เห็นว่าเจ้าของเงินคือใคร

ดังนั้น ยุคปฏิรูปจะทำอะไรบ้างที่จะปฏิรูปสิ่งเหล่านี้

คอลัมน์ ใบตองแห้ง: ปลุกผีภาษีทักษิณ - ข่าวสด ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

11 ปีที่แล้ว ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นชินคอร์ป 73,000 ล้าน จนถูกประณาม "ขายชินขายชาติ" ขายในตลาดหุ้น "ทำไมไม่เสียภาษี" เกิดม็อบพันธมิตรขับไล่ ยุบสภาแล้วยังจี้ให้ลาออก บอยคอตเลือกตั้ง เรียกหานายกฯพระราชทาน กระทั่งออกบัตรเชิญรัฐประหาร

รัฐประหาร'49 ตั้งคตส.มาสอบสวนเอาผิด จนศาลตัดสินจำคุก 2 ปี แม้ไม่สามารถพิสูจน์ว่าทุจริตแต่ติดคุก เพราะศาลตีความว่าการเซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินของกองทุนฟื้นฟูฯ ผ่านการประมูลขายทอดตลาด ขัดข้อห้ามมาตรา 100 กฎหมายป.ป.ช. ตามด้วยศาลยึดทรัพย์ 46,000 ล้าน ฐาน "ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร=ร่ำรวยผิดปกติ" โดยตีมูลค่าหุ้นชินคอร์ปที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันทักษิณเป็นนายกฯ ว่าเป็นทรัพย์สินที่ "ได้มาโดยไม่สมควร"11 ปีผ่านไป ความพยายามอย่างเดียวที่ยังไม่บรรลุผล คือความพยายามเก็บภาษีทักษิณ ก็หวนกลับมาใหม่ ด้วยการใช้ "อภินิหาร" ในการตีความกฎหมาย ระดมเกจิอาจารย์จนคิดออก ในสิ่งที่กรมสรรพากรบอกว่ายุติแล้ว ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีทักษิณ

ซึ่งก็ทำให้กรมสรรพากรถูกข่มขู่จากผู้รักชาติรักแผ่นดินว่า จะเอาเข้าคุก เพราะในประเทศนี้ ใครบังอาจตีความไม่เป็นผลร้ายกับทักษิณคือพวกคนเลว

ที่ผ่านมาทำไมถึงเก็บภาษีทักษิณไม่สำเร็จ ย้อนกลับไปดูก็จะเห็นปัญหาการตีความกฎหมายที่สับสนอลเวง กระทั่งขัดกันเอง

อันดับแรก ใช่เลย ทักษิณขายหุ้นในตลาดไม่เสียภาษี แต่คตส.หาช่องตีความได้ว่า การที่ทักษิณโอนหุ้นให้บริษัทแอมเพิลริช แล้วแอมเพิลริชโอนหุ้นให้ โอ๊ค-เอม ในราคาพาร์ 1 บาท ซึ่งต่อมาก็ขายให้เทมาเส็ก (ม็อบสมัยนั้นเรียกสิงคโปร์โตก) เกิดส่วนต่างถือเป็นเงินได้ โอ๊ค-เอมต้องเสียภาษี

ฟังดูเข้าที ผมยังเผลอคล้อยตามสรรพากรเรียกเก็บ 12,000 ล้าน ไม่จ่ายก็ฟ้องศาลภาษี แต่พอดีศาลฎีกายึดทรัพย์โดยตีความว่าหุ้นยังเป็นของทักษิณ (ถ้าไม่ตีความว่าเป็นของทักษิณ ก็ไม่เข้าองค์ประกอบให้ยึดทรัพย์)

โอ๊ค-เอมยกมาโต้ในศาลภาษี ก็ศาลฎีกาบอกว่าหุ้นยังเป็นของพ่อ จะให้ลูกเสียภาษีได้ไง ศาลภาษีจะแย้งศาลฎีกาได้ที่ไหน ก็เลยตัดสินว่าเก็บภาษีไม่ได้ เพราะไม่ใช่เจ้าของหุ้น

คดีถึงที่สุด เพราะสรรพากรไม่อุทธรณ์ ศาลตัดสิน 29 ธ.ค.2553 จนยิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้งจึงโวยวายกัน ทำไมไม่อุทธรณ์ แต่ถ้าดูประเด็นกฎหมาย ก็ถูกแล้ว สรรพากรจะอ้างอะไรไปสู้คำพิพากษาศาลฎีกา

กระทั่ง สุภา ปิยะจิตติ ที่วันนั้นเป็นรองปลัดคลัง ยังลงนามเห็นชอบตามที่สรรพากรเสนอไม่อุทธรณ์ เพียงแต่สุภาให้ย้อนกลับไปเก็บภาษีทักษิณ ซึ่งสรรพากรไม่เห็นด้วย เห็นว่าถ้าเป็นทักษิณขายเองก็กลับไปเข้าเกณฑ์ขายในตลาดไม่เสียภาษี

เรื่องนี้ค้างตั้งแต่ปี'44 โดยยังพ่วงประเด็นอายุความ เพราะทักษิณขายหุ้นปี'49 ต้องเสียภาษีภายใน 31 มี.ค.2550 ถ้าสรรพากรเห็นว่าเลี่ยงภาษี ต้องเรียกตรวจสอบภายใน 5 ปี คือ 31 มี.ค.2555 และต้องประเมินภาษีใน 10 ปี คือ 31 มี.ค.2560 แต่ถ้าไม่ออกเรียกตรวจสอบ ก็ไม่มีอำนาจประเมินภาษีแม้ยังไม่หมดอายุความ

หลังรัฐประหาร'57 ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้นัก จน 28 ก.ค.59 ศาลอาญาตัดสินจำคุกอดีตผู้บริหารกรมสรรพากร นำโดยเบญจา หลุยเจริญ ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ วินิจฉัยเมื่อปี'48 ว่าโอ๊ค-เอมซื้อหุ้นราคาพาร์จากแอมเพิลริชไม่ต้องเสียภาษี จึงฮือฮาขึ้นมาใหม่

สตง.จี้สรรพากรให้กลับไปเก็บภาษีทักษิณ ให้ใช้อำนาจรัฐมนตรีคลังตามมาตรา 3 อัฏฐ ประมวลรัษฎากร ขยายเวลาเรียกตรวจสอบ 5 ปี แต่กรมสรรพากร (ที่อยู่ในรัฐบาลลุงตู่มา 3 ปี) ก็ยังยืนยันความเห็นเดิม (เหมือนยุคยิ่งลักษณ์) ว่าทักษิณขายหุ้นในตลาดไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่ประเด็นอายุความ กก.วินิจฉัยภาษีอากร กระทรวงการคลัง ก็ยืนยันว่าขยายเวลาไม่ได้ กฎหมายให้ขยายเฉพาะที่เป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี ไม่สามารถให้โทษแก่ผู้เสียภาษี

เท่านั้นละครับ โลกจะแตก สตง. ปชป. พธม.รวมทั้งสื่อ แห่ออกมาขู่เอาสรรพากรเข้าคุก กระทบชิ่งรัฐบาลว่าที่ทำท่าปรองดองๆ นี่จะเกี้ยเซี้ยกับทักกี้หรือเปล่า ร้อนถึงเกจิบริกรต้องใช้อภินิหาร ตีความว่าเมื่อศาลระบุว่า โอ๊ค-เอมเป็นนอมินีทักษิณ การที่กรมสรรพากรเคยเรียกตรวจสอบโอ๊ค-เอมแล้ว ก็ซ.ต.พ.ถือว่าได้เรียกตรวจสอบทักษิณก่อน 31 มี.ค.55 แล้วนั่นเอง ดังนั้น ในเวลาที่เหลือ 16 วันก็ประเมินภาษีทักษิณได้ ไชโย!

ไชโยสิครับ รอไรอยู่ ประเทศนี้ก็อยู่กันแบบนี้แหละ

คอลัมน์ คมคิดฅนเขียน: ธาตุแท้-แผลเน่า - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

"เขื่อนขันธ์"

เห็นบทบาท "นายประสงค์ พูนธเนศ" อธิบดีกรม สรรพากร ต่อการหาข้อสรุปการจัดเก็บภาษี "นายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี จากกรณีขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น เมื่อปี 2549 กว่า 16,000 ล้านบาท ทำให้นึกถึงชะตากรรมมนุษย์เงินเดือน คนหาเช้ากินค่ำ บรรดาผู้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายขึ้นมาทันที

หนีหน้าบรรดานักข่าว ไม่ยอมรับโทรศัพท์จากนักข่าว ที่ต้องการค้นหาความจริง ยังพอทำใจได้ แต่พฤติกรรมของผู้ดูแลหน่วยงาน ซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ กับความพยายามคิดค้นรูปแบบ และวิธีการต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บภาษี ต้องบอกว่า น่ายกย่องและสรรเสริญจริง ๆ

ขนาดทำมาค้าขายในโลกออนไลน์ ก็ยังหนีไม่พ้น จากการถูกตรวจสอบ ไล่ล่าบรรดาผู้หลบเลี่ยงการเสียภาษีด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่พอเจอเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับคนชื่อ "ทักษิณ" ความเงียบก็บังเกิดขึ้นทันที และมาพร้อมกับพฤติกรรมสื่อบางค่าย ที่เพียรตั้งคำถามทำนองว่า 'การเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ จะกระทบกับการสร้างความปรองดองหรือไม่" ทำเอามึนกันไปทั้งวงการหมาเฝ้าบ้าน

ครับ...ถูกแล้วล่ะ เมื่อมีข่าวว่า "นายสมชัย สัจจพงษ์"ปลัดกระทรวงการคลัง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว หาคำตอบ เหตุใดจึงไม่มีการอุทธรณ์ หรือประเมินภาษีการทำธุรกิจของอดีตนายกฯ จะได้รู้คำตอบกันซะที ข้อสงสัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีความเป็นมาอย่างไร

ที่น่าดีใจ...หลังจากเกิดความไม่ชอบมาพากล จากการจัด เก็บภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปฯ สื่อหลายสำนักก็ได้สร้างคุณูปการให้เกิดขึ้น นำรายชื่อตัวละครที่เกี่ยวข้อง มาตีแผ่ให้สังคมรับรู้ จน เข้าใจได้ว่า ทำไมข้าของแผ่นดินบางคนจึงเติบใหญ่ในช่วงคนชื่อ "ทักษิณ" มีอำนาจและบารมี

พอมาถึงวันที่ฟ้าเปิด กระบวนการตรวจสอบทำงานได้เต็มที่ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ถูกเปิดเผยออกมา ถึงแม้นักการเมืองในสังกัดพรรคเพื่อไทย สื่อบางค่ายจะดาหน้าปกป้อง พูดทำนอง มีการนำปมร้อนมากลบความล้มเหลวของรัฐบาล มักตั้งคำถามเรื่องกระบวนการตรวจสอบ แต่พอผู้มีพระคุณ เจอกรรมเก่าไล่ล่า ธาตุแท้และแผลเน่าที่ถูกปกปิดไว้ก็สำแดงออกมาให้สังคมเห็นทันที

ทำให้ต้องคิดถึงข่าวชิ้นนี้ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาจำคุก นางประไพศรี เผ่าพันธุ์ อดีตรองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จำเลยที่ 1 รวม 49 กระทง กระทงละ 5 ปี เป็นเวลาทั้งสิ้น 245 ปี ฐานกระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่เป็นบทหนัก

แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วตามกฎหมาย ให้จำคุกสูงสุดไว้ 50 ปี และลงโทษข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับเอกชนผู้เสนองาน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดสมยอมราคา อีกรวม 13 ราย ให้จำคุก คนละ 30-40 กระทง รวมจำคุกตั้งแต่ 100-205 ปี แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วตามกฎหมาย ให้จำคุกสูงสุด 50 ปี

ถือเป็นวิบากกรรมข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สมควรต้องศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม ใช้อำนาจหน้าที่ไปส่งเสริมให้เกิดการกระทำที่ทุจริต และประพฤติมิชอบ วันหนึ่งอาจหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ แต่ถ้ากฎแห่งกรรม วิถีชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์ ก็กลายมาเป็นตกต่ำไปในทันที

มารอดูซิว่า ผลพวงจากการปล่อยปละละเลย ให้กระบวน การจัดเก็บภาษี จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯเกือบหมดอายุความใครต้องรับผิดชอบ ใครสมควรตกเป็นจำเลยของสังคม

ไม่แน่นะครับ บางทีความไม่เป็นธรรม อาการเมินเฉยของผู้บริหารกรมสรรพากร อาจมีเสียงเรียกร้องให้ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ช่วยคืนความเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ อย่างที่นักวิชาการบางคนเรียกร้องอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน.

คอลัมน์ เรื่องจากปก: ภาษีหุ้นชินฯ 'ตู่' ฝากถึง 'แม้ว' จ่ายครบ จบแน่ (มั้ง) - เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชาวบ้านร้านตลาดอาจนึกว่าอวสานไปแล้วกับภาษี หุ้นชินคอร์ปฯ อันลือลั่นเมื่อหลายปีก่อน แต่แท้จริงแล้ว มันยังไม่จบ!!

เพราะล่าสุด ไปๆ มาๆ รัฐบาลกำลังเดินหน้าที่จะเรียกเก็บภาษีหุ้นชินฯ กลับเข้าคืนแผ่นดินให้ได้อีกครั้ง และต้องทำให้จบภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากเป็นวันที่เรื่องราวจะหมดอายุความ ตามการตีความของฝ่ายรัฐบาล โดยไม่สนว่าทางสรรพากรจะชี้แจงแย้งว่าที่จริงเรื่องนี้หมดอายุความไปแล้วตั้งแต่ปี 2555

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ต้องย้อนกลับไปถึงต้นเหตุของเรื่องอีกครั้ง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549

ครั้งนั้น 'โอ้ค' พานทองแท้ และ 'เอม' พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ อดีตนายกรัฐมนตรีดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทำการขายหุ้นชินฯ หรือหุ้นทั้งหมดใน กลุ่มบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันเป็น บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)) ให้กับ บริษัท เทมาเส็กโฮลดิงส์ กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท จำนวน 329.2 ล้านหุ้น คิดเป็นเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

แต่ก่อนหน้านั้น ทั้งคู่ได้ซื้อหุ้นชินฯ จาก บริษัท แอมเพิล-ริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด คนละ 164.6 ล้านหุ้น รวม 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ซึ่งแอมเพิลริชฯ นี้เองมีทักษิณ ผู้พ่อเป็นผู้ก่อตั้ง แปลว่า พอนำหุ้นชินฯ ดังกล่าวมาขายต่อให้เทมาเส็กฯ สุดท้าย โอ๊คและเอมได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเป็นเงิน 15,883.9 ล้านบาท (คิดจาก 16,213.1 ล้านบาท ลบ 329.2 ล้านบาท)

ตรงนี้เองที่ทำให้หลายคนเถียงกันไม่จบว่า ต้องเสียภาษีหรือไม่ จึงต้องแบ่งให้เห็นชัดๆ ว่ามีสองส่วน คือส่วนที่ทั้งคู่ 'ขาย' หุ้นชินฯ ให้กับกองทุนเทมาเส็กนั้น เกิดในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่อีกส่วนที่พวกเขา 'ซื้อ' หุ้นชินฯ มาจากแอมเพิลริชฯ ส่วนนี้เองที่พวกเขาต้องเสียภาษี เพราะเป็นการซื้อนอกตลาดหลักทรัพย์ ต้องยื่นแบบเสียภาษีในปี 2550

แต่ในเมื่อทั้งพานทองแท้ และพินทองทา ไม่นำเงินได้ส่วนนี้มายื่นแบบเสียภาษีตั้งแต่แรก จึงมีตัวเลขที่ประเมินออกมาเวลานั้นว่า พวกเขาต้องเสียภาษีและเบี้ยปรับ จำนวน 11,300 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้วพวกเขายังคงไม่มาดำเนินการดังกล่าว มีการสู้คดียืดเยื้อ โดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษา ว่าพานทองแท้ และพินทองทา ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นชินคอร์ปฯ โดยเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทนเจ้าของหุ้นตัวจริง คือทักษิณ และคุณหญิงพจมาน

โดยระบุยึดเอาตามแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พิพากษาในคดี ดร.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งระบุว่าหุ้นชินคอร์ปฯ เป็นของทักษิณและคุณหญิงพจมาน

ที่สุด เมื่อการณ์กลับกลายเป็นว่า สองพี่น้องไม่ต้องเสียภาษี แต่เป็นเจ้าของตัวจริงหน้าเหลี่ยมที่ต้องชำระ เรื่องของเรื่องมันก็เลยยังไม่จบ

กระทั่งภาระมาตกอยู่ที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน โดย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งเตือนรัฐบาลไปว่า เรื่องนี้อายุความจะหมดลงในสิ้นเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้!! จะทำอะไรก็รีบๆ ทำ!

แต่ปรากฏว่า ยังมีปัญหาตามมาอีก เพราะฝ่าย กรมสรรพากร เห็นว่าอายุความสิ้นสุดไปตั้งแต่เมื่อปี 2555 หรือ 5 ปีก่อน

ที่สุดจึงเกิดเป็นประเด็นที่นำมาถกเถียงกันคือ อายุความสิ้นสุดไปเมื่อใด ระหว่างเมื่อ 5 ปีก่อน หรือเดือนมีนาคมนี้ กันแน่

แต่อย่างที่รู้กัน อะไรก็พลิกได้ในรัฐบาลลุงตู่ เพราะสุดท้ายได้มีการงัดข้อกฎหมายเพื่อเดินหน้าคดีภาษีหุ้นชินฯ ครั้งนี้ให้ถึงบทสุรป! โดยแบ่งการดำเนินการสองส่วน คือ 'ตามภาษีกลับมา' และ 'เช็คบิลคนที่รับผิดชอบ!'

ส่วนแรก คือวรรคทองที่เรียกว่า 'อภินิหารของกฎหมาย' เมื่อปรากฏว่าในการประชุมลับระหว่าง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีคลัง, สำนักงานการตรวจเงิน

แผ่นดิน (สตง.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ กรมสรรพากร เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา

จนได้ทางออก ที่จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 มาตรา 820 และ 821 มาใช้ ว่าด้วยเรื่องตัวแทน และคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมาเทียบเคียง เพื่อให้สามารถเดินหน้าเก็บภาษีหุ้นชินฯ ได้

ทั้งนี้ มาตรา 61 คือ การประเมินภาษีจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญ ส่วนมาตรา 820 บัญญัติว่า ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน และมาตรา 821 บัญญัติว่า บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน

แม้กรมสรรพากรในอดีตจะไม่ทำหนังสือเรียกทักษิณ มาไต่สวนเรื่องภาษี แต่กรมสรรพากร เคยทำหนังสือไปถึงบุตรชายและบุตรสาว ก็จะเสมือนหนึ่งทำถึงเจ้าตัวแล้ว เนื่องจากบุตรทั้งคู่

ถือเป็นตัวแทนของผู้เป็นบิดานั่นเอง

ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปก็คือ การประเมินภาษีเรียกเก็บไปยังทักษิณ ซึ่งขณะนี้อายุความเหลืออยู่ประมาณสองอาทิตย์ที่จะออกการประเมินภาษีเรียกเก็บไปยังทักษิณ ได้

และเมื่อมีการออกประเมินภาษีไปแล้ว จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ก่อนที่จะครบอายุความ 10 ปีในวันที่ 31 มีนาคมนี้ จากนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลต่อไป

ส่วนผลอออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ว่าศาลจะตัดสินว่าจะจัดเก็บภาษีจากทักษิณ ในกรณีดังกล่าว ได้หรือไม่

สำหรับอีกส่วน คือ การเช็คบิลคนที่รับผิดชอบ! ซึ่งหลายคนถามว่า 'กรมสรรพากร' ที่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษี ภายในอายุความที่มี 5 ปี ก่อนหน้านี้ทำอะไรอยู่

บางคนบอกว่าช่วง 5 ปีก่อน พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล ใครกันจะกล้าแหยม แต่ฝ่ายสรรพากรกลับระบุโดยอ้างกฎหมายออกมามากมาย

เช่น นอกจากจะบอกว่าคดีหมดอายุความไปแล้ว ยังบอกอีกว่าการขยายอายุการประเมินภาษี ตามมาตรา 3 อัฎฐ แห่งประมวลรัษฎากร ไม่อาจทำได้ เพราะตามกฎหมายทำได้เมื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้ผู้เสียภาษี 'ไม่ใช่เป็น การลงโทษ'

แต่ที่สุดแล้ว กรมสรรพากรก็หนีไม่พ้น เพราะกระทรวงการคลังได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2550-2555 หากมีมูลจะดำเนินการสอบวินัยต่อไป

อย่างไรก็ดี ถึงตอนนี้ ในเมื่อสุดท้ายรัฐบาลเดินหน้าจนสบช่อง ที่จะจัดการเรื่องตามเก็บภาษีได้แล้ว กรมสรรพากรคงต้องว่าตามกัน

โดยวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ได้เข้ารายงานการเตรียมการเรียกเก็บภาษีตามที่รัฐบาลมอบหมายแล้ว

ขณะที่ด้าน รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ กล่าวว่า การประเมินภาษีจะทำภายในวันที่ 31 มีนาคม นี้ ซึ่งกรมสรรพากรมีฐานตัวเลขอยู่แล้ว โดยยึดตามที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งมาว่า ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท! (คิดจากระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา)

ก่อนส่งคำประเมินดังกล่าวไปยังทักษิณอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นจะถือว่าอายุความที่จะครบ 10 ปี หยุดลงทันที แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ไปอีก 10 ปี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติในคดีทางแพ่ง โดยทักษิณมีสิทธิอุทธรณ์คำประเมินภาษีนั้นได้ภายใน 30 วัน

งานนี้เลยกลับมาเป็นมหากาพย์ เปิดฤดูกาล 'ล่า' ภาษีชินฯ ที่ต้องว่ากันอีกยาว...รับรอง

อีก450,000ล้าน - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

(สมศักดิ์ ไม้พรต-รายงาน)

เรื่องเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ปจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ตัวเลขยังไม่นิ่งว่าจะเป็น 12,000 ล้านบาท 16,000 ล้านบาท (ยังไม่รวมเบี้ยปรับ) ซึ่งมีความชัดเจนแล้วว่าเรียกเก็บแน่และจะเริ่มนับอายุความของคดีใหม่ไปอีก 10 ปี ดูเหมือนยังไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะเรียกเงิน ดร.ทักษิณ เมื่อมีผู้ออกมาชี้ช่องให้ใช้คำตัดสินของศาลหลายกรณีก่อนหน้านี้เรียกเก็บเงินจากดร.ทักษิณได้อีกไม่น้อยกว่า 450,000 ล้านบาท ฐานใช้อำนาจในช่วงเป็นนายกฯ สร้างความเสียหายแก่รัฐ แม้จะดูเป็นข้อเสนอที่เว่อร์ไปหน่อย แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียวเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในยุคที่กฎหมายมี "อภินิหาร"

เรื่องเรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ปจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากชัดเจนแล้วว่าจะเรียกเก็บแน่ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้ข้อกฎหมายใดในการเรียกจัดเก็บ

มาวันนี้มีความชัดเจนขึ้นอีกขั้นว่าจะเป็นการดำเนินการตามแนว ทางที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เสนอ คือใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากรมาตรา 61 ทำการประ เมินภาษีที่ต้องจ่ายและแจ้งให้ดร. ทักษิณจ่าย

การดำเนินการตามแนวทางนี้จะทำให้อายุความของคดี 10 ปี ที่จะหมดลงในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่นับแต่วัน ที่แจ้งใบประเมินจ่ายภาษีให้ดร. ทักษิณจ่าย

อายุความจะถูกนับใหม่เป็นเวลา 10 ปี แต่ยังไม่แน่ชัดว่าหากดร.ทักษิณ ไม่จ่าย แนวทางดำเนินการขั้นต่อไปเพื่อให้ได้ทรัพย์มาชำระหนี้ภาษีนั้นจะใช้แนวทางใด

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือหลังจากแจ้งประเมินภาษีใหม่แล้วจะมีการไล่เบี้ยเอาผิดเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องที่ถูกมองว่าละ เลยการทำหน้าที่ไม่เรียกเก็บภาษีในส่วนนี้นับแต่ศาลมีคำพิพากษาคดีเมื่อปี 2555

งานนี้คงมีคนถูกลงโทษอีกหลายคน และโทษที่ได้รับอาจถึงติดคุกติดตะราง แต่ยังโชคดีอยู่หน่อยตรงที่เมื่อแจ้งประเมินภาษีและอายุความของคดีเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ก็ทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมั่นใจได้ประการหนึ่งว่าไม่ต้องถูกคำสั่งทางปกครองให้จ่ายเงินภาษีแทนดร. ทักษิณ

ในส่วนของดร.ทักษิณนั้น นอกจากจะถูกเรียกเก็บภษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปแน่นอนแล้ว ยังต้องลุ้นว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ที่ต้องจ่ายให้รัฐอีกหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกยึดทรัพย์ไปแล้ว 46,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเสนอให้รัฐบาลใช้อำนาจดำเนินการเรียกเงินจากดร.ทักษิณ ที่ระบุว่าใช้อำนาจในช่วงเป็นนายกรัฐมนตรีสร้างความเสียหายให้ประเทศรวมแล้วน่าจะเรียกเงินจากอดีตนายกฯได้มากกว่า 450,000 ล้านบาท

อดีตส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ยกตัวอย่างเรื่องที่จะสามารถเรียกค่าเสียหายจากดร.ทักษิณได้ เช่น กรณีดร.ทักษิณ สั่งแก้สัญญาสัมปทานคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวม 5 ครั้งให้บริษัท เอไอเอส จำกัด มูลค่าความเสียหาย 88,000 ล้านบาท

กรณีการออก พ.ร.ก.สรรพสา มิต ซึ่งกรณีนี้ศาลพิพากษาว่าเป็นคำสั่งที่มิชอบ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 36,000 ล้านบาท รวมยอด 120,000 ล้านบาทที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาแล้ว

กรณีการทุจริตโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่อนุญาตให้บริษัทเอกชนเช่าพื้นที่และต้องแบ่งรายได้ 15% จากยอดขายสินค้าและบริการ โดยไม่มีการเชื่อมต่อระบบบันทึกการขายและตัดยอดสินค้าในคลังทันที (พีโอเอส) ก่อให้รัฐเสียหายประมาณ 40,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นๆอีกที่สามารถเรียกค่าเสียหายได้

ทั้งนี้ อดีตส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบริหารประเทศในช่วง ที่ดร.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นความเสียหายที่ชัดเจนที่ศาลได้มีการตัดสินไว้แล้วกล่าวคือเป็นการขยายความจากคำพิพากษาของศาล

นี่ไม่ใช่ข้อเสนอลอยๆ หรือออกมาพูดเล่นๆ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในยุคสมัยนี้

ต้องดูว่าผู้มีอำนาจจะบ้าจี้ใช้อภินิหารกฎหมายเรียกเงินจากดร.ทักษิณเพิ่มเติมตามข้อเสนอของ อดีตส.ส.ผู้นี้หรือไม่

ความเสียหายที่เกิดจากการบริหารประเทศในช่วงที่ดร.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นความเสียหายที่ชัดเจน