You are here

CG and corruptions News - 4 October 2017

เด้ง'ชลธิศ'อธิบดีป่าไม้เข้าทำเนียบ - มติชน

กฎใหม่'ที่นั่งเด็กบริจาคเงิน' สพฐ.ประกาศกติการับนร.ปี61เน้นห้ามเพิ่มห้องเรียน-จำนวนนร.ต่อห้อง - ไทยโพสต์

สั่งจับตา'พานทองแท้'หวั่นหนี - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ หุ้นส่วนประเทศไทย: ความท้าทายผู้ตรวจสอบในองค์กร - โพสต์ทูเดย์

ไม่ผิดอาญา'จำนำข้าว'...คดีแพ่ง'ยิ่งลักษณ์'ฉลุย ? - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม: สำนวนงอก!? - ข่าวสด

คอลัมน์ ไปสู่ถนนดินลูกรัง: การทุจริตของนายก(11) - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ผู้สอบบัญชีตัวร้าย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชั่น: มองทรัมป์ แล้ว มองไทย - แนวหน้า

สั่งขังรองปธน.เอกวาดอร์คดีรับสินบน - ไทยโพสต์

คอลัมน์ หน้าต่างโลก: วาระซ่อนเร้น? - ไทยรัฐ

เด้ง'ชลธิศ'อธิบดีป่าไม้เข้าทำเนียบ - มติชน ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอรับโอนนายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ (นักบริหารระดับสูง) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ครม.อนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอแต่งตั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เป็นกรรมการในคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย แทนตำแหน่งที่ว่าง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ครม.มีมติให้นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ได้ส่ง รายชื่อมายังรัฐบาล ซึ่งไม่ได้ระบุว่ามีการทุจริตเพราะกรณีดังกล่าวอาจจะมีอะไร บางอย่างที่ไม่ถึงกับทุจริตก็ได้ จึงยังไม่ได้ชี้ไปตรงนั้น ทั้งนี้ ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบแล้ว จึงจำเป็นต้องขยับนายชลธิศออกมาก่อนเพื่อให้สามารถเข้าไปตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ได้

นายชลธิศเปิดเผยว่า ตนไม่ทราบถึงสาเหตุการโยกย้ายในครั้งนี้ ยืนยันว่าสาเหตุการโยกย้ายไม่น่าจะมาจากการทำงาน เพราะสนองรับนโยบายของรัฐมนตรีและรัฐบาลทุกข้อ ส่วนเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ กรมป่าไม้ก็เบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2559 อย่างตรงไปตรงมาและดีที่สุด

กฎใหม่'ที่นั่งเด็กบริจาคเงิน'ดูความต่อเนื่อง สพฐ.ประกาศกติการับนร.ปี61เน้นห้ามเพิ่มห้องเรียน-จำนวนนร.ต่อห้อง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * สพฐ.วางแผนรับ นร.ปี 61 "บุญรักษ์" เผยดำเนินการต้องยุติธรรม โปร่งใส กำหนดจำนวน นร.ต่อห้องชัดเจน ประถมไม่เกิน 30 คน มัธยมไม่เกิน 40 คน ไม่อนุมัติขยายห้องเรียนเพิ่ม ส่วนโรงเรียนดังแข่งขันสูงใช้อัตราส่วนสอบ 70 คะแนนโอเน็ต 30 ที่นั่งบริจาคให้ดูความช่วยเหลือต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งมาอุปการะช่วงรับนักเรียน

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรม การการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กพฐ.ได้เห็นชอบแนวทางการรับนักเรียนสังกัด สพฐ.ประจำปี 2561 ที่จะมีการเปิดรับในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2561 โดยเป้าหมายในการรับนักเรียนครั้งนี้คือ เด็กทุกคนต้องมีที่เรียน และจะต้องเน้นเรื่องความยุติธรรม การดำเนินการต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ อีกทั้งยังมีการกำหนดจำนวนการรับนักเรียนต่อห้องอย่างชัดเจน ระดับก่อนประถมศึกษา 30 คนต่อ 1 ห้องเรียน ประถมศึกษา 40 คนต่อ 1 ห้องเรียน และมัธยมศึกษา 40 คนต่อ 1 ห้องเรียน โดยจะไม่มีการขออนุมัติขยายห้องเรียนเพิ่ม สำหรับการสอบคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูง จะใช้คะแนน 2 ส่วน คือ คะแนนสอบร้อยละ 70 และคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ร้อยละ 30 อีกทั้งการประกาศรายชื่อนักเรียนที่ผ่าน จะต้องมีการประกาศทั้งรายชื่อตัวจริงและตัวสำรอง พร้อมทั้งคะแนนสอบด้วย จากนี้ตนจะนำแนวทางการรับนักเรียนปี 2561 เสนอให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พิจารณาก่อนประกาศใช้ด้วย

"เนื่องจาก รมว.ศธ.มีนโยบายว่าจะต้องมีการระบุเงื่อนไขและเงื่อนไขพิเศษในการรับนักเรียนให้ชัดเจน ดังนั้นในการรับนักเรียนปี 2561 โรงเรียนจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ให้ชัด เช่น ผู้มีอุปการคุณอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องแสดงให้เห็นว่ามีความต่อเนื่องจริง ไม่ใช่มาบริจาคแล้วได้รับสิทธิ์ตามเงื่อนไข รวมถึงระบุด้วยว่าเป็นการรับตามเงื่อนไขพิเศษข้อใด และที่สำคัญห้ามโรงเรียนระดมทรัพยากรในช่วงที่มีการรับนักเรียน เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการรับนักเรียน" เลขาฯ กพฐ.กล่าว.

สั่งจับตา'พานทองแท้'หวั่นหนี - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ "ดีเอสไอ"ยันออกหมายเรียก"พานทองแท้"คดีแบงก์กรุงไทยเป็นไปตามขั้นตอน ขณะที่คสช.สั่งจับตาใกล้ชิด หวั่นหนีออกนอกประเทศ

วานนี้( 3 ต.ค) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงกรณีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียก นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 4 คน เข้ารับทราบข้อหาร่วมฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน กรณีทุจริต ปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัดในวันที่ 24 ต.ค.ว่า คดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอน ทั้งนี้ในส่วนของคำร้องจากหลายกลุ่มบุคคล พนักงานสอบสวนก็พร้อมตรวจสอบคำร้องและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้รายงานจากพนักงานสอบสวน ถึงการเดินทาง มารับทราบข้อกล่าวหาว่าจะมาตามกำหนดเรียกหรือไม่อย่างไร แต่หากวันที่ 24 ต.ค. นายพานทองแท้ไม่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน และมีการขอเลื่อน พนักงานสอบสวนก็จะพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นก่อน และจะพิจารณาไปตามกระบวนการออกหมายเรียกและหมายจับตามความเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ เชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินการส่งสำนวนต่ออัยการ ให้ยื่นฟ้องศาลทันในอายุความ ที่หมดในช่วงปลายปี 2561 อย่างแน่นอน

ด้านแหล่งข่าวจากคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้สั่งเจ้าหน้าที่จับตาใกล้ชิด แต่ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ยกเว้นปรากฏชัดว่าตั้งใจจะหนี เจ้าพนักงานอาจร้องขออำนาจศาล ส่วนศาลจะมีคำตัดสินอย่างไร ก็ต้องรอการพิจารณา

ส่วนที่เกรงว่านายพานทองแท้จะหนีเหมือน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แหล่งข่าว ระบุว่าต้องเฝ้าจับตาและไม่ให้หนี ไปได้

คอลัมน์ หุ้นส่วนประเทศไทย: ความท้าทายผู้ตรวจสอบในองค์กร - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

หมายเหตุ : วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2560 สมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย

โลกกำลังเข้าสู่ยุค 4.0 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง เมื่อมองไปข้างหน้า บริบทของโลกที่เราอยู่จะมีลักษณะที่เรียกกันว่า VUCA มากขึ้น คือ ผันผวน (Volatile) ไม่แน่นอน (Uncertain) ซับซ้อน (Complex) และยากจะคาดเดา (Ambiguous)

นอกจากนี้ จะต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ นับเป็น "โจทย์ท้าทาย" ที่ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยกันขบคิดว่าจะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะต่อไปอย่างไรด้วยวิธีใด ผมเชื่อว่าภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่จะเป็นกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่า "ผู้ตรวจสอบภายใน"เป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในภาคธุรกิจที่จะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยความมั่นใจ

เศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ชัดเจนขึ้นสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ดีระดับหนึ่ง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น ทั้งในมิติของประเภทสินค้าและตลาด ส่งออกที่กระจายตัวมากขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในระดับสูงและการบริโภคภาคเอกชนที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายของภาครัฐก็ยังเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ การลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐมีความชัดเจนขึ้น แม้ว่าอาจจะล่าช้าไปบ้าง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังทรงตัวในระดับต่ำและกระจุกในภาคอุตสาหกรรมที่ส่งออกได้ดี

แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มขยายตัวดีขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายมิติ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข จะฉุดรั้งการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญสำหรับอนาคตเศรษฐกิจสังคมไทย มีอย่างน้อย 3 เรื่อง

ปัญหาแรก ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงเมื่อเทียบกับอดีต

ประการที่ 2 ปัญหาความ เหลื่อมล้ำทั้งมิติด้านรายได้และโอกาส

ประการที่ 3 ปัญหาประสิทธิภาพขององค์กรภาครัฐ

การนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายในภาวะที่มีความท้าทายมากขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร "ผู้ตรวจสอบภายใน" จึงต้องเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิด ที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้บริหารและกรรมการยุคใหม่การขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนในโลก VUCA ที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย เราต้องให้ความสำคัญใน 3 เรื่อง คือ การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) การสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunity) และการกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง (Inclusivity) ซึ่งผู้ตรวจสอบภายในสามารถมีบทบาทสำคัญในแต่ละเรื่องได้หลายมิติ ดังนี้

มิติที่ 1 การให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพิ่มบทบาทในการตรวจสอบการปฏิบัติงานด้าน Performance Audit ที่ใช้หลัก 3E คือ Economy Efficiency และ Effectiveness ในการประเมินการใช้ทรัพยากรในโครงการหรือกระบวนงานต่างๆ ขององค์กรว่า มีความคุ้มค่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ผู้ตรวจสอบภายในต้องพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้ตามทันธุรกิจที่เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว

มิติที่ 2 การสร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว (Immunity) โลก VUCA ที่ผันผวนสูงเปลี่ยนแปลงเร็วและยากจะคาดเดา ทำให้การสร้างภูมิคุ้มกันให้องค์กรเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งที่จะเป็นภูมิคุ้มกันองค์กรที่ดีที่สุด คือ วัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง หรือ Risk Culture การที่จะสร้างให้ทุกคนในองค์กรมี Risk Culture

ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันการเงิน ก็อยากเห็นธนาคารพาณิชย์มี Risk Culture เป็นภูมิคุ้มกันเช่นกัน ในปีนี้จึงได้เริ่มทำโครงการสำรวจ รูปแบบวัฒนธรรมองค์กรและการ สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง (Risk Culture) ของสถาบัน การเงินในประเทศไทยขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้กรรมการ ผู้บริหารระดับสูง และพนักงานของธนาคารในทุกระดับชั้น ตระหนักรู้ถึงความสำคัญและเข้าใจถึงวัฒนธรรมองค์กรของตนเอง

มิติที่ 3 การสนับสนุนให้องค์กรตระหนักถึงการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม หรือ Good Corporate Citizen เพื่อให้เกิดการกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง (Inclusivity) ลดการสร้างปัญหาให้แก่สังคม โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือไม่ซ้ำเติมให้ปัญหาที่มีอยู่ในสังคมไทยรุนแรงขึ้น

เราต้องไม่มองว่า ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมไทยเป็นเรื่องของภาครัฐ ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรธุรกิจ เพราะถ้าเรามองไปในระยะยาวจะเห็นว่า ทุกอย่างเกี่ยวโยงกัน จะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น แต่ละองค์กรมีส่วนร่วมสร้างขึ้น และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะกลับมาเป็นปัญหาขององค์กรในอนาคต

กลไกการตรวจสอบตนเองจะเป็นรากฐานของ "การสร้างความไว้วางใจ" กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร (Stakeholder) และนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การกำหนดนโยบายด้านธรรมา ภิบาลและนโยบายด้านความยั่งยืนขององค์กร เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการและผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบต้องให้ความมั่นใจกับคณะผู้บริหารว่านโยบายด้านธรรมาภิบาลอาจครอบคลุมถึงการประเมินและให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ เช่น การส่งเสริมค่านิยมและจริยธรรมองค์กรที่ เหมาะสม จรรยาบรรณขององค์กร การสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงและการควบคุมในองค์กร การดูแลลูกค้า การดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

ในภาคสถาบันการเงิน ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลก็อยากเห็นธนาคารพาณิชย์เป็น Good Corporate Citizen จึงมุ่งหวังให้มีการยกระดับ ธรรมาภิบาลของภาคธนาคาร โดย มุ่งเน้นการทำหน้าที่ของกรรมการและ ผู้บริหารระดับสูงอย่างเต็มความสามารถ มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมเพื่อนำพาองค์กรให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน การสร้างให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง การมีกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง

ตลอดจนการดูแลผู้ใช้บริการทางการเงิน การกำหนดค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม การขายผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าการต่อต้านคอร์รัปชั่นและการธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking) ซึ่งผู้ตรวจสอบภายในของธนาคารจะมีส่วนสำคัญมากในการผลักดันให้ธนาคารเป็น Corporate Citizen ที่ดี

ดังนั้น ผู้ตรวจสอบภายในเป็นกลไกสำคัญของภาคธุรกิจ ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ตรวจสอบภายในจะต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้นในด้านเหล่านี้เพื่อเศรษฐกิจและสังคมไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่าง เข้มแข็งและยั่งยืนเพื่อประโยชน์ในอนาคตของพวกเราทุกคน

ไม่ผิดอาญา'จำนำข้าว'...คดีแพ่ง'ยิ่งลักษณ์'ฉลุย ? - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เกศินี แตงเขียว สำนักข่าวเนชั่น

หลังจากองค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 จำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญา " น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 28"คดีจำนำข้าว ไปเมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา จากการละเลยไม่ดำเนินมาตรการตรวจสอบเข้มข้นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี จนเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ และให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ไปจากการทำ

สัญญาซื้อขายข้าว "จีทูจีเก๊" ซึ่งก่อนหน้านั้น คดีทุจริตระบายข้าว องค์คณะได้พิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 60 ให้จำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์, นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และเอกชนกลุ่มนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักค้าข้าวชื่อดัง ที่ว่ากันว่ามีความสนิทกับ "นายทักษิณ" พี่ชายของอดีต นายกฯ ปู

เมื่อคดีอาญาจบแล้ว ด้วยผลลงโทษในยกแรก!! คิวต่อไป "อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์" ต้องลุ้น!! กับ การต่อสู้คดีปกครองเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายโครงการจำนำข้าวที่ "คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด" มีมติว่า "อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์" จงใจกระทำละเมิดเป็นเหตุให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 และปี 2556/57 เป็นเงิน 178,586,365,141.17 บาท จึงให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนการกระทำของตนในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย ซึ่งคิดเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 และ 10

ซึ่ง "อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์" ได้ตอบโต้กลับด้วยการยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช., รมว.คลัง, รมช.คลัง, ปลัดกระทรวงคลัง ต่อศาลปกครองกลางตั้งแต่ปี 2559 ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ไม่ชอบ โดยอ้างว่าคดีอาญายังไม่ถึงที่สุด กระบวนการชดใช้ค่าเสียหายนั้นยังทำไม่ได้ หรือการยกตัวอย่างการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ในเคสการออกคำสั่งทำธุรกรรมใช้เงินทุนสำรองไปปกป้องค่าเงินบาท (สวอป.) เพื่อปกป้องค่าเงินบาท ที่รัฐบาลในอดีตให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เลือกที่จะใช้วิธีฟ้องคดีต่อศาลแพ่งในระบบศาลยุติธรรม เรียกค่าเสียหาย 186,015,830,720 บาท โดยไม่ใช้วิธีออกคำสั่งตามมาตรา 57 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

และระหว่างศาลรอพิจารณาคดี "อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์" ยังยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพิ่มเติมเมื่อต้นปี 2560 ขอทุเลาการอายัดบ้านและที่ดินเลขที่ 38/9 ซ.นวมินทร์ 111 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. ที่เป็นบ้านพักอาศัยของครอบครัว และที่ดินซึ่งเป็นบ้านพักคนงาน รวมถึงเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้านรวม 2 หลัง กับบัญชีเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในธนาคารกรุงเทพฯ สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารเอ รวม 9 บัญชี เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งกระทรวงการคลังชดใช้เงิน แต่ครั้งแรกศาลปกครองกลางยกคำร้องขอทุเลาคำสั่ง เพราะเห็นว่าขณะนั้นกระทรวงการคลังเพียงแต่มีคำสั่งแจ้งเตือนให้ชำระค่าเสียหายแต่ยังไม่เริ่มการตามสืบหาทรัพย์สินและแจ้งบัญชีทรัพย์สินให้กรมบังคับคดีจัดการอายัด

กระทั่งวันที่ 19 กรกฎาคม 60 "อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์" ขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งกระทรวงคลังครั้งที่ 2 โดยครั้งนี้อ้างถึงบัญชีเงินฝากในธนาคารอย่างน้อย 7 บัญชี ต่อมาเดือนสิงหาคม 60 กระทรวงการคลังได้ส่งเอกสารชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับมาตรการยึดอายัดทรัพย์ถึงเหตุผลการอายัดบัญชี และความจำเป็นการอายัดทรัพย์ รวมถึงรายละเอียดกระบวนการในการยึดทรัพย์ของกรมบังคับคดีถึงศาลแล้ว

โดยขณะนี้องค์คณะเจ้าของสำนวนกำลังรวบรวมข้อเท็จจริงจากเอกสารที่ทั้งสองฝ่ายชี้แจงมา โดยยังไม่มีการไต่สวนบุคคล ซึ่งตามขั้นตอนต้องรอให้ตุลาการผู้แถลงคดีร่วมตรวจดูและทำความเห็นส่วนตนที่ไม่ผูกพันความเห็นองค์คณะ เสนอเข้าสู่องค์คณะเพื่อประกอบการวินิจฉัยที่องค์คณะจะต้องทำคำสั่งชี้ขาดออกมา

แต่เมื่อคดีอาญา ศาลฎีกา มีมติลงโทษความผิด "อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์" ปล่อยปละละเลยตรวจสอบการระบายข้าวจีทูจี จนเกิดการทุจริตขั้นตอนต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตแล้ว แต่เห็นว่าการดำเนิน "โครงการจำนำข้าว" นั้น แม้จะมีข้อบกพร่องการใช้วงเงินเกินกรอบ 5 แสนล้านบาท รวมทั้งปัญหา เช่น การสวมสิทธิข้าว การนำข้าวต่างประเทศเข้ามา การปลอมเอกสาร แต่ก็ใช้ความระมัดระวังสมเหตุสมผลในการตั้งคณะอนุกรรมการ 16 คณะ ตรวจสอบอยู่ อีกทั้งเมื่อพบความเสียหายในขณะดำเนินโครงการ ก็มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันความเสียหายแล้ว จึงเห็นว่ายังไม่มีความผิดต่อการดำเนินโครงการจำนำข้าวนั้นถือว่าเป็นโอกาสทองที่ "อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์" จะหยิบยกประเด็นนี้มาสู้ใหม่อีกครั้งเรื่องการเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท หรือไม่

โดย "นพดล หลาวทอง" ทนายความของอดีตนายกฯ ออกตัวว่า "เท่าที่ทราบคำพิพากษาคร่าวๆ จากเผยแพร่ทางสื่อก็ย่อมแสดงให้เห็นว่ามูลเหตุที่จะให้ชดใช้ความเสียหายตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 และ 10 นั้น ที่กระทรวงการคลัง สรุปจงใจกระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายกระทรวงการคลังนั้น ก็ย่อมจะดำเนินการไม่ได้ เพราะเป็นคนละส่วนกับการระบายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งยังต้องขอดูรายละเอียดคำพิพากษาก่อน โดยการต่อสู้คดีในศาลปกครองก็หวังว่าจะนำประเด็นนี้ไปเสนอให้ศาลวินิจฉัยเพื่อจะประกอบให้ดูมีน้ำหนักยิ่งขึ้นว่าคำสั่งกระทรวงคลังนั้นมิชอบ ซึ่งหากรัฐยังจะเดินหน้าหาความรับผิดต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยอ้างความเสียหายในการระบายข้าวแบบจีทูจีตามคำพิพากษาคดีอาญานั้น รัฐต้องดำเนินการให้ถูกต้องเป็นกระบวนการใหม่ให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องใหม่ มิใช่การนำตัวเลขเดิมข้อกล่าวหาเดิมมาใช้ ที่ผ่านมาทุกอย่างก็ถูกทำเหมือน "หัวมังกุท้ายมังกร" อยู่แล้ว ตอนนี้ในคดีปกครองก็รอให้ศาลมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการขอทุเลาบังคับการยึดอายัดทรัพย์ไว้ ส่วนเนื้อหาคดีหลักว่าคำสั่งกระทรวงคลังชอบหรือไม่นั้น ยังต้องใช้เวลาพิจารณาอีก"

ส่วน "แหล่งข่าว" ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายปกครอง ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ไม่ผิดอาญาในโครงการรับจำนำข้าว แต่อาจผิดหรือไม่ผิดทางแพ่งในการเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวก็ได้ เพราะคดีอาญาเป็นเรื่องของเจตนา ส่วนทางแพ่งเป็นเรื่องประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือเล็งเห็นผลรู้ว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นแต่ไม่นำพา และต้องดูว่าคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการจำนำข้าวที่กระทรวงการคลังตั้งขึ้นมาและได้มีมติให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียายนั้นอาศัยข้อเท็จจริงใดบ้าง ซึ่งอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ยื่นฟ้องก็ได้ ที่ผ่านมามีเยอะแยะที่คดีอาญายกฟ้องแต่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง เพราะพยานหลักฐานในคดีแตกต่างกัน เช่น ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่นำเสนอในคดีอาญาและคดีแพ่งเป็นคนละชุดกัน

"เท่าที่ทราบยอดความเสียหายในโครงการจำนำข้าวและระบายข้าวจีทูจีเป็นคนละยอดกันและไม่มีชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ร่วมรับผิดกับนายบุญทรงกับพวก ในการเฉลี่ยชดใช้ค่าเสียหายในการระบายข้าวจีทูจี เพราะเป็นคนละสำนวนและคณะกรรมการคนละชุดกัน จึงเห็นได้ว่าที่เรียกค่าเสียหายน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวอย่างเดียว ขณะที่คำพิพากษาในคดีอาญาระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันความเสียหายไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการจำนำข้าว และเมื่อพบความเสียหายในขณะดำเนินโครงการก็มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะๆ ดังนั้นโอกาสรอดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็พอมี อย่างไรก็ตามต้องดูว่ามาตรการนั้นเพียงพอในการป้องกันความเสียหายหรือไม่ด้วย ถ้าไม่เพียงพอก็อาจเป็นประมาทเลินเล่อต้องชดใช้ค่าเสียหายได้ แต่ถ้าจะให้น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับการระบายข้าว จีทูจี ก็ต้องออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมชุดใหม่ขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหายในเรื่องระบายข้าวจีทูจีด้วยหรือไม่และหากต้องชดใช้ต้องรับผิดเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่"

สุดท้าย "อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์" จะต้องถูกยึดทรัพย์จนถึงขั้นล้มละลายหรือไม่นั้น ต้องลุ้น คำสั่งศาลปกครองกลาง ก็คงอีกราวๆ 1-2 เดือน ที่จะรู้ผลว่าบัญชีเงินฝากจะได้รับการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ขณะที่เวลาในการสืบหาทรัพย์สินเพื่อติดตามยึด-อายัด นั้น หน่วยงานรัฐยังมีเวลา ถึง 10 ปีที่จะดำเนินการได้

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม: สำนวนงอก!? - ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รุก กลางกระดาน

ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย สำหรับกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 5 ปี จากคดีปล่อยปละละเลยโครงการจำนำข้าว

จึงไม่แปลกที่บรรดานักวิชาการสายรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ ต้องเฝ้ารอคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการทั้ง 9 คน เพื่อนำมาศึกษา

เพราะถือเป็นคำพิพากษาที่วางบรรทัด ฐานใหม่ในสังคม

ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามโครง การของรัฐบาลที่ประกาศไว้ต่อประชาชนในการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป หรือกระทั่งการรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของบรรดารัฐมนตรี ที่ถูกขยายความรับผิดชอบออกไป

เป็นสิ่งที่บรรดานักการเมืองที่จะเข้ามา บริหารประเทศในอนาคต

รวมทั้งรัฐบาลทหาร ในกรณีที่ไม่ได้นิรโทษกรรมความผิดให้ตัวเอง หรือใช้ ม.44 เพื่อปฏิเสธความรับผิดทางกฎหมายก็ต้องอยู่ในข่ายเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามในรายละเอียดของคดี ยังมีข้อถกเถียงอยู่มากมายเช่นกัน

อาทิ คดีดังกล่าวถูกชี้มูลโดยป.ป.ช. ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นเจ้าของสำนวน มีมติ 7 ต่อ 0 ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยให้เหตุผลว่าปล่อยปละละเลย ทั้งให้มีการทุจริต นำข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์ และอีกหลายๆ ประเด็น

แต่ในคำพิพากษาของศาลฎีกา กลับชี้ว่าสิ่งที่ป.ป.ช.ชี้มูลเหล่านี้ไม่มีความผิด และไม่มีการทุจริต โดยความผิดที่มีคือการปล่อยให้มีการระบายข้าวจีทูจีโดยผิดกฎหมาย

คำถามคือแล้วสำนวนคดีจีทูจี งอก ขึ้นมาจากสำนวนป.ป.ช.เดิมได้อย่างไร อัยการซึ่งเป็นโจทก์สามารถนำเรื่องที่อยู่นอกสำนวนแทรกเข้ามาระหว่างการยื่นฟ้องได้หรือ ในขั้นตอนการสืบพยานชั้นศาล สามารถพิจารณาสำนวนที่นอกเหนือการชี้มูลได้หรือไม่ อย่างไร

เปรียบเสมือนนาย ก.ถูกฟ้องคดีฆ่า นาย ข. แต่ระหว่างทางมีการแนบหลักฐานคดีฆ่านายค. เข้าไปในสำนวน ทั้งที่นาย ก.ไม่เคยได้สู้คดีดังกล่าวสุดท้ายลงเอยกลายเป็นว่านาย ก. ผิดเพราะคดีฆ่านาย ค.อย่างนี้ก็ได้เหรอ!??

จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความกระจ่าง เพื่อวางบรรทัดฐานการพิจารณาคดี

เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษากรณีความยุติธรรมในประเทศไทยในอนาคต

คอลัมน์ ไปสู่ถนนดินลูกรัง: การทุจริตของนายก(11) - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม

การทำงานราชการที่ผ่านมา ผมเคยเจอการทุจริตคอร์รัปชั่นของนายกท้องถิ่นบ้างหรือไม่ขอตอบว่า พอสมควร ไม่ว่าในเขตเมืองหรือชนบท เพราะกิเลสคน บางทีก็สุดจะห้ามปราม ถ้าบุคคลเหล่านั้นมีอำนาจ มีช่องว่างในระเบียบกฎหมาย เปิดโอกาสให้เขาสามารถกระทำได้ บางคนเกิดอาการละโมบขึ้นทันที เพราะระบอบประชาธิปไตยที่ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือ สอนคนให้คิดว่า "การเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์และอำนาจ" เมธีการเมืองฝรั่งกล่าวไว้เช่นนั้น

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงอย่าไปหวังว่าคอร์รัปชั่นจะหมดไปจากผืนแผ่นดินไทย นอกจากพยายามทำให้มันลดน้อยถอยลงเท่านั้นแต่ถ้านำหลักคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นแหละคือเส้นทางแท้จริงที่จะนำไปสู่การเหือดหายของการทุจริตคอร์รัปชั่น ทว่าจะมีใครสักกี่คนที่จะนำไปใช้อย่างเนื้อแท้ เพราะที่เห็นและเป็นอยู่ ล้วนทุนนิยมแปลงรูป ปรับตัวเข้าหากันเพื่อการกลมกลืนและปรองดอง

ปัจจุบัน เราจึงเห็นแปลงนาสวยๆ ชาวนายุคใหม่ หนุ่มสาวเกษตรกร ใส่หมวกโคบาลสตาร์ทอัพ ฟาร์มเมอร์ ยุคสี่จุดศูนย์ผุดพลั่งหน้าจอทีวี รวมถึง "โฮมสเตย์" ปลุกเร้าการท่องเที่ยวสู่เรือกสวนไร่นาชาวบ้าน แต่หาใช่เกษตรกรในอดีตไม่

จึงไม่แปลก ที่เราจะเห็นการโกงกินบ้านเมือง จากยุคประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องมาถึงยุคดิจิทัล นานๆ ครั้ง คนไทยถึงจะพบเจอผู้นำรัฐบุรุษอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทว่าในสังคมยุคใหม่ที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง จะเกิดอาการเบื่อเซ็งขึ้นทันที เพราะท่านผู้นำเหล่านั้น จะก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผู้เบื่อเซ็งมักอ้างเหตุผลกันอย่างนี้ทว่าท่านนายกเล็ก นายกท้องถิ่น หากจะเกิดการคอร์รัปชั่น เท่าที่เห็น หนีไม่พ้นเรื่องรับเหมาก่อสร้างกับการเอื้อผลประโยชน์ให้ญาติพี่น้อง พวกพ้องให้เข้ามามีส่วนเอี่ยวงบประมาณที่ตนเองคุมอยู่ หรือไม่ก็เข้าไปสั่งการในบางเรื่องโดยมิชอบ ทำให้โครงการบิดเบี้ยว เหลือกำไรอย่างบานเบอะ

นายอำเภอท่านหนึ่งที่อีสาน เสนอความเห็นไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ปลดนายกท้องถิ่นไกลปืนเที่ยงตำบลหนึ่ง หลังพบมีการเอื้อผลประโยชน์ให้ญาติมิตร ทำให้บ้านเมืองเสียหาย นับเป็นข้อดี ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผู้กำกับดูแลในชั้นต้น

หลังนายกถูกคำสั่งปลด นายอำเภอต้องระวังตัวแจ อ.ส.มีหน้าที่เป็นพลขับ เมื่อนำรถออกลาดตระเวนยามค่ำคืน ต้องแปลงตนมาเป็นมือปืนคอยคุ้มกัน อาวุธสงคราม เอ็มสิบหกเคยใช้เมื่อออกตรวจท้องที่ ต้องนำมาซุกไว้หลังเบาะที่นั่งรถ ข่าวลือหนาหู ฐานะนายกท้องถิ่นใช่ย่อย กำลังจะกลายเป็นเจ้าพ่อ

ความเป็นจริง ชาวบ้านชนบทยังเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย อาศัยพึ่งพิงกันและกันนายกท้องถิ่นผูกพันอยู่กับวัด เป็นเจ้าของงานประเพณีวัฒนธรรมเกือบทุกงาน ไม่ว่า ลอยกระทง บุญบั้งไฟ หรืองานรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ เทศกาลสงกรานต์ ระเบียบกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้นอย่างชัดเจนทว่านั่นแหละ...น่าจะมีนายกท้องถิ่นเพียงบางท่านเท่านั้น ที่ผ่าเหล่าผ่ากอ พัฒนาตนเองเป็นเจ้าพ่อ ใช้เงินและพวกพ้องเป็นเครื่องมือ...ทว่าชีวิตบั้นปลายมักจะจบไม่สวย

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ผู้สอบบัญชีตัวร้าย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คดีฟ้องร้องบริษัท อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น IFEC มากมายจนนับไม่ถ้วน ล่าสุดผู้สอบบัญชีโรงแรมดาราเทวี บริษัทลูกไอเฟคถูกฟ้องอีก

บริษัทบริหารสินทรัพย์ โกลบอลวัน จำกัด ในฐานะเจ้าหนี้โรงแรมดาราเทวี ได้ยื่นฟ้องบริษัท กรินทร์ ออดิท จำกัด ผู้สอบบัญชีโรงแรมดาราเทวี เรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท ฐานผิดจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ไม่ปฏิบัติตรวจสอบอย่างรอบคอบตามมาตรฐานวิชาชีพ กระทบต่อสิทธิความเป็นเจ้าหนี้

บริษัท กรินทร์ ออดิทระบุว่า วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ไม่ปรากฏยอดคงค้างที่ดาราเทวีเป็นลูกหนี้ในงบการเงิน และยังระบุอีกว่า ไม่สามารถใช้วิธีการตรวจสอบใดๆ เพื่อให้ได้หลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอเกี่ยวกับความถูกต้องของยอดคงเหลือของบัญชีเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟู

โกลบอลวันยืนยันว่า เป็นเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการโรงแรมดาราเทวี ซึ่งบริษัท กรินทร์ ออดิทสามารถตรวจสอบข้อมูลหรือขอให้โกลบอลวันชี้แจงได้ แต่กลับละเลย และกลับใช้ข้อความกล่าวอ้างทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า ไม่มีหนี้ สร้างความเสียหายให้โกลบอลวัน ที่เป็นเจ้าหนี้โรงแรมดาราเทวีจำนวน 595 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดความสับสนในคดีที่มีการฟ้องร้องกันระหว่างบริษัท โกลบอลวันกับนายแพทย์วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ อดีตประธานกรรมการบริษัท ไอเฟค ซึ่งยื่นฟ้องโกลบอลวันว่าร่วมกันฉ้อโกง สร้างหนี้ปลอมขึ้นมา ทำให้เสียชื่อเสียง

บริษัท กรินทร์ ออดิท เคยเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีบริษัท นิปปอนแพ็ค(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น NIPPON และผู้ตรวจสอบบัญชีโรงแรมดาราเทวี ก็เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีคนเดียวกับที่เคยตรวจสอบบัญชีนิปปอน แพ็ค เมื่อปี 2540

ก่อนถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งพักการเป็นผู้สอบบัญชีในตลาดทุนเป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากปฏิบัติการสอบบัญชีบกพร่องและไม่เป็นไปตามมาตรฐานการสอบัญชี

ส่วนอดีตผู้บริหาร บริษัท นิปปอนแพ็คฯ ถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี เนื่องจากยักยอกทรัพย์และสร้างตัวเลขแสดงฐานะทางการเงินอันเป็นเท็จ โดยช่วงกระทำความผิดเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกับที่บริษัท กรินทร์ ออดิทเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี

การฟ้องร้องระหว่างบริษัท โกลบอลวันกับบริษัท กรินทร์ ออดิท ผู้ตรวจสอบบัญชีโรงแรมดาราเทวี เป็นอีกกรณีที่สะท้อนให้เห็นว่า "ไอเฟค" มีลับลมคมใน มีหนี้อยู่จริง แต่พยายามปกปิดอำพรางความ "มีอยู่จริง" โดยผู้สอบบัญชีมีพฤติกรรมที่อยู่ในข่ายร่วมกันปกปิด

เมื่อมีหนี้อยู่จริง แต่กลับถูกกลบเกลื่อนเพื่อให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจว่า "ไม่มีอยู่จริง" ดังนั้น หนี้ที่ปรากฏในบัญชีงบการเงินของโรงแรมดาราเทวี และอาจรวมถึงหนี้ของบริษัทแม่ คือ "ไอเฟค" ย่อมจะถูกตั้งข้อสงสัยได้ว่า อาจเป็นหนี้ที่ไม่มีอยู่จริง กล่าวคือเป็นหนี้ปลอมที่สร้างขึ้นมาปัญหาการสร้างหรือปั้นหนี้เท็จ เพื่อทำให้ฐานะการเงินของบริษัทจดทะเบียนเลวร้ายเกินกว่าความเป็นจริง โดยหวังผลในการยื่นขอฟื้นฟูกิจการ เป็นอีกกลโกงใหม่ของบริษัทจดทะเบียนที่ ก.ล.ต.กำลังเฝ้าจับตาอยู่

บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะทำให้งบการเงินของบริษัทจดทะเบียนมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ หรือทำให้งบการเงินไม่สะท้อนฐานะที่เป็นจริงของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะนำความเสียหายมาให้นักลงทุนจำนวนมาก

แต่บทลงโทษผู้สอบบัญชีที่ ก.ล.ต.อนุญาตให้เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในตลาดทุนกลับเบามาก กรณีผู้สอบบัญชี บริษัท นิปปอน แพ็ค เป็นตัวอย่าง ถูกพักใบอนุญาตเพียง 1 ปี ทั้งที่อาจสร้างความเสียหายให้นักลงทุนที่เข้าไปซื้อขายหุ้น NIPPON อย่างหนัก

บริษัท กรินทร์ ออดิท ผู้ตรวจสอบบัญชี โรงแรมดาราเทวี ถูกเจ้าหนี้โรงแรมดาราเทวีฟ้องเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท ส่วน ก.ล.ต.จะมีบทลงโทษ "กรินทร์ ออดิท" ตามมาหรือไม่ต้องรอดู

แต่ผู้ตรวจสอบบัญชีที่กระทำความผิดซ้ำซาก จะเพียงแค่พักใบอนุญาตกันไม่กี่ปีหรือ

ก.ล.ต.ในฐานะที่เป็นผู้คุมกฎ มีอำนาจในการลงโทษบริษัทตรวจสอบบัญชี เมื่อผู้ตรวจสอบบัญชีที่ไม่สุจริต ทรยศต่อวิชาชีพตัวเอง ร่วมมือกับผู้บริหารบริษัท จดทะเบียน ปล่อยงบการเงินอันเป็นเท็จออกมา เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้ลงทุนเพียงใด

ดังนั้น บทลงโทษผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตในตลาดทุนจะต้องเด็ดขาดเมื่อก่อความผิดร้ายแรง ต้องเพิกถอนการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในตลาดทุนตลอดชีพ เพื่อไม่ให้กลับมาก่อความผิดซ้ำอีก

จะไม่เหลือผู้ตรวจสอบบัญชีที่สุจริต ยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ จะไม่มีผู้ตรวจสอบบัญชีดีๆ ในตลาดทุนบ้างให้รู้ไป.

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชั่น: มองทรัมป์ แล้ว มองไทย - แนวหน้า ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ภาพที่มีคนนอกวงการเมืองอาสาตนเข้ามาปราบปรามการทุจริตฉ้อฉลของนักการเมืองรุ่นเดิม แต่แล้วกลับใช้ความนิยมที่ปลุกปั่นมาได้ บวกกับอำนาจรัฐที่มีในมือในการแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องเสียเอง เป็นปรากฏการณ์ใหม่มากสำหรับสหรัฐอเมริกา ขนาดที่นักวิชาการและวิเคราะห์การเมืองอเมริกันหัวหมุน งงไปตามๆกัน แต่ภาพนี้กลับเป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับคนในหลายๆประเทศรวมถึงประเทศไทย ที่สหรัฐเองเคยพยายามสั่งสอนการเมืองการปกครองผ่านวิธีต่างๆทั้งทางการทูตและกดดันทางการค้า

เมื่อเป็นเช่นนี้ ในวันนี้เหล่านักวิชาการอเมริกันจึงยอมเปลี่ยนบทบาทจากผู้แนะนำประเทศอื่น มาเป็นผู้รับฟังเพื่อเรียนรู้บทเรียนจากผู้มีประสบการณ์แล้วบ้าง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปร่วมงานสัมมนาเรื่องการพัฒนาการเมืองและป้องกันคอร์รัปชัน ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ในฐานะอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยในโครงการวิจัยและประสานงาน เพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชัน โดยความสนับสนุน ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

งานสัมมนาวิชาการนี้มีชื่อเต็มๆว่า Populist Plutocrats: Lessons from around the World ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือ บทเรียนจากทั่วโลกในเรื่องอำนาจจากประชานิยม โดยผู้เป็นประธาน จัดงานคือ ศาสตราจารย์แมทธิว สตีเฟนสันผู้เขียนงานวิจัยด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ การเมืองเรื่องการคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง เขาเองยังมีห้องทดลองทางสังคมในด้านคอร์รัปชันชื่อ Global Anti-Corruption Lab ที่ให้นักศึกษาฮาร์วาร์ดเข้าร่วมเรียนและคิดงานวิจัยเพื่อช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันอีกด้วย

เหล่าผู้มีประสบการณ์ที่ฮาร์วาร์ดเชิญมาให้บทเรียนในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอิตาลีสมัยเบลุสโคนี ฟิลิปปินส์ สมัยเอสตราดาจนถึงดูตาเต้ในปัจจุบัน เปรูสมัยฟูจิโมริ แอฟริกาใต้สมัยซูมา และที่สำคัญคือไทยสมัยทักษิณ ชินวัตรข้อสังเกตที่น่าสนใจในการเลือกตัวอย่างเหล่านี้มาคือ แม้ว่าแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งบุคลิกและการเข้าสู่อำนาจ แต่กลับมีลักษณะการใช้ความนิยมและอำนาจรัฐเหมือนกัน ซึ่งนำไปสู่ความขาดเสถียรภาพทางการเมืองคล้ายๆกัน ที่สำคัญฝ่ายตรงข้ามของผู้นำเหล่านี้ก็ถูกมองว่า มีลักษณะเหมือนกันอีก ทั้งความไม่สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนได้จริงและมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของการเมืองแบบเดิมๆที่น่ารังเกียจ

ในตอนท้าย ศ.สตีเฟนสัน ได้สรุป บทเรียนจากการสัมมนาครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ 4 ประการ คือ หนึ่งไม่ควรตีตราให้ผู้นำเหล่านี้เป็นปีศาจเพราะนั่นเป็นการสร้างความเกลียดชังและแตกแยกในสังคม แต่ก็ต้องไม่ยอมรับพฤติกรรมแบบนี้ให้เป็นบรรทัดฐานของสังคมการเมือง สองความจริงแล้วประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้สนใจนโยบายเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับลักษณะทางวัฒนธรรมที่ผู้นำเหล่านี้เป็นตัวแทน ดังนั้นต่อให้นโยบายจะไม่เข้าท่า แต่ถ้าคนเลือกตั้งรู้สึกว่าเขาเป็นพวกเดียวกันแล้ว ก็จะเลือกอยู่ดี สาม ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเหล่าหัวก้าวหน้าต้องทบทวนการพูดและวิจารณ์การเมืองในแง่ลบ เพราะสุดท้ายมันกลับช่วยส่งเสริมผู้นำเหล่านี้ให้ถูกมองว่าเป็นพระเอกนางเอกเข้ามาปราบการทุจริตในการเมืองที่เน่าเฟะ และ สี่ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต้องรู้ว่ากระบวนการต่อต้านผู้นำเหล่านี้หลายวิธีมีข้อจำกัดและอาจมาแว้งกัดผู้ต่อต้านได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นกลไกทางกฎหมายหรือการปลุกระดมมวลชน เพราะภาพที่ออกมาอาจจะไม่ใช่การที่ผู้นำเหล่านี้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นผู้ร้าย แต่กลับกลายเป็นคนดีที่ถูกกลั่นแกล้งโดยระบบที่ทุจริตไปได้ง่ายๆ

สำหรับบทวิเคราะห์บทเรียนเหล่านี้ ผมขอแนะนำให้ไปอ่านต่อในบทความไทยบัพบลิก้าของอาจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร เรื่อง "วิธีมองทรัมป์"ซึ่งอาจารย์ได้สนทนาต่อกับผมหลังการสัมมนาครั้งนี้อย่างลุ่มลึก และได้เอื้อเฟื้อห้องให้ผมพักอาศัยระหว่างงานประชุมนี้ด้วยครับ

ทีนี้เมื่อเรามองทรัมป์และผู้นำทั่วโลกที่มีลักษณะคล้ายๆกันอย่างมีระเบียบวิธีแล้ว เราได้บทเรียนอะไรเพื่อหันกลับมาดูและพัฒนาการเมืองไทย โดยเฉพาะด้านการต่อต้านคอร์รัปชันบ้าง ข้อแรกนั้นได้มาจากบทสรุปหลักของงานสัมมนานี้เลย นั่นคือต้องป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีลักษณะอำนาจนิยมผ่านประชานิยมอย่างไม่ยั่งยืนเข้ามากุมอำนาจรัฐเป็นผู้นำประเทศได้ วิธีการก็คือบทเรียนทั้ง 4 ข้อที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น ส่วนในทางปฏิบัติต้องทำอย่างไร ก็ต้องถอดบทเรียนนี้มาประยุกต์กับสภาพจริงของประเทศในเวลานั้นๆ

ข้อที่สอง ได้มาจากผู้ร่วมเสวนาท่านหนึ่งในช่วงสุดท้าย นั่นคือ ศาสตราจาร์โฮเซ อูกาสประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International: TI) ที่เป็นผู้สร้าง ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index: CPI)ที่คนไทยต่างรอคอยการประกาศอย่างตื่นเต้นในทุกๆ ปีนั่นเอง

ศ.อูกาสเล่าเหตุการณ์ที่เขาเคยไปมีส่วนร่วมในการสืบสวนคดีทุจริตของอดีตประธานาธิบดีฟูจิโมริแห่งเปรู ว่าด้วยความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่รัฐของเปรูหลายคน ทำให้ทีมของเขาสามารถเอาผิดประธานาธิบดีได้ และโค่นล้มวงจรทุจริตที่ประกอบด้วยประธานศาลสูงสุด ประธานรัฐสภา และนายพลอีกถึง 14 คน นี่จึงกลายมาเป็นวิธีหนึ่งที่เขาเรียกว่าเป็น"สินค้าส่งออก"จากทวีปอเมริกาใต้ คือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีทุจริตมีอิสระและความกล้าหาญในการต่อสู้กับคนโกงที่มีอิทธิพล

อีกวิธีหนึ่ง ศ.อูกาส ยกตัวอย่างประเทศกัวเตมาลาที่มีการทุจริตกันมหาศาลจนถึง ขั้นกลายเป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) ทำให้นานาชาติต้องรวมตัวกันจัดทีมมาช่วยเหลือ ส่งทีมสืบสวนทุจริตจากต่างชาติมาทั้งทีม ล้างบางคนโกงกันหมดรัฐบาลโดยคนนอก ผมเองก็หวังว่าประเทศไทยจะไม่ต้องถึงขั้นนี้นะครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจและได้ถามไปคือ วิธีการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการแก้ไขคอร์รัปชันจากบนลงล่าง นั่นคือการใช้อำนาจรัฐในการสืบสวนคดีทุจริตและจับคนโกงเข้าคุก แต่ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆอีกนานเท่าไหร่จึงจะจับได้หมด และมันยั่งยืนจริงหรือ การต่อต้านคอร์รัปชันที่ยั่งยืนควรเป็นการต่อสู้จากล่างขึ้นบนคือมีประชาชนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ซึ่ง ศ.อูกาส ก็ตอบมาว่าถูกต้อง และนั่นคือสิ่งที่ TI พยายามทำและสนับสนุนให้ทุกประเทศทำมาโดยตลอด

เมื่อได้มีโอกาสมาร่วมสัมมนาที่มีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมมากมายชนาดนี้ ผมจึงถือโอกาสสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆและมหาวิทยาลัยที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการระดับโลก เพื่อมาช่วยพัฒนาการต่อสู้คอร์รัปชันในไทย ทั้งการแบ่งปันองค์ความรู้ ข้อมูล เครื่องมือ และทรัพยากรเพื่อการวิจัย รวมไปถึงการทำงานวิจัยร่วมในเรื่องคอร์รัปชัน การศึกษาวิธีการสร้างข้อเสนอแนะทางนโยบายที่ไปใช้ได้จริงในหน่วยงานระดับท้องถิ่นและระดับชาติ จากหน่วยงานที่ทำสำเร็จมาแล้ว การร่วมวิเคราะห์และพัฒนาโครงการภาคพลเมืองและเอกชนกับอาจารย์และนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น การพัฒนาข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน การบริหารจัดการข้อมูลการรับบริการจากภาครัฐ และการส่งเสริมความร่วมมือจากภาคการเงิน ทั้งหมดนี้ได้เริ่มเกิดความร่วมมือในเบื้องต้นแล้ว และคงจะได้เห็นความร่วมมือที่ยั่งยืนมากขึ้นในต้นปีหน้าครับ

สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้การมาสัมมนาครั้งนี้คือ ไม่มีประเทศไหนที่เก่งและดีไปในทุกๆด้าน ขนาดสหรัฐอเมริกาที่มีการพัฒนาทางการเมืองและประชาธิปไตยที่ก้าวหน้ามาก ก็ยังประสบปัญหาจากผู้นำ จนต้องส่งเทียบเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศที่เคยไปสั่งสอนเขามาก่อนเลย วันนี้ที่ไทยเองถึงแม้จะสร้างงานวิจัยและผลักดันโครงการ เพื่อต่อต้านคอร์รัปชันต่างๆออกมามาก ก็จะนิ่งนอนใจรอผลในอนาคตไม่ได้ จะต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และวิธีที่ทำได้ง่ายและเร็วคือการร่วมมือกับคนอื่น โดยเฉพาะการร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาของทุกประเทศร่วมกัน

สั่งขังรองปธน.เอกวาดอร์คดีรับสินบน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กีโต * เมื่อวันจันทร์ ศาลเอกวาดอร์สั่งควบคุมตัว ฮอร์เฆ กลาส รองประธานาธิบดี ระหว่างสอบสวนคดีที่เขาถูกกล่าวหาว่า รับสินบน 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม ศาลสูงสุดของเอกวาดอร์มีคำสั่งให้กักขังผู้กระทำความผิดกับ ฮอร์ เฆ กลาส รองประธานาธิบดีเอกวาดอร์ รวมถึงสั่งอายัดทรัพย์ สิน และสมุดบัญชีของเขาระหว่าง ไต่สวนเขาในคดีรับสินบนจากโอเดเบรชต์ บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของบราซิล

จากการสอบสวนของกระ ทรวงยุติธรรมของสหรัฐ ทำให้ บริษัท โอเดเบรชต์ ยอมตกลงจ่ายค่าปรับถึง 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังยอมรับว่าบริษัทจ่ายสินบนจำนวน 788 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมืองใน 12 ประเทศ เพื่อแลกกับการได้รับสัญญาก่อสร้าง

กลาสเป็นนักการเมืองรายล่าสุดในลาตินอเมริกาที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยรับสินบนจากโอเดเบรชต์ และ ส.ส.เอกวาดอร์ลงมติเมื่อเดือนสิงหาคมอนุญาตให้เดินหน้าสอบสวนกลาสในคดีคอร์รัปชัน และห้ามเขาเดินทางออกนอกประเทศ

กลาสได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานาธิบดีในปี 2556 เขา ปฏิเสธว่าไม่ได้รับสินบนจากโอเด เบรชต์ แม้ ริคาร์โด ริเวรา ซึ่งเป็นลุงของเขาจะถูกจับกุมไปแล้วในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสินบน โดยอดีตพนักงานของโอเดเบรชต์ ผู้หนึ่งเป็นผู้ที่ออกมา เผยว่ากลาสรับเงินสินบนจากโอ เดเบรชต์ 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมอบผ่านทางลุงของเขา.

คอลัมน์ หน้าต่างโลก: วาระซ่อนเร้น? - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อานุภาพ เงินกระแชง

...."เม้งหงเหว่ย" รัฐมนตรีช่วยกระทรวงตำรวจจีน (Public Security Ministry )ตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้รับเลือกนั่งเก้าอี้ประธานองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศหรือองค์การตำรวจสากล--INTERPOL สำนักงานใหญ่อยู่ในฝรั่งเศส

ประธานตำรวจสากลมาจากจีนทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนต่างห่วงกังวลอิทธิพลยิ่งใหญ่ของจีนโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจจะครอบงำเบี่ยงเบนระบบแนวปฏิบัติขององค์การตำรวจสากลทำให้จีนอาจใช้อำนาจฐานะประธานฯดำเนินการตามอำเภอใจ โดยเฉพาะระบบ "Red Notice "--"หมายแดง"หรือ"การร้องขอความร่วมมือจับกุมบุคคลและส่งกลับประเทศ"

องค์การตำรวจสากลปัจจุบันสมาชิก 192 ประเทศหรือดินแดน งบประมาณเฉลี่ยปีละ 113 ล้านยูโรหรือราว 4,520 ล้านบาท มาจากเงินบริจาคของชาติสมาชิกทั้งหมด....

นับตั้งแต่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อ 15 พ.ย.ปี 2555 นโยบายผู้นำจีนมุ่งกวาดล้างปัญหาทุจริตคอร์รัปชันทุกระดับ ทั้งมุ่งจัดการคดีอาชญากรรมทางการเงินอย่างแข็งขัน ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าจีนจะใช้อำนาจฐานะประธานองค์การตำรวจสากลจัดการไล่บี้จับส่งกลับดำเนินคดีผู้ก่อคดีความผิดในประเทศหลายข้อกล่าวหา รวมถึงคดีการเมือง...

ปกติแล้วความร่วมมือจากองค์กรตำรวจสากลจะมุ่งไปที่คดีความผิดข้อหาก่อการร้ายอาชญากรต่อต้านมวลมนุษยชาติอาชญากรสงครามปราบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติการลักลอบค้างานศิลปะ ค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน กระทำผิดทางเพศต่อเด็ก อาชญากรการเงิน อาชญากรคอมพิวเตอร์ อาชญากรละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและทุจริตคอร์รัปชัน

ตัวอย่างเช่น กรณีนายโลคุน อิซา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพชาวอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียงทางภาคตะวันตกถูกรัฐบาลจีนยื่น"หมายแดง"ขอความร่วมมือตำรวจสากลจับกุมตัวนายอิซาในเยอรมนีมานานนับ 10 ปี ด้วยข้อกล่าวหาสนับสนุนก่อการร้าย แต่นายอิซายังลอยนวลอยู่ในเยอรมนีไม่ถูกจับกุม

หรือกรณีนายเกา เหวินกุย ผู้ต้องหาคดีทุจริตคอร์รัปชันในจีน ซึ่งรู้กันดีว่านายเหวินกุยถูกคำสั่งตามจับกุมตัวเพราะต่อต้านผู้นำหลายคนในพรรคคอมมิวนิสต์จีน กับนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอีกหลายรายที่ถูกบิดเบือนสอดไส้ข้อกล่าวหาให้ตำรวจสากลช่วยจับกุมส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน....