You are here

CG and corruptions News - 29 November 2018

NACC heads off asset rules flak - BANGKOK POST

โรงเรียนเข้าตลาดหุ้นช่องโหว่กม. - ไทยโพสต์

ลาปธ.บอร์ดกพฐ.-เซ่นคำสั่งปปช. - ข่าวสด

รุกหาทางเยียวยาทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต - ไทยรัฐ

ผู้พิการร้องสปส.กทม.พื้นที่2 จัด'ของเยี่ยม'งบต่ำกว่า500บ.- มติชน

คมชัดลึก: 'ดีเอสไอประจำกระทรวง'ปราบโกง - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ CSR&SD: ทำไม UN ยกย่องตลาดหุ้นไทย บจ.เปิดข้อมูลยั่งยืนดีเด่น – ผู้จัดการ

NACC heads off asset rules flak - BANGKOK POST Issued date 29 November 2018

POST REPORTER

Extends its asset declaration deadline

The National Anti-Corruption Commission (NACC) decided yesterday to apply the same deadline for declaring assets and debts under the anti-graft law to all types of senior officials and committees in state organisations.

The rules require senior officials holding executive positions such as department deputy director-general, university rector and other equivalent positions to declare their assets and liabilities.

The deadline was earlier scheduled to come into force on Dec 2 but the NACC decided to defer it to Jan 31, following strong criticism and resistance by a large number of those holding positions on university councils.

The changes in assets declaration rules have been met with opposition by university councils. They called for the rules to be removed, saying they could trigger a mass exodus of members loathe to see the details of their assets and liabilities go public.

The NACC did not revise the rule, but extended the deadline to pacify critics. The postponement, however, applies only to certain organisations and some positions at universities - the president of a university council, members of a university council, president of the council of King Prajadhipok's Institute, vice-president of the council and members of the council.

At its meeting on Tuesday, the NACC resolved to grant the same deadline extension to all other positions and organisations, a source told the Bang kok Post .In a related development, Teerakiat Jareonsettasin, education minister, told media that he was clueless about why the entire board of the Office for National Education Standards and Quality Assessment (NESQA) as well as the director of the NESQA had decided to resign en masse. Their resignations were reported by the media on Tuesday.

Mr Teerakiat said that he was not informed about the resignation, nor knew the reason. He said he only learned from the media that they didn't want to put up with difficulties in reporting their assets to the NACC.

Asked if he was worried that the latest mass resignation would discourage anyone to take up seats in the NESQA board and the director's position, Mr Teerakiat said all other organisations are facing the same situation.

Somphong Chittradub, a lecturer at Chulalongkorn University's Faculty of Education, warned of more resignations from the university council and executive positions.

"Large universities will be affected because the work process will be put on hold for a least half a year or even whole years before these institutions will be able to find suitable persons to take up the job," he said.

Prof Somphone said he disagreed with the NACC's decision to enforce the blanket rule on the university council and its president.

The asset and debt declaration, he said, would discourage those who intend to sacrifice their time to work for a university. He said there were some university councillors with what he termed questionable integrity.

โรงเรียนเข้าตลาดหุ้นช่องโหว่กม. - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

'หมอธี' ถามหาจริยธรรมชี้เป็นธุรกิจได้รับยกเว้นภาษีต่างจากบริษัททั่วไปใน 'ตลท.'

ศึกษาธิการ * "หมอธี" ถามหาจริยธรรม โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์นำหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้โรงเรียนเป็นธุรกิจได้รับสิทธิพิเศษการยกเว้นภาษี แตกต่างจากบริษัททั่วไปที่อยู่ในตลาดหุ้นที่ต้องเสียภาษีตามปกติ ถือเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่ต้องทบทวน เพราะอาจมีรายอื่นทำตาม ล่าสุดมอบให้ฝ่าย กม.ตรวจสอบ พร้อมหารือสมาคมโรงเรียนนานาชาติหาแนวทางแก้ไข ด้าน ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยันไม่ผิด สามารถทำได้ พร้อมเทรดวันที่ 29 พ.ย.นี้

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐ ศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) บริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับใบอนุญาตในการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ กำลังจดทะเบียนและเข้า ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย ในวันที่ 29 พ.ย.2561 ว่า ตามกฎหมายใน พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 นั้น ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่เรื่องดังกล่าวจะพิจารณาเฉพาะกฎหมายไม่ได้ ต้องดูเรื่องจริยธรรมว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ตนได้มอบฝ่ายกฎหมายให้ตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะใจตนนั้นมองว่าถ้าเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องเสียภาษี และไประดมทุน เพื่อให้ได้กำไรมากขึ้นและไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ยิ่งในธุรกิจนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการศึกษา การจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำไปเพื่ออะไรหากไม่ต้องการกำไร อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สามารถยุติบริษัทดังกล่าวไม่ให้นำโรงเรียน นานาชาติสิงคโปร์เข้าตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ทันที แต่จะพยายามทำในส่วนที่ตนมีอำนาจสามารถทำได้

ทั้งนี้ หากบริษัทนี้ทำสำเร็จ บริษัทอื่นอาจจะทำตามหรือไม่ ตนคิดว่าต้องมาศึกษาข้อกฎหมายให้ดี ต้องดูว่าเป็นช่องว่างทางกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งในอดีตมีบริษัทเอกชนที่จะทำแบบนี้หรือไม่ และหากทำไม่สำเร็จก็ต้องมาดูว่าเป็นเพราะอะไร เนื่องจากเรื่องนี้ถ้าเป็นบริษัททั่วไป อยู่หรือไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ต้องเสียภาษี แต่บริษัทที่เป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชนจะไม่เสียภาษีตามนโยบายของรัฐ ที่ไม่ต้องเสียภาษี เพราะถือเป็นการจัดการศึกษา ดังนั้นหากบริษัทและ โรงเรียนเอกชนได้กำไรมากขึ้น เป็นแบบนี้อาจจะเข้าข่ายธุรกิจการศึกษา

"ขณะนี้ได้มีการหารือกับทางสมาคมโรงเรียนนานาชาติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขอให้ทางสมาคม ดำเนินการพูดคุยและหาแนวทางในเรื่องดังกล่าว เพราะถ้ามองใน ส่วนรัฐบาล ถ้าเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นถือเป็นการแสดงเจตจำนงว่า ต้องการผลกำไร และหากต้องการผลกำไรมากๆ ถ้าทำแบบนี้กระทรวงการคลังต้องเก็บภาษีหรือไม่ และจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง อีกทั้งต้องทบทวนว่ากฎหมายดังกล่าวตีความถูกต้องหรือไม่ เพราะต่อให้กฎหมายอาจจะถูก แต่อาจจะไม่ถูกจริยธรรม ตรงตามเจตนารมณ์ในการจัดการศึกษาของประเทศ ดังนั้นจะประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ว่าต้องดำเนินการอย่างไร ใครมีหน้าที่อย่างไร อยากให้มีความชัดเจนก่อนที่จะให้ทางบริษัทดังกล่าวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และถ้าดำเนินการดังกล่าวกลายเป็นธุรกิจการศึกษา ต้องเก็บภาษี ซึ่งจะไปปรึกษากระทรวงการคลังในเรื่องนี้ต่อไป" รมว.ศธ.กล่าว

นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิ การคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า ขณะนี้ สช.ได้ประสานไปยัง กลต.แล้วทราบว่าก่อนหน้านี้บริษัทมีการประ กาศขายและมีผู้ติดต่อซื้อแล้ว แต่ในวันที่ 29 พ.ย. จะประกาศขึ้นกระดานเพื่อซื้อขายหุ้นอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2560 มาตรา 22 กำหนดว่า บริษัทมหาชน บริษัทในห้างหุ้นส่วนจำกัด สามารถขอจัดตั้งโรงเรียนได้ แต่มีเงื่อนไข 2 ข้อ คือ จำนวนหุ้นและจำนวนผู้ถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง ดังนั้นการที่บริษัทดังกล่าวจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือว่าไม่ผิดกฎหมายของ สช. จึงไม่ใช่อำนาจของ สช.ในการจะเข้าไปบอกให้บริษัทเข้าหรือไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่จะเป็นอำนาจของ กลต.ในการชะลอไม่ให้บริษัทดังกล่าวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งหากทาง กลต.ต้องการให้ สช.จัดทำหนังสือตั้งข้อสังเกต หรือขอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงเรียนของบริษัทดังกล่าว ทาง สช.ยินดีให้ความร่วมมือในทุกเรื่อง

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เปิดเผยว่า บมจ.เอสไอเอสบี ผู้ประกอบธุรกิจโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ จะเริ่มทำการซื้อขายหุ้นในวันที่ 29 พ.ย.61 หลังจากที่ผ่านมาได้มีการเปิดให้จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) 260 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ราคาหุ้นละ 5.20 บาท ซึ่งจะได้รับเงินระดมทุนครั้งนี้ มูลค่ารวม 1,352 ล้านบาท บริษัทจะนำเงินไปชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และส่วนที่เหลือจะนำเงินไปใช้ในการขยายธุรกิจการศึกษา

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิ การ ก.ล.ต. กล่าวถึงกรณีที่มีข้อร้องเรียนให้ทบทวนการอนุมัติ บมจ.เอสไอเอสบี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้สอบถามไปที่สำนักงานคณะกรรม การส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับหลักของโรงเรียนเอกชนแล้ว และได้รับการ ยืนยันว่าไม่มีกฎข้อห้ามไม่ให้โรง เรียนเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

"กรณีธุรกิจโรงเรียนเตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่าไม่ได้ผิดกฎเกณฑ์ เพราะผ่านการอนุญาตจากหน่วยงานหลักแล้ว ซึ่งในอนาคตหากจะมีธุรกิจลักษณะนี้สนใจเข้ามาในตลาดหุ้นอีก และผ่านเกณฑ์ดังกล่าวก็สามารถเข้ามาระดมทุนได้"

เลขาฯ ก.ล.ต.กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทุกธุรกิจจะต้องลงทุน เพื่อทำให้ธุรกิจดีขึ้น รวมถึงธุรกิจโรง เรียนเอกชนด้วย ทำให้จะต้องมีการ ระดมทุนด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และระดมทุนจากประชาชน ถือเป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ ส่วนโรงเรียนจะคิดค่าธรรมเนียมแพงหรือไม่ ต้องไปถามหน่วยงานกำกับหลัก

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ไม่มีข้อห้ามให้ธุรกิจโรงเรียนเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ ตลท.ได้สอบถามไปยังหน่วยงานกำกับดูแลว่าติดขัดอะไรหรือไม่ เมื่อทางหน่วยงานกำกับบอกว่าไม่ติดขัด ก็สามารถดำเนินการได้ ซึ่งการนำสถาบันการศึกษาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำให้มีความโปร่งใสมากขึ้น เพราะทุกคนสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลและเปรียบเทียบกับสถาบันอื่นได้ง่ายขึ้น.

ลาปธ.บอร์ดกพฐ.-เซ่นคำสั่งปปช. - ข่าวสด ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เข้าพบตนเพื่อยื่นหนังสือลาออก โดยให้เหตุผลเรื่องความไม่สะดวกในการยื่นบัญชีทรัพย์สินของป.ป.ช. ส่งผลให้นายปิยะบุตรถือว่าพ้นจากกรรมการหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งเป็นโดยตำแหน่งประธาน กพฐ. รวมถึงคณะกรรมการรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ด้วย ส่วนกรณีน.ส.ณมน จีรังสุวรรณ ผอ.สมศ. ลาออกนั้น ตนไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจน เพราะน.ส.ณมนไม่ได้บอกรายละเอียด เชื่อว่าการลาออกของบอร์ด สมศ.จะไม่กระทบกับการบริหารงาน

รมว.ศธ.กล่าวว่า ตอนนี้กรรมการหลายหน่วยงานลาออกจำนวนมาก กระทบทั้งประเทศและกระทบทุกคนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการใหม่ ดังนั้น ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลและป.ป.ช. ซึ่งออกมาพูดแล้วว่าจะหาทางแก้ไขเร็วๆ นี้

"คนที่ตัดสินใจลาออกไปแล้ว ทั้งที่ผมบอกให้รอก็คงทำอะไรไม่ได้ การลาออกถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล หากใครโทร.มาลาออกอีกผมก็รับทราบทุกคน หากท้ายที่สุดป.ป.ช.มติอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แม้อาจจะสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่ หรือนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยได้ยาก แต่เชื่อว่าจะสรรหาได้ เพราะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย" นพ.ธีระเกียรติกล่าว

รายงานข่าวจากที่ประชุมป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม เมื่อวันที่ 27 พ.ย. มีมติกรณีเรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 จนทำให้มีกรรมการในสภามหาวิทยาลัยลาออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ป.ป.ช. มีมติให้ขยายเวลาการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวในตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า รองประธานสภาสถาบัน และกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าไปแล้วนั้น

ที่ประชุมมีมติเพิ่มเติมให้ขยายเวลาการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ในส่วนของกรรมการหน่วยงานรัฐ ประกอบด้วย 1.กองทุน 2.ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) 3.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) 4.สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) 5.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 6.สถาบันพระปกเกล้า 7.สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ได้แก่ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย รวมถึงอธิการบดี ทั้งนี้ เพื่อให้มีความเสมอภาคกับตำแหน่งที่ก่อนหน้านี้ได้ขยายเวลาไปแล้ว ดังนั้น จะทำให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันคือในวันที่ 31 ม.ค. 2562

รุกหาทางเยียวยาทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

จากกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ทำหนังสือเพื่อหารือไปยังกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ว่าจะสามารถนำเงินจากกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตมาใช้เยียวยากลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตได้หรือไม่ ซึ่งล่าสุดกรมบัญชีกลางได้ตอบข้อหารือดังกล่าวมายัง ศธ.ว่าไม่สามารถนำเงินกองทุนฯมาใช้ในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบได้นั้น

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต จะมีการหยิบยกประเด็นเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริตเงินกองทุนฯขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยในการประชุมครั้งนี้จะมีตัวแทนจากกรมบัญชีกลางที่เป็นกรรมการกองทุนฯ เข้าร่วม ประชุมด้วย ศธ.จะสอบถามให้กระจ่างว่าคณะ กรรมการกองทุนฯสามารถอนุมัตินำเงินดอกผลจากกองทุนฯ มาใช้ในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวได้หรือไม่ หากนำมาใช้ได้ก็จะเร่งดำเนินการ แต่หากใช้ไม่ได้ก็คงต้องหาหนทางอื่น ทั้งนี้ยอมรับว่าทุกฝ่ายเห็นใจผู้ที่ได้รับผลกระทบแต่ทุกอย่างก็ต้องทำให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการด้วย.

ผู้พิการร้องสปส.กทม.พื้นที่2 จัด'ของเยี่ยม'งบต่ำกว่า500บ.- มติชน ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน นางพเยาว์ ปรึกษา อายุ 55 ปี ในฐานะผู้ประกันตน ร้องเรียนผู้สื่อข่าวกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 จัดหาของเยี่ยมผู้ทุพพลภาพประจำปี เป็นของราคาถูก มูลค่าไม่ถึง 500 บาท ไม่เป็นไปตามที่ สปส.ตั้งงบประมาณไว้ ว่ามีอาการเส้นเลือดสมองตีบ ซึ่งมาจากภาวะเครียดจากการทำงาน สุดท้ายกลายเป็นผู้พิการหรือทุพพลภาพ ปัจจุบันได้รับเงินชดเชยกรณีทุพพลภาพจากประกันสังคม 7,500 บาทต่อเดือนตลอดชีวิต รวมถึงค่ายา 2,000 บาทต่อเดือน และค่าพาหนะ 500 บาทต่อเดือน

"ในการเบิกจ่ายนั้น จะไปเบิกที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 ทุกเดือน และจะได้รับของเยี่ยมผู้ทุพพลภาพทุกปี โดยมีการจัดสรรไว้หัวละ 500 บาท เพื่อจัดซื้อของใช้จำเป็นสำหรับผู้พิการ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับของใช้ที่สมเหตุสมผลกับมูลค่า เช่น ผ้าขนหนู ผ้าห่มคุณภาพดี จำนวน 3 ผืน ปีก่อนได้รับที่นอนยางพารา ขนาด 3.5 ฟุต ซึ่งถือว่า สมเหตุสมผลกับมูลค่า 500 บาท แต่ของเยี่ยมปีนี้ได้เพียงผ้าขนหนูเนื้อหยาบ 2 ผืน แป้ง 1 กระป๋อง สบู่ 2 ก้อน แปรงและยาสีฟัน ดูแล้วไม่น่าจะถึง 200 บาท จึงตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการทุจริตหรือไม่" นางพเยาว์กล่าว และว่า ของเยี่ยมชุดนี้เพิ่งได้รับเมื่อเดือนมิถุนายน 2561

นางพเยาว์กล่าวว่า ได้โทรศัพท์ไปสอบถามที่สำนักงานเขตพื้นที่ทันที ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็นของมูลค่า 500 บาท และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ส่งเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมบ้าน และพูดทำนองให้เชิงยอมรับว่าของเยี่ยมนี้มูลค่าถึง 500 บาทจริง แต่ไม่เชื่อ

ล่าสุด ทราบว่าหลังจากร้องเรียนได้มีการย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ดังกล่าวแล้ว

คมชัดลึก: 'ดีเอสไอประจำกระทรวง'ปราบโกง - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การจัดการปัญหาทุจริตในแวดวงราชการยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญและดำเนินการตามกฎหมายให้สำเร็จ เนื่องจากข้าราชการถือเป็นบุคลากรที่เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ รวมไปถึงการใช้งบประมาณของประเทศ ซึ่งไม่ควรเบียดบังหาผลประโยชน์จากภาษีของประชาชน โดยเฉพาะรัฐบาลมีนโยบาย ปราบปรามคอร์รัปชั่นด้วย จึงถือว่าข้าราชการที่ทุจริตควรต้องได้รับการลงโทษสูงกว่าบุคคลทั่วไป แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าการคอร์รัปชั่นในวงราชการได้ฝังตัวในระบบมานานมากแล้ว รวมทั้งยังมีระบบอุปถัมภ์เข้ามาเป็นส่วนประกอบ ยิ่งส่งผลให้การทุจริตในวงราชการเป็นเรื่องที่ปราบปรามหรือป้องกันได้ยากเข็ญยิ่ง จนกลายเป็นโจทย์ใหญ่ว่าจะทำอย่างไรด้วยวิธีการแบบใด เพราะลำพังแค่บังคับใช้กฎหมายก็คงเป็นเรื่องยากที่จะจัดการให้หมดลงไปได้

การตรวจสอบทุจริตในส่วนหน่วยงานภาครัฐสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาคอร์รัปชั่นที่ยังมีอยู่หลายหน่วยงานและสูญเสียงบประมาณไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตเงินทอนวัด การโกงเงินคนจน-ผู้พิการ หรือแม้กระทั่งการทุจริตอาหารกลางวันในโรงเรียน ซึ่งยังมองได้อีกมุมหนึ่งด้วยว่าระบบการตรวจสอบถ่วงดุลกำกับดูแลของกระทรวงต่างๆ มีความหละหลวมจนเป็นช่องให้บรรดาข้าราชการโกงกินงบแผ่นดินไปได้ และยังมีพฤติกรรมอีกหลากหลายที่เห็นว่าไร้ซึ่งจริยธรรมคุณธรรมไม่เหมาะสมในการรับราชการ ดังเช่นกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ตรวจพบโรงเรียนในพื้นที่ภาคอีสานมีการตกแต่งบัญชีรายชื่อนักเรียนโดยเพิ่มชื่อนักเรียนที่ไม่มีอยู่จริงหรือนักเรียนผีเข้าไปเพื่ออัพเกรดให้โรงเรียนใหญ่ขึ้น เพื่อหวังผลต่อการโยกย้ายตำแหน่งให้ตัวเองได้ดีใน วงราชการ

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานเปิดการอบรมและบรรยายพิเศษโครงการเสริมสร้างและพัฒนาวินัยและการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ 2562 มีข้าราชการระดับสูงเข้าร่วม โดยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า หลายเรื่องสามารถเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จเพราะใช้ข้อกฎหมายนำทาง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต โครงการอาหารกลางวัน โครงการระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา เป็นต้น และเตรียมจะตั้ง "DSI ประจำกระทรวงศึกษาธิการ" ที่จะเป็นฝ่ายกฎหมายกลุ่มพิเศษขึ้นตรงกับรัฐมนตรีว่าการ โดยทำหน้าที่ดูแลเรื่องร้องเรียนไม่ให้การตรวจสอบล่าช้าหรือดองเรื่องเพื่อช่วยเหลือกัน เพราะหากจะรอต้นสังกัดตรวจสอบอาจทำให้ล่าช้าได้ จึงต้องมีหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อตรวจสอบโดยเฉพาะ

แนวทางเรื่องดีเอสไอประจำกระทรวงน่าจะเป็นกลไกอันหนึ่งที่เข้ามาช่วยเสริมให้นโยบายปราบคอร์รัปชั่นเข้มแข็งมากขึ้น แม้ว่าจะไม่มีผลทางตรงในด้านกฎหมาย เพราะถึงที่สุดแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจต้องเข้ามาดำเนินคดี แต่อย่างน้อยจะเป็นหน่วยงานกลางในการเร่งตรวจสอบรวบรวมหลักฐานพยานและอาจช่วยยับยั้งความเสียหายไม่ให้มีมากขึ้นได้ ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งปฏิรูประบบราชการที่ถือเป็นกลไกหลักในการบริหารแผ่นดินให้สำเร็จ ทั้งในด้านพัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งระบบบริหารที่ต้องทันสมัยสอดคล้องกับการก้าวไปข้างหน้าพร้อมโลก และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็คือข้าราชการที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานควบคู่จริยธรรมคุณธรรมที่จะเป็นพื้นฐานหลัก ซึ่งหากประเมินในปัจจุบันการปฏิรูประบบราชการดีขึ้นกว่าในอดีต แต่ยังไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จตามเป้า

คอลัมน์ CSR&SD: ทำไม UN ยกย่องตลาดหุ้นไทย บจ.เปิดข้อมูลยั่งยืนดีเด่น - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ดร.สุวัฒน์ ทองธนากุล

นี่ก็ใกล้สิ้นปี 2561 แล้ว ถ้าถามว่าอะไรคือ ผลงานที่น่าภูมิใจของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำปีนี้ ผมขอยกให้การที่องค์การสหประชาชาติประกาศให้รับรางวัล “United Nation Sustainable Stock Exchange Market Transparency Award” ในงาน World Investment ที่กรุงเจนีวา

ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้รับรางวัลนี้ เพราะมีบริษัทจดทะเบียนร่วมมือกันเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนมากที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ นับเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และเป็นอันดับ 7 จากตลาดหลักทรัพย์ที่เข้ารอบ 35 แห่งทั่วโลก (ตลาดซึ่งมีบจ.ที่มีรายได้ ระดับ 1 พันล้านเหรียญขึ้นไปมากกว่า 10% ของทั้งตลาด)

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งไปร่วมประชุม SSE Global Dialogue 2018 ในงานดังกล่าวและเป็นผู้รับรางวัลครั้งนี้ และให้ข้อมูลที่น่าสนใจ

“นับเป็นความสำเร็จจากการผลักดันและส่งเสริมให้ บจ. เปิดเผยข้อมูลอย่างมีคุณภาพและโปร่งใส โดยประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดจากอันดับโลกที่ 40 ในปี 2556 เป็นอันดับที่ 10 ในปี 2560 และขึ้นอันดับ 7 ในปี2561 อีกทั้งเป็นที่หนึ่งของกลุ่มตลาดเกิดใหม่และเอเชียที่มีบจ. เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนโดดเด่นที่สุด”

จากรายงานการจัดอันดับระบุว่า "บจ.ไทยมีการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมุ่งส่งเสริมและยกระดับคุณภาพการรายงานความยั่งยืนของบจ. ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ผ่านการอบรมความรู้ที่เน้นลงมือปฏิบัติควบคู่กับการพัฒนาคู่มือการรายงานความยั่งยืน เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยบจ.เพิ่มประสิทธิภาพการรายงานให้ดียิ่งขึ้น”

การจัดอันดับครั้งนี้เปิดเผยในรายงาน Sustainable Stock Exchanges Initiative “2018 Report on Progress” เรื่อง Measuring Sustainability Disclosure จัดทำโดย Corporate Knights และ AVIVA สำรวจจากบจ.ทั่วโลกจำนวน 4,300 แห่ง ที่อยู่ในฐานข้อมูลของ FTSE Russell ESG Research ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนี FTSE โดยพิจารณาตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน 7 ประเด็น ได้แก่ 1) การจัดการก๊าซเรือนกระจก 2) การใช้พลังงาน 3) การใช้น้ำ 4) การจัดการของเสีย 5) อัตราการบาดเจ็บจากการทำงาน 6) อัตราการลาออกของพนักงาน และ 7) สัดส่วนจำนวนพนักงานชั่วคราวต่อพนักงานทั้งหมด

ผลการจัดอับดับตลาดหลักทรัพย์ 10 อันดับแรกในรายงาน Measuring Sustainability Disclosure ปี 2018 ได้แก่ 1) ตลาดหลักทรัพย์เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ 2) ตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซ์-ปารีส ประเทศฝรั่งเศส 3) ตลาดหลักทรัพย์สเปน 4) ตลาดหลักทรัพย์เยอรมนี 5) ตลาดหลักทรัพย์ยูโรเน็กซ์-อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ 6) ตลาดหลักทรัพย์อิตาลี 7) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 8) ตลาดหลักทรัพย์โจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ 9) ตลาดหลักทรัพย์ออสโล ประเทศนอร์เวย์ และ 10) ตลาดหลักทรัพย์สวิตเซอร์แลนด์

กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า “ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมให้บจ.ดำเนินงานโดยคำนึงถึงการสร้างผลดีด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและบรรษัทภิบาล หรือ ESG (Environmental, Social, Governance)

ทั้งนี้ มีการอบรม ให้คำปรึกษาและประเมินผลความยั่งยืนสำหรับบจ. มีการจัดทำรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน” หรือ Thailand Sustainability Investment : THSI การจัดทำดัชนี SETTHSI การยกย่องบจ.ที่เป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนผ่านการมอบรางวัล SET Sustainability Awards

ยิ่งกว่านั้นยังส่งเสริมให้บจ.ยกระดับการประเมินความยั่งยืนและเข้าสู่การเป็นสมาชิกดัชนีระดับสากล Dow Jones Sustainability Indices : DJSI นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดทุนไทย และสร้างความเติบโตที่ยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ข้อคิด..

มีใครเคยสงสัยไหมว่า เหตุใดจึงมีบริบทที่ถอนตัวออกจากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คำตอบข้อหนึ่งก็คือ มีกฎระเบียบบังคับให้ต้องรายงานผลการดำเนินงานและ “เปิดเผยข้อมูล”

การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนมืออาชีพต้องการเพื่อใช้ประโยชน์ในการติดตามสถานการณ์และวิเคราะห์แนวโน้ม เพื่อการตัดสินใจในการลงทุน

สำคัญถึงขนาดกลไกด้านการลงทุนระดับโลกในสังกัดสหประชาชาติ พยายามผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกต้องเปิดเผยข้อมูล และถึงกับให้รางวัลยกย่องตลาดที่ทำได้ดีอย่างตลาดหลักทรัพย์ไทย

ทำไมแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) จึงเป็นหลักสำคัญก็เพราะนักลงทุนมืออาชีพประจักษ์ชัดว่า การดูข้อมูลจากรายงานประจำปี ซึ่งเป็นการแสดงผลทางการเงินนั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นผลกระทบจาก ESG คือ การกระทำในหมวดสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคมหรือผู้มีส่วนได้เสีย (Social/Stakeholder) และธรรมาภิบาล (Governance)

ตัวอย่างเช่นการไม่ใส่ใจต่อเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน เมื่อมีพนักงานบาดเจ็บ บริษัทก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล อาจขาดแรงงาน ขณะที่ต้องจ่ายค่าแรง พร้อมกับประสิทธิภาพงานอาจลดลง จนเกิดผลกระทบต่อผลงานและยอดขาย

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าขณะที่ก.ล.ต.ออกเกณฑ์บังคับให้บจ.ต้องส่งรายงานตามแบบ (56-2) ซึ่งมีหมวดเกี่ยวกับเนื้อหาด้านผลการดำเนินงานที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR)

หากบริษัทได้ทำเต็มที่ ก็มีข้อมูลที่ดีสะท้อนผ่านการแสดงออกด้วยการจัดทำรายงานที่เรียกว่า รายงานความยั่งยืน (SD Report) ซึ่งครอบคลุมบทบาทที่ส่งผลต่อมิติการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (E) ความรับผิดชอบต่อสังคม (S)และมีธรรมาภิบาล (G)

รายงานที่ว่าอาจจะอยู่ในรูปแบบสิ่งพิมพ์หรือผ่านระบบดิจิทัลก็ย่อมได้ แต่ที่สำคัญรายงานผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะผลการกระทำที่มิได้ปรากฏในงบการเงิน แต่ได้เปิดเผยผ่านรายงานความยั่งยืน จึงเป็นการสื่อสารกับผู้ลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์จึงจำเป็นต้องส่งเสริมการพัฒนาการจัดทำรายงานของบจ.ให้ดีขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ