You are here

CG and corruptions News - 30 March 2018

นาฬิกา'ป้อม'ยืมเพื่อนคนเดียว 'วีระ'จี้ตอบบ่อนสายตะกู - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ศาลรธน.แจงต่ออายุป.ป.ช.9ปี อ้างบทเฉพาะกาลรธน.เว้นลักษณะต้องห้าม – ผู้จัดการ

ส่งฟ้อง'เปรมชัย'ติดสินบน - มติชน

ปปท.สอบ94จนท.เอี่ยวโกง ตั้งอนุกก.ลุยทุจริต49จังหวัด - โพสต์ทูเดย์

ศธ.จ่อประชุมบอร์ดแก้ปัญหาทุจริต - ไทยโพสต์

จี้ให้เด้ง'อธิบดี'เซ่นปัญหาหมาบ้า - เดลินิวส์

ปปท.สอบหักเงินซื้อแอร์สืบสวน - เดลินิวส์

Tarit not guilty of defaming Suthep - BANGKOK POST

'บิ๊กเจี๊ยบ'เผยกอ.รมน. จัดทีมลงใต้ตรวจทุจริต - สยามรัฐ

คอลัมน์ กระจก8หน้า: ปราบทุจริตหรือคิดไม่ซื่อ - ไทยรัฐ

ไทยโพสต์: สอบทุจริตเงินคนจน กับความคาดหวังของสังคม - ไทยโพสต์

รวบ'พ.ต.ท.'ทุจริตค่าปรับสิบล้อควันดำ - มติชน

อุทธรณ์จำคุกโกงบีบีซี'เอกชัย'โดนหนัก20ปี - แนวหน้า

คอลัมน์ ปรีชา'ทัศน์: การแก้ไขปัญหาทุจริตในวงราชการอย่างเป็นระบบ - แนวหน้า

คอลัมน์ กระจก8หน้า: ปราบทุจริตหรือคิดไม่ซื่อ - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ต่างประเทศ อินโดจีน: ลาวกับคอร์รัปชั่น - มติชนสุดสัปดาห์

นาฬิกา'ป้อม'ยืมเพื่อนคนเดียว 'วีระ'จี้ตอบบ่อนสายตะกู - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

นาฬิกา'ป้อม'ยืมเพื่อนคนเดียว 'วีระ'จี้ตอบบ่อนสายตะกู

ผู้จัดการรายวัน360 - ป.ป.ช. เผย "บิ๊กป้อม" แจงนาฬิกาหรูของเพื่อนคนเดียว 22 เรือน ซ้ำกัน 3 เรือน แต่ยังขาด หลักฐานที่มา สอบถาม บ.ขายนาฬิกา 13 แห่ง เพิ่งตอบมา 3 ราย เร่งสอบเพิ่ม คาดใช้เวลาไม่นาน ส่วนแหวนเพชร เป็นมรดกพ่อราคาไม่ถึง 2 แสนบาท ยุติสอบ ด้าน "วีระ" จี้ตรวจสอบการบุกรุก สร้างบ่อนบนพื้นที่ทับซ้อนช่องสายตะกู โวยเป็นปี คสช.ยังนิ่ง

วานนี้ (29 มี.ค.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีการพิจารณารายงานเบื้องต้น ของคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริง กรณีการครอบครองแหวนเพชร และนาฬิกาหรู ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ไม่ได้เข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ จากการสรุปรายงานเรื่องดังกล่าว ทางสำนักงาน ป.ป.ช.ได้ให้ พล.อ.ประวิตร ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินแล้ว 4 ครั้ง โดยข้อมูลนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตร แจ้งว่า ยืมจากเพื่อนมา จากนั้น ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบความมีอยู่จริงของนาฬิกาทั้งหมด พบว่า มีนาฬิกาดังกล่าวอยู่จริง แต่ยังขาดรายละเอียดของที่มา ซึ่งยังไม่ครบถ้วน อีกทั้ง นาฬิกาเหล่านี้ จะมีหมายเลขประจำเครื่อง หรือ ซีเรียลนัมเบอร์ จึงมีความจำเป็นที่ ป.ป.ช.ต้องให้สำนักตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้ ไปตรวจสอบว่า ผู้ครอบครองนาฬิกาเหล่านี้ เป็นเจ้าของที่แท้จริง หรือไม่ และจากนี้ ยังจะต้องสอบสวนพยานบุคคล และบริษัทเอกชน ที่จำหน่ายนาฬิกาเพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวสังคมให้ความสนใจ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้สำนักงาน ป.ป.ช. เร่งรัด ตรวจสอบ เพื่อยืนยันข้อมูลให้สิ้นกระแสความโดยเร็ว ก่อนสรุปข้อเท็จจริงเพื่อเสนอที่ประชุมอีกครั้ง

"วันนี้คณะทำงานฯ ได้รายงานผลการดำเนินงาน เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจประชาชน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ต้องการทราบข้อมูล ว่าได้เรื่องถึงไหนแล้ว ดังนั้น ทางสำนักงาน ป.ป.ช. ก็ต้องรายงานผลการดำเนินการทั้งหมดให้ทราบ และให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ช่วยพิจารณาแนะนำแนวทาง จึงให้ไปรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อน ตามระเบียบไม่ได้กำหนดว่าเรื่องนี้จะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด แต่จากพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริง เชื่อว่าจะต้องตรวจสอบอีกไม่มาก" เลขา ป.ป.ช. กล่าว

เมื่อถามว่า ป.ป.ช.จะสอบพยานบุคคลอีกกี่ราย และเอกชนอีกกี่บริษัท นายวรวิทย์ กล่าวว่า ตอนนี้เราถามไปแล้ว 13 บริษัท แต่ตอบกลับเพียง 3 แห่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ ป.ป.ช.ต้องการ และต้องสอบพยานบุคคลใหม่อีก 2 ราย คิดว่า ใช้เวลาไม่นาน

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร ชี้แจงว่า นาฬิกาทั้งหมดเป็นของเพื่อนคนเดียว หรือหลายคน นายวรวิทย์ กล่าวว่า คนเดียวทั้ง 25 เรือน โดยทั้ง 25 เรือนที่ปรากฏตามสื่อนั้น มีซ้ำกัน 3 เรือน ส่วนเพื่อนที่ พล.อ.ประวิตร ยืมนาฬิกามานั้น ยังมีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้ว สื่อมวลชนก็รู้ๆ กันอยู่ และหากเสียชีวิตจริง จะต้องเชิญญาติมาให้ข้อมูลหรือไม่นั้น คิดว่าจะต้องเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องหรือครอบครองนาฬิกามาให้ข้อมูลทั้งหมด โดยคณะทำงานฯ ได้เชิญมาสอบแล้ว

ส่วนจำเป็นต้องเชิญ พล.อ.ประวิตร มาชี้แจงด้วยตัวเองหรือไม่นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ได้พิจารณาในประเด็นนี้ แต่ให้คณะทำงานฯไปรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อน

เมื่อถามว่า ตามที่เลขาฯ ป.ป.ช. เคยแถลงว่าถ้าเป็นนาฬิกายืมเพื่อน ก็ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ก็ยังเป็นเช่นนั้นหรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า ต้องรอให้ได้ข้อยุติก่อน จากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะเป็นผู้วินิจฉัยประกอบข้อ กม.

ส่วนการครอบครองแหวนเพชร นั้นพล.อ.ประวิตร ได้ชี้แจงว่า เป็นของบิดา ที่มารดาเก็บไว้ ต่อมาได้มอบให้ พล.อ.ประวิตร

วันเดียวกันนี้ ที่บริเวณด้านข้างกระทรวงกลาโหม นายวีระ สมความคิด เครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น ได้มาทวงคำตอบจาก พล.อ.ประวิตร หลังจากเคยยื่นหนังสือ ขอให้ตรวจสอบการบุกรุก ก่อสร้างบ่อนกาสิโน บนพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน บริเวณช่องสายตะกู เมื่อปี 60 ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะก็ยังไม่ได้รับคำตอบว่า บ่อนดังกล่าวตั้งอยู่พื้นที่ไหน

นายวีระ กล่าวว่า ถ้าข้อมูลตนผิดพลาด ก็พร้อมจะขอโทษ แต่ถ้าข้อมูลตนถูก ต้องเอาคนขายชาติ มาลงโทษ ติดคุก แต่ทหารไม่ตอบหนังสือของตน ซึ่งล่วงเลยมาถึง 8 เดือน และครบรอบ 1 ปีเต็ม ที่ไม่ยอมให้ตนลงพื้นที่ไปพิสูจน์ความจริง และขอยืนยันว่า ก่อนหน้านั้นตนลงพื้นที่หลายครั้ง มั่นใจหลักฐานที่มี และเอกสารที่ได้ก็มาจากราชการฝั่งไทยที่ส่งมาให้ ไม่ใช่การยกเมฆ

"การกระทำของผมไม่ใช่การท้าทาย ที่ผ่านมาให้ความร่วมมือมาตลอดในการไม่ลงพื้นที่ แต่ในฐานะที่ พล.อ.ประวิตร เป็น รมว.กลาโหม ต้องลงพื้นที่ ในการดูแลรักษาอธิปไตยของประเทศ ซึ่งตนทนมาตลอด และผิดหวัง ดังนั้นจึงมาทวงถาม เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน" นายวีระ กล่าว

จากนั้น นายวีระ ได้เข้าทวงถามคำตอบจากเจ้าหน้าที่สำนักงาน รมว.กลาโหม โดยปฏิเสธให้สื่อเข้าไปทำข่าว และบันทึกภาพ.

ศาลรธน.แจงต่ออายุป.ป.ช.9ปี อ้างบทเฉพาะกาลรธน.เว้นลักษณะต้องห้าม - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน360 - เปิดคำวินิจฉัยศาล รธน. ต่ออายุ ป.ป.ช.อยู่ยาว 9 ปี ชี้บทเฉพาะกาลรธน. มาตรา 267 เปิดช่อง ยกเว้นการบังคับใช้คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม กับกก.องค์กรอิสระในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ ขณะเดียวกัน รธน. มอบอำนาจให้ สนช. เป็นผู้กำหนดชะตา การให้ ป.ป.ช อยู่ต่อยาว จึงเหมาะสม สอดคล้องหลักนิติธรรม เจตนารมณ์ รธน.แล้ว

วานนี้ (29 มี.ค.) เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง กรณีที่ศาล รธน. มีมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ว่า มาตรา 185 ของ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีเนื้อหาเป็นการต่ออายุให้กับป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน อยู่ในตำแหน่งต่อไป จนครบ 9 ปี ไม่ขัดต่อ รธน. โดยคำวินิจฉัยกลางได้ระบุเหตุผล ว่า ที่บทเฉพาะกาล รธน. มาตรา 273 วรรคหนึ่ง ให้ตุลาการศาล รธน. ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันประกาศใช้ รธน. ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และ เมื่อ พ.ร.ป. ที่เกี่ยวข้อง ที่จัดทำขั้นตาม มาตรา 267 ใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใด ให้เป็นไปตาม พ.ร.ป. ดังกล่าว ก็คงมุ่งหมายเพื่อรองรับสถานะของ ผู้ดำรงตำแหน่ง ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนประกาศใช้ รธน. ให้ยังคงอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในช่วงเปลี่ยนผ่านของการบังคับใช้ รธน.ฉบับก่อน กับฉบับปัจจุบัน เพื่อให้มีความ ต่อเนื่อง

ส่วนการดำรงตำแหน่งได้ต่อไปเพียงใด แม้ให้เป็นไปตาม ร่าง พ.ร.ป. ที่ทำขึ้นตาม มาตรา 267 ซึ่งบทเฉพาะกาลของ รธน. ก็ไม่ได้บัญญัติเรื่องระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หรือการพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงเหตุยกเว้นคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามไว้เป็นการเฉพาะแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือช่วงเวลาตามบทเฉพาะกาล รธน. ได้ยกเว้นการบังคับใช้คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามที่กำหนดขึ้นใหม่ กับผู้ดำรงตำแหน่งที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปนั้นไว้เป็นเบื้องต้นแล้ว และยังยอมรับในหลักการความแตกต่าง ระหว่างหน้าที่ และอำนาจขององค์กรอิสระแต่ละองค์กร บทเฉพาะกาลของ ร่าง พ.ร.ป. จึงอาจกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระนั้น ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระเดิมที่มีอยู่ โดยยกการยกเว้นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามที่กำหนดขึ้นใหม่บางประการ หรือบัญญัติให้เฉพาะ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป หรือบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ขึ้นอยู่กับเหตุผล ความจำเป็น และความเหมาะสม ของแต่ละองค์กร เพื่อให้การปฏิบัติของแต่ละองค์กรสามารถดำเนินการ ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

เมื่อร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 185 บัญญัติว่า "ให้ประธาน ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. นี้ใช้บังคับ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ ตามที่กำหนดใน พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 19 เว้นแต่กรณีตามมาตรา 19(3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 11(1) และ (18) มิให้นำมาใช้บังคับ "เป็นร่างบทเฉพาะกาล ที่ว่าด้วยการดำรงตำแหน่งต่อในช่วงเปลี่ยนผ่าน ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายเดิม ที่สิ้นผลกับกฎหมายใหม่ที่ใช้บังคับ และมาตรา 185 ที่บัญญัติไม่ให้นำลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 11 (1) ต้องไม่เคย หรือเคยเป็นตุลาการศาล รธน. หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด และ (18) ต้องไม่เคยเป็น ส.ส., ส.ว., ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกมาใช้บังคับ อันเป็นการกำหนดให้ยกเว้นลักษณะต้องห้ามบางประการตาม รธน. โดยที่ รธน. มาตรา 273 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 267 บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้ รธน.นี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งไว้ ทั้งศาล รธน. ได้มี คำวินิจฉัยที่ 1/2560 กรณี พ.ร.ป.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินว่า รธน.มาตรา 273 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ สนช. เป็นผู้กำหนดการดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใด ของผู้ดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติของ รธน. ถือได้ว่า รธน. มอบอำนาจให้ สนช. เป็นผู้พิจารณากำหนดการดำรงตำแหน่ง ต่อไปของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดย รธน. ไม่ได้บัญญัติเรื่องระยะเวลา ในการปฏิบัติหน้าที่ หรือการพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงเหตุยกเว้นคุณสมบัติของบุคคลดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ

ดังนั้น การที่ สนช. ซึ่งเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ตาม รธน. มาตรา 263 เป็นผู้พิจารณา เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 185 โดยกำหนดการดำรงตำแหน่งต่อไป ของผู้ดำรงตำแหน่งในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามบทเฉพาะกาลดังกล่าว จึงเป็นการได้พิจารณาตามหลักนิติธรรม และคำนึงถึงเหตุผล ความจำเป็น ความเหมาะสมทั้งในองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเป็นการสอดคล้องกับหลักนิติธรรม และเจตนารมณ์ ของ รธน. ไม่ได้ขัด หรือแย้งต่อ รธน. แต่อย่างใด จึงเห็นว่า ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 185 ในส่วนที่เกี่ยวกับการยกเว้น ไม่ได้นำลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 11(1) และ(18) มาใช้บังคับ จึง ไม่ขัด หรือแย้งกับ รธน.

ส่งฟ้อง'เปรมชัย'ติดสินบน - มติชน ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เปิดเผยว่า การทำสำนวนคดีที่นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก แจ้งความนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ในข้อหาพยายามติดสินบนนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมสรุปสำนวนเสร็จแล้ว โดยวันที่ 30 มีนาคมนี้ เวลา 11.00 น. จะเดินทางไปส่งสำนวนดังกล่าว พร้อมนัดนายเปรมชัยไปพบอัยการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 จ.สมุทรสงคราม

ปปท.สอบ94จนท.เอี่ยวโกง ตั้งอนุกก.ลุยทุจริต49จังหวัด - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - บอร์ด ป.ป.ท.สรุปตัวเลขผู้ถูกกล่าวหาโกงเงินคนจน 94 คน เร่งย้ายออกจากพื้นที่ไม่ให้คุกคามพยาน

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยว่า บอร์ด ป.ป.ท.ได้ลงมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิดของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 8 ศูนย์ ประกอบด้วย จ.ตรัง กระบี่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ นครพนม และชัยภูมิ นอกจากนี้ ยังตั้งอนุกรรมการไต่สวนสหกรณ์สันกำแพง จ.เชียงใหม่ นิคมสร้างตนเอง จ.บุรีรัมย์ โดยมีผู้ถูกกล่าวหา 49 คน รวมบุคคลที่ถูกกล่าวหาจากการตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิดแล้ว 94 คน

พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวว่า ภายหลัง เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตของศูนย์คนไร้ที่พึ่ง โดยผู้อำนวยการศูนย์บางแห่งเข้าไปยุ่งกับพยานหลักฐาน ทำให้ยากต่อการสอบสวน บอร์ด ป.ป.ท. จึงทำหนังสือไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้ย้ายผู้อำนวยการศูนย์ จ.ตรัง ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ออกนอกพื้นที่ ส่วน จ.นครพนม มีผู้อำนวยการโรงเรียนเข้ามาสนับสนุนการกระทำความผิดและคุกคามพยาน จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการย้ายออกจากพื้นที่เช่นกัน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้กำชับให้ พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. เร่ง ตรวจสอบการทุจริตเงินคนจนภายในระยะเวลา 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 31 มี.ค.นี้ เบื้องต้นได้รับรายงานว่า มีมูลการทุจริตเพียงพอให้ตั้งกรรมการสอบสวน 49 จังหวัด อีกทั้งยังมีหลักฐานเชื่อมโยงไปยังผู้บริหารระดับสูงอยู่ แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า การทุจริตครั้งนี้เป็นกระบวนการไม่สามารถทำคนเดียวได้ ส่วนจะไปเชื่อมโยงถึงใครบ้างนั้นขอให้รอการตรวจสอบที่ชัดเจนก่อน

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มี.ค. นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางจนเป็น มติ ครม. เกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบโดยการตรวจสอบการทุจริตไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ หรือโครงการอื่นๆ หากพบว่า มีการทุจริต เจ้ากระทรวงจะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อลงโทษ เช่นเดียวกับการทุจริตในกรณีกองทุน เสมาฯ ที่มีการลงโทษผู้กระทำความผิดด้วยการไล่ออกไปแล้ว ทั้งนี้ จะเห็นว่ารัฐบาลมีความชัดเจนในนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง

ศธ.จ่อประชุมบอร์ดแก้ปัญหาทุจริต - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * "โกศล" เผย ศธ.เตรียมประชุมบอร์ด แก้ไขปัญหาทุจริตภายในกระทรวง เห็นด้วยมาตรการปราบทุจริตของ คสช. ชี้กระบวนการสืบสวนและลงโทษคนผิดของ ศธ.ที่ผ่านมาล่าช้ามากเกินไป คาดปัญหาทุจริตอควาเรียม สงขลา ได้ใช้มาตรการใหม่ ด้าน คกก.สืบฯ ลงพื้นที่พบปัญหาอื้อ

พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) ในฐานะรองประธาน คณะกรรมการแก้ไขปัญหาทุจริตภายในกระทรวงศึกษาธิ การ (ศธ.) กล่าวถึงมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระบบราชการใหม่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอว่า มาตรการนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก และตรง กับแนวคิดที่ตนเคยเสนอ นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ธิการ (รมว.ศธ.) ก่อนหน้านี้ว่า การดำเนินการสืบข้อเท็จจริง และสอบสวนวินัยต่างๆ จะต้องมีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการให้ชัดเจน และเมื่อสืบพบว่ามีมูลแล้ว ผู้กระทำผิดจะต้องไม่ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งหลัก ซึ่งตรงกับมาตรการของรัฐบาล นอกจากนี้ ตนยังได้หารือกับนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ให้เร่งนัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทุจริตภายใน ศธ. เพื่อที่จะได้สรุปเรื่องทุจริตที่สำคัญของ ศธ. ว่าเรื่องไหนมีแนวโน้มเข้าข่ายมาตรการนี้ ซึ่งคาดว่าคงมีหลายเรื่อง

ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ศธ.มีปัญหาเรื่องกระ บวนการสอบสวน และลงโทษผู้กระทำความผิดล่าช้า โดยสิ่งหนึ่งที่เหมือนเป็นวัฒนธรรมของ ศธ. คือการใช้เวลานานในกระบวนการสืบหรือสอบสวนเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่ควรให้เป็นอย่างนั้น เพราะกว่าคนผิดจะถูกลงโทษก็ถือว่าใช้เวลานานมาก ซึ่งการที่มาตรการใหม่กำหนดให้ต้องสืบข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน และสอบสวนวินัยต้องเสร็จภายใน 30 วัน ผมก็คิดว่ากระบวนการสามารถทำทันอยู่แล้ว และในส่วนการสวบวินัยร้ายแรงจะต้องมีการโยกย้ายผู้กระทำผิดออกไปทันที และภายใน 3 ปี จะต้องไม่ได้กลับมาดำรงตำ แหน่งเดิม คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก และในมาตรการใหม่นี้ยังกำหนดให้สามารถเอาผิดกับผู้ที่รายงานข้อมูลเท็จได้ด้วย เพราะถือเป็นการกลั่นแกล้งกัน

พลโทโกศลยังกล่าวถึง กรณีการทุจริตโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา หรืออควาเรียม ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงได้ลง พื้นที่ตรวจสอบ และพบหลายเรื่องที่ตรงกับคณะทำงานของตน ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการเนื่องจากเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน.

จี้ให้เด้ง'อธิบดี'เซ่นปัญหาหมาบ้า - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยว่าทางชมรมได้เข้ายื่นหนังสือร้องขอให้ย้าย นสพ.อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ รวมทั้งรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสการประมูลวัคซีนที่ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการที่ไม่มีวัคซีนที่นำไปฉีดให้สุนัขตั้งแต่ปี 59 ถึงปัจจุบัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 7 ราย ทั่วประเทศในขณะนี้ โดยมี นสพ.ธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นตัวแทน รมว.เกษตรฯ ลงมารับหนังสือไว้

ทางด้าน นพ.พีระ อารีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น นายพิสุทธิ์ อนุตรอังกูร นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจ.ขอนแก่น เจ้าหน้าที่ป้องกันโรคที่ 7 ขอนแก่น ปศุสัตว์ จ.ขอนแก่น และ อสม.เทศบาลท่าพระ ดำเนินโครงการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลท่าพระ เพื่อแก้ปัญหาสุนัขจรจัดต้องทำหมัน คุมประชากร จับฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้ากระตุกสติคนเลี้ยงสัตว์ต้องรับผิดชอบ ไม่ปล่อยทิ้งเป็นภาระสังคม โดยเจ้าหน้าที่ได้จับสุนัขจรจัดพร้อมกับสุนัขในวัด มาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จากนั้นนำสุนัขทั้งหมดมาที่วัดศิริมงคล เพื่อทำหมันควบคุมประชากรสุนัขในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลท่าพระ.

ปปท.สอบหักเงินซื้อแอร์สืบสวน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณี จ.ส.ต.เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด ผบ.หมู่สืบสวน สน.พหลโยธิน นำเอกสารร้องเรียนเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมหลักฐานเป็นข้อความที่แชตผ่านไลน์ ระบุถึงคำสั่งของสารวัตรสืบสวน สน.พหลโยธิน 2 นาย สั่งการขอหักเงินเบี้ยเลี้ยงจากตำรวจชั้นผู้น้อย 11 นาย เพื่อใช้จัดซื้อเครื่องปรับอากาศติดตั้งในห้องสืบสวน ว่าหลังรับเรื่องร้องเรียน ป.ป.ท.ได้ส่งเรื่องให้สำนักปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 5 รับผิดชอบงานด้านตำรวจ ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน

ส่วนจะเรียกตำรวจทั้ง 11 นาย เข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติมหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรื่องยังไม่ถึงบอร์ด ป.ป.ท.ส่วนตัวเห็นว่าการที่จะพิจารณาว่ากระทำที่ทุจริตหรือไม่นั้น ต้องดูว่าการกระทำเป็นการกระทำผิดต่อตำแหน่งราชการ หรือกระทำผิดต่อความยุติธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณาว่าผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่เกินกว่าเหตุในการหักเงินผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่ กรณีที่เงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลแล้ว หากผู้ใต้บังคับบัญชาไม่สมัครใจก็ไม่สามารถหักเงินได้ เพราะไม่ใช่เงินขององค์กร กรณีนี้ไม่ควรเป็นกรณีศึกษาและไม่ควรเป็นตัวอย่าง แต่เป็นข้อจำกัดของการทำงาน ผู้บริหารองค์กรสามารถตั้งงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างได้ โดยผู้บริหารจะต้องสอดส่องดูแล ในด้านกฎหมายไม่ขอออกความเห็นเพราะอยู่ที่ระบบคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหาร

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่าเรื่องนี้ถ้าจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กก็ไม่เล็ก มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็ไม่ใหญ่ เป็นเรื่องการปกครองภายใน ต้องดูเจตนาของสารวัตรด้วย ว่าเจตนาดีหรือไม่ดี ถ้าเจตนาดีก็อีกเรื่องหนึ่ง เจตนาไม่ดีก็ดูไม่ดีว่าไปหักเบี้ยเลี้ยงลูกน้องทำไม เรื่องนี้ ผกก.ต้องไปดูแลลูกน้องอย่างใกล้ชิด อะไรที่ขาดเหลือต้องดูแล ไม่ใช่ปล่อยลักษณะเรี่ยไรอย่างนี้ ต้องลงไปแก้ไข อุปกรณ์ขาดเหลือต้องเสนอขอมาในระดับ บช.น.และตนไม่ปกป้องใคร.

Tarit not guilty of defaming Suthep - BANGKOK POST Issued date 30 March 2018

POST REPORTERS

Former Department of Special Investigation (DSI) chief Tarit Pengdith and four other individuals and companies have been cleared of defaming former deputy prime minister Suthep Thaugsuban in connection with the police station construction scandal.

The four other defendants were Worasak Prayoonsook, editor of Maticho n newspaper, Suriwong Aurepatipan, editor of Khaosod newspaper, Matichon Pcl and Khaosod Pcl.

Mr Suthep took legal action after a series of press conferences held by Mr Tarit from Feb 27 to March 5, 2013, in which he suggested the then deputy premier was ultimately responsible for the failure of a multi-billion baht project to build 396 police stations.

The Criminal Court yesterday said Mr Tarit, who served as DSI chief at the time, had the right to hold the press conferences to examine or raise doubts over irregularities in the project as it had drawn huge public attention.

As for the four other defendants, the court said the two editors and the newspapers merely published what Mr Tarit said with the aim of criticising Mr Suthep fairly given his position in the government.

Their act was in line with their duty as members of the media, the court said.

The four had no conflicts with Mr Suthep, so there was no reason for them to exploit the media to attack the then deputy prime minister, the court noted.

In 2013, the National Anti-Corruption Commission (NACC) set up a panel to determine if Mr Suthep had breached Section 157 of the Criminal Code by committing misconduct or dereliction of duty regarding his handling of the 6.67 billion baht project to construct the 396 police stations under the Democrat Partyled government.

Many police stations were left unfinished when PCC Development & Construction, the sole contractor, allegedly abandoned the project.

According to an NACC probe, Mr Suthep authorised a change in the terms of reference which led to the project being awarded to the firm in 2009.

Mr Suthep later denied the accusations in testimony before the commission in 2015, insisting he had followed a cabinet resolution and guidelines when undertaking the project. He said construction delays were not his fault, adding it was more a matter of poor management and coordination between the Royal Thai Police and the contractor.

NACC secretary-general Worawit Sookboon told the Bangkok Post last month that the NACC has nearly completed its probe into the scandal.

'บิ๊กเจี๊ยบ'เผยกอ.รมน. จัดทีมลงใต้ตรวจทุจริต - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

บก.ทบ.- ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จัดซื้อเครื่องกรองน้ำพลังงานในราคาแพง และไม่ตอบโจทย์ประชาชนในการใช้งานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เรื่องนี้หากมีประเด็นการร้องเรียนในกิจกรรมใดๆ จะมีเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบซึ่งขณะนี้ตนยังไม่รู้รายละเอียดว่าเป็นกรอบงานที่เกี่ยวข้องกับศอ.บต. แต่ในกรณีนี้นายกฯ ได้สั่งการไปยัง กอ.รมน. ให้ส่งทีมงานลงไปตรวจสอบ ในเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนเรื่องทุจริต ในทุกเรื่อง ซึ่งทาง กอ.รมน.ส่งสำนักงานจเรกอ.รมน. ร่วม ปอท. จัดส่งทีมลงไป เพื่อทำรายละเอียดเรื่องนี้ 2-3 วันนี้ ซึ่งอาจจะรวมเรื่องเครื่องกรองน้ำนี้ไปด้วย ซึ่งในเวลานี้นายกฯ เน้นย้ำมาก เรื่องของการทุจริต หากมีการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ต้องลงไปตรวจสอบทันที

พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวยืนยันว่า ปัญหาทุจริต ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายการบริหารงานรัฐบาลและ คสช. นั้น คงไม่เกี่ยว เพราะบางเรื่องมีมานานแล้ว หากเราเร่งรัดการตรวจสอบหรือเปิดช่องทางให้ร้องทุกข์ ซึ่งปัจจุบันการร้องเรียนสามารถทำได้ง่าย ดังนั้นเราก็มีข้อมูลมากขึ้น เมื่อลงไปตรวจสอบ หากมีข้อเท็จจริงก็ไปดำเนินการ ซึ่งเราก็ต้องช่วยกันในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการทุจริต ตรงไหนที่มีข้อมูลข้อร้องเรียนมาที่ภาครัฐซึ่งตนได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ว่าต้องดำเนินการทุกเรื่องโดยโปร่งใสและหากมีการร้องเรียนก็ต้องดำเนินการตรวจสอบทันที

พล.อ.เฉลิมชัย ระบุว่า การที่มีความเข้มงวดเรื่องการทุจริตซึ่งตรงกับความต้องการของประชาชน ที่ต้องการให้แก้ไขปัญหาเรื่องทุจริต คอร์รัปชันเป็นประเด็นแรกในการดำเนินการ ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาก็ดำเนินการอยู่แล้วแต่ในปัจจุบันคือเร่งรัดให้เป็นรูปธรรม ทางนายกฯ เอง พยายามจัดรูปแบบของทีมงานลงไปตรวจสอบในทุกเรื่องอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ หากมีการร้องเรียนในประเด็นไหน ทีมงานต้องตรวจสอบ จะลงไปดูหากมีความชัดเจน ในส่วนการใช้งานภาพรวม กอ.รมน. ก็ไปกำกับดูแลการใช้งบประมาณของทุกภาคส่วนอยู่แล้ว แต่ถ้ามีการร้องเรียนในประเด็นไหนขึ้นมาเราก็จะลงไปดูในประเด็นนั้น เป็นกรณีไป

คอลัมน์ กระจก8หน้า: ปราบทุจริตหรือคิดไม่ซื่อ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

คนชายขอบ

"ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะให้ข้อมูลข่าวสารว่า รัฐบาลชุดนี้มีการทุจริต ประพฤติมิชอบเป็นจำนวนมาก ต้องเรียนว่า เรื่องทุจริตประพฤติมิชอบมีเรื่องแบบนี้มาเป็นเวลานานแล้วและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะเป็นองค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร ข้าราชการชุดนี้ก็ยังคงเป็นชุดเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดขึ้นก็มีแน่นอน เพียงแต่ว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงเอาจัง จึงปรากฏผลให้เห็นเป็นคดีจำนวนมาก"

ข้อความข้างต้นเป็นคำพูดของพล.ท.สรรเสริญแก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กล่าวไว้ในการแถลงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)และผลการประชุมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป็นการเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่องแถลงผลการประชุมของคสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้เสนอแนะมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ ซึ่งหลังประชุม คสช.เสร็จได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้ ครม. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณา และ ครม.มีมติเห็นชอบตามนั้น

ขอสรุปมาตรการที่ คสช.เสนอในกระดาษ 2 แผ่นสั้นๆได้ความว่า ในกรณีที่มีการร้องเรียนการทุจริต ให้ส่วนราชการต้นสังกัดตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้เสร็จภายใน 7 วัน จากนั้นให้รายงานผลต่อหัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรีเจ้าสังกัด และตรวจสอบให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน

ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบแล้วมีข้อมูลเบื้องต้นที่พอเชื่อได้ว่าจะเป็นไปตามข้อร้องเรียนให้หัวหน้าส่วนราชการดำเนินการปรับย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว และหากเป็นเรื่องร้ายแรงและมีผลต่อคดีต้องย้ายให้พ้นจากกระทรวงเดิม เช่นไปอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งรองรับข้าราชการระดับสูงจำนวน 100 ตำแหน่ง ส่วนรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนมีตำแหน่งรองรับอยู่ 50 ตำแหน่ง

เมื่อมีหลักฐานชัดเจนพอที่จะชี้มูลความผิดได้ให้หัวหน้าส่วนราชการดำเนินการทางวินัยโดยทันที เช่น การตัดเงินเดือน หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนโดยไม่ต้องรอผลของคดีอาญา

นอกจากนี้ ผู้บังคับบัญชา หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เกิดเรื่องขึ้นต้องให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ กรณีที่เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงแต่ไม่ถึงขั้นให้ปลดออกหรือไล่ออก ให้ปรับย้ายจากตำแหน่งเดิมและห้ามย้ายกลับหรือแต่งตั้งสูงขึ้นภายใน 3 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาคิดบัญชีแค้นกับพยาน

มาตรการครั้งนี้จะด้วยเจตนาดีของ คสช.และรัฐบาลตั้งใจที่จะปราบปรามการทุจริตอย่างเอาจริงเอาจังในแวดวงราชการหรือจะมีเจตนาแอบแฝงหวังใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานคนของฝ่ายตรงข้าม หรือคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ รวมถึงคนที่เห็นต่างก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ลำพังคำพูดเพื่อตีกินทางการเมืองหรือเพื่อลดกระแสโจมตี คงไม่ได้ทำให้เห็นคล้อยตามได้อย่างสนิทใจ

โดยเฉพาะในแวดวงทหาร ตำรวจ มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่ปลูกฝังกันมานาน หากใช้ความสัมพันธ์ที่มีไปในทางที่ดีก็จะก่อให้เกิดพลังสร้างสังคมให้น่าอยู่แต่หากช่วยเหลือกันในทางที่ผิด ยึดติดแน่นกับระบบอุปถัมภ์ ก็จะยิ่งสร้างความหวาดระแวงให้กับสังคม และนำไปสู่วิกฤติศรัทธาในที่สุด.

ไทยโพสต์: สอบทุจริตเงินคนจน กับความคาดหวังของสังคม - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

การเดินหน้าตรวจสอบเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินช่วยเหลือคนจน คนยากไร้ ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กำลังเดินหน้าตรวจสอบอยู่ในตอนนี้ มีความคืบหน้าเป็นระยะ

ผลการประชุมบอร์ด ป.ป.ท. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เปิดเผยว่า ป.ป.ท.มีมติ ตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิดของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 8 ศูนย์ ประกอบด้วย ศูนย์จังหวัดตรัง กระบี่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ นครพนม และชัยภูมิ นอกจากนี้ยังตั้งอนุกรรมการไต่สวนสหกรณ์สันกำแพง จ.เชียงใหม่ นิคมสร้าง ตนเอง จ.บุรีรัมย์ โดยมีผู้ถูกกล่าวหา 49 คน รวมบุคคลที่ถูกกล่าวหาที่มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้วก่อนหน้านี้ รวมทั้งสิ้น 94 คน

ที่น่าสนใจ พล.ต.อ.จรัมพรให้ข้อมูลว่า ในการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจสอบการทุจริตของศูนย์คนไร้ที่พึ่งบางแห่งพบอุปสรรคจาก ผอ.ศูนย์เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยาน หลักฐาน ทำให้ยากต่อการสอบสวน บอร์ด ป.ป.ท.จึงมีมติทำหนังสือไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้ย้าย ผอ.ศูนย์ จ.ตรัง ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ออกนอกพื้นที่ ส่วน จ.นครพนม มี ผอ.โรงเรียนเข้ามาสนับสนุนการกระทำความผิดและคุกคามพยาน จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการย้ายออกจากพื้นที่เช่นกัน โดยการเสนอให้ย้ายออกนอกพื้นที่เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน โดยยึดตามแนวมติคณะรัฐมนตรี ที่เปิดช่องให้สามารถเสนอย้ายผู้ที่มีพฤติการณ์เบี่ยงเบนพยานหลักฐานเพื่อปกปิดความผิดออกนอกพื้นที่ได้

พล.ต.อ.จรัมพร อดีต ผช.ผบ.ตร. ยังตั้งข้อสังเกตการทุจริตดังกล่าวด้วยว่า การกระทำทุจริตทั้ง 53 จังหวัด ถือเป็นอาชญากรรมที่ทำอย่างต่อเนื่อง มีแบบแผนเดียวกันและทำเป็นระบบ เชื่อว่าไม่ใช่ระดับล่างเท่านั้นที่เกี่ยวข้อง เพราะการจะทำเป็นระบบได้ น่าเชื่อว่าต้องมีการกำหนดเป็นแนวปฏิบัติ ที่สามารถประกอบอาชญากรรมเหมือนๆ กัน

ก่อนหน้านี้ การตรวจสอบของ ป.ป.ท.พบว่ามี 53 จังหวัดที่พบการทุจริตงบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ประกอบด้วย ขอนแก่น เชียงใหม่ บึงกาฬ หนองคาย สุราษฎร์ธานี ตราด น่าน สระแก้ว อุดรธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กระบี่ ตรัง ร้อยเอ็ด ยะลา พัทลุง ชุมพร สุรินทร์ อ่างทอง พิษณุโลก ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สงขลา นราธิวาส มหาสารคาม ลำพูน นครราชสีมา อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี นครพนม กาฬสินธุ์ พิจิตร ราชบุรี นครปฐม มุกดาหาร ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก อุทัยธานี สตูล ลพบุรี หนองบัวลำภู ศรีสะเกษ กำแพงเพชร พังงา สกลนคร จันทบุรี เลย ชลบุรี ภูเก็ต และปัตตานี ส่วนที่บอร์ด ป.ป.ท.อนุมัติไต่สวนแล้ว 9 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น บึงกาฬ หนองคาย น่าน ตราด สุราษฎร์ธานี เชียงราย และอุบลราชธานี

การเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นของ ป.ป.ท. ถือเป็นเรื่องดี และได้แรงเชียร์จากหลายฝ่ายไม่น้อย โดยเฉพาะกระแสสังคมที่รับไม่ได้กับการทุจริตเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ คนด้อยโอกาส ที่เรียกกันว่าเงินคนจน ที่ก็เป็นเงินภาษีของประชาชนที่นำไปจัดสรรช่วยเหลือคนด้อยโอกาสในเรื่องต่างๆ แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องและทำเป็นขบวนการ โดยเชื่อว่าไม่ได้ทำกันปีสองปี แต่น่าจะทำกันมานานแล้ว และ เชื่อว่าน่าจะมีผู้บริหารในส่วนกลางเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์ด้วย จึงทำให้หลายฝ่ายต้องการให้ทั้ง ป.ป.ท.และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดทั้งทางวินัยและอาญาอย่างจริงจัง รวดเร็ว เพราะปัจจุบันรัฐบาลและ คสช.มีกลไกสนับสนุนให้การป้องกันและเอาผิดคนทุจริตมีให้เลือกใช้หลายกลไก ไม่ใช่แค่มาตรา 44 เท่านั้น

อย่างเช่นที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมร่วมระหว่าง คสช. และ ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถึงมาตรการการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราช การว่า คสช.ได้เสนอแนวทางมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการแก่รัฐบาล ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบ โดยมีรายละเอียดคือ ที่ผ่านมาเมื่อมีการร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือมีข้อมูลข่าว สารเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ ขอให้หน่วยงานราชการโดยเฉพาะหัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ เริ่มต้นการตรวจสอบโดยทันที โดยกำหนดเวลาให้เริ่มต้นการตรวจสอบภายใน 7 วันนับแต่ได้รับข้อมูล และดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากพบข้อมูลเบื้องต้นที่ทำให้พอเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ให้หัวหน้าหน่วยงานราชการดังกล่าวพิจารณาการดำ เนินการปรับย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องไปดำรงตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว

พล.ท.สรรเสริญกล่าวถึงเรื่องนี้อีกว่า หากเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงอาจหมุนเวียนอยู่ในกระทรวงเดิม แต่หากเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรง หรือหากยังอยู่ในกระทรวงเดิมอาจส่งผลต่อพยานหลักฐาน ให้ปรับย้ายออกจากกระทรวงเดิมไปหน่วยงานอื่น อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันมีการเปิดตำแหน่งรองรับตำแหน่งข้าราชการระดับสูง 100 ตำแหน่ง และหากตรวจสอบพบมีหลักฐานชัดเจนจนสามารถชี้มูลความผิดได้ ให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นดำเนินการทางวินัยทันที โดยไม่ต้องรอผลคดีอาญาแต่อย่างใด

เมื่อรัฐบาล คสช.มีกลไก อำนาจในมือให้เลือกใช้หลายช่องทางในการป้องกันปราบปรามทุจริต หลายภาคส่วนจึงต้องการเห็นการดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดเรื่องทุจริตเงินคนจนรวมถึงการทุจริตเรื่องอื่นๆ อย่างรวดเร็ว จริงจัง แต่ต้องเป็นธรรม ไม่มีการกลั่นแกล้ง.

รวบ'พ.ต.ท.'ทุจริตค่าปรับสิบล้อควันดำ - มติชน ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม นายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ควบคุมตัว พ.ต.ท.สุรศักดิ์ หรือสิทธิโชติ ศรีสวัสดิ์กุล อดีตสารวัตรจราจรกลาง มาที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี เพื่อส่งดำเนินคดีตามหมายจับ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานทำการเบียดบังทรัพย์สินเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147

การเข้าจับกุมครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช.กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบพฤติกรรมว่า ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สุรศักดิ์ทำการตรวจจับรถบรรทุกควันดำ ตามกฎหมายเจ้าหน้าที่จะได้รับส่วนแบ่งจากค่าปรับ 50 เปอร์เซ็นต์ หากเป็นการจับกุมโดยมีผู้แจ้งเบาะแส ทางตำรวจจะได้ส่วนแบ่ง 35 เปอร์เซ็นต์ และ ผู้แจ้งเบาะแสอีก 35 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนำเข้าส่งรัฐ แต่ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สุรศักดิ์ได้ทำหลักฐานเท็จ อ้างว่ามีผู้แจ้งเบาะแสทุกครั้งทั้งที่เป็นการตั้งด่านจับกุมของตำรวจเอง จากรายงานพบว่า ที่ผ่านมามีวงเงินค่าปรับกว่า 8 ล้านบาท และมีส่วนต่างที่ยักยอกไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.เคยชี้มูลความผิดนายตำรวจคนนี้แล้วทำให้ต้องออกจากราชการ และมีหมายจับเมื่อปี 2559 แต่เนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนี จึงสืบสวนติดตามจับกุม สามารถควบคุมตัวได้ที่ห้องพักย่านเตาปูน คดีนี้จะหมดอายุความในเดือนเมษายนนี้ ทั้งนี้ ป.ป.ช.ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวส่งพนักงานอัยการ เพื่อส่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป หากไม่ทันภายในวันนี้จะส่งตัวไปวันที่ 30 มีนาคมนี้ เวลา 11.00 น.

อุทธรณ์จำคุกโกงบีบีซี'เอกชัย'โดนหนัก20ปี - แนวหน้า ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก "เอกชัย อธิคมนันทะ" อดีตผช.กก. ผจก.ใหญ่บีบีซียักยอกทรัพย์-พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ กับพวก 2 ปี 16 เดือน-20 ปี ส่วน "เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์" จำหน่ายคดีออกจากสารบบความหลังจากเสียชีวิตแล้ว

ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีหมายเลขดำที่ 1827/2552 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 3 และธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด (มหาชน) (บีบีซี) เป็นโจทก์และโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ หรือ เสี่ยตั้ว อดีตกก.ผจก.ใหญ่บีบีซี (เสียชีวิตแล้ว) กับพวกรวม 31 คน เป็นจำเลยในความผิด ฐานยักยอก, พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ มาตรา 307, 308, 311 ประกอบมาตรา 315

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแก้ให้ จำคุกนายเอกชัย อธิคมนันทะ อดีตผช.กก.ผจก.ใหญ่บีบีซี จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 20 ปี, จำคุกนายวันชัย ธรรมธิติวัฒน์ อดีตผอ.สำนักบริหารเงินและวิเทศทนกิจ และอดีตผช.กก.ผจก. จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 20 ปี, จำคุก นายพลพจน์ ตินมุสิก จำเลยที่ 9 เป็นเวลา 20 ปี, จำคุกนายสุนทร เรืองจรัสเสถียร จำเลยที่ 10 เป็นเวลา 5 ปี, จำคุกนายไพโรจน์ ซึ่งศิลป์ อดีต กก.ผจก.บริษัทอเมริกันแสตนดาร์ด จำเลยที่ 12 เป็นเวลา 15 ปี, จำคุก ม.ร.ว.ดำรงเดช ดิศกุล อดีตผู้บริหารอาวุโส สำนักบริหารเงินและวิเทศกิจบีบีซี จำเลยที่ 16 เป็นเวลา 2 ปี 16 เดือน, จำคุก น.ส.จันทนา สุขุมานนท์ ที่ปรึกษา ปูนอินทรี-บริษัท ปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 18 เป็นเวลา 2 ปี 16 เดือน, จำคุกนายฉัตรชัย บุญรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 28 เป็นเวลา 20 ปี, จำคุกนายยุทธฉัตร บุญรัตน์ จำเลยที่ 29 เป็นเวลา 20 ปี, จำคุกนายดิเรก ศรีพิพัฒน์ จำเลยที่ 31 เป็นเวลา 20 ปี และจำคุก นายศักรพันธ์ เอี่ยมเอกดุลย์ จำเลยที่ 19 เป็นเวลา 2 ปี 16 เดือน

โดยจำเลยผู้ที่ถูกหมายขังทั้ง 11 คนดังกล่าว ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ส่วน นายเกริกเกียรติ เสียชีวิตศาลจึงได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ดังกล่าวมีความยาวกว่า 500 หน้า โดยมีการนัดอ่านคำพิพากษาตั้งแต่ช่วงเช้าของ วันที่ 28 มีนาคม และอ่านเสร็จในช่วงเย็นวันเดียวกัน

คอลัมน์ ปรีชา'ทัศน์: การแก้ไขปัญหาทุจริตในวงราชการอย่างเป็นระบบ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

ดร.วิชัย ตันศิริ

ตามที่ได้นำเสนอบทความเรื่องการพัฒนาการเมือง ในคอลัมน์ "ปรีชา'ทัศน์" ในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บัดนี้ได้เกิดการเปิดเผยการทุจริตคอร์รัปชั่นในหลายหน่วยงานที่ค่อนข้างกระทบอารมณ์ของสังคมไทย ตั้งแต่งบสงเคราะห์คนจนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จนกระทั่งถึงการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาอาชีพของกระทรวงศึกษาธิการ สองกรณีดังกล่าวนำไปสู่ความ ตื่นตัวของสังคมไทย ในปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นดังที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ฉะนั้น จึงถึงจังหวะเวลาที่สังคมควรจะได้พิจารณาปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเป็นระบบ และช่วยกันเสนอแนะวิธีการแก้ไข หรือลดความรุนแรงของปัญหา

ประการแรก ควรจะได้เห็นตรงกันเสียก่อนว่า ปัญหามะเร็งร้ายตัวนี้จะต้องแก้ทั้งระบบและคน นัยหนึ่ง ระบบที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ และ "คน" ผู้อ่อนด้อยทางศีลธรรมและจริยธรรม ขาดจิตสำนึกของผลประโยชน์สาธารณะ จะต้องพิจารณาทั้งระบบและ คนผู้มีบทบาทในระบบ

ในสังคมไทย หรือในระบบราชการ ได้พยายามจัดระบบเพื่อป้องกัน/ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น ระบบการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน จะต้องใช้จ่ายตามจุดประสงค์ของการอนุมัติงบประมาณดังกล่าว และจะต้องมีรายงานการใช้จ่ายงบประมาณ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง ก็จะต้องมีกฎระเบียบควบคุม กำกับการปฏิบัติงาน เป็นต้น

แต่กรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเสมาพัฒนาอาชีพ และงบสงเคราะห์คนจน มีระบบการควบคุมการใช้จ่าย เงินอย่างไร จึงเกิดการยักยอกเงินดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายปีสาธารณชนต้องการทราบข้อเท็จจริงประเด็นนี้เป็นเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการพิจารณาปรับปรุงแก้ไข (ปฏิรูป) ระบบราชการเพื่อลดปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ควรจะพิจารณาจากภาพกว้างอย่างเป็นระบบ เช่น ความสัมพันธ์ ระหว่างระบบอุปถัมภ์กับการทุจริตประพฤติมิชอบ, ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ของข้าราชการ (ระบบการจัดขั้นบันไดของเงินเดือนและระบบสวัสดิการ) กับสภาพเศรษฐกิจของสังคม,ระบบการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งน่าจะมีทั้งประเด็นการออกกฎระเบียบ ประเด็นการใช้ดุลยพินิจ และประเด็น ความล้าหลัง (ไม่ทันสมัย) ของกฎระเบียบ และควรที่จะมี หน่วยงานที่คอยวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการทำงาน (ในแง่การ ใช้เงินคุ้มค่าและตรงประเด็นปัญหา) ประจำกรมต่างๆ

ระบบ/และหน่วยงานดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างของการพิจารณาระบบการบริหารในมุมกว้าง นอกเหนือจาก ที่เรามีหน่วยงาน เช่น ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. อยู่แล้ว และทั้งสองหน่วยงานนี้ก็ยังมีช่องว่างให้เติมเต็มได้อีก

ที่สำคัญ นอกจากการแก้ไขปรับปรุง พัฒนาระบบ ความสำคัญเรื่อง "คน" น่าจะมาอันดับหนึ่ง ระบบจะดำเนินไปได้ก็เพราะคน และแม้ไม่มี "ระบบ" (กลไก, ระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้) หาก "คน" มีทั้งคุณธรรม ความเฉลียวฉลาด ปฏิภาณไหวพริบ ก็สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ของชีวิตได้ และจัดระบบขึ้นรองรับภายหลัง สติปัญญาและทักษะความสามารถของคนผู้ได้ชื่อว่า "Homo Sapiens" (มนุษย์ผู้มีปัญญา) จึงมีความสำคัญอันดับหนึ่ง และการสร้างคนก็สมควรที่จะยึดถือ กรอบของมรรคแปด (คือ ศีล สมาธิ ปัญญา) เป็นแกนหลัก โดยเพิ่มจุดเน้นสำหรับยุคสมัยที่จะต้องปรับตัวเป็นสังคม-การเมืองแบบประชาธิปไตยและยุคไอที

ปัญหาของเราก็คือ ผู้กำหนดนโยบายทางการศึกษา (โดยเฉพาะทางหลักสูตร-กระบวนการเรียนการสอน) อาจ ไม่เข้าใจประเด็นของการสร้างพลเมืองให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต ของสังคมประชาธิปไตย ซึ่งในบริบทของไทยน่าจะปรับให้ใกล้เคียงกับ "ธรรมาธิปไตย" คือสร้างพลเมืองให้มีธรรม และ วิถีทางของการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่มีเหตุผล/คุณธรรม- ความรู้ ในรัฐศาสตร์ (สาขาพฤติกรรมศาสตร์) จึงเรียกแนวคิดนี้ว่า "วัฒนธรรมการเมือง" (Political Culture)

ที่เรียกว่า "วัฒนธรรมทางการเมือง" เพราะจะประกอบด้วย วิถีชีวิตของสังคมการเมือง (ระบบคุณค่า, อุดมการณ์, การประพฤติปฏิบัติ) ที่เคารพต่อหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ตลอดจน กระบวนการตัดสินใจที่ยึดทั้งเหตุผลและเสียงส่วนใหญ่ หรือนัยหนึ่ง เป็น "สุภาพบุรุษ" ในสังคมการเมือง มิใช่ "นักเลงอันธพาล" หรือทำตัวเสมือน "เจ้าพ่อ" หรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง แต่ต้องเคารพกฎหมายของบ้านเมือง เท่าเทียมกับประชาชนทุกๆ คน

วัฒนธรรมประชาธิปไตย เช่นนั้น ยังไม่เป็นปทัฏฐาน (Norm) ของสังคมไทย หากเป็นปทัฏฐานแนวประพฤติปฏิบัติสำหรับนักการเมือง โดยส่วนรวมแล้ว คงไม่เกิดวิกฤติที่นำไปสู่การยึดอำนาจเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557

และหาก "วัฒนธรรมประชาธิปไตย" ได้ฝังเป็นอุปนิสัยของเยาวชนไทย เชื่อแน่ได้ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจะลดน้อยลงอย่างน่าพอใจ เพราะความตื่นตัวของสังคมและของคนรุ่นใหม่ ด้วยระบบ "โซเชียลมีเดีย" ดังปัจจุบัน จะสร้างกระแสกดดันมิให้นักการเมือง/และข้าราชการสมคบกันโกงชาติ โกงแผ่นดินดังที่ได้กระทำกันมาในอดีต

การปฏิรูปการศึกษาในยุค คสช.จึงควรให้ความสำคัญต่อการสร้าง วัฒนธรรม "ธรรมาธิปไตย" สำหรับพลเมืองทุกคน ทั้งในโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน สร้างทั้งความประพฤติ ให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจในวิถีทาง ของระบอบประชาธิปไตย ที่มีธรรมะเป็นตัวนำ

จึงควรที่จะได้ปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างพลเมืองเพื่อธรรมาธิปไตย ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ควรจัดให้มีโรงเรียนสอนศาสนา (พุทธ และอื่นๆ) ในวันเสาร์- วันอาทิตย์ เพื่อสอนศาสนาภาคเช้า (หรือบ่าย) และวิชาการ อื่นๆ-คณิตศาสตร์ ภาษา ฯลฯ ควรจัดการศึกษาผู้ใหญ่ในหมู่บ้านชนบทตามวิถีทาง จัดกลุ่มเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข (Self-help และ Selfdevelopment ) เพื่อนำไปสู่ "Political Literacy " (การสร้างความเข้าใจ ก. ข. ค. ของการเมือง และระบบการเมือง) หลักสูตรดังกล่าวน่าจะป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ทุจริตการใช้จ่ายเงินเพื่อฝึกอาชีพให้ผู้ตกงานและยากไร้

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการศึกษาสำหรับมวลชนเพื่อสร้างสังคมธรรมาธิปไตย อาจเป็นฐานสำคัญเพื่อรองรับสังคมธรรมาธิปไตยในอนาคต แต่กุญแจดอกสำคัญที่จะก่อให้เกิดมรรคผลคือ กลุ่มบุคคล (ซึ่งอาจมีเพียงจำนวนหนึ่งเป็นส่วนน้อยของมวลชน) ซึ่งจะไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้นำของสังคมทั้งในวงราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และสังคม ที่สำคัญคือ ภาคการเมือง จะมีกลวิธีสร้างผู้นำเหล่านี้อย่างไร เป็นประเด็นที่น่าคิดอย่างยิ่ง

คอลัมน์ กระจก8หน้า: ปราบทุจริตหรือคิดไม่ซื่อ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

คนชายขอบ

"ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะให้ข้อมูลข่าวสารว่า รัฐบาลชุดนี้มีการทุจริต ประพฤติมิชอบเป็นจำนวนมาก ต้องเรียนว่า เรื่องทุจริตประพฤติมิชอบมีเรื่องแบบนี้มาเป็นเวลานานแล้วและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะเป็นองค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร ข้าราชการชุดนี้ก็ยังคงเป็นชุดเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดขึ้นก็มีแน่นอน เพียงแต่ว่ารัฐบาลชุดนี้เอาจริงเอาจัง จึงปรากฏผลให้เห็นเป็นคดีจำนวนมาก"

ข้อความข้างต้นเป็นคำพูดของพล.ท.สรรเสริญแก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กล่าวไว้ในการแถลงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)และผลการประชุมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป็นการเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่องแถลงผลการประชุมของคสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้เสนอแนะมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ ซึ่งหลังประชุม คสช.เสร็จได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้ ครม. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณา และ ครม.มีมติเห็นชอบตามนั้น

ขอสรุปมาตรการที่ คสช.เสนอในกระดาษ 2 แผ่นสั้นๆได้ความว่า ในกรณีที่มีการร้องเรียนการทุจริต ให้ส่วนราชการต้นสังกัดตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้เสร็จภายใน 7 วัน จากนั้นให้รายงานผลต่อหัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรีเจ้าสังกัด และตรวจสอบให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน

ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบแล้วมีข้อมูลเบื้องต้นที่พอเชื่อได้ว่าจะเป็นไปตามข้อร้องเรียนให้หัวหน้าส่วนราชการดำเนินการปรับย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว และหากเป็นเรื่องร้ายแรงและมีผลต่อคดีต้องย้ายให้พ้นจากกระทรวงเดิม เช่นไปอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งรองรับข้าราชการระดับสูงจำนวน 100 ตำแหน่ง ส่วนรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนมีตำแหน่งรองรับอยู่ 50 ตำแหน่ง

เมื่อมีหลักฐานชัดเจนพอที่จะชี้มูลความผิดได้ให้หัวหน้าส่วนราชการดำเนินการทางวินัยโดยทันที เช่น การตัดเงินเดือน หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนโดยไม่ต้องรอผลของคดีอาญา

นอกจากนี้ ผู้บังคับบัญชา หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เกิดเรื่องขึ้นต้องให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ กรณีที่เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงแต่ไม่ถึงขั้นให้ปลดออกหรือไล่ออก ให้ปรับย้ายจากตำแหน่งเดิมและห้ามย้ายกลับหรือแต่งตั้งสูงขึ้นภายใน 3 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาคิดบัญชีแค้นกับพยาน

มาตรการครั้งนี้จะด้วยเจตนาดีของ คสช.และรัฐบาลตั้งใจที่จะปราบปรามการทุจริตอย่างเอาจริงเอาจังในแวดวงราชการหรือจะมีเจตนาแอบแฝงหวังใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานคนของฝ่ายตรงข้าม หรือคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ รวมถึงคนที่เห็นต่างก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ลำพังคำพูดเพื่อตีกินทางการเมืองหรือเพื่อลดกระแสโจมตี คงไม่ได้ทำให้เห็นคล้อยตามได้อย่างสนิทใจ

โดยเฉพาะในแวดวงทหาร ตำรวจ มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่ปลูกฝังกันมานาน หากใช้ความสัมพันธ์ที่มีไปในทางที่ดีก็จะก่อให้เกิดพลังสร้างสังคมให้น่าอยู่แต่หากช่วยเหลือกันในทางที่ผิด ยึดติดแน่นกับระบบอุปถัมภ์ ก็จะยิ่งสร้างความหวาดระแวงให้กับสังคม และนำไปสู่วิกฤติศรัทธาในที่สุด.

คอลัมน์ ต่างประเทศ อินโดจีน: ลาวกับคอร์รัปชั่น - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

ดูเหมือนว่าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า สภาวะคอร์รัปชั่นในลาวย่ำแย่ลงกว่าเดิมเมื่อ ปี่ที่ผ่านมา "ทุกฝ่าย" ที่ว่านี้ มีตั้งแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เรื่อยไปจนถึงองค์กรอิสระระหว่างประเทศที่จัดทำดัชนีชี้สภาวะคอร์รัปชั่นในนานาประเทศเป็นประจำทุกปีอย่าง ทรานสแพเรนซี อินเตอร์เนชั่นแนล กับประชาชนคนเดินดินทั่วไป

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ปรับลดอันดับความโปร่งใสของลาวลดลง 12 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 135 จากจำนวนทั้งหมด 180 ประเทศ

กลางเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของลาวรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ บอกกับวิทยุเอเชียเสรีว่า เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา ทางการลาวสูญเสียผลประโยชน์ไปให้กับการคอร์รัปชั่นตลอดทั้งปีรวมเป็นเงิน 50 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,558 ล้านบาท สูงขึ้นกว่ามูลค่าคอร์รัปชั่นรวมเมื่อปีก่อนหน้านั้นถึง 3 เท่าตัว

เวียงจันทน์ไทม์ส รายงานไว้ในวันที่ 15

มีนาคมเช่นกันว่า เฉพาะในส่วนของโครงการเพื่อการพัฒนาทั้งหลายของรัฐ เกิดการ "ละเมิดกฎหมาย" และ "ละเมิดวินัยทางการคลัง" ขึ้นโดยทั้ง "หน่วยงานของรัฐ" และ "ภาคเอกชน" รวมแล้วทำให้รัฐสูญเสียเงินคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านกีบ หรือราว 1,395 ล้านบาท

บุนทอง จิดมะนี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับหน้าที่เป็นประธานสำนักงานต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติลาวอีกตำแหน่งบอกไว้ในที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วอย่างตรงไปตรงมาว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างในลาว ยิ่งนับวัน "ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ"

"ตัวอย่างเช่น ต้นทุนการตัดถนนระยะทาง 1 กิโลเมตรนั้นอยู่ที่เพียง 400,000 ดอลลาร์ แต่รัฐบาลต้องจ่ายเงินเพื่อการนี้ไปถึง 1.7 ล้านดอลลาร์ นั่นคือรัฐต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ถึง 1.3 ล้านดอลลาร์"

รัฐบาลลาวพยายามจัดการกับการคอร์รัปชั่น ภายในประเทศอยู่บ้าง อย่างเช่น เมื่อเดือนพฤศจิกายน ผู้ว่าการแขวงอัตตะปือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง แถมถูกดำเนินคดีฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบตัดไม้ผิดกฎหมายในพื้นที่

เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหมาดๆ ผู้ว่าการแขวงเซียงขวงทางตะวันออกเฉียงเหนือก็ถูกไล่ออก ด้วยข้อกล่าวหาแบบเดียวกัน

แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ก็ยังคงยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในหลายระดับก็ยังคอร์รัปชั่น กันอย่างกว้างขวาง

เกิดการฉ้อฉลขึ้นในโครงการเพื่อการพัฒนาหลายๆ โครงการเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ซื่อเหล่านั้นยักยอกเงินและทรัพย์สินของรัฐ เงินที่จัดสรรไว้สำหรับโรงเรียนและบริการสาธารณสุขทั้งหลายทั่วประเทศ

ชาวเวียงจันทน์สามัญธรรมดารายหนึ่งยืนยันว่า คอร์รัปชั่นมีให้เห็นกันทั่วไป จนแทบกลายเป็นประเพณีไปแล้ว

"อย่างเช่น จะไปขอรับบริการอะไรก็ได้สักอย่าง จำเป็นต้องแนบซองขาวๆ พร้อม 'ค่าน้ำชา' (ราว 200 บาท) ไปด้วยทุกครั้ง ไม่งั้นต้องแกร่วคอยกันอยู่นั่นแหละ"

เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งพูดถึงสาเหตุที่ทำให้คอร์รัปชั่น ระบาดมากขึ้นในขณะนี้ว่า เป็นเพราะการตรวจสอบและกวาดล้างจับกุมของทางการนั้นเพียงลงมือไปที่ "ปลาซิวปลาสร้อย" ไม่เคยจัดการกับ "ปลาใหญ่" เลยสักครั้ง

ชาวบ้านที่อัตตะปือกลับให้เหตุผลไปอีกทาง เขาเชื่อว่าคอร์รัปชั่นในลาวเลวร้ายลงมาก เพราะค่าจ้างเงินเดือนต่ำเกินไป ต่ำจนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

เพราะในเวลาเดียวกันนั้น ทุกคนก็อยากอวด อยากโชว์ความมั่งคั่งหรูหรา ทำให้อยากได้บ้าน .อยากได้รถ ไว้อวดสายตาใครต่อใคร

สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการฉ้อฉล คอร์รัปชั่น เหมือนกันในทุกประเทศ!