You are here

CG and corruptions News - 3 December 2018

พิรุธ'เตาเผาขยะกทม. 'อิงราคากลาง'บริษัทผี' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

กองทุนเสมาฯเดินเครื่องใหม่เริ่มแจกเงิน - ไทยโพสต์

ปปช.ฟัน'วัลลภ'อดีตบิ๊กบินไทย - ฐานเศรษฐกิจ

'กลุ่มอาจารย์'แถลงต้านใช้ม.44เว้นยื่นทรัพย์สิน'สภาฯมรภ.'อยู่ถึงกพ.62 - มติชน

คอลัมน์ ทีเด็ดเอสเอ็มอี: งดรับของขวัญ? - โพสต์ทูเดย์

Bangkok Post: Scandal needs closer watch - BANGKOK POST

Column COMMENTARY: Counting the cost of a broken school system - BANGKOK POST

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก 'รร.นานาชาติ'เข้าตลาดหลักทรัพย์ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องเลิกยกเว้น'ภาษี' – ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา

ตุ๊กตุ๊กเอื้ออาทรฉาว! แบงก์ออมสินอย่าปฏิเสธความรับผิดชอบ - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา

คอลัมน์ เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน: แจงบัญชีทรัพย์สิน ยาขมที่มีประโยชน์ - แนวหน้า

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: รากฐานการควบคุมที่ดี (1) - โพสต์ทูเดย์

ตร.แนะอัยการสั่งฟ้อง'เนทันยาฮู'รับสินบน - ไทยโพสต์

พิรุธ'เตาเผาขยะกทม. 'อิงราคากลาง'บริษัทผี' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

พิรุธ"เตาเผาขยะกทม. "อิงราคากลาง"บริษัทผี"

ผู้จัดการรายวัน360 - พิรุธ "เตาขยะ กทม." พบ "บริษัทผี" โผล่เป็นแหล่งที่มาราคากลาง ทั้งที่ไม่ปรากฏในสารบบ ก.พาณิชย์ มึน กทม.นำมาอ้างอิงเฉย ขยี้ปมร่างทีโออาร์ ไม่โปร่งใส หวั่นประชาชน-กทม. เสียประโยชน์ แนะ ป.ป.ช.-สตง. ตรวจสอบด่วนก่อนเสียค่าโง่

ผู้จัดการรายวัน360 - พิรุธ "เตาขยะ กทม." พบ "บริษัทผี" โผล่เป็นแหล่งที่มาราคากลาง ทั้งที่ไม่ปรากฏในสารบบ ก.พาณิชย์ มึน กทม.นำมาอ้างอิงเฉย ขยี้ปมร่างทีโออาร์ ไม่โปร่งใส หวั่นประชาชน-กทม. เสียประโยชน์ แนะ ป.ป.ช.-สตง. ตรวจสอบด่วน ก่อนเสียค่าโง่

จากกรณี กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยกองกำจัดมูลฝอย สำนักสิ่งแวดล้อมได้ประกาศร่าง ขอบเขตงาน (ทีโออาร์) โครงการประกวดราคาจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอย ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม และอ่อนนุช ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงินงบประมาณโครงการละ 6,570 ล้านบาท รวม 2 โครงการ มูลค่า 13,140 ล้านบาท ผ่านเว็บไซต์ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ www.gprocurement.go.th เพื่อรับฟังคำวิจารณ์ โดยกำหนดระยะเวลารับฟังคำวิจารณ์ ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย. 61 ที่ผ่านมานั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของข้อสังเกตที่ระบุว่าราคากลางค่าจ้างดำเนินการกำจัดมูลฝอย ราคา 900 บาทต่อตัน นั้นสูงกว่าหน่วยงานภาครัฐอื่นจ้างเอกชนนั้น นายชาตรี วัฒนเขจร รอง ผอ.สำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) กทม. ชี้แจงว่า สำนักสิ่งแวดล้อมได้จ้างที่ปรึกษาจาก ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) คำนวณค่าความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ ที่เอกชนจะสามารถลงทุนได้ในหลายอัตรา โดยได้แนะนำค่าจ้างดำเนินการกำจัดมูลฝอย (Tipping Fee)ในอัตรา 1,000 บาทต่อตัน แต่กทม.ได้ปรับลดค่าจ้างดำเนินการกำจัดมูลฝอย เหลือ 900 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดที่ยังสามารถบริหารจัดการได้อย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์ต่อ กทม.

อย่างไรก็ตาม ในตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร และรายละเอียดค่าใช้จ่ายของทั้ง 2 โครงการ ที่แนบการรับฟังคำวิจารณ์ผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนั้น ได้มีระบุราคากลาง อ้างอิงที่ 6,712 ล้านบาทต่อโครงการ คิดเป็น 919 บาทต่อตัน พร้อมทั้งระบุถึงแหล่งที่มาของราคากลาง ที่ได้สืบราคาจาก 3 บริษัท ซึ่งเป็นไปตามที่ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 นั้น โดยทั้ง 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท เวลลี่ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด (บ.เวลลี่ฯ), บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (บ.ซีแอนด์จีฯ) และบริษัท ฟอร์เวิร์ด คอนสตรัคชั่น แอนด์ คอลซัลแทนท์ จำกัด (บ.ฟอร์เวิร์ดฯ)

ทั้งนี้ จากการสืบค้นข้อมูล ผ่านระบบกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บ.เวลลี่ฯ ระบุว่า ประกอบกิจการประเภทการบำบัดและการกำจัดของเสียที่ไม่เป็นอันตรายโดยการเผาด้วยเตาเผาขยะ รวมทั้งยังเป็นผู้ที่ได้รับช่วงต่อจาก บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ในงานบริการทางวิศวกรรมโครงการบริหารจัดการมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน ขนาด 800 ตันต่อวัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช กทม. ด้วย

ขณะที่ บ.ซีแอนด์จีฯ ก็เป็นผู้ดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้ากำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อ สิ่งแวดล้อม ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ในปัจจุบัน ขาดไปก็เพียง บ.ฟอร์เวิร์ดฯ ที่ไม่ปรากฏข้อมูลใดๆ ทั้งในระบบกรมพัฒนาธุรกิจ หรือในการสืบค้นตามเว็บไซต์ต่างๆ จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นบริษัทที่ไม่มีตัวตน

"บ.เวลลี่ฯ เป็นบริษัทที่รับจ้างช่วงจากบริษัท A2 ซึ่งรับจ้างจากกรุงเทพธนาคม ที่รับจ้างตรงจาก กทม.อีกที ส่วน บ.ซีแอนด์จีฯ ก็เป็นคู่สัญญางานเตาเผามูลฝอยกับ กทม. ที่หนองแขม และคาดว่ามีคุณสมบัติตรงตามร่างทีโออาร์ฉบับนี้มากที่สุด จนคาดว่าจะได้รับงานตามร่าง ทีโออาร์นี้ค่อนข้างแน่ ติดอยู่ก็เพียง บ.ฟอร์เวิร์ดฯ ที่ไม่เป็นที่รู้จักในวงการ และไม่พบในสารบบการขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือไม่เป็นบริษัทตามกฎหมาย หรืออาจจะไม่มีตัวตน แล้วเหตุใดจึงมีชื่อเป็นบริษัทที่ กทม. นำมาอ้างอิงได้ เห็นได้ว่าร่างทีโออาร์ฉบับนี้ ขาดความโปร่งใส และอาจทำให้ประชาชน และ กทม.เสียประโยชน์ ควรที่จะให้หน่วยงานตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาตรวจสอบ ก่อนที่จะเสียค่าโง่" แหล่งข่าว ระบุ.

กองทุนเสมาฯเดินเครื่องใหม่เริ่มแจกเงิน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * บอร์ดกองทุน เสมาฯ ยกเครื่องขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อจัดสรรเงินของกองทุนฯ เน้นรัดกุม อุดช่องโหว่ เพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อ และสำเนาเลขบัญชีว่าตรงกันหรือไม่ และสถานศึกษาต้องรายงานสถานะของผู้รับทุนปีการศึกษาละ 2 ครั้ง เดินหน้าแจกทุนต่อ เพิ่มทุนพยาบาลจาก 40,000 บาท/ปี เป็น 55,000 บาท/ปี และใช้ทุนด้านอื่นๆ รวมเกือบ 21 ล้านบาท

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ได้มีการปรับปรุงแก้ไขขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อจัดสรรเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยจะเป็นการอุดช่องโหว่ที่อาจทำให้เกิดการทุจริตขึ้นได้อีก โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือในการเสนอขออนุมัติเบิกจ่ายและโอนเงินให้แก่วิทยาลัยพยาบาล โรงเรียนราชประชานุเคราะห์และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นั้น จะต้องมีการตรวจสอบรายชื่อและสำเนาเลขบัญชีว่าตรงกันหรือไม่ จากเดิมที่ไม่มีการตรวจสอบบัญชีของผู้รับทุน รวมถึงให้สถานศึกษารายงานสถานะของผู้รับทุนต่อคณะกรรมการฯ ปีการศึกษาละ 2 ครั้ง

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ มีมติอนุมัติในหลักการให้เพิ่มทุน การศึกษานักศึกษาพยาบาล จากปีละ 40,000 บาทต่อปี เป็น 55,000 บาทต่อปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 จัดสรรเป็นทุนนักศึกษาพยาบาล จำนวน 213 คน คนละ 55,000 บาทรวมเป็นเงิน 11,715,000 บาท ทุนจ้างครูชั่วคราวในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 49 คน คนละ 18,900 บาท เป็นเงิน 9,261,000 บาท รวมทั้งสิ้น 20,976,000 บาท

"ถึงแม้ว่าขณะนี้จะเข้าสู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 แล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการจัดสรรเงินทุนออกไป ดังนั้นจึงจะต้องมีการจัดสรรในส่วนของภาคเรียนที่ 1 ด้วย นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการใช้เงินกองทุนเสมาฯ โดยที่ประชุมเห็นว่าจะตัดเงินในส่วนของทุนจ้างครูชั่วคราวออก และให้ สพฐ.ไปใช้งบประมาณที่ สพฐ.มีอยู่ในการจ้างครูแทน เบื้องต้นได้มีการหารือกับผู้แทน สพฐ.แล้ว และจะยังไม่ตัดงบฯ จ้างครูทันทีอาจไปเริ่มในปีการศึกษา 2562 ซึ่งกองทุนฯ นำเงินในส่วนนี้มาให้แก่นักศึกษาแพทย์ที่ครอบครัวมีฐานะยากจนใน 6 ภูมิภาค ภูมิภาคละ 1 คน รวม 6 ทุน ทุนละ 100,000 บาทต่อปี และจะมีการจัดทำแนวปฏิบัติในการคัดเลือกนักศึกษาแพทย์เข้ารับทุนเสมาพัฒนาชีวิตต่อไปทั้งนี้ ทุน เสมาฯ ที่นักศึกษาแพทย์ได้รับอาจจะไม่มาก แต่ก็เสริมเติมเต็มจากทุนอื่นๆ ที่ได้รับก่อนหน้านี้" ปลัด ศธ.กล่าว.

ปปช.ฟัน'วัลลภ'อดีตบิ๊กบินไทย - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ป.ป.ช.ฟัน "อดีตประธานบอร์ดบินไทย" ขนสัมภาระกว่า 300 กิโลกรัมขึ้นเครื่อง ชักดาบค่าน้ำหนักส่วนเกิน พ่วงคดีรับ "เนื้อโกเบ-ผลไม้" จากเอกชน มูลค่าเกิน 3 พันบาท

มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายวัลลภ พุกกะณะสุต อดีตประธานกรรมการ (บอร์ด) บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กรณีถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการนำกระเป๋าสัมภาระที่มีน้ำหนักเกินกว่าสิทธิขึ้นเครื่องบิน ณ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น และกรณีถูกกล่าวหาว่า รับเนื้อโกเบ และผลไม้จากบริษัทเอกชนที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท โดยส่งสำนวนและรายงานความเห็นให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลแล้ว

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 2552 โดยขณะนายวัลลภ ยังดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารการบินไทย พร้อมภริยา เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น ถูกกล่าวหาว่าขนสัมภาระน้ำหนักกว่า 300 กิโลกรัม กลับมายังสนามบินสุวรรณภูมิ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายน้ำหนักที่เกิน ทำให้การบินไทยสูญเสียรายได้ ต่อมาบอร์ดบริหารการบินไทยได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

กระทั่งเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2553 นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานบอร์ด บริษัท การบินไทยฯ ขณะนั้น แถลงว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีนายวัลลภ และพวกขนสัมภาระน้ำหนักรวม 398 กิโลกรัม สรุปว่า นายวัลลภ นางจารุวรรณ พุกกะณะสุต และนางพิมใจ มัตสุโมโต ได้นำสัมภาระมาเช็กอินร่วมภายใต้รหัส พีแอล 0125 รวม 30 ชิ้น น้ำหนัก 398 กิโลกรัม โดยขนสัมภาระน้ำหนักเกินสิทธิรวม 228 กิโลกรัม และเป็นคนละกรณีกับนายพฤกษ์ บุปผาคัม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ มีสัมภาระรวม 10 ชิ้น น้ำหนัก 113 กิโลกรัม บรรทุกน้ำหนักเกิน 40 กิโลกรัม จากการประเมินคร่าวๆ พบว่าทำให้การบินไทยสูญเสียรายได้ทั้ง 2 ส่วนประมาณ 200,000 บาทหรือคิดเป็นค่าปรับ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อกิโลกรัม

และคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อนายวัลลภ ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท จึงไม่มีกรณีที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งกรรมการของนายวัลลภอีก แต่ให้เรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลที่ต้องรับผิดชอบในส่วนที่มีสัมภาระเกินกว่าน้ำหนักสัมภาระตามสิทธิ

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติชี้มูลความผิด ร.อ.ชรินทร์ ทองเปี่ยม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งวิศวกรโยธา บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และ นางสาวพรชนันท์ หรือศิริพร วิสิทธิสมบูรณ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท คันทรี คอมฟอร์ด จำกัด กรณีถูกกล่าวหาว่าทุจริตโครงการก่อสร้างอาคารสถานีเรดาร์ จ. ประจวบคีรีขันธ์ และกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542

และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังได้มีมติชี้มูลความผิดกรณีกล่าวหา นายวรวิทย์ บูรณศิริ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พะเยา กับพวก กรณีถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการจัดซื้อท่อคอนกรีตเสริมเหล็ก 129 ท่อน และชี้มูลความผิดนายมนตรี เพชรขุ้ม นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี กรณีถูกกล่าวหาว่าดำเนินการก่อสร้างซุ้มเฉลิมพระ เกียรติ ก่อนที่สภา อบจ.สุราษฎร์- ธานี จะอนุมัติงบประมาณ

'กลุ่มอาจารย์'แถลงต้านใช้ม.44เว้นยื่นทรัพย์สิน'สภาฯมรภ.'อยู่ถึงกพ.62 - มติชน ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กลุ่มอาจารย์ออกแถลงการณ์คัดค้าน 'วิษณุ' จ่อโละประกาศ ป.ป.ช. ชี้ทำระบบ ธรรมาภิบาลประเทศล้มเหลว 'นายกสภา-กก.สภา'มรภ.สงขลาพร้อมอยู่ต่อจนถึง 1 ก.พ.62

กรณีนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงข่าวว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ได้มีประกาศ ป.ป.ช.ลงใน

หนังสือพิมพ์มติชนรายวันราชกิจจานุเบกษา เรื่องกำหนดตำแหน่งของ ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 ในการขยายเวลาบังคับใช้ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและ หนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 จากเดิมบังคับใช้วันที่ 2 ธันวาคม 2561 เพิ่มเติมอีก 60 วัน จึงมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562

โดยตำแหน่งที่ได้รับการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 60 วัน รวมถึงประธานสภาสถาบัน รองประธานสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า, นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ราชวิทยาลัยและสถาบันในสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ, ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการในองค์การมหาชนนั้น

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สงขลา กล่าวว่า นายกสภาและกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ มรภ.สงขลา ทั้ง 8 คน ยินดีที่จะอยู่ในตำแหน่งกรรมการสภาต่อให้จนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ตามที่ ป.ป.ช.ยืดเวลาให้และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว แต่ยืนยันว่าที่สุดเราจะลาออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน ถ้าไม่มีการยกเว้นการยื่นทรัพย์สินและหนี้สินให้ เพราะการยืดเวลาดังกล่าวไม่ได้ช่วยอะไร ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่า ป.ป.ช.ควรยกเลิกประกาศนิยามผู้บริหารองค์กร และควรให้คำนิยาม ผู้บริหารองค์กรใหม่ว่าเป็นตำแหน่งที่คุมเรื่องงบประมาณ จัดซื้อจัดจ้าง บุคลากร เป็นต้น และ ป.ป.ช.ควรต้องแก้ไขเรื่องนี้ก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 และควรให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2561 เพราะหนังสือลาออกจะมีผลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562

"หนังสือลาออกที่พวกผมยื่นต่อนายกสภาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนนั้น ตอนนี้อยู่ที่นายกสภาซึ่งนายกสภาระบุว่าถ้ามีประกาศ ป.ป.ช.ยืดเวลาและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็จะอยู่ในตำแหน่งต่อจนถึง วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ถ้าถึงตอนนั้นยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจาก ป.ป.ช.แล้วค่อยมาว่ากัน แต่สำหรับพวกผมทั้ง 8 คน ยืนยันว่าถ้าไม่มีการยกเว้นการยื่นทรัพย์สินและหนี้สิน ลาออกอย่างแน่นอน ส่วนกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คน ยังรอดูท่าทีจาก ป.ป.ช. ซึ่งเท่าที่ผมดู ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อยู่ในตำแหน่งที่มีการยื่นทรัพย์สินและหนี้สินอยู่แล้ว และได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปแล้ว จึงยังอยู่ในกรอบเวลา" ศ.ดร.โกวิทย์กล่าว และว่า ส่วนตัวมองว่าการยื่นทรัพย์สินและหนี้สิน ไม่ได้สัมพันธ์กับทุจริตคอร์รัปชั่น ประเทศไทยเรามีการยื่นมาตั้งแต่ปี 2540 ก็ยังมีปัญหาคอร์รัปชั่น อยู่ จึงควรที่จะใช้วิธีการอื่นในการแก้ไขปัญหาทุจริต แต่แนวทางที่ ป.ป.ช.ทำอยู่ทำให้ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกไม่อยากเป็นกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ และต่อไปการหากรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ก็จะยิ่งลำบากมากขึ้น เพราะไม่มีใครอยากมาเป็น ต้องอาศัยการร้องขอซึ่งจะเกิดปัญหาสุ่มเสี่ยงต่อการฮั้วกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยมากยิ่งขึ้น ต่างจากเดิมที่มาจากความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

ศ.ดร.โกวิทย์กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีของ มรภ.นครศรีธรรมราช ซึ่งตนเป็นนายกสภาอยู่นั้น เท่าที่พูดคุยเบื้องต้นมี 8 คน รวมถึงตนแสดงเจตจำนงที่อยากจะลาออก ผลที่ชัดเจนจะทราบในการประชุมสภา มรภ.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ แต่น่ากลัวว่าทั้ง 12 คน ที่เป็นกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ อาจจะลาออกยกชุดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) นายกสภา มรภ.พระนคร และ มทร.สุวรรณภูมิ และมีข่าวว่า ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ลาออกจากกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้านั้น ยอมรับว่าทำให้กรรมการสภาหลายคนหวั่นไหว อย่างตนก็หวั่นไหว เพราะอย่างกูรูกฎหมายยังลาออก และการที่ตนลาออก ก็ทำให้อีกหลายคนลาออกตาม

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ ศ.ดร. โกวิทย์ระบุว่านายจรัส สุวรรณมาลา นายกสภา และกรรมการสภารวม 8 คน ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งต่อที่ประชุมสภา มรภ.สงขลา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยขอให้หนังสือลาออกมีผลในวันที่ 2 ธันวาคม 2561 หรือไม่ก็จนกว่าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ ป.ป.ช.ยืดเวลาออกไปให้ 60 วัน แต่ทั้งนี้ต้องมีอะไรการันตีในทางกฎหมาย เช่น ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้น

นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล ผู้ประสานงาน ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) เปิดเผยว่า CHES ร่วมกับที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.), ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง (ทป.มรภ.) และกลุ่มส่งเสริมธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย (สธม.) ออกแถลงการณ์คัดค้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่อาจเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) หรือกดดันให้ ป.ป.ช.กลับมติ เพื่อยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายการแสดงบัญชีทรัพย์สินกับกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ดำรงตำแหน่งอยู่ขณะนี้และในอนาคต ด้วยเหตุผลว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และมุ่งมั่นยืนหยัดในหลัก ธรรมาภิบาลอย่างถึงที่สุดแล้วในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความน่าเคารพและความน่าเชื่อถือในฐานะองค์กรอิสระที่ต้องปราศจากการแทรกแซงของอำนาจทางการเมืองใดๆ

นพ.สุธีร์กล่าวต่อว่า การที่รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในลักษณะเข้าข่ายการแทรกแซงการทำหน้าที่อย่างโปร่งใสขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.นั้น อาจถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจจากตำแหน่งที่มีทางการเมืองเข้าแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานตามหลักธรรมาภิบาลของ ป.ป.ช. ซึ่งรัฐบาลนี้ประกาศมาโดยตลอดการดำรงตำแหน่งว่าจะยึดหลักนิติรัฐในการปกครอง แต่การออกมาให้สัมภาษณ์ล่วงหน้าของรองนายกรัฐมนตรีท่านนี้ แสดงให้เห็นถึงท่าทีชัดเจนที่จะสั่งการและแทรกแซงกระบวนการทำงานอย่างถูกต้องและโปร่งใสขององค์กรอิสระ อันถือได้ว่าเป็นการทำลายหลักนิติรัฐที่รัฐบาลนี้อ้างถึงมาโดยตลอด และส่งผลให้ระบบธรรมาภิบาลของประเทศล้มเหลว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศจะหวังพึ่งความยุติธรรมจากรองนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้อย่างไร ในเมื่อการให้สัมภาษณ์ของท่านสื่อไปในทำนองสนับสนุนระบอบอภิสิทธิ์ชนให้ดำรงอยู่ และทำลายหลักความเสมอภาคทางกฎหมายซึ่งเป็นวาระสำคัญหนึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่รัฐบาลนี้เป็นผู้ร่างขึ้นมา กลุ่ม CHES และองค์กรพันธมิตร จึงขอแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ต่อรัฐบาลและ ป.ป.ช.ว่าจะต้องไม่เว้นการบังคับใช้กฎหมายไม่ว่ากรณีใดๆ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาในประเทศนี้เป็นต้นแบบของธรรมาภิบาลอันสมบูรณ์แบบให้แก่สังคมไทยในอนาคตต่อไป

ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะประธาน ทปอ.มทร. แสดงความเห็นว่า ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าแม้ ป.ป.ช.จะขยายเวลาในการประกาศใช้กฎหมายยื่นบัญชีทรัพย์สินออกไปอีก 60 วัน ก็ยังไม่มีอะไรจูงใจให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยอยู่ในตำแหน่งต่อ หลายคนมีโอกาสที่จะลาออกจากตำแหน่งแน่นอน ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเกิดความโกลาหลขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการอนุมัติให้นักศึกษาในสถาบันจบการศึกษา คงจะทำไม่ได้ เพราะสภามหาวิทยาลัยเป็นคนอนุมัติ อีกอย่างเรื่องของการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสมัยใหม่ คิดว่าถ้ากระบวนการของสภามหาวิทยาลัยไม่เกิด แม้จะมีการปรับปรุงในสภาวิชาการเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตาม สุดท้ายก็ต้องมาให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติ ดังนั้น ความคาดหวังที่จะปรับปรุงหลักสูตรของมหาวิทยาลัยให้มีความทันสมัย ทันต่อยุคสมัยใหม่ ก็จะเกิดปัญหาอย่างมาก ถ้าสภามหาวิทยาลัยไม่ครบองค์ประชุม เช่น สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประมาณ 15 คน ถ้าหากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพากันลาออกหมด องค์ประชุมจะดำเนินต่อไปไม่ได้ ดังนั้น ประเด็นที่ว่า ถ้ามติ ป.ป.ช.ในวันนี้แค่ขยายเวลาประกาศกฎหมายแจ้งบัญชีทรัพย์สินไปอีก 60 วัน คิดว่าไม่มีผลกับการตัดสินใจลาออกของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัย ยกเว้นจะมีเงื่อนไขอื่นเข้ามา ซึ่งคิดว่าทั้งที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัย ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ และลามไปถึงองค์ประชุมของสถาบันอาชีวศึกษา รวมทั้งบอร์ดของวิทยาลัยชุมชนด้วย ก็ทำนองเดียวกันที่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ ซึ่งคิดว่าถ้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสถาบันการศึกษาต่างๆ ทุกคนมีความรู้สึกลึกๆ ว่าการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซึ่งหลายคนก็คงจะตัดสินใจลาออกกันจำนวนมาก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหลังจากคนเหล่านั้นพากันลาออกแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าองค์ประชุมและองค์ประกอบไม่ครบ ซึ่งตนย้ำว่าในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัยนั้น ยินดีที่จะแจ้งบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด แต่สำหรับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เห็นด้วย

คอลัมน์ ทีเด็ดเอสเอ็มอี: งดรับของขวัญ? - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์

surachaik@hotmail.com

ใกล้เทศกาลส่งความสุขวันขึ้นปีใหม่แล้ว หลายๆ คนคงเตรียมหาของขวัญเพื่อเตรียมมอบให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ญาติมิตรเพื่อนสนิทคนที่เรารัก เคารพ หรือเคย ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ปีนี้ขอให้ทุกท่านช่วยกันอุดหนุนสินค้าไทยให้มากๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศที่หวังรอช่วงเทศกาลส่งความสุข จะได้มีโอกาสขายสินค้าเป็นกอบเป็นกำบ้าง อยากแนะนำให้ซื้อผลผลิตการเกษตรจากชาวบ้านในชุมชน

อีกทั้งมีสินค้าอุปโภคและบริโภคอีกหลายหมื่นชนิดที่คนไทยทุกคนน่าใช้ช่วงเทศกาลของขวัญช่วยอุดหนุน ขอให้หยุดซื้อของนอกแพงๆ เชื่อว่ามีหลาย หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนผลักดันสินค้าวิสาหกิจชุมชน โอท็อป และเอสเอ็มอี จะช่วยเต็มที่ให้พี่น้องเกษตรกรและชาวบ้านได้รับอานิสงส์กับปีใหม่

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายมากกับหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ที่ประกาศว่า "No Gift Policy" งดรับของขวัญปีใหม่ ซึ่งเข้าใจว่าจะสื่อสารให้สังคมเห็นว่า เป็นหน่วยงานโปร่งใส ไม่รับของขวัญ ก็น่าเชื่อว่าไม่มีทุจริต ทำไมคิดว่าสังคมเชื่อแบบนั้น การทุจริตรับสินบนหรือผลประโยชน์อื่นใด เขาทำกันตอนเทศกาลปีใหม่หรือ เขาใช้โอกาสมอบของขวัญปีใหม่ทำการทุจริตให้สินบนหรือใต้โต๊ะอย่างนั้นหรือ

อยากให้หน่วยงานต่างๆ ไตร่ตรองให้ดี การประกาศว่าอาจได้มาซึ่งภาพลักษณ์พีอาร์ ดูว่ามีความสะอาดโปร่งใสไร้ทุจริต ซึ่งไม่จริง สังคมไม่ได้เชื่อเพราะอ่านแค่ประโยคสั้นๆ สังคมเฝ้าดูและติดตามข้อมูลข่าวสารได้ด้วยตัวเอง ถ้าหน่วยงานทำดีมีความโปร่งใสตลอด ไม่ประกาศทุกคนก็เชื่อว่าไม่มีทุจริต แต่ถ้าหน่วยงานมีพฤติกรรมตรงข้าม ต่อให้ประกาศให้ตายก็ไม่มีใครเชื่อ

ลองเปลี่ยนวิธีคิดเป็นประกาศรับเฉพาะของขวัญที่เป็นสินค้าเกษตร วิสาหกิจชุมชน โอท็อป หรือเอสเอ็มอีไทยเท่านั้นสิครับ และประกาศชัดๆ ควบคู่ไปด้วยว่าจะไม่เอาของกลับบ้านไปกินไปใช้ส่วนตัวแม้แต่ชิ้นเดียว รวบรวมเอาไปบริจาคให้กับสถานสงเคราะห์ โรงพยาบาล มูลนิธิ โรงเรียนยากจน น้อง ๆ ในชนบท หรือผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาส แบบนี้ได้บุญทั้งผู้ให้และผู้รับ ช่วยกระจายรายได้สู่พี่น้องต่างจังหวัด และทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้องในสำนักงาน

ไม่อยากขัดใจหากหน่วยงานประสงค์ดีจะแสดงออกเรื่องความโปร่งใส แต่เป็นห่วงว่าจะไม่ได้...ปิดกั้นทุจริต แต่กลับ...ปิดสนิทโอกาสค้าขายของพี่น้องเกษตรกร สู้หันมารณรงค์ให้ทุกคนซื้อสินค้าไทยมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่กันจะดีกว่าครับ

Bangkok Post: Scandal needs closer watch - BANGKOK POST Issued date 3 December 2018

It has been a year since Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon showed off his diamonds and a costly watch too ostentatiously to miss. It occurred at Government House as ministers gathered for a portraitphotoshoot of the "Prayut 5" cabinet. Gen Prawit raised his hand to shield his eyes from the sun, his cuff shot up, and Bangkok Post photographer Chanat Katanyu framed and caught the display of costly bling in a now-classic photo.

The public reaction was immediate and measured, but demanding answers. Gen Prawit was wearing a Richard Mille, model RM 029, timepiece, with a minimum value of 2.5 million baht. Gen Prawit's declared annual income, in a mandatory statement to the National Anti-Corruption Commission (NACC), was one third of that amount. His declared assets totalled more than 87 million baht (up 30 million in three years), mostly in cash and property.

Gen Prawit's public asset declarations included no watches or jewellery and the public and media wanted to know what was going on. From that point, things got worse.

Gen Prawit clammed up. His silence and total refusal to explain or even address the luxury-watch issue was noted by the secretary-general of the National Anti-Corruption Commission (NACC), Worawit Sukboon. Three days after the photograph hit the front page, Mr Worawit put the watch on the NACC table for immediate investigation. "Gen Prawit's senior role puts no pressure on us," he insisted. Famous last words.

Within five days, eager online eyes found that Ministry of Defence and media photographs showed that Gen Prawit's watch collection included at least 11 luxury timepieces, with a minimum value of 17,664,000 baht. Two more weeks of combing photo archives showed the former army commander and close personal friend of Prime Minister Prayut Chano-cha had at least 25 watches worth almost 40 million baht. The million-dollar horde included many familiar luxury brands: Richard Mille, Rolex, Patek Philippe, Piguet and more.

In the first half of February, Gen Prawit told the NACC he was very busy. He was sorry he could not meet the commission's Feb 15 deadline to explain the original watch. The NACC extended the reporting deadline to March 2. Gen Prawit's aides began whispering to the media that their boss was completely innocent of any real or even accidental corruption. He had borrowed the Richard Mille watch from a friend who, unfortunately, had recently passed away.

The dead friend then became Gen Prawit's go-to explanation. On March 29, Mr Worawit told the media that Gen Prawit had submitted an explanatory letter. "All the watches belonged to one dead friend," said the graft investigator.

The watch scandal has continued until today. Every couple of months, Mr Worawit issues a statement that the probe will be wrapped up "soon". Social media users have quickly grown cynical and openly deride the NACC for alleged incompetence.

Of course, that may not be the real reason for the coverup of the scandal. The most telling incident may have come in early February, from a fellow cabinet minister. Education Minister Teerakiat Jareonsettasin, during a trip to London and a short interview with the BBC's Thai office, said that if he were caught in a similar scandal, he would resign. Very quickly, the media learned from "reliable sources" that Mr Teerakiat owned 5,000 shares of Siam Cement stock and might be investigated and fired.

Gen Prawit is the highest-ranking regime member caught in corruption suspicion. But other friends of Gen Prayut, including his brother Gen Preecha, also have been excused from the rule of law. It is inexcusable that the NACC refuses timely investigation and release of information to the public. It is far worse when the government allows such conduct.

"Social media users have quickly grown cynical and openly deride the NACC for alleged incompetence."

Column COMMENTARY: Counting the cost of a broken school system - BANGKOK POST Issued date 3 December 2018

Paritta Wangkiat

Last week, Singapore International School of Bangkok (SISB) became the first education institution listed in the Stock Exchange of Thailand (SET). Its listing has shed light on not only its profit-oriented business model but also the disparity between private and state education systems.

With an IPO of 260 million shares, SISB Co Ltd, the operator of the school, debuted on the Market for Alternative Investment amid criticism concerning the "ethics" of putting an education institution on the stock market.

Kelvin Koh, SISB's chief executive officer, told reporters the company hoped to grow with long-term investment. SISB is eager to contribute to Thai education by "its principle of putting education before business", he said, adding that the company had consulted the Education Ministry prior to going public.

But it turned out that the head of the ministry is among those who raised the issue of ethics. Responding to the first day of trading, Education Minister Teerakiat Jaroensettasin questioned whether the school should enjoy tax-exemption privileges offered by the Private Schools Act.

The tax break is granted on the basis that private schools are considered an important agent contributing to "equal education access" in Thailand.

Some people have started to say that it is not right for a school to start making profits on the stock market. Their main concern is that the direction of the school's operation may shift towards maximising profits for shareholders by focusing on increasing school tuition fees rather than improving education quality for its students.

Listing an education business on the stock market does not violate Thai law. But whether it promotes ethics in education is another issue. Before delving into the matter, let's consider the business aspect of private education and the bigger picture of the Thai education system.

In Thailand's private education sector, many school operators have made great efforts to stay competitive in the market by, for example, improving learning facilities and hiring well-qualified teachers to attract parents seeking to buy the best future for their children.

Those parents are willing to pay expensive tuition fees. From such a perspective, it is fine to list a private school in the stock market as a means to raise funds to expand the business and serve the needs of people who can afford it.

In fact, many profitmaking schools provide good quality education to students in Thailand where state-owned schools lack capital and capacity. They reflect and promote a diversity of choices in the Thai education system.

But they are not the choice for students of low-income families. These pupils often end up in state schools where tuition is affordable but the quality of the education they provide leaves plenty to be desired. Operators of many state-owned schools receive a limited budget from the government. Teachers in state schools are poorly paid and rarely receive opportunities to enhance their qualifications. A friend of mine started teaching in a rural primary school this year and gets a monthly salary of only 8,000 baht.

Ironically, the government's inability to improve the quality of both state schools and their teachers is the main reason that private education thrives.

If you visit state-run schools in rural areas, you'll find that the number of students enrolling in them is pretty low. That is because local parents have enrolled their kids at urban state schools located further away or private schools. These choices reflect their need for better education for their children.

Additionally, quality state education is also concentrated among famous schools. Facing high competition in getting a seat for their kids in those wellknown institutions, many parents have been forced to pay "tea money", the so-called "additional charges", to school operators. Apart from money, some use their personal connections to place their kids in those schools.

In another sphere, joining private tutorial schools is a must for Thai students. In an effort to boost their kids' study performance, parents pay for tutorial classes to ensure that their kids have access to qualified tutors, a wider range of educational materials, tips and guidelines about school examinations.

In fact, they may be paying for extra classes provided by some state school teachers who quite possibly put more effort into these salary-boosting extra classes than they do during their school hours.

In this situation, pupils from lowincome families don't have anywhere to go to get a "quality" education.

While the Thai education system allows a free market in private education, it has done little to improve state schools. As a result, the gap in the quality of education wealthy kids receive compared to their poorer peers has widened. Kids from private schools thus end up having better career prospects.

At the same time, there is also disparity among state school students. The scores of students who took the O-net, the standardised national test, in the past few years show that those from schools in richer provinces such as Bangkok, Phuket and Chon Buri earned higher marks than students from rural schools.

What adds salt to the wound is chronic corruption in the state education system which has robbed students of the benefits of much of the investment their school may have received.

So if you look at a case of one international school being listed in the stock market, it seems like there is nothing ethically wrong. It's an exchange of service and money. It is also a stark reminder of the inequality in the Thai education system that has created a two-tier system.

When education is commoditised, there will always be families who can and families who can't afford it. Without a serious effort to improve state education, the window of opportunity for state school students, especially those from low-income families, may close when it doesn't have to.

Paritta Wangkiat is a columnist, Bangkok Post.

"The government's inability to improve state schools is the reason that private education thrives."

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก 'รร.นานาชาติ'เข้าตลาดหลักทรัพย์ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องเลิกยกเว้น'ภาษี' - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2561

คงไม่ต้องถกเถียงกันต่อไปว่า "ธุรกิจการศึกษา" หรือ "โรงเรียน" สามารถจดทะเบียนซื้อขายหรือระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้หรือไม่ เพราะเป็นที่แน่นอนแล้วว่า หุ้นของบริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB เจ้าของโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ รวม 5 แห่งทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และที่เชียงใหม่ ได้เข้าซื้อขายในตลาด เอ็ม เอ ไอ(mai) วันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ แม้ก่อนหน้านี้จะมีเสียงคัดค้านเป็นจำนวนมากก็ตาม

หมายความว่า SISB ได้รับไฟเขียวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) แล้ว หลังจากที่ได้รับคำยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับและดูแลแล้วว่า "สามารถทำได้และไม่ผิดกฎหมาย"

"เราสอบถามไปทาง Lead Regulator ของเขาไปแล้ว ก็ไม่มีข้อห้ามอะไรที่ไม่ให้เข้าตลาด ถ้า Lead Regulator อนุญาต ก็แสดงว่าทำตามกฎระเบียบที่ถูกต้อง แต่เมื่อเข้าตลาดมาแล้วก็ต้องเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ตามปกติ ก.ล.ต. ไม่สามารถไปบังคับไม่ให้เขาเข้าได้ เพราะเราไม่ได้เป็น Lead Regulator ของเขา แต่ก็เข้าใจว่า หลายประเทศไม่มีสถาบันการศึกษาเข้าตลาดฯ เป็นเรื่องระบบการศึกษาของประเทศนั้นๆ ที่หลายประเทศการศึกษาฟรี ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าตลาดฯ แต่ทุกธุรกิจต้องมีการลงทุน หากต้นทุนการศึกษาแพงขึ้น คนที่ต้องควบคุมจะต้องเป็น Lead Regulator ของอุตสาหกรรมนั้นๆ" นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อธิบายและให้เหตุผล

เช่นเดียวกับนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ที่ยืนยันเช่นกันว่า ในเมื่อ สช.ไม่ได้มีข้อห้าม ทำให้ ก.ล.ต. และ ตลท. อนุญาตให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ อีกทั้งการเข้ามาของโรงเรียนนานาชาติเป็นการดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้งส์ที่สามารถกระจายการลงทุนไปได้ในหลากหลายธุรกิจ และถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้มีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาเป็นข้อมูลให้แก่นักลงทุน ผู้ถือหุ้น และคนที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปวิเคราะห์พิจารณาในการลงทุนได้เพิ่มขึ้น และการเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ทุกคนก็ต้องทำตามกฎในการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสตามระเบียบที่กำหนดไว้

และนั่นคือหุ้นของหุ้นสถาบันการศึกษาตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยเมื่อวันที่ 22 - 23 และ 26 พฤศจิกายนนี้ SISB นำหุ้นจำนวน 234 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 50 สตางค์ เสนอขายประชาชนทั่วไปในราคา 5.20 บาท

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีคำถามเกิดขึ้นมากมายกับการนำโรงเรียนนานาชาติเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทั้งในเรื่องของความเหมาะสม และในแง่มุมของกฎหมาย เนื่องเพราะโดยปกติแล้วในการทำธุรกิจการศึกษา ซึ่งหมายรวมถึงโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนั้นจะได้รับการยกเว้น "ภาษีเงินได้นิติบุคคล" จากภาครัฐ หรือพูดง่ายๆ คือ "ไม่ต้องเสียภาษี" ขณะเดียวกันเมื่อนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ประกอบการธุรกิจการศึกษาก็จะได้รับการยกเว้นภาษีจากการซื้อขายหุ้นอีกทอดหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า จะได้รับสิทธิพิเศษถึง 2 เด้งเลยทีเดียว

แน่นอน ในแง่มุมของการประกอบธุรกิจ ย่อมหมายความว่า โรงเรียนที่เข้าตลาดหลักทรัพย์จะได้เปรียบธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องเสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยสามารถทำ "กำไรสูงสุด" ให้กับ "ผู้ถือหุ้น" ตามปรัชญาของทุนนิยม เพราะได้รับการยกเว้นการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

และอาจจะกลายเป็นหุ้นน้องใหม่ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เพียงตัวเดียวที่ประสบความสำเร็จ หลังจากก่อนหน้านี้หุ้นใหม่ที่เข้าซื้อขายในปีนี้ 15 บริษัท ส่วนใหญ่เดี้ยง คนจองขาดทุนกันป่นปี้

นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะนำมาซึ่งคำถามที่ว่า เป็นการอาศัยข้อได้เปรียบจากการที่ภาครัฐให้การสนับสนุนธุรกิจการศึกษาเอกชนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเองอย่างเต็มที่ หรือไม่ ซึ่งนี่ต้องนับเป็น "ช่องว่าง" หรือ "ช่องโหว่" ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ หากยังจำกันได้ เมื่อประมาณสัก 20 ปีก่อน โรงเรียนเซนต์จอห์นเคยเคลื่อนไหวนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว แต่มีเสียงคัดค้านในวงกว้าง ด้วยเหตุถ้าปล่อยให้สถาบันการศึกษาเข้าตลาดหุ้น ปรัชญาการศึกษาอาจเปลี่ยนไป จากการมุ่งพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ต้องหันไปสู่นโยบายการสร้างกำไรสูงสุด และอาจเดือดร้อนถึงผู้ปกครองต้องมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น

กล่าวสำหรับบริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB ปัจจุบัน เป็นเจ้าของโรงเรียนนานาชาติจำนวนทั้งหมด 5 โรงเรียน รองรับนักเรียนได้สูงสุดถึง 4,175 คน ประกอบด้วย 1. โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพฯ 2. โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์สุวรรณภูมิ 3.โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ธนบุรี 4. โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เชียงใหม่ และ 5. โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ประกอบด้วย 1. นายยิว ฮอค โคว กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารก่อนขายไอพีโอ 45.50% หลังขายไอพีโอ 32.84% 2. นางสาววิลาวัณย์ แก้วกนกวิจิตร ก่อนขายไอพีโอ 40.00% หลังขายไอพีโอ 28.94% 3. นางสาว นงค์นภา ทองมี ก่อนขายไอพีโอ 14.60% หลังขายไอพีโอ 10.56% 4. กรรมการผู้บริหาร 2.77% และ 5. ประชาชนทั่วไป 24.89%

และเมื่อย้อนดูผลประกอบการพบว่า SISB มีรายได้เติบโตทุกปี กล่าวคือ ปี 2558 มีรายได้รวม 517.85 ล้านบาท กำไรสุทธิ 50.43 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 9.74% ปี 2559 มีรายได้รวม 608.58 ล้านบาท กำไรสุทธิ 69.83 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 11.47% ปี 2560 มีรายได้รวม 746.35 ล้านบาท กำไรสุทธิ 17.92 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 2.40% ซึ่งเหตุที่ลดลงมีการอธิบายว่า เป็นผลมาจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นเป็น 100.88 ล้านบาท ส่วน 9 เดือนแรกของปี 2561 มีรายได้รวม 690.39 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 71.54 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25.92% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

"วัตถุประสงค์ของการระดมทุน เพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ในกลุ่มให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันจะนำเงินไปชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงินซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายให้ลดลงจากปัจจุบันที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายประมาณ 30 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการเติบโตได้ต่อเนื่อง และภายหลังจากการระดมทุนครั้งนี้สัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนจะลดลง ต่ำกว่า 0.5 เท่า

"การระดมทุนครั้งนี้ จะทำให้บริษัทฯเพิ่มศักยภาพในการเติบโตในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการพัฒนาเพื่อยกระดับการเป็นผู้ให้บริการการศึกษาที่มีมาตรฐานระดับสากล เพิ่มศักยภาพของนักเรียนให้ทัดเทียมระดับอินเตอร์ สำหรับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ SISB เพื่อมุ่งสู่การเป็นโรงเรียนนานาชาติชั้นนำในประเทศไทย และในภูมิภาค โดยมีแผนเพิ่มจำนวนนักเรียนทั้งหมดภายในกลุ่มให้มากกว่า 4,000 คน ภายใน 3-5 ปี จากปัจจุบันที่มีนักเรียนประมาณ 2,334 คน" นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB กล่าว

กรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นในกรณีดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจโดยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ 7 ข้อด้วยกันคือ

"งานนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายในความเหมาะสมในการนำสถานศึกษาเข้าระดมทุนด้วยวิธีนี้ และมีการเปรียบเทียบทางด้านความเหมาะสมกับการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยโรงพยาบาลโดยรวมผมไม่สบายใจกับการเข้าตลาดหุ้นโดยโรงเรียนนานาชาติในกรณีนี้ ผมขอลำดับความคิดตามนี้ครับ

1. ผมรับได้กับการแสวงหากำไรพอประมาณโดยโรงเรียนเอกชน กำไรทำให้เกิดการลงทุน และตราบใดที่มีการแข่งขัน ผู้ปกครองจะมีทางเลือกและกลไกตลาดจะทำงานในการกำกับราคาและคุณภาพให้เป็นธรรม

2. แต่ความจริงคือโรงเรียนเอกชนได้รับการยกเว้นภาระการเสียภาษีกำไร (ภาษีนิติบุคคล) ด้วยเหตุผลว่ารัฐบาลต้องการสนับสนุนการลงทุนโดยเอกชนในกิจการการศึกษา

3. ตามตรรกะการให้สิทธิพิเศษทางภาษีเพื่อให้มีการลงทุน รัฐควรมีเงื่อนไขในการจำกัดสัดส่วนของกำไรที่นำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อให้มีการนำกำไรส่วนใหญ่กลับไปใช้ในการลงทุนในโรงเรียนเพิ่มเติม และในกรณีที่มีการขายหุ้น ผู้ถือหุ้นควรต้องเสียภาษีกำไร (capital gains) ตามปกติ

4. หากผู้ถือหุ้นต้องการนำโรงเรียนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รัฐควรยกเลิกสิทธิพิเศษทางด้านภาษีของ โรงเรียนนั้นๆ เพราะหลักสำคัญของการเป็นบริษัทในตลาดหุ้นคือการทำกำไรสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งไม่น่าจะตรงกับวัตถุประสงค์ของรัฐในการสนับสนุนโรงเรียนเอกชน

5. ในกรณีโรงพยาบาลเอกชนเราเห็นปัญหาค่ายาและค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการกำกับดูแลให้เป็นธรรม แต่ความต่างคือโรงพยาบาลไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี และโรงพยาบาลอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องหาแหล่งทุนมากกว่าโรงเรียน เพราะต้องลงทุนในอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีต้นทุนสูงอย่างต่อเนื่อง

6. หน้าที่หลักของรัฐคือการยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนรัฐ เพื่อไม่ให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเสียเปรียบผู้มีฐานะที่สามารถส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนเอกชน (และโดยเฉพาะโรงเรียนอินเตอร์) ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วเราจะเห็นว่าโรงเรียนรัฐไม่ได้ด้อยคุณภาพกว่าโรงเรียนเอกชน

7. หากรัฐสนับสนุนโรงเรียนเอกชนด้วยการยกเว้นภาษี แต่ไม่เอาจริงกับการยกระดับมาตรฐานโรงเรียนรัฐ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องคือการขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางโอกาสระหว่างคนไทยที่มีฐานะต่างกัน

โดยทั่วไปการเข้าตลาดหุ้นทำให้มีแรงกดดันให้บริษัทต้องเร่งทำกำไร ซึ่งจะผิดวัตถุประสงค์การสนับสนุนทางภาษีโดยรัฐ และการเข้าตลาดหุ้นจะทำให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิขายหุ้นได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งในกรณีนี้มีการกำหนดราคาหุ้นไว้กว่า 50 เท่าเงินกำไรที่ปลอดภาษี ประเด็นเหล่านี้กระทรวงการคลังควรต้องพิจารณาครับ"

อย่างไรก็ดี แม้จะขัดขวางไม่ได้ในขณะนี้ แต่ดูเหมือนว่า หนทางจะไม่เรียบง่ายอย่างที่คิด เมื่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนก่อนหน้าที่ SISB จะเข้าเทรดในตลาดว่า แม้ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2560 จะอนุญาตให้บริษัทเอกชนดำเนินการได้ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่มีการตั้งคำถามด้วยว่าถ้าบริษัทนั้นเป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชนซึ่งไม่ต้องเสียภาษีเช่นนี้ ในทางจริยธรรมถูกต้องหรือไม่

ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง เพราะส่วนตัวมองว่าเมื่อธุรกิจไม่ต้องเสียภาษีและไประดมทุนเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้นและไม่ต้องเสียภาษีมากขึ้น แบบนี้จะถูกหรือไม่โดยเฉพาะถ้าเรื่องนั้นเกี่ยวกับการศึกษา โดยเบื้องต้นตนเองได้หารือกับนางอุษา สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ขอให้ทางสมาคมฯไปพูดคุยกันเองก่อนและหาแนวทางเรื่องดังกล่าว และจะหารือกับกระทรวงการคลังด้วย

"ขอให้ทางสมาคมฯ ไปคุยกันเองก่อน เพราะมองในมุมรัฐบาลถ้ามาในรูปแบบนี้ก็เป็นการแสดงเจตจำนงว่าต้องการผลกำไร ซึ่งถ้าต้องการกำไรมาก พวกผมต้องคิดแล้วว่าถ้าทำแบบนี้กระทรวงการคลังอาจจะต้องเก็บภาษีหรือไม่ ซึ่งก็อาจจะเกิดผล กระทบในวงกว้าง ส่วนของฝ่ายกฎหมายผมให้ไปดูเรื่องการตีความว่าถูกหรือไม่ และให้ประสานกับทางตลาดหลักทรัพย์ว่าต้องดำเนินการอย่างไร ใครมีหน้าที่อย่างไร ทำตรงนี้ให้ชัดเจน ทั้งนี้ บริษัทแห่งนี้เป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชนซึ่งโรงเรียนเอกชนไม่ต้องเสียภาษี สุดท้ายจะกลายเป็นธุรกิจการศึกษา ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญและถ้าเป็นเช่นนั้นเหมือนกับโรงพยาบาลที่ถูกเก็บภาษี หากเป็นธุรกิจการศึกษาก็ต้องเสียภาษี เพราะนโยบายของรัฐที่ไม่เก็บภาษีก็เพราะถือว่าเป็นการจัดการศึกษา ดังนั้น คงไม่สามารถเบรกเรื่องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ แต่ผมพยายามทำตามอำนาจหน้าที่และในกฎหมายอนุญาตให้ผมทำ ซึ่งถามว่าในกฎหมายอาจจะถูกต้องแต่ในจริยธรรมถูกหรือไม่ ตรงตามเจตนารมณ์จัดการศึกษาของประเทศหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ถ้าบริษัทนี้ทำสำเร็จก็อาจจะมีแห่งอื่นตามมา เท่าที่ศึกษาก็พบว่าในอดีตทราบว่ามีบางโรงเรียนเคยคิดจะทำ แต่ทำไม่ได้ หรือถอนตัวเอง" นพ.ธีระเกียรติให้ความเห็น

คำถามมีอยู่ว่า แล้วทำไมกระทรวงศึกษาธิการถึงไม่ได้มีการตรวจสอบในประเด็นที่เป็นช่องว่างช่องโหว่เช่นนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรู้เรื่องนี้มาก่อน หรือไม่

ที่สำคัญคือ เมื่อ SISB เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ จะเป็นช่องทางให้โรงเรียนนานาชาติอื่นๆ ที่อยู่ทั้งหมด 205 แห่งเจริญรอยตามได้เช่นกัน

หน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.)ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลได้มีการคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ หรือไม่

และถ้าจะว่าไปแล้วก็ต้องตั้งคำถามถึงผู้บริหารสูงสุดของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งก็คือ "นายชลำ อรรถธรรม" ว่า ได้มีการตรวจตราอย่างละเอียดถี่ถ้วนในแง่นี้หรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องมาตามล้างตามเช็ดเช่นนี้

หรือมีอะไรที่เป็น "วาระซ่อนเร้น" มากกว่านี้

เพราะต้องยอมรับว่า การเพิ่งตื่นของ ศธ.ก็ไม่เป็นธรรมต่อ SISB เช่นกัน เพราะถ้าจะค้านก็ควรจะค้านในกระบวนการก่อนหน้านี้คือตั้งแต่ยื่นไฟลิ่ง และการเพิ่งเต้นในช่วงนี้ย่อมส่งผลกระทบกับราคาหุ้น โดยการเทรดวันแรกนั้น ในช่วงเปิดตลาดราคาหุ้นอยู่ที่ 5 บาท หรือต่ำกว่าราคาไอพีโอ ที่ขายหุ้นละ 5.20 บาท ระหว่างวันราคาหุ้นปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 5.25 บาท ต่ำสุดที่ 4.36 บาท และปิดตลาดราคาหุ้นอยู่ที่ 4.36 บาท ลดลง 0.84 บาท คิดเป็น 16.15% มูลค่าซื้อขาย 879.31 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายยิว ฮอคโคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SISB เปิดเผยว่า ไม่ได้กังวลที่ราคาหุ้นต่ำกว่าราคาจอง เนื่องจากมองว่า หุ้น SISB เป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานมีรายได้สม่ำเสมอ และเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว บวกกับสภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย ส่วนกระแสข่าวที่มีการคัดค้านและต่อต้านการนำโรงเรียนนานาชาติจดทะเบียนนั้น ยืนยันว่า บริษัททำทุกอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กำหนด ทุกอย่างโปร่งใส และก่อนหน้านี้ได้หารือกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกระทรวงฯ ไม่ได้มีข้อห้าม และทักท้วงใดๆ

พร้อมยืนยันว่า หากภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือตัดสินใจเก็บภาษีโรงเรียน เพราะมีกำไร ทางโรงเรียนก็พร้อม ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ ส่วนข้อกังวลเมื่อจดทะเบียนตลาดหุ้นจะทำให้ค่าเล่าเรียนแพงขึ้น เพราะต้องทำกำไรเพื่อให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นนั้น การกำหนดค่าเล่าเรียนเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ หากโรงเรียนใดคิดค่าเทอมแพง ก็จะถูกท้วงติงให้ปรับแก้จากกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว ไม่สามารถขึ้นค่าเทอมได้เอง และค่าเทอมของโรงเรียนนานาชาติเอสไอเอสบี อยู่ระดับกลาง หากผู้ปกครองไม่พร้อมนำบุตรหลานมาเข้าเรียน ก็ยังมีโรงเรียนนานาชาติอื่นอีก 200 แห่งที่เป็นทางเลือกให้กับผู้ปกครอง

"บริษัทไม่คิดจะฟ้องร้องใคร เพราะบริษัทไม่ได้ทำอะไรผิด ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งสนใจจะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้น กำลังดู SISB เป็นตัวอย่าง พร้อมระบุ ไม่ได้กังวลหากถูกตรวจสอบ หรือถอนใบอนุญาต เพราะยืนยันไม่ได้ทำอะไรผิด" นายยิวกล่าว

นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังก็พบว่า นับตั้งแต่รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุนได้เปิดเสรีการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย อัตราการขยายตัวและการเติบโตก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยมีอัตราการเติบโตถึงปีละ 9% เรียกว่า เติบโตมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยก็ว่าได้ และมีมูลค่าตลาดที่สูงถึง 63,700 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่าจากจำนวนที่มีอยู่ในปัจจุบัน 205 แห่งนั้น จะขยายตัวต่อเนื่องทะลุ 250 แห่งภายใน 4-5 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

ที่สำคัญคือไม่ใช่เฉพาะชาวต่างชาติ และชาวจีนที่นิยมส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยเท่านั้น หากแต่คนไทยในปัจจุบันเองก็มีค่านิยมดังกล่าวสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากแต่ละครอบครัวมีลูกน้อย ดังนั้น จึงสามารถส่งลูกเรียนในโรงเรียนดีๆ ได้เพิ่มขึ้น

และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ โรงเรียนสัญชาติสิงคโปร์เป็นโรงเรียนนานาชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการขยายสาขาเป็นจำนวนมาก เนื่องเพราะต้องยอมรับว่ามีค่าเทอมที่ไม่แพงมากนัก และระบบการเรียนการสอนก็ถูกจริตของคนไทย

นี่เป็นประเด็นที่ต้องทบทวนอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อพิจารณาตามคำให้สัมภาษณ์ของ "หมอธี" ถึงเรื่องการยกเว้นภาษีของโรงเรียนเอกชนแล้ว ก็จะเห็น เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐที่ต้องการส่งเสริมการศึกษา และถ้าจะว่าไป "ทางออก" ที่สมควรจะทำยิ่งก็คือ แม้จะห้ามไม่ให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ แต่โรงเรียนเอกชนรายใดที่มีความประสงค์ที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์จะต้องถูกยกเลิกสิทธิพิเศษในเรื่องภาษีซึ่งภาครัฐยกเว้นให้ เพราะนับจากวินาทีที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ปรัชญาการทำธุรกิจก็จะเปลี่ยนเป็นการทำกำไรสูงสุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการในการดำเนินการทางภาษีในกรณีที่มีการนำโรงเรียนเอกชนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนำเสนอให้กับกระทรวงการคลังพิจารณา โดยคาดว่าน่าจะดำเนินไปในแนวทางเดียวกับกรณีการจัดเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา

รวมทั้งต้องติดตามกรณีที่ ขณะที่ จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้ทนายความยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระงับการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของ SISB โดยเนื้อหาคำฟ้องชี้ว่าธุรกิจโรงเรียนเอกชนมีสิทธิพิเศษที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีต่างๆ จากภาครัฐอยู่แล้ว ซึ่งต้องจัดสรรผลกำไรเพื่อนำกลับไปพัฒนาโรงเรียนตนเอง หากวัตถุประสงค์โรงเรียนเปลี่ยนเป็นการมุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุดโดยอาศัยสิทธิพิเศษที่ได้รับยกเว้นภาษีถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่งคำสั่งของ ก.ล.ต. ให้ซื้อขายหุ้น SISB อาจขัดต่อหลักนโยบายแห่งรัฐในการพัฒนาการศึกษาและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งศาลปกครองได้ออกหมายนัดให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. มาไต่สวนทำคำชี้แจงเสนอต่อศาลในวันที่ 7 ธันวาคม 2561 ต่อไป

โปรดติดตามอย่างไม่กะพริบตา.

ตุ๊กตุ๊กเอื้ออาทรฉาว! แบงก์ออมสินอย่าปฏิเสธความรับผิดชอบ - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เป็นคนจนหาเช้ากินค่ำถูกเอาเปรียบเหยียบย่ำซ้ำเติมไม่วายเว้น ดังเช่น "กลุ่มรถสามล้อเอื้ออาทร" ที่ถูก "ธนาคารออมสิน" ฟ้องผิดสัญญากู้ยืม ทั้งที่ลูกหนี้ยืนยันควักจ่ายหนี้ไม่ได้ขาด สืบสาวกันไปถึงได้ความว่า "โครงการสามล้อเอื้ออาทร" ที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดแคมเปญคิกออฟรอบ 2 สนองนโยบาย "รัฐบาลบิ๊กตู่" มีข้อสงสัยว่ามีอะไรในกอไผ่หรือไม่

แถมพอเกิดเรื่องฉาวโฉ่ขึ้นมาทั้งกรมการขนส่งฯ เจ้าของโครงการ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ ต่างชิ่งไม่เกี่ยว จนกลุ่มสามล้อผู้เดือดร้อนต้องหันหน้าเข้าพึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ฟ้องร้องเอาผิดสัญญาฉ้อโกง

".... เป็นปัญหาใหญ่ของโครงการที่พยายามช่วยเหลือคนจน แต่กลายเป็นว่า คนจนต้องเป็นหนี้และถูกฟ้องคดี..." น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวด้วยความสะทกสะท้อนใจ

ในหลักการโครงการเอื้ออาทรช่วยเหลือคนจนสารพัดสารพันนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี และ "สามล้อเอื้ออาทร" ก็เป็นโครงการหนึ่งในแพกเกจใหญ่ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการสร้างผลงานเอาใจประชาชนหลังทำรัฐประหารได้ปีเศษๆ

โครงการนี้ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ปัดฝุ่นเอาโครงการเดิมที่เคยดำเนินงานมาก่อนหน้านี้ครั้งแรกเมื่อปี 2549 มาขยายเวลาเพิ่มเติมในปี 2558 สนองนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยกรมการขนส่ง เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข คุณสมบัติของบุคคลในการจดทะเบียนรถสามล้อรับจ้าง (เอื้ออาทร) และตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ประกาศ โดยผู้ขอรับสิทธิต้องจัดหารถสามล้อมาเอง หรือติดต่อกับสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อเอง

พูดง่ายๆ คือ กรมฯ เป็นหน่วยงานรัฐผู้กำหนดหลักเกณฑ์ ส่วนผู้มาขอจดทะเบียนจะไปเอารถมาจากไหน จะไปขอกู้สินเชื่อซื้อรถจากใคร กรมฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

แต่กรมฯ จะรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ ก็ต้องถามว่า เมื่อปลายปี 2558 ที่กรมฯ เปิดโครงการสามล้อเอื้ออาทร โดยให้สิทธิ์จดทะเบียนสามล้อรับจ้างใหม่ 814 คัน แล้วมี สหกรณ์บริการจักรเพชร จำกัด ไปเปิดบูทโฆษณาขายรถสามล้อเครื่องที่กรมการขนส่งทางบกได้อย่างไร

ทั้งนี้ นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) มีคำตอบชัดเจนว่า ในการดำเนินการขั้นตอนการจัดหารถ การขอสินเชื่อ เป็นการจัดทำสัญญาระหว่างผู้ขอรับสิทธิกับสถาบันการเงิน กรมฯไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำนิติกรรมสัญญาดังกล่าวได้

ที่กรมฯ ว่าไม่มีส่วนร่วม ไม่เกี่ยวข้อง ก็ใช่ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะในภาพรวมแล้วเกิดความเสียหายฉาวโฉ่ในโครงการที่รัฐสนับสนุน ใช่หรือไม่? กรมฯ จะปัดสวะอย่างสิ้นเชิงไม่ได้ จึงควรแล้วที่จะเสนอต่อรมว.คมนาคม หาทางเยียวยากลุ่มผู้เสียหาย และทางที่ดีควรไล่ตรวจสอบ เช็กบิลให้ได้รู้ถึงความจริงให้สิ้นกระแส

ขณะที่กลุ่มสามล้อฯ ซึ่งได้รับผลกระทบได้รวมพลกันกว่าร้อยชีวิตไปร้องเรียน เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2561 ว่าถูกฟ้องคดีจากธนาคารออมสินว่าผิดสัญญากู้ยืมเงิน จากนั้นได้มีการตรวจสอบและนัดเจรจาระหว่างผู้เสียหาย และผู้แทนของธนาคารออมสิน สหกรณ์บริการจักรเพชร จำกัด และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ใน วันที่ 8 ต.ค. 2561 ทว่า การเจรจาล้มเหลว

ด้วยเหตุดังกล่าว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงได้นำกลุ่มคนขับรถสามล้อเครื่องกว่า 100 คน ที่เข้าร่วมโครงการสามล้อเอื้ออาทร เข้าร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามว่าถูกกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์จักรเพชร ผู้จัดการธนาคารออมสิน สาขาเยาวราช และสาขาสยามพารากอน ปล่อยสินเชื่อไม่เป็นธรรม ทำให้เป็นหนี้สินเกินราคาสินค้า มีผู้เสียหายไม่น้อยกว่า 115 ราย เป็นหนี้ระหว่าง 685,000-880,000 บาท

ตามถ้อยความที่ร้องทุกข์ สืบเนื่องจากวันที่กรมการขนส่งทางบก จัดโครงการดังกล่าว ทางสหกรณ์จักรเพชร ได้มาเสนอขายรถสามล้อในราคา 3 แสนบาท คนขับรถสามล้อจึงจองรถและให้สหกรณ์พาไปกู้เงินกับแบงก์ออมสิน สาขาเยาวราช และพารากอน จำนวน 4-5 แสนบาท โอนเข้าบัญชีของสหกรณ์ และคนขับรถสามล้อต้องทำสัญญากู้เงินจากสหกรณ์อีก 330,000 - 380,000 บาททำให้แต่ละรายเป็นหนี้กว่า 7 แสนบาท จากการทำสัญญาซ้อน 2 ครั้ง จนทำให้คนขับรถสามล้อถูกฟ้องร้อง

นอกจากนี้ ยังพบว่ารถสามล้อมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบของจีนแดงไม่เหมือนที่โฆษณาไว้ว่าเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบยี่ห้อไดฮัทสุ ของประเทศญี่ปุ่น อาจเข้าข่ายหลอกลวงขายสินค้า รวมถึงผู้ให้สินเชื่อไม่ได้สอบถามความประสงค์ของกลุ่มผู้เสียหายก่อน ซึ่งผู้เสียหายเข้าใจว่าเป็นการกู้ไฟแนนซ์เพื่อนำเงินมาซื้อรถสามล้อ โดยไม่ทราบว่าตนกู้ไปเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่ให้ลงชื่อส่วนไหนก็ลงชื่อตาม ซึ่งอาจเข้าข่ายหลอกลวงให้ทำสัญญาโดยไม่แจ้งข้อเท็จจริงอันควรแจ้ง และเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

นายวันทอง ศรีจันทร์ ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายรถสามล้อเครื่อง กล่าวว่า ครั้งแรกที่เซ็นสัญญาได้เซ็นเพียงฉบับเดียว โดยไม่เห็นว่าตัวเลขการกู้เงินเท่าไหร่ หากไม่มีคนรู้จักมาค้ำประกัน สหกรณ์จะจัดหาคนค้ำประกันให้ และผู้กู้ต้องไปค้ำประกันตอบแทนรายนั้น ในวันรับรถได้รับไม่ตรงกับคุณสมบัติที่ตกลงกันไว้ และให้ใบสรุปการจ่ายสินเชื่อเพียงใบเดียว และยืนยันว่า ได้จ่ายหนี้ตามที่ตกลงกับสหกรณ์มาตลอด

เมื่อเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ นางสาวจิราพร นุกิจรังสรรค์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ออกมาชี้แจงว่าแบงก์ให้กู้แก่สมาชิกของสหกรณ์จักรเพชรตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของธนาคาร ตั้งแต่ขั้นตอนการให้สินเชื่อ และเงื่อนไขการชำระหนี้ ซึ่งเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถชำระหนี้ผ่านสหกรณ์ และให้สหกรณ์รวบรวมนำส่งให้ธนาคาร และยืนยันว่าธนาคารได้จ่ายเงินกู้ตามสัญญาเต็มจำนวน

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2561 น.ส.สารี นำผู้เสียหายจากโครงการฯ เกือบร้อยคนเข้าพบผู้บริหารธนาคารออมสิน เพื่อขอให้ธนาคารถอนฟ้องผู้เสียหายทุกรายที่ทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารออมสิน สาขาพารากอน และสาขาเยาวราช กรณีที่ยื่นฟ้องไปแล้ว

นายประเสริฐ กองจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รับปากว่า ธนาคารจะตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการดำเนินการถูกต้องหรือไม่ หากพบว่าปล่อยสินเชื่อที่ไม่ถูกต้องจะดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน และในวันที่ 15 ม.ค. 2562 ธนาคารได้นัดกับลูกหนี้ในโครงการดังกล่าวที่มีปัญหาหนี้เสียและถูกฟ้องร้องยึดรถมารับฟังการสอบข้อเท็จจริงต่อไป

อย่างไรก็ดี ในช่วงสอบข้อเท็จจริงธนาคารจะชะลอการดำเนินคดีกับผู้กู้ไปก่อน โดยผู้ที่ขาดการชำระหนี้และจะถูกฟ้องร้องก็จะยังไม่ดำเนินการฟ้องร้อง ส่วนผู้ที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องก็จะขอศาลจำหน่ายคดีออกมาก่อน และผู้ที่ถูกฟ้องร้องและอยู่ระหว่างการดำเนินการยึดทรัพย์ก็จะให้การชะลอการยึดทรัพย์ไปก่อนเช่นกัน

ส่วนกรณีที่ธนาคารได้โอนเงินกู้ทั้งหมดให้กับสหกรณ์ ไม่ได้ให้ผู้กู้เงินเพราะผู้กู้ได้เซ็นหนังสือยินยอมให้ธนาคารออมสินโอนเงินกู้ทั้งหมดให้กับสหกรณ์ฯ ที่ผู้ซื้อรถตุ๊กตุ๊กเป็นสมาชิก และเป็นตัวแทนในการจ่ายเงินค่าซื้อรถตุ๊กตุ๊ก และค่าดำเนินการอื่นๆ ให้กับผู้กู้

ด้านปัญหาที่ผู้ซื้อรถตุ๊กตุ๊กต้องไปทำสัญญาเงินกู้กับสหกรณ์อีกฉบับหนึ่ง และจ่ายชำระหนี้ให้สหกรณ์ทุกเดือน เพื่อให้สหกรณ์จ่ายต่อให้กับธนาคารออมสินเพื่อเป็นค่าผ่อนชำระสินเชื่อว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารออมสิน

ฟังความอีกด้านจากคำชี้แจงจาก นายณัฐพงศ์ แสง-ชูโตที่ปรึกษาสหกรณ์บริการจักรเพชร จำกัด ที่แก้ต่างผ่านสำนักข่าว อิศรา ด้วยความสับสนว่า สหกรณ์ฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหารถสามล้อเครื่องมาจำหน่ายให้แก่สมาชิก สมาชิกเป็นผู้ไปดำเนินการจัดหาเอง และยอมรับว่ามีทั้งระบบเครื่องยนต์ 2 สูบ และ 3 สูบ

ทว่า นายณัฐพงศ์ ก็บอกด้วยว่า "เขา (กลุ่มสามล้อฯ) ไม่สามารถทำสัญญากับธนาคารฯ โดยตรงได้ เพราะธนาคารฯ ไม่มีไฟแนนซ์ จึงกู้เดี่ยวไม่ได้ ต้องรวมกลุ่มกันไปกู้ พอรวมกลุ่มไปกู้ เงินที่ได้นำกลับมาให้สหกรณ์บริหารเพื่อหารถให้

"... ธนาคารจึงต้องหาวิธีทำอย่างไรก็ได้ให้พวกเขาจะได้มีรถ ฉะนั้นจะเป็นสินเชื่อประเภทไหนก็แล้วแต่ ขอให้มีเงินออกมาแล้วกัน เพื่อมาให้สหกรณ์บริหารนำรถให้..."

นายณัฐพงศ์ ย้ำว่า ธนาคารจะโอนเงินกู้หมดทั้งก้อนมาอยู่ที่สหกรณ์ จากนั้นสหกรณ์จะนำเงินทั้งหมดมาแตกย่อยเป็นของแต่ละบุคคลเสมือนเงินฝาก เหตุที่ธนาคารไม่มอบเงินสดให้แก่สมาชิกที่ทำสัญญาเงินกู้โดยตรง เพราะไม่มั่นใจว่าสมาชิกจะนำเงินไปซื้อรถสามล้อตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่

ที่ปรึกษาสหกรณ์บริการจักรเพชร ชี้แจงด้วยว่า เมื่อสมาชิกไปดูรถซึ่งราคาอยู่ระหว่าง 250,000-290,000 บาท หากพึงพอใจก็ทำสัญญาซื้อกับสหกรณ์อีกฉบับหนึ่ง สัญญาที่ทำในโครงการนี้จึงมี 2 ฉบับ คือ 1.สัญญากับสหกรณ์เพื่อซื้อรถ และ 2.สัญญากับธนาคารเพื่อขอกู้สินเชื่อ ส่วนวิธีการผ่อนชำระผ่านสหกรณ์แทนที่จะเป็นธนาคารโดยตรงนั้น "... เรามีข้อตกลงว่า จะเก็บเงินสมาชิกกลุ่มนี้ไปคืนธนาคารฯ ให้ เพราะหากให้สมาชิกไปส่งชำระหนี้เองทุกวัน วันหนึ่งเป็นร้อยคน บางคนส่งเป็นรายสัปดาห์ แล้วธนาคารฯ จะทำงานกันอย่างไร"

แน่นอน เรื่องนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะเป็นโครงการสนอง นโนบายของรัฐบาล ดังนั้นจะขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่แล้วเหลาลงไปมีแต่ความฉ้อฉล คงไม่ใช่.

คอลัมน์ เจิมศักดิ์ขอคิดด้วยฅน: แจงบัญชีทรัพย์สิน ยาขมที่มีประโยชน์ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

น่าสนใจที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย กรรมการสถาบันพระปกเกล้า กรรมการกองทุนฯ และ ต่อมา กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการ ปฏิรูปฯ ไม่อยาก ไม่ต้องการ ไม่สะดวก ปฏิเสธการแจงบัญชีทรัพย์สิน

น่าเห็นใจ ที่การแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเรื่องยุ่งยาก หากผิดพลาดอาจถูกกล่าวหาว่าแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ อาจมีโทษอาญาหากมีเจตนา จงใจ

น่าเศร้าใจ ที่รองนายกฯ วิษณุ ให้สัมภาษณ์ว่าจะให้ ป.ป.ช. (องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ) เปลี่ยนแปลงคำสั่ง กลับมติ ประกาศให้ยกเว้นการแสดงบัญชีทรัพย์สินของกลุ่มกรรมการเหล่านี้

ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 27 ปี เคยเป็นประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยแจงบัญชีทรัพย์สินเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร (สว.กทม.) จึงพอจะเข้าใจความรู้สึก ความยากลำบาก และความเสี่ยงของการแจงบัญชีทรัพย์สินของผู้ที่ทำงานด้านวิชาการ

ความยาก ความเสี่ยงของการแจงบัญชีทรัพย์สิน

ผมใช้เวลาอยู่เกือบเดือน ในการรวบรวมทรัพย์สินหนี้สิน ทั้งบัญชีเงินฝาก ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์อื่น และสังหาริมทรัพย์ เช่น สร้อยคอ แหวนเพชร นาฬิกา หุ้นกู้ เงินสด เป็นต้น

และจะต้องขอให้ภรรยาและลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องแจงบัญชีด้วยเช่นกันกับผม

หนักใจว่าจะประเมินมูลค่าราคาทรัพย์สินแต่ละประเภทอย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่มีทรัพย์สิน ประเภทสัตว์เลี้ยง ฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ โดยเฉพาะฟาร์มจระเข้ ที่ไอ้เข้อยู่ในน้ำจะนับอย่างไรจึงครบถ้วน และประเมินมูลค่าตามขนาดได้ถูกต้อง

โชคดีที่ผมไม่มีทรัพย์สินมีค่าเป็นสัตว์เลี้ยง อย่างนี้ และโชคดีที่มีภรรยาคนเดียว ไม่มีกิ๊ก เลยไม่ต้องมีความเสี่ยงว่าจะเป็นการแจงบัญชีจำนวนภรรยาให้ภรรยาคนแรกรับรู้

แต่กระนั้น ก็อดจะหลงลืมที่ไม่ได้แจงบัญชีหุ้นในสหกรณ์พัฒนา มูลค่า 100-200 บาท แต่เมื่อแจ้งภายหลัง ป.ป.ช.เขาก็ไม่ว่าอะไร เพราะเขาดูเจตนา

ผมลดความเสี่ยงที่จะแจงบัญชีไม่ครบถ้วน โดยพิจารณาว่า ป.ป.ช.คงตรวจสอบความถูกต้องจากนายทะเบียนทรัพย์สินนั้น ถ้าเป็นที่ดินก็คงให้กรมที่ดินค้นหาจากคอมพิวเตอร์ว่าผมและภรรยามีที่ดินที่ใดบ้าง สำหรับบัญชีเงินฝาก ป.ป.ช.ก็คงจะขอให้ธนาคารค้นหาและแจ้งจำนวนบัญชีและเงินฝาก

ผมก็เลยขอให้กรมที่ดิน และธนาคาร ช่วยแจ้งให้ผมด้วย

เพราะไหนๆ เขาก็จะต้องรายงานให้กับ ป.ป.ช.อยู่แล้ว

โชคดี ผมเลยได้รับทราบจากกรมที่ดินว่า ผมมีที่ดินเพิ่มอีก 1 แปลง จากที่ดินที่แม่ได้ยกให้เป็นมรดก แต่ไม่พบโฉนดในเอกสารที่มอบให้ นับว่าเป็นความโชคดีของการแจงบัญชีทรัพย์สิน

โชคดีประการที่สอง คือ ผมได้รวบรวมและรู้ว่าตัวเองและภรรยามีทรัพย์สินอะไรบ้าง มูลค่าเท่าใด เพราะปกติก็ไม่เคยรวบรวมและไม่เคยรู้มาก่อนทั้งของตนเองและคู่สมรส

ความยากลำบากเกิดขึ้นในครั้งแรกของการแจงบัญชีทรัพย์สิน แต่ก็คุ้มค่าที่ได้ที่ดินเพิ่ม และได้ความรู้ในทรัพย์สินของตนมากขึ้น

จะง่ายในการแจงบัญชีทรัพย์สินครั้งต่อไปอีกด้วย

ทั้งการแจงบัญชีทรัพย์สินเมื่อออกจากตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่งแล้ว 1 ปี

แม้กระทั่งการรับตำแหน่งอื่นก็จะง่ายขึ้น เพราะใช้บัญชีทรัพย์สินครั้งแรกเป็นบรรทัดฐาน แล้วแก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุงให้ทันสมัย จะง่าย และทำให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทรัพย์สินของตนเองและคู่ครอง

มุมคิดของวงวิชาการ และคณะกรรมการฯกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารการศึกษา กรรมการวางแผนกำหนดยุทธศาสตร์ มักคิดเชิงเปรียบเทียบว่า ตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่คุมงบประมาณ ไม่ใช่การบริหารเงิน บริหารคน แต่บริหารความคิดและนโยบาย จึงไม่อยากมีภาระยุ่งยาก

บางคนอาจติดศักดิ์ศรีว่า เมื่อเสียสละ เงินเดือนก็ไม่ได้ แล้วยังถูกตรวจสอบจาก ป.ป.ช. และสาธารณะอีก

จึงลาออก เป็นการประท้วงอย่างกลายๆ แต่หากคิดให้กว้างขึ้น กรรมการสภามหาวิทยาลัยบางแห่ง รวมทั้งสถาบันพระปกเกล้า ก็มีแหล่งรายได้แหล่งรายจ่าย และนโยบายที่อาจเอื้อประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย

กรรมการกองทุนฯ กรรมการยุทธศาสตร์ กรรมการปฏิรูปฯ ก็สามารถสร้างประโยชน์ และให้โทษในลักษณะเอื้อประโยชน์และทุจริตโดยนโยบายได้

การแจงบัญชีทรัพย์สิน จึงน่าจะเป็น การเปิดตัว เปิดใจ ให้สบายใจ ทั้งกับตนเองและสังคม

กรรมการเหล่านี้ เป็นคนระดับสูงของสังคมไทย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เสียสละ น่าจะมองว่าตนสมควรเป็นแบบอย่างของความโปร่งใส ตัวอย่างของ ธรรมาภิบาลของประเทศ

อย่าลาออกเลยครับ มองเสียว่าเป็นต้นทุนของการร่วมพัฒนาสังคมธรรมาธิปไตย ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ขนาดคนที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย ควบคุมตรวจสอบ ก็ยังแสดงความโปร่งใส เป็นมาตรฐานที่ดีของสังคม

รัฐบาล คสช. กับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

รัฐบาล คสช. ก็ไม่ควรให้รองนายกฯ ออกมาพูดให้คิดได้ว่าจะแทรกแซง ป.ป.ช.ที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ไม่ควรให้คิดและตีความคำพูดของรองนายกฯ ได้ว่า คสช.จะใช้มาตรา 44 แทรกแซงองค์กรอิสระ

เหมือนกับที่เคยปลดกรรมการองค์กรอิสระ หรือสั่งให้องค์กรอิสระที่ถูกใจยืดเวลาการทำงานต่อไปอีก ดังเช่นที่ทำแล้วในอดีต

อย่าทำให้คนเขาไม่เลือกพรรคการเมือง ที่สัมพันธ์กับรัฐบาลนี้ เพราะไม่ไว้ใจในความคิด เรื่องอำนาจและการตรวจสอบของคนกลุ่มนี้

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: รากฐานการควบคุมที่ดี (1) - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ดร.ปิยะพันธ์ ทยานิธิ

ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

ควบคุมเป็นคำที่ใช้กันบ่อยอย่างแพร่หลายกว้างขวาง ตั้งแต่เรื่อง ส่วนบุคคลไปจนถึงส่วนรวม ไม่ว่าระดับองค์กร สังคมหรือประเทศชาติ แต่มักสื่อนัยทางลบ (Negative Connotation) เชิงจำกัดกดดันบีบบังคับ เชิงคัดค้านต้านทานหน่วงเหนี่ยว เชิงถ่วงดุลอำนาจ โดยเฉพาะต่อความรู้สึกระคายเคือง (Irritative Emotion) ของคนที่เกี่ยวข้อง ในเชิงบั่นทอนลิดรอนสิทธิ อิสรภาพ เสรีภาพหรือปัจเจกภาพ

เมื่อแยกกัน คำว่า ควบ แปลว่ารวมเข้าด้วยกันหรือเข้าคู่กัน ส่วนคำว่า คุม แปลว่าคอยกำกับดูแล ป้องกันหรือรวมให้เป็นระเบียบ เมื่อใช้คู่กัน ควบคุม คือ ดูแลหรือกำกับดูแล รวมถึงกักขัง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาทั้งคำแยกและคำรวม ควบคุม หมายถึง กำกับดูแล แบบควบคู่หรือผนวกรวมผสมผสานกับภารกิจ สอดคล้องกับคำว่า Control ซึ่งหมายความรวมถึง ใช้อานุภาพ (Power) อิทธิพล (Influence) หรืออำนาจ (Authority) ชี้นำสั่งการ วางระเบียบ สังเกตสอดส่อง ตรวจทาน สอบทวน เทียบเคียง วัดผลและทบทวน

ดังนั้น ควบคุมจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นของทุกภารกิจ กิจกรรม การกระทำหรือการงาน (Activity) เสมือนเงาตามตัว เหรียญสองหน้าหรือทวิภาค ไม่ว่าในการจัดการ การปกครองหรือการกำกับดูแลกิจการ ทั้งระดับบริหารและปฏิบัติการ จึงมักแสดงงานควบคุมแยกออกต่างหาก โดยแทรกไว้ตรงชั้นกลางระหว่างสองระดับของการปฏิบัติงาน ดังแสดงในแผนภูมิ พีระมิดภารกิจสามัญ (A Common Activity Pyramid) ได้แก่ บริหาร-ควบคุม-ปฏิบัติการ (Management-Control-Operation : MOC) และสั่งการ-ควบคุม-สื่อสาร (Command-Control-Communication : 3C)

เงื่อนไขหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการควบคุมที่ดี (Good Control) คือการมีรากฐานที่ดี (Good Foundation) อันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบควบคุม (Control System) นอกจากจะช่วยลดอุปสรรคปัญหาแล้ว ยังเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการดำเนินงาน ทั้งในระดับบริหาร ควบคุมและปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริงตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นที่ดีคงไม่เพียงพอ (Insufficient) เพราะว่ารากฐานที่ดีไม่อาจรับประกันว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป

โดยทั่วไป ควบคุมเกี่ยวข้องกับการปกป้อง คุ้มครอง ป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจตราและห่วงใยเอาใจใส่ ซึ่งต่างสะท้อนนัยทางบวก ฉะนั้นความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนถึงความสำคัญของการควบคุมว่าทำเพื่ออะไร จึงต้องมีการวิเคราะห์ปัจจัยตามหลักวิภัชชวาท (Vibhajjavada-Factor Analysis) อย่างมีระเบียบแบบแผนเป็นระบบ พร้อมด้วยหลักโยนิโสมนสิการ (Yonisomanasikara-Critical Attention) อันเป็นรากฐานแนวทางการพิจารณาวิเคราะห์วิจัยจำแนกแจกแจงแยกแยะแยกย่อยสืบสาวสืบสวนไตร่ตรอง ด้วย สติปัญญาอย่างแยบคายมีเหตุผลตรงจุดตรงประเด็นตรงกรณีรอบคอบครอบคลุมละเอียดถี่ถ้วนลึกซึ้งทั่วถึง ซึ่งอาจแบ่งออกได้หลายมิติตามแผนภูมิ สถาปัตยกรรมภารกิจทั่วไป (General Activity Architecture)

มิติแรก วัตถุประสงค์ (Purpose) ควบคุมใคร อะไร อย่างไร เมื่อไร ส่วนไหน ที่ไหนและทำไม โดยเฉพาะข้อดีข้อเสีย รวมถึงคุณประโยชน์ที่ต้องการ หัวใจสำคัญอยู่ที่อรรถธรรม ความจริงถูกต้องดีงามเหมาะสม ซึ่งต้องอาศัยรูปแบบ (Structure) ที่ครอบคลุมครบถ้วนสมบูรณ์มีโครงสร้างระบบระเบียบแบบแผน

มิติที่สอง คน (People) ได้แก่ สัมพันธภาพระหว่างฝ่ายควบคุม (Controlling) กับฝ่ายถูกควบคุม (Controlled) และสัมพันธภาพระหว่างตัวบุคคลหรือตนเอง คนอื่น กลุ่มคน กับหน่วยงาน องค์กรหรือสังคม นั่นคือ ใคร (Who) และของใคร (Whose) จึงเป็นเรื่องอัตตา (Atta-Self) อหังการกับมมังการ หรือปัญหารากฐานของคน ซึ่งต้องอาศัยจิตสำนึก (Spirit) ทั้งทัศนคติ (Attitude) ค่านิยม (Core Value) ทิฐิ (Dogma) และวัฒนธรรม (Culture) ที่ดีงาม ในบริบท (Context) และบรรยากาศ (Climate) ที่ถูกที่ควร

มิติที่สาม คาบเวลา (Period) ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และระยะไม่สิ้นสุดไม่กำหนด ซึ่งต้องอาศัยแก่นสาร (Substance) อย่างจริงจัง อดทนพากเพียร สม่ำเสมอและต่อเนื่อง

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ตร.แนะอัยการสั่งฟ้อง'เนทันยาฮู'รับสินบน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เยรูซาเลม * ตำรวจอิสราเอลเสนอแนะให้อัยการฟ้องนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู พร้อมภริยา ฐานรับสินบน เป็นการเสนอแนะต่ออัยการให้ฟ้องเนทันยาฮูเป็นคดีที่ 3 ในปีนี้ แต่อัยการยังรอพิจารณา

ข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2561 กล่าวว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ตำรวจอิสราเอลเสนอแนะให้อัยการฟ้องร้องดำเนินคดีนายกรัฐมนตรี 4 สมัยผู้นี้ในคดีคอร์รัปชัน 2 คดี อัยการสูงสุดของอิสราเอลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอแนะ 2 คดีนี้ แต่เมื่อวันอาทิตย์ตำรวจอิสราเอลและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อิสราเอลออกแถลงการณ์ร่วมกัน เสนอแนะให้อัยการฟ้องร้องเนทันยาฮูเพิ่มอีกเป็นคดีที่ 3

คำแถลงกล่าวว่า ตำรวจมีหลักฐานเพียงพอที่จะตั้งข้อหาเนทันยาฮูเกี่ยวเนื่องกับการออกกฎข้อบังคับด้านการสื่อสารโทร คมนาคมที่เป็นประโยชน์ตอบแทนให้แก่บริษัท เบเซ็กเทเลคอมอิสราเอล เพื่อแลกกับการที่บริษัท วัลลา ซึ่งเบเซ็กเป็นเจ้าของ นำเสนอข่าวด้านบวกเกี่ยวกับเนทันยาฮูและนางซารา ภริยาของเขา

ตำรวจระบุว่า มีหลักฐานเพียงพอที่ตั้งข้อหาเนทันยาฮูคดีรับสินบน, ฉ้อโกง, ทำ ผิดต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และการสนองรับอย่างผิดกฎหมาย นอกจากนี้ตำรวจยังเสนอให้ตั้งข้อหานางซารา เนทันยาฮูด้วย ฐานรับสินบน, ฉ้อโกง, ทำผิดต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ตำรวจกล่าวในแถลงการณ์ร่วมด้วยว่า พวกเขายังมีหลักฐานเพียงพอที่จะตั้งข้อหาชาอุล อีโลวิตช์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเบเซ็ก รวมไปถึงเจ้าหน้าที่อีกหลายคนในบริษัทนี้ฐานติดสินบน

ด้านเนทันยาฮูปฏิเสธคำกล่าวหาตัว เขาและภริยาว่าเป็นกลอุบายของศัตรูทาง การเมืองที่ต้องการให้เขาพ้นจากตำแหน่ง

หากอัยการตัดสินใจฟ้องร้อง เนทันยาฮูก็จะเผชิญปัญหาท้าทายความอยู่รอดทาง การเมืองครั้งใหญ่ที่สุด ซ้ำเติมการดิ้นรนรักษาเสถียรภาพในรัฐบาลผสมนิยมขวาของเขา ซึ่งมีเสียงข้างมากปริ่มอยู่ 1 ที่นั่งเท่านั้น.