You are here

CG and corruptions News - 20 Apr 2017

ฉีกหน้ากากบิ๊กไปรษณีย์ไทย สตง.สอบพบทุจริตอื้อ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

บอร์ดกทพ.สั่งสอบ'ณรงค์' - เดลินิวส์

บิ๊กป้อมเซย์กู๊ดบาย14วันภตช.จี้มท.1สอบถลุงงบตำบลละ5ล.-ประชารัฐฮั้วประมูล-ทุจริตอื้อซ่า - สยามรัฐ

บี้แบงก์ออมสินคืนเงินกองทุน สกสค. - ไทยรัฐ

สส.เปิดหลักสูตรผู้บริหารสีเขียว - ไทยรัฐ

วิพากษ์ตัดทิ้ง'กกต.จว.' ชูผู้ตรวจการ-แก้โกงเลือกตั้ง? - มติชน

คอลัมน์ ประกายดาว: เป็นป่าไม้น้ำดีจริงหรือ? - สยามรัฐ

งบประมาณแสนล้านกับผลงาน(ไร้ค่า)ของคมนาคม เงินภาษี แต่ใครได้ประโยชน์? - แนวหน้า

สินบนประมงช่องว่างคุมเรือเข้า-ออก - คม ชัด ลึก

ฉีกหน้ากากบิ๊กไปรษณีย์ไทย สตง.สอบพบทุจริตอื้อ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - สาวไส้ "บิ๊กไปรษณีย์ไทย" พบ 2 ประเด็นส่อไปในทางประพฤติมิชอบ ทั้งการกำกับดูแลบริษัทลูก อย่างไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น ที่ สตง.ตรวจสอบหลังพบข้อพิรุธส่งกลิ่นหลายเรื่อง และโครงการจัดซื้อจัดจ้างใน ปณท ที่หลายโครงการดูยังไงก็ไม่โปร่งใส ข้างนอกสดใส ข้างในเป็นโพรง

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ที่มีนางสมร เทิดธรรมพิบูล เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ภายใต้การกำกับดูแลของนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีตัวเลขผลประกอบการสวยหรูกำไรกว่า 3.3 พันล้านบาทในปีที่ผ่านมา จากการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล แต่เมื่อขุดเข้าไปดูภายในกลับพบแต่ความเน่าเฟะ เละเทะของการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ส่อไปในทางเอื้อให้เกิดการทุจริต คอร์รัปชันภายในองค์กร ที่เกิดขึ้นชนิดเห็นได้ชัด และพิสูจน์ได้ ในบริษัทลูกอย่างบริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น จำกัด (ปณท ดบ.) และการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆในบริษัทแม่ อย่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ความไร้ประสิทธิภาพ ถนัดหมกเม็ด ปิดปาก เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ทำให้พนักงานบางกลุ่มทนไม่ไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กร แม้จะไม่เจ๊งวันนี้ แต่อนาคตถูกขีดเส้นให้ดิ่งลงเหว จนต้องฟ้องโลกโซเชียล ใช้กระแสกดดัน อย่างการโพสต์รูปป้ายร้องเรียนจากสหภาพฯ ถึงประธานบอร์ดให้ช่วย กรณีเกี่ยวกับใครได้ ใครเสีย? แม่ (ปณท) หาเงินแทบตาย สุดท้ายไปละลายที่บริษัทลูก (ปณท ดบ.) พร้อมระบุถึงข้อความเกี่ยวกับ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจ มาตรา 40(4) ว่า ดำเนินการและให้ความร่วมมือเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และรักษาผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจ ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีสหภาพ แรงงานได้เพียงสหภาพแรงงานเดียว โดยมองว่า แค่การติดป้ายประกาศไม่ถือเป็นการรักษาผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจ ควรนำข้อมูลข้อดีข้อเสีย มาสรุปกับสมาชิก หรือจะเสนอให้ยุบไปเลย เพราะบริษัทขาดทุนมากกว่า พร้อมโยงไปเรื่องการนำจ่ายรวมที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีการนำข้อมูลไปใช้ ออกเป็นเรื่องของการเมืองมากกว่า พร้อมกับการปิดเรื่องเงียบภายในองค์กร ไม่มีข้อมูลหลุดออกสู่ภายนอกให้เกิดการตรวจสอบ

นายวิเลิศ การสะสม ประธานสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (สรร.ปณท) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เกิดจากการที่ปณท ได้มีการตั้งบริษัทลูกในชื่อบริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น จำกัด (ปณท ดบ.) ขึ้นมาดำเนินงานเพื่อเพิ่มความสามารถในการ ขนส่ง (ลอจิสติกส์) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปรากฏว่ามีผลขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่เปิดบริษัท "ตั้งแต่ตั้งบริษัทมา 3 ปี ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 350 ล้านบาท ปัจจุบัน ปณท ดบ. ประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องสะสมกว่า 168 ล้านบาท ทำให้ทางสหภาพฯต้องออกมาเคลื่อนไหว เพื่อให้เกิดความชัดเจนของ ปณท ในการบริหารบริษัทลูกให้สามารถสร้างรายได้" หลังจากที่มีการขึ้นป้าย ทางประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ปณท พล.อ.สาธิต พิธรัตน์ ได้รับทราบปัญหา และพูดคุยกับสหภาพฯ ในเรื่องดังกล่าวแล้ว และมีความตั้งใจที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา ซึ่งทางสหภาพฯ ก็จะคอยติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะล่าสุดได้มีการตั้งกรรมการ ปณท ดร.ฐิติพงศ์ นันทาภิวัฒน์ เข้าไปเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท ดบ. เพื่อดูแลเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางสหภาพฯ ก็มีความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินงานของ ปณท ในบางประเด็นที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งได้มีการยื่นหนังสือเข้าไปที่ประธานบอร์ด และสำนักนายกรัฐมนตรีที่ควบคุมกระทรวงดีอีโดยตรงแล้ว

สวาปามมูมมามบริษัทลูก

แหล่งข่าวจากไปรษณีย์ไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ปณท ดบ.ขาดสภาพคล่องในการดำเนินการ ต้องมีการเบิกงบประมาณจากบริษัทแม่ไปช่วยเสริมสภาพคล่อง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องของการทุจริต ประพฤติมิชอบ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบ ความโปร่งใสในการดำเนินการ ที่มีการร้องเรียนเข้ามาทั้งเรื่องของเอกสารสั่งจ่าย ซึ่งพบว่ายอดเรียกเก็บเงินไม่ตรงตามเอกสาร ,การสั่งจองรถขนส่งทั้งๆ ที่ไม่มีงาน รวมถึงการเพิ่มจำนวนรถในการขนส่งสินค้าปริมาณเท่าเดิม โดยแจ้งว่าส่งถึงคนละปลายทาง แต่ในความเป็นจริงนำจ่ายถึงสถานที่เดียวกัน

โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดคือได้มีการชิงลาออกจากตำแหน่งของ นายสมประสงค์ เนตรสว่าง รองกรรมการผู้จัดการด้านตลาดและพัฒนาธุรกิจ พร้อมหัวหน้าส่วนงานอีกหนึ่งตำแหน่ง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการตัดตอนของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ "สายสืบในโลกโซเชียล แอบส่องเฟซบุ๊กของผู้บริหารที่ลาออกไป พบว่ามีการโชว์ทรัพย์สินหลายรายการที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ นาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลลิป รถยนต์อัลพาร์ด รถยนต์พอร์ช ดูอู้ฟู่สวนทาง ปณท ดบ.ที่สนุกสนานกับการขาดทุน"

ส่อทุจริตโครงการจัดซื้อ ปณท

แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลโครงการอื่นๆ ที่ส่อถึงความไม่โปร่งใสในแง่ของการประมูลจัดซื้อจัดจ้างใน ปณท อย่าง ล่าสุดในโครงการเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2560 ที่จะถึงนี้ โดยมีมูลค่าโครงการกว่า 360 ล้านบาท มีข้อพิรุธน่าสงสัยในหลายประเด็น อย่างเช่นมักมีการทำประชาพิจารณ์ การขายซองประกวดราคา ในช่วงคาบเกี่ยววันหยุดต่างๆ รวมทั้งมีการยื่นซองประกวดราคาทันทีหลังจากวันหยุดช่วงเทศกาล ชนิดที่เรียกได้ว่าถ้าไม่มีข้อมูลวงในมาก่อนอาจเตรียมตัวไม่ทัน ทำให้การยื่นซองประกวดราคาก็จะมีแต่รายเดิมที่พูดจาประสาเดียวกัน ประเด็นที่น่าสนใจกับการใช้วิธีเช่าในครั้งนี้ ภาษาการประมูลจะเรียกว่าสามารถซุกราคาได้ เพราะไม่มีการกำหนดราคากลาง หรือ ไม่รู้ว่าราคามาตรฐานควรเป็นเท่าไหร่ เพราะอุปกรณ์บางอย่างหากใช้วิธีซื้อ สามารถซื้อได้ในราคาเพียง 31,500 บาท แต่พอมาใช้วิธีเช่า ราคากลับโดดขึ้นไปถึง 60,000 บาท ซึ่งมีเวนเดอร์บางรายระบุว่า เหตุที่ปณท เลือกวิธีเช่า เพราะเคยอิ่มเอมมาแล้วกับโครงการลักษณะนี้ 400 กว่าล้านบาท แต่ที่สำคัญที่สุดคืออุปกรณ์พวกนี้ไม่ว่าจะซื้อหรือจะเช่ามา ก็ต้องมาวางกองไว้ ไม่สามารถทำงานได้ เพราะหัวใจสำคัญคือระบบไม่รองรับ ไม่มีซอฟต์แวร์ หรือแอปพลิเคชันมารองรับ

เมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทางปณท ได้มีการลงทุนพัฒนาระบบให้บริการอัตโนมัติในชื่อ (NEW CA Pos) ในสัญญา สป(ส) 18/2557 ในวันที่ 7 มีนาคม 2557 ด้วยการว่าจ้างบริษัท ideal ที่ตามสัญญากำหนดแล้วเสร็จตั้งแต่เดือน กันยายน 2558 แต่ปัจจุบันการพัฒนาระบบดังกล่าวยังล่าช้า และไม่เสร็จตามที่กำหนด ส่งผลกระทบต่อการนำจ่ายที่ไม่มีคุณภาพ โดยพบว่ามูลค่าโครงการในการพัฒนาระบบดังกล่าวอยู่ที่ 120 ล้านบาท เมื่อมีการพัฒนาล่าช้า ผิดสัญญา ก็ไม่มีการปรับเงินจากผู้ผลิตตามที่กำหนด เพราะกลัวว่าทางบริษัทผู้ผลิตจะไม่พัฒนาต่อให้แล้วเสร็จ ซึ่งคำนวนเป็นค่าปรับจนถึงปัจจุบันด้วยอัตรา 0.10% ของมูลค่า อยู่ที่ 75 ล้านบาท แต่ในช่วง 2 ปีที่ไม่ยอมปรับ ระบบทำงานไม่ได้ แต่ ปณท ก็ยังมีการสั่งซื้ออุปกรณ์มารองรับการใช้งานมูลค่ากว่า 90 ล้านบาท ที่ถูกกองทิ้งไว้ใช้งานไม่ได้

ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ภายในปีนี้ ปณท ได้มีการขออนุมัติงบประมาณประจำปี เพิ่มเติม อีกจำนวน 4 แผนงานมูลค่าเกือบ 1,500 ล้านบาท ที่นำเสนอต่อกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ประกอบไปด้วยแผนการติดตั้งตู้รับฝากไปรษณีย์อัตโนมัติ จำนวน 250 ตู้ วงเงิน 200 ล้านบาท แผนการติดตั้งตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะ (iBox) จำนวน 550 ตู้ วงเงิน 330 ล้านบาท แผนการติดตั้งเครื่องคัดแยกด้านจ่ายสำหรับชิ้นงานประเภทซอง 5 เครื่อง วงเงิน 250 ล้านบาท สุดท้ายคือแผนการจัดหาอุปกรณ์นำจ่ายแบบพกพา จำนวน 16,926 เครื่อง วงเงิน 541.63 ล้านบาท "การจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว ตั้งงบขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่มีข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการให้บริการ หรือการศึกษาล่วงหน้าว่า ปณท จะได้รับประโยชน์อะไรเพิ่มเติม แถมในแง่ของตู้อัจฉริยะที่ใครก็ได้สามารถฝากส่งสิ่งของได้ทำให้อาจเกิดอันตรายหากใครมาซุกระเบิด ที่สำคัญที่สุดคือระบบยังไม่พร้อม แต่ชอบซื้อของมากองทิ้งไว้ล่วงหน้า".

บอร์ดกทพ.สั่งสอบ'ณรงค์' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีการประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) กทพ. ได้หารือรูปแบบการลงทุนก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก ระยะทาง 19 กม. งบประมาณ 32,000 ล้านบาท โดยให้ปรับมติเดิมที่ให้ใช้รูปแบบการลงทุนโดยใช้เงินจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund หรือ TFF) เป็นเปิดกว้างมากขึ้น มีแนวทาง 3 รูปแบบ 1.กองทุน 2.ใช้เงินกู้ 3.เอกชนร่วมทุนหรือพีพีพี ซึ่งหลังจากนี้บอร์ดจะเร่งสรุปให้กระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแนวทางในการลงทุนต่อไป

รายงานข่าวจาก กทพ. แจ้งว่า ขณะนี้การออกแบบโครงการเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างหาผู้ควบคุมงานก่อสร้าง คาดว่าจะประกาศหาตัวผู้รับจ้างได้ในเดือน เม.ย. นี้ จากนั้นจะร่างสัญญา และออก พ.ร.ฎ. เวนคืนพื้นที่ดิน ก่อนเปิดประมูลในเดือน มิ.ย. ลงนามสัญญาภายใน ก.ค. และเข้าพื้นที่ก่อสร้างในเดือน ส.ค. 60 สำหรับสัญญาการก่อสร้างนั้น แบ่งเป็น 5 สัญญา ได้แก่ สัญญางานโยธา 4 สัญญา มูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท และงานระบบ 1 สัญญา มูลค่า 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีวาระลับเรื่องกระแสข่าวบอร์ด กทพ. จะปลดนายณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการ กทพ. ออกจากตำแหน่ง เพื่อความโปร่งใสในการทำงานบอร์ดได้แต่งตั้งกรรมการสอบนายณรงค์เพื่อตรวจสอบการทำงานว่ามีปัญหาผิดพลาดส่วนใดบ้าง แม้จะผ่านการประเมินแล้วก็ตาม เนื่องจากบอร์ดเป็นนายจ้างจึงมีอำนาจในการตรวจสอบ ทั้งนี้เมื่อถึงวาระลับได้ให้นายณรงค์ออกจากห้องประชุม.

บิ๊กป้อมเซย์กู๊ดบายหายตัวอีก14วันภตช.จี้มท.1สอบถลุงงบตำบลละ5ล.-ประชารัฐฮั้วประมูล-ทุจริตอื้อซ่า - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

"อลงกรณ์" โดดขวางปรับ ครม.เศรษฐกิจ เตือนอย่าเปลี่ยนม้ากลางศึก ชี้ผลงาน ศก. 5 ด้านโดดเด่นยั่งยืน ขณะที่ "ภาคีเครือข่ายต้านทุจริตฯ" บุกมหาดไทย จี้ "บิ๊กป๊อก" สาง "ตำบลละ 5 ล้าน" ส่อทุจริตมโหฬาร ห่วงผลาญงบ 3.6 หมื่นล้าน พบหลายพื้นที่ผุดโครงการซ้ำซ้อน "ราคาเกินจริง-เนื้องานแตกต่าง-ฮั้วประมูล-อิทธิพลแฝง"

ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 19 เม.ย.60 ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ(ภตช.)นำโดย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภตช.พร้อมคณะฯ เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ อนุพงษ์ เผ่าจินดารมว.มหาดไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ในระดับตำบล(ตำบลละ 5 ล้าน) 7,225 ตำบลรวมวงเงิน 36,275 ล้านบาท หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านและผู้ประกอบการ จำนวนกว่า 500 ราย ว่าอาจจะมีความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินการโดยเฉพาะของอำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับจัดสรรโครงการ วงเงิน62.045 ล้านบาท โดยมีนายณัฐพงศ์ศิริชนะ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวแทนมารับหนังสือร้องเรียน

โดยนายมงคลกิตต์ กล่าวว่า ภตช.ได้มอบหมายให้คณะทำงานตรวจสอบการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภตช.ลงพื้นที่ตำบลหนองไผ่ ตำบลท่าแดง เทศบาลตำบลบ่อไทยฯ เมื่อวันที่ 10-11 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยการสุ่มตรวจ รับฟังปัญหาโดยตรงจากชาวบ้านกว่า 500 ราย และพบว่า แต่ละพื้นที่โครงการที่ดำเนินการไปมีจุดบกพร่อง น่าสงสัย อาจจะเป็นการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า ส่งมอบเนื้องานไม่ครบถ้วน ซึ่งไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการเท่าที่ควร ดังนั้น ภตช. จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการตรวจสอบการใช้งบประมาณโครงการสนับสนุนเงินลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาทจำนวน 62.045 ล้านบาท 13 ตำบล ทั้งหมด 222 โครงการ ของ อำเภอหนองไผ่จังหวัดเพชรบูรณ์ ว่าเป็นความต้องการของประชาชน ในหมู่บ้าน ตำบล และมีความคุ้มค่าหรือไม่ ใช้งานได้หรือไม่มีโครงการเหมือนกันแต่ซอยย่อย ใช้วิธีตกลงราคา เป็นการเลี่ยงสอบราคา ประกวดราคาหรือไม่ การทำราคากลาง การคำนวณปริมาณเนื้องานถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ การตรวจรับงานเป็นไปด้วยความถูกต้องครบถ้วนตามข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (TOR) หรือไม่ และทางผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ มีแนวทางการกำกับติดตามโครงการรอบคอบแล้วหรือไม่

"ในพื้นที่คาดว่า อาจจะมีการทุจริตหรืออาจจะจัดงบซ้ำซ้อนสังเกตจาก พื้นที่ตำบลหนองไผ่ จากการสร้างฝายกั้นน้ำพบข้อขัดแย้งกัน เป็นงบประมาณตำบลละ 5 ล้านของอำเภอหนองไผ่ หรือ งบของ อบต.หนองไผ่ที่เป็นงบปกติ ทางส่วนราชการใดเป็นผู้สร้างฝายกั้นน้ำกันแน่เพราะจากป้ายในการจัดสรรงบประมาณระบุว่า อบต.หนองไผ่ เป็นผู้สร้าง โครงการก่อสร้างฝายแบ่งน้ำพร้อมพนังกันน้ำเซาะ หมู่ที่ 5 กว้าง 4 เมตร ยาว 38 เมตรหนาเฉลี่ย 0.15 เมตร หรือมีปริมาตรคอนกรีตไม่น้อยกว่า 88.53 ลูกบาศก์เมตรตามแบบ อบต.กำหนด พร้อมป้ายโครงการจำนวน 1 ป้าย งบ 474,000 บาทเป็นงบฯ ของปี 2559 แต่ทางอำเภอหนองไผ่ยืนยันว่า เขาเป็นผู้ก่อสร้าง ซ่อมแซมฝายกั้นน้ำ หมู่ 6 เนินมะกอก ตำบลหนองไผ่ งบ 477,500 บาท ที่เป็นงบตำบลละ 5 ล้านบาท ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ใครเป็นผู้สร้าง

นอกจากนี้ยังพบว่า ราคาใกล้เคียงกัน แต่ปริมาณเนื้องานต่างกันอีกด้วย เช่นโครงการซ่อม ต่อเติม คอนกรีตเสริมเหล็กใน ต.ท่าแดง 16 โครงการ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่เมื่อดำเนินงานจริงอาจจะมีการทำถนนตัด เพื่อให้เข้าไปยังบ้านผู้บริหารเทศบาลบ่อไทยจริงหรือไม่ และโครงการสร้างประปาหมู่บ้านใน ต.บ่อไทยขณะเดียวกันยังตรวจสอบพบผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง มีการฮั้วประมูลกันอีกด้วย"

นายมงคลกิตต์ กล่าวด้วยว่า จุดบกพร่องหลายจุดในโครงการ มีภาพรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3.6 หมื่นล้านบาท ราคากลางของการคำนวณอาจจะสูงเกินกว่าความเป็นจริงเท่าตัว ถ้าเทียบกับราคากลางกระทรวงพาณิชย์ ใช้งานได้ไม่นานก็พังก่อน อีกทั้งยังไม่หมดระยะเวลาประกันก็ไม่มีใครมาซ่อม มีการดำเนินโครงการซ้ำๆ กัน ใน ตำบล อำเภอ เดียวกันแต่กลับไม่สอบราคา ประกวดราคา ถ้ายังปล่อยให้ดำเนินการตามนี้รับรองได้เงินเหลือกลับคืนคลังไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท จึงอยากเรียนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ ช่วยสั่งการให้ลงไปตรวจสอบในทุกจุดเพื่อเรียกเงินคืน และให้เป็นตัวอย่าง ต่อไปรัฐบาลจัดงบอะไรลงไปก็จะสูญเงินเปล่าไปกว่าครึ่ง ไม่คุ้มภาษีประชาชน และจะเป็นปัญหากับรัฐบาลที่เคยประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริต อย่างไรก็ตามขณะนี้เรากำลังสุ่มตรวจ โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท โครงการประชารัฐ ไม่ว่า จะเป็นจังหวัด อุตรดิตถ์ ลพบุรี สิงห์บุรี ปทุมธานี นนทบุรีอำนาจเจริญ อุบลราชธานีอยู่ และได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะสรุปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 กล่าวถึงการเรียกร้อง ให้เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าตนเห็นว่าจากการประเมินผลงานของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเห็นว่ามีผลงานเป็นรูปธรรมใน 5 ด้าน ได้แก่ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตมีเสถียรภาพต่อเนื่อง ขับเคลื่อนปฏิรูปเศรษฐกิจโมเดลใหม่คืบหน้า สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งนับว่าเดินมาถูกทางแล้ว ทั้งนี้การทำงานย่อมมีความผิดพลาดบ้าง ทำไม่ทันบ้างซึ่งเป็นธรรมดาของคนทำงานภายใต้ปริมาณปัญหาบางสาขาเศรษฐกิจ บางกลุ่มอาชีพ ยังฝืดเคืองก็ต้องช่วยกันเสนอแนะอย่าติเรือทั้งโกลน เพราะปัญหาของประเทศสะสมหมักหมมมานาน เวลาสั้นๆ แค่นี้ทำได้ขนาดนี้ ถือว่าสอบผ่านควรให้เครดิตมากกว่าจะเสนอให้โละทิ้ง

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ว่า "มีเรื่องอะไร บอกมาก่อน ไม่มีเรื่องใหม่ ไม่ตอบ กู๊ดบาย เดี๋ยวผมจะหายไป 14 วัน"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้พล.อ.ประวิตรได้ยื่นใบลาเพื่อเดินทางไปต่างประเทศก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ท่ามกลางกระแสข่าว พล.อ.ประวิตรมีภารกิจลับที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ

บี้แบงก์ออมสินคืนเงินกองทุน สกสค. - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนได้รับมอบหมายจาก นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ให้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นั้น ล่าสุด รมว.ศึกษาธิการได้ทำหนังสือแจ้งไปถึงนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และผู้บริหารของธนาคารออมสิน กรณีที่ธนาคารออมสินดำเนินการถอนเงินออกจากบัญชีเงินสนับสนุนพิเศษโครงการสวัสดิการกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) โครงการ 6 เนื่องจากพบข้อมูลว่า สัญญาที่นายเกษม กลั่นยิ่ง อดีตประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ดำเนินการร่วมกับธนาคารออมสินมีความไม่ชอบมาพากล โดยระบุว่า หากครูกู้เงินผิดนัดชำระหนี้ 3 ครั้ง ให้ดึงเงินจากกองทุนนี้ ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารออมสินดำเนินการโดยพลการ ส่งเงินเข้ากองทุนไม่ครบตามจำนวน จนมียอดเงินที่ธนาคารออมสินหักไปแล้ว จำนวน 9,600 ล้านบาท

"การหักเงินจากกองทุนฯ ดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกำลังตรวจสอบว่า นายเกษมที่ทำสัญญากับธนาคารออมสินไว้นั้นดำเนินการถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นการทำสัญญาที่เราเสียเปรียบ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของครูมีหลายแนวทางที่สามารถกระทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องดึงเงินจากกองทุนฯนี้ก็ได้ ขณะเดียวกันจะมีการหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่านายเกษมมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากมีขบวนการไอ้โม่งผู้มีอิทธิพล แต่ตอนนี้เราได้ขจัดขบวนการเหล่านั้นออกไปแล้ว อย่างไรก็ตามบอร์ดธนาคารออมสินได้ข้อมูลจาก สกสค.ไปแล้วส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องการทำสัญญา ซึ่งเชื่อว่าธนาคารออมสินจะคืนเงินที่หักไปคืนกองทุนฯ เพราะเป็นสัญญาที่ไม่ถูกต้อง" ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการกล่าว.

สส.เปิดหลักสูตรผู้บริหารสีเขียว - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สส.ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรศาสตร์ ม.มหิดล จัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปธส.) เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงบูรณาการและการเป็นนักบริหารสิ่งแวดล้อมมืออาชีพ เป็นผู้บริหารยุคใหม่หัวใจสีเขียว เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและต้นแบบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เนื้อหาหลักสูตร อาทิ หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการองค์การ การจัดการองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น อบรมวันที่ 26 พ.ค.-16 ก.ย.นี้ โดยเปิดรับสมัครบุคคลที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเป็นข้าราชการหรือผู้บริหารเอกชน รวม 60 คน รับสมัครถึงวันที่ 5 พ.ค.นี้ สอบถาม โทร.0-2577-7084-5 อีเมล์ training2@deqp.mail.go.th

วิพากษ์ตัดทิ้ง'กกต.จว.' ชูผู้ตรวจการ-แก้โกงเลือกตั้ง? - มติชน ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

หมายเหตุ - ความคิดเห็นของนักวิชาการ และอดีตกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (กกต.จังหวัด) กรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีมติตัด กกต.จังหวัด โดยตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ... ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ฐิติพล ภักดีวานิช

คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

แนวคิดเรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้งเป็นแนวคิดที่ดีถ้าทำได้จริง จริงๆ โครงสร้างเดิมของ กกต.ในหลักการก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือคนที่เข้ามา กระบวนการเลือกและสรรหาคนที่เข้ามาหลายๆ คนไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองและไม่จัดการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนระบบไหน หากระบบการสรรหาบุคคลไม่อยู่บนพื้นฐานของหลักการที่ชัดเจนก็จะมีปัญหาอีก

โดยหลักการก็ดีแล้วที่ให้ผู้ตรวจการการเลือกตั้งทำงานแบบมีวาระอาจลดผลประโยชน์ทับซ้อนจากการอยู่นานๆ แต่กระบวนสรรหาให้ได้มานั้นใครจะเป็นคนเลือก ตอนนี้ก็เห็นแล้วว่าเราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติ กระบวนการเลือกมีคำถามว่าทาง คสช.หรือรัฐบาลจะมีอิทธิพลหรือความเห็นมากน้อยแค่ไหนต่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่ หากยังมีบทบาทในการสรรหาคนก็จะเกิดคำถามต่อระบบว่าจะทำให้เกิดความเป็นกลางหรือไม่

โดยหลักการเป็นสิ่งดีแต่ด้วยสภาวการณ์ปัจจุบัน มองว่าอาจนำไปสู่หลายๆ คำถาม

ส่วนการบอกว่าผู้ตรวจการการเลือกตั้งจะแก้ปัญหาทุจริตได้มากกว่าเพราะมีสลับคนในพื้นที่อื่นมาทำงานแก้ปัญหาการแทรกแซงจากนักการเมืองนั้น คิดว่าไม่น่าจะได้ผลมากนัก

หลักการสลับคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่มาทำงาน แต่ความสัมพันธ์ของคนในสังคมไทยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของพื้นที่ เป็นความสัมพันธ์ทางการเมืองมีความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างพื้นที่ค่อนข้างมาก เหตุผลนี้อาจไม่เมกเซนส์เท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ได้มีวาระนาน ทำงานเป็นช่วงๆ ไป เป็นเหตุผลที่น่าจะฟังดูมีเหตุผลมากกว่า

ที่บอกว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่แล้วไม่มีความสัมพันธ์นั้นคิดว่าตรรกะนี้ใช้ไม่ได้เท่าไหร่ คนที่มีความสัมพันธ์ข้ามพื้นที่กับนักการเมืองก็อาจมีเยอะ คนนอกพื้นที่อาจมีความสัมพันธ์ดีกว่าคนในพื้นที่ก็ได้ กลับมาเรื่องกระบวนการการเลือก ว่าเลือกยังไง เพราะการเลือก กกต.ปัจจุบันก็มีคำถามต่อคนที่เข้ามาเป็น กกต.เยอะ

โครงสร้างเดิมก็ไม่ได้เลวร้าย ถ้าสามารถคัดเลือกคนที่เชื่อในระบบประชาธิปไตยได้ แต่ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าคนที่เป็น กกต.ก็ไม่ได้เชื่อในระบบประชาธิปไตยเท่าไหร่ อย่างที่เราเห็นการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ผมมองว่าคนที่เข้ามาจะสำคัญ การได้มาซึ่งคนเหล่านี้ จะมีกลไกไหนที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะทำให้ได้คนที่มีความเป็นกลางจริงๆ

ไพโรจน์ แสงภู่วงษ์

อดีตประธาน กกต.ประจำจังหวัดเชียงใหม่

ไม่เห็นด้วยเพราะ กกต.จังหวัด ยังมีความจำเป็นดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่ เนื่องจากเป็นผู้ใหญ่ มีประสบการณ์ บารมี ช่วยคุ้มครองข้าราชการประจำที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งพิจารณา กลั่นกรอง ช่วยตัดสินใจ เป็นเกราะกำบังให้ข้าราชการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา สุจริต เที่ยงธรรม ไม่ใช่เป็นผู้มีอิทธิพล เพราะถูกคัดเลือก มาทำหน้าที่ดังกล่าว หากไม่มี กกต.จังหวัด การจัดการเลือกตั้ง อาจไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายได้

เท่าที่ทราบผู้ตรวจการการเลือกตั้งทำหน้าที่ชั่วคราว ไม่ได้ทำงานประจำ เป็นผู้ตรวจการเฉพาะกิจ หากไปทำงานหรือปฏิบัติงานนอกพื้นที่ ไม่มีบุคลาการหรือเครื่องมือ ช่วยทำงาน แม้ กกต.กลาง มีอำนาจสั่งให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการเลือกตั้งได้ แต่การทำงานลำบาก เนื่องจากขาดการประสานงาน

ดังนั้น ผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ต้องรู้คน รู้ท้องถิ่น มีเครื่องมือและอุปกรณ์ทำงาน สามารถประสานงานได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ไปทำหน้าที่ดังกล่าว ส่วนตัวเห็นว่าผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ควรช่วยเสริมการทำงานของ กกต.จังหวัด ดีกว่า ไม่ใช่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เพราะข้าราชการประจำทำงานอยู่แล้ว

สมพร ศรีเพชร

อดีต กกต.ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้มีผู้ตรวจราชการมาทำหน้าที่ เนื่องจากว่าที่ผ่านมา เมื่อ กกต.ทำหน้าที่ผิดพลาด จึงไม่สามารถไปไล่เบี้ยเอากับใครได้ เนื่องจาก กกต.ทำหน้าที่เป็นวาระ เมื่อหมดวาระการดำรงตำแหน่ง เป็นอันหมดไป จะไปหักเงินเดือนก็ไม่ได้ แต่หากเป็นผู้ตรวจราชการ อย่างน้อยเป็นข้าราชการ หากทำความผิดสามารถหักเงินบำเหน็จบำนาญ หลังเกษียณอายุราชการ กกต.ทั้ง 5 คน หมดวาระเป็นอันว่าจบไม่มีเงินบำเหน็จบำนาญ

ส่วนการเข้าถึงพื้นที่ ระหว่างผู้ตรวจราชการ กับ กกต. เห็นว่า มีข้อแตกต่างกัน หากเป็นผู้ตรวจราชการย่อมจะไม่เข้าใจในพื้นที่ เช่น ตามแผนที่กำหนดขอบเขตว่า รอยต่อระหว่าง อ.พิปูน อ.ท่าศาลา และ อ.นบพิตำ อยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน จึงให้เลือกในหน่วยเดียวกัน แต่หากมองจากสภาพความเป็นจริงไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากแผนที่กับเส้นทางการเดินทางแตกต่างกันมาก

การเดินทางจาก อ.พิปูน จะต้องอ้อมผ่าน อ.ฉวาง เข้า อ.ช้างกลาง ผ่าน อ.ลานสกา ผ่าน อ.พรหมคีรี ถึงจะเข้า อ.นบพิตำ และทะลุ อ.ท่าศาลาได้ ต้องอ้อมกันเกือบซีกโลก ซึ่งผู้ตรวจฯ ไม่สามารถเข้าใจสภาพพื้นที่เหล่านี้ได้

ผมเคยทำหน้าที่ กกต. เคยทำหน้าที่เป็น ประธานสภา อบจ.นครศรีธรรมราชมาก่อน จึงรู้จักสภาพพื้นที่ได้ดีกว่า รู้ว่าใครถูกกับใคร ใครไม่ถูกกับใคร จะแก้ปัญหาอย่างไรให้สงบลงได้ เป็นเพียงเรื่องง่ายๆ ที่จะทำให้มองภาพได้ชัดเจน โดยสรุปแล้วมองว่าดี ที่จะมีผู้ตรวจฯ ยกเลิกระบบสรรหา กกต.ไปได้เลย ข่าวคราว กกต.ทุจริตมากมาย แต่ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้ ผิดพลาดแล้ว ไม่สามารถไล่เบี้ยคนเหล่านี้ได้

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

ผู้

ตรวจการการเลือกตั้งกับ กกต.จังหวัดนั้นเหมือนกัน แต่เดิมที่ต้องมี กกต.จังหวัด เขา อ้างว่าเพราะ กกต.รุ่นแรกไปขี่ช้างจับตั๊กแตน ตั้ง กกต.เป็นองค์กรใหญ่ เมื่อก่อนใช้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย นักการเมืองก็ร้องว่าไม่ยุติธรรม

ถามว่า พอมี กกต.จังหวัดแล้วยุติธรรมหรือไม่ ก็ไม่ พวกใครพวกมัน แล้วเราไม่รู้ว่า กกต.จังหวัด ไปเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไหน เราห้ามแต่เขาอาจจะอุดหนุนได้ อิทธิพลแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน

การจัดการเลือกตั้งนั้นบกพร่องเรื่องการบริหารจัดการ พอกฎหมายใหม่ รู้ไหมว่าแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน การโกงการเลือกตั้งมีกี่แบบ การซื้อคะแนนล่วงหน้ามีเยอะแยะไปหมด

จึงอยู่ที่การจัดการการเลือกตั้ง ที่ต้องใช้เวลาหาแนวร่วม ระบบบริหารการจัดการเลือกตั้งต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ของเดิมก็เหมือนๆ เดิม ตำแหน่งผู้ตรวจการเลือกตั้งดูเหมือนดี เพราะเขายุบ กกต.จังหวัด จริงๆ แล้วเปลืองงบประมาณไม่จำเป็นยุบก็ดีแล้ว

แต่การตั้งผู้ตรวจการฯแต่ละคราว 5-8 คน การเลือกตั้งแต่ละครั้งมาทำหน้าที่เฉพาะ ที่จริงการเลือกตั้งต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ต้องมีองค์กรภาคประชาชนเป็นอาสาสมัครดูแลการเลือกตั้ง ต้องมีการบริหารจัดการใหม่ เช่น การนับซ้ำ ดับเบิลเช็ก หรือการวางระบบการจัดการเลือกตั้งให้ง่าย สะดวก ต้องแก้ทั้งหมด

แล้ว กกต.ฟังคนข้างนอกหรือเปล่า ไม่เคยฟังเลย ถามว่า กกต.เชี่ยวชาญการเลือกตั้งจริงไหม มีคนรู้เรื่องคนเดียวคือ สมชัย ศรีสุทธิยากร เพราะเขาเข้ามาทำเรื่องการเลือกตั้งกับคุณสายหยุด เกิดผล

ถ้าฟังคนข้างนอกบ้าง ดูจุดอ่อนและข้อบกพร่องของตัวเอง ก็สามารถชี้ได้ว่าเราจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมได้เพียงใด ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเลวน้อยที่สุด มีจุดโจมตีน้อยที่สุด

การตั้งผู้ตรวจการการเลือกตั้งขึ้นมาจะได้ผลไหม คัดเลือกยังไง แล้วแต่ กกต.ตั้ง ก็พรรคพวกเหมือนเดิม คิดให้ดีใช้องค์กรภาคประชาชนหรือภาคีเครือข่ายชุมชนจะดีกว่าเยอะ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของ กกต.

ตลอดมาเราไม่เคยสอนเรื่องประชาธิปไตยเกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีงบประมาณสร้างเสริมประชาธิปไตยปีละ 200 กว่าล้าน แต่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหมด เอาไปจัดสัมมนาตามโรงแรม คุณต้องสอนตั้งแต่เด็ก พูดให้คนในจังหวัดทำ ตั้งแต่เด็ก ม.6 ให้เป็นตัวแทน เป็นอาสาสมัคร ต้องสร้างมิติใหม่ให้เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องสำคัญ การเลือกผู้แทนไปนั่งในสภาเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีในบทเรียนมีการพูดในที่สาธารณะบ่อยๆ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองด้วย

ต้องให้ท้องถิ่นรับรู้ตั้งแต่เรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น ซื้อเสียงเป็นยังไง เลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านมีทุจริตไหม ครูในโรงเรียนต้องเป็นเครือข่ายพูดให้นักเรียนฟังว่าผู้แทนนี้สำคัญ เป็นตัวแทนในการออกกฎ มีเรื่องต้องทำเยอะแยะไป แต่เผอิญเราไม่ได้ทำ เอาง่ายๆ ตั้งผู้ตรวจการไป ถามว่าตั้งมาจังหวัดละ 5-8 คน ทำอะไร คัดเลือกยังไง มีหน้าที่และอำนาจยังไง จะได้ผลจริงหรือไม่

จริงๆ แล้วเราต้องดูว่าการเลือกตั้งไทยมีจุดอ่อนและข้อบกพร่องอะไร ผมไม่เคยเห็น กกต.มาพูดเรื่องนี้เลย มีการเก็บรวบรวมไว้หรือเปล่า มีการวิเคราะห์ไหมว่าแต่ละจังหวัดมีปัญหาอย่างไร เวลาแก้ก็ต้องแก้คนละอย่าง ดูทัศนคติ สภาพแวดล้อม อิทธิพลในจังหวัด นั้นๆ แต่ละจังหวัดต้องศึกษาและหาแนวร่วมให้มีการดำเนินการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด

ผมว่าต้องใช้เวลา แต่ถ้าเริ่มทำหนึ่งปีจะได้พรรคพวกเยอะแล้ว เพราะฉะนั้น กกต.ต้องยอมรับก่อนว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไร แต่ละเขตเป็นอย่างไร ต้องดูให้รอบคอบและละเอียด

ผู้ตรวจการการเลือกตั้งที่ใช้คนพื้นที่อื่นจะไปรู้เรื่องในพื้นที่ไหม การสลับพื้นที่เวียนมาทำงานเขามาชั่วคราวดูงานรูทีน ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่คนในจังหวัดจะรู้ คนดีๆในจังหวัดก็มี แต่คุณรู้จักเขาไหม คุณเลือกเขาไหม ปัญหาอยู่ตรงนี้ ถ้าคุณไม่เอาพรรคพวกคุณ อยู่ๆ จะบอกว่าดีกว่าเดิม ไม่ได้ ต้องพิสูจน์ก่อน เรื่องการบริหารจัดการเลือกตั้งผมบอกได้ว่าบกพร่องตรงไหน มีเยอะแยะ

ในกระบวนการเลือกตั้ง ตั้งแต่เรื่องหีบบัตรรู้ไหมว่าบกพร่องตรงไหน แต่ละพื้นที่มีปัญหาอย่างไร ต้องนำมาประกอบกัน อยู่ๆ จะบอกว่าเลือกตั้งแล้วดีเพราะได้นาย ก. มา ไม่ใช่ จะแก้ปัญหาต้องรู้ปัญหาก่อน

คอลัมน์ ประกายดาว: เป็นป่าไม้น้ำดีจริงหรือ? - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

นับว่าเป็นช่วงที่พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกจริงๆสำหรับอธิบดีกรมป่าไม้ นายชลธิศสุรัสวดี และ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชหลังจากที่ทั้ง 2 กรมออกคำสั่งแต่งตั้งป่าไม้อาวุโส ก็เป็นธรรมดาที่จะมีเสียงสวดออกมาตามหลัง

การแต่งตั้งตำแหน่งอาวุโสในครั้งนี้นั้น มีเสียงด่าตามหลังน้อยมาก เนื่องจากคณะกรรมการคัดสรรล้วนแต่เกรงใจทหารที่อาจจะตามเช็กบิลภายหลัง "ผู้มีเงินเดือนน้อย-ผู้ไม่มีผลงาน-ผู้โดนตั้งกรรมการสอบ" โดนคัดออกมากกว่าครึ่ง ผู้ที่เหลือรอดมาได้ และได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาถือได้ว่า "ต้องสุดยอดจริงๆ" แต่ถึงแม้นว่าเจ้าหน้าที่คัดสรรจะบริสุทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ก็ยังมี "ปีศาจคาบคัมภีร์" แหกปากให้ร้ายว่ามีการซื้อขายเก้าอี้กัน

จากปากของ "อดีตป่าไม้นอกคอก" ที่ปล่อยข่าวใส่ความนั้น วันนี้ข่าวว่า "หมดเครดิตความเชื่อถือมานานแล้ว" สิ่งที่ป้ายสีชาวบ้านนั้นมันเข้าตำราที่ "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" ในยุคที่เพื่อนร่วมรุ่นเป็นใหญ่เป็นโตก็มีการ "ซื้อขายตำแหน่ง" เรียกได้ว่ามีการ "ทุจริตมากที่สุดกว่ายุคใดๆ" ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "ฝายแม้ว" ที่เวลานี้ ป.ป.ช.เตรียม"สรุปสั่งฟ้อง" หรือ "ประมูลชุดเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่แพงเกินความเป็นจริง" ล้วนแล้วแต่เกิดในยุคที่ "เพื่อนร่วมรุ่นเป็นใหญ่เป็นโตทั้งสิ้น"และหลังจากคำสั่ง "ป่าไม้อาวุโส" คลอดออกมา ก็แทบไม่น่าเชื่อ นั่นก็คือไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯหรือทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติฯมีแต่ "เสียงชื่นชมและขอบคุณในกระบวนการคัดเลือกที่ให้โอกาสคนทำงานและเห็นคุณค่าผลงานของผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นป่าไม้อาวุโสในครั้งนี้"

เอ้า..งานนี้ผู้หลงตัวเองว่าเป็นป่าไม้ตงฉินหน้าแหกหมอไม่รับเย็บอีกแล้ว?

คอลัมน์ นายซื่อตรงรักเมืองไทย: งบประมาณแสนล้านกับผลงาน(ไร้ค่า)ของคมนาคม เงินภาษี แต่ใครได้ประโยชน์? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งไปเป็นประธานเปิดงานรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย แบริ่ง-สำโรง อันเป็นหนึ่งในแผนงานลงทุนขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมในปี 2560 ซึ่งตลอดปีงบประมาณ 2560 กระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบมากถึง 154,425,875,900 บาท มากกว่าเกือบทุกกระทรวง เป็นรองแค่กระทรวงมหาดไทยที่ได้รับงบฯไปถึง 3 แสนกว่าล้านบาท และถ้าเทียบงบฯกับกระทรวงวัฒนธรรม จะพบว่างบของกระทรวงคมนาคมมากกว่าเกือบ 39 เท่าเลยทีเดียว!!! และเอาเข้าจริงกระทรวงคมนาคมก็ผูกพันกับโครงการต่างๆที่นายกฯพูดโชว์มาตลอดว่า จะมีโครงการนั้น โครงการนี้ แต่สุดท้ายกลับยังไม่มีโครงการใหญ่ใดๆ เกิดขึ้นให้เราเห็นเลย!!!

ด้วยงบประมาณที่ได้รับอัดฉีดจากรัฐบาลมหาศาลในแต่ละปี แถมพลิกไปดูตั้งแต่ปี 2547 งบฯที่กระทรวงคมนาคมได้รับก็ยังเพิ่มขึ้นทุกปี ยกเว้นปี 2551 และ 2553 ในยุคอภิสิทธิ์ที่ได้รับน้อยลง และตั้งแต่ปี 2547 อันเป็นช่วงที่รับรู้กันดีว่า กระทรวงคมนาคมมีแผนเมกะโปรเจกท์มากมายในยุคทักษิณ ซึ่งมาพร้อมกับกระแสข่าวทุจริตมากมายเช่นกัน ใช่หรือไม่? แต่ยังเทียบไม่ได้กับปัจจุบันที่งบฯของกระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรมากขึ้นถึง 1 แสนกว่าล้านบาท และแม้เราจะไม่เห็นเมกะโปรเจกท์เกิดขึ้นอีกเลย แต่กลับพบว่างบฯก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใช่หรือไม่? ยิ่งเฉพาะ 3 ปีหลังนี้ที่เป็นยุคปราศจากนักการเมืองที่สังคมมองว่า เป็นตัวการใหญ่ของการทุจริต กลับพบว่า งบฯกระทรวงคมนาคมเด้งขึ้นมากกว่าเดิมเกือบ 5 หมื่นล้าน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของงบฯที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ในที่นี้ยังไม่นับรวมงบมหาศาลของรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงคมนาคม

ที่สำคัญอย่าลืมว่า กระทรวงคมนาคมยังเป็นหน่วยงานรัฐที่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชนและมีอำนาจมากที่สุดกระทรวงหนึ่งพอๆกับมหาดไทย เพราะมีทั้งอำนาจการจับกุมหรือไม่จับกุม อำนาจในการอนุญาต อำนาจในการตรวจสอบหรือไม่ตรวจสอบ อำนาจในการรื้อค้นหรือไม่รื้อค้น อย่างกรมการขนส่งทางบกที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดในการขับขี่ได้ทุกประเภท ใช่หรือไม่?

จึงไม่แปลก หากมีคนบอกว่า เป็นกระทรวงเกรด AAA ที่มีทั้งงบประมาณสูงสุดและมีอำนาจมากที่สุดกระทรวงหนึ่ง ที่ผู้มีอำนาจอยากมานั่งมากที่สุด เช่นเดียวกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ เพียงแต่กระทรวงทริปเปิ้ลเออย่างศึกษาธิการนั้นงบส่วนใหญ่ที่ได้รับการจัดสรร มักเป็นงบบุคลากรที่เป็นครูและงบพัฒนานักเรียน ใช่หรือไม่? ส่วนมหาดไทยที่ได้รับงบฯมากถึง 3 แสนกว่าล้าน ก็พบว่าไม่เบาเช่นกัน แม้งบส่วนหนึ่งไปลงท้องถิ่น แต่ก็พบว่ามีงบที่กระจายลงไปสู่โครงการต่างๆจำนวนมากเช่นกัน แต่หลายคนตั้งคำถามว่าไม่พบ ร่องรอยของโครงการที่เป็นรูปธรรมเลย? นอกจากนี้ ปัญหาทางภาคใต้ก็ยังแก้ไขไม่ได้ แผนงานปรองดองที่ทุกวันนี้ ย่อมรู้กันดีว่า สังคมเกิดการปรองดองแท้จริงหรือยัง? หรือแผนงานปราบปรามทุจริต ถามว่ามีกลไกใดสำเร็จเป็นรูปธรรมในรัฐบาลนี้หรือไม่? แล้วเช่นนี้งบฯกว่า 3 แสนล้านของมหาดไทย ประชาชนได้สิ่งใดบ้าง?

แต่โจทย์หลักของเราวันนี้คือ งบฯกระทรวงคมนาคมที่มากคือ งบค่าดำเนินโครงการต่างๆ หลายพันหลายหมื่นโครงการแต่ละปี ซึ่งแทบทุกโครงการล้วนต้องมีการประมูลงาน จัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมาทั้งสิ้น ตรงนี้นับเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมจับตามาตลอดถึงความโปร่งใสของกระบวนการต่างๆ เหล่านี้!!! ที่สำคัญแม้งบประมาณ อำนาจและโครงการเมกะโปรเจกท์มากขึ้นทุกปี แต่กลับพบว่าปัญหาในกระทรวง ทั้งปัญหาภายในว่าด้วยเรื่องบุคลากรทั้งระดับฝ่ายปฏิบัติและฝ่ายบอร์ด กับปัญหาภายนอกกระทรวงที่สังคมสะท้อนเป็นคำวิจารณ์ต่างๆ กลับไม่ได้น้อยลง หนำซ้ำดูจะมากขึ้นด้วยใช่หรือไม่?

ไล่ตั้งแต่ปัญหาภายในกระทรวง เริ่มจากตัวบุคลากรซึ่งทุกคนคงจำกันได้ดีกับข่าวโจรบุกปล้นบ้านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมรายหนึ่ง ที่ผู้ต้องหารับสารภาพว่า พบเงินมหาศาลมากกว่า 500 ล้านบาทอยู่ในบ้าน ไม่นับทองรูปพรรณ เครื่องเพชรและทรัพย์สิน อื่นๆ ซึ่งแทนที่จะเกิดคำถามว่าผู้ต้องหาคือใคร? แล้วนำเงินที่ได้ไปทำอะไร? แต่สังคมกลับเกิดข้อสงสัยในทางตรงกันข้ามว่า ถ้าคำบอกเล่าของผู้ต้องหาเป็นเรื่องจริง เหตุใดปลัดกระทรวงเกรดทริปเปิ้ลเอ จึงมีเงินอยู่ในบ้านมากขนาดนั้น? แล้วถ้านับเงินในบัญชีหรือเงินที่อยู่ในรูปทรัพย์สินอื่นๆ จะมีมากเพียงใด? แล้วเงินมหาศาลนี้มาจากไหน? เพราะลำพังเงินเดือนปลัดกระทรวง ไม่น่าจะมากพอมีเงินขนาดนี้ ใช่หรือไม่? ทั้งหมดเป็นภาพลักษณ์ที่ประชาชนภายนอกมองบุคลากรกระทรวงคมนาคมแล้วคิดเช่นนี้มาตลอดจนปัจจุบัน ใช่หรือไม่? ยังไม่นับรวมกรณีสินบนโรลส์-รอยซ์ ที่อาจเชื่อมโยงบุคลากรรัฐวิสาหกิจภายใต้กำกับของกระทรวงคมนาคม

และแม้ปัจจุบันมีความพยายามปรับปรุงการทำงานบุคลากรในกระทรวงให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น เช่น การประมูลงานภาครัฐ ที่เปลี่ยนระบบเป็นการประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ E-Auction แต่ก็เกิดคำถามจากสังคมว่า การประมูลนี้แก้ปัญหาทุจริตได้จริงใช่หรือไม่? ที่ผ่านมาเคยมีคนไปตรวจสอบบ้างหรือไม่ว่า เป็นอย่างไร? เหตุใดจึงมีกระแสข่าวหลุดมาทำนองว่า ตัวเลขแต่ละเจ้าที่ประมูลงานจากรัฐได้ จึงมีราคาต่างกันเพียงหลักพันแทบทุกเจ้าในการประมูลบางงาน ใช่หรือไม่? ยังไม่นับรวมเรื่องการจ้างที่ปรึกษาที่มีตัวเลขค่าจ้างกับความรับผิดชอบสวนทางกัน หรือนี่คือความผิดปกติ คือช่องโหว่ของกฎหมาย? หรือมีอะไรอยู่เบื้องหลัง? แม้ในทางกฎหมายอาจเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ตาม เพราะอย่าลืมว่า พ.ร.บ.ฮั้ว ก็ดี การตั้งป.ป.ช.ก็ดี ล้วนมีที่มาจากกรณีต่างๆที่เกิดขึ้นในกระทรวงคมนาคมหรือไม่?

เช่นนี้ควรหรือไม่ที่ต้องมีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของบรรดาข้าราชการระดับสูง ให้ประชาชนได้รับรู้เหมือนนักการเมืองเพราะที่ผ่านมามีแต่การตรวจสอบแต่ไม่มีการเปิดเผย จึงไม่มีใครหรือมาตรการใดสามารถตรวจสอบหรือจัดการข้าราชการระดับสูงได้ จริงหรือไม่?แล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำคดีที่ข้าราชการทุจริตเข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกาฯ เช่นเดียวกับนักการเมือง เพื่อให้การตัดสินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นมาตรการกำจัดการทุจริตของข้าราชการไปในตัว?

ปัญหาของกระทรวงคมนาคมไม่ได้มีแค่เรื่องทุจริตหรือความไม่โปร่งใสในการทำงานเท่านั้น ที่ผ่านมายังมีเรื่องอำนาจการตรวจสอบจับกุม ที่เป็นอีกหนึ่งปัญหาเรื้อรัง ใช่หรือไม่? จนหลายๆ คนถามว่าที่ผ่านมา ได้จัดการอะไรบ้างหรือยัง? ไล่ตั้งแต่ที่มีปัญหามากที่สุดอย่างเรื่องการปฏิเสธผู้โดยสารของรถแท็กซี่ เหตุใดจึงยังจัดการได้ไม่เบ็ดเสร็จเสียที? เหตุใดจ้องแต่จะจัดการกับรถโดยสาร อื่นๆ ที่ประชาชนอยากให้มี? ปัญหารถตู้ เหตุใดจึงเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก? เหตุใดประเทศไทยจึงมีสถิติเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากเป็นลำดับต้นๆของโลก? นำมาซึ่งคำถามว่า เรามีกรมขนส่งฯไว้ทำอะไร หรือเหตุใดถนนทางหลวงจึงพังบ่อยและซ่อมกันเกือบทุกปี? คำถามเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งข้อสงสัยที่ว่า งบประมาณที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทได้รับการจัดสรรปีละหลายหมื่นล้านเพื่อซ่อมแซมและสร้างถนนนั้น ได้ทำอะไรให้ประเทศดีขึ้นบ้าง? ปัญหาอยู่ที่งบหรือที่คนใช้งบ?

นี่ยังไม่นับรวมเรื่องการส่งน้ำมันเถื่อน ปัญหาแรงงานเถื่อนที่ลักลอบโดยสารมากับรถเข้าประเทศ ที่ต้องถามกรมเจ้าท่าฯ เช่นเดียวกับกรณีบัตรโดยสาร BTS และบัตร MRT ถามว่าสามารถเชื่อมให้เป็นบัตรเดียวกันได้ตามที่ประชาชนต้องการหรือยัง? สนข.ตั้งมาทำอะไร? มอเตอร์เวย์ 3 สายใหญ่ที่เห็นจะลงทุนสร้างมาหลายปีแล้ว ก็ทำไม่ได้สักที เพราะมีข่าวว่าไม่มีใครสนใจร่วมประมูลงาน ใช่หรือไม่? แล้วเหตุใดประชาชนย่านประตูน้ำจึงยังประท้วงไม่ให้สร้างสถานีรถไฟฟ้าที่มีพื้นที่ใหญ่โตเกินความจำเป็น จะไปไล่เวนคืนพื้นที่ประชาชนจำนวนมากเพื่อมาสร้างสถานีให้มีพื้นที่เชิงพาณิชย์ใหญ่ๆทำไม? เป็นความต้องการของใครกันแน่?

ขณะที่แอร์พอร์ต ลิ้งค์ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงก็ทำท่าจะไปไม่รอด ใช่หรือไม่? ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าจะเริ่มสร้าง มีการนำงบฯส่วนหนึ่งมาจ้างที่ปรึกษาเพื่อหาความคุ้มค่าของการดำเนินโครงการ แต่เมื่อโครงการ ทำท่าจะไปไม่รอด แล้วใครควรเป็นผู้รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น? ขณะที่รัฐวิสาหกิจ เช่น การบินไทยและ ขสมก.เร็วๆ นี้ก็มีข่าวว่า กระทรวงการคลังต้องขอกู้เงินเกือบ 2 พันล้านบาทมาพยุงการบินไทยใช่หรือไม่? ส่วนขสมก.ก็ขาดทุนทุกปีหลักหลายพันล้านบาท ซึ่งว่ากันว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลพวงจากการดำเนินนโยบายรถเมล์ฟรีที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลสมัคร จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้มีข่าวว่า ขสมก.เตรียมจะปิดตัวในอีก 2 ปีข้างหน้า เพราะแบกรับภาระขาดทุนไม่ไหวแล้ว ใช่หรือไม่?

ปัญหาเหล่านี้ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจในกระทรวงได้เข้าไปจัดการอะไรบ้างหรือยัง? นี่ยังไม่รวมถึงการมีอำนาจแต่ไม่ใช้อำนาจในการจัดการ แต่ผลักไปให้นายกฯจัดการอย่างเช่น การเสนอให้นายกฯใช้ม.44 กับปัญหารถตู้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่กระทรวงทำได้ แต่ก็ ไม่ได้ทำใช่หรือไม่?

ทั้งหมดคือผลงานตลอดหลายสิบปีของกระทรวงคมนาคมที่เดินสวนทางกับงบประมาณที่ได้รับ แถมยังสวนทางกับความต้องการประชาชนผู้จ่ายภาษีให้ และดูเหมือนจะเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่จบสิ้น หรือนี่คือสิ่งที่สังคมต้องทำใจกับผลงานกระทรวงคมนาคม หรือถึงเวลาหรือยังที่จะต้องปฏิรูปยกเครื่องกระทรวงตั้งแต่ข้าราชการระดับสูงจนถึงระดับฝ่ายปฏิบัติ รวมถึงบอร์ดรัฐวิสาหกิจกระทรวงนี้ เพราะที่ผ่านมามีแต่คนแย่งกันนั่งกระทรวงนี้ แต่ผลงานของกระทรวงเกินเยียวยาแล้วจริงๆ...!!!

"...ผู้ที่ติดค้างบุญคุณคนอื่น บางทีอาจยังปวดร้าวกว่าถูกติดค้างอีก"

(โกวเล้ง จากเรื่อง ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่)

สินบนประมงช่องว่างคุมเรือเข้า-ออก - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

นิธิศ นาเจริญ

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อสำหรับประเทศไทยลูบตรงไหนก็แทบจะเจอทุจริตกันตรงนั้น อย่างมาตรการควบคุมการทำประมงผิดกฎหมายที่ประเทศไทยกำลังตกเป็นเป้าสายตาของตะวันตกที่จะคว่ำบาตร แต่ทำไปทำมากลับกลายเป็นช่องให้เกิดการ "ทำมาหากิน"กันจนได้

ที่สำคัญก็คือการทุจริตที่กำลังเป็นข่าวฉาวโฉ่ขณะนี้จะเป็นตัวสะท้อนภาพลักษณ์การทำงานของ "ฝ่ายตรวจสอบ" การทำประมงผิดกฎหมายด้วย

เมื่อฝ่ายตรวจสอบมีปัญหา แน่นอนว่าเครดิตความน่าเชื่อถือที่ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (สล.ศปมผ.) ซึ่งถูกตั้งขึ้นมา หลังนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคสช.ประกาศใช้มาตรา 44 จะเรียกคืน ก็อาจจะได้รับผลในทางกลับกัน คือการตั้งคำถามกลับมาถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายของไทย

ต้องทำความเข้าใจกันสักนิดหนึ่งว่า มาตรการที่ไทยกำลังเอาจริงเอาจังกับการทำประมงผิดกฎหมายตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนนั้น เป็นผลมาจากแรงกดดันจากทางยุโรปที่เป็นตลาดใหญ่สินค้าทะเลของไทย ภายใต้กฎระเบียบที่เรียกกันย่อๆ ว่า ไอยูยู

ซึ่งก็คือ (Illegal, Unreported and Unregulated Finishing: IUU) หรือกฎระเบียบว่าด้วยการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงานและไร้การควบคุม เป็นกฎระเบียบที่คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้ประกาศการบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2551 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553

ทั้งนี้ก็เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่า การทำประมงโดยเฉพาะแถวๆบ้านเรามักมีปัญหาลักลอบจับสัตว์น้ำผิดกฎหมายในน่านน้ำต่างๆ การออกระเบียบนี้ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้ประกอบการเกิดความตระหนัก เกิดการอนุรักษ์ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันเป็นการสร้างความเป็นธรรมด้านการค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศไปพร้อมกันด้วย ประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เรือใครใหญ่ดักได้ดักเอา ไม่ได้แล้ว !!!

นี่จึงเป็นที่มาของหน่วยงานที่ชื่อว่า ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือประมงเข้าออก (PIPO)โดยใช้อุปกรณ์ติดตามตำแหน่งเรือประมงด้วยดาวเทียม (VMS) ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเรือประมงพาณิชย์ที่ออกไปทำประมงในน่านน้ำไทยยังทำประมงถูกกฎหมายที่บังคับใช้อยู่หรือไม่

เช่นถ้าสัญญาณขาดหายไปก็หมายความว่าเรือประมงพาณิชย์ลำนั้น อาจออกนอกน่านน้ำ แบบนี้ก็เป็นปัญหา

การแจ้งเรือประมงเข้าออกจึงเป็นช่องทางป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย ในขณะเดียวกัน ถ้าไม่วางมาตรการที่เข้มแข็งพอก็อาจจะทำให้เกิดการทุจริตขึ้น อย่างที่เป็นข่าวว่าเจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนจากเรือปลาฉิ้งฉ้าง และเรืออวน (ทั้งๆ ที่มีเครื่องมือตรวจสอบเรือ)

ช่องทางการทุจริตเกิดขึ้นได้อย่างไร เราพลิกแฟ้ม "รายงาน คม ชัด ลึก"

วิเคราะห์กันอีกครั้ง เพราะชี้เบาะแส นำไปสู่การตรวจสอบและหาทาง "อุดรูรั่ว" โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกำกับการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศอ.ศปมผ.)

ประเด็นหนึ่งที่ต้องติดตามก็คือปัญหาของอุปกรณ์ติดตามจะเป็นส่วนหนึ่งในการใช้อ้างเรียกรับสินบนจากเรือประมงด้วยหรือไม่?

เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2559 มีเสียงสะท้อนเกี่ยวกับอุปกรณ์ติดตามตำแหน่งเรือประมง สัญญาณขาดหายขณะออกทำประมงกลางทะเล ทำให้เรือถูกแจ้งเข้าข่ายการทำประมงผิดกฎหมายบ่อยครั้ง

คำยืนยันจากเจ้าของเรือประมงพาณิชย์ขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไปที่ จ.สมุทรปราการ ที่ต้องเข้าออกศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกสมุทรปราการ เพื่อทำหนังสือชี้แจง เพราะได้รับข้อความในโทรศัพท์มือถือว่า"เรือปิดสัญญาณวีเอ็มเอสเสี่ยงสูงกระทำผิดกฎหมายติดต่อกลับและดำเนินการแก้ไขโดยด่วน ศูนย์วีเอ็มเอส กรมประมง" ปรีชา เกษมธีระสมบูรณ์ เจ้าของเรือประมงพาณิชย์ศรีนพรัตน์ จ.สมุทรปราการ เกิดข้อสงสัยกับเครื่องติดตามตำแหน่งเรือวีเอ็มเอส ตั้งแต่ติดอุปกรณ์ถูกแจ้งเตือนสัญญาณขาดหายบ่อยครั้ง เครื่องวีเอ็มเอสไม่ส่งสัญญาณ ถูกเตือนแม้ในเวลาพักผ่อน โดยมีการซื้ออุปกรณ์นี้มาด้วยราคาประมาณ 2.3 หมื่นบาท ต้องจ่ายเป็นรายเดือนละ 1,200 บาท หรือต่อปี 1.2 หมื่นบาท ซึ่งสัญญาณจะส่งผ่านศูนย์เฝ้าระวังติดตามของกรมประมงทุกๆ 1 ชั่วโมง ว่าเรือประมงอยู่พิกัดไหนของน่านน้ำไทย แต่สิ่งที่สงสัยมาโดยตลอดคือ สัญญาณที่ขาดหายไปเกิดจากสาเหตุใด แต่ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากเจ้าของบริษัทที่ขายเครื่องอุปกรณ์ติดตามเรือประมงให้ ส่วนตัวมีเจตนาเปิดเครื่องวีเอ็มเอสอยู่แล้ว แต่ถ้าหากปิดก็คงไม่ได้ออกทำประมงแน่นอน อยากให้ตัวแทนจำหน่ายช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเจ้าของเรือแทบทุกลำ

"กรณีเครื่องติดตามตำแหน่งเรือวีเอ็มเอสที่ซื้อมาราคาประมาณ 2.3 หมื่นบาท มีค่าใช้จ่ายรายเดือนอีกเดือนละ 1,200 บาท ซึ่งบังคับให้ต้องติดไว้ในเรือเพื่อให้ศูนย์เฝ้าติดตามของกรมประมงสามารถตรวจเช็กได้ตลอดเวลาว่าออกทำประมงกลางทะเลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ตอนนี้เจ้าของเรือประมงกำลังเผชิญปัญหาเครื่องวีเอ็มเอสไม่ส่งสัญญาณขณะเรือออกทำประมงกลางทะเล ศูนย์เฝ้าระวังติดตามทั้งส่งข้อความหา โทรมาแจ้งว่าเรือปิดสัญญาณวีเอ็มเอสทำไม ทั้งที่ไม่ทราบเหมือนกันว่าสัญญาณขาดหายเพราะอะไร ซึ่งโดนแจ้งเตือนทุกวัน เพราะเขาระบุว่า เรืออาจเข้าข่ายการทำประมงผิดกฎหมาย ต้องทำหนังสือชี้แจงต่อศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก เลยเกิดข้อสงสัยว่า ถ้าเครื่องวีเอ็มเอสไม่ส่งสัญญาณสามารถสอบถามบริษัทที่เป็นตัวแทนขายให้จะได้รับคำตอบที่ดีกว่าถามชาวประมงหรือไม่ ผมได้พูดคุยกับตัวแทนจำหน่ายขายเครื่องวีเอ็มเอสกลับไม่ได้รับคำตอบว่าสาเหตุที่สัญญาณขัดข้องเกิดจากอะไรกันแน่ ซึ่งตอนนี้ชาวประมงหลายคนเดือดร้อนเพราะต้องเข้าชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่แทบทุกวัน" เจ้าของเรือประมงพาณิชย์ศรีนพรัตน์ กล่าว

สอดคล้องกับคำยืนยันจาก โชคชัย หน่อเนื้อ เจ้าของเรือประมงพาณิชย์อีกรายใน จ.สมุทรปราการ ที่ทำประมงมากว่า 10 ปี สืบทอดอาชีพมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ ที่เข้ามาทำหนังสือชี้แจงศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกสมุทรปราการว่า สาเหตุที่สัญญาณเครื่องวีเอ็มเอสขาดหายเป็นเพราะอะไร แต่ก็ยังไม่รู้สาเหตุและยังเกิดข้อสงสัยทุกครั้งที่สัญญาณขาดหายไปโดยไร้สาเหตุ จึงอยากฝากไปถึงตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องวีเอ็มเอส ด้วยว่าควรร่วมกับชาวประมงเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้สามารถออกทำประมงกลางทะเลได้อย่างราบรื่น

"สัญญาณเครื่องวีเอ็มเอสทำเจ้าของเรือประมงอย่างผมวุ่นวายทุกวัน เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นต้องเขียนชี้แจงให้กรมประมงรับทราบถึงพิกัดตำแหน่งของเรือ ช่วงเวลาสัญญาณที่ขาดหาย ซึ่งผมยินยอมทำตามกฎระเบียบทุกอย่างที่ออกมาเพื่อให้มีอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไม่ติดขัด แต่เกิดคำถามมากมาย ซึ่งยังไม่มีใครให้คำตอบผมได้ว่าสาเหตุของสัญญาณที่ขาดหายมาจากอะไร ตัวแทนจำหน่ายของบริษัทติดตั้งเครื่องวีเอ็มเอสควรจะชี้แจงให้ชาวประมงได้รับทราบอย่างชัดเจนหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีคำยืนยันจากตัวแทนจำหน่ายว่า สัญญาณที่ขาดหายไปเป็นเพราะการอัพเดทซอฟต์แวร์ของระบบหรือการอัพเดทข้อมูลของสัญญาณเครือข่ายดาวเทียมให้ครอบคลุมการใช้งาน หรือบางครั้งทางตัวแทนจำหน่ายก็ให้ข้อมูลว่าอาจเกิดจากกระแสไฟของเรือขัดข้อง ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงานไหนที่จะออกมาให้คำ

ตอบได้" โชคชัย กล่าว

เรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอส ที่ถูกเฝ้าติดตามการออกทำประมงกลางทะเลในน่านน้ำอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยอุปกรณ์ติดตามตำแหน่งเรือประมงด้วยดาวเทียม หรือการติดตั้งระบบ Vessel Monitoring System : VMS เป็นระบบที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเรือที่ออกหาสัตว์ทะเลอยู่กลางทะเลกับเจ้าของเรือ ซึ่งจะมีศูนย์ติดตามเฝ้าระวังของกรมประมงติดตามสัญญาณวีเอ็มเอสอยู่บนฝั่ง เพื่อติดตามตำแหน่ง ความเร็ว ทิศทางการเดินเรือ จากนั้นรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของเรือบันทึกผ่านซอฟต์แวร์แล้วส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายดาวเทียมเพื่อบันทึกและแสดงผลข้อมูลของเรือ

หน่วยงานภาครัฐยังคงเดินหน้าตรวจเข้มลูกเรือประมงแรงงานต่างชาติ ทั้งการตรวจสอบใบอนุญาตทำงาน ตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย อย่างที่ท่าแพโสภา ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีการเข้าตรวจเข้มโดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการกวาดล้างการค้ามนุษย์ในธุรกิจประมง

"น.ต.เจนยุทธ นิมา"

หัวหน้าศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก ปราณบุรี เปิดเผยว่า หากมีเจ้าของเรือประสงค์จะออกทำประมงทะเลต้องตรวจจากเอกสารที่เจ้าของเรือมายื่นยังศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกปราณบุรี จากนั้นลงพื้นที่ตรวจสอบเรือ อุปกรณ์การจับสัตว์ทะเลซึ่งประมงที่ปราณบุรีส่วนใหญ่จะเป็นอวนดำ ไดหมึก เรือลอบ อวนลากเดี่ยว คู่ อุปกรณ์ป้องกันภัย นายช่างประจำเรือและลูกเรือประมงที่เป็นแรงงานต่างชาติ และในช่วงเวลาที่เรือเข้ามาเทียบท่าชาวประมงจะต้องบันทึกข้อมูลระบุชนิดปลา จำนวนน้ำหนักปลาที่หามาได้ เพื่อให้ศูนย์ประเมินว่าสัตว์ทะเลที่ออกประมงมาถูกต้องตามกฎระเบียบที่บังคับใช้

ข้อมูลศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกปราณบุรี พบว่าตั้งแต่บังคับใช้กฎหมายมีการแจ้งเข้าออกราว 900 ครั้งต่อเดือน จากเรือประมงพาณิชย์ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องกว่า 300 ลำ

"หน่วยงานทั้ง 7 หน่วยงานที่บูรณาการร่วมกัน เมื่อได้รับแจ้งความประสงค์จะออกเรือจากเจ้าของเรือต้องตรวจเอกสารอย่างละเอียดและลงพื้นที่ตรวจเรือประมง ตรวจใบอนุญาตแรงงานต่างชาติและหาสารเสพติดทุกคนก่อนออกทำประมงทุกครั้ง ตราอวนที่นำไปจับสัตว์ทะเลขนาดถูกต้องหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ไม่มีการควบคุม ไม่มีการตรวจสอบ พบว่ามีแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้ามาทำงานจำนวนมาก แต่ปัจจุบันตั้งแต่มีกฎหมายบังคับใช้สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง และยังต้องบันทึกข้อมูลสัตว์ทะเลที่จับมาทุกครั้งไว้ในสมุดบันทึกเพื่อยืนยันกับเจ้าหน้าที่ให้สามารถตรวจสอบได้ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งเจ้าของเรือส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะมีเสียงคัดค้าน แต่ทุกคนก็ทำความเข้าใจเพื่อให้มีอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้" น.ต.เจนยุทธ กล่าว

สอดคล้องกับข้อมูล ปัญญา วิเชียรแสน นายช่างประจำเรือ ที่ทำงานมาเกือบ 30 ปี คลุกคลีกับแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานเป็นลูกเรือประมง ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้าที่ยังไม่เข้มงวด มีความหละหลวมในการทำตามข้อบังคับการออกทำประมงในน่านน้ำไทยอย่างมาก ไม่มีแม้การรายงานแจ้งเข้าออกเรือ การใช้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย เรือประมงพาณิชย์สามารถออกทำประมงได้แทบจะทั้งเดือน

"เมื่อก่อนที่ยังไม่มีการตรวจเข้ม เรือประมงพาณิชย์สามารถออกทำประมงได้โดยไม่ต้องแจ้งศูนย์ควบคุมแจ้งเรือเข้าออก สามารถออกไปทำประมงได้กว่า 28 วัน หยุดทำ 2 วัน ต่างจากตอนนี้ที่ออกได้ 22-23 วัน ลูกเรือประมงแรงงานต่างชาติสามารถมีวันหยุดได้ 8 วัน แต่ตอนนี้ก็ต้องทำตามกฎหมายที่ออกมาบังคับ แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นชาวกัมพูชาและเมียนมาร์ที่หลบหนีเข้ามาตามแนวชายแดนเพื่อมาหางานทำเป็นลูกเรือประมง แต่ตอนนี้หากใครไม่มีใบอนุญาตทำงานก็ถูกผลักส่งกลับประเทศหมดแล้ว แม้กระทั่งการออกทำประมงกลางทะเลก็ยังมีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา" นายช่างประจำเรือ กล่าว

มีระบบตรวจสอบเรือเข้าออกแน่นหนาพอสมควร แล้วทุจริตกันได้อย่างไร หรือว่าระบบที่ว่านอกจากจะไม่เวิร์กแล้วยังกลายเป็นช่องทุจริตไปด้วยในตัว

"ประเด็นหนึ่งที่ต้องติดตามก็คือปัญหาของอุปกรณ์ติดตามจะเปนส่วนหนึ่งในการใช้อ้างเรียกรับสินบนจากเรือประมงด้วยหรือไม่?"