You are here

CG and corruptions News - 2 October 2017

คอลัมน์ เขียนให้คิด: บริษัทใหญ่กับอำนาจรัฐ : ข้อคิดจากเกาหลีใต้ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: ความไว้วางใจกับงานธนาคารกลาง - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: Citizen Feedback ในปากีสถาน - โพสต์ทูเดย์

ธปท.ปิ๊งดึงวัดใช้คิวอาร์โค้ด รับบริจาคเงินออกใบอนุโมทนาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ทันที ลดหย่อนภาษี - โพสต์ทูเดย์

ค้านยื่นดาบศาลรธน.สั่งจำคุกได้ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

2.2 หมื่น ล.ยันไม่พบทุจริต 'บิ๊กฉัตรชัย' แจงโครงการ 9101 - ประชาชาติธุรกิจ

กต.ถกถอนพาสปอร์ต'ปู'ถือครอง2เล่ม - แนวหน้า

หวั่นสอดไส้พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจ เร่งประชาพิจารณ์กันซ่อนเร้น เลิกห่วง'แอบเอาหุ้นออกขาย' - เดลินิวส์

"อควาเรียมสองทะเล" ละเลงงบกว่า1,400ล้าน สร้างนาน10ปีไม่เสร็จ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

สาวทีมชาติร้องป.ขรก.รีด20ล้าน อ้างอพาร์ตเมนต์ผิดแบบยันทำตามขั้นตอนเทศบาล - คม ชัด ลึก

ขรก.จวก'จเร'สร้างภาพ กลบเกลื่อนความผิดตัว - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจ อดีตเลขาธิการสภาฯ ล้างบางวิถีโกง ขรก.ต้องอย่าร่วมมือ - โพสต์ทูเดย์

'ยิ่งลักษณ์' ติดคุก ต่อลมหายใจ 'เพื่อไทย' - โพสต์ทูเดย์

ยิ่งลักษณ์จบแล้ว ฉากต่อไปนโยบายจำนำข้าว - ไทยโพสต์

A small battle WONin the war on graft - THE NATION

Column INQUIRY LINES: The man charged with fixing temple graft - BANGKOK POST

บทบรรณาธิการ: ทำไมคดีทุจริตในรัฐสภาไม่คืบ - แนวหน้า

คอลัมน์ 1 ความคิด: ทุจริตเงินทอนวัดควรเลิกอุดหนุนพระเกินพอเพียง - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา

คอลัมน์ เลาะเลียบคลองผดุงฯ: ขบวนการโกงสอบยังไม่ตาย - ข่าวสด

คอลัมน์ ข่าวสั้น: ประหารอดีตประธานปิโตรเวียดนาม - ข่าวหุ้น

คอลัมน์ ข่าวสั้นต่างประเทศ: ดูแตร์เตยันไม่ร่วมมือให้ตรวจสอบ - มติชน

คอลัมน์ เขียนให้คิด: บริษัทใหญ่กับอำนาจรัฐ : ข้อคิดจากเกาหลีใต้ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

บัณฑิต นิจถาวรกรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(IOD)

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมเกาหลีใต้ได้ตัดสินคดีทุจริตคอร์รัปชันลงโทษนายลี แจยอง อายุ 49 ปี รองประธานบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ และอันดับ 15 ของโลก ในข้อหาการให้สินบนผ่านผู้ใกล้ชิดประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐให้สนับสนุนข้อเสนอการควบรวมบริษัทในกลุ่มธุรกิจของซัมซุง ซึ่งต้องการเสียงสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐที่ถือหุ้นบริษัทที่จะถูกควบรวม ผลการตัดสินของศาลทำให้รองประธานบริษัทซัมซุง ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับที่ 40 ของผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกโดยนิตยสารฟอร์บส์ มีทรัพย์สินส่วนตัวกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องโทษจำคุกเป็นเวลาห้าปี แสดงถึงความเข้มแข็งของระบบยุติธรรมเกาหลีใต้ที่สามารถจับปลาตัวใหญ่ที่ทุจริตคอร์รัปชันให้เห็นเป็นประจักษ์ จับกุมทั้งผู้ให้และผู้รับ คือ นายลี แจยอง ในฐานะผู้ให้ ที่เป็นบริษัทเอกชน และนางปาร์ค กึนเฮ อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในฐานะผู้รับ ปัจจุบันนางปาร์ค กึนเฮ อยู่ระหว่างการถูกควบคุมตัวเพื่อรอคำตัดสินของศาลในข้อหาเดียวกัน

การให้สินบนที่เกิดขึ้นเป็นการให้และรับสินบนผ่านตัวกลาง คือ เพื่อนสนิทของประธานาธิบดี ชื่อ นางชอย ซุนซิล โดยผู้ให้ใช้วิธีบริจาคเงินให้กับมูลนิธิสองมูลนิธิที่อยู่ในการควบคุมของนางชอย ซุนซิล ประโยชน์ที่ผู้ให้สินบนจะได้ก็คือ ถ้าการควบรวมบริษัททำสำเร็จ อำนาจการควบคุมธุรกิจของสองบริษัทนี้ก็จะอยู่ในมือของตระกูลลี ศาลเกาหลีใต้มองว่าการบริจาคเงินดังกล่าวคือการให้สินบน เพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ และในฐานะที่นายลี แจยอง เป็นหัวหน้ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทซัมซุง ก็จะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการควบรวม จึงลงโทษดำเนินคดีทั้งผู้ให้และผู้รับ

การตัดสินคดีนี้แสดงให้เห็นความเด็ดขาดของระบบยุติธรรมเกาหลีใต้ที่เอาจริงกับการทุจริตคอร์รัปชันอย่างไม่เว้นหน้า ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตระหว่างผู้นำอันดับหนึ่งของภาคธุรกิจของประเทศ กับผู้นำอันดับหนึ่งด้านการเมืองคือประธานาธิบดี นอกจากนี้ คดีก็แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่การทุจริตคอร์รัปชันจะเกิดขึ้นได้ง่าย แม้โดยผู้คนในระดับสูงของประเทศ โดยเฉพาะระหว่างบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่และรัฐบาลที่มีอำนาจตัดสินใจหรือออกนโยบาย เพื่อเอื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เป็นการบิดเบือนและหาประโยชน์จากการใช้อำนาจตามหน้าที่ เป็นตัวอย่างของการทำผิดกฎหมายในระดับผู้นำทั้งภาคการเมืองและภาคธุรกิจ จึงถูกจับกุมลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง

กรณีนี้ให้ข้อคิดที่สำคัญหลายข้อเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในบ้านเรา

หนึ่ง คือ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่กับนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจทางการเมือง สามารถสร้างความเสี่ยงให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้ตลอดเวลา เพราะเป็นเรื่องของการใช้อำนาจที่สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ เช่น ให้สินบนเพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการของหน่วยราชการที่จะเลือกปฏิบัติเพื่อสร้างประโยชน์หรือความได้เปรียบให้กับนักธุรกิจที่ให้สินบน เช่น กรณีของบริษัทซัมซุง หรือในรูปการหาประโยชน์จากนโยบายที่รัฐกำลังดำเนินการโดยเสนอตัวเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แต่มีวาระแอบแฝงที่จะใช้นโยบายของรัฐดังกล่าวหาประโยชน์ให้กับธุรกิจของตน เหมือนหวังดีเข้าช่วยเหลือ แต่จริงๆ ต้องการหาประโยชน์จากการเข้าช่วยเหลือ

อีกรูปแบบ คือ การล็อบบี้เพื่อให้การดำเนินนโยบายหรือการปฏิบัติตามหน้าที่ของหน่วยราชการเป็นประโยชน์หรือลดผลกระทบทางลบที่จะมีต่อบริษัทหรือธุรกิจของตน เทียบกับบริษัทอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ พยายามใช้อิทธิพลความใหญ่โตของธุรกิจสร้างสิทธิหรือความเป็นพิเศษให้กับธุรกิจ หรือแม้แต่ครอบครัวของตน ผ่านการวิ่งเต้น ล็อบบี้ทำกันเป็นระบบ แบบลับๆ ไม่ให้ใครรู้ ทั้งผ่านนักการเมืองที่กำหนดนโยบาย หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่กำกับดูแลการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองหรือบริษัท เช่น เลี่ยงภาษี ต่ออายุสัญญาโดยเงื่อนไขที่รัฐเสียเปรียบ เข้ารับโอนกิจการภาครัฐโดยวิ่งเต้นให้เกิดการแปรรูป หรือให้เกิดการให้เช่าสิทธิในทรัพย์สินของรัฐเพื่อทำธุรกิจ วิ่งเต้นไม่ให้ถูกลงโทษจับกุมในกรณีทำผิด เช่น ทำความเสียหายต่อชุมชนสิ่งแวดล้อม แรงงาน ทุจริตคอร์รัปชัน ผลคือจะเกิดสังคมธุรกิจแบบสองระบบซ้อนกัน

หนึ่ง ระบบพิเศษสำหรับบริษัทที่สามารถเข้าถึง วิ่งเต้น ต่อรองกับผู้มีอำนาจทางการเมือง เพื่อขอประโยชน์หรือไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ และ สอง ระบบปกติที่ว่ากันไปตามกฎระเบียบที่บริษัททั่วไปต้องปฏิบัติ การล็อบบี้แบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลกในประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง ถือเป็นความเสี่ยงด้านคอร์รัปชันที่มีผลรุนแรงต่อการแข่งขันและต่อการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไมบริษัทบางบริษัทจึงมีอำนาจมากในเรื่องแบบนี้ คำตอบก็คือ หนึ่ง จากความใหญ่ของธุรกิจที่ทำให้ฝ่ายการเมืองเกรงใจ เพราะบริษัทมีบทบาทมากต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น กรณีบริษัทซัมซุงที่เป็นบริษัทอันดับหนึ่งของประเทศ มีสัดส่วนกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกของประเทศ และมีมูลค่าตลาดกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ สอง จากอำนาจเงินที่มาจากความร่ำรวยของเจ้าของธุรกิจ ความร่ำรวยเป็นอำนาจที่ทำให้เกิดบารมี เพราะเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง แม้อำนาจทางการเมือง

สาม จากที่บริษัทเหล่านี้มีเครือข่ายที่ทำการล็อบบี้เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทอย่างเป็นระบบ การล็อบบี้ไม่ได้หมายเพียงการสร้างอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐในทิศทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ แต่รวมถึงการควบคุมความเข้าใจของสังคมในเรื่องต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อภาพลักษณ์และการทำธุรกิจของบริษัท ให้ประชาชนลืมเรื่องที่ไม่ดีของบริษัท เปลี่ยนความคิดสังคมให้มานึกถึงแต่เรื่องที่บริษัทดูดีโดยใช้กลไกการสื่อสารและสื่อมวลชนสาธารณะทำหน้าที่ชักจูงแนวคิดสังคมให้เป็นประโยชน์ต่อบริษัท

จัดตั้งกลุ่มมวลชนหรือกลุ่มเพื่อนใน Social Media ขึ้นมาสนับสนุนท่าทีของบริษัท สร้างความน่าเชื่อถือโดยใช้บุคคลที่สาม รวมถึงสถาบันวิจัย บริษัทที่ปรึกษาอิสระมาให้ความเห็นให้บริษัทดูดี เหล่านี้คือรูปแบบการล็อบบี้ที่พยายามควบคุมความเข้าใจของสังคม

สอง กรณีเกาหลีใต้ชี้ว่ากระบวนการยุติธรรมและความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมายสำคัญมากต่อการแก้คอร์รัปชัน สามารถนำไปสู่การจับปลาตัวใหญ่ ทั้งผู้ให้และผู้รับที่ทำการทุจริต การจับปลาใหญ่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของประเทศประสบความสำเร็จ เพราะถ้าผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นคนใหญ่คนโตของสังคม รู้กันว่ารวยมาจากการทุจริตแต่ไม่ถูกลงโทษ สังคมก็จะไม่เชื่อว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของประเทศจะแก้ไขได้ กรณีเกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในสี่ประเทศในเอเชีย นอกจากสิงคโปร์ ฮ่องกงและไต้หวัน ที่สามารถลดทอนการทุจริตคอร์รัปชันลงได้ และทั้งสี่ประเทศก็เน้นการจับปลาใหญ่เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรมของสังคมที่มองว่าคอร์รัปชันแก้ไม่ได้ โดยนำผู้ทำผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง ไม่ละเว้น แม้จะเป็นคนใหญ่คนโตของประเทศ ทำให้สังคมเห็นว่าการปราบคอร์รัปชันกำลังทำอย่างจริงจังเพื่อเปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรมของสังคมเรื่องคอร์รัปชัน

สาม กรณีเกาหลีใต้ชี้ว่า กระแสความไม่พอใจของภาคประชาชนต่อการทุจริตคอร์รัปชันมีความสำคัญมากต่อการแก้ไขปัญหา เริ่มจากการยืนหยัดของประชาชนที่รักความเป็นธรรมที่จะเปิดโปงและดำเนินการให้มีการเอาผิดนักธุรกิจและผู้บริหารประเทศที่ทุจริต ขยายผลโดยการเข้าร่วมของสื่อมวลชน ของนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่นำไปสู่การไต่สวนเอาผิดประธานาธิบดี จนต้องออกจากตำแหน่งและถูกจับกุมลงโทษ แสดงให้เห็นว่าการยืนหยัดเอาจริงของภาคประชาสังคมที่ไม่ยอมกับความไม่ถูกต้องสามารถนำสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สังคมอยากเห็นได้

อันนี้เป็นความภูมิใจของคนเกาหลีใต้ และกระแสนี้ก็ทำให้ระบบยุติธรรมเกาหลีใต้ต้องทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง นำมาสู่การตัดสินลงโทษบุคคลชั้นนำของสังคม และแม้แต่ประธานาธิบดีคนใหม่ก็ไม่กล้าที่จะใช้อำนาจประธานาธิบดีที่มีตามกฎหมายเข้าแทรกแซงโดยการอภัยโทษอย่างที่เคยเกิดขึ้น ทุกคนตระหนักถึงความถูกต้องของระบบยุติธรรมที่ต้องช่วยกันรักษาไว้ให้เป็นระบบที่ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคภายใต้ตัวบทกฎหมายเดียวกัน

นี่คือเกาหลีใต้ที่ควรต้องศึกษาเรียนรู้และนำมาเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหา.

"การล็อบบี้เพื่อให้การดำเนินนโยบายหรือการปฏิบัติตามหน้าที่ของหน่วยราชการเป็นประโยชน์หรือลดผลกระทบทางลบที่จะมีต่อบริษัทหรือธุรกิจของตน เทียบกับบริษัทอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบพยายามใช้อิทธิพลความใหญ่โตของธุรกิจสร้างสิทธิหรือความเป็นพิเศษให้กับธุรกิจ หรือแม้แต่ครอบครัวของตน ผ่านการวิ่งเต้น ล็อบบี้ ทำกันเป็นระบบแบบลับๆ ไม่ให้ใครรู้ ทั้งผ่านนักการเมืองที่กำหนดนโยบาย หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่กำกับดูแลการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองหรือบริษัท เช่น เลี่ยงภาษี ต่ออายุสัญญาโดยเงื่อนไขที่รัฐเสียเปรียบเข้ารับโอนกิจการภาครัฐโดยวิ่งเต้นให้เกิดการแปรรูป หรือให้เกิดการให้เช่าสิทธิในทรัพย์สินของรัฐเพื่อทำธุรกิจ วิ่งเต้นไม่ให้ถูกลงโทษจับกุมในกรณีทำผิด เช่น ทำความเสียหายต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม แรงงาน ทุจริตคอร์รัปชันผลคือจะเกิดสังคมธุรกิจแบบสองระบบซ้อนกัน"

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: ความไว้วางใจกับงานธนาคารกลาง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ดร.บัณฑิต นิจถาวรbandid.econ@gmail.com

ปลายเดือนที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากผู้จัดงาน National Asset and Liability Management Asia ซึ่งเป็นการประชุมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินของประเทศ จัดที่สิงคโปร์ ให้เป็นองค์ปาฐกงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปี ซึ่งผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารเงินสำรองทางการและหนี้สาธารณะจากธนาคารกลางและหน่วยราชการประเทศต่างๆและ มีผู้บริหารสินทรัพย์และผู้จัดการเงินลงทุนภาคเอกชนเข้าร่วมด้วย ที่ผู้จัดเชิญเพราะอยากให้ผมพูดถึงประสบการณ์และบทเรียนการทำงานของผมที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะนายธนาคารกลางที่เป็นที่รู้จัก ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมงาน

ซึ่งผมก็ตอบรับและได้ให้ข้อคิด เกี่ยวกับการทำงานในธนาคารกลางโดยเน้นประเด็นความสำคัญของความไว้วางใจ หรือ Trust ที่มีต่องานของธนาคารกลาง ซึ่งการพูดวันนั้นได้รับการตอบรับดี วันนี้เลยอยากนำข้อคิดเหล่านี้มาแชร์ให้แฟนคอลัมน์ "เศรษฐศาสตร์บัณฑิต" ทราบ

ความไว้วางใจ หรือ Trust เป็นประเด็น สำคัญมากในธุรกิจการเงิน รวมถึงงาน ของธนาคารกลาง ความไว้วางใจหมายถึง ความเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือจะได้รับ เป็นสิ่งที่ดี ซื่อตรง เชื่อถือได้และ มีประสิทธิภาพ ความเชื่อดังกล่าวสำคัญมาก ต่อธุรกิจการเงินและเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจการเงินสามารถเดินต่อหรือ เติบโตได้คือ ถ้าคนที่ติดต่อทำธุระหรือเป็นลูกค้ากับธนาคารหรือสถาบันการเงิน ไม่ไว้วางใจในวิธีการทำธุรกิจหรือในตัวธนาคารหรือสถาบันการเงิน ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็จะเติบโตยาก

ซึ่งสำหรับธุรกิจการเงิน ประเด็น ความไว้วางใจที่สำคัญคือ ภาระหน้าที่ หรือobligation ด้านการเงินที่สถาบันการเงินมีต่อลูกค้าตามพันธะกรณี ข้อตกลง หรือสัญญาที่มี ที่ธนาคารต้องปฏิบัติตามข้อตกลงหรือสัญญานั้นอย่างครบถ้วน ถูกต้องและตรงเวลา ไม่บิดพลิ้ว สำหรับธนาคารกลาง ความไว้วางใจสำคัญคือ ธนาคารกลางจะดูแล ให้เศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศเติบโตและมีเสถียรภาพ ซึ่งรวมถึง ป้องกันไม่ให้วิกฤติเกิดขึ้นในเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ ในทางปฏิบัติคือ ปลดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเกิดวิกฤติ ซึ่งที่สำคัญคือ ป้องกันไม่ให้ระบบเศรษฐกิจก่อหนี้ มากจนเกินความสามารถที่จะชำระคืนได้ ทั้งหนี้ภาครัฐและหนี้ภาคเอกชน

การก่อหนี้มากทำให้ประเทศใช้จ่ายเกินตัว นำมาสู่ปัญหาการขาดดุลการคลัง ดุลบัญชีเดินสะพัด ที่รุนแรงและเรื้อรัง จนประเทศอาจไม่สามารถชดเชยการขาดดุล ดังกล่าวได้ และเกิดเป็นวิกฤติในที่สุด ดังนั้นหน้าที่สำคัญของธนาคารกลางในการรักษาเสถียรภาพคือ ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจก่อหนี้ และใช้จ่ายเกินตัวจนเกินความสามารถที่จะชำระคืนและเกิดเป็นวิกฤติ

เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ความไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อธนาคารกลางและต่อสถาบันการเงินของประเทศก็จะหายไปทันที เพราะผู้ที่มีบทบาทหน้าที่กำกับดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ รวมถึงสถาบันการเงิน ไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวดีพอ จนเศรษฐกิจเกิดปัญหา ภาวะการสูญเสียความไว้วางใจนี้จะมี ต่อเนื่องจนกว่าผู้ทำนโยบายหรือธนาคารกลาง จะสามารถกู้สถานการณ์ แก้วิกฤติ และ นำเศรษฐกิจกลับมาสู่การขยายตัว และระบบการเงินกลับมาสู่ความมีเสถียรภาพ

หลังจากนั้น หน้าที่ของธนาคารกลางก็คือการกู้ศรัทธาหรือความไว้วางใจของประชาชนที่สูญหายไปให้กลับคืนมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าทำสำเร็จและเศรษฐกิจกลับมาขยายตัว ความไว้วางใจของประชาชนต่อธนาคารกลางก็จะกลับมาสูงขึ้น

ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากขึ้นจากการก่อหนี้ที่จะมีในรอบใหม่ที่อาจนำมาสู่การใช้จ่ายที่เกินตัว การเก็งกำไร สร้างความเสี่ยงที่วิกฤติเศรษฐกิจอาจจะกลับมาอีก ซึ่งถ้าธนาคารกลาง ไม่สามารถบริการจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อธนาคารกลางก็จะหมดลง อีกทันที

ในลักษณะนี้ เหมือนกับวิกฤติเศรษฐกิจที่มีขึ้นมีลงเป็นวัฏจักรคือ มีการขยายตัว เกิดเป็นวิกฤติ มีการชะลอตัวรุนแรง ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อธนาคารกลางก็มีลักษณะเป็นวัฏจักรเช่นกัน คือ มีขึ้นมีลง ความไว้วางใจต่อธนาคารกลางจะสูง ถ้าเศรษฐกิจเติบโตได้ดี และความไว้วางใจจะสูญหายไปถ้าวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ทำให้การทำหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ จึงมีผลโดยตรงต่อความไว้วางใจที่ประชาชนจะมีต่อธนาคารกลาง

ดังนั้น สำหรับนายธนาคารกลาง วัฏจักรความไว้วางใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ ถ้าประชาชนไม่ไว้วางใจ การทำหน้าที่ของธนาคารกลางก็จะยาก ขณะเดียวกัน การ เรียกคืนความเชื่อมั่นก็จะใช้เวลา ความ ไว้วางใจจึงเป็นเรื่องที่นายธนาคารกลางต้องตระหนักและระมัดระวังอยู่เสมอ

การกู้ศรัทธาและเรียกคืนความไว้วางใจที่ว่ายากและใช้เวลานั้นเป็นข้อเท็จจริง ที่ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีธนาคารกลาง หน่วยงานราชการ สถาบันการเงินหรือ แม้แต่บริษัทเอกชน เพราะความสำเร็จจะขึ้นอยู่ กับหลายเงื่อนไข ซึ่งสำหรับธนาคารกลาง เงื่อนไขสำคัญก็คือ

1. ธนาคารกลางต้องสามารถแก้ปัญหา วิกฤติที่เกิดขึ้นให้ได้ ให้เศรษฐกิจกลับมา ขยายตัวและระบบการเงินกลับมามีเสถียรภาพ นี่คือเงื่อนไขแรก

2. ธนาคารกลางต้องแสดงให้เห็นว่า จุดอ่อนต่างๆ ในการทำนโยบายหรือการกำกับ ดูแลสถาบันการเงินที่เป็นช่องว่างที่นำไปสู่การเกิดวิกฤติ ได้มีการแก้ไขปรับปรุงและ ปิดจุดอ่อนเหล่านี้แล้วจนมั่นใจได้ว่าจะไม่มีความอ่อนแอในลักษณะดังกล่าวที่จะเป็น เงื่อนไขให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีก เช่น มีการ ปรับปรุงระบบหรือกรอบการดำเนินนโยบายการเงินปรับปรุงระบบอัตราแลกเปลี่ยนและปรับปรุงระบบการตรวจสอบและกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์

3. การปฏิรูปต่างๆที่ได้ทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ได้มีการสื่อสารให้ประชาชนและผู้ร่วมตลาดทราบเพื่อสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการสื่อสารที่โปร่งใส ที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดรับชอบของธนาคารกลางในการทำหน้าที่ มีความเป็นอิสระในการ ทำหน้าที่ ปลอดจากอิทธิพลทางการเมือง สิ่งเหล่านี้คือประเด็นที่จะสร้างความมั่นใจและเรียกคืนความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อธนาคารกลางให้กลับคืนมา

ล่าสุด หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ปี 2007/2008 วิกฤติดังกล่าวได้ทำให้ความไว้วางใจ หรือ Trust ของธนาคารกลางในหลายประเทศลดถอยลง ทำให้การเรียกคืนความไว้วางใจ (Rebuilding trust) กลายเป็นพันธกิจสำคัญของธนาคารกลางในประเทศเหล่านี้

ในบางกรณี ปัญหาเรื่อง Trust ได้กลายเป็น ปัญหาใหญ่ เพราะธนาคารกลางยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นให้สำเร็จได้การปฏิรูประบบการเงินหรือนโยบายการเงินเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดวิกฤติในอนาคตก็มีความคืบหน้าน้อย ขณะที่การสื่อสารของ ธนาคารกลางก็ไม่สามารถสร้างความเข้าใจและความมั่นใจให้กับประชาชนได้ว่าเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศจะกลับมาเป็น ปกติได้เมื่อไร ช่องว่างเหล่านี้ทำให้ความไว้วางใจต่อการทำหน้าที่ของธนาคารกลางยังไม่ดีขึ้น เป็นเรื่องที่ธนาคารกลางเหล่านี้ ต้องพยายามต่อไปเพื่อเรียกความไว้วางใจของประชาชนให้กลับคืนมา

ทั้งหมดจึงเป็นอุทาหรณ์ว่าความไว้วางใจ ของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง ถ้าความไว้วางใจของ ประชาชนมีสูง ธนาคารกลางก็จะทำหน้าที่ได้อย่างค่อนข้างสบาย ทุกอย่างจะดูราบรื่น สามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ง่าย เพราะประชาชนเชื่อมั่น ตรงกันข้าม ถ้าความไว้วางใจ ต่อธนาคารกลางต่ำหรือมีน้อย ธนาคารกลาง ก็จะทำงานด้วยความยากลำบาก แม้เรื่องง่ายๆ ก็มีแรงต้าน เพราะประชาชนไม่ไว้วางใจ มีอคติ ไม่เชื่อถือ

เมื่อขาดความน่าเชื่อถือ ธนาคารกลาง ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ด้วยเหตุนี้การรักษาความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อธนาคารกลางจึงสำคัญมากต่อการทำหน้าที่ของธนาคารกลางให้ประสบความสำเร็จ

นี่คือข้อคิดที่ผมได้ให้ไว้กับนายธนาคารกลางรุ่นใหม่และผู้เข้าร่วมสัมมนาที่สิงคโปร์เมื่อปลายเดือนที่แล้ว

การรักษาความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อ ธนาคารกลางจึงสำคัญมากต่อการ ทำหน้าที่ของธนาคารกลางให้ประสบความสำเร็จ

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: Citizen Feedback ในปากีสถาน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

พิษณุ พรหมจรรยา

ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)phisanu@thai-iod.com

แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) ได้เริ่มดำเนินโครงการต้นแบบ Citizen Feedback สังคมดี๊ดี สองนาทีง่ายๆ เพื่อทดสอบระบบกับหน่วยราชการห้าแห่งมาได้สองอาทิตย์แล้ว ในเบื้องต้น ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากประชาชนที่มาใช้บริการภาครัฐ มีผู้สนใจ ทำการสแกน หรือถ่ายภาพ QR Code เพื่อร่วมทำแบบสอบถามออนไลน์สั้นๆ สำหรับการประเมินประสิทธิภาพ และความโปร่งใสของบริการที่ได้รับจากหน่วยงานภาครัฐเป็นจำนวนนับพันคนแล้ว

ผลของโครงการต้นแบบจะ รายงานโดยละเอียดหลังจากที่ จบโครงการระหว่างวันที่ 18 ก.ย.- 13 ต.ค.ไปแล้ว แต่ถ้าใครใจร้อนอยากทราบผลเบื้องต้นบางส่วนก่อน ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.easyfeedback.org

ในวันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเล่าถึงโครงการทำนองเดียวกัน ในประเทศปากีสถาน ซึ่งมีพัฒนา การที่น่าสนใจ และมีบางด้านที่ เราสามารถศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของ ประเทศไทยได้ จะว่าไปแล้ว ประเทศปากีสถานค่อนข้างก้าวหน้าในเรื่องการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประเมินบริการภาครัฐ เพราะมีการดำเนินการเรื่องนี้มาแล้วหลายปี และความสำเร็จของโครงการในประเทศปากีสถานก็เป็นหนึ่ง ในแรงบันดาลใจที่ช่วยจุดประกายให้ CAC พัฒนาโครงการลักษณะเดียวกันนี้ ขึ้นในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของปากีสถานเริ่มตั้งแต่ปี 2008 เมื่อผู้อำนวยการเขตแห่งหนึ่ง ในรัฐปัญจาบพยายามหาวิธีที่จะแก้ปัญหาสินบนในการติดต่อราชการ เขาสั่งการให้เจ้าหน้าที่แผนกจดทะเบียนที่ดินรวบรวมเบอร์มือถือของประชาชนที่มาติดต่อราชการ และทำการสุ่มโทรหาประชาชนด้วยตัวเองเพื่อสอบถามถึงประสบการณ์ในการมาติดต่อราชการ และปัญหาเกี่ยวกับการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในเวลาต่อมาวิธีการนี้ก็ถูกพัฒนาเป็นโครงการ Citizen Feedback Monitoring Program (CFMP) มีการนำเทคโนโลยีโทรศัพท์แบบอัตโนมัติ และการส่งข้อความแบบ SMS มาใช้ในการสอบถามความเห็นของประชาชนที่มาติดต่อราชการในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐปัญจาบอย่างเป็นระบบ

โครงการ CFMP ได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากประชาชน จนถึงปัจจุบัน โครงการนี้ได้มีการต่อสายไปถึงประชาชนชาวปัญจาบที่มาติดต่อหน่วยงานภาครัฐไปแล้วกว่า 11 ล้านครั้ง โดยมีผู้ร่วมให้ข้อมูลกับโครงการมากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ มีการรายงานเรื่องการเรียกรับสินบนถึงกว่า 1.7 แสนเรื่อง และมีมากกว่า 1 หมื่นเรื่อง ที่หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ได้ดำเนินการเพื่อปรับปรุงแก้ไขประเด็นที่มีการรายงานโดยประชาชนว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคในการรับบริการ

ความสำเร็จของการดำเนินโครงการ CFMP ในรัฐปัญจาบ ส่งผลให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพในการให้บริการ และลดปัญหาสินบนในหน่วยงานภาครัฐลงได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน และทำให้รัฐบาลปากีสถานสั่งการให้ขยายผลโครงการนี้ โดยให้นำไปใช้กับหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ล่าสุดรัฐบาลปากีสถานได้ร่วมมือกับ UNDP พัฒนาดัชนีความพึงพอใจของประชาชน (Citizen Satisfaction Index) ซึ่งจะมาจากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มาใช้บริการภาครัฐ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลในเชิงปริมาณ และสร้าง Benchmark ของคุณภาพการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐแต่ละแห่งได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงบริการที่สามารถติดตามผลได้ โดยในระยะแรกจะเริ่มจากบริการในด้านสาธารณสุข การศึกษา ระบบขนส่ง สาธารณะ การจราจร การประปา ตำรวจ และงานทะเบียนราษฎร

จะว่าไปแล้วโครงการนี้ ก็คือการสร้าง Platform ให้ประชาชนที่มาใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐสามารถลงคะแนนให้กับข้าราชการของหน่วยงานที่มาติดต่อได้ คล้ายๆ กับการเลือกตั้งย่อมๆ ของหน่วยราชการแต่ละแห่งนั่นเอง เพราะผลการให้ข้อมูลของประชาชนสามารถให้คุณให้โทษกับข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ ที่มาติดต่อได้ พูดง่ายๆ ก็คือหน่วยงานที่ให้บริการดีมีคุณภาพ และโปร่งใสก็จะได้รับผลประเมินด้านบวกจากประชาชนที่มารับบริการ เจ้าหน้าที่และผู้บริหารในหน่วยงานนั้นมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จรางวัลจากรัฐบาลในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเป็นการตอบแทน ในทำนองกลับกัน หน่วยงานที่บริการแย่ และมีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะ ก็จะได้รับผลประเมินด้านลบจากประชาชนที่มารับบริการ เจ้าหน้าที่ และ ผู้บริหารในหน่วยงานนั้นก็มีสิทธิถูกลงโทษตามระเบียบ ซึ่งอาจรวมถึงการปลด หรือโยกย้ายด้วยก็ได้

กลไกนี้จะช่วยเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน และในขณะเดียวกันก็จะ เพิ่มความรับผิดรับชอบของทั้งเจ้าหน้าที่และผู้บริหารหน่วยราชการ ซึ่งจะ ช่วยนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพในการบริการประชาชนของหน่วยราชการต่างๆ ถ้าหากว่าอยากเห็นกลไกแบบนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ก็มาช่วยกันเชียร์ให้โครงการ Citizen Feedback เกิดและโต ได้เหมือนกับในประเทศปากีสถานนะครับ

ธปท.ปิ๊งดึงวัดใช้คิวอาร์โค้ด รับบริจาคเงินออกใบอนุโมทนาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ทันที เป็นหลักฐานลดหย่อนภาษี - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - ธปท.หนุนให้วัด องค์กรการกศุล มูลนิธิต่างๆ ติดตั้งคิวอาร์โค้ด รับบริจาคเงิน ลดค่าใช้จ่ายจัดเก็บเงินสด ตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินได้

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า มีแนวความคิดที่จะให้วัด องค์กรมูลนิธิ โรงพยาบาล และองค์กรต่างๆ ที่รับเงินบริจาคใช้คิวอาร์โค้ด เพื่ออำนวยความสะดวกไม่ต้องยุ่งยากที่จะจัดเก็บเงินสด ซึ่งผู้บริจาคสามารถใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่จะสแกนคิวอาร์โค้ดและบริจาคเงินได้ทันที โดยเงินบริจาคจะโอนสู่บัญชีที่ตั้งใจบริจาคได้โดยตรง

ขณะเดียวกันระบบสามารถที่จะพัฒนาต่อยอดที่ส่งเป็นใบอนุโมทนาบัตรผ่านอีเมลได้ ซึ่งผู้บริจาคสามารถจัดเก็บเป็นข้อมูลหลักฐาน เพื่อนำไปขอลดหย่อนภาษีได้ โดยเมื่อบริจาคเงินแล้ว ระบบคิวอาร์โค้ดสามารถจัดทำข้อมูลระบุชื่อ จำนวนเงิน วันเวลา และวัด หรือมูลนิธิที่เราไปบริจาค

ทั้งนี้ กรมสรรพากรก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามีการบริจาคเงินจริงหรือไม่ ซึ่งหากทำได้จะเป็นการพลิกโฉมการเงินครั้งใหญ่ เนื่องจากแต่ละปีมีเงิน

บริจาคเข้าองค์กรการกุศล และวัดต่างๆ เป็นจำนวนมหาศาล

อย่างไรก็ตาม จะทำการหารือกับกรมสรรพากรก่อนว่าสามารถที่จะดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งคาดว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะรัฐบาลก็สนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว

นายวิรไท กล่าวว่า ธปท.ได้จัดทำมาตรฐานคิวอาร์โค้ดของประเทศไทย ซึ่งทำให้ร้านค้า หรือบริษัทต่างๆ สามารถรับเงินได้จากทุกธนาคาร ไม่ต้องมีคิวอาร์โค้ดของทุกธนาคาร อีกทั้งมีผู้ให้บริการ ระบบการชำระเงินระดับโลก เช่น มาสเตอร์การ์ด วีซ่า ยูเนี่ยนเพย์ อเมริกันเอ็กซ์เพรส ฯลฯ ก็สามารถที่จะชำระระบบคิวอาร์โค้ดมาตรฐานของไทย ซึ่งแตกต่างจากประเทศจีนที่มี 2 ระบบใหญ่ ทำให้ร้านค้าจะต้องมี 2 คิวอาร์โค้ด และทั้งสองเจ้านี้ก็มีมาร์เก็ตแชร์กว่า 48% ทำให้รายเล็กไม่สามารถที่จะมาแข่งขันได้

นายวิรไท กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคาร พาณิชย์มีการตื่นตัวและทำการประชา สัมพันธ์ระบบคิวอาร์โค้ดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะ

ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่ในอนาคตหากต้องการสินเชื่อ ถ้ามีการซื้อขายด้วย ระบบคิวอาร์โค้ดก็สามารถที่จะนำรายการบันทึกการซื้อขายด้วยคิวอาร์โค้ดมา เป็นหลักฐานแทนสเตทเมนต์หรือบัญชี

รายรับรายจ่าย เพื่อที่จะเป็นหลักฐานการขอสินเชื่อจากธนาคารได้ อีกทั้งการใช้คิวอาร์โค้ดไม่มีต้นทุนใช้จ่ายค่ารูดบัตรหรือค่าเครื่องอ่านบัตร รวมทั้งสามารถที่จะป้องกันปัญหาทุจริตจากการใช้บัตรเครดิตได้ด้วย

ค้านยื่นดาบศาลรธน.สั่งจำคุกได้ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - "คณิน" ค้าน สนช. มอบอำนาจให้ศาล รธน.สามารถสั่งจำคุก 1 เดือน คนที่ละเมิดอำนาจศาลฯ ชี้จะทำให้ไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์อีก ทั้งที่การพิจารณาของศาล รธน.ควรมีการตรวจสอบ ถ่วงดุล อีกทั้งยังมีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร.ปี 40 กล่าวถึงกรณีที่ สนช.รับหลักการ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลักการให้ศาล รธน.มีอำนาจสั่งจำคุกบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์ศาล รธน.ฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นเวลาหนึ่งเดือน ว่า ตนไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับเป็นการปิดปากประชาชน และนักวิชาการ ที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของศาล รธน.

ทั้งนี้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาล รธน.เป็นที่สิ้นสุด เด็ดขาด และผูกพันรัฐสภา ครม. และทุกองค์กรของรัฐ แม้แต่คำพิพากษาศาลฎีกา ก็ยังจะขัดหรือแย้ง กับคำวินิจฉัยของศาล รธน.ไม่ได้ และศาล รธน. ยังมีอำนาจที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับ หน้าที่ และอำนาจ ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ ว่าเป็นไปตาม รธน. กฎหมาย และหลักนิติธรรมหรือไม่ด้วย ซึ่งเท่ากับว่าให้ศาล รธน.มีอำนาจควบคุมพฤติกรรมการใช้อำนาจ อธิปไตยทั้ง 3 ฝ่าย รวมทั้งองค์กรอิสระ

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการตรวจสอบ ถ่วงดุล และควบคุมการใช้อำนาจของศาล รธน.ด้วย เพราะจะกลายเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นรากเหง้า ต้นตอของการทุจริต คอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสังคม

นายคณิน กล่าวว่า ความจริงศาล รธน.ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหมิ่นประมาทในฐานะบุคคลอยู่แล้ว ถ้าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ คำวินิจฉัยของศาล รธน. ซึ่งต้องนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องไปเอาผิดถึงขนาดสั่งจำคุกเป็นเวลาหนึ่งเดือนดังกล่าว จริงอยู่ร่างกฎหมายอาจจะเปิดช่องไว้สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต และเป็นไปตามหลักวิชาการ ไม่มีความผิด เป็นอำนาจของศาล รธน. ที่จะใช้ดุลพินิจ และสั่งลงโทษ อันเป็นที่สิ้นสุดเด็ดขาด โดยไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา แล้วใครจะกล้าวิพากษ์วิจารณ์

"ศาล รธน. สั่งให้บุคคลระดับนายกฯ พ้นจากตำแหน่ง มีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตาม ไปด้วย จนเป็นผลให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ และประชาชน อย่างกว้างขวาง ให้คนเพียงไม่กี่คนซึ่งเป็นองค์คณะของตุลาการศาล รธน.มีอำนาจล้มรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ แล้วอย่างนี้จะไม่ยอมให้มี การวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความไม่เห็นด้วย บ้างเลยหรือ" นายคณิน กล่าว.

2.2 หมื่น ล.ยันไม่พบทุจริต 'บิ๊กฉัตรชัย' แจงโครงการ 9101 - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เสียงร้องเรียนอย่างหนักของชาวบ้าน ในหลายจังหวัดต่อกรณี "ความโปร่งใส" ในขั้นตอนการดำเนิน "โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน" วงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบ ดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตา

เพราะงานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงกับไล่บี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้กุมบังเหียนแม่ทัพใหญ่กระทรวงเกษตรฯ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง ตั้งแต่ประชุม ครม.สัญจรที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มาถึงการประชุม ครม.ครั้งล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินโครงการในพื้นที่หลายจังหวัดที่ได้รับการร้องเรียนมา

พร้อมย้ำว่า "โครงการนี้เป็นโครงการที่ทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าใครจะโกง ก็ต้องลงโทษสถานหนัก ตอนนี้ได้สั่งการให้ลงไปตรวจสอบ และสรุปผลขึ้นมาให้ทราบ ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก ทุกอย่างมีกลไกตรวจสอบอยู่แล้ว"

2 หมื่น ล.เบิกจ่ายใน 2เดือนครึ่ง

หลังประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มีมติอนุมัติงบประมาณกลาง จำนวน 22,752.50 ล้านบาท ให้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าฯ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอ

ถึงวันนี้ผ่านไปเพียง 2 เดือนครึ่ง ปรากฏว่าล่าสุดโครงการ 9101 อนุมัติกิจกรรมไปแล้ว 24,760 กิจกรรม วงเงิน 20,054.62 ล้านบาท ประกอบด้วย สมาชิกกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณให้ดำเนินโครงการ 1.56 ล้านราย และเกษตรกรที่คาดว่าได้รับประโยชน์จากโครงการทั้งประเทศ 7.78 ล้านราย จึงถือเป็นโครงการที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณไปใช้อย่างรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง หากเทียบกับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของโครงการปกติทั่ว ๆ ไป

โดยหลักการของโครงการ เพื่อพัฒนา ชุมชน ตามความต้องการของชุมชน ให้ชาวบ้านร่วมกันคิด ช่วยกันทำ ไม่ใช่การสั่งการจากเจ้าหน้าที่ แล้วรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเป็นค่าแรง ค่าวัสดุอุปกรณ์ ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท จำนวน 9,101 ชุมชน ก่อให้เกิดการจ้างงาน เกษตรกรมีรายได้ทันที และเกษตรกรได้นำความรู้ไปทำการเกษตรที่ถูกต้อง

พร้อมกำหนดขั้นตอนการดำเนินโครงการ คือ เมื่อแต่ละชุมชนเสนอโครงการขึ้นมา จะมีคณะกรรมการระดับอำเภอพิจารณาอนุมัติ จากนั้น สงป.เขต (CBO) พิจารณาอนุมัติงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้าง โดยชุมชนดำเนินการเอง

สำหรับการจ่ายค่าจ้างแรงงาน กำหนดเงื่อนไขไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของงบประมาณโครงการ เพราะต้องการให้เกษตรกรได้รับการจ้างงาน มีรายได้ทันที สามารถไปต่อยอดทำการเกษตรได้ แต่ละชุมชน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 500-1,000 ครัวเรือน จะมีรายได้ 1,200-3,000 บาทต่อครัวเรือน

"ฉัตรชัย" แจงโปร่งใส-ไม่ทุจริต

ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่ว่าโครงการ 9101 อาจจะมีการ "ทุจริต" เกิดขึ้นหรือไม่นั้น พล.อ.ฉัตรชัยยอมรับว่า ระยะเวลาของโครงการน้อย ทำให้การทำงานมีการเร่งรีบเบิกจ่ายเกินไป ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ซึ่งปัจจุบันได้มอบให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบข้อร้องเรียนทั้ง 14 จังหวัด และให้มารายงานในสัปดาห์นี้ !"

สาเหตุที่โครงการถูกร้องเรียนเข้ามามาก เพราะ 1.โครงการมีจำนวนมาก กระจายในทุกพื้นที่ 2.การจัดซื้อจัดจ้างที่ดำเนินการโดยชุมชนเอง ไม่ได้จัดซื้อจัดจ้างแบบเดิม อาจจะทำให้เสียผลประโยชน์ 3.ประชาชนในพื้นที่มีความสับสนกับโครงการอื่น ๆ และ 4.บางพื้นที่มีความขัดแย้งการเมืองท้องถิ่นจึงหาทางโจมตีกันและกัน และยังกล่าวว่า โดยพื้นฐานของโครงการนี้ไม่ได้คิดเพื่อการสร้างประชานิยม ไม่ได้หวังผลต่างตอบแทนเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวอีกว่า เรื่องร้องเรียนที่เกิดเป็นดาบสองคม คือ คมแรก ก่อให้เกิดการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง คมที่สอง ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับทุกชุมชน และส่งผลให้ประชาชนมองโครงการ 9101 ในแง่ลบ ชุมชนเข้าร่วมโครงการ 9,101 ชุมชน มีโครงการ 24,168 โครงการ ซึ่งได้รับเรื่องร้องเรียน 14 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 0.058 ของโครงการทั้งหมด

ชาวบ้าน 14 จังหวัดร้อง

เรื่องร้องเรียนที่เข้ามา นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการร้องเรียนทั้งหมด 14 จังหวัด ดำเนินการตรวจสอบแล้ว 6 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา อุตรดิตถ์ สงขลา แม่ฮ่องสอน ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ และไม่พบข้อเท็จจริงตามที่ร้องเรียน อาทิ จ.สุรินทร์ ถูกร้องเรียนว่า เกษตรอำเภอเปิดให้ผู้รับเหมาประมูลงานผลิตปุ๋ย แล้วจัดหาอุปกรณ์มาให้ชาวบ้านแทนจ้างคนในหมู่บ้านตามจุดประสงค์โครงการ หลังสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าไม่เป็นความจริงตามที่ร้องเรียน

มี 8 จังหวัดอยู่ระหว่างตรวจสอบได้แก่ แพร่ กาญจนบุรี สระแก้ว เชียงราย สุพรรณบุรี สตูล พระนครศรีอยุธยา ลำปาง โดยจังหวัดที่มีปัญหาคือ พระนครศรีอยุธยา เสนอโครงการส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ ตั้งราคาสูงเกินจริง โดย หจก.เพิ่มพูนทรัพย์ ครุภัณฑ์ ได้ทำหนังสือชี้แจง ตรวจสอบแล้วไม่ถือว่าเข้าข่ายกระทำผิด

นอกจากนี้ มีประเด็นที่ได้รับร้องเรียนและลงไปตรวจสอบแล้ว เช่น 1.มีเกษตรกรขอเข้าร่วมพิจารณาโครงการ แต่ถูกปฏิเสธทั้งที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร แต่สมาชิกกลุ่มยังไม่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร 2.อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ส่วนใหญ่ทำลานตากเกือบทุกโครงการ แต่ให้ทำโครงการไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ 3.โครงการที่ผ่านการอนุมัติเป็นของผู้นำชุมชนเพียงโครงการเดียว

สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ ได้แก่ 1.จ.สตูล ไม่ประชาสัมพันธ์โครงการอย่างทั่วถึง ทำให้ขาดสิทธิ์ในการเสนอโครงการ 2.สุพรรณบุรี การใช้งบประมาณไม่มีการประชาพิจารณ์ ทั้งที่ควรให้ชุมชนได้คัดเลือกกิจกรรมที่ทำ 3.แม่ฮ่องสอน มีการเบิกจ่ายโดยไม่ได้เกิดจากความต้องการของชุมชน ไม่มีการประชุมหารือ 4.ลำปาง ไม่มีการจัดเวทีชุมชน ไม่ประสานผู้นำท้องที่ เกษตรกรเสียสิทธิ์ ไม่ได้เข้าโครงการ 5.สงขลา ไม่รู้ข่าวสารทำให้ไม่ได้เข้าร่วม โครงการ 6.เชียงราย โครงการเกษตรอินทรีย์ยั่งยืนคืนถิ่นทานตะวัน ได้รับอนุมัติแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงมีหนังสือทวงถาม แต่ไม่ได้รับคำตอบ

อย่างไรตาม หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า คำร้องเรียนส่วนใหญ่ในหลายจังหวัดใกล้เคียงกัน คือ หลายชุมชนทำโครงการโดยไม่มีการประชุมหารือชาวบ้านในวงกว้าง ทั้งที่วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ ให้ชาวบ้านในชุมชนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ระหว่างคนในชุมชนก่อน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า การร้องเรียนอาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งการเมืองในท้องถิ่น หรือผู้นำชุมชนก็เป็นได้ หรือใช้เป็นฐานเสียงและบางพื้นที่ไม่ประสงค์ดีต่อโครงการ ท่ามกลางความเคลือบแคลงใจของชาวบ้านที่มีต่อโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ในขณะนี้

กต.ถกถอนพาสปอร์ต'ปู'ถือครอง2เล่ม - แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กระทรวงการต่างประเทศเตรียมถกถอนพาสปอร์ต "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" แย้มถือครองไว้ 2 เล่ม ใน ขณะที่ สตช.ลั่นจะตามล่าตัวในทุกมิติ ส่วนนายกฯประยุทธ์ เมินน้องแม้ว ไปขอลี้ภัยเมืองผู้ดี ย้ำรัฐบาลไทยจะใช้ช่องทางตามกฎหมายจัดการ ด้าน ปชป.ยันไม่ใช่คดีการเมือง ไม่เข้าข่ายขอลี้ภัยได้

เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการในส่วน ความรับผิดชอบของ สตช. กรณีศาลออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าหลังจากที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองออกหมายจับที่ 34/2560 ลงวันที่ 27 กันยายน 2560 ฐานความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความทาง อาญา(ป.อาญา )มาตรา 157(เดิม) และพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯอันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด/จำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญานั้น

โดยทางตำรวจได้ออกประกาศสืบจับและสั่งการให้ทุกหน่วยสืบสวนติดตามจับกุมตัวไปแล้วอีกทั้งยังได้ทำหนังสือส่งหมายจับไป ที่กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)เพื่อพิจารณาดำเนินการ ถอนหนังสือเดินทางและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และได้ใช้ช่องทางตำรวจสากลในการประสานงานยังองค์การ ตำรวจสากลเพื่อพิจารณาออกหมายน้ำเงินเพื่อให้ประเทศสมาชิก 190 ประเทศ ตรวจสอบถิ่นที่อยู่เพื่อดำเนินการ ต่อไป ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ตำรวจได้ดำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ

ขณะที่ น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าได้รับหนังสือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ส่งมายังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้เพิกถอน หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ถือหนังสือเดินทางไทยมากกว่า 1 เล่ม ซึ่งเป็นหนังสือเดินทางทูตตามสิทธิ ในฐานะนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมีหนังสือ เดินทางสำหรับบุคคลทั่วไปด้วย

หวั่นสอดไส้พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจ เร่งประชาพิจารณ์กันซ่อนเร้น เลิกห่วง'แอบเอาหุ้นออกขาย' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่าในการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ...(ร่าง พ.ร.บ. พัฒนารัฐวิสาหกิจ) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พบว่าคนส่วนใหญ่มีความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าวค่อนข้างมาก โดยเห็นว่ากฎหมายจะเอื้อให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแบบซ่อนเร้น

"ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็น และชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายพัฒนารัฐวิสาหกิจอีกมาก เพราะยังมีความเข้าใจเยอะว่ากฎหมายนี้จะเอื้อต่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแบบซ่อนเร้น จะมีการเอาหุ้นที่รัฐถืออยู่ออกมาขายบ้าง ขณะที่การตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติก็ต้องชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นด้วย โดยกฎหมายฉบับนี้ไม่มีเจตนาเรื่องการแอบขายหุ้นแต่อย่างใด โดยในรายละเอียดของกฎหมายจะมีกลไกสำหรับดำเนินการเรื่องนี้กำกับไว้อย่างชัดเจน"

ทั้งนี้ สคร. ขอยืนยันว่าร่างกฎหมายไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่กฎหมายนี้มีหลักในการปฏิรูปและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจผ่านการส่งเสริมให้มีระบบ ธรรมาภิบาลที่ดี โปร่งใส มาใช้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจเท่านั้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า ความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์) ยังคงเดินหน้าตาม กระบวนการ แม้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) จะยื่นเรื่องต่อศาลปกครองให้ดำเนินการระงับเรื่องนี้ แต่เมื่อศาลยังไม่รับเรื่องทำ ให้กระบวนการจัดตั้งทั้งหมดยัง เดินหน้าตามปกติ อีกทั้งยังทราบว่าขณะนี้มีนักลงทุน กองทุนทั้งในและ ต่างประเทศ อาทิ กอง ทุนประกันสังคม และบริษัทประกัน ต่าง ๆ แสดงความ สนใจซื้อหน่วยลง ทุนค่อนข้างมาก แต่ตามหลักการแล้วจะมีการเปิดขายหน่วยลงทุนให้กับนักลงทุนรายย่อยก่อน ซึ่งเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากนี้จะมีการกำหนดสัดส่วนผู้ลงทุนที่ชัดเจนอีกครั้ง

สำหรับปัจจุบัน อัยการอยู่ระหว่างการตรวจสอบร่างสัญญาโอนและรับสิทธิโอนในรายได้ โครงการทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทราอาจณรงค์) และทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) เพื่อโอนรายได้ในอนาคต 45% ให้กับกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เป็นเวลา 30 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กทพ. เรียบร้อยแล้ว โดยระหว่างที่อัยการกำลังตรวจสอบร่างสัญญานั้น สคร. จะประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อยื่นเอกสารขอเสนอขายหน่วยลงทุน (ไฟล์ลิ่ง)

"ตอนนี้คงต้องรอดูว่าศาลปกครองจะรับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้นในกระบวนการก็ยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ถ้าท้ายที่สุดศาลไม่รับเรื่อง ก็คาดว่าจะยื่นไฟล์ลิ่งให้ ก.ล.ต. ได้ภายในปีนี้ ส่วนการเสนอขายหน่วยลงทุนอาจจะเลื่อนไปเป็นต้นปีหน้า จากเดิมคือปลายปีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะปลายปีมีวันหยุดเยอะ ดังนั้นจึงดูความเหมาะสมเป็นหลัก และเมื่อมาพิจารณาความต้องการใช้เงินเพื่อลงทุนโครงการใหม่ของ กทพ. อยู่ในช่วงเดือน มี.ค. 61".

"อควาเรียมสองทะเล" ละเลงงบกว่า1,400ล้าน สร้างนาน10ปีไม่เสร็จ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ชาวสงขลาเซ็ง! โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเล สาบสงขลา หรือ "อควาเรียมสองทะเล" เชิง สะพานติณสูลานนท์ โดย สอศ.ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท สร้างมา 10 ปี ยัง ไม่เสร็จ ศธ.ตั้งกรรมการสอบ แต่ผู้เกี่ยวข้อง เสียชีวิตไปแล้ว ด้าน สตง.ตรวจพบไม่มีการวางแผนงานที่ชัดเจน หากก่อสร้างให้แล้วเสร็จต้องใช้งบประมาณอีกมหาศาล

ผู้สื่อข่าวได้เข้าตรวจสอบความคืบหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ตั้งอยู่ที่วิทยาลัยประมง ติณสูลานนท์ ม.2 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา หลังจากได้รับการร้องเรียนจากแฟนเพจ MGR Online ภาคใต้ ว่าโครงการนี้เริ่มทำการก่อสร้างมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เหตุใดจึงยังไม่แล้วเสร็จจากการเข้าตรวจสอบพบว่าบริเวณด้านหน้าทางเข้าโครงการซึ่งเป็นถนนดินแดงมีป้ายข้อความ "ห้ามเข้าเขตก่อสร้างอันตราย" และมีตาข่ายพลาสติกสีเขียวปิดล้อมเป็นรั้วไว้โดยรอบ อย่างไรก็ตามพบว่าเส้นทางเข้าสู่โครงการฯ ไม่ได้ปิดล็อกประตูรั้วแต่อย่างใด จึงเข้าทำการตรวจสอบ โดยคนงานที่อยู่ในบริเวณไซต์งานก่อสร้างรายหนึ่งทราบว่า "ไม่มีการก่อสร้างมาระยะหนึ่งแล้ว"

สำหรับโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียมสองทะเล เริ่มเปิดตัวดำเนินการก่อสร้างอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551 โดยนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยในขณะนั้น ได้เดินทางมาตรวจดูความคืบหน้าโครงการ ในฐานะเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการ

โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา วงเงินงบประมาณเบื้องต้น 800,000,000 ราคากลางก่อสร้าง 856,000,000 (ตัวอาคาร)

เป็นโครงการที่นำผลการศึกษาความ เป็นไปได้ของโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา มาปรับปรุงให้ทันสมัยยิ่งขึ้นและเพิ่มเติมในส่วนของงานศึกษาค้นคว้า และทดลองเกี่ยวกับชีววิทยาทางทะเล เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เพื่อให้เป็นสถานที่ทำการศึกษาค้นคว้าและทดลองเกี่ยวกับชีววิทยาของสัตว์น้ำ พันธุ์ไม้น้ำ และการเพาะขยายพันธุ์ ของคณาจารย์และนักศึกษา

รวมทั้งสนับสนุนร่วมมือ อำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและพันธุ์ไม้น้ำ เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับชีวิตสัตว์น้ำ และความเป็นอยู่ ชีววิทยา และระบบนิเวศของทะเลสาบสงขลา ตลอดจนจะเป็นแหล่งทัศนศึกษาของชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางมายังจังหวัดสงขลาภายในโครงการประกอบด้วยอาคารจัดแสดงพันธุ์พืชและสัตว์น้ำ โรงสูบน้ำ และระบบกรองน้ำ ถังพักน้ำ บ่อสำหรับเลี้ยงและอนุบาลสัตว์น้ำ บ่อสำหรับรักษาสัตว์น้ำที่เจ็บป่วย ห้องแสดงนิทรรศการ ห้องประชุม ห้องปฏิบัติการต่างๆ ห้องเก็บ และเตรียมอาหารสัตว์ ระบบระบายน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ

ระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ฟื้นฟูระบบนิเวศทางธรรมชาติ ปลูกป่าชายเลนและทางเดิน สะพานเทียบเรือ โรงเก็บเรือและคานขึ้นเรือพร้อมเรือสำหรับออกทำการวิจัยรวบรวมและลำเลียงตัวอย่างสัตว์น้ำ ปรับปรุงพื้นที่ ถนน ทางเท้า ที่จอดรถยนต์ และจัดภูมิทัศน์

ระยะเวลาในการก่อสร้างตามสัญญาจะใช้เวลา 4 ปี ซึ่งควรจะแล้วเสร็จเต็มรูปแบบตามโครงการตั้งแต่ปี 2553 แต่จนถึงวันนี้เป็นเวลาร่วม 10 ปี อควาเรียมสองทะเลสงขลายังก่อสร้างไม่เสร็จ เนื่องจากได้เกิดปัญหาขึ้นหลังจากเริ่มก่อสร้างไปได้ไม่นาน

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 กระทรวงศึกษาธิการได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหาในการดำเนินโครงการก่อสร้างเนื่องจากการก่อสร้างซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีปัญหาข้อโต้แย้งในสัญญาและในการดำเนินงานระหว่างผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้าง ทำให้โครงการล่าช้า และมีปัญหาด้านการใช้จ่ายงบประมาณ

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2552 คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงได้สรุปสาเหตุที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้ามาจาก 2 ประเด็น คือ 1.บริษัทผู้รับเหมาไม่ดำเนินการก่อสร้างตามที่มีการเซ็นสัญญา และจ่ายเงิน มัดจำไปแล้ว จำนวน 125 ล้านบาท 2.พบว่านายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ในขณะนั้นได้ทำหนังสือถึงบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างให้หยุดการก่อสร้าง ภายหลังจากเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.เพียง 20 กว่าวันเท่านั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นประเมินไม่ได้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไร แต่ถือเป็นการบริหารงบประมาณที่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จ่ายเงินมัดจำไปแล้วถึง 125 ล้านบาท แต่กลับไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ทันตามสัญญาในปี 2553

หลังจากนั้นพบว่า นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ในขณะนั้น ได้ตกเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ในคดีโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 ไทยเข้มแข็ง ประจำปีงบประมาณ 2553-2555 งบประมาณ 5.3 พันล้านบาท โดยถูกตั้งกรรมการสอบเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาและอยู่ในระหว่างการไต่สวนของ ปปช. แต่ปรากฏว่านายเฉลียว ได้ถึงแก่กรรมด้วย โรคเนื้องอกในตับเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา

ส่วนการตรวจสอบการก่อสร้างโครงการล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินพร้อมเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบโครงการพบว่ามีการใช้งบประมาณระยะที่หนึ่ง 835 ล้านบาทก่อสร้างตัวอาคาร ระยะที่สอง 269 ล้านบาท สร้างระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ระยะที่สาม 42 ล้านบาท และระยะที่สี่ 258 ล้านบาท รวมใช้งบประมาณก่อสร้างไปแล้วจำนวน 1,404 ล้านบาท และพบว่าความล่าช้าของโครงการมาจากการไม่มีแผนงานรองรับที่ชัดเจนและความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณที่ได้รับ ทาง สตง.จะทำหนังสือเร่งรัดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะเดียวกันหากจะดำเนินการก่อสร้าง ให้เสร็จสิ้นก็จะต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมากเพื่อก่อสร้างส่วนต่างๆ ให้ครบตามรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562 หากได้รับงบประมาณ เพิ่มเติม โดยอาจจะต้องเสียงบประมาณจำนวนหนึ่งในการซ่อมแซมส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารที่เริ่มจะมีสภาพชำรุดเนื่องจากขาดการดูแลมาเป็นระยะเวลานาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปัญหาการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ที่ล่าช้าเลยกำหนดสัญญาปี 2553 มาเป็นเวลาร่วม 10 ปีในขณะนี้ได้ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนใน จ.สงขลา ที่รู้สึกผิดหวังกับโครงการที่หลายคนตั้งตารอคอย โดยเชื่อว่าความล่าช้าส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการคอร์รัปชันที่ยังตรวจสอบไม่พบก็เป็นได้.

สาวทีมชาติร้องป.ขรก.รีด20ล้าน อ้างอพาร์ตเมนต์ผิดแบบยันทำตามขั้นตอนเทศบาล - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"น้องน้ำหวาน" นักเพาะกายสาวทีมชาติ โร่แจ้งกองปราบฯ หลังถูกกลุ่ม จนท.เทศบาลในพื้นที่สมุทรปราการข่มขู่รีดไถเงินกว่า 20 ล้านบาท อ้างสร้างอพาร์ตเมนต์ผิดแบบ เจ้าตัวยันทำถูกต้องทุกอย่างตามกฎหมาย

วันที่ 1 ตุลาคม ที่กองบังคับการปราบปราม น.ส.กมลวรรณ จารุไพโรจน์ หรือน้องน้ำหวาน นักกีฬาเพาะกายหญิงทีมชาติไทย พร้อมด้วย นางสุนันท์ จารุไพโรจน์ มารดา และ น.ส.พรพิมล จารุไพโรจน์ พี่สาว เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ. ไมตรี ฉิมเชิด รรท.ผบก.ป. และพ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ กรณีถูกกลุ่มบุคคลร่วมกันข่มขู่ และถูกเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และในความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมของกลาง เป็นคลิปเสียงที่บันทึกไว้ระหว่างสนทนากับ เจ้าหน้าที่ของเทศบาลแห่งหนึ่งใน จ.สมุทร ปราการ หลังมีการเรียกรับผลประโยชน์ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นขบวนการ

นางสุนันท์ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2552 ครอบครัวของตนเองได้ว่าจ้างให้เจ้าหน้าที่ ของเทศบาลแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ ทั้งการขออนุญาตขอแบบแปลนการสร้างอพาร์ตเมนต์, การขออนุญาตรับเหมาก่อสร้างกับรองนายกเทศมนตรีคนหนึ่งในเทศบาลเดียวกัน ซึ่งระหว่างการก่อสร้างได้มีกลุ่มคน ที่อยู่ในเทศบาลดังกล่าว มาขอเงินในการ ดำเนินการก่อสร้างกับตนเอง จำนวน 3 หมื่นบาท แต่ตนเองไม่ได้ให้ไป พอหลังจาก ก่อสร้างอพาร์ตเมนต์เสร็จสิ้นในปี 2557 ก็มีกลุ่มคนในเทศบาลกลุ่มเดิม มาขอเงินอีก 20 ล้านบาท ซึ่งตนก็ไม่ยอมจ่ายเงินเหมือนเดิม โดยตลอดตั้งแต่ที่เริ่มต้นก่อสร้างอพาร์ตเมนต์จนถึงสร้างเสร็จ ครอบครัวตนในฐานะเจ้าของอาคารมักจะถูกเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้เข้ามากลั่นแกล้ง ในหลายรูปแบบ ล่าสุด ได้มีหนังสือคำสั่งทางปกครองให้มีการรื้อถอนอาคาร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำสั่งจากศาลปกครองในการพิจารณาเรื่องนี้

"ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงมีหนังสือคำสั่งทางปกครองให้มีการรื้อถอนอาคารอพาร์ตเมนต์ของดิฉัน เพราะตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง นายช่างของเทศบาลแห่งนั้นก็เข้ามารับงานทุก ขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ เขียนแบบ รวมถึงประสานขอใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งถ้าหากจะมีความผิดก็จะต้องผิดตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐก่อน เชื่อว่าการกระทำลักษณะนี้ อาจมีการร่วมมือกันกลั่นแกล้งครอบครัวดิฉัน จึงขอให้ทางกองบังคับการปราบปรามเข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย" นางสุนันท์ กล่าว

ขณะที่ น.ส.กมลวรรณ กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงมารดาและคนในครอบครัว อย่างมาก เพราะกรณีที่เกิดขึ้น อีกฝ่ายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ ก็ต้องเดินทางไปแข่งขันเพาะกายที่ประเทศมองโกเลีย แล้ว จึงอยากขอความเป็นธรรม โดยขอให้ทางตำรวจ บก.ป.ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ด้วย และขอให้ตำรวจช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย เพราะอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ครอบครัวตนเองเก็บหอมรอมริบมาหลายปีกว่าจะสร้างขึ้นมาได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างก็จะมีกลุ่มข้าราชการเหล่านี้มาคอยก่อกวน รีดไถเงินจนอยู่ไม่เป็นสุข

ด้าน พ.ต.อ.ชาคริต กล่าวว่า ในเบื้องต้น ได้รับเรื่องไว้ก่อน โดยมอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. สอบปากคำผู้ร้องทุกข์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลักฐาน ที่ได้รับมา อย่างไรก็ดี สำหรับพยานหลักฐานต่างๆ พบว่ายังมีไม่ครบถ้วน จึงแจ้งให้ผู้ ร้องได้กลับไปจัดเตรียมมาเพิ่มเติม ได้แก่ แบบแปลนการก่อสร้างอาคาร เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินคดี ซึ่งหลังจากนี้จะ ต้องประสานไปยังวิศวกรรมสถาน จัดส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยตรวจสอบกรณีการก่อสร้างอาคารดังกล่าวว่าถูกต้องตามแบบแปลนหรือไม่ ส่วนกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกข่มขู่ เรียกรับเงินนั้น ก็จะต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากเข้าแจ้งความต่อตำรวจกองปราบปรามแล้ว จะไปร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทยเพื่อเอาผิดทางวินัยข้าราชการกลุ่มนี้ต่อไป

ขรก.จวก'จเร'สร้างภาพ กลบเกลื่อนความผิดตัว - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รัฐสภา * เมื่อวันที่ 30 ก.ย. นายภัทร เสถียรกาล ข้าราชการรัฐสภาสามัญ ตำแหน่งวิทยากร ประเภทวิชาการระดับชำนาญการ สำนักรักษาความปลอดภัย สำนักงานเลขา ธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายจเร พันธุ์เปรื่อง อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า สภามีแต่คนโกง ในจดหมายอำลาตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ว่านับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ในยุคที่มีนายจเรเป็นเลขาฯ ก็มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบโครงการจัดซื้อในสภาผู้แทนราษฎรตามที่มีการกล่าว หาว่าทุจริต ตนก็ถูกตั้งกรรมการตรวจสอบอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากเป็นคณะกรรมการทีโออาร์ โครงการปรับปรุงระบบนาฬิกา (Clock System) ผลที่ออกมาคือ ข้าราชการฝ่ายปฏิบัติล่างทั้งหมดมีความผิด ถูกตัดเงินเดือน 2-4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนข้าราชการระดับสูงถูกโยกย้าย ทั้งที่โครงการจัดซื้อดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่นายจเรดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจร่างสัญญาก่อนลงนาม ก็ไม่ได้มีข้อทักท้วงอะไร สุดท้ายโครงการดังกล่าวก็ถูกยกเลิกสัญญาโดยที่รัฐไม่เสียเงินสักบาท

"พอเกิดปัญหาขึ้น ถามว่านายจเรต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ สิ่งที่เขียนในจดหมายจึงไม่ต่างจากการกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง การถูกย้ายจากเลขาธิการสภาไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องโกงหรือไม่โกง แต่เกิดจากความล้มเหลวในการบริหารงานของนายจเรเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความล่าช้าในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่จะกระทบกับงบประมาณการเช่าอาคารสุขประพฤติ หรือตึกทิปโก้ ซึ่งเป็นที่ทำงานของข้าราชการรัฐสภาเป็นอย่างมาก เพราะงบเช่าอาคารเหล่านี้ไม่ได้ถูกตั้งสำรองไว้ สิ่งสะท้อนชัดคือ งบลงทุนของสภาในปีงบประมาณที่นายจเรเป็นเลขาฯ ไม่ถูกเบิกจ่ายเลยสักบาทเดียว เพราะเมื่อเห็นการตั้งคณะกรรมการสอบสวนลูกน้องตัวเองอย่างไม่เป็นธรรมแล้วก็ไม่มีใครกล้าทำอะไร กลัวจะมีความผิด" นายภัทรกล่าว

นายภัทรกล่าวอีกว่า อย่างกรณีจัดซื้อนาฬิกาที่ตนถูกลงโทษฐานไม่สืบราคากลาง ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.19 กรมบัญชีกลางก็ออกมาระบุว่า การสืบราคากลางตามมติดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้แล้ว อีกทั้งเมื่อตนไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนเมื่อปี 2559 ป.ป.ช.ก็มีมติให้ดำเนินการทางวินัยแก่นายจเรและคณะกรรมการสอบสวน แต่เรื่องนี้เงียบหายไปเมื่อเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) จนวันนี้ผ่านไปแล้วหนึ่งปีก็ยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งหากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการก็อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับลำดับเวลาการตรวจสอบโครงการปรับปรุงนาฬิกา (Clock System) เพื่อติดตั้งบริเวณภายในและโดยรอบอาคารรัฐสภาของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มูลค่า 15 ล้านบาทนั้น เริ่มจากคำสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ 57/2557 เมื่อวันที่ 5 พ.ย.57 ลงนามโดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน จำนวน 8 คน เพื่อดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการรัฐสภาสามัญที่เกี่ยวข้อง 8 ราย ตามผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ระบุในหนังสือลับมาก ที่ ตผ.0017/607 ลงวันที่ 25 ก.ค.57 จากนั้นจึงมีคำสั่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ 1917/2558 เรื่องลดโทษลดเงินข้าราชการรัฐสภาสามัญทั้ง 8 คน ในอัตราร้อยละ 2-4 ลงนาม นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 ก.ค.58

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ต่อมาวันที่ 4 ส.ค.59 ป.ป.ช.ได้มีหนังสือลับ ที่ ปช.0002/1707 เรื่องแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่นายภัทรร้องเรียนกล่าวหานายจเร และคณะกรรมการสอบสวน ตามคำสั่ง สนช.ที่ 57/2557 ว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการสอบสวน เมื่อวันที่ 29 ก.ย.58 นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มี มติให้ประธาน สนช.ดำเนินการทางวินัย ตามมาตรา 89/2 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542

สัมภาษณ์พิเศษ: เปิดใจ อดีตเลขาธิการสภาฯ ล้างบางวิถีโกง ขรก.ต้องอย่าร่วมมือ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์สัมภาษณ์พิเศษ

"จเร" อดีตเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร อำลาวันเกษียณอายุราชการ ปลุกทุกฝ่ายแก้ปัญหาทุจริต ต้องรักษาคนซื่อสัตย์สุจริตไว้ อย่าให้คนโกงได้ดี

สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับแวดวงข้าราชการ เมื่อ "จเร พันธุ์เปรื่อง" อดีตเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร ในฐานะที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเขียนจดหมายอำลาถึงพี่น้องสีกากี ก่อนวันเกษียณอายุราชการอย่างเป็นทางการในปลายเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งมีใจความสำคัญถึงเรื่อง "ทุจริต" จเร เล่าผ่าน "โพสต์ทูเดย์" ถึงวัตถุประสงค์ที่เขียนประเด็นดังกล่าว เนื่องจากได้รับการติดต่อประสานงานจากสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ให้ช่วยเขียนแง่คิดการทำงานถึงข้าราชการลงหนังสือที่ระลึกเพื่อแจกในงานวันเกษียณราชการ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีเจตนาอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว

"ตอนแรกผมจะเขียนในทำนองขอบคุณ สำนักงานปลัดฯ พอเขียนไปนึกได้ว่าข้าราชการ จะได้อะไร ก็เลยเปลี่ยนใหม่ และทางสำนักฯ อยากได้แนวคิดในการปฏิบัติงาน ก็เลยเล่าว่าเป็นยังไง ยึดมั่นอะไร ทำงานอย่างไร ยึดคติแนวทางในการทำงาน คือ ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมยึดมั่นมาตลอด"

จเร อธิบายคำว่า ซื่อสัตย์ ถ้าคนยึดมั่นในความถูกต้องสุจริต ไม่โกง ก็สามารถพัฒนาได้ แม้จะไม่ได้เรียนสูงมาก ก็สามารถส่งไปเรียนต่อ พัฒนาฝึกอบรมให้มีความเชี่ยวชาญได้ ถ้าโกง ก็หมด ถ้าพัฒนาให้เก่งและฉลาดเท่าไร ก็ยิ่งโกงมาก ขยัน คือ ตั้งใจทำงาน ไม่ปริปากบ่น ให้รู้ว่าภารกิจมีอะไรต้องทำอย่างไร หรือจัดวางแนวทางในการทำงาน ฝึกได้ และ อดทน คือ ไม่เหยาะแหยะ มีงานยากก็ไม่บ่น มีปัญหาก็ปรึกษาหารือเพื่อหาทางแก้ไข ไม่ใช่เจออุปสรรคก็เลิกล้ม

"ครอบครัวผม พ่อ แม่ ภรรยา ลูก มีความเห็นตรงกันในเรื่องพวกนี้ ผมมาจากสังคมเกษตรกร ครอบครัวผมเป็นชาวไร่ชาวนา เป็นคน จ.เพชรบุรี ไม่มีอะไร เราถือว่าเราเริ่มต้นจากศูนย์ มาถึงขนาดนี้ รับราชการมาได้ขนาดนี้ ไม่ต้องไปหาอะไรแล้ว เพราะเงินทองที่ได้รับจากหลวงก็ถือว่าเยอะแล้ว"

อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฉายภาพปัญหาทุจริตแวดวงราชการด้วยเสียงยืนยัน หนักแน่นว่า "ผมผ่านมาหมดทั้งยุคเลือกตั้งและแต่งตั้ง มันอยู่ที่คน ไม่ใช่วิธีการมา เพราะคน ไม่ดีพยายามแทรกเข้ามาในทุกวงการ ในการเลือกตั้งจะไปอยู่พรรคนั้น พรรคนี้ ตรงนี้ก็เหมือนกัน เพื่อมีโอกาสได้เข้ามา ดังนั้น จึงไม่แตกต่างอะไร"

"ใน สปท. สปช. คราวที่แล้วก็เห็นพูดขึ้นมา แม้กระทั่งกลางแจ้งไม่ให้อันนั้น อันนี้เขา อะไรต่ออะไร ข้าราชการดีๆ ยังไม่กล้าเสนอผลงาน แต่เสนอตัวเองดีอย่างนั้น อย่างนี้ ทำนั่น ทำนี่ ยังไม่กล้าเลยข้าราชการ แต่คนไม่ทำกล้าขอ หรือเสนอ ยกยอตัวเอง หลอกทั้งนั้น ดังนั้น สรุปได้ว่าไม่ว่าในยุคไหนที่เข้ามาก็ไม่ได้แตกต่าง"

สำหรับเด็กฝากในรัฐสภา จเร ยอมรับว่า มีบ้าง แต่ส่วนตัวบอกว่าอย่างน้อยๆ คะแนน ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานสอบเข้า และพยายามผลักดันให้ กร.มีมติว่าคนที่จะสอบต้องผ่าน ภาค ก. กพ. คือ เป็นคนมีคุณภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานมา คะแนนต้องผ่าน แต่ส่วนใหญ่คงจะช่วยกันในเรื่องสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากผ่านเกณฑ์แล้ว

"ผมคิดว่าการเข้ามารับราชการ ไม่ว่าที่ไหนก็แล้วแต่ เด็กเรียนจบยังไม่มีงานทำ วัตถุประสงค์ต้องการงาน และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้งาน พ่อแม่พาไปฝากใครต่อใคร บางทีอาจจะรู้ไม่รู้บ้าง แต่เมื่อเข้ามาทุกครั้งจะมีสัมมนาข้าราชการใหม่ ผมจะบอก ไม่รู้ใครจะเป็นอะไรมาจากไหน ทุกคนต้องการเข้ามาทำงานที่นี่ และยินดีต้อนรับ แต่ฝากไว้อย่างหนึ่ง เมื่อเข้ามาต้องให้เท่าเทียมกันทุกคน อย่ามาเอาเปรียบหรือวิ่งเต้น ที่แล้วๆ มาถือว่าไม่รู้ จบ เมื่อเข้ามาแล้วก็ตั้งใจทำงานไป"

จเร ระบุว่า ส่วนตัวพยายามบอกว่าการเป็นหัวหน้าส่วนราชการ 1.ต้องดูว่าทุกคนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่พวกนั้น พวกนี้ 2.คุ้มครองสิทธิของข้าราชการ ดูแลให้ประโยชน ให้โอกาส พอๆ กัน คนเก่งต้องได้ขั้นมาก มีผลงานมาแสดงเป็นที่ประจักษ์ ขณะเดียวกันคนนอกลู่นอกทางทำผิดระเบียบวินัย ก็ต้องดำเนินการ เพราะคนดีๆ ดูอยู่ ถ้าเกิดคนโกงได้ดี คนดีมันจะไปตาม ซึ่งต้องรักษาคนดี

จเร ยกตัวอย่าง เมื่อมีเรื่องร้องเรียนก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง รวมถึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย บางทีเรื่องมันเยอะทำให้ช้า ทยอยออก ครั้นจะตั้งกรรมการหลายๆ คณะคงไม่มีคนทำงาน บางครั้งก็ถูกนักการเมืองเร่ง เขย่าทุกวัน ล่าช้า เข้าข้าง คนถูกลงโทษมาฟ้องบ้าง ไปร้องอะไรต่ออะไร เพราะคนไม่ทำตามกติกา คือ คนถูกลงโทษแทนที่จะไปอุทธรณ์ตามขั้นตอน ผลที่สุดกรรมตามสนอง ผลร้ายจะตกกับตัวเอง

อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยกแนวทางการแก้ปัญหาทุจริตให้สอดรับกับยุค 4.0 ซึ่งถือว่าจำเป็นสำหรับระบบราชการ และเทคโนโลยีสมัยนี้ไว จึงควรใช้ระบบไอทีมาตรวจสอบ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง ขั้นตอนการดำเนินงานทั้งหมด แบบเปิดเผย ซึ่งกฎหมายข้อมูลข่าวสารบังคับ แต่ที่ผ่านมาก็เงียบ

"ข้าราชการต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างระบบรู้ทันกลไก และที่สำคัญเป็นการพัฒนาการทำงานของข้าราชการ แต่ที่ผ่านมาข้าราชการเอาเปรียบกันเอง คนที่ไม่ค่อยมีความรู้ความสามารถ เรื่องงาน จะเอาใจเก่ง ถ้าลองสังเกต โดยเฉพาะที่สภา เด็กคนไหนทำงานเก่ง จะไม่ค่อยสนใจ แต่งานเป๊ะ

...คนไม่เก่ง ทำงานไม่เป็น จะเอาใจทางธุรการซื้อโน่นนี่นั่น พาไปนั่นไปนี่ จ๊ะจ๋า แต่งตัวดี พวกนี้จะหาเรื่องกลบเกลื่อน สนิทคนนั้น คนนี้ เพื่อเอาเปรียบและโตแซงเป็นผู้บริหาร สำนักงานก็เละเทะไม่มีประโยชน์อะไร แม้ความหวังนั้นจะมีอยู่ แต่คงต้องใช้เวลากับมัน"

จเร บอกด้วยน้ำเสียงสบายใจหลังถูกย้ายให้มาทำหน้าที่ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ แม้วันแรกจะตกใจบ้าง แต่ต้องขอบคุณหัวหน้า คสช. ทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระอะไรกับปัญหาการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ พร้อมอธิบายว่าที่เป็นปัญหาเนื่องด้วยการก่อสร้างมี 3 ส่วน คือ สำนักงานฯ บริษัทที่ปรึกษา ผู้ควบคุมงาน ผู้รับจ้างก่อสร้าง ทั้งหมดมีหน้าที่รับผิดชอบ และสภามีหน้าที่กำกับ โดยมีคณะกรรมการตรวจการจ้างเป็นผู้ดูแล ว่าเป็นไปตามสัญญา เบิกจ่ายได้หรือไม่

จเร ขยายความว่า สิ่งที่ล่าช้า เพราะการส่งมอบพื้นที่ ไม่ใช่ความผิดของสภา เนื่องจากปัญหามาจากสมัยน้ำท่วม ส่วนราชการที่ต้อง ส่งมอบพื้นที่ก็ย้ายออกไม่ได้ รวมถึงโรงเรียน เรื่องพวกนี้เป็นปัญหาในการสร้างที่ใหม่ของเขา แต่เวลาส่งมอบพื้นที่ตรงอาคารหลัก ทยอยส่ง อาคารรอบๆ มีปัญหาบ้าง ที่กองดินสิ่งเหล่านี้มันสามารถขอขยายเวลาได้

ทั้งนี้ ต้องดูเหตุผล ถ้ามีเรื่องเสนอมาต้องพิจารณา เช่น ขอขยายระยะเวลา ต้องพิจารณารอบคอบ เพราะเงินจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบ และตามระเบียบการขยายสัญญา ทำได้ก่อนเสร็จหมดอายุสัญญา ซึ่งก็มีระยะเวลาพิจารณาได้อย่างรอบคอบ แก้แบบก็อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา

"เรื่องดินที่บอกทุจริต แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา ดินบริจาคมูลนิธิหนึ่ง ก่อนที่พวกเราจะเข้ามา แล้วการบริจาคดิน ซึ่งดินมันอยู่ในโครงการ โดยผู้รับบริจาคตักไปแล้วก็เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาเลย มันไม่ใช่หน้าที่ของเราตามไปดู มีแต่เราเร่งให้เขามารับไปเร็วๆ ด้วยซ้ำ และมีการพูดซ้ำๆ ว่าโกง จนคนฟังคิดว่าเรามีส่วนเอี่ยว ผมรู้แก่ใจ พอมีการพูดกันมาเยอะๆ ผมสั่งระงับบริจาคในส่วนนี้ มีการขอให้เอาดินไปลงที่ดินธนาคารกรุงไทย ประมาณ 60 ไร่ ซึ่งจะมีการถม และเราเตรียมทำเอ็มโอยูแล้ว

...จะส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาว่าจะเอาเท่าไร และธนาคารกรุงไทยก็คือของกระทรวงการคลัง เราคิดง่ายๆ เพราะเป็นของรัฐ และ

บริจาคให้วัด พอเวลาพูดเรื่องทุจริตก็ว่าทั้งวง ผมไม่รู้จงใจหรือไม่ ไม่อยากเถียงอะไร เพราะเป็นเรื่องทางโลก ไม่อยากโต้เถียง เป็นไปได้ว่านักธุรกิจพอถึงเวลาก็อยากทำอะไรให้ได้ประโยชน์ของเขามาก เป็นเรื่องปกติ แต่ทางสำนักงาน คือ ส่วนราชการ ก็ต้องไปดูแลให้เป็นไปตามกฎกติกา มันอาจช้าไปบ้าง แต่เป็นเรื่องปกติ ส่วนตัวไม่คิดขัดแย้งกับใคร หรือโกรธอะไร"

จเร ตั้งข้อสังเกตถึงการก่อสร้างรัฐสภา แห่งใหม่ ที่เคยระบุก่อนหน้านี้ อาจผิดมาตั้งแต่แรก คนเชี่ยวชาญทางด้านโครงการก่อสร้างในส่วนราชการ คือ กรมโยธาธิการ และทำไมไม่จัดการตั้งแต่แรกทั้งหมด เอามาทำเองทำไม เมื่อเทียบกับเรื่องดิน เหมาหรือให้ใครจัดการไป มันก็จบ หรือบริจาคไปเลย เพราะดินมูลค่า 20 ล้านบาท แต่เวลารัฐสภาเสียค่าปรับวันละ 12.28 ล้านบาท สองวันเกินราคาดิน ทำไมต้องมาทำอะไรให้ยุ่งยาก

จเร บอกว่า หลังจากเกษียณอายุราชการ คงจะไปสอนหนังสือในด้านกฎหมายเพราะ จบปริญญาเอกด้านนี้ หรือจะให้ไปสอนฟรีก็ยินดี ซึ่งช่วงนี้ก็รับงานสอนให้กับบางมหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยรัฐ 2-3 แห่ง นอกจากนี้ ส่วนตัวยังเป็นกรรมการของมหาวิทยาลัย ราชมงคลอีสาน ซึ่งเป็นสถาบันที่จะพัฒนาระบบราง กับซ่อมอากาศยาน จะพยายามผลิตบุคลากรออกมาทำงานได้จริงทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ โดยไม่ต้องไปฝึกอีก

เมื่อมีเรื่องร้องเรียนก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบเพื่อให้ได้ ข้อเท็จจริง รวมถึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย บางที เรื่องมันเยอะทำ ให้ช้า ทยอยออก ครั้นจะตั้งกรรมการหลายๆ คณะคงไม่มีคนทำ งาน บางครั้งก็ถูกนักการเมืองเร่ง เขย่าทุกวัน ล่าช้า เข้าข้าง คนถูกลงโทษมาฟ้องบ้าง ไปร้องอะไรต่ออะไร เพราะคนไม่ทำ ตามกติกา

'ยิ่งลักษณ์' ติดคุก ต่อลมหายใจ 'เพื่อไทย' - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปริศนาว่าด้วย "ยิ่งลักษณ์ Where are you?" ยิ่งลักษณ์ไปอยู่ที่ไหนเริ่มได้รับการคลี่คลายเป็นลำดับพอสมควรนับตั้งแต่ตัดสินใจหันหลังให้แผ่นดินเกิดเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้แม้แต่ฝ่ายความมั่นคงเอง ที่ติดตามอดีตนายกฯ แบบหายใจ รดต้นคอมาตลอดยังหาคำตอบไม่ได้

จุดเปลี่ยนสำคัญที่คำตอบเริ่มปรากฏขึ้นเห็นจะเป็นการพบภาพจากกล้องวงจรปิดที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงยานพาหนะที่พา "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" หลบหนี จนมาสืบทราบภายหลังว่างานนี้มีตำรวจนอกแถวเป็นผู้ให้การสนับสนุน

จนกระทั่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมายอมรับว่าพบสถานที่กบดานแล้ว คือ นครรัฐดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งอย่างที่ทราบดีว่าเป็นแหล่งพำนักพักพิงของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงหลายปีมานี้

การหายตัวของยิ่งลักษณ์ แง่หนึ่งสร้างความเสียหน้าให้กับ คสช.ไม่น้อย ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการ หละหลวม และยังเป็นคำถามว่าถึงที่สุดแล้วหน่วยงานของรัฐไทยจะสามารถใช้กฎหมายระหว่างประเทศส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่ แต่อีกมุมหนึ่ง คสช.ก็อาจจะได้คะแนนในทางการเมืองขึ้นมาบ้างเช่นกันจากการที่ยิ่งลักษณ์อ้างว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย แต่กลับหลบหนีกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม เรื่องการติดตามตัวยิ่งลักษณ์มารับโทษจำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ต่างอะไรกับหนังชีวิตที่ต้องดูกันยาว แต่หากมองลงไปในคำพิพากษาของ ศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. จะพบว่ามีบางมุมในทางการเมืองที่น่าสนใจเช่นกัน

ก่อนอื่นเวลานี้ยังไม่มีคำพิพากษาฉบับเต็มเผยแพร่จากทางศาลฎีกาอย่างเป็นทางการ ทำให้ต้องดูจากเอกสารข่าวของศาลฎีกาที่เป็นการสรุปคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 27 ก.ย.เป็นหลัก

ในเอกสารสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็น 3 ประเด็น

1.ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่านโยบายจำนำข้าวแม้จะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาแต่อยู่ในขอบอำนาจที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบได้

2.รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานในการป้องกันการทุจริตของนโยบายรับจำนำข้าวเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว และในระหว่างการดำเนินนโยบาย ดังกล่าวได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบ ในประเด็นนี้จึงยังรับฟังไม่ได้ว่ายิ่งลักษณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

3.ยิ่งลักษณ์รับทราบถึงปัญหาและความเสียหายในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และถึงแม้กระทรวงพาณิชย์จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแต่ทำการตรวจสอบไม่ตรงกับประเด็นที่มีการอภิปราย ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ายิ่งลักษณ์รับทราบถึงความเสียหายแต่ไม่ได้มีการระงับยับยั้ง การกระทำของยิ่งลักษณ์จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

เรียกได้ว่า หมัดน็อกยิ่งลักษณ์ อยู่ที่โครงการจีทูจี ซึ่งเป็นคดีที่ศาลฎีกาฯ เพิ่งพิพากษาจำคุก "บุญทรง เตริยาภิรมย์" อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นเวลาร่วม 4 ทศวรรษนั่นเอง หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ นโยบายรับจำนำข้าวไม่ผิด แต่ผิดตรงที่มีการทำจีทูจีทุจริตนั่นเอง

ในภาพใหญ่ที่ออกมาเช่นนี้ ในมุมของพรรคเพื่อไทยย่อมใจชื้นอยู่บ้าง เพราะหลายปีมานี้โดนกล่าวหามาตลอดว่าการรับจำนำข้าวเป็นนโยบาย ที่ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

พอคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ แม้จะมีการเอ่ยว่า มีความเสียหายก็จริง แต่นั่นเป็นความเสียหายในทางปฏิบัติไม่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลโดยตรง ย่อมช่วยให้พรรคเพื่อไทยหายใจได้โล่งมากขึ้นท่ามกลางภาวะที่พรรคการเมืองกำลังอยู่ในช่วงขาลงเช่นนี้

จากคำพิพากษาที่ปรากฏออกมาสู่สาธารณะนั้น เป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของพรรคเพื่อไทยไปในคราวเดียวกัน

มุมวิกฤตคงจะเป็นในมิติของครอบครัวชินวัตรที่มีอดีตนายกฯ ถึงสองคนที่ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก จนเริ่มเป็นที่อกสั่นขวัญแขวนของบรรดาสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่าคนตระกูล ชินวัตรจะทิ้งพรรคเพื่อไทยไว้กลางทางและเผชิญหน้ากับ คสช.โดยลำพังหรือไม่

ส่วนในมุมที่เป็นโอกาสนั้น แน่นอนว่าจะเป็นจังหวะสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะได้ปฏิรูปโครงสร้างของพรรคเพื่อสลัดจากเงาของทักษิณให้มากที่สุดและลดแรงเสียดทานจากภายนอก

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคเพื่อไทยจะได้มีที่ยืนในสนามเลือกตั้งมากขึ้นด้วย

กล่าวคือ พรรคฝ่ายตรงข้ามก็อาศัยผลของคดียิ่งลักษณ์มาโจมตีพรรคเพื่อไทยระหว่างการหาเสียงได้สะดวกมากนัก เนื่องจากศาลฎีกาฯ เองไม่ได้ให้ความเห็นลงไปแน่ชัดว่า ตัวนโยบายจำนำข้าวมีความผิดหรือไม่ เพราะอย่างที่ปรากฏออกมา คำพิพากษาของศาลเน้นไปในทางปัญหาทางปฏิบัติเป็นสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยน่าจะมีแรงฮึดเพื่อกลับมาเป็นผู้ชนะได้มากขึ้น เว้นเสียแต่จะมีอุบัติทางการเมืองบางอย่างที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องติดหล่มอีกรอบ หรือการเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ยิ่งลักษณ์จบแล้ว ฉากต่อไปนโยบายจำนำข้าว - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

กระบวนการติดตามตัว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ มารับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ตัดสินจำคุกยิ่งลักษณ์ 5 ปียังคงดำเนินต่อไป ขณะเดียวกันสื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่า ยิ่งลักษณ์กำลังจะยื่นเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองกับบางประเทศ เช่น อังกฤษ ประเทศที่ทักษิณ ชินวัตร ผู้พี่มีที่พักอยู่ในเมืองหลวง กรุงลอนดอน หากข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริงก็ต้องรอดูกันว่าผลจะเป็นอย่างไร

ทิศทางการติดตามตัวยิ่งลักษณ์มารับโทษ รวมถึงมุมมองต่อผลคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ที่ออกมา มีการประเมินและวิเคราะห์จากคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่ยังไม่เป็นคดีความ จนสุดท้ายจบที่การตัดสินของศาลฎีกาฯ ทั้งในส่วนของ นักวิชาการและนักการเมือง

เริ่มต้นที่มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ เพราะต้องไม่ลืมว่า เมื่อตอนรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ ก็มีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์หลายสถาบัน เช่น นิด้า-ทีดีอาร์ไอ-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาคัดค้านตั้งแต่แรก จนมีการเข้าชื่อกันของนักวิชาการ ยื่นคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลวินิจฉัยให้นโยบายจำนำข้าวยุติการดำเนินการ แต่สุดท้ายศาล รธน.ก็ยกคำร้อง รัฐบาลเพื่อไทยและยิ่งลักษณ์จึงเดินหน้าเต็มสูบทำจำนำข้าว จนสุดท้ายมีชะตากรรมอย่างที่เห็น

โดย รศ.ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็น อดีตคณะอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต รวมถึงยังเป็นอนุกรรมการป้องกันการแทรกแซงพืชผลการเกษตร ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เป็นคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ที่ติดตาม ตรวจสอบ เรื่องนโยบายรับจำนำข้าวมาตั้งแต่แรก จนเคยมีหนังสือจาก ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานแรกที่ส่งไปถึงยิ่งลักษณ์ ให้ทบทวนโครงการรับจำนำข้าว อันเป็นหนังสือที่มีการอ้างอิงมาตลอด ตั้งแต่เริ่มมีคดีรับจำนำข้าวจนคดีไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ และมีการตัดสินคดีจีทูจีและคดียิ่งลักษณ์

ดร.ไพโรจน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เดิมความเข้าใจและความคาดหวังของผม คิดว่ายิ่งลักษณ์ หากจะถูกตัดสินว่าผิด ก็น่าจะถูกตัดสินว่าผิดเพราะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ใช่ทุจริต แต่เป็นเรื่องการออกแบบนโยบายจำนำข้าวที่มันหมิ่นเหม่ ในการทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศมาก และล่อแหลม ทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย เพราะรัฐไปทุ่มแบบหมดหน้าตัก ทำโครงการโดยไม่มีความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เพราะโครงการจำนำข้าว เห็นได้ตั้งแต่ทำแล้วว่าแนวโน้มมันไม่สัมฤทธิผลอย่างที่ตั้งใจ เพราะขาดทุนเยอะ ด้วยความเข้าใจไปเองว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ดังนั้นไทยก็ต้องกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกได้ โดยไปซื้อข้าวมาเก็บไว้ แล้วค่อยคอยนำไปขาย ซึ่งเข้าใจผิด เพราะความจริงแล้ว แม้ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่เราเป็นผู้ผลิตรายเล็กในตลาดข้าวของโลก นโยบายของพรรคเพื่อไทยจึงเข้าใจผิดว่าจะควบคุมราคาข้าวในตลาดโลกได้

ตรงนี้ศาลเองอาจมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนอดีต คือ การทำนโยบายแม้รัฐบาลอยากจะช่วยชาวนา แต่ต้องระมัดระวังรอบคอบไม่ให้ประเทศเสียหาย หากสังเกตจะพบว่า เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์เริ่มทำนโยบายจำนำข้าว ก็เริ่มมีนักวิชาการ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ออกมาค้าน เพราะนโยบายประชานิยม จริงๆ นักวิชาการก็พอรับได้ แต่หากสุดโต่ง บ้าเลือดแบบนี้ โดยเอาประเทศชาติมาประกัน ถึงจุดหนึ่งนักวิชาการก็รับไม่ได้

หากมองย้อนกลับไป ซึ่งผมคิดตอนแรกว่า ศาลอาจมีวิธีคิดคล้ายพวกเรา ถือว่ายิ่งลักษณ์แม้จะแถลงนโยบายเรื่องนี้ต่อรัฐสภาแล้ว แต่การทำโครงการต้องคำนึงด้วยว่า จะใช้เงินทำโครงการเท่าใด

สิ่งที่สังคมนักวิชาการ รวมถึง ป.ป.ช.คาดหวัง ตอนนั้นยังไม่ใช่เรื่องจีทูจี คือจีทูจีตอนที่ทำ เราก็เริ่มรู้แล้วว่ามันจะมีปัญหา แต่ว่ามันมาทีหลังจากทำนโยบาย ต่อมาสังคมรวมถึงฝ่ายค้าน ก็เริ่มมีความคิด มีการต่อสู้ เพราะไม่เห็นด้วยกับการจำนำข้าวแบบที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำ ตอนแรกผมก็คิดว่า ยิ่งลักษณ์อาจจะโดนข้อหา 157 ได้เหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.เคยเสนอไปยังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก่อนแล้วว่า ระวังมันอาจเกิดความเสียหายในการทำโครงการตอนแรก

ดร.ไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ความเข้าใจผมก็คิดว่ายิ่งลักษณ์จะโดน แต่โทษจะไม่มาก แล้วก็รอลงอาญา โดยไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องควรต้องทำหน้าที่ดีกว่านี้กรณีที่มีการทุจริตจีทูจี

ศาลเมื่อออกมาแบบนี้ ก็ตรงกันข้ามกับที่ผมคิด ศาลไม่ได้พูดเรื่องนโยบายจำนำข้าว ศาลก็มีวิธีคิดแบบเดิมคือ รัฐมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย โดยการทำโครงการจำนำข้าวก็มีปัญหาหลายอย่าง แต่ว่าศาลก็เข้าใจว่า รัฐบาลพยายามจะป้องกัน แต่ศาลเข้าใจว่ามีการแยกกันระหว่างคนทำนโยบายระดับสูงกับฝ่ายปฏิบัติ ยิ่งลักษณ์จึงรอดตรงนี้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าไม่ตรงกับที่นักวิชาการช่วงแรกๆ อย่างเช่นพวกผม และนักวิชาการที่ไปช่วยงาน ป.ป.ช. จนมีนักวิชาการไปยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้ยับยั้งโครงการ แต่ศาลไม่รับคำร้อง

เมื่อเป็นแบบนี้ การกำหนดข้อพิพาทเรื่องจำนำข้าว การต่อสู้เรื่องจำนำข้าวก็เป็นหนังม้วนเก่า ไม่มีอะไรตื่นเต้น สังคมอาจคิดแบบนักวิชาการ แต่ศาลอาจคิดว่า ศาลให้อำนาจรัฐมากในการดำเนินนโยบาย เพื่อรักษาประโยชน์ เพราะฉะนั้นโดยนัย ถามว่า นโยบายจำนำข้าวก็อาจมีการระมัดระวังมากขึ้น แต่ผมคิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอีก นโยบายจำนำข้าวคงไม่หายไปจากเมืองไทย แต่จะทำแบบสุดขั้วสุดโต่งแค่ไหน มันก็จะไม่เหมือนอดีต เพราะมีสังคมคอยตรวจสอบ

.คำตัดสินที่ออกมาของศาล พรรคเพื่อไทย เขาถือว่าเขาไม่แพ้ คือเรื่องการโกง เป็นเรื่องของรัฐมนตรีที่พรรคอาจจะรู้ เพราะอย่าง บุญทรง เตริยาภิรมย์ ก็โดนปลดจาก รมว.พาณิชย์ ทางเพื่อไทยก็อาจจะรู้ว่ามีการทุจริตกันเองเป็นแก๊งเพื่อต้องหาเงิน ซึ่งเรื่องจีทูจี พรรคเพื่อไทย แต่ก็ถือว่าเสีย เพราะทุจริต และชัดมาก แต่ปัญหาอันนี้มันไม่ได้มาก ถึงกับไปทำลายว่า พรรคนี้หวังแต่จะได้คะแนน แล้วนโยบายจำนำข้าวมันทำให้ประเทศชาติเสียหาย พรรคเพื่อไทยอย่างน้อยก็ยืนกรานได้ว่า เห็นหรือไม่ ศาลก็ไม่ได้ เอาผิดเรา

เมื่อถามว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ จากผลคำพิพากษาที่ให้จำคุกยิ่งลักษณ์ เรื่องนี้ถอดบทเรียนในเชิงนโยบายอย่างไรได้บ้างดร.ไพโรจน์ ย้ำว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เปลี่ยน ยังไม่มีการพลิกแผ่นดินในเชิงความคิดและนโยบาย ศาลก็ยังมองแบบเดิมๆ ว่า เขาก็ยังมีอำนาจรัฐ เขาทำได้ นโยบายแบบนั้น ตราบใดที่ไม่ทุจริต นักวิชาการคิดว่า นโยบายจำนำข้าวสุดโต่งมาก มีที่ไหน รัฐผูกขาดข้าว จนมีนักวิชาการจากนิด้าเคยไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาล รธน.ยกคำร้อง แต่ศาลเขาไม่ได้คิดแบบนั้น

นักวิชาการที่ติดตามเรื่องนโยบายจำนำข้าว อยากให้ศาลยุติธรรมคิดแบบเขา เอาผิดยิ่งลักษณ์ประเด็นว่า ไปออกนโยบายจำนำข้าวแบบนี้ไม่ถูกต้อง ต้องรับผิดชอบ ผมคิดแบบนั้น ผมคิดว่าถ้าเป็นแบบนั้น จะทำให้การออกแบบเรื่องนโยบายหลายอย่างโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหาย ทั้งที่ทำนโยบายไปแล้ว สังคมมีการคัดค้านกันเยอะ ว่าควรต้องรอบคอบ เพราะการทุจริตจีทูจีมันชัดมาก คนทำก็ลุแก่อำนาจ

อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า เรื่องความผิดพลาดของการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ที่สุดท้ายเกิดคดีจีทูจี-คดียิ่งลักษณ์ เป็นเพราะถ้าจุดใหญ่มันพลาด การบริหารต่อไปมันก็ยาก เช่น การกำหนดราคารับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดมาก ก็ทำให้ใครๆ ก็อยากขายข้าวให้โครงการ ทำให้ปริมาณการผลิตก็มากขึ้น จนมีปัญหา เช่น การปลอมข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขาย เพราะราคาที่รับจำนำมันสูงมาก แล้วก็มาเกิดปัญหาขั้นตอนต่างๆ อีก เช่น การเก็บข้าว จนข้าวมีปัญหา แล้วตามด้วย ปัญหาในขั้นตอนต่างๆ ไล่ตั้งแต่จากกระทรวงพาณิชย์จนไปถึงท้องถิ่น ตั้งแต่ซื้อข้าวมาเก็บไว้จนขายออกไป ที่มีปัญหาเรื่องไม่โปร่งใส อีกทั้งกระบวนการก็ให้อำนาจรัฐ เช่น ความลับในการขายข้าว หรือระบบการปิดบัญชี ที่ซื้อข้าวมาเก็บไว้ แต่เมื่อข้าวยังขายออกไปไม่หมด มันก็ยังปิดบัญชีไม่ได้ เมื่อกระบวนการต่างๆ เหล่านี้มีปัญหา มันก็เป็นจุดอ่อน

- มองว่าพรรคเพื่อไทยอาจคิดว่าพรรคไม่ได้แพ้ในเชิงนโยบาย เพราะศาลฎีกาฯ ก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้?

ใช่ ถูกต้อง เพื่อไทยถือว่าเรื่องนี้เป็นจุดขายของเขา ส่วนเรื่องทุจริต ผมมองว่า กับคนระดับล่าง เรื่องคะแนนเสียงคงไม่มาก เว้นแต่กับคนชนชั้นกลางที่อาจเคยศรัทธา ก็อาจมีบ้าง แต่คงมีผลไม่มาก เพราะทุจริตโดยกลุ่มบุคคล เช่น รัฐมนตรี มันมีอยู่เสมอ ก็ดูอย่าง ทักษิณ ชินวัตร โดนศาลฎีกาฯ ตัดสินคดี แล้วก็โดนยึดทรัพย์ แต่ก็ยังชนะเลือกตั้งตลอด อย่างล่าสุดคะแนนนิยมก็ไม่ได้ลง

ดร.ไพโรจน์ วิเคราะห์ว่า หลังจากนี้นโยบายจำนำข้าว หากฝ่ายการเมืองจะเข้ามาทำอีก ทั้งที่เราก็รู้ว่ามันไม่ได้ผลและเสียหาย แต่หากจะมีการทำต่อในอนาคต ก็ควรทำพอประมาณ แล้วหาทางไปปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ใช้เทคโนโลยีการผลิตให้ดี ทำภาคการเกษตรสมัยใหม่ หรือไม่ก็คำนวณรายได้ภาคเกษตร แล้วหากพบว่าใครมีรายได้ต่ำ ก็ให้เงินอุดหนุนไปเลย การช่วยเหลือยังมีทางเลือกเยอะ เช่น หากจะจำนำ ก็ต้องทำให้มีการจำนำกันจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ทำก่อนหน้านี้ ที่เป็นการขายขาด ไม่ใช่จำนำ ซึ่งเมื่อต่อไป ถ้าภาคเศรษฐกิจเติบโตได้ คนในภาคเกษตรจริงๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ ก็จะน้อยลงไป เพราะทุกวันนี้ภาคเกษตรมันเล็กลดลงไปแล้ว ข้าวก็เหมือนกัน ถ้าดูจากผลผลิตจีดีพี ข้าว ก็เล็กลงไปมาก ไปทุ่มเสียหายอะไรกัน 4-5 แสนล้านบาท มันไม่คุ้ม ไปสร้างรถไฟทำบ้านเมืองให้เจริญ เดินทางสะดวก ดีกว่าเยอะ เป็นการผลาญเงินที่ไม่คุ้มเลย

- คิดว่าทักษิณและพรรคเพื่อไทยหลังจากนี้เมื่อมีการเลือกตั้ง จะยังคงชูนโยบายจำนำข้าวต่อไปหรือไม่?

แน่นอน ยิ่งหากภาคอีสานกับภาคเหนือยังเลือกคนของพรรคเพื่อไทยแบบที่ผ่านมา เขาไม่เลิกนโยบายจำนำข้าวแน่นอน แต่คงไม่กล้าทำแบบเดิม ที่จะจำนำแบบเดิม คือเกวียนละ 15,000 บาท และคงประกาศในช่วงหาเสียงด้วย เพราะเป็นจุดขายของเขา เขาจะเลิกทำไม และคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ก็ไม่ได้บอกว่า อดีต นายกฯ ผิดในเรื่องเชิงนโยบาย แต่ขณะนี้ก็ถือว่ายิ่งลักษณ์จบไปแล้ว.

โกงจำนำข้าว จบที่ไม่มีแผ่นดินอยู่

สำหรับนักการเมืองที่ตรวจสอบเรื่อง การรับจำนำข้าว ที่มีบทบาทสำคัญมาตลอด คงไม่พ้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ที่คนเรียกกันว่า หมอข้าว เพราะเปิดประเด็นเรื่องจำนำข้าว โดยมีการเดินหน้าตรวจสอบต่อเนื่อง ตั้งแต่ในรัฐสภา-คณะกรรมการ ป.ป.ช. จนคดีไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ

หลังศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำคุกยิ่งลักษณ์ 5 ปี ดังกล่าว นพ.วรงค์ วิเคราะห์ว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ชัดเจนและตอบสิ่งที่คาใจคนในสังคมหลายประเด็นมาก โดยเฉพาะประเด็นที่ฝ่ายเพื่อไทยพยายามจะพูดว่า นโยบายช่วยชาวนาทำไมผิด คำพิพากษาที่ออกมาระบุชัดว่า การตรวจสอบเชิงนโยบาย ศาลฎีกาฯ ไม่มีอำนาจไปตรวจสอบ เป็นเรื่องของสภาฯ-รัฐสภาในการตรวจสอบ ทำให้ต่อไปนี้พรรคเพื่อไทยไม่มีสิทธิ์มากล่าวหาได้อีกแล้วว่า ช่วยชาวนาทำไมผิด เพราะคำพิพากษาเคลียร์ชัดเจนตรงนี้แล้วว่านโยบายรัฐบาล เป็นเรื่องการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ และนโยบายเป็นเรื่องที่รัฐบาลแต่ละชุดสามารถออกมาได้ แต่หากรัฐบาลทำผิดกฎหมาย ศาลยุติธรรมก็มีอำนาจในการตรวจสอบ ถ้าทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นทางแพ่ง-อาญา หรือคำสั่งทางปกครอง โดยกระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระมีอำนาจการตรวจสอบทั้ง ป.ป.ช. อัยการ จนมาถึงศาล

หมอวรงค์ กล่าวต่อไปว่า โครงการรับจำนำข้าว การดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เริ่มจากหนึ่ง ต้นน้ำ ก็คือข้าวของชาวนาที่นำไปจำนำที่โรงสี ซึ่งทำหน้าที่แทนรัฐบาลในการรับซื้อข้าว แต่พบว่ามีการเอาเปรียบชาวนา โกงความชื้น โกงตาชั่ง มีการสวมสิทธิ์ นำข้าวจากเขมรเข้ามาร่วมโครงการรับจำนำ จนนำมาสู่ความเสียหาย

ส่วนที่สองคือ กลางน้ำ คือนำข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสาร แล้วนำไปเก็บไว้ในโกดัง ที่มีการทุจริต ทำให้มีข้าวเสื่อมสภาพ ข้าวไม่ได้มาตรฐาน จนเป็นข้าวเน่าไปเก็บไว้ในโกดัง

คำพิพากษาของศาลก็ระบุถึงเรื่องพวกนี้ แต่ศาลก็ยกประโยชน์ให้ ตรงที่บอกว่า ตัวยิ่งลักษณ์ก็พยายามปรับปรุงแก้ปัญหาพวกนี้ จึงถือว่ายิ่งลักษณ์ไม่ได้มีความผิดฐานปล่อยปละละเลยทำให้เกิดความเสียหาย หรือทุจริต จึงเท่ากับว่า นโยบายรับจำนำข้าว ในขั้นตอนต้นน้ำและกลางน้ำ ศาลยกประโยชน์ให้ แต่โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการใหญ่ มีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คือการระบายข้าว ที่ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบเรื่องการระบายข้าวด้วย

...ประเด็นนี้ คำพิพากษาคดียิ่งลักษณ์ได้อ้างอิงคำพิพากษาคดีจีทูจี ศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยไว้ว่า เป็นการแอบอ้าง ทำสัญญาระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ มีการเวียนเทียนข้าว ขายข้าวในราคาถูก แล้วนำมาเวียนเทียนขายในประเทศ ในคำพิพากษาบอกอีกว่า ฝ่ายค้านคือพวกเรา ในพรรคประชาธิปัตย์เคยอภิปรายให้จำเลยคือยิ่งลักษณ์ทราบถึงปัญหาแล้ว ศาลยังบอกอีกว่า แม้แต่ผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าว คนกลุ่มนี้เคยเกี่ยวข้องกับการทุจริตในอดีต อีกทั้งคนที่เคยเป็นผู้ช่วย ส.ส.ในพรรคเดียวกับยิ่งลักษณ์ ก็ยังเข้ามาเป็นตัวแทนภาคธุรกิจทำธุรกรรมจีทูจี และศาลยังบอกอีกว่า ตัวยิ่งลักษณ์ก็ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่า มีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ อีกทั้งการตั้งกรรมการสอบของบุญทรง เตริยาภิรมย์ ก็กลับไปตั้งผู้ใต้บังคับบัญชามาตรวจสอบ และตรวจสอบไม่ตรงประเด็น ในเรื่องการทำสัญญาจีทูจีที่ผิดปกติ

...ศาลยังบอกอีกว่า เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องจำนำข้าวรัฐบาล ตอน พ.ย. ปี 2555 แต่ตัวจำเลยคือยิ่งลักษณ์ กลับปรับนายบุญทรงออก หลังผ่านไป 7 เดือน ซึ่งเราบอกมาตลอดว่าการให้นายบุญทรงอยู่ต่อ 7 เดือน ทำให้บุญทรงไปเซ็นสัญญาจีทูจีรอบ 2 ที่ก็ไปสร้างความเสียหายไปอีก 14 ล้านตัน และศาลยังบอกอีกว่า จำเลยก็น่าจะทราบว่าสัญญาจีทูจีมีปัญหา แต่ก็ยังกลับปล่อยให้มีการส่งมอบข้าว จนเกิดความเสียหายต่อเนื่อง ศาลจึงตัดสินว่ายิ่งลักษณ์ จำเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

"คำพิพากษาของศาลมีคำตอบที่ชัดเจนมาก คือโครงการที่ช่วยชาวนาไม่ได้ผิด แต่หากทุจริตไม่ติดคุกก็ต้องไม่มีแผ่นดินอยู่"

นพ.วรงค์ ย้ำว่า ถ้าเราดูภาพรวมทั้งหมดของเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งฝ่ายยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทยพยายามบอกว่าต้องการช่วยชาวนา ซึ่งเรื่องช่วยชาวนาไม่มีใครว่า ศาลก็ไม่ว่า และยังบอกอีกว่าศาลไม่มีอำนาจในการตรวจสอบนโยบาย แต่มาตัดสินความผิดตรงเรื่องทุจริต อันเป็นสิ่งที่เราก็พยายามต่อสู้มาตลอดว่าเรื่องนี้มีการทุจริตเชิงนโยบาย

"ขอยืนยันเมื่อมาถึงตอนนี้ว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ปากบอกว่าช่วยชาวนา แต่เอาเงินภาษีมาผลาญ แล้วก็นำข้าวในโครงการมาถลุง มาขายหาประโยชน์กันในกลุ่มพรรคพวกตัวเอง หลังศาลมีคำพิพากษาออกมาแบบนี้ เราพูดได้เต็มปากแล้วว่าช่วยชาวนาไม่ใช่ความผิด แต่ที่ผิดคือไปทุจริต"

ผมมองว่าความผิดพลาดสำคัญของการดำเนินนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทยก็คือเรื่องทุจริต แล้วเป็นทุจริตทุกขั้นตอน แต่ศาลท่านก็ยกประโยชน์ให้จำเลยยิ่งลักษณ์ ในขั้นตอนต้นน้ำ กลางน้ำ แต่ทุจริตที่ใกล้ตัวคือการระบายข้าว เพราะมันใกล้ตัวยิ่งลักษณ์และบุญทรงมาก เพราะต้องใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการระบายข้าว การทุจริตจำนำข้าวจึงเป็นการทุจริตที่สร้างความเสียหายใหญ่ที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยตั้งมา

นพ.วรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ก็คือ กระบวนการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ หลังที่ผ่านมาพบว่าฝ่ายยิ่งลักษณ์มีความพยายามจะลี้ภัยการเมือง โดยอ้างเรื่องว่าคดีที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะวันนี้เห็นแล้วว่าเป็นเรื่องของการทุจริต ก็ต้องดูว่าเขาจะใช้สิทธิ์ลี้ภัยการเมืองได้ไหม แต่ผมเชื่อว่ายากเพราะคำพิพากษาชัดเจนทุกอย่าง ศาลไม่แตะเรื่องนโยบายของฝ่ายบริหาร แตะเรื่องทุจริตอย่างเดียว และทุกประเทศทั่วโลกเขาต่อต้านการทุจริตหมด ผมจึงคิดว่าการขอลี้ภัยเป็นเรื่องยาก

สิ่งที่ต้องระวังคือการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร เพราะเรื่องนี้เป็นสงครามของข้อมูลจริงกับข้อมูลเท็จที่สู้กันมาตลอด พวกผมถึงต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้ตลอด เพราะมีความพยายามจะส่งข้อมูลผิดๆ ออกมา เราจึงต้องอธิบาย หลังจากนี้ต้องติดตามว่าจะมีการส่งข้อมูลผิดๆ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้คนในสังคมหรือไม่ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลก็มีหน้าที่ในการสื่อสารกับประชาชน เช่นนำคำพิพากษามาชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ

ผมมองไปข้างหน้าว่าในฐานะเป็นนักการเมือง วันนี้นักการเมือง พรรคการเมืองต้องมีความชัดเจนแล้วว่า ในการจะช่วยเหลือประชาชนสิ่งที่ทำต้องไม่มีการทุจริต คุณจะออกนโยบายอะไรมาก็แล้วแต่ แต่ต้องไม่มีการวางแผนมาหาประโยชน์จากนโยบายที่ทำไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคดีรับจำนำข้าวมีการติดตามตรวจสอบใช้เวลา 6 ปี ซึ่งมันก็อาจช้าหน่อย ประเทศชาติก็เสียหายไปเยอะ เราจึงต้องเรียกร้องทุกฝ่ายว่าถึงเวลาต้องดูแลชาวนา ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนจริงๆ โดยไม่หวังจะมาทุจริต

เมื่อถามว่ากระบวนการบังคับคดีเพื่อนำตัวยิ่งลักษณ์กลับมารับโทษ เช่นส่งผู้ร้ายข้ามแดน การถอนหนังสือเดินทาง เกรงไหมว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐอาจไม่ทำจริงจัง นพ.วรงค์ ตอบว่าเมื่อศาลฎีกา ตัดสินไปแล้ว ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ ต้องบังคับคดี คือติดตามตัวยิ่งลักษณ์มารับโทษ เรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลด้วย ในการทำความเข้าใจกับสังคมโลกให้เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น คดีที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องเผด็จการ ไม่ใช่เรื่องการประชาธิปไตยอะไร แต่เป็นคดีที่เกิดจากทุจริต หากรัฐบาลอธิบายให้ต่างประเทศเข้าใจ กระบวนการติดตามตัวมาก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะกลายเป็นเรื่องยากของฝ่ายยิ่งลักษณ์หากคิดจะลี้ภัยต่างประเทศ

- ประเมินกันว่ายิ่งลักษณ์คงทำแบบทักษิณ คือหนีคดีอยู่ในต่างประเทศไปเรื่อยๆ?

ดูรูปการณ์แล้วก็คงแบบนั้น แต่ยิ่งลักษณ์จะทำได้ยากกว่า เพราะคดีของทักษิณเกิดหลังรัฐ ประหาร แต่คดีของยิ่งลักษณ์แตกต่างกัน เขาไม่ได้รับผลอะไรจากการปฏิวัติ ยังคงมีเสรีภาพทุกอย่าง แล้วยิ่งลักษณ์เขาก็ต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมมาตลอด

สำหรับบทบาทของตระกูลชินวัตรในทางการเมือง ผมว่าเขาก็ต้องปรับตัว และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปก็จะเป็นบทเรียนกับทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่เป็นของครอบครัว เราเห็นเจตนาเขาชัดเจนในเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ ผมว่ามันก็เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ควรต้องกลับไปสู่วงเวียนแบบเดิมๆ ที่ทุกอย่างเป็นของครอบครัว แล้วก็มาดูแลประเทศผ่านครอบครัวครอบครัวหนึ่ง ผมเชื่อว่ารอบนี้เขาได้บทเรียนแล้ว

นพ.วรงค์ กล่าวหลังถามไปว่า วิเคราะห์ว่าการสู้ทางการเมืองของทักษิณต่อจากนี้จะถอยหรือว่าจะสู้หนักขึ้นกว่าเดิม โดยเขาตอบว่าถือว่าเรียกร้องก็ได้ คือเขาก็สู้มาเป็นสิบปีแล้ว คือเมืองไทยเป็นเมืองที่เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพระสยามเทวาธิราช เมื่อวันหนึ่งประเทศกำลังมีปัญหาโดยบางคนมีอำนาจแล้ว เหิมเกริม แต่สุดท้ายก็มีคนนำข้อมูลออกมาตีแผ่ จนระดับนายกฯ และรัฐมนตรีก็ไปต่อไม่ได้

ผมจึงต้องเรียกร้องไปที่ทักษิณ เพราะนโยบายจำนำข้าวคือนโยบายทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ว่าควรตั้งหลักใหม่ คนไทยเมื่อถึงจุดหนึ่งหากคุณดูแลเขาจริงๆ คนไทยให้อภัย แต่อย่าไปเอาเปรียบเขา อย่าไปโกหกเขา วันนี้ก็ควรพอได้แล้วและไปตั้งหลักคิดนโยบายทำให้ประชาชนจริงๆ ถ้าประชาชนเขาเห็นว่าอยากให้โอกาสกลับมา ก็อย่าไปทำแบบเดิมๆ เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง เพราะที่ผ่านมาดูแล้วเขาปากกับใจไม่ตรงกัน พูดอย่างทำอย่าง อย่าไปทำแบบเดิม คนไทยเขาไม่ยอม

- ก้าวที่ผิดพลาดของยิ่งลักษณ์ในเรื่องนี้จนส่งผลถูกตัดสินจำคุก คิดว่าเป็นเพราะอะไร เช่น เกรงใจใครหรือไม่ จึงไม่กล้าปรับบุญทรงออกจาก รมต.ตั้งแต่เนิ่นๆ หลังมีปัญหาเรื่องจีทูจี?

ผมว่ามีคนที่มีอำนาจเหนือกว่ายิ่งลักษณ์ในการวางแผน เราอย่าลืมว่านโยบายนี้คือนโยบายที่ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ แล้วกลุ่มที่เข้ามาจัดการระบายข้าวก็เป็นกลุ่มเดิมที่ทำสมัยทักษิณมีอำนาจ แล้วกลุ่มนี้กลับมาอีก สิ่งที่เขาพลาดคงเพราะกลุ่มนี้เขาเหิมเกริม ไม่คิดว่าจะมีใครตรวจสอบได้ เขาเหิมเกริมจนทุกคนห่วงประเทศ ข้อมูลต่างๆ จึงไหลมาเยอะมาก

การดำเนินการมันใหญ่มันหมดทุกอย่าง เงินที่ใช้ซื้อข้าวใช้เงินไป 878,000 ล้านบาท มหาศาลไหม แล้วทำไมชาวนายังจนอยู่ เงินหายไปไหนหมด แล้วยังมีค่าบริหารจัดการ ค่าดอกเบี้ย เบ็ดเสร็จก็ร่วมๆ 940,000 ล้านบาท

"เป็นโครงการที่ใช้เงินมากที่สุด สร้างความเสียหายมากสุด ตัวเลขล่าสุดหากปิดบัญชีก็ประมาณ 5 แสนล้านบาท แต่หากตัวเลขคาดการณ์ความเสียหายก็จะอยู่ที่ประมาณร่วม 6 แสนล้านบาท ซึ่งเงินพวกนี้ไปไม่ถึงมือชาวนา เป็นกระบวนการโกงที่ใหญ่สุด โดยมีการใช้บริษัทข้ามชาติมาร่วมโกงในประเทศด้วย"

เรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ เพราะโครงการมันใหญ่มาก ซับซ้อนมาก มันต้องมีการสุมหัวร่วมกันคิด วางแผนกันเป็นขั้นตอนว่ามีการระบายข้าวแบบจีทูจี ตั้งแต่เริ่มการกำหนดแผนยุทธศาสตร์การระบายข้าว ที่ในคำพิพากษาคดีจีทูจีก็ระบุไว้ว่า มีการเสนอตรงไปที่ยิ่งลักษณ์ ทั้งที่ความเป็นจริงต้องให้ที่ประชุม ครม.และคณะกรรมการนโยบายข้าวพิจารณาเห็นชอบด้วย แต่ก็ไม่มีการเสนอ กลับส่งไปให้ยิ่งลักษณ์โดยตรงเลย

ผมจึงเชื่อว่ากระบวนการใหญ่ขนาดนี้ต้องมีทีมร่วมกันคิด ไม่ใช่คนคนเดียวคิด จากนั้นก็แบ่งงานกันทำ ซึ่งส่วนนี้ก็ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาบางตอนของคดีจีทูจี เช่นในขั้นตอนการนำข้าวไปไว้ที่โรงสี ก็ต้องมีคนไปคอยดูแลผลประโยชน์ให้โรงสี หรือการจัดการในขั้นตอนเซอร์เวเยอร์ ก็ต้องมีคนไปหาผลประโยชน์ในขั้นตอนตรงนั้น กระบวนการทั้งหมดก็ต้องมีการบริหารจัดการ ดูแลเรื่องผลประโยชน์ ไปจนถึงการระบายข้าว ดูแล้วมันก็ต้องมีคนคิดให้เขาว่าจะโกงกันอย่างไร แล้วการทุจริตก็กระจายกันไป โดยคนที่เกี่ยวข้องได้ผลประโยชน์กันหมด แต่มันคือเงินของชาติ ภาษีของแผ่นดิน แล้วสร้างละครว่าช่วยชาวนา แต่ทุกคนสนุกสนานกับการหาผลประโยชน์

ถามว่าการตัดสินจำคุกยิ่งลักษณ์จะเป็นบทเรียนสำหรับการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดต่อๆ ไปจากนี้หรือไม่ หมอวรงค์ มองว่า ผมใจกว้างพอเรื่องตรงนี้ ประชานิยมไม่ได้ว่าจะเสียหายทั้งหมด มันมีทั้งบวกและลบ ผมแบ่งประชานิยมเป็น 3 แบบ แบบแรกที่ดีก็มีเช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ก็โอเค แต่ก็ต้องมาปรับปรุงเพราะงบประมาณในการทำโครงการเริ่มไปไม่ไหว หรือโครงการเรียนฟรีของประชาธิปัตย์ที่ทำให้คนตื่นรู้ทางปัญญา หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนโดยตรง ไม่ได้เอื้อทุจริต

อันที่สอง ประชานิยมที่แย่ เช่นแจกแท็บเล็ต มันเป็นประชานิยม แต่ไม่ได้สร้างสรรค์ให้เด็ก หรือรถยนต์คันแรก

อันที่สาม คือประชานิยมที่แย่ที่สุด คือประชานิยมที่นำไปสู่การทุจริต ถือเป็นประชานิยมที่เลวที่สุด คือบอกว่าต้องการช่วยคนจน ช่วยประชาชน แต่มีแผนในการทุจริตซ้อนเอาไว้ในนโยบาย ที่ก็คือ นโยบายรับจำนำข้าว ที่มีการวางแผน โดยไม่ได้มีแค่นักธุรกิจ ข้าราชการ แต่เอาคนต่างประเทศ เอกชนต่างประเทศ มาร่วมวางแผนในการโกง เป็นทุจริตเชิงนโยบาย จนเป็นการโกงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เพราะสร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาท จึงเป็นประชานิยมที่เลวร้ายที่สุด

ถามว่าการที่ยิ่งลักษณ์หนีคดีไปแบบนี้ การติดตามสืบทรัพย์ อายัดทรัพย์ ไม่รู้ว่าทรัพย์สินต่างๆ ถูก โยกย้ายถ่ายเทไปหรือยัง หมอวรงค์ กล่าวว่า ผมเชื่อว่าช่วงแรกๆ เขาก็น่าจะโยก เพราะเขาต้องรู้อยู่แล้ว ก็เหมือนบุญทรงก็เหลือเงินในบัญชีไม่กี่บาท เพราะกว่าจะมีการสรุปเรียกค่าเสียหายต้องผ่านมาจากกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วไปที่กรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหาย ขั้นตอนเหล่านี้มันช้า ก็โยกเยอะ

ในฐานะตรวจสอบเรื่องจำนำข้าวมาร่วม 6 ปี ถามไปว่าผลคำพิพากษาคดีจีทูจีกับคดียิ่งลักษณ์ มาถึงตอนนี้คิดว่าประสบความสำเร็จในการทำงานหรือยัง หมอวรงค์ กล่าวว่า เราอยากให้การเมืองมีการเปลี่ยนแปลง ในอดีตการตรวจสอบในสภาข้อมูลจะหลวม เอกสารหลักฐานอะไรก็ไม่ค่อยมี เวลาจะเอ่ยชื่อใครในสภาก็ต้องพูดชื่อย่อกันเพราะไม่มีหลักฐาน

...การตรวจสอบเรื่องจำนำข้าวเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเอ่ยชื่อจริง นามสกุลจริง เพราะมีเอกสารหลักฐานรองรับหมด ยุคนี้เป็นยุคที่นักการเมืองบอบช้ำ ความศรัทธาจากประชาชนไม่มี เราก็ต้องปฏิรูปตัวเอง เพราะหากวันหนึ่งถ้าเราไปอยู่ฝ่ายบริหาร เราจะมีสำนึกในใจว่าเราจะดูแลประชาชนให้ดีที่สุด แบบนี้ศรัทธากลับมาแน่นอน แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านก็ตรวจสอบด้วยสาระ ไม่ใช่ว่าตอนเราตรวจสอบจำนำข้าว แต่เพื่อไทยมาตอบโต้โดยเอาเรื่องการขายสินทรัพย์ ปรส.ทั้งที่ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่ฝ่ายเขาไม่ดำเนินการตรวจสอบก่อนหน้านี้ หรือไปเอาเรื่องการก่อสร้างโรงพักตำรวจขึ้นมา ทั้งที่ไม่มีมูล แล้วเอากระดาษแผ่นเดียวไปร้อง ป.ป.ช.

ผมก็มองว่าคำพิพากษาที่ออกมาทั้งคดีจีทูจีและคดียิ่งลักษณ์ ต่อไปนี้จะทำให้การทุจริตต่างๆ ของนักการเมืองมันจะยากขึ้น เพราะทั้งสองเรื่องคือบทเรียนสำคัญของนักการเมือง ข้าราชการทุกระดับ และนักธุรกิจ แล้วครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทั้งสามส่วนโดนดำเนินคดีหมด นักการเมืองก็ระดับบิ๊กเนม ไล่ตั้งแต่ อดีตนายกฯ, รมว.พาณิชย์, รมช.พาณิชย์, เลขานุการรัฐมนตรี ต่างโดนดำเนินคดีหมด ข้าราชการก็ระดับอธิบดี ภาคธุรกิจ ก็โดนเอาผิดหมดทั้งบริษัท ครั้งนี้น่าจะเป็นการทำให้ต้องมีการตั้งหลักของประเทศในเรื่องการตรวจสอบทุจริตเชิงนโยบาย

การทำงานตรวจสอบเรื่องจำนำข้าวที่ผ่านมา คนที่ผมต้องขอบคุณมีเยอะมาก โดยเฉพาะทีมงาน อย่าง ราเมศ รัตนะเชวง ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ช่วยผมมากในการเตรียมคดี ทำงานกันแบบทั้งวันทั้งคืน รวมถึงผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ในพรรค ปชป.ที่คอยให้คำแนะนำและสนับสนุน รวมถึงต้องขอบคุณประชาชนที่เขาห่วงใยประเทศ เช่นกลุ่มโรงสี และสุดท้ายที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ พนักงานอัยการ ผมบอกเลยว่าทีมที่ทำคดีเรื่องนี้เขาสุดยอดมาก ทำการบ้านมาดีมาก ต้องชื่นชม เท่าที่ได้สัมผัสหัวใจและแววตา ทำให้รู้ว่าอัยการดีๆ ก็มีเยอะ

ถามปิดท้ายว่า ที่ผ่านมาเคยเจอหรือเคยคุยกับยิ่งลักษณ์บ้างหรือไม่ นพ.วรงค์ บอกว่าเคยเจอเห็นกันตอนประชุมสภา แต่ก็ไม่เคยพูดคุยหรือทักทายกัน ยืนยันว่าผมกับคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีอะไรส่วนตัวกัน เราต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ เขาคือฝ่ายบริหารที่อ้างว่าจะดูแลประชาชน ดูแลชาวนา ส่วนผมก็ถือว่าเป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกัน ก็ต้องปกป้องประโยชน์ประเทศชาติและชาวนา

"ยืนยันว่าการช่วยชาวนาไม่ได้ผิด แต่การทุจริตคือความผิด เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยหรือเผด็จการ คือไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ แต่หากมีการโกง มีทุจริตเกิดขึ้น ก็ติดคุกทุกคน หากไม่ติดคุกก็ต้องไปซุกแผ่นดินประเทศอื่น" หมอวรงค์กล่าวปิดท้าย.

"คำพิพากษาของศาลมีคำตอบที่ชัดเจนมาก คือโครงการที่ช่วยชาวนาไม่ได้ผิด แต่หากทุจริตไม่ติดคุกก็ต้องไม่มีแผ่นดินอยู่...เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยหรือเผด็จการ คือไม่ว่าจะเป็นประ ชาธิปไตยหรือเผด็จการ แต่หากมีการโกง มีทุจริตเกิดขึ้น ก็ติดคุกทุกคน หากไม่ติดคุกก็ต้องไปซุกแผ่นดินประเทศอื่น"

EDITORIAL: A small battle WONin the war on graft THE KIND OF JAIL TERMS HANDED YINGLUCK AND BOONSONG NEED TO BECOME THE RULE RATHER THAN THE EXCEPTION - THE NATION Issued date 30 September 2017

From the many muddy political aspects in the case against former prime minister Yingluck Shinawatra,a significant development has emerged that could represent a legal,social and political precedent.Sentencing her in absentia to five years in jail holds no profound promise for Thailand's future,though.Politics thoroughly undermines the will to fight pervasive highlevel graft,meaning that any positive development can turn out to be a false dawn.

The court held Yingluck accountable for a state policy that turned out to feed massive corruption.The penalty was basically awarded for her failure to act when suspicions of graft plagued the rice price-pledging scheme implemented by her administration.The verdict did not implicate her directly in the corruption,but made her pay for what the judges said were glaring irregularities happening right under her nose.

When her brother,Thaksin Shinawatra,the previous premier also overthrown in a coup,was sentenced to prison,also in absentia,nearly a decade ago,he was deemed guilty of being involved in a type of transaction from which political officeholders are barred.The case was more straightforward than Yingluck's.Thaksin's then-wife bought property being auctioned by the state.The blunder had nothing to do with any government policy.

In Yingluck's defence,her lawyers pointed out that the rice programme had been a campaign pledge that her party had to honour once elected.If it led to corruption,they suggested,she should not be held responsible because she had taken steps to guard against graft and she had nothing to do with the graft that arose at the implementation level.

One month ago,the court punished high-ranking officials implicated in the corruption that befouled the rice scheme.Boonsong Teriyapirom,who'd been commerce minister at the time,was jailed for 42 years.Yingluck's verdict was supposed to be read the same day,but she opted to flee from justice.The verdict's announcement was postponed until this week.All the while there was heated speculation about what it might be.Would she be acquitted,found guilty of corruption as Boonsong was,or found guilty of malfeasance - negligent in her duties - which would be unprecedented in Thai politics and law?

Should politicians be punished for policies that go wrong or are ill intended? The answer depends on the definitions used,including how the term "poorly implemented"might be defined.Worthy policies can turn into disasters merely because of an honest mistake,and politicians should perhaps not be heavily punished for those that go wrong due to mundane oversights.But if there is costly corruption,the overseers must pay the price,even if only to encourage other officials to avoid temptation and remain alert to what others are doing.

To be sure,though,the degree of punishment must be consistent.A former Cabinet minister drew a heavy jail term because he was directly involved in corruption,and a former prime minister received a relatively light prison term because the court decided she should have done better in her job.

Thanks to Thailand's political divide,no one will be celebrating either decision,but at least we are seeing politicians convicted and jailed for the first time,rather than shuffled to "inactive posts".When the level of punishment handed Boonsong and Yingluck becomes the rule rather than the exception,the fight against corruption will be truly engaged.

Column INQUIRY LINES: The man charged with fixing temple graft - BANGKOK POST Issued date 2 October 2017

Wassayos Ngamkham

Kamol Reanracha has had a distinguished police career, but this may be his toughest case yet, writes

It is quite rare to find police swamped with paperwork, and a far cry from the common image of law enforcement officers busting crimes and chasing after robbers.

But desk work may become a more familiar sight after Pol Maj Gen Kamol Reanracha instructed his subordinates to sift through piles of documents as he attempts to make sense of the alleged multi-million-baht embezzlement of temple maintenance funds, otherwise known as the "change money" scandal which has shaken the clergy to the core.

Heading the Counter-Corruption Division (CCD), it is Pol Maj Gen Kamol's job to investigate corruption in state agencies. This crackdown on a complex network of embezzlement has exposed a grim reality of unchecked illicit wealth at several Buddhist temples.

Complicit in the crimes are state officials, many of them senior officials at the National Office of Buddhism (NOB).

Pol Maj Gen Kamol has handled the highlypublicised embezzlement case since the beginning, helping raise the CCD's profile to a level on par with the National Anti-Corruption Commission (NACC), traditionally the main agency which investigates graft offences against senior state officials.

The CCD first leapt into the temple funds case when Pol Maj Gen Kamol announced back in June that 12 temples, mostly in the North, as well as former and incumbent officials at the NOB, were implicated in the scandal.

Those 12 temples were part of the first round of investigation. A second probe followed which identified a further 23 temples embroiled in the embezzlement.

The CCD sent a report to the NACC, concluding that in the second investigation, four senior monks and five NOB officials, both former and current, are suspects in the case. The NOB oversees the disbursement of temple maintenance funds.

The four monks are Phra Khru Kittipatcharakhun, abbot of Wat Lat Khae in Phetchabun's Chon Daen district; Phra Rajratanamunee, assistant abbot of Wat Pichaya Yatikaram, in Bangkok; Phra Thepsenabodi, the abbot of Wat Kawisararam in Lop Buri's Muang district and chief monk of Lop Buri; and Phra Khru Wisutthiwattanakit, assistant abbot of Wat Ratchasittharam in Bangkok Yai district.

The CCD said it has charged the four with violating three sections of the Criminal Code.

Pol Maj Gen Kamol said his division's main focus is to crack down on irregularities in state agencies and initial evidence it has gathered suggests that most monks in the country did not collude in the scam.

"Change money" refers to the funds which the NOB distributed to temples for building and maintenance purposes. However, the officials in charge of granting the funds asked to have some, if not most, of the money back from the temples and kept it in their private accounts for personal use.

In some cases, the monks also conspired to take some of the money. In other cases, the monks were not party to the crime.

According to experts, the scandal grabbed public attention because temples are not often associated with graft. Also, authorities have had to handle investigations into clergy members carefully to avoid accusations of religious insensitivity.

The CCD launched its probe in the middle of the year and the investigation has made headway.

However, Pol Maj Gen Kamol told the Bangkok Post that investigators were typically not so fond of cases involving such a sensitive subject.

"We don't want to handle this kind of issue so much," Pol Maj Gen Kamol said, admitting the CCD would rather spend time investigating other cases.

Layman suspects include Chatchai Chuchuea, director of the NOB's Buddhist monastery division, and former NOB director Phanom Sornsilp.

He said investigations revealed the trail of the alleged embezzlement followed more or less the same pattern.

However, Pol Maj Gen Kamol said, "If the NOB and other agencies fail to deal with corruption in their agencies, we will step in to do the job for them."

The commander said investigating embezzlement cases usually demands a lot of paperwork, which is something many officers do not prefer to do. They would rather work outdoors, chasing after clues, piecing together a criminal case and searching for the truth.

"But I think this job is challenging," Pol Maj Gen Kamol said, adding a key detail hidden in a pile of documents can be a big help to the investigation.

Pol Maj Gen Kamol has been an investigator throughout his police career. He formerly served as deputy chief for Natural Resources and Environmental Crime where he had to catch loggers who illegally cut down highly-prized phayung trees.

He was also appointed deputy chief of the Railway Police Division where he had to investigate the allegedly dishonest bidding for franchises in the State Railway of Thailand.

His performance was noticed by Central Investigation Bureau commissioner Pol Lt Gen Thitiraj Nhongharnpitak and he was promoted to chief of the CCD.

"We've investigated many issues, not just the change money scandal," the CCD chief said.

Other cases include price collusion in development projects overseen by local administration bodies and alleged tax evasion on imported luxury cars that may involve state officials.

Pol Maj Gen Kamol insisted corruption, at any level, must not be taken for granted as it ruins the principle of fair competition and drives politicians to buy votes in order to get top positions on state projects.

Even in police units, corruption is also present, Pol Maj Gen Kamol said, referring to the allegations that some police officers demanded bribes over sand transport. This is another issue the CCD is looking into.

บทบรรณาธิการ: ทำไมคดีทุจริตในรัฐสภาไม่คืบ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

บันทึก "สัจธรรมชีวิตราชการ" ที่เขียนโดยนายจเร พันธุ์เปรื่อง อดีตเลขาธิการรัฐสภาเนื่องในโอกาสเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.ที่เพิ่งผ่านมา สะท้อนประสบการณ์ในชีวิตราชการว่า คนที่เข้ามาทำหน้าที่ในรัฐสภาไม่ว่าจะมาจากไหนหรือมีที่มาอย่างไรมีโอกาสเป็นคนขี้โกงได้พอๆ กัน การเป็นข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน และไม่ยอมก้มหัวให้คนขี้โกงนั้นในที่สุดก็จะไปไม่รอด และหวังว่าข้าราชการรัฐสภาส่วนใหญ่จะร่วมมือกันป้องกันกลโกงของคนขี้โกงให้พ้นจากระบบราชการให้ได้ แม้ความหวังจะเลือนรางก็ตามสะท้อนให้เห็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกแม้แต่ในองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติอันทรงเกียรติซึ่งเป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ในอดีตที่ผ่านมาเกิดกรณีทุจริตอื้อฉาวมากมาย ซึ่งล้วนเกิดในยุคที่ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติคือรัฐสภามาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพรรคธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยบางพรรคคือต้นแบบของการทุจริตและพยายามสร้างอิทธิพลเข้าแทรกแซงครอบงำให้ ผลประโยชน์หรือสนับสนุนข้าราชการรัฐสภาบางคน ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงเพื่อเป็นเครื่องมือทาสรับใช้พรรคธุรกิจการเมืองกลายเป็นระบบอุปถัมภ์และ ก่อปัญหาทุจริตอย่างย่ามใจตามมา

ในยุครัฐบาลชุดที่ผ่านมาเกิดคดีทุจริตอื้อฉาวในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐสภามากมาย อาทิ การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างรัฐสภา แห่งใหม่ โครงการจัดซื้อนาฬิกาดิจิตอลที่ไร้ประสิทธิภาพ มูลค่ารวม 15 ล้านบาท ในราคาถึงเครื่องละ 75,000 บาท ซึ่งแพงกว่าความเป็นจริงมาก โครงการปรับปรุงฐานและพื้นที่ฐานของพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 บริเวณหน้ารัฐสภา โครงการจัดจ้างการกำจัดขยะบริเวณรัฐสภา โครงการจัดจ้างกำจัดปลวก ยุง มด แมลงสาบ หนู บริเวณพื้นที่รัฐสภา

โครงการปรับปรุงห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ที่สโมสรรัฐสภารวมทั้งปรับปรุงห้องสื่อมวลชน โครงการปรับปรุงห้องน้ำอาคารสโมสรรัฐสภา โครงการจัดสร้างห้องจำหน่ายสินค้าที่ระลึกของรัฐสภาและ ห้องรับเรื่องร้องทุกข์ โครงการปรับปรุงพื้นถนน ท่อระบายน้ำและสร้างอาคารเก็บขยะ โครงการปรับปรุงห้องพิจารณางบประมาณ โครงการจัดสร้างห้องยุทธศาสตร์ โครงการจัดสร้างห้องจำหน่ายตั๋ว และอีกมากมาย

คำถามก็คือทำไมคดีทุจริตมากมายในรัฐสภาถึงเงียบหายไปจนไร้ข่าวคราว ซึ่งน่าที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุคอำนาจพิเศษที่มุ่งปฏิรูปประเทศและกำหนดให้การขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติควรจะเร่งรัดสะสางคดีทุจริตต่างๆให้เกิดความชัดเจนโดยเร็วไม่ปล่อยให้ข้าราชการระดับสูงที่ทุจริตแล้วยังลอยนวลอันเป็นการสร้างแบบอย่างที่เลวร้ายทำลายภาพพจน์ความน่าเชื่อถือของสถาบันนิติบัญญัติอันทรงเกียรติ

คอลัมน์ 1 ความคิด: ทุจริตเงินทอนวัดควรเลิกอุดหนุนพระเกินพอเพียง - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

สุรวิชช์ วีรวรรณ

กรณีเงินทอนวัดที่เป็นข่าวอื้อฉาวและพัวพันทั้งวัด พระ และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น อธิบายง่ายคือ เป็นการร่วมมือกันระหว่างพระกับเจ้าหน้าที่ โดยพระจะขอเงินสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในส่วนของเงินที่เรียกว่า "งบอุดหนุน" โดยอ้างวัตถุประสงค์ 3 ทางคือ เพื่อไปปฏิบัติบูรณะซ่อมแซม เพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อการเผยแผ่ ดำเนินกิจกรรมทางศาสนา

โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาได้รับงบประมาณทั้ง3ด้านนี้ประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท 1.เงินเพื่อการปฏิสังขรณ์วัด มีประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี 2. เงินเกี่ยวกับการศึกษาของพระเณร (เงินพุทธศึกษา) ประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อปี โดยส่วนนี้อาจเกิดทุจริตได้แต่ไม่มาก จะมีที่ขาดเหลือ เพราะจะมีชื่อจำนวนพระเณรที่ศึกษา 3. เงินอุดหนุนเพื่อการจัดกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา 400-600 ล้านบาทต่อปี

จากนั้นก็มีข้อตกลงระหว่างเจ้าหน้าที่กับพระว่า หากได้ งบมาวัดจะรับเงินไปประมาณ 25% ส่วนเจ้าหน้าที่รับไป 75% เราจึงเรียกเงินนี้ว่า เงินทอนวัด โดยเป็นความร่วมมือระหว่างพระกับเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ เมื่อพระต้องการเงินเท่าไหร่ก็ทำเรื่องเพื่อขอเกินความเป็นจริง แล้วเจ้าหน้าที่ก็ทำเรื่องเสนอไปเมื่อได้เงินแล้วพระ ก็รับไปตามจำนวนที่ต้องการ ที่เหลือเจ้าหน้าที่ก็รับไปเป็นความ ร่วมมือฉ้อฉลระหว่างพระกับเจ้าหน้าที่ ไม่รู้ว่าพระต้องจำยอมเพื่อต้องการเงินมาใช้จ่ายในวัดจริงหรือไม่ แต่ก็ถือว่าเป็นการร่วมมือกันทุจริตเงินแผ่นดินนั่นเอง

สะท้อนว่าสังคมไทยนั้นการทุจริตคอร์รัปชันโกงกินไปทุกย่อมหญ้าลามลงไปถึงแม้กระทั่งพระที่เป็นผู้ทรงศีลและมีหน้าที่สอนให้คนมุ่งกระทำความดี

เมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบจึงส่งเรื่องให้ กองบังคับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ป.ป.ป.) เข้าไปตรวจสอบล็อตแรกพบการทุจริตจำนวน 23 วัด ตั้งแต่ปี 55-60 ความเสียหายประมาณ 141 ล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องเข้าข่ายความผิด 19 คน โดยมีชื่อนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และพระผู้ใหญ่ 4 รูป เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

แต่เมื่อผมสนใจเข้าไปค้นข้อมูลด้านนี้ ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมากเลยครับว่า ทุกวันนี้มีวัดเกิดใหม่ปีละประมาณ 300 กว่าวัด เกือบจะพูดได้เลยว่าใน 1 วันมีวัดเกิดขึ้นใหม่1วัด เช่นในช่วง 10 ปี เฉพาะวัดที่มีพระสงฆ์ พ.ศ. 2551 มีวัด 35,616 วัด พ.ศ. 2552 มีวัด 36,412 วัด พ.ศ. 2553 มีวัด 37,075 วัด พ.ศ. 2554 มีวัด 37,331 วัด พ.ศ. 2555 มีวัด 37,713 วัด พ.ศ. 2556 มีวัด 37,713 วัด พ.ศ. 2557 มีวัด 38,984 วัด พ.ศ. 2558 มีวัด 39,481 วัด โดยมีวัดที่อยู่ระหว่างขออนุญาตจัดตั้งอีก 2,000 วัด จำนวนนี้ยังไม่รวมกับวัดร้างประมาณ 5-6,000 วัด โดยมีพระสงฆ์และสามเณรเฉลี่ยประมาณ 3 แสนกว่ารูปตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ในจำนวนวัดที่มีอยู่มีข้อมูลว่ามีเพียง 5% ที่ประชาชนนิยมเข้าไปทำบุญเกื้อหนุนแบบอู้ฟู่ศรัทธาล้น ซึ่งเราก็ลองนึกชื่อวัดดังๆ นั่นเอง

คำถามว่า ทำไมวัดถึงเกิดขึ้นได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ แล้วปัจจุบันเมื่อเทียบสัดส่วนพลเมืองกับวัดมันยังไม่เพียงพอหรือ ทำไมเราต้องสร้างวัดขึ้นมามากมาย ในเมื่อบางวัดมีจำนวนภิกษุและสามเณรที่น้อยมาก จากข้อมูลที่มีการศึกษามาพบปัญหาการขาด แคลนพระภิกษุนอกเขตเมือง เช่น ตำบล หมู่บ้าน ในแต่ละวัดจะมีพระภิกษุอยู่ประจำน้อยรูป คือประมาณ 1-4 รูป ส่วนมากจะมีเพียงรูปเดียวคือเจ้าอาวาสหรือรักษาการเจ้าอาวาส บางวัดขาดพระภิกษุที่จะอยู่ประจำตลอดทั้งปี แต่ชุมชนก็มีวิธีจัดการเพื่อให้มีพระภิกษุอยู่ประจำภายในพรรษา โดยไปนิมนต์จากท้องที่อื่นหรือวัดอื่นที่พอมีพระภิกษุสามเณรอยู่บ้างมาจำพรรษา จะเห็นได้ว่า หลายวัดหากเราต้องการนิมนต์พระมาทำบุญ 9 รูปก็ไม่สามารถนิมนต์มาได้เลยเพราะมีพระไม่เพียงพอ

วัดส่วนใหญ่ขาดแคลนพระหรือมีพระจำพรรษาอยู่น้อย ในจำนวนประชากรสงฆ์ 3 แสนกว่ารูปนั้น ส่วนใหญ่เป็นการบวช ระยะสั้น 7-15 วันจำนวนมาก แต่มีวัดเกิดใหม่ทุกวันมันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอย่างมาก

หลายวัดมีอาณาบริเวณที่กว้างขวางเกินความจำเป็นเมื่อเทียบกับสัดส่วนของประชากรสงฆ์และกิจกรรมที่จะต้องปฏิบัติจนเลยความพอดีและพอเพียงไปมาก โดยปกติและวัดกับสงฆ์นั้นมักจะได้รับการเกื้อกูลจากบ้านอันเนื่องมาจากความศรัทธา โดยหลักของพระพุทธศาสนาแล้วน่าจะมุ่งกันเพียงพออยู่พอกิน ไม่สะสม แต่กลายเป็นว่าหลายวัดมุ่งสะสมและสร้างอาคารวัตถุใหญ่โตๆ ขึ้นมา จนเกิดเป็นรายจ่ายจำนวนมากแล้วต้องดิ้นรนหารายได้มาทุกวิถีทาง

เราคงได้ยินได้ฟังข่าวว่าพระบางรูปเมื่อถึงแก่มรณะภายหลังไปตรวจพบมีเงินสะสมไว้ในกุฏิจำนวนมาก

สิ่งที่ผมไม่เข้าใจก็คือ ทำไมแต่ละวัดต้องมีการทำบุญทอดกฐินกันทุกปี และประเพณีการถวายผ้ากฐินได้เปลี่ยนไป กลายเป็นการถวายเงิน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างถาวรวัตถุนั่นเอง แล้วถ้าเราไปตามต่างจังหวัดเราจะเห็นว่าวัดต่างๆ จะปักป้ายเชิญชวนไปร่วมงานฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมาจำนวนมาก โดยจัดไปพร้อมกับงานรื่นเริงต่างๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นการจัดงานที่ร่วมมือกันระหว่างพระกรรมการวัดและออแกไนเซอร์ที่คอยเดินสายรับจัดงานแบบวัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่งนั่นเอง

แล้วทุกวันนี้คนก็สนับสนุนให้พระเดินในสายที่พ้นจากหลักการของพระพุทธศาสนามาก ชื่นชมพระที่สร้างถาวรวัตถุใหญ่ๆโตๆจนเกินหลักของความพอดีพอเพียงไปมาก นอกจากนั้นเองเรายังพบว่าพระบางรูปปัจจุบันเป็นนักสะสมทั้งที่เป็นเรื่องต้องห้ามเช่นสะสมรถโบราณก็มี ทั้งๆ ที่สำหรับพระแล้วมีความจำเป็นเพียง 8 ประการที่เราเรียกกันว่า อัฐบริขาร 8 คือ 1. ผ้าจีวร 2. ผ้าสังฆาฏิ 3. ผ้าสบง 4. ประคดเอว 5. มีดโกน 6. บาตร 7. เข็มเย็บผ้า 8. ธมกรก (เครื่องกรองน้ำ) เท่านั้นเอง แต่ก็เข้าใจนะครับว่า โลกมันหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามหลักการของโลกานุวัตรเมื่อมีเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นพระก็อาจจำเป็นต้องมีแต่น่าจะเป็นไปอย่างพอดีไม่ล้นไปจนเกินความเป็นพระที่ต้องยึดมั่นในสันโดษ

เพราะถ้าพระยึดมั่นในสันโดษแล้วทุจริตเงินทอนวัดก็คง ไม่เกิดขึ้น

คำว่า สันโดษ หมายถึงความยินดีด้วยของของตนด้วยเรี่ยว แรง และความเพียรโดยความชอบธรรม ความยินดีด้วยปัจจัย 4 ตามมีตามได้ ความรู้จักอิ่ม รู้จักพอ แบ่งออกได้เป็น 3 ประการดังนี้

1. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ หมายความว่าตนหาสิ่งใด ได้มาด้วยความเพียรอันชอบธรรม ก็ยินดีในสิ่งนั้น ไม่ติดใจอยากได้สิ่งอื่น ทั้งไม่เดือดร้อนเพราะสิ่งที่ตนไม่ได้มา และไม่ริษยาคนอื่นเขา

2. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลังคือตนทำเต็มที่ตามศักยภาพที่มีอยู่ และได้มาแค่ไหนก็ยินดีแค่นั้น ไม่ยินดีอยากได้เกินกำลัง

3. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควรหมายถึงยินดีตามที่เหมาะสมกับตน ทั้งในแง่ของเพศภาวะ ฐานะทางสังคมและแนวทางการดำเนินชีวิต

โดยปกตินั้นวัดกับบ้านนั้นมีการพึ่งพาถ้อยทีถ้อยอาศัยกันวัดจะอยู่ได้ถ้าบ้านเกื้อกูล เป็นศรัทธาอาศัยระหว่างกันและกัน ไม่จำเป็นต้องแสวงหาเงินทองมากมายมาเข้าวัดมีแต่เพียงความจำเป็นไม่สร้างถาวรวัตถุมากมายในวัด เพราะเมื่อถาวรวัตถุมากขึ้นรายจ่ายก็มากขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นพระต้องดิ้นรนหาเงินหาทองมาเข้าวัด จนกลายเป็นนักธุรกิจพระก็มีมาก บางรูปก็สร้างเครื่องรางของขลังมาหาประโยชน์โดยอาศัยความงมงายของพุทธศาสนิกชนเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน บางวัดทำธุรกิจฌาปนกิจศพจนคนจนไม่มีปัญญาเผา

พระบางรูปใช้เงินเพื่อการไต่เต้าไปสู่สมณศักดิ์ที่สูงขึ้นเพื่อแสวงหายศถาบรรดาศักดิ์แบบปุถุชนที่เรียกกันว่ายศช้างขุนนางพระ และพระผู้ใหญ่ก็เกื้อหนุนพระที่เข้ามาถวายเงินทองปัจจัยแบบที่เกิดขึ้นกับลัทธิธรรมกาย โดยพระพาณิชย์ที่ใช้ชื่อเรียกขานว่า ธัมมชโยนั่นเอง

ผมตั้งคำถามกับตัวเองนะครับว่าทำไมเราต้องทำบุญทอดกฐิน กับทอดผ้าป่าวัดทุกปี ทั้งที่วัดไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินมากมายถ้าไม่มุ่งเอาไปสร้างถาวรวัตถุที่สร้างความโอ่อ่าของวัดจนเกิดพอดี ทำไมเราไม่หันไปทำบุญเรี่ยไรให้กับโรงพยาบาลในตำบลของเราเช่นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้มีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย มีแพทย์มาประจำ ทำไมเราไม่ไปอุดหนุนโรงเรียนในตำบลของเราให้มีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ดีเพื่อส่งผลมาถึงลูกหลานของเรา

ผมไม่ได้หมายความว่า เราจะทอดทิ้งพระและวัดไปเลยนะครับ เราสำรวจว่าวัดนั้นมีความพอดีหรือไม่ ถ้ามีอะไรขาดเกินเราก็เกื้อหนุน แต่ไม่ไปสนับสนุนให้พระสะสมจนเกินความพอดี ไม่ยึดมั่นในวิถีของอนาคาริกคือผู้ไร้เรือน ไม่บ้าวัตถุจนเกินไป

หรือเราควรคุมกำเนิดการสร้างวัดไหม ทำไมปล่อยให้มีวัดเกิดใหม่ทุกวัน ทั้งที่วัดที่มีอยู่แล้วก็ยังขาดพระและมีวัดร้างอีกมาก

อย่าลืมว่าสิ่งที่ทั้งพระและโยมพึงระลึกถึงอยู่เสมอก็คืออภิณหปัจจเวกขณ์ 5 คือ เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่สามารถพ้นความเจ็บไข้ไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถพ้นความตายไปได้ เราล้วนต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น และเรามีกรรมเป็นของตนเอง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วซึ่งจะช่วยให้ละกิเลสได้

ต้องยอมรับนะครับว่า กิเลสจากความโลภฟุ้งเฟ้อของพระบางรูป ความมุ่งหาประโยชน์ของพระบางรูปจนกลายเป็นทุจริตเงินทอนวัดนั้น ญาติโยมก็มีส่วนทำให้เกิดขึ้นเหมือนกัน.

คอลัมน์ เลาะเลียบคลองผดุงฯ: ขบวนการโกงสอบยังไม่ตาย - ข่าวสด ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ตุลย์ ณ ราชดำเนิน tulacom@gmail.com

ยังคงมีให้เห็นกันมาจนถึงวันนี้กับปัญหาการทุจริตในการเปิดสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุเข้าทำงานของหน่วยงานราชการทั่วไป ซึ่งมักจะมีการร้องเรียนถึงการทุจริต ซึ่งหน่วยงานนั้นๆ จะตั้งกรรมการกลางเข้าตรวจสอบ ตั้งแต่การคัดเลือกสถาบัน แต่งตั้งกรรมการ การผลิตข้อสอบ ตลอดจนมาตรฐานการออกข้อสอบด้วย และท้ายสุด อาจมีมติให้ยกเลิกการสอบแข่งขันในตอนท้าย โดยตัวเองไม่ต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น

ล่าสุดกับการจัดสอบแข่งขันขององค์กรปกครองท้องถิ่น มีการตั้งข้อสังเกตว่าข้อสอบภาค ก.บางข้อที่ใช้สอบรรจุตรงกับสำนักติวแห่งหนึ่ง ขอให้มหาวิทยาลัยที่ออกข้อสอบชี้แจงข้อเท็จจริง ก่อนประกาศผลสอบ

ผลจะออกมาอย่างไร คงต้องตามดู แต่ที่แน่ๆ ลองมาฟังนักศึกษากลับใจคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ไปสมัครติวกับสำนักติวเตอร์หน้ามหาวิทยาลัย และก็ถูกชักชวนให้จบการศึกษาแบบทางลัดด้วยการทุจริตสอบ ชนิดว่าไม่ต้องอ่านหนังสือก็สอบได้ แต่ต้องใช้บริการติวเตอร์หน้ารั้วมหาวิทยาลัย

โดยเสียค่าใช้จ่ายเทอมละ 2 หมื่นบาท จะได้พกพาเครื่องสั่นบอกคำตอบปรนัยเข้าห้องสอบ แถมยังมีบริการให้หูฟังไว้ใช้ฟังคำตอบแบบข้อสอบอัตนัยอีกด้วย

นักศึกษากลับใจคนนี้เล่าว่า ก่อนวันสอบสำนักติวเตอร์แห่งนี้จะนัดแนะให้มาซักซ้อมวิธีการรับคำตอบ โดยการส่งสัญญาณ นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า สำนักติวเตอร์ยังมีบริการแบบส่งตัวแทนเข้าสอบแทนอีกด้วย นัยว่ามีกลุ่มคนคุมสอบเข้าร่วมขบวนการโกงนี้ด้วย รวมถึงปัญหาข้อสอบรั่วน่าจะมีกลุ่มคนคุมสอบด้วยหรือไม่

แล้วคุณภาพบัณฑิตไทยเราจะมีได้แค่ไหน จึงไม่น่าแปลกใจที่ก่อนหน้านี้มีเรื่องให้คนในสังคมถึงกับอึ้ง! กับข่าวคนจบ ป.โท 6,000 คน ป.เอก 600 คน แห่มาลงทะเบียนคนจนรวมอยู่ใน 14.2 ล้านคนกะเขาด้วย

จึงเป็นที่สงสัยกันถึงปัญหาคุณภาพ ความสามารถ ที่ว่าคนที่เรียนจบสูงๆ ทำไมถึงมาลงทะเบียน และหากพบว่าเป็นคนเก่งและมีความสามารถจริงๆ แล้วบัณฑิตป.ตรีที่ส่วนหนึ่งจบมาด้วยวิธีการโกงสอบ จะยังเหลือศักยภาพแค่ไหน

ฝาก ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการ กกอ.คงต้องสั่งให้ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบหาข้อเท็จจริง ซึ่งคงหาได้ไม่ยาก เชื่อสิ

คอลัมน์ ข่าวสั้น: ประหารอดีตประธานปิโตรเวียดนาม - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รอยเตอร์ ศาลเวียดนามตัดสินประหารชีวิต เหงียน ซวน ซัน อดีตประธานคณะกรรมการบริหารบริษัทปิโตรเวียดนามในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากที่พบว่ามีความผิดในการไต่สวนหมู่ร่วมกับนายธนาคารและเจ้าหน้าที่ 51 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ารับสินบนและบริหารงานผิดพลาดจนทำให้ขาดทุนเป็นเงิน 69 ล้านดอลลาร์ นี่คือเจ้าหน้าที่คนที่สองที่ถูกกล่าวหาและถูกดำเนินคดีเมื่อศาลฮานอยเริ่มตัดสินคดีที่ไต่สวนมาเป็นเวลานาน ก่อนหน้านี้ ศาลได้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ฮา วาน ธาม ผู้ก่อตั้งธนาคาร โอเชียนแบงก์ ของกลุ่มโอเชียน กรุ๊ป หลังจากที่พบว่ามีความผิดในข้อหาตั้งแต่ยักยอกเงินจนถึงใช้อำนาจในทางมิชอบ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด้านพลังงานและธนาคารอีกหลายสิบก็ถูกตัดสินจำคุก การไต่สวนหมู่เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่อการคอร์รัปชั่นของพรรคคอมมิวนิสต์นับตั้งแต่ฝ่ายความมั่นคงของเวียดนามมีอำนาจมากขึ้นหลังจากที่มีการแย่งชิงอำนาจในปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้อดีตนายกรัฐมนตรี เหงียน ตัน ดุง พ่ายแพ้

คอลัมน์ ข่าวสั้นต่างประเทศ: ดูแตร์เตยันไม่ร่วมมือให้ตรวจสอบ - มติชน ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

มะนิลา - ประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต แห่งฟิลิปปินส์ เปิดเผยเมื่อช่วงคืนวันที่ 30 กันยายนว่า จะไม่ยอมให้ความร่วมมือกับอัยการต่อต้านการคอร์รัปชั่นพิเศษ ที่ทำการสอบสวนตนในข้อกล่าวหาปกปิดทรัพย์สินหลายร้อยล้านเปโซเอาไว้ และไม่นำมาเปิดเผยตามกฎหมาย ตามที่ผู้ตรวจการ รัฐสภาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดูแตร์เตเรียกผู้ตรวจการรัฐสภาว่าเป็นหน่วยงานที่น่ารังเกียจ และกล่าวหาตนโดยที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด พร้อมระบุด้วยว่าจะไม่ยอมรับการตัดสินคดี (เอเอฟพี)