You are here

CG and corruptions News - 5 January 2018

ชงแก้กฎเพิ่มของขวัญ5พัน - โพสต์ทูเดย์

ป.ป.ช.เดินหน้าสอบนาฬิกาหรูย้ำมืออาชีพอย่าห่วงสนิทบิ๊กป้อม - บางกอกทูเดย์

สกว.-เศรษฐศาสตร์จุฬาฯตั้ง'สยามแล็บ'ออกแบบสถาปัตยกรรม-กลไกสร้างสำนึกสังคม - ข่าวสด

'มท.'ผุด 4 แนวทางเข้มล้างโกงระบบทะเบียน - บัตรปชช. - สยามรัฐ

ก.ล.ต.สั่งปรับ ไฮโซ'ม่านฟ้า' - ไทยรัฐ

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: จับหมาชนแกะ - แนวหน้า

เพิ่มข้อหาปาร์กรับใต้โต๊ะ115ล. - ข่าวสด

ชงแก้กฎเพิ่มของขวัญ5พัน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - "วิษณุ" เผยคณะกรรมการ ป.ป.ช.เตรียมปรับฐานของขวัญผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองเป็น 5,000 บาท

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีแนวคิดจะปรับปรุงประกาศกรณีห้าม ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการรับของขวัญมูลค่ามากกว่า 3,000 บาท เป็น 5,000 บาท ตามค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

"การกำหนดอัตราขั้นต่ำ 3,000 บาท มีมาตั้งแต่ปี 2542 แล้ว มาถึงเวลานี้ แม้แต่เนกไทดีๆ เส้นเดียวก็ซื้อไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้แก้ง่ายเพราะเป็นประกาศ ของ ป.ป.ช. ไม่ต้องไปแก้ที่ตัวกฎหมาย" นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า กรณีสุนัขที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะซื้อให้รัฐมนตรีนั้น ถ้าคนอื่นไม่เอา ตนเองจะเอาและมีวิธีโดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่เปิดเผยวิธีว่าทำอย่างไร

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะให้สุนัขใคร แต่อาจเปิดประมูลเอาเงินช่วยการกุศลก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม พร้อมให้ตรวจสอบและ ขออวยพรในงานเลี้ยงปีใหม่กับสื่อมวลชน วันหน้าถ้าไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องอยู่ได้ ซึ่งปีนี้เป็นปีหมา ต้องมีชีวิตอยู่ในปีนี้ ด้วยความสงบเงียบ เป็นหมาที่ใจดี

ขณะที่ นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีต สส.พิษณุโลก กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนรักสุนัขอยากจะขอซื้อสุนัขบางแก้ว ซึ่งมาจาก จ.พิษณุโลก และอยากขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ช่วยโปรโมทสุนัขพันธุ์บางแก้ว เพราะเป็นพันธุ์ไทยที่มีความซื่อสัตย์

ป.ป.ช.เดินหน้าสอบนาฬิกาหรูย้ำมืออาชีพอย่าห่วงสนิทบิ๊กป้อม - บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อาจจะยังไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้ว่า นายกรัฐมนตรียังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ทุกอย่างยังเดินตามโรดแม็ปเดิม

ส่วนว่าหากบ้านเมืองไม่สงบจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทุกคน ซึ่งประชาชนต้องการความสงบเป็นอันดับแรก

แต่เมื่อมีการถามถึงความคืบหน้าการชี้แจงเรื่องนาฬิกาและแหวนเพชรต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.อ.ประวิตร ไม่ตอบคำถามและเดินไปขึ้นรถทันที

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ป.ป.ช. เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย ป.ป.ช. ที่ผ่านการพิจารณาจากสนช. จึงไม่ส่งความเห็นโต้แย้งและไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการร่วม และการทำงานของ ป.ป.ช. ในปี 2561จะเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของกฎหมายลูก ป.ป.ช. ซึ่งจะมีประสิทธิภาพ โปร่งใส รวดเร็วและเปิดให้องค์กรอื่นมีส่วนร่วมกับการตรวจสอบทุจริตมากขึ้น สำหรับคดีค้างเก่า จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

"ส่วนการตรวจสอบเรื่องนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รายงานให้ที่ประชุม ป.ป.ช. รับทราบแล้ว และเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ได้เซ็นต์หนังสือเชิญบุคคลที่ 3 อีกหลายรายที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาชี้แจงรายละเอียดกับ ป.ป.ช." เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวขณะที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ประชุม ป.ป.ช. รับทราบว่า พล.อ.ประวิตร ได้ส่งหนังสือชี้แจงกรณีที่มาของแหวนเพชรและนาฬิกาหรูมายัง ป.ป.ช. ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ

ซึ่งนายวรวิทย์ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ได้ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนาฬิกาและแหวนมาให้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ขั้นตอนหลังจากนี้ ป.ป.ช. จะต้องตรวจสอบยืนยันข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ 3 ดังนั้น ต้องเรียกมาชี้แจง ข้อเท็จจริงในช่วงต้นปี 2561 อย่างไรก็ตาม ไม่ขอเปิดเผยคำชี้แจง เพราะเป็นเรื่องรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่ต้องไปตรวจสอบ

และไม่ขอตอบว่า พล.อ.ประวิตรชี้แจงเฉพาะนาฬิกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์ เพียงเรือนเดียวหรือไม่

"ส่วนนาฬิกาเรือนอื่นๆ ที่มีข้อสงสัยว่าพล.อ.ประวิตรไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ถือเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องที่ป.ป.ช. จะต้องตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ โดย ป.ป.ช. จะดูทุกเรื่องที่ปรากฏและไม่ปรากฏในสื่อ คดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน เมื่อได้ผลอย่างไรจะแถลงให้ทราบ คาดว่า ใช้เวลาตรวจสอบไม่นาน เพราะไม่ใช่เรื่องซ้ำซ้อน" เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวสำหรับข้อสงสัยที่ว่า คำชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร ได้ระบุหรือไม่ว่า นาฬิกาเรือนดังกล่าวเป็นของเพื่อนที่เสียชีวิต นายวรวิทย์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคาดเดาอะไรทั้งสิ้น ขณะนี้ให้เป็นเรื่องการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ก่อน

ส่วนกรณีสังคมมีข้อสงสัยเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่างประธาน ป.ป.ช. กับ พล.อ.ประวิตรที่อาจจะให้ความช่วยเหลือกัน นายวรวิทย์ กล่าวว่า ป.ป.ช. มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ประชาชนมั่นใจการทำงานของ ป.ป.ช. เพราะมีคำขวัญการทำงานว่าซื่อสัตย์ เป็นธรรม และมืออาชีพ

สกว.-เศรษฐศาสตร์จุฬาฯตั้ง'สยามแล็บ'ออกแบบสถาปัตยกรรม-กลไกสร้างสำนึกสังคม - ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวภายหลังร่วมกับ ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความ ร่วมมือโครงการพัฒนาศูนย์ทดลองการออกแบบสถาปัตยกรรมและกลไกสร้างสำนึกต่อสังคม หรือ Social Integrity Architectureand Mechanism Design Lab (สยาม แล็บ-SIAM lab) เพื่อเป็นแหล่งความเป็นเลิศด้านการทดลองการออกแบบสถาปัตยกรรมและกลไกสำนึกต่อสังคม ว่า รัฐบาลไทยปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น โดยกำหนดไว้ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐบาล สกว.ในฐานะที่เป็นองค์กรสนับสนุนทุนวิจัยโดยใช้การวิจัยเป็นกลไกสร้างฐานความรู้สำหรับการแก้ปัญหาของประเทศ จึงได้กำหนดให้สนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่อง

ผู้อำนวยการ สกว.กล่าวต่อไปว่า พร้อมกันนี้ได้กำหนดให้มีกรอบประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เรื่อง "ธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชั่น" สร้างองค์ความรู้ด้านธรรมาภิบาลและคอร์รัปชั่นที่มีคุณภาพมีคุณูปการต่อแวดวงวิชาการและสังคมไทยตลอดมา เช่น ในปี 2557 งานวิจัย "คอร์รัปชั่นในระบบราชการไทย การสำรวจทัศนคติ ประสบการณ์ของหัวหน้าครัวเรือน" ของ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคณะ ที่ได้ทำการสำรวจครัวเรือน 6 พันกว่าครัวเรือนทั่วประเทศในปี 2557 เปรียบเทียบกับข้อมูลที่เคยสำรวจไว้ในปี 2542 ซึ่งพบว่าผ่านไป 15 ปี การติดสินบนลดลง แต่การทุจริตได้เปลี่ยนรูปแบบและซับซ้อนมากขึ้น ที่สำคัญปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงและเรื้อรังของสังคมไทย เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับทัศนคติ การให้คุณค่า ภายใต้ระบบกติกา วัฒนธรรมที่เป็นเงื่อนไขให้การทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงอยู่ และอีกหลายโครงการ

"กระทั่งช่วงปีที่ผ่านมา สกว. ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้เป็นผู้บริหาร "ทุนส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยแผนงานวิจัยท้าทายไทย เรื่อง สังคมไทยไร้คอร์รัปชั่น" จึงได้ทำงานร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ผ่านโครงการวิจัยและประสานงานเพื่อสังคมไทยไร้คอร์รัปชั่น หรือ SIAM Lab ซึ่งมี ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อร่วมมือกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้ไร้คอร์รัปชั่น ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมต้านคอร์รัปชั่นให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมและกลไกสร้างสำนึกต่อสังคม สร้างการมีส่วนร่วมและแนวปฏิบัติร่วมกันในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นจากฐานราก และสื่อสารองค์ความรู้ กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว การเรียนรู้ ตระหนักรู้ เรื่องธรรมาภิบาลและการลด ป้องกันคอร์รัปชั่นในประชาชนธรรมดาทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป" ผู้อำนวยการสกว.กล่าว

'มท.'ผุด 4 แนวทางเข้มล้างโกงระบบทะเบียน - บัตรปชช. - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

วันเดียวกัน ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัตอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการปราบปรามและแก้ไขปัญหาทุจริตทางทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนว่า เราได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานในเรื่องดังกล่าว เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ดังนี้ 1.กรณีที่มีการเสนอข่าวทางสื่อมวลชนหรือร้องเรียนร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหาทุจริตทางทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนให้สำนักทะเบียนทุกแห่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล และรายการทางทะเบียนให้ได้ข้อยุติ แล้วดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง หรือหนังสือแจ้งจากกรมฯ หรือ มท.ก่อน

2.การแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แก่ผู้ที่ถูกกระทบสิทธิทางทะเบียน ซึ่งอ้างว่าตนเป็นเจ้าของรายการบุคคลที่แท้จริงให้สำนักทะเบียนทุกแห่งเร่งรัดตรวจสอบข้อร้องเรียน ร้องทุกข์ สืบสวน และสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริง แล้วดำเนินการปรับปรุงฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรให้ถูกต้องตามความเป็นจริง โดยให้สำนักทะเบียนทุกแห่งที่เกี่ยวข้องประสานงานกัน และมีศูนย์บริหารการทะเบียนภาค จังหวัด รวมถึงส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียนเป็นผู้ช่วยเหลือในการบันทึกการจำหน่ายยกเลิก หรือปรับปรุงแก้ไขรายการบุคคลให้ถูกต้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหรือการเยียวยาเสร็จสิ้นโดยเร็ว

3.สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง จะมีหนังสือแจ้งให้สำนักทะเบียนทราบข้อเท็จจริงกรณีร้องเรียน ร้องทุกข์โดยตรง เพื่อจะได้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ทันที แล้วแจ้งผลความคืบหน้าพร้อมเอกสารประกอบทุกฉบับให้กรมการปกครองทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าว

4.เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อกับการกระทำผิดด้านการทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อดำเนินการทางวินัย และคดีอาญากับผู้กระทำผิด รวมถึงรายงานการดำเนินการให้กรมฯทราบทุกระยะจนกว่าจะเป็นการสิ้นสุด

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวด้วยว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ผู้สุจริตที่ถูกกระทบสิทธิให้ยุติอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต โปร่งใส ยุติธรรม ยึดถือแนวทางนี้อย่างเคร่งครัด คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ถูกกระทบสิทธิเป็นสำคัญ

ก.ล.ต.สั่งปรับ ไฮโซ'ม่านฟ้า' - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

สองสาวคนดังโดนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เล่นงานเรื่องขายหุ้นแล้ว ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งเปรียบเทียบผู้กระทำผิด 4 ราย กรณีเสนอขายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ต่อประชาชน โดยไม่ได้รับอนุญาต ได้แก่ 1.บริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด 2. นางสาวอรปภัตร จันทรสาขา 3.บริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด และ 4.นางสาวกันยกร ศุภการค้าเจริญ

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้รับแจ้งเบาะแสและตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า บริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด นางสาวอรปภัตร จันทรสาขา กรรมการผู้มีอำนาจได้ชักชวนประชาชนให้ร่วมหุ้นผ่านโซเชียลมีเดีย กำหนดวงเงินขั้นต่ำสำหรับการเข้าร่วมหุ้นที่ 100,000 บาท อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ในระยะเวลา 12 เดือน มีข้อสัญญาว่าจะทยอยคืนเงินร่วมหุ้นพร้อมผลตอบแทนทุกๆ 30 วัน จนกว่าจะครบกำหนดสัญญา โดยการตรวจสอบไม่พบบุคคลที่เข้าร่วมลงทุนกับ บริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด ตามการชักชวน

ส่วนกรณี บริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด นางสาวกันยกร ศุภการค้าเจริญ กรรมการผู้มีอำนาจชักชวนประชาชนให้ร่วมหุ้นผ่านโซเชียลมีเดีย มีวงเงินขั้นต่ำสำหรับการเข้าร่วมหุ้นที่ 100,000 บาท อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนร้อยละ 5-7 ในระยะเวลา 6 เดือน มีข้อสัญญาว่าจะทยอยคืนเงินร่วมหุ้นพร้อมผลตอบแทนทุกๆ 30 วัน จนกว่าจะครบกำหนดสัญญา พบบุคคลเข้าร่วมทำสัญญาลงหุ้นตามการชักชวนเป็นเงินลงทุนรวมประมาณ 10 ล้านบาท

การดำเนินการของ บริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด และบริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เข้าข่ายเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ต่อประชาชน โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 33 และมีระวางโทษตาม 268 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ขณะที่การกระทำของนางสาวอรปภัตร และนางสาวกันยกร เป็นผู้สั่งการหรือกระทำการ อันเป็นเหตุให้บริษัทปฏิบัติฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว ต้องรับโทษตามมาตรา 300 แห่ง พ.ร.บ. ฉบับเดียวกัน

ผู้กระทำผิด 3 ราย ได้แก่ 1. บริษัท ม่านฟ้า กรุ๊ป จำกัด 2.นางสาวอรปภัตร และ 3.นางสาวกันยกร ยินยอมเปรียบเทียบปรับคณะกรรมการเปรียบเทียบ จึงได้เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 500,000 บาท และ 1,530,000 บาท ตามลำดับอย่างไรก็ดี บริษัท เลเดอเรอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ไม่ยินยอมชำระค่าปรับตามคำสั่งคณะกรรมการเปรียบเทียบ ก.ล.ต. จึงแจ้งให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ทราบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ในชั้นแรก ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษผู้กระทำผิดทั้ง 4 ราย เนื่องจากมีเหตุสงสัยการกระทำดังกล่าว อาจเกี่ยวเนื่องกับความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 และแจ้งข้อเท็จจริงความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ไปยัง บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อมา ก.ล.ต. ได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. ว่าการสอบสวนไม่พบว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง4รายดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 จึงส่งคดีให้ ก.ล.ต. ดำเนินการเปรียบเทียบตามมาตรา 317 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: จับหมาชนแกะ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

สารส้ม

กรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. ให้สอบสวนเอาผิดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. สืบเนื่องจากกรณีลูกหมาบางแก้ว

กลายเป็นเรื่องตลก กึ่งเวทนา มากกว่าจะเห็นประโยชน์เพื่อหวังผลป้องกันปราบปรามการทุจริต ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

1. พลเอกประยุทธ์ลงพื้นที่เยี่ยมชมการเพาะเลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้วของ ชาวบ้าน แล้วซื้อลูกสุนัขบางแก้ว 3 ตัว บอกกับสื่อมวลชนว่า จะนำไปเลี้ยงเอง 1 ตัว และมอบให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ คนละหนึ่งตัว

นายกฯ ซื้อราคาตัวละ 6,000 บาท แต่นายกฯ จ่ายเงินให้ชาวบ้านไป 25,000 บาท เพราะต้องการอุดหนุน เป็นกำลังใจ และช่วยค่าวัคซีน ค่าจัดส่ง โดยปัจจุบัน ลูกหมายังอยู่ที่ฟาร์มชาวบ้าน อยู่ระหว่างฉีดวัคซีน

กรณีนี้ ถูกกล่าวหาว่า เข้าข่ายเป็นการของขวัญที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท ผิดกฎหมาย ป.ป.ช.

2. นายไพศาล พืชมงคล แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ค Paisal Puechmongkol ว่าด้วยเรื่อง "เรื่องหมาๆ คงเอาผิดลุงตู่ไม่ได้" ระบุว่า"1. ลุงตู่จะซื้อหมาราคาเท่าไหร่ และซื้อให้ใครย่อมสามารถทำได้ไม่ผิดกฎหมาย2. กฎหมายป.ป.ช.มุ่งเอาผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่รับสินบนหรือรับทรัพย์สินเกินกว่า 3,000 บาท ซึ่งลุงตู่แกก็ไม่ได้ไปติดสินบนอะไรใคร ให้ทำหน้าที่ หรือละเว้นหน้าที่โดยไม่ชอบหรือโดยทุจริต จึงไม่ได้เป็นความผิดอะไร

3. ส่วนรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นข่าวว่า ลุงตู่จะซื้อหมาให้นั้น ก็ปรากฏว่ายังไม่มีการให้แต่ประการใด เพราะหมายังอยู่ที่เจ้าของผู้ขาย ดังนั้น จึงยังไม่เป็นการให้ตามกฎหมาย จึงไม่ได้ผิดอะไรอีกเช่นเดียวกัน

4. การที่มีผู้ไปร้องป.ป.ชในเรื่องนี้ จึงเป็นผลดีแก่ลุงตู่และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อเป็นข่าวแล้ว ก็คงตัดปัญหา หรือแก้รำคาญด้วยการไม่มีการให้แก่กัน

ดังนั้น การมีผู้ร้องเรียน จึงเท่ากับมีผู้เตือน ซึ่งพระพุทธเจ้า สอนว่าเป็นลาภอันประเสริฐ อันควรแก่การขอบคุณเสียด้วยซ้ำไป

มองโลกในแง่ดีมันก็ดีอย่างนี้แหละพระคุณท่าน"3. ข้อห้ามเจ้าหน้าที่รัฐรับของขวัญมูลค่าเกิน 3,000 บาท เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญ เป็นประโยชน์แก่การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไม่ว่าของที่ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐนั้น จะเป็นเงิน หรือทรัพย์สินอื่นใด หรือแม้แต่เป็นสัตว์เลี้ยงมีชีวิต ก็มีมูลค่าตีราคาเป็นเงินได้เหมือนกัน

เจตนาของข้อห้าม ก็เพื่อตัดปัญหาผลประโยชน์ต่างตอบแทน ป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามีผลประโยชน์ส่วนตัวเกี่ยวพันกับผู้ที่ตนเองอาจจะต้องใช้อำนาจหน้าที่รัฐไปกระทบผลประโยชน์ส่วนตัวของเขา อาทิ นักธุรกิจเอาของมามอบให้เจ้าหน้าที่รัฐ, ลูกน้องเอาของมาเซ่นเจ้านาย, ผู้ใต้บังคับบัญชาเอาของมาวิ่งเต้นลูกพี่ เป็นต้น

การห้ามไว้เลย เป็นการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้น ไม่ต้องไปตีความว่าเป็น "สินบน" หรือไม่? เพราะถ้าเป็นสินบน ก็จะเข้าความผิดกฎหมายอาญาอีกมาตราหนึ่งต่างหาก

4.ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีข้อห้ามนี้ ปัญหาหาการรับ-ให้ของขวัญแก่ เจ้าหน้าที่รัฐ อื้ออึงมาก

ในหนังสือ "ทักษิณกับพวก" เขียนโดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธ์ เล่าเรื่องการจ่ายเช็คของขวัญ ระหว่างนายทุนสัมปทานเหล้า กับบรรดานักการเมืองในยุคปี 2532-33 ไว้อย่างน่าสนใจ บางตอนว่า

"...แม้คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ รสช. จะใช้อำนาจเถื่อนโค่นล่มรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 แต่การรัฐประหารดังกล่าวทำให้สาธารณชนเห็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์บางประการ (เดิมเป็นเพียงการพูดและเล่ากันในแวดวงการเมือง) ว่า ผลประโยชน์ "ต่างตอบแทน" ระหว่างนักธุรกิจและการเมือง ทำกันจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยไม่เกรงกลัวว่าใครจะมาตรวจสอบ

ดังนั้น ผลประโยชน์ที่ให้กันจึงทำกันในรูป "เช็คของขวัญ" รวมกันมีมูลค่าหลายร้อยพันล้านบาท และกลายมาเป็นหลักฐานที่ทำให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ที่มี พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธาน ใช้เป็นข้ออ้างในการประกาศยึดทรัพย์นักการเมืองใหญ่ 10 คน จาก 25 คน ที่ รสช.ประกาศอายัดทรัพย์ไว้ในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ แม้ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ประกาศของ รสช. ในการแต่งตั้ง คตส. ไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญและธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องเช็คของขวัญที่นักธุรกิจมอบให้แก่นักการเมืองมูลค่าหลายร้อยล้านบาทเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ผู้ที่ได้รับเช็คของขวัญอันดับต้นๆ หนีไม่พ้น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยและนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้รับเช็คของขวัญจากหลายบริษัท รวมเป็นเงินกว่า 284 ล้านบาท

พล.อ.ชาติชายอ้างต่อศาลว่า ผู้นำเช็คของขวัญมาให้มีเหตุผลต่างๆ กัน เช่น สนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นส่วนตัวศรัทธาต่อการดำเนินการทางการเมือง ในจำนวน 284 ล้านบาท ปรากฏว่าเป็นเช็คของขวัญที่ คตส. อ้างว่าเป็นของกลุ่มบริษัท สุราทิพย์ 62 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวพันกับการต่ออายุสัญญาโรงงานสุราบางยี่ขันเมื่อปี 2532 แต่ พล.อ.ชาติชายปฏิเสธ อ้างว่าเป็นผู้เช่าโรงเหล้าคือบริษัท สุรามหาราษฎร ไม่ใช่สุราทิพย์ และเช็คเหล่านั้นซื้อโดยเงินส่วนตัวของบุคคลผู้ให้ ไม่ใช่เงินของบริษัท สุราทิพย์

คนต่อมาคือ ประมวล สภาวสุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในขณะนั้น คตส. อ้างว่า กลุ่มบริษัทสุราทิพย์และสุรามหาราษฎรมอบให้ผ่าน ที่ปรึกษาจำนวน 84 ฉบับ ฉบับละ 1 ล้านบาท ประมวลอ้างว่าเป็นเงินที่ วิรัตน์ คลศรีชัย ยืมไปแล้วนำมาคืน

แต่ในแวดวงการค้าสุรารู้ว่า วิรัตน์ เป็นกรรมการบริษัทในเครือของตระกูลภัทรประสิทธิ์ หุ้นส่วนสำคัญของ เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อน้ำเมาตัวจริง

สำหรับ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้จ่ายภาษีย้อนหลังให้กรมสรรพากร 93 ล้านบาท คตส. อ้างว่ามีตั๋วใช้เงินของบริษัทสุรามหาราษฎรและบริษัทค้าสุรารวม 10 บริษัท จำนวน 14 ฉบับ เป็นเงิน 81.3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกา(10135-2539) ที่ พล.ต.อ.ประมาณฟ้องกรมสรรพากรระบุว่า เช็คของขวัญที่ พล.ต.อ.ประมาณได้รับในปี 2533 จำนวน 46 ฉบับ รวมเป็นเงิน 83,102,500 บาท พล.ต.อ.ประมาณนำสืบว่า บริษัท สหมิตรการบริหาร จำกัด มอบให้เป็นค่าซื้อที่ดิน โดยบริษัทรับเช็คของขวัญดังกล่าวมาจากลูกค้าบริษัทอีกต่อหนึ่ง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้บริษัทจะซื้อที่ดินจาก พล.ต.อ.ประมาณเป็นเงินถึง 85 ล้านบาทเศษดังที่นำสืบจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่บริษัทจะต้องชำระค่าที่ดินโดยใช้เช็คแบ่งย่อยออกเป็นหลายฉบับ โดยเฉพาะเป็นเช็คของขวัญที่มิใช่เช็คของบริษัทเองหรือแคชเชียร์เช็ค ซึ่งน่าจะใช้เป็นหลักฐานในการชำระเงินได้ดีกว่า พยานหลักฐานจึงมีพิรุธ ไร้น้ำหนักน่าเชื่อถือการที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมสรรพากรถือว่าเป็นเงินตามเช็คของขวัญดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมิน ต้องเสียภาษีอากร จึงชอบแล้ว

...อดีตผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการของ คตส. บอกว่า จากการตรวจสอบในช่วงปี 2532-2533 ซึ่งเป็นช่วงต่ออายุสัมปทานโรงเหล้า ปรากฏว่า มีเช็คของขวัญของบริษัทเหล้าและบริษัทในเครือปลิวว่อนแจกจ่ายไปยังรัฐมนตรีข้าราชการระดับสูงทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ประมาณ 2,000 ล้านบาท

อานิสงส์กรณี"เช็คของขวัญ" นำมาสู่บทบัญญัติในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 103 ว่าด้วยห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด..."เช็คของขวัญพรรค์อย่างนี้เอง ที่เป็นที่มาให้มีการออกกฎหมายห้ามรับของขวัญ โดย ป.ป.ช. หลังจากนั้น จึงได้ออกประกาศ กำหนดห้ามเจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใด มูลค่าเกินหว่า 3,000 บาท

มิใช่เรื่องลูกหมาบางแก้ว ที่นายกฯ ซื้อจากชาวบ้าน แล้วประกาศจะให้ ลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาตัวเอง

หากเจตนาดีต่อการตรวจสอบการทุจริตจริงๆ ควรหยุดจับหมาชนแกะในลักษณะนี้ เพราะมันจะสร้างความเบื่อหน่าย ลดความศักดิ์สิทธิ์ของข้อห้ามที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

เพิ่มข้อหาปาร์กรับใต้โต๊ะ115ล. - ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

เอเอฟพีรายงานเมื่อ 4 ม.ค. ถึงความ คืบหน้าในการดำเนินคดีกับน.ส.ปาร์ก กึนเฮ อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งถูกปลดจากตำแหน่งหลังพัวพันกับกรณีคอร์รัปชั่น ฉาวของนางชเว ซูนซิล ว่า อัยการเกาหลีใต้แถลงว่ากำลังพิจารณาตั้งข้อหาน.ส.ปาร์กฐานรับเงินสินบนราว 1.5-6 ล้านบาท ต่อเดือน จากหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (เอ็นไอเอส) ตั้งแต่ปี 2556-2559 รวมเป็นเงินกว่า 115 ล้านบาท เพิ่มจากคดีที่น.ส.ปาร์กถูกตั้งข้อหาแล้ว 18 ข้อหา รวมถึงรับสินบน และใช้อำนาจในทางมิชอบ

ด้านสำนักข่าวยอนฮัประบุว่า อดีตผู้นำหญิงใช้เงินสินบนเป็นการส่วนตัว และนำไปสนับสนุนกลุ่มฐานเสียงของตนเอง ซึ่งก่อนหน้านี้อดีตผู้อำนวยการเอ็นไอเอส 2 คนถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหายักยอกงบประมาณไปจ่ายสินบน