You are here

CG and corruptions News - 17 May 2018

ยื้อสอบปมนาฬกาหรู "เสี่ยป้อม" อ้างรอข้อมูลตปท.อีก 3 - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

เสมา 1 จ่อตั้งสอบวินัยคนเอี่ยวทุจริตกองทุนเส - ไทยรัฐ

ติง'รธน.'จุดเสี่ยงปราบโกงกระบวนการตรวจสอบสะดุด - กรุงเทพธุรกิจ

สภาใหม่วุ่น-ไม่ผ่านงบ8พันล. - ข่าวสด

เด้งฟ้าผ่า นายอำเภอสัตหีบ ส่อโยงทุจริต ซื้อปืนพกสั้น พันกระบอก - เดลินิวส์

'เมียสันธนะ'โร่ฟ้องต่างชาติ! - ไทยโพสต์

ค้นบ้านหรูคุ้ยทุจริตเงินทอนวัด - เดลินิวส์

'ไมค์เทวดา-นาฬิกาเทพ' เรื่องราวที่ไม่เคยตายจาก - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ ทันสถานการณ์: รัฐธรรมนูญอย่างเดียวปราบโกงไม่ได้ - โพสต์ทูเดย์

'บิ๊กปอม-ฉัตรชัย' จ่ายตั๋วพิเศษ ว่าที่ 7 อรหันต์ กกต.สเป็กเทพ - ประชาชาติธุรกิจ

บทความ: พ.ร.บ.ภาษีที่ดินมิติใหม่กฎหมายไทย - ฐานเศรษฐกิจ

ยื้อสอบปมนาฬกาหรู "เสี่ยป้อม" อ้างรอข้อมูลตปท.อีก 3 - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน360 - ประธาน ป.ป.ช. เผยปมตรวจสอบนาฬิกาหรู "เสี่ยป้อม" ต้องรอข้อมูลจากต่างประเทศอีก 2-3 เดือน เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย ป้องกันสำนวนถูกตีกลับ ด้าน "ชวน" ยันหนุน "มาร์ค" เป็นหัวหน้าพรรค ปชป.ต่อไป ส่วน เรื่องกระแสยุให้กลับมาเป็นายกฯ นั้น รอให้อายุเท่ากับ "มหาเธร์" ก่อน ค่อยว่ากัน "บิ๊กป้อม" โยนถาม "บิ๊กตู่" เป็นมิตรแท้ "สุเทพ" หรือไม่ ยันเคยซี้ปึ้กกับ "ป๋าเหนาะ" สมัยยังหนุ่ม ปัดตอบจะร่วมงานการเมืองกันหรือไม่

ผู้จัดการรายวัน360 - ประธาน ป.ป.ช. เผยปมตรวจสอบนาฬิกาหรู "เสี่ยป้อม" ต้องรอข้อมูลจากต่างประเทศอีก 2-3 เดือน เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย ป้องกันสำนวนถูกตีกลับ ด้าน "ชวน" ยันหนุน "มาร์ค" เป็นหัวหน้าพรรค ปชป.ต่อไป ส่วนเรื่องกระแสยุให้กลับมาเป็นายกฯ นั้น รอให้อายุเท่ากับ "มหาเธร์" ก่อน ค่อยว่ากัน "บิ๊กป้อม" โยนถาม "บิ๊กตู่" เป็นมิตรแท้ "สุเทพ" หรือไม่ ยันเคย ซี้ปึ้กกับ "ป๋าเหนาะ" สมัยยังหนุ่ม ปัดตอบจะร่วมงานการเมืองกันหรือไม่

วานนี้ (16 พ.ค.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบนาฬิกาหรูของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ตนเองได้ถอนตัวจากการไต่สวนเรื่องนี้แล้ว เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย แต่เบื้องต้น เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้รายงานว่า อยู่ระหว่างการรอข้อมูลจากต่างประเทศ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2-3 เดือน เพื่อตรวจสอบให้สิ้นข้อสงสัย ก่อนจะเสนอเรื่องให้ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา เพราะหาก ไม่ตรวจสอบให้แล้วเสร็จ อาจถูกตีกลับให้ไปหาข้อมูลใหม่ได้

"ยอมรับต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าการตรวจสอบของ ป.ป.ช.ล่าช้า แต่เป็นข้อดีที่ทำให้ ป.ป.ช.ต้องทำงานอย่างโปร่งใสและรัดกุมมากยิ่งขึ้น ส่วนการขอให้เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบนั้น ตามกฎหมายฉบับใหม่มีกรอบจำกัดว่า หากมีการเผยแพร่ระหว่างที่การตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จอาจสร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ถูกตรวจสอบได้" พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

เสมา 1 จ่อตั้งสอบวินัยคนเอี่ยวทุจริตกองทุนเส - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผย ความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตว่า ขณะนี้มีข้อมูลชัดเจนแล้วว่าตัวการสำคัญในการทุจริตจริงๆคือนางรจนา สินที เพียงคนเดียว ขณะที่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนางรจนา คาดว่าน่าจะมีส่วนรู้เห็นส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องโดยระบบไม่ได้เป็นการตั้งใจแบบร้ายแรง ดังนั้น อดีตปลัด ศธ.ที่ผ่านมาไม่ต้องกังวลว่าจะโดนสอบสวน หรือ โดนคดีอาญาว่ารู้เห็นในการทุจริต ส่วนประเด็นที่มีข้าราชการ ศธ.จำนวน 7 รายเกี่ยวข้องนั้น เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลพร้อมฝ่ายกฎหมายมีไม่ถึง 7 ราย อย่างไรก็ตาม ต้องรอนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.กลั่นกรองและเสนอมาให้ตนพิจารณาเป็นทางการอีกครั้ง เชื่อว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยได้ อย่างไรก็ตามสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ยกให้กรณีกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตเป็นเคสตัวอย่างของการปราบปรามการทุจริต

รมว.ศึกษาธิการกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ ศธ.เป็นผู้เสียหายต้องพิจารณาเอาผิดทางละเมิดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเบิกจ่ายเงินนั้น ตามกฎหมายผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบ 100% แต่ก็ต้องมาตามไล่ดูว่า แต่ละช่วงเวลานั้นๆใครอยู่ในช่วงไหน ยุคไหน และละเมิดแค่ไหนก็รับผิดชอบตามสัดส่วนกันไป.

ติง'รธน.'จุดเสี่ยงปราบโกงกระบวนการตรวจสอบสะดุด - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

2 พรรค-นักวิชาการ ชี้โฆษณาชวนเชื่อ รองรับอำนาจคสช.

กรุงเทพธุรกิจ 2 พรรค-นักวิชาการ ติงรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงโฆษณา ชวนเชื่อ "อภิสิทธิ์" ชี้กระบวนการรัฐสภาองค์กรปราบโกงสะดุด ด้าน"พงศ์เทพ" เชื่อส่งเสริมคนโกง-รองรับอำนาจ คสช. ขณะที่ "บรรเจิด" หวั่นให้อำนาจหน่วยงานรัฐ เกินจำเป็น เกิดสภาวะเสี่ยง

คณะอนุกรรมาธิการด้านระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ในกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเสวนาเรื่อง "รัฐธรรมนูญปราบโกง จะสัมฤทธิผลได้จริงหรือไม่"

โดยมีนักการเมืองและนักวิชาการเข้าร่วม ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย และนายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัญฑิตพัฒนบริหารศาสตร์และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การตั้งฉายาให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่าเป็นฉบับปราบโกงนั้น เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด แต่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้นและบางบทบัญญัติมีความน่ากังวลที่กระทบต่อโครงสร้างของการปราบปรามการทุจริตคือ 1.กระบวนการตรวจสอบในรัฐสภา ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พ่วงกับถอดถอนบุคคลให้ออกจากตำแหน่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตัดประเด็นการยื่นถอดถอนบุคคลออกไป ซึ่งตนกังวลว่าจะทำให้การตรวจสอบผ่านระบบรัฐสภา ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจไม่สำเร็จ เพราะการลงมตินั้นจะใช้เสียงข้างมาก

2. บทบาทขององค์กรอิสระ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ให้ตรวจสอบประเด็นจริยธรรมร่วมด้วย อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้ง เกิดการไม่ยอมรับคำตัดสินขึ้นได้

"ผมไม่สบายใจต่อกรณีที่ตัดสิทธิของนักการเมืองต่อการยื่นฟ้องดำเนินคดีกับป.ป.ช.ที่มีหน้าที่ไม่ชอบตามกฎหมายและแก้ไขให้ยื่นผ่านประธานรัฐสภา ฐานะฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นหากฝ่ายบริหารไม่ตรวจสอบ ป.ป.ช.จะทำอย่างไร แม้จะยื่นเรื่องไปแต่ประธานรัฐสภาบอกว่าไม่มีมูล พวกเราจะทำอย่างไร" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ด้านนายพงศ์เทพ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง คือการโกงอำนาจจากประชาชนมากกว่าการปราบทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งตนมองว่าเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อ ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังมีบทบัญญัติที่ส่งเสริมให้โกงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรองอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งตนขอเรียกร้องให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมายืนยันว่า ความในมาตรา 265 นั้นไม่ใช่การรับรองว่าสิ่งที่ คสช.ทำทุจริตนั้นเป็นความถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้เชื่อว่า ในรัฐสภาสมัยหน้าจะมีกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน แม้จะแยกเป็น 5-6 สาย แต่คำพูดที่ว่า ลงเรือแป๊ะ ต้องตามใจแป๊ะ ดังนั้นจะคาดหวังเรื่องการตรวจสอบแป๊ะไม่ได้แน่นอน ในเมื่อรัฐธรรมนูญหรือระบบตรวจสอบปัจจุบัน ห้ามไม่ให้ผู้เสียหายฟ้องตรงไปยังศาล เพราะต้องผ่าน ป.ป.ช. ก่อน หากเป็นเช่นนั้นการตรวจสอบจะเอนเอียง

ขณะที่นายบรรเจิด กล่าวว่า จุดอ่อนและภาวะเสี่ยงของรัฐธรรมนูญต่อเรื่องปราบคอร์รัปชัน คือการให้อำนาจแก่หน่วยงานภาครัฐมากเกินไป แม้จะมีบทบัญญัติกำหนดให้ภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองมีส่วนร่วม แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เป็นระบบ ดังนั้น จุดสำคัญของการปราบทุจริตคือ เพิ่มประสิทธิภาพของการปราบโกงที่ไม่เน้นเรื่องการลงโทษแบบรุนแรง เพราะการเน้นโทษทางอาญา ต้องใช้เวลาตรวจสอบนานกว่าจะได้ข้อเท็จจริงที่สามารถตัดสินลงโทษได้

โดยตนมีข้อเสนอให้พัฒนามติของครม.และคำสั่งคสช. ต่อการกำหนดกรอบเวลาตรวจสอบและพิจารณาโทษสถานเบา หรือ ลงโทษทางแพ่ง ก่อนใช้โทษอาญาหรือบทลงโทษที่รุนแรง ยกร่างเป็นกฎหมายเพื่อบูรณาการการปราบโกงทุกภาคส่วน

"ในรัฐธรรมนูญกำหนดยาแรงไว้ลงโทษฝ่ายการเมือง คือการจัดสรรงบประมาณโดยไม่ชอบหรือเอื้อประโยชน์ จะถูกลงโทษโดยคณะรัฐมนตรีต้องพ้นไปทั้งคณะ แต่ผมเชื่อว่ามาตรานี้ไม่มีโอกาสได้ใช้เพราะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย แม้จะปิดทางหนึ่งยังสามารถหาทางออกอีกทาง เสมอ ดังนั้นต้องสร้างกลไกการวิเคราะห์ เครื่องมือวัดพลวัตรของพฤติกรรมทุจริตเพื่อปรับกลไกปราบโกงที่เหมาะสม" นายบรรเจิด กล่าว

สภาใหม่วุ่น-ไม่ผ่านงบ8พันล. - ข่าวสด ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

วันที่ 16 พ.ค. ที่รัฐสภา นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงครม. มีมติตีกลับงบประมาณเทคโนโลยีและสารสนเทศการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ วงเงิน 8,135 ล้านบาท เนื่องจากมีรายละเอียดไม่ชัดเจนและมีอุปกรณ์บางอย่างราคาสูงเกินควรว่า ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ตนจะเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องและบริษัทออกแบบมาหารือถึงกรณีที่เกิดขึ้น จากนั้นจะแถลงข่าว โดยจะให้บริษัทที่ออกแบบร่วมชี้แจงด้วย

ส่วนที่นายกฯตั้งข้อสังเกตว่าไมโครโฟนมีราคาตัวละ 1.2 แสนบาท และนาฬิกาเรือนละ 7 หมื่นบาท สูงเกินเหตุนั้น นายสรศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นการมองต่างมุม ฝ่ายบริษัทออกแบบอาจมองว่าจำเป็น แต่อีกฝ่ายมองว่าน่าจะใช้ของที่มีราคาถูกกว่านี้ได้ ซึ่งปัญหานี้ตนจะชี้แจงหลังประชุมในวันที่ 18 พ.ค.เช่นกัน แต่เบื้องต้นจะต้องปรับลดงบลงมาอย่างแน่นอน ทั้งนี้ทุกอย่างต้องเร่งดำเนินการให้การก่อสร้างรัฐสภาใหม่เสร็จโดยเร็วที่สุด "ยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่มีโกง ไม่มีทุจริต ทุกอย่างถูกต้อง โปร่งใส และต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด"

รายงานข่าวจากคนใกล้ชิดนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ระบุว่า นายพรเพชร รับรู้ทราบเรื่องแล้ว แต่ไม่รู้จะต่อสู้อย่างไร เมื่อสังคมมองว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น จะชี้แจงเหตุผลอย่างไรคนก็ไม่ฟัง ทั้งที่ได้พยายามต่อสู้แล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ นายพรเพชรและ ผู้เกี่ยวข้องจะทบทวนโดยนำแผนงานมากางดูด้วยเหตุผลเท่าที่ทำได้

แหล่งข่าวระบุว่า วงเงิน 512.50 ล้านบาท ที่ครม.อนุมัติ เป็นเพียงงบสำหรับบริษัทควบคุมงานและผู้รับเหมา ส่วนงานระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นหลายรายการ ไม่ว่าระบบไฟฟ้า ระบบรักษาความปลอดภัย และระบบไอที ไม่ได้รับอนุมัติเพราะอยู่ในวงเงินตีกลับ 8 พันกว่าล้านบาท และถ้าไม่ได้รับงบที่ขอไป การก่อสร้างรัฐสภาอาจล่าช้ากว่าแผนเดิม ทำให้การก่อสร้างสะดุดแน่นอน เพราะเส้นตายที่ประธานสนช.กำหนดไว้คือภายในวันที่ 31 ธ.ค.2561 จะต้องย้ายที่ทำการทั้งหมด ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ และทางผู้รับเหมาตกลงแล้วว่าภายในวันที่ 31 ธ.ค.2561 จะเร่งก่อสร้างห้องประชุมส.ว.ให้เสร็จก่อน ส่วนห้องประชุมส.ส.หรือที่จะใช้ประชุมร่วม จะเสร็จเดือนมี.ค.2562 ซึ่งผู้รับเหมาบอกว่าถ้าเงินไม่มา ก็ต้องก่อสร้างตามจำนวนเงินที่มีอยู่ อาจจะได้อาคารแบบพิกลพิการ

ส่วนราคาไมโครโฟนในห้องประชุม ที่ราคาเป็นแสนบาทเพราะเป็นไมโครโฟนที่มีระบบแสดงตน มีระบบหลายๆ อย่างที่ใช้ในห้องประชุมสภา ในการลงมติกดปุ่มเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่พยายามปรับลดราคาลง นอกจากนี้ยังมีระบบสารสนเทศสำหรับเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องใช้เงินมาก ทางสำนักงบประมาณกำลังดูอยู่

เด้งฟ้าผ่า นายอำเภอสัตหีบ ส่อโยงทุจริต ซื้อปืนพกสั้น พันกระบอก - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สั่งเด้ง นอภ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เซ่นซื้อปืนหลวง ส่อทุจริตนับพันกระบอกหวั่นหลุดขายส่งข้ามชาติ "บิ๊กป๊อก" รับสั่งย้ายจริง แจงสลับเก้าอี้นอภ.สอย ดาว จ.จันทบุรี พร้อมตั้งคณะกรรมการ ลุยหาหลักฐาน พัวพันปลอมแปลงเอกสารทางราชการแฉมีข้าราชการระดับสูง จับมือเอเย่นต์ค้าอาวุธ เล่นแอบซื้อขายนอกระบบ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 พ.ค. ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวเรื่องการปลอมแปลงเอกสารราชการ เพื่อยื่นขอซื้ออาวุธปืนของทางราชการ (ปืนหลวง) ในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ว่า เพิ่งได้รับรายงานจากนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าได้สั่งให้ย้ายนายพงษ์พันธ์ ยมมาศ นายอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี แล้ว พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไรยืนยันว่าทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย และถ้าตรวจสอบพบความไม่ชอบมาพากล จะต้องดำเนินการตามกฎหมายสำหรับโทษในการปลอมแปลงเอกสารทางราชการค่อนข้างสูงและหนักมาก และหากผิดจริงจะไม่ใช่แค่โดนลงโทษทางวินัยแต่จะถูกดำเนินคดีทางอาญาด้วย

ด้าน ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการลงไปตรวจสอบเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วแต่จะต้องใช้ระยะเวลาเพื่อความรอบคอบ โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกรมการปกครองเป็นหัวหน้านำทีมสืบสาวถึงผู้เกี่ยวข้องร่วมกับนายอำเภอคนใหม่สำหรับนายพงษ์พันธ์ ยมมาศ นายอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี ได้สั่งย้ายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี พร้อมโยกย้ายให้นายอนุชา อินทศร นายอำเภอสอยดาว จ.จันทบุรี มาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี แทน

ขณะที่นายปรัตรวีร์ วิจบ ปลัดอาวุโส ฝ่ายปกครอง อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี กล่าวในฐานะหัวหน้ากลุ่มงานบริหารการปกครองว่า ไม่ทราบเหตุผลในการย้ายนายพงษ์พันธ์ อาจเป็นแค่เรื่องของความเหมาะสมส่วนเรื่องที่มีข่าวว่ามีการรวบรวมเอกสารการซื้ออาวุธปืนจำนวนมากนั้น ตนไม่สามารถให้รายละเอียดได้จริง ๆ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ และสอบสวนข้อเท็จจริง ทั้งเรื่องของเอกสารใบป.3 (ใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน และเครื่องกระสุนดินปืน) และ ใบ ป.4 (ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน) ได้ส่งให้กรมการปกครองไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ามีการใช้ชื่อซื้อซ้ำกันกี่คนหรือคนละกี่กระบอก โดยมอบหมายให้นางพิกุล โสภา ปลัดอำเภอหัวหน้างาน สำนักงานอำเภอ เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการขอซื้ออาวุธปืน และคงต้องรอผลการตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง

ทางด้านนายอนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบกล่าวว่า ส่วนตัวเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 3 วัน จึงยังไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นว่ามีความเป็นมาอย่างไร และคงต้องขอเวลาในการตรวจสอบก่อนส่วนเรื่องปืนขณะนี้ได้เร่งออกใบ ป.3 ให้กับผู้ขอซื้ออาวุธปืนที่ล่าช้า และค้างเก่ามาตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 125 ราย และไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงได้ปล่อยให้ล่าช้าขนาดนี้ ที่สำคัญได้สั่งการไปยังข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องการขอซื้ออาวุธปืนโดยห้ามรับเงินใต้โต๊ะ หรือเรียกร้องเงินนอกระบบเด็ดขาด เว้นแต่จะเป็นการเสียค่าธรรมเนียมตามกฎหมายกำหนดเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับความไม่ชอบมาพากลการสั่งซื้ออาวุธปืนของอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดนในพื้นที่หลายคนได้รับเอกสารใบแจ้งให้ไปดำเนินการทำใบป.4 ทั้งที่ไม่ได้สั่งอาวุธปืนจากทางราชการ (ปืนสวัสดิการ) โดยบางรายระบุว่าแม้ว่าตามสิทธิจะสามารถซื้อปืนใหม่ได้ในระยะเวลา 5 ปี แต่ไม่มีความจำเป็นจึงไม่ได้สิทธิ ทำให้เกรงจะถูกกล่าวหาว่าทุจริตจึงร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา จนเกิดการตรวจสอบภายใน จึงทราบว่ามีข้าราชการระดับสูงบางคนร่วมกับนายหน้า (เอเย่นต์) ผู้จำหน่ายอาวุธปืน แอบนำรายชื่อข้าราชการผู้มีสิทธิไปสวมซื้อปืนโดยพลการทั้งในรายละเอียดยังพบว่า รายชื่อผู้ซื้อปืนบางคนถูกใช้ซื้อปืนหลายสิบกระบอก ทำให้ยอดรวมทั้งหมดสูงนับพันกระบอกถือว่าไม่ผ่านสายการบังคับบัญชา และขาดระบบคัดกรอง ที่สำคัญยังมีความกังวลว่าปืนเหล่านี้อาจถูกจำหน่ายต่อในท้องตลาดหรือถูกส่งขายไปยังประเทศเพื่อนบ้านเป็นปืนเถื่อนถือเป็นอันตรายต่อความมั่นคง.

'เมียสันธนะ'โร่ฟ้องต่างชาติ! - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ไทยโพสต์ * "บิ๊กป้อม" ลั่นยึดกฎหมายถอดยศ "สันธนะ" ยันไม่มีการกลั่นแกล้ง "รอง ผบ.ตร." รับลูกกำลังพิจารณาตามกระบวนการ แย้มรอดูอีกไม่นาน สั่งตรวจพฤติการณ์ข่มขู่พยาน ระบุหากเข้าข่ายขอศาลถอนประกันแน่ "จักรทิพย์" แจงเรียกพ่อสอบให้ที่พักพิงตามขั้นตอน กม. "เมียรองฯ ต่อ" ร่ำไห้ร้อง กสม.ช่วย หวั่นถูกตร.ยัดข้อหาไม่เป็นธรรม โวมีหน่วยงานในต่างประเทศสนใจคดีนี้แล้ว

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่า การกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) กล่าวถึงกรณีการดำเนินการทางกฎหมายกับ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการตำรวจสันติบาล ในฐานะประธานที่ปรึก ษาบริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง จำกัด ที่ยื่นหนังสือฟ้องร้องตำรวจระดับนายพล 3 นายว่า ก็ว่ากันไปตามเรื่อง พ.ต.ท.สันธนะทำอะไรไป เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาก็หาพยานหลักฐานในการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์นายพลทั้ง 3 นาย ถือเป็นเรื่องส่วนตัว

"ยืนยันไม่มีการกลั่นแกล้ง พ.ต.ท.สันธนะต้องรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร ส่วนการถอดยศ หากพบ พ.ต.ท.สันธนะกระทำความผิด ตามเงื่อนไขทางวินัย 7 ข้อ จำเป็นต้องถอด ยศออก ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่จะต้องไปตรวจสอบก่อนว่ากระทำผิดจริงหรือไม่" รองนายกฯ กล่าว

พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญ ชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีผู้ มีอิทธิพลเรียกรับเงินผู้ค้าในตลาดใหม่ดอน เมือง กล่าวถึงการถอดยศ พ.ต.ท.สันธนะว่ากระบวนการพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท.สันธนะเริ่มแล้ว โดยทำควบคู่กับคดีอาญา ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องรอคดีสิ้นสุด บอกได้แค่นี้ ให้รอดูอีกไม่นาน

"ขณะนี้การดำเนินคดีเพิ่มเติมกับ พ.ต.ท.สันธนะอยู่ระ หว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ถ้าพยานหลักฐานครบ พบมีการกระทำความผิดอื่น ก็จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่ม แต่ต้องรอ ดูผลนิดหนึ่ง กำลังเร่งรัด ต้องดู ในหลายๆ ส่วน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารและพยานแวด ล้อม อย่างอื่นประกอบด้วย ต้อง ดูทุกอย่างให้ครบถ้วน ถ้าหลักฐานเพียงพอและครบองค์ประ กอบ ก็ดำเนินการตามกฎหมาย" พล.ต.อ.รุ่งโรจน์กล่าว

ถามว่า การออกมาเคลื่อน ไหวของ พ.ต.ท.สันธนะ จะเข้า ข่ายการขอถอนประกันตัวชั่ว คราวหรือไม่ รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ถ้าผิดเงื่อนไขที่ศาลวางไว้ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะต้องยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเฝ้าติดตามดูอย่างใกล้ชิด รวมทั้งที่ พ.ต.ท สันธนะบอกจะแจ้งความกลับพ่อค้าแม่ค้าจำนวน 8 ราย ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบในรายละเอียด แต่ถ้อยคำที่ใช้เป็นลักษณะการใช้สิทธิ์ในการฟ้องต่อศาล เราต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วย เฉพาะคำพูดอย่างเดียวไม่พอ ส่วนพยานในคดีนี้ ก็มีบ้างที่แจ้งมายังเจ้าหน้าที่ว่ามีคนคอยติดตามประมาณ 3-4 ราย เราต้องตรวจสอบก่อนว่าเกิดจากอะไร แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ก็ต้องดูว่าเป็นการคุกคามหรือไม่

หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีผู้มีอิทธิพลเรียกรับเงินผู้ค้าในตลาดใหม่ดอนเมือง กล่าวว่า สำนวนการสอบสวนในคดีนี้เป็นที่น่าพอใจ เริ่มตั้งแต่ศาลให้ออกหมายจับ แสดงว่าเรามีพยานหลักฐาน ทำให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการออกหมายจับมีพยานหลักฐานเพียงพอ การออกหมายต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด พอสมควรนำสู่ศาล

สอบ 'พ่อสันธนะ' ตามกม

"เฮียเซ้ง เจ้าของตลาด ก็เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนแล้ว ถ้าพยานหลักฐานถึงใคร ก็ดำเนินคดีทั้งหมด รวมทั้งเส้นทางการเงิน ทางสำนักงานป้อง กันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็จะเข้ามาร่วมตรวจสอบ ด้วย เพราะข้อหากรรโชกทรัพย์เข้ามูลฐานความผิดฟอกเงินอยู่ แล้ว ส่วนกระแสว่ามีนายทหารอากาศเป็นเจ้าของสถานที่ที่ แท้จริงนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีเจ้า หน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง" หัว หน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีผู้มีอิทธิพลเรียกรับเงินผู้ค้าในตลาดใหม่ดอนเมืองกล่าว

ถามถึงกรณีพนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ออกหมายเรียก พ.ต.อ. (พิเศษ) สมชาย ประยูรรัตน์ บิดา พ.ต.ท.สันธนะ มาสอบปากคำเรื่องการให้ที่พักพิงผู้ต้องหา พล.ต.อ.รุ่งโรจน์กล่าวว่า เป็นเรื่องของ สน.โชค ชัย ไม่เกี่ยวกับพนักงานสอบสวนคดีกรรโชกทรัพย์ เพราะการให้ที่พักพิงเป็นเรื่องของสถานีตำรวจในพื้นที่ แต่อาจจะไม่ผิดก็ได้ เพราะเป็นการสอบสวนธรรมดา เหมือนกับการไปจับผู้ต้องหาคนอื่นได้ที่บ้านคน ก็ต้องมีการสอบเจ้าบ้านว่ารู้หรือไม่ ถ้าไม่รู้ก็จบ การออกหมายเรียกเป็นเพียงการตั้งต้น ถ้าสอบแล้วไม่ผิดก็จบ ไม่มีอะไร ถ้าไม่ผิดก็ไม่มีการแจ้งข้อหา ตำรวจจะไปแจ้งข้อหาใครโดยไม่มีความผิดไม่ได้อยู่แล้ว

"ตำรวจทำทุกอย่างไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เมื่อศาลออกหมายแล้วตำรวจก็มีหน้าที่ในการติดตามจับกุมบุคคลตามหมาย ส่วนการใช้กำลังหรือยุทธวิธีใช้ไปตามความเหมาะสม ไม่มีใครทำอะไรเกินเลย ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องมีการใช้กำลังบ้างตามความเหมาะสม แต่ในวันนั้นไม่เกินเลย อยู่ในกรอบของกฎหมาย ส่วนผู้ต้องหาที่ทางศาลออกหมายจับ ทั้งหมด 11 คนในข้อหากรรโชกนั้น ทราบว่าทุกคนได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนทั้งหมดแล้ว" รอง ผบ.ตร.กล่าว

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงการเรียกบิดา พ.ต.ท.สันธนะมาให้การปากคำว่า จริงๆ แล้ว สน.โชคชัยก็ทำในส่วนของเขาตามกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่อาจไปเสียความรู้สึก เพราะบิดา พ.ต.ท.สันธนะอายุมากแล้ว แต่จริงๆ เป็นเพียงการเรียกมาให้ถ้อยคำในการให้ที่พักพิงหรือไม่ อย่างไร ถ้าไม่มีเจตนา ก็สิ้นกระแสความสงสัย เท่านั้นเอง

"ไม่ได้มีอะไร ไม่ต้องมีการตั้งข้อหาอะไร จริงๆ แล้ว บิดาท่านเป็นอดีตตำรวจ มีความรู้เรื่องกฎหมาย ท่านอาจจะแนะนำในทางที่เป็นประโยชน์ก็ได้ ผมเชื่ออย่างนั้น การทำงานของเจ้าหน้าที่ สน.โชคชัย ไม่มีเจตนาอะไรด้วย ท่านอายุมาก อาจจะขัดตรงนั้น กระแสสังคมอาจมองว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินไป ผมก็บอกแล้วพนักงานสอบสวนก็ทำตามหน้าที่ของเขา มาให้ถ้อยคำไม่มีเจตนาก็จบ" พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าว

ถามว่า ทำไม ผบ.ตร.จึงกลายเป็น 1 ใน 3 นายพล ที่ถูก พ.ต.ท.สันธนะจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า โดยตำแหน่ง ผบ.ตร. เมื่อถูกฟ้องก็เป็นผู้ต้องหาที่ 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติอันดับ 1 ที่ พ.ต.ท.สันธนะมุ่งตรงมาที่ตน ก็ไม่เป็นไร ต้องอดทน

ซักว่าหลังจากที่ พ.ต.ท.สันธนะถูกจับและได้ประกันตัว มีการยกหูโทร ศัพท์หากันหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่ มือถือตนก็เปิดตลอด

วันเดียวกัน นางพรรณี ประยูรรัตน์ ภรรยาของ พ.ต.ท.สันธนะ ผู้ต้องหา คดีกรรโชกทรัพย์ผู้ค้าตลาดใหม่ดอน เมือง เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรม การสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผ่านนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการ กสม. ขอความเป็นธรรมกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าบุกค้นที่คอนโดฯ ย่านพหลโยธิน บ้านพักย่านรามอินทรา และจับกุม พ.ต.ท.สันธนะ

นางพรรณีกล่าวว่า หลังจากการ ตรวจค้นคอนโดฯ ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตน เองไม่สามารถเข้าไปพักได้อีก เนื่องจากเกิดผลกระทบหลายอย่าง โดยมีการดัก ฟังโทรศัพท์ของตนเอง ติดตามคนในครอบครัว และเจ้าหน้าที่ได้นำบัญชีธนาคารของตนและครอบครัวไป ทำให้เกรงจะมีการยัดคดีอะไรให้อีกหรือไม่ เพราะเวลานี้มีการแจ้งข้อกล่าวพา พ.ต.ท. สันธนะเพิ่มขึ้นรวม 45 ข้อหา ผู้ต้องหาเพิ่มเป็น 11 คน แต่นับแล้วอย่างไรก็ไม่ครบ จึงเกรงว่าในจำนวนนั้นมีตนรวมอยู่ด้วย ถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน

ร้อง 'กสม.' ผวายัดข้อหา

ภรรยา พ.ต.ท.สันธนะกล่าวว่า ที่ต้องมายื่นร้องต่อกรรมการสิทธิฯ เพราะไม่มีที่พึ่ง อยากให้ กสม.คุ้มครองและเป็นการแจ้งให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเรื่องสิทธิมนุษยชนได้เข้ามารับรู้เรื่องราว ก่อนที่บางอย่างมันจะเกิดขึ้นแล้วแรงไปมากกว่านี้ เพราะก็กังวลว่าจะเกิดอันตรายกับสามีและครอบครัวไปมากกว่านี้

"มีหลายเรื่องที่ไม่สบายใจ แต่พูดตรงนี้ไม่ได้ ไม่เข้าใจทำไมเรื่องต่างๆ ต้องเกิดขึ้นกับดิฉันและครอบครัว การที่ตำรวจปฏิบัติเช่นนี้กับครอบครัวดิฉัน ถามว่าคุณก็จะปฏิบัติแบบนี้กับครอบครัวอื่นๆ ด้วยมาตรฐานเดียวกันใช่หรือไม่" ภรรยา พ.ต.ท.สันธนะกล่าว

ถามว่า จะฟ้องกลับตำรวจหรือไม่ ภรรยา พ.ต.ท.สันธนะกล่าวว่า ไม่คิดจะฟ้องกลับตำรวจ เพราะไม่ใช่คน นิยมความรุนแรง แต่อยากให้เจ้าหน้า ที่ของรัฐปฏิบัติตามกฎหมายอย่างยุติ

ธรรม เท่าเทียมกันทุกครอบครัว ให้

ครอบครัวตนเป็นครอบครัวสุดท้ายที่ถูกกระทำ และหลังจากนี้ก็จะพิจารณาว่าจะยื่นร้องต่อหน่วยงานใดอีกหรือไม่ แต่เบื้องต้นมีหน่วยงานในต่างประเทศติดต่อมาขอรายละเอียดแล้ว เรื่องนี้จึงไปถึงต่างประเทศแล้ว

ซักถึงข่าวตำรวจจะมีการถอดยศ พ.ต.ท.สันธนะ นางพรรณีกล่าวว่า ก็ได้ทราบข่าวจากญาติเมื่อช่วงเที่ยงว่ามีการถอดยศแล้ว ซึ่งตนไม่กล้าที่จะพูดเรื่องนี้ เพราะเรื่องยศเป็นของสูงที่ต้องได้รับพระราชทาน จึงไม่น่าเป็นเรื่องที่จะมาถอดกันง่ายๆ สำหรับกรณีที่เปิดเผย 3 นายพลที่สามีจะฟ้องกลับ ยืนยันไม่กลัวอิทธิพลและอำนาจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นางอังคณามารับเรื่อง นางพรรณีก็โผเข้ากอดพร้อมร่ำไห้ และกล่าวว่า "เมื่อเช้าหนูหาที่พึ่งอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้จะพึ่งจะอะไรแล้ว"

นางอังคณากล่าวว่า เบื้องต้นจะตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจมีการกระทำเกินกรอบของกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ส่วนกรณีที่ตำรวจเข้าไปบุกจับ พ.ต.ท.สันธนะภายในคอนโดมิเนียมเมื่อวันที่ 12 พ.ค. จะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ เบื้องต้นรับแจ้งจากตำรวจมีเหตุผลในการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ พร้อมมีหมายค้นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องดูว่าการเข้าจับกุมมีความรุนแรงหรือไม่ รวมถึง พ.ต.ท.สันธนะได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่

ถามถึงเรื่องการออกหมายเรียกบิดา พ.ต.ท.สันธนะมาสอบปากคำ เป็น การกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ นางอังคณากล่าวว่า จะต้องตรวจสอบว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล ไม่ใช่เรื่องของครอบครัว

ค้นบ้านหรูคุ้ยทุจริตเงินทอนวัด - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 16 พ.ค. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. นำกำลังชุดปฏิบัติการ กก.1 และ กก.4 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ ปปง. พร้อมหมายค้นศาลจังหวัดมีนบุรี เลขที่ 200/2561 ลงวันที่ 16 พ.ค. เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 265/154 หมู่บ้านสีวลี รามคำแหง ถนนราษฎร์พัฒนา(ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง กรุงเทพฯ หลังสืบทราบว่า บุคคลที่พักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินงบประมาณเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือ เงินทอนวัด

จากการตรวจสอบพบบ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 60 ตารางวา รั้วรอบขอบชิด มี ร.ต.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน พักอาศัยอยู่กับภรรยา บุตรชาย 2 คน และแม่บ้านอีก 1 คน โดย ร.ต.ฐิติทัตน์ นำตำรวจเข้าตรวจค้น ทำให้พบตู้เซฟ 3 ใบ แบ่งเป็นตู้เซฟขนาดใหญ่ 1 ใบ และขนาดเล็ก 2 ใบ เมื่อเปิดออกภายในมีปืนยาว 5 กระบอก ปืนสั้นอีก 17 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินมีค่า อาทิ ทองคำรูปพรรณ ทองคำแท่ง แหวนเพชร นาฬิกาหรูอีกหลายรายการ ส่วนบริเวณบ้านอื่น ๆ ตามชั้นและลิ้นชักเก็บเอกสาร พบเอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินและใบเสร็จต่าง ๆ ซุกซ่อนอยู่จำนวนมาก จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

พล.ต.ต.ไมตรี กล่าวว่า สืบเนื่องจากทาง บช.ก. รับเรื่องร้องทุกข์จากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้ช่วยตรวจสอบการทุจริตเงินงบประมาณเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ พศ. กระจายเงินดังกล่าวไปตามวัดต่าง ๆ เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา กระทั่งต่อมาตำรวจ บก.ปปป. ตรวจพบการทุจริตเกิดขึ้นในวัดใหญ่แห่งหนึ่งภายในพื้นที่กรุงเทพฯ และมีพระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบว่านำเงินดังกล่าวไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ จึงตรวจสอบเส้นทางการเงินกระทั่งพบว่า พระชั้นผู้ใหญ่ของวัดดังกล่าวได้โอนเงินงบประมาณที่ทางวัดได้รับมาจาก พศ. 25 ล้านบาท จาก 30 ล้านบาท ไปให้กับหญิงสาวรายหนึ่งที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ เป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นดังกล่าว.

'บิ๊กปอม-ฉัตรชัย' จ่ายตั๋วพิเศษ ว่าที่ 7 อรหันต์ กกต.สเป็กเทพ - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เส้นทางโรดแมปการเลือกตั้ง ปี 2562 ยังคลุมเครือ ไม่แน่นอนเช่นเดียวกับ เส้นทางของ "ว่าที่" คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ 7 คน ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ยังคลุมเครือ ไม่แน่นอน

แม้จะมีการควานหาว่าที่ กกต.ชุดใหม่ จากผู้สมัคร 33 ราย เข้ารอบน็อกเอาต์ 24 ราย กระทั่งเหลือผู้เข้าชิงเก้าอี้ "กรรมการเลือกตั้ง" 7 คน แทน 7 ว่าที่ กกต.ถูก สนช. "เท" ไม่เห็นชอบทั้งพวงไปเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้านี้

ว่าที่ กกต.ที่เข้ารอบครั้งใหม่ ประกอบด้วย 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นักวิชาการประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีต ผู้ว่าราชการจังหวัด อดีต สมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 3.พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตอธิบดีกรมที่ดิน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด

4.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต 5.สมชาย ชาญณรงค์กุลอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร 6.นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ 7.ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้ง 7 คนจะต้องถูกเช็กประวัติโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ ประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ใช้เวลาราว 2 เดือน เพื่อให้ที่ประชุม สนช.ลงมติ

กระนั้น 7 ว่าที่ กกต. บางรายกลับมีแผล ด้านคดีความ และเกี่ยวพันกับการเมือง

"สมชาย" อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็น 1 ใน 3 จำเลย ในข้อหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทุจริตฐานฉ้อโกงประชาชน ที่เกิดจากการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

และมีสำนวนอยู่ที่ ป.ป.ช.โดนฟ้องในกรณีใช้อำนาจในฐานะอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ถอดถอนนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ออกจากประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยมิชอบ ทั้งนี้ศาลอาญาทุจริตจะพิจารณานัด ต่อไป 6 สิงหาคม 2561

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน "สมชาย" ที่มาจากกระทรวงเกษตรฯ เคยเป็นตัวเต็งจ๋าที่จะขึ้นเป็นปลัดกระทรวง ในรอบการแต่งตั้งกันยายน 2560 แม้ว่าสุดท้าย "เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ" แซงเข้าวินนั่งเก้าอี้เบอร์ 1 ปลัดกระทรวงแทน

แต่ก็ได้รับความไว้ใจจาก "บิ๊กฉัตร" พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ สมัยที่เป็น รมว.เกษตรฯให้ดูแลงานสำคัญ ๆ อย่าง โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ

ในวันที่ "บิ๊กฉัตร" ในฐานะเพื่อนซี้ "พล.อ.ประยุทธ์" เป็นหนึ่งในมือเดินเกม การเมือง คสช.

การ "ข้ามห้วย" ของ "สมชาย" จึงน่าจับตา อาจได้ "ตั๋ว" พิเศษมานั่ง กกต.หรือไม่

ขณะที่ "ธวัชชัย" อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ก็อาจมีชนักทางคดีความไม่ต่างกัน เมื่อมีรายงานว่าเขาถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยในคดีของศาลจังหวัดสระบุรี จำนวน 12 คดี อาทิ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธต่อคณะกรรมการสรรหาว่า ไม่เคยทราบ หรือได้รับแจ้งว่าถูกฟ้องร้องคดี และไม่ได้ขึ้นศาล

มาที่ "พีระศักดิ์" แม้ไม่มีคดีความ แต่ในยุคหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยคุมกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ เขาเป็นหนึ่งในข้าราชการ ที่ไปอวยพรวันเกิดคนในตระกูลชิดชอบ ทั้ง "ปู่ชัย" ชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และ "เนวิน ชิดชอบ" ผู้มีบารมีนอกภูมิใจไทย ถึงบ้านใหญ่ที่บุรีรัมย์

อาจเป็นเพราะชีวิตราชการเติบโตจากจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นทั้งรองผู้ว่าฯ- ผู้ว่าฯ ขึ้นสูงสุดเป็นอธิบดีกรมที่ดินช่วงสั้นๆ ก่อนจะถูกลดชั้นมาเป็นทั้งผู้ตรวจราชการ-ผู้ว่าฯในยุครัฐบาลเพื่อไทย

หาก "พีระศักดิ์" ขึ้นแท่นได้เป็น กกต. งานนี้ภูมิใจไทย ที่ปัจจุบันมี "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค อาจต่อสายตรง กกต. ได้ไม่ยาก ฝั่งผู้เข้าชิง กกต.จากสายศาลฎีกา ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาส่งคนเดิมคือ "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี" และ "ปกรณ์ มหรรณพ"

ทั้งที่ "ฉัตรชัย" และ "ปกรณ์" อยู่ในชุดที่ถูก สนช.คว่ำ

แต่ท้ายที่สุดทั้ง "ฉัตรไชย-ปกรณ์" ก็ถูกใส่ตะกรห้ากลับมาเข้าสู่การนั่งเก้าอี้ กกต.ใหม่อีกครั้ง

จาก 7 ว่าที่ กกต.ที่ถูก สนช. "เท" เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ มีคอนเน็กชั่นเกี่ยวพันกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม อย่าง "ฐากร ตัณฑสิทธิ์" เลขาธิการ กสทช. และ "ประชา เตรัตน์" ใกล้ชิด "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

สู่ 7 ว่าที่ กกต.ชุดใหม่ ซึ่งมีชื่อ พล.อ.ฉัตรชัยเข้ามาเกี่ยวข้อง บวก บางรายมีปัญหาคดีความ

ทั้งที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดคุณสมบัติ กกต.ต้องมีความสุจริต เที่ยงธรรมเป็นที่ประจักษ์...เป็นสเป็กขั้นเทพ

'ไมค์เทวดา-นาฬิกาเทพ' เรื่องราวที่ไม่เคยตายจาก - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

เรียกได้ว่าเหยียบเบรกดังเอี๊ยด! ทีเดียว หลังคณะรัฐมนตรีมีมติให้ไปทำ งบประมาณในการจัดทำรัฐสภาแห่งใหม่งบประมาณ 8,135.56 ล้านบาท ซึ่งเป็น งบประมาณในส่วนของระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเสียงทักท้วงถึงความโปร่งใสมาแล้ว

แต่ที่ดูเหมือนจะสร้างความตกตะลึงมากที่สุดคือการที่ "สรรเสริญ แก้วกำเนิด" ออกมาระบุว่า "ในที่ประชุม นายกฯ ฟัง ความเห็นของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจึงยังไม่อนุมัติงบ แล้วจึงให้กลับไปทบทวนใหม่ ซึ่งนายกฯ ระบุว่า ยอมไม่ได้กับเรื่องไมโครโฟน 1.2 แสนบาท และนาฬิกา 7 หมื่นบาท"

ทำให้คนสงสัยว่า "ไมค์เทวดา" อะไรกัน ทำไมถึงราคาเป็นแสน หรือ "นาฬิกาเทพ"จากไหนถึงได้ราคามหาโหดขนาดนั้น รวมไปถึงความจำเป็นของการต้องใช้อุปกรณ์ขนาดนั้นเชียวหรือ

ถึงนาทีนี้แม้เรายังไม่เห็นสเปกของ "ไมค์เทวดา-นาฬิกาเทพ" แต่สิ่งที่เรา พบคือ เรื่องราวแบบนี้ไม่เคยหายไปจาก สังคมไทย และเรื่องราวเช่นนี้เคยมีมาซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

"ไมค์เทวดา" นั้นหากยังไม่ลืมกันก็เคยมีเรื่องมีราวเป็นข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง

โดยครั้งนั้นเกิดขึ้นในปี 2557 เมื่อรัฐบาลเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ มี "ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล"

เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีพบว่ามีการปรับปรุงห้องประชุมคณะรัฐมนตรี และหนึ่งในครุภัณฑ์ที่ถูกจับตาคือ "ระบบเครื่องเสียง" ที่ว่ากันว่า "ไฮเทค" โดยเฉพาะไมโครโฟน ตกราคาตัวละ 145,000 บาท ใช้ทั้งหมด 89 ตัว และหากคิดทั้งระบบจะอยู่ที่ 37 ล้านบาท

เท่านั้นก็ถูกขุดคุ้ยว่าการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้โปร่งใส หรือคุ้มค่าหรือไม่ และยิ่งเมื่อไปพบว่าไมค์รุ่นดังกล่าวคือไมโครโฟนยี่ห้อ BOSCH รุ่น DCNM-MMD ราคาในท้องตลาดอยู่ที่ชุดละ 99,000 บาทเท่านั้น

โดยสเปกของ "ไมค์เทวดา" แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลในขณะนั้นระบุว่า "เสียงชัดใส ป้องกันเสียงรบกวน เป็นได้ทั้งไมค์ธรรมดาและเป็นแบบพิเศษ คือ สามารถเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นระบบบันทึกข้อมูล ที่สำคัญมีระบบล็อกข้อมูลและการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลด้วย โดยมีซอฟต์แวร์พิเศษควบคุมการทำงาน ส่วนหน้าจอที่เห็นมีขนาด 7 นิ้ว มีลำโพงในตัว เป็นระบบสัมผัส โดยจะเป็นระบบแอนดรอยด์พิเศษของบริษัทเอง ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเข้าชมเว็บไซต์หรือท่องอินเทอร์เน็ตได้ ส่งต่อข้อมูลถึงกันได้ผ่านหน้าจอดังกล่าว นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมประชุมดูเว็บไซต์อยู่ที่หน้าจอแล้ว ประธานการประชุมต้องการแสดงรูปภาพ หรือนำเสนองาน ผ่านไฟล์ ก็สามารถกดแทรกขึ้นหน้าจอของทุกเครื่องได้"

แต่แน่นอนคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความจำเป็นยังโหมกระหน่ำไม่หยุด เรื่องราวสุดจะทัดทาน เมื่อกระแสโหมกระหน่ำจน "มณฑล สุดประเสริฐ" อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้รับผิดชอบการปรับปรุงต้องออกมาชี้แจงว่า ยังไม่ได้เซ็นสัญญา และยังไม่ได้จ่ายเงินล่วงหน้า 15% ตามที่ระบุไว้ในเอกสารประกวดราคา นอกจากนี้ยังได้ต่อรองราคาจาก 1.4 แสน เหลือเพียง 94,250 บาท

เรื่องราวไม่จบง่ายๆ เพราะแม้จะชี้แจงว่ายังไม่เซ็นสัญา แต่กลับพบว่ามีการติดตั้งแล้ว จนกระอักกระอ่วนกันถ้วนหน้า ไม่ทราบว่าใครพูดจริงใครพูดเท็จ ไม่ทราบว่าบริษัทเข้าไปติดตั้งได้อย่างไรเมื่อยังไม่มีการอนุมัติ สุดท้ายทางบริษัทก็ต้องมาถอดออกไป

ขณะที่มีคนไปร้อง ป.ป.ช. ว่า "ม.ล.ปนัดดา" ในฐานะปลัดสำนักนายกฯ ต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่สุดท้ายก็มีการระบุว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาล และมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนอธิบดีกรมโยธาธิการในขณะนั้น ก่อนที่เรื่องจะเงียบหายไปกับสายลม

เช่นเดียวกับ "นาฬิกาเทพ" ก็ใช่ว่าเพิ่งปรากฏมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน

เพราะเมื่อปี 2556 ก็เคยมีมาแล้วโดยเกิดที่รัฐสภา ซึ่งขณะนั้นอยู่ในรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการระบุว่ารัฐสภาได้จัดซื่อนาฬิกาแขวนผนัง จำนวน 200 เรือน มูลค่า 15 ล้านบาท หารแล้วตกเรือนละ 75,000 บาท เท่าครั้งนี้ไม่มีผิด ซึ่งยังไม่แน่ใจ ว่าเป็นแบบเดิมหรือไม่

โดย "นุกูล สัญฐิติเสรี" รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในขณะนั้นชี้แจงว่า งบประมาณทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการควบคุมเวลาและการบริหารเวลาภายในรัฐสภาทั้งระบบ โดยก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรประสบปัญหาในการนัดหมายเวลากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากนาฬิกาในห้องประชุมแต่ละห้องเดินไม่ตรงกันและบางเรือนไม่เดิน ทำให้การบริหารเวลาเกิดความผิดพลาด สำนักงานเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎรจึงได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการระบบนาฬิกาของรัฐสภาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

เขาอธิบาย "สเปกเทพ" ว่า "สามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมและระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งสัญญาณเวลาให้แก่นาฬิกาเครื่อง ลูกข่ายทั้งหมด รวมถึงมีการแบ็กอัพระบบเวลาให้แก่ชุดควบคุมนาฬิกาหลักให้สามารถรักษาเวลาต่อเนื่องในกรณีไฟฟ้าดับได้ไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ งบประมาณดังกล่าว ยังรวมถึงคอมพิวเตอร์ แอพพลิเคชั่น และระบบ การเชื่อมต่อกับมาตรฐานเวลาในระบบของสำนักมาตรวิทยา กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ อุปกรณ์และระบบการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ ใช้สายใยแก้วนำแสงไฟเบอร์ออพติก สำหรับเชื่อมโยงระหว่างอาคารที่มีความเสถียรสูง ระบบการติดตั้ง ระบบไฟฟ้าและสายสัญญาณ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ระบบนาฬิกานี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป กลุ่มทวีปอเมริกาเหนือ และญี่ปุ่น ในประเทศไทยมีการใช้ที่สถาบันมาตรวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ"

สเปกขนาดนี้หลายคนเปรียบเทียบว่าเป็น "นาฬิกานาซา" ใช้เทียบเวลาปล่อยยานอวกาศ

อย่างไรก็ตาม มีการตรวจสอบต่อมาว่า นาฬิกาที่จัดซื้อในครั้งนั้นเป็นนาฬิกาประเภทจอแอลซีดีดิจิทัล ยี่ห้อ Bodet รุ่น Cristalys Ellipse จากประเทศอังกฤษ ราคาเรือนละ 490 ยูโร (ไม่รวมภาษี) หรือประมาณ 20,310 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 41.45 บาท ในขณะนั้น)

แต่สุดท้ายในปี 2559 ก็มีการถอดนาฬิกาดังกล่าวออก เพราะใช้การไม่ได้ตามปกติ ขณะในด้านการตรวจสอบ ทาง ป.ป.ช.ก็ยังไม่มีผลใดๆ ออกมา ส่วนการตรวจสอบของทางสภาเองก็เอาผิดใครไม่ได้เช่นกัน

เรื่อง "นาฬิกา-ไมคฺ์" จึงไม่ใช่เรื่องใหม่พอๆ กับการหาตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ก็ยังคงเป็นปกติของสังคมไทย

ล่าสุด "วิลาศ จันทรพิทักษ์" ยังออกมาเปิดเผยอีกว่า โครงการจัดสร้างรัฐสภาจะซื้อโทรทัศน์ยี่ห้อหนึ่งขนาด 65 นิ้ว จากการเดินสำรวจในท้องตลาด ราคาไม่เกิน 50,000 บาท แต่กลับมีการตั้งงบประมาณไว้ที่ 170,000 บาท แพงกว่าถึง 3 เท่าตัว

นี่แค่สิ่งที่เราสามารถพบเห็นและรับรู้ได้ ยังมีอย่างอื่นอีกมากในระบบ "จัดซื้อจัดจ้างจัดงบประมาณ" แบบไทยๆ และแน่นอนก็คงเอาผิดใครไม่ได้เหมือนที่เคยเป็นมา ยังดีที่งานนี้รัฐบาลไม่อนุมัติผ่านไปง่ายๆ แต่ก็น่าถามว่า "ใครกัน...ตั้งงบประมาณแบบนี้"

คอลัมน์ ทันสถานการณ์: รัฐธรรมนูญอย่างเดียวปราบโกงไม่ได้ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

นายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ "รัฐธรรมนูญ ปราบโกงจะสัมฤทธิผลได้จริงหรือไม่" โดยมั่นใจว่า ลำพังรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถปราบโกงได้ เพราะเป็นเพียงตัววางกลไกป้องกันและปราบปรามเท่านั้น แต่ทำได้เพียงอย่างเดียวคือ การป้องกันคนโกงไม่ให้เข้ามาสู่การเมืองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้กระจายการทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริต ส่วนใหญ่ บัญญัติมาให้สิ้นสุดที่ศาล ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการตีบตันและเกิดวิกฤตได้

บทความ: พ.ร.บ.ภาษีที่ดินมิติใหม่กฎหมายไทย - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์

นายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์และพันธมิตร

เรื่องนี้นับว่าเป็นอีกจุดชี้วัดความพร้อมของสังคมไทยในการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริงจากการที่มีแนวคิดในการออกกฎหมาย "พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" กันต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน รัฐบาลหลายสมัยไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดเป็นผลสำเร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบของสังคมไทยในอดีตที่ผ่านมา มาถึงวันนี้สภาพสังคมและเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นยุคแห่ง Economic Transformation ซึ่งหมายถึงกระบวนการแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจในมิติและองค์ประกอบต่างๆ จะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเป็นชิ้นๆ เหมือนอะไหล่รถยนต์ แต่จะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบูรณาการ

เราคุ้นเคยกันดีกับคำว่า "ยกเครื่อง" มองบริบทของผลกระทบในลักษณะรอบด้าน ยกตัวอย่างเช่น ภาษีสามารถส่งผลกระทบกับความปลอดภัย จะมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้อย่างไร ซึ่งความยากง่ายของการออกกฎหมายจะไม่ใช่ว่าจะเก็บภาษีได้เงินมากขึ้นหรือน้อยลง เป็นเป้าประสงค์สำคัญ หากแต่เป็นเรื่องของการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาประเทศในหลากหลายมิติอย่างลึกซึ้ง เช่น การสร้างให้เกิดความมีส่วนร่วมของภาคสังคมและประชาชน ในการบริหารการคลังของแต่ละท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นของตนเองเป็นต้น

ดังนั้นการทำงานในชั้นของการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จึงได้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ ในหลากหลายมิติดังกล่าว รวมถึงการดำเนินการพิจารณาตามหลักการของความมีส่วนร่วมในภาคประชาชน โดยจัดให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นต่อประชาชนและนำมาประกอบการเคลื่อนไหวในทุกขั้นตอน เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้มีคุณภาพ เกิดความโปร่งใส สร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความรับผิดชอบให้กับรัฐ ร่วมกับประชาชน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ

ขณะนี้การพิจารณาดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลง ตามกรอบเวลาที่ได้ขอทำงาน โดยหลักการสำคัญผมได้มีส่วนในการนำเสนอเพื่อพิจารณานั้นจะเน้นถึงการ 1. สร้างกฎหมายที่เป็นคุณต่อการพัฒนาให้เกิดผลผลิตที่ดีต่อประเทศชาติ มุ่งเน้นให้ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ เช่น การกระตุ้นให้เกิดการนำอสังหาริมทรัพย์มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ครอบครองซึ่งจะส่งผลถึงการก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตามมา

2. กฎหมายยุคใหม่จะต้องเป็นการพิจารณาร่วมกันระหว่างรัฐและภาคประชาชน เพื่อให้เกิดความมีส่วนร่วมยอมรับและปฏิบัติ (ประเทศไทยมีกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถนำไปสู่ภาคการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายได้ เราไม่ต้องการให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเช่นนั้น) และเป็นการบริหารจัดการแรงเสียดทานที่ส่งผลมาจากอดีต รวมถึงการสร้างความเข้าใจอันดี ดังปรัชญาของพ่อหลวงที่เคยสอนเราไว้ว่า. ขาดทุนคือกำไร

3. การออกกฎหมาย จำเป็นจะต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่สอดคล้องต่อกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นการกำหนดอัตราการจัดเก็บต่างๆ และมาตรการบรรเทาจะต้องสอดคล้องต่อสภาวการณ์ในภาคเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

4. จะต้องทำการศึกษาผลกระทบให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมใดก็ตาม เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ยุติธรรมและสอดรับกับธุรกิจนั้นๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นหน่วยเล็กที่สุดของประเทศ เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่เขา

5. ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆจะต้องอยู่ในหลักของการเคารพในสิทธิส่วนบุคคล ตามหลักประชาธิปไตย การกำหนดบทลงโทษต่างๆ ก็จะอยู่ในกรอบของหลักรัฐธรรมนูญ 6. จะต้องเป็นกฎหมายที่ทันสมัย มาตราต่างๆต้องเป็นไปตามแนวทางแห่งความสร้างสรรค์เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา มิใช่เป็นการไปลดทอนหรือเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตหรือทำธุรกิจของประชาชน 7. จะต้องเป็นกฎหมายที่ออกแบบใหม่เพื่อไปแก้จุดอ่อนของกฎหมายฉบับเก่าอย่าง มีประสิทธิภาพ เช่น การลดโอกาสในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐอันจะนำไปสู่การประพฤติมิชอบ คอร์รัปชัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำร้ายประชาชน (ซึ่งเรื่องนี้จะต้องเป็นการทำงานร่วมกันทั้งฝ่ายรัฐและภาคสังคมประชาชนจะต้องเข้ามาร่วมกันตรวจสอบ เช่นในรูปแบบทั้งการจัดตั้งสภาประชาชนอย่างเป็นระบบและในรูปแบบ Watch Dogs)

8. จะต้องมีการช่วยกันร่วมมือกันจากทางภาคประชาชน ในการให้ความร่วมมือช่วยกันสะท้อนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ แนะนำตักเตือน ช่วยเหลือในการตั้งข้อสังเกตที่จะเป็นประโยชน์ต่อการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของรัฐแต่ฝ่ายเดียว (ซึ่งที่ผ่านมาเราคิดเช่นนั้นจึงมีกฎหมายจำนวนมากที่ออกมาแล้วเป็นสิ่งที่ท่านไม่พึงประสงค์ แล้วก็มานั่งตำหนิต่อว่ากันซึ่งไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อประเทศชาติเลย เปลี่ยนจากคำตำหนิมาเป็นช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาจะเป็นคุณูปการยิ่งต่อประเทศชาติ)

และไม่ว่าจะมีการพิจารณาอย่างรอบด้านประการใดก็ตามก็ยังเกิดโอกาสที่จะมีข้อผิดพลาดบกพร่อง ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่จะต้องช่วยกันแก้ไขพัฒนากันต่อไปในอนาคต เราจะต้องมุ่งเน้นในการวางแนวทางจากจุดเริ่มต้นให้ตรงไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจน

ซึ่งที่ผมกล่าวนี้ ขั้นตอนลำดับถัดไปที่สำคัญคือการตรากฎหมายลูก กฎข้อบังคับอื่นๆมาเป็นกติกาในการกำกับดูแล ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังคงต้องมีความร่วมมือกันอย่างดี ต่อเนื่องจากภาคสังคม และปัจจัยที่สำคัญยิ่งอีกประการคือ การนำเสนอสื่อสารผ่านสื่อมวลชนตามหลักการ จรรยาบรรณของสื่อสารมวลชนที่จะต้องช่วยกันส่งสารอย่างถูกต้อง ส่งเสริมสนับสนุนสังคมให้เป็นสังคมที่มีอารยชน เป็นสังคมใหม่แห่งความหวังที่จะนำประเทศชาติไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ยืนอยู่ในสังคมโลกได้อย่างสง่างาม

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประวัติศาสตร์กฎหมายภาษีของไทยที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของประชารัฐอย่างแท้จริงกันเถิดครับ

"ขั้นตอนลำดับถัดไปที่สำคัญคือการตรากฎหมายลูกกฎข้อบังคับอื่นๆมาเป็นกติกาในการกำกับดูแล ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังคงต้องมีความร่วมมือกันอย่างดี"