You are here

CG and corruptions News - 5 November 2018

เปลี่ยนตัวกก.สืบฯจัดซื้อครุภัณฑ์พบมีเอี่ยวปี58 - ไทยโพสต์

ยื่น'ประจิน'สอบ'นักเรียนผี' โผล่โรงเรียนสพฐ.ทั่วประเทศ - กรุงเทพธุรกิจ

กก.มหา'ลัยวุ่น-ชิงออก - มติชน

ท้าทบ.โชว์สัญญา ซื้อฮ.แพง ศรีสุวรรณตามจิก - ไทยรัฐ

ชงนายกฯตั้งคณะกรรมการสอบอควาเรียม 5 พ.ย.นี้ - ไทยรัฐ

กกท.ตรวจสอบเข้ม - ไทยรัฐ

กองปราบฯจับจนท.ที่ดินตรัง ร่วมกับพวกปลอมโฉนดตุ๋นเหยื่อ - แนวหน้า

ตั้งสอบ5ตร.ช่วยเอมี่หลุดคดี - มติชน

What's holding up the watch probe? - BANGKOK POST

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: คสช.ต้องเลือกสิ่งที่ถูกต้อง มิฉะนั้น อำนาจก็ไร้ความชอบธรรม - แนวหน้า

เสียงโอดครวญจาก...นายกสภา-กรรมการสภา-อธิการบดี ทำไม?? - มติชน

บทบรรณาธิการ: ประเทศที่ไม่มีธรรมาภิบาลปัญหาใหญ่ในการเมืองของประเทศหลังการ - แนวหน้า

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: ตรวจสอบกองทัพ - เดลินิวส์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: คอร์รัปชั่นกับ เมกะโปรเจกต์ - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: จับโกหกผู้บริหาร บจ. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ฉุก(ละหุก)คิด: ลับจนไม่โปร่งใส? - โลกวันนี้

คอลัมน์ รอบโลกวันนี้: พัวพันทุจริตวันเอ็มดีบี - แนวหน้า

เปลี่ยนตัวกก.สืบฯจัดซื้อครุภัณฑ์พบมีเอี่ยวปี58 - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

'โกศล'พบข้อมูลใหม่มีการกระทำผิดแบบเดียวกันตั้งกรรมการสอบแต่เรื่องกลับเงียบ

ศึกษาธิการ * "โกศล" เผยพบทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะ ม.ต้น ภาคอีสาน มีการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ปี 58 และมีการตั้งคณะกรรมการสอบ แต่เรื่องกลับเงียบหาย ทีมกฎหมาย ศธ.สรุป ต้องเปลี่ยนตัว "ณรงค์ แผ้วพลสง - ณรงค์ เพชรล้ำ" ออกจากการเป็นกรรมการสืบสวนชุดปัจจุบัน เหตุมีเอี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อปี 58

พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึก ษา รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น งบประ มาณ 6 แสนบาทต่อโรงเรียน วงเงิน 279 ล้านบาท ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ในภาคอีสาน ว่า เมื่อ เร็วๆ นี้ นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระ ทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวได้แจ้งให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) และนายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ตรวจราชการ ศธ. อดีตรองเลขาฯ กพฐ.ได้ส่งคำชี้แจงถึงการดำเนินงานโครงการดังกล่าวมาให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงใช้ประกอบการพิจารณาแล้ว และภายในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ คณะทำงานฯ น่าจะสรุปผลการตรวจสอบให้ตน และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ.พิจารณาได้ ส่วนคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงชุดที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งขึ้น โดยมีนายสนิท แย้มเกษร ผู้ช่วยเลขาฯ กพฐ.เป็นประธานนั้น คาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการสอบสวนอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก

ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ตนได้รับทราบข้อมูลมาว่าในสมัยที่นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. ดำรงตำแหน่งเลขาฯ กพฐ.ได้ตรวจ สอบพบมีคนในสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลายของ สพฐ. แก้ไขเปลี่ยน แปลงงบประมาณปี 2559 โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์โดยพลการ ทั้งที่ไม่มีอำนาจดำ เนินการ เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับที่เกิดเรื่องอยู่ขณะนี้ ซึ่งนายการุณได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตั้งแต่ปี 2558 แต่เรื่องก็เงียบหายไป ล่าสุด รมว.ศธ.ทราบเรื่องและได้กระตุ้นทาง สพฐ. จึงสรุปผลการสืบสวนฯ กรณีดังกล่าว และพบว่าเป็นการกระทำผิดจริง จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง นายณรงค์ เพชรล้ำ ผอ.กลุ่มแผนและงบประมาณ สำนักบริการงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีนายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็นประ ธานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ซึ่งตนและทีมกฎ หมายเห็นว่า ทั้งนายณรงค์ แผ้วพลสง และนายณรงค์ เพชรล้ำ ต่างก็เกี่ยวข้องและถูกสอบสวนกรณีการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 279 ล้านบาทอยู่ ดังนั้นจึงเสนอให้มีการเปลี่ยนประธานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงกรณีดังกล่าว

พล.อ.โกศลกล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีชัยภูมิ ที่มีการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับที่นั่งเรียน ที่มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงพบว่ามีมูล ความผิด แต่พอตั้งคณะกรรม การสอบสวนวินัย กลับมีการยุติเรื่องโดยระบุว่าไม่มีมูลนั้น และเมื่อตนได้นำเรื่องนี้มาดูเอง คณะกรรมการสอบสวนฯ จึงเสนอเรื่องกลับมาใหม่ว่าไม่ยุติเรื่อง และลงโทษให้ตัด เงินเดือนผู้อำนวยการราย ดังกล่าวร้อยละ 5 ซึ่งตนได้หารือกับศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ชัยภูมิ ทำให้ทราบว่า คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่เคยเรียกผู้ปกครองนักเรียนไปสอบหรือให้ปากคำเลย ทั้งที่มีผู้ปกครองมาร้องเรียนกับตนกว่า 10 คน ดังนั้น ศธจ.ชัยภูมิจึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงขึ้นมาใหม่ ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนฯ ชุดใหม่ได้สรุปแล้วว่า มีความผิดจริงทั้งผู้อำนวยการโรงเรียนและหน้าห้อง พร้อมกับเสนอให้ไล่ออกจากราชการตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นตนจะไปหารือกับนายการุณให้ติดตามเรื่องนี้ นอกจากนี้อาจจะต้องมีการพิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง คณะกรรมการสอบสวนฯ ชุดแรกที่เสนอให้มีการยุติเรื่องด้วย เพราะทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนแต่ไม่มีการนำไปใช้ ซึ่งส่งผลให้การสอบสวนฯ เป็นไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น.

ยื่น'ประจิน'สอบ'นักเรียนผี' โผล่โรงเรียนสพฐ.ทั่วประเทศ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ การตรวจสอบทุจริตเบิกจ่าย เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน ของโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ประจำปี 2561 พบความผิดปกติคือมีการนำรายชื่อเด็กในเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกัน มาเวียนขอรับเงินสนับสนุน หรือเรียกว่า "นักเรียนผี" คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

ทีมข่าวเนชั่นทีวี ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ครูรายหนึ่งในจ.ชัยภูมิ ให้ตรวจสอบทุจริตการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน ประจำปี 2561 ซึ่งเป็นงบประมาณที่กระทรวงศึกษาธิการ อนุมัติให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นำไปแจกจ่ายให้โรงเรียนในสังกัดสพฐ.ทั่วประเทศ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลคนละ 1,700 บาท ประถมศึกษา 1,900 บาท มัธยมศึกษาตอนต้นคนละ 3,500 บาท และมัธยมศึกษาตอนปลายคนละ 3,800 บาท

"โดยพบพฤติการส่อทุจริต ของผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่งในจังหวัดชัยภูมิ ที่นำรายชื่อและเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักของนักเรียน ในเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกัน มาเวียนขอรับ งบประมาณ หรือเรียกว่า นักเรียนผีซึ่งนอกจากจะเบิกจ่ายเงินซ้ำซ้อน ยังส่งผลต่อการบริหารงาน และ ภาพลักษณ์ของวงการการศึกษาไทยด้วย เนื่องจากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริหารของโรงเรียนได้เลื่อนตำแหน่งเร็วขึ้น หรือได้รับสิทธิ์เลือกโรงเรียนแห่งใหม่ได้"

ทั้งนี้หลังพบความผิดปกติ กลุ่มครูในจ.ชัยภูมิ รวบรวมเอกสารหลักฐาน ไปยื่นร้องเรียนต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อ.ประจินได้สั่งการไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยเมื่อวันที่ 22 ต.ค.2561 รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ส่งหนังสือลงคำสั่งด่วนที่สุด ไปยังนายอำเภอ 9 อำเภอ ในจ.ชัยภูมิ รวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ และนายกเทศมนตรีเมืองชัยภูมิ ให้รายงานผลการตรวจสอบให้ทราบ ภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2561

นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยอมรับว่า ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ และพบความผิดปกติจริง โดยพบว่าจำนวนนักเรียนในสังกัดสพฐ. 180,000 คน มีตัวตนจริงเพียง 110,000 คนเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 70,000 คน เป็นนักเรียนผี ที่มีรายชื่อซ้ำซ้อน ซึ่งหากคิดเป็นงบประมาณที่ภาครัฐสูญเสียไปน่าจะมากถึงหลักพันล้านบาท

"หลังจากนี้จะดำเนินการตรวจสอบจำนวนนักเรียนในระยะที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2561 ต่อไป รวมถึงตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องในโครงการ ตั้งแต่ผู้บริหารสถานศึกษา ไปจนถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และข้าราชการในกระทรวง หากพบความผิดจะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาอย่างไม่ละเว้น"

กก.มหา'ลัยวุ่น-ชิงออก - มติชน ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

แห่หลบระเบียบใหม่ปปช.ให้ทุกเมีย-กิ๊กโชว์ทรัพย์สินศธ.หวั่นสุญญากาศ-สะดุดงานอัมพาต-ประชุมไม่ครบทปอ.เล็งยื่นให้เร่งทบทวน

รมช.ศึกษาธิการเผยนายกสภามหาวิทยาลัยแห่โทรปรึกษาหลังกรรมการสภาเล็งลาออก เหตุ ป.ป.ช. กำหนดให้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย ทั้งที่แค่ดูนโยบายไม่เกี่ยวบริหารงบ

'ศธ.-ทปอ.'จี้ปปช.แก้แจงทรัพย์สิน

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งรวมถึงนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภา และอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ว่า ขณะนี้มีนายกสภาหลายแห่ง โทรศัพท์เข้ามาปรึกษากับตน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะขณะนี้มีกรรมการสภาหลายแห่งเริ่มทยอยลาออก ทำให้สภาเองเกิดความกังวล หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ สภามหาวิทยาลัยจะเกิดสุญญากาศ ไม่สามารถอนุมัติเรื่องสำคัญๆ ได้ เพราะองค์ประกอบสภาไม่ครบ

"ดังนั้น ผมจึงหารือกับนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้ทำหนังสือถึงป.ป.ช.เพื่อขอให้แก้ไขประกาศดังกล่าว" นพ.อุดมกล่าว

อัดปปช.ไม่ถามความเห็นทำวุ่น

นพ.อุดมกล่าวว่า ประกาศฉบับนี้ออกมาโดยไม่ได้สอบถามความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับผล กระทบค่อนข้างมาก ต่อไปอาจทำให้ไม่มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยแนะนำ หรือให้ข้อคิดเห็นเรื่องการพัฒนาการศึกษา เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถผลิตบัณฑิตได้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และความต้องการของประเทศ

"เรื่องนี้ ป.ป.ช.มองด้านเดียว ทั้งที่ความจริงแล้ว ก่อนออกกฎหมายอะไร ควรสอบถามผู้ได้รับผลกระทบก่อน ผมได้ถามไปทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ว่า ป.ป.ช.เคยมีหนังสือสอบถามเรื่องนี้หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่เคยถาม ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม เพราะข้อเท็จจริงสภามหาวิทยาลัยไม่ได้มีอำนาจในการอนุมัติงบประมาณของมหาวิทยาลัย ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินเลย หากคนที่ออกกฎหมายเข้าใจในจุดนี้แล้วสอบถามก่อน จะไม่เกิดปัญหา ผมคิดว่าเรื่องนี้จะส่งผล กระทบอย่างมาก เพราะกรรมการสภาหลายคนคงลาออก ทั้งนี้ บางคนเป็นนักธุรกิจ เข้ามาทำงานเพราะอยากช่วยพัฒนาการศึกษา แต่ถ้าเข้ามาแล้วเกิดความยุ่งยาก ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงบุตร และภรรยาก็ต้องแจ้งด้วย หากมีความผิดพลาด เขาก็เดือดร้อน ถ้าเป็นผม ผมก็ลาออกดีกว่า" นพ.อุดมกล่าว

ชี้ประกาศปปช.ได้ไม่คุ้มเสีย

นายภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ประกาศป.ป.ช.ที่กำหนดผู้ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินรวมถึงนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย สิ่งที่ตามมานั้น สร้างผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะกรรมการสภา เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้ยุ่งกับการบริหารงานของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่เสนอ และแนะนำนโยบายของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีโอกาสที่จะรับเงิน หรือมีโอกาสที่จะร่ำรวยผิดปกติ เพราะไม่ได้ยุ่งกับการบริหารงานของมหาวิทยาลัย และผลตอบแทนที่ได้มีเพียงเบี้ยประชุมเท่านั้น อีกทั้งสภามหาวิทยาลัย มีภาระงานมาก ทำให้กรรมการสภาบางส่วนเห็นว่าเมื่อมาทำงานเสียสละ กลับมีภาระเพิ่มเติมโดยต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินอีก ทำให้กรรมการหลายคนเริ่มพูดคุยกันว่าไม่อยากทำหน้าที่แล้ว

"อย่างมหาวิทยาลัยนครพนมที่ผมเป็นนายกสภา ขณะนี้มีกรรมการสภาบางคนเริ่มคุยกันเรื่องลาออกแล้ว เชื่อว่าหลังจากวันที่ 1 ธันวาคม จะมีกรรมการสภาลาออกจำนวนมาก ต่อไปมหาวิทยาลัยจะหากรรมการสภามาทดแทนยากมากขึ้น จะสร้างปัญหาให้กับอุดมศึกษาทั้งระบบ สรุปแล้วประกาศของ ป.ป.ช.ที่ออกมานั้น จะได้ไม่คุ้มเสีย และไม่เห็นจะมีข้อดีอย่างไร" นายภาวิชกล่าว

'สมชัย'ชี้แจ้งทรัพย์สินมหา'ลัยวุ่น

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร รักษาการแทนคณบดีสำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องการกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐ ครอบคลุมนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้วย นอกจากอธิการบดีและรองอธิการบดีที่เคยกำหนดให้แจ้งก่อนหน้านี้ เป็นเหตุให้รองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรัฐบางแห่งลาออกยกทีม และมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีอะไรไม่โปร่งใสหรืออย่างไรจึงต้องลาออก ทั้งๆ ที่เหตุผลที่แท้จริงคือรำคาญที่ทำงานเสียสละให้มหาวิทยาลัยแล้วยังต้องมาแจ้งทรัพย์สิน ประกาศต่อสาธารณะ แจ้งไม่ครบหรือเผลอๆ อาจเจอคดีอาญา

นายสมชัยกล่าวว่า ความเหมาะสมของเรื่องดังกล่าว คือ สามารถไปบอกชาวโลกได้ว่าประเทศของเราโปร่งใส แม้ตำแหน่งที่ไม่ใช่บริหารเพียงแค่กำกับนโยบาย ยังบังคับให้แจ้งทรัพย์สิน ดูดีที่จะไปสื่อสารกับชาวโลก แต่กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งคือผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นเลยจากการทำงานประจำ บางท่านสูงอายุแต่ยังมากด้วยประสบการณ์ จึงเข้ามาเป็นกรรมการสภา ด้วยเบี้ยประชุมไม่กี่พันบาท ไม่มีสิทธิพิเศษอะไร ไม่มีทีมงาน ไม่มีเลขาฯส่วนตัวที่จะมานั่งกรอกรายการบัญชีทรัพย์สินไม่ว่าจะมากหรือจะน้อย แถมยังต้องประกาศต่อสาธารณะว่ามีทรัพย์สินเท่าไร ไม่ว่าจะน้อยหรือจะมากก็คงไม่อยากประกาศให้โลกรู้

คาดกก.สภามหา'ลัยออกเกินครึ่ง

"หากแจ้งไม่ครบ เช่น ยืมเพื่อนมาแต่มาโชว์ให้คนอื่นเห็น ก็เป็นเรื่องเป็นราวต้องแก้ตัวกันพัลวันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยแก่สังคม หรือหากตกหล่นจริง ก็จะกลายเป็นความคดีอาญาถึงขั้นติดคุกติดตะรางได้ ทั้งนี้ มีเวลา 30 วันหลังจากประกาศ ป.ป.ช. หากไม่ยื่นก็ต้องลาออก เชื่อว่าวันนี้ใบลาออกของกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกินกว่าครึ่งของกรรมการสภาทุกมหาวิทยาลัยคงพิมพ์เสร็จแล้ว เพื่อรอยื่นก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นการลาออกที่มิใช่หนีการตรวจสอบ แต่เพราะรำคาญกับระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่จำเป็น มหาวิทยาลัยรัฐทุกแห่งจะมีกรรมการสภาเหลือไม่ถึงครึ่ง จะประชุมได้หรือไม่ วาระต่างๆ จะคั่งค้างไปอีกกี่เดือนกว่าจะสรรหาคนใหม่มา เรื่องสำคัญต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่ต้องตัดสินใจโดยสภาจะถูกชะลอออกไปอีกถึงเมื่อใด วันนี้ขอเสนอสิ่งที่เป็น Worst case scenario (กรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้) ขออย่าได้เป็นจริง" นายสมชัยกล่าว

ท้องถิ่นศรีสะเกษหนุนป.ป.ช.

นายสิริดนย์ น้าวิไลเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลขุนหาญ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ประกาศ ป.ป.ช.ที่ข้าราชการประจำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น ปลัดเทศบาล ปลัด อบต.และ อบจ. เป็นต้น ยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยนั้นเป็นเรื่องดีมาก จะป้องกันการทุจริตครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพราะในการทุจริตนั้นผู้บริหาร อปท.จะทำเพียงคนเดียวไม่ได้ หากข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือด้วย ส่วนที่ให้ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วยนั้นก็ดี เพราะนักการเมืองบางคนเอาทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตโอนเป็นของภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส วิธีการนี้จะเป็นการป้องกันการโกงได้เป็นอย่างดี

นายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ กล่าวว่า เป็นประกาศที่ดีมาก ช่วยให้การบริหารงานในส่วนของ อปท.เป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยเฉพาะที่ให้ข้าราชการท้องถิ่นยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง เพราะหากข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือกับผู้บริหารท้องถิ่น ก็ไม่เกิดการทุจริต ดังนั้นประกาศ ป.ป.ช.ฉบับนี้จะช่วยให้ประเทศชาติปราศจากทุจริตมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ท้าทบ.โชว์สัญญา ซื้อฮ.แพง ศรีสุวรรณตามจิก - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ป้อมยันโปร่งใส กห.จวกบิดเบือน ตู่ห่วงวาทะโจมตี

“บิ๊กป้อม” นำทีมกลาโหมโต้แหลก ทบ.ซื้อ ฮ.แพงเกินจริง โวยราคาสูงเพราะออปชันต่างกัน การันตีโปร่งใสตรวจสอบได้ “คงชีพ” ซัดเช็กให้ดีก่อนจุดพลุมั่ว “รองโฆษก กห.” จวกบิดเบือนโยงเหตุ “ฮ.เจ้าสัววิชัย” โหม่งโลก กล่าวหากองทัพไม่ตรงความจริง แจงแพงกว่าทั่วไปเพราะซื้อแบบ Total Package เพิ่มระบบบินอัตโนมัติ-ขยายเวลาบำรุงรักษาจาก 2 เป็น 4 ปี “ศรีสุวรรณ” ท้า ผบ.ทบ.โชว์สัญญาจัดซื้อพิสูจน์ซิมูเลเตอร์มีจริงหรือไม่ ข้องใจใช้วิธีพิเศษเอื้อบริษัทเอกชน “อลงกรณ์” จี้ สตง.-สำนักงบฯเร่งตรวจสอบ “บิ๊กตู่” ห่วงวาทกรรมโจมตีรัฐบาล โวยจะเป็นประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องให้ร้าย “อภิสิทธิ์” บี้ คสช.ปล่อยผีนักการเมือง “เจ๊หน่อย” ลุยตลาดวงศกร ฟุ้งคืนความสุขประชาชน พท.ถกกรรมการยุทธศาสตร์นัดแรกไร้เงา “จาตุรนต์” ด้าน “สุเทพ” เดินตลาดได้รอยยิ้มคนเมืองจันท์

หลังจาก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ชี้แจงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคม องค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นร้องสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดหาเฮลิคอปเตอร์ออกัสตา เวสต์แลนด์ รุ่น AW139 และรุ่น AW149 ของกรมการขนส่งทหารบก ที่จัดซื้อช่วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็น ผบ.ทบ.แพงเกินจริงว่ามีเครื่องจำลองการฝึกภาคพื้น (ซิมูเลเตอร์) และอุปกรณ์เพิ่มเติม ราคาจึงสูงกว่าปกติ ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พร้อมทีมงานออกมาตอบโต้ว่าเป็นข้อกล่าวหากองทัพบก โดยไม่มีมูลความจริง

“บิ๊กป้อม” โต้ ฮ. AW139-149 ไม่แพง

เมื่อเวลา 09.55 น.วันที่ 2 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นร้องสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดหาเฮลิคอปเตอร์ออกัสตา เวสต์แลนด์ รุ่น AW139 และรุ่น AW149 ของกรมการขนส่งทหารบก ที่จัดซื้อในช่วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็น ผบ.ทบ. แพงกว่าเฮลิคอปเตอร์ออกัสตา เวสต์แลนด์ รุ่น AW169 ของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ และประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ที่ประสบอุบัติเหตุว่านายวิชัยซื้อเครื่องเปล่าและราคาไม่ใช่อย่างที่นายศรีสุวรรณระบุ ตอนกองทัพบกจัดซื้อ เฮลิคอปเตอร์รุ่น AW169 ยังไม่มีมาเลย และออปชันไม่เหมือนกัน ที่แพงเพราะออปชันแต่ละลำไม่เหมือนกัน เมื่อถามว่าออปชันที่ว่ามีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง พล.อ.ประวิตรตอบว่า “โอ้โห ผมไม่ใช่นักบิน”

การันตีซื้อโปร่งใสท้าตรวจสอบ

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เดี๋ยวกองทัพบกจะออกมาชี้แจงการจัดซื้อ ก่อนนี้ชี้แจงไปแล้วแต่ไม่ฟังกันเอง เรื่องนี้ยังไม่มีอะไร ไม่ทันไรก็ไปยื่นแล้ว ไม่รู้อะไรเลยว่าถูกหรือผิด กองทัพบกซื้อแบบจีทูจี (รัฐบาลต่อรัฐบาล) ไม่ซื้อแพงไม่ซื้อถูก เราซื้อตามราคาที่เขากำหนด ยืนยันว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้

“คงชีพ” ตอกเช็กให้ดีก่อนจุดพลุมั่ว

ด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวง กลาโหม กล่าวว่า เฮลิคอปเตอร์ออกัสตา เวสต์แลนด์ AW169 ของนายวิชัย ขนาด 5-7 ที่นั่ง ของทหารใช้รุ่น AW139 และรุ่น AW149 ขนาด 14-16 และขนาด 10 ที่นั่ง ตัวเครื่องใหญ่กว่า พร้อมซื้อแพ็กเกจเสริมเรื่องการอบรม การซ่อมบำรุง และซื้อมาประกอบ ที่ไทยเพราะมีข้อตกลงกันอยู่ ทั้ง 2 รุ่นจัดซื้อในปี 55 ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.ลองคิดดูเป็นรัฐบาลชุดไหน ก่อนเข้า ครม.ต้องผ่านสภาฯ กลั่นกรองก่อนด้วย เป็นงบฯปี 54 นายศรีสุวรรณถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจเดินมาถามกองทัพบกก่อนดีกว่า ก่อนไปให้ข้อมูลกับสื่อหรือไปร้องเรียนอะไร ไม่ใช่กังวลไปทุกเรื่อง กองทัพบกพร้อมรับการตรวจสอบ ทราบว่า ผบ.ทบ.มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงรายละเอียดแล้ว ตนพูดในหลักการคร่าวๆก่อน เพราะเดี๋ยวจุดพลุไปกันใหญ่ กล่าวหาว่าซื้อเฮลิคอปเตอร์ มาแพง เชื่อมั่นกองทัพบกชี้แจงได้

ทบ.จวกกล่าวหาด้วยข้อมูลเท็จ

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ตามที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคม องค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ตระกูล AW ของกองทัพบก โดยเทียบราคาเฮลิคอปเตอร์ที่ประสบอุบัติเหตุของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ มาเสนอข้อมูลไม่ตรงความจริง เป็นการกล่าวหากองทัพบก ที่นำเอาเหตุการณ์ของผู้เสียชีวิตมาเชื่อมโยงข้อเท็จจริงกองทัพบกได้จัดหาเฮลิคอปเตอร์ AW139 และ AW149 ตามขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อจัดหาตามระเบียบของทางราชการ ส่วนเฮลิคอปเตอร์ AW169 ที่ประสบอุบัติเหตุมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ทั้งขนาดเครื่องยนต์ เพดานบิน น้ำหนักบรรทุก ความเร็ว ระบบนำทาง ระบบรักษาความปลอดภัย ที่นั่งนักบินและผู้โดยสาร ระยะเวลาและระยะทางการบินสูงสุด อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เพื่อใช้ปฏิบัติการทางการทหาร แตกต่างกับ AW169 ที่ขนาดเล็กกว่า ทำให้มีราคาแตกต่างกับเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป

มีออปชันเสริมแพงกว่าเครื่องเปล่า

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่าในปี 2557 กองทัพบกได้จัดหาเฮลิคอปเตอร์ AW139 สำหรับภารกิจบุคคลสำคัญ โดยจัดซื้อแบบ Total Package ประกอบด้วยชิ้นส่วนซ่อมอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เครื่องมือพิเศษสำหรับซ่อมระบบใบพัด การเพิ่มระบบการบินอัตโนมัติ และหลักสูตรการอบรมนักบินและช่างเพิ่มเติมและได้เพิ่มระยะเวลาสนับสนุนชิ้นส่วนซ่อมและการบำรุงรักษาจาก 2 ปี เป็น 4 ปี ทำให้ราคาแตกต่างกับการซื้อเฉพาะเครื่องบินเปล่า ส่วนการเปรียบเทียบราคาโดยเอาวงเงินจัดซื้อ ไปหารแบ่งเป็นราคาจำนวนลำนั้นเป็นลักษณะข้อมูลที่ผิดไปจากความจริง อีกทั้งการนำข้อมูลไปร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ กองทัพบกพร้อมจะให้ข้อเท็จจริงและขอยืนยันกระบวนการจัดซื้ออย่างตรงไปตรงมาตามระเบียบ โดยยึดประโยชน์สูงสุดเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งานเป็นสำคัญ

“ศรีสุวรรณ” ท้า ผบ.ทบ.โชว์สัญญาซื้อ ฮ.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องถึง พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างเฮลิคอป– เตอร์ของกรมการขนส่งทหารบก รุ่น AW139 และรุ่น AW149 จากบริษัทอากัสต้าเวสต์แลนด์ เอส.พี.เอ. ประเทศอิตาลี จำนวน 14 เครื่อง ว่า เหตุใดจึงซื้อในราคาแพงกว่าเฮลิคอปเตอร์ รุ่น AW169 ของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ทั้งที่ซื้อจากบริษัทเดียวกัน

คาใจวิธีพิเศษ–ซิมูเลเตอร์มีจริงไหม

“ที่สำคัญการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ มีความจำเป็นจริงหรือไม่ ใช้เงินถูกต้องตามวัตถุประสงค์ไหม รวมทั้งมีการเอื้อประโยชน์ให้กันระหว่างกองทัพบกกับบริษัทนี้หรือไม่ และก่อนหน้านี้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ได้ชี้แจงว่ามีทั้งเครื่องจำลองการฝึกภาคพื้น หรือซิมูเลเตอร์ รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์เพิ่มเติม จึงทำให้ราคาสูงกว่าเครื่องปกตินั้น มองว่า พล.อ.อภิรัชต์คงให้ข้อมูลผิดพลาด จึงขอท้าพิสูจน์ แสดงให้เห็นว่าซิมูเลเตอร์ที่กล่าวอ้างนั้น มีอยู่จริงหรือไม่” นายศรีสุวรรณกล่าว

ชงนายกฯตั้งคณะกรรมการสอบอควาเรียม 5 พ.ย.นี้ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในโครงการสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม ทะเลสาบสงขลา วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งประกอบด้วย ศธ. กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า

ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมร่วมกัน เพื่อชี้มูลความผิดกรณีตรวจสอบพบความไม่โปร่งใสในการก่อสร้างโครงการดังกล่าว และเสนอมาให้พิจารณาพร้อมกันทีเดียว ซึ่งในที่ประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หารือเพื่อชี้มูล แต่มีเพียง มท.เท่านั้นที่ไม่ได้ชี้มูลมา และไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ซึ่งตามกฎหมายหากคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตรวจสอบแล้วมีความเกี่ยวข้องแม้จะไม่ได้ชี้มูลมาก็สามารถตั้งคณะกรรมการสอบฯได้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณารายชื่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง โดยมีประมาณ 4-5 คน มาจากทุกหน่วยงาน ซึ่งประธานและเลขานุการคณะกรรมการจะเป็นข้าราชการของ ศธ. โดยตนจะเสนอให้นายกฯ พิจารณาในวันที่ 5 พ.ย.นี้.

กกท.ตรวจสอบเข้ม - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผู้บริหารส.กีฬา รับเงินเดือน! ย้ำห้ามหากำไร

กกท.ระบุผู้บริหารสมาคมกีฬารับเงินเดือนได้ แต่จะเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ต้องไปพิจารณาอีกครั้ง พร้อมย้ำห้ามสมาคมกีฬาดำเนินการหากำไรแล้วนำมาแบ่งกัน ขณะที่"ทนายโบ้"นรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ ประธานฝ่ายกฎหมายสมาคมฯ ชุดก่อน เผยแม้วรวีร์ มะกูดี ซึ่งเป็นนายกสมาคมฯจะหาสิทธิประโยชน์เข้าสมาคมฯได้ แต่ก็ไม่เคยได้รับเงินเดือน อย่างไรก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้น อาจไม่ผิดกฎหมายแต่ต้องไปดูเรื่องจริยธรรมหรือความเหมาะสมอีกครั้ง

จากกรณีที่"บิ๊กเจี๊ยบ"พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก อดีตเลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯแถลงข่าวพร้อมกับทำหนังสือถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.)ให้ตรวจสอบความโปร่งใสการบริหารงานและการทำงานในสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ที่มี "บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นนายกสมาคมโดยเฉพาะการรับเงินเดือนของนายกสมาคม และสภากรรมการฯว่าสามารถทำได้หรือไม่ ขณะที่พล.ต.อ.สมยศออกมาโต้ทันทีว่ารับเงินเดือนจริงแต่บริจาคให้สมาคมไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการ กกท.ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา เปิดเผยว่า ในเรื่องนี้ตามหลักการทั่วไปต้องแยกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกการรับเงินเดือนของคณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาทำได้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ทำได้ เรื่องเงินเดือนนี้ก็ต้องไปดูข้อบังคับของสมาคมกีฬานั้นๆควบคู่กันไปด้วย ส่วนอีกประเด็น กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ ก็ต้องไปพิจารณาอีกครั้ง

รองผู้ว่าการ กกท.กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาพบว่าหลายสมาคมกีฬาที่มีงบประมาณเพียงพอ ก็จะมีการให้เงินเดือนกับคณะกรรมการสมาคมแต่ต้องย้ำตรงนี้ด้วยว่ากฎหมายกีฬาก็ห้ามที่จะให้สมาคมกีฬาดำเนินการหากำไรแล้วมาแบ่งปันกัน ยกตัวอย่างหากสมาคมกีฬาจัดกิจกรรมใด แล้วมีเงินเหลือก็ต้องนำเงินนั้นเข้าสู่สมาคมกีฬา ห้ามที่จะนำเงินเหลือนั้นไปแบ่งให้คณะกรรมการบริหารสมาคม

ด้าน "ทนายโบ้" นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ซึ่งเป็นประธานฝ่ายกฎหมายให้กับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ในชุดที่นายวรวีร์ มะกูดี เป็นนายกสมาคม เปิดเผยว่า ตนดูแลงบดุลผู้บริหารสมาคมชุดก่อนยืนยันว่า นายวรวีร์นายกสมาคมและสภากรรมการรวมทั้งตนไม่มีเงินเดือน ขณะที่ในส่วนของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด ตั้งขึ้นมาเป็นนิติบุคคล มีการจ่ายเงินเดือน

"ก่อนหน้านี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯไม่ได้มีผลกำไรใดๆผู้บริหารสมาคมไม่เคยมีเงินเดือนอยู่แล้ว จนมายุคนายวรวีร์ เริ่มมีการหาสิทธิประโยชน์เข้าสมาคม โดยร่วมมือกับสยามสปอร์ต แต่ผมยืนยันว่าผู้บริหารสมาคมก็ไม่ได้รับเงินเดือน ส่วนที่ผู้บริหารชุดนี้รับเงินเดือน อาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องดูเรื่องจริยธรรม หรือความเหมาะสมด้วย"นายนรินทร์พงศ์กล่าว

กองปราบฯจับจนท.ที่ดินตรัง ร่วมกับพวกปลอมโฉนดตุ๋นเหยื่อ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. พร้อมคณะ แถลงจับกุมผู้ต้องหา ร่วมกันปลอมโฉนดที่ดิน ประกอบด้วย 1.น.ส.ศิริพรรณ บุญชนะ เจ้าพนักงานที่ดิน จ.ตรัง จับกุมได้ที่สำนักงานที่ดิน จ.ตรัง 2.นายประสิทธิ์ สังข์ทอง สมาชิก อบต.เกาะเปีย จ.ตรัง จับกุมได้ที่ รพ.ตรัง และ 3.นายสถาพร เกตุเมือง จับกุมได้ที่บ้านในพื้นที่หมู่ 10 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง และร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม พร้อมของกลาง โฉนดที่ดินปลอมหลายฉบับ

พ.ต.อ.ภูมินทร์กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากนายวิเชียร ขาวพิทักษ์วงศ์ ผู้เสียหาย ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป.ว่า ถูก น.ส.ศิริพรรณ กับพวก ร่วมกันปลอมโฉนดที่ดิน 95 ไร่ ในพื้นที่เขาช่องประดู่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่าประมาณ 950 ล้านบาท โดยนายวิเชียร มีเอกสารสิทธิ ภบท.5 ครอบครองที่ดินดังกล่าว ทำประโยชน์มา ตั้งแต่ปี 2539 ต่อมาประมาณปี 2557 มีการประกาศสำรวจและออกโฉนด นายวิเชียร จึงติดต่อเจ้าหน้าที่รังวัด เข้าสำรวจเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน ต่อมาได้รู้จักกับ น.ส.ศิริพรรณ ที่อ้างว่าสามารถช่วยเหลือออกโฉนดที่ดินให้ได้ ก่อนจะนัดพบกันที่สำนักงานที่ดิน จ.ตรัง

พ.ต.อ.ภูมินทร์กล่าวต่อว่า ทาง น.ส.ศิริพรรณ ได้เรียกร้องขอค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 20 ล้านบาท แต่ผู้เสียหายไม่มีเงินให้ จึงยื่นขอเสนอขอแบ่งที่ดิน 2 ไร่ แต่ภายหลังก็มีการติดต่อกันเรื่อยมาโดย น.ส.ศิริพรรณ ขอให้ผู้เสียหาย โอนเงินเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ หลายครั้ง รวมแล้ว กว่า 3 แสนบาท กระทั่งได้พา นายประสิทธิ์ ส.อบต.เกาะเปีย กับนายสถาพร น้องภรรยาของนายประสิทธิ์ นำโฉนดที่ดินปลอม 3 ฉบับ ที่อ้างว่าออกโฉนดให้ได้แล้ว มามอบให้ผู้เสียหาย แต่ภายหลังถึงทราบว่าเป็นโฉนดปลอม จึงแจ้งความดำเนินคดี

สอบสวน น.ส.ศิริพรรณ ให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ปลอมโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่ทราบว่ามีการร่วมกันปลอมโฉนดขึ้นมาหลอกลวง เนื่องจากผู้เสียหายต้องการให้มีการรังวัดสำรวจที่ดินเพื่อออกโฉนด แล้วจะนำที่ดินไปขายต่อให้ผู้อื่น

ตั้งสอบ5ตร.ช่วยเอมี่หลุดคดี - มติชน ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.) เปิดเผยกรณี นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ร้องเรียนคดียาเสพติด ที่มีนายปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ และ น.ส.อาเมเรีย หรือเอมี่ จาคอป อดีต มิสทีนไทยแลนด์ ปี 2006 นักแสดงสาว เป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว กล่าวหาว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายฝ่ายร่วมกันทุจริตในการช่วยเหลือให้ น.ส.อาเมเรียหลุดพ้นคดีร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดในชั้นศาล ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานผลว่ามีมูล เสนอให้ตั้งกรรมการตรวจสอบวินัยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้สรุปเรื่องมาให้แล้ว ตำรวจ 5 นาย ประกอบด้วย พนักงานสอบสวน 2 นาย ชุดจับกุม 2 นาย และตำรวจ สน.ศาลาแดง 1 นาย ทั้งหมดมีความผิดปกติในขั้นตอนการปฏิบัติงาน จึงสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อแสวงหาว่าใครผิดวินัยร้ายแรง ไม่ร้ายแรง แบบไหนอย่างไร คณะกรรมการที่ตั้งไปจะเร่งดำเนินการให้เห็นออกมาเป็นรูปธรรม ส่วนจะมีการย้ายตำรวจทั้ง 5 นายออกจากพื้นที่หรือไม่นั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด

พล.ต.ท.สุทธิพงษ์กล่าว ตามที่นายอัจฉริยะเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนและพยานหลักฐาน กล่าวหาและให้ตั้งกรรมการสอบ ร.ต.ท.ประทุม เดชรัก รอง สวป.ธรรมศาลา พร้อมพวก 5 คน ในการขายบันทึกจับกุมผู้ต้องหาคดีรายสำคัญในท้องที่ บช.น. เอาไปใช้ช่วยเหลือพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ภาค 7 ในราคา 1.5 ล้านบาท เพื่อขอลดหย่อนโทษ ตามมาตรา 100/2 พ.ร.บ.ยาเสพติด ซึ่งมีพฤติการณ์และขบวนการเดียวกับคดี น.ส.อาเมเรีย จาคอป หรือเอมี่ อดีตมิสทีนไทยแลนด์ 2006 ว่า สั่งการให้ พล.ต.ต.บุญฤทธิ์ รอดมา ผบก.น.7 เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเช่นกัน

What's holding up the watch probe? - BANGKOK POST Issued date 4 November 2018

The National Anti-Corruption Commission (NACC) has disappointed the public once again this week with its lame excuse for not completing a long-overdue probe into the high-profile watch scandal involving Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon.The scandal broke last year, exactly 11 months ago, when Gen Prawit, who is also a key figure in the National Council for Peace and Order (NCPO) and minister of defence, was spotted with a luxury watch on his wrist while taking part in a group photo session with new cabinet ministers at Government House. The watch, a platinum Richard Mille RM 029 with a price tag of 2.5 million baht, as well as his flashy diamond ring, caused a stir because the general had failed to include them in his assets declaration as required by the law.

Public suspicion escalated as some netizens, through an exercise in social media crowdsourcing, discovered documented proof of more than 20 different luxury watches, of various brands ranging from Rolex (at least seven items), to four Patek Philippes, on Gen Prawit's wrist over the past years. The total value of the luxury collection, none on the declaration list, is almost 40 million baht, an enormous amount of money for someone who has spent his whole working life in the state service. Suspicions were therefore aroused as to where this undocumented wealth had come from.

After a long silence during the scandal, Gen Prawit finally claimed, unconvincingly, that he did not own the watches but had "borrowed" them from a friend who had since died. The general never mentioned the name of the friend or any other details, saying only that the watches "had been returned". Needless to say, no one was happy with this explanation.

On Friday, in an attempt to show that progress has been made in the controversial probe, NACC secretary-general Worawit Sookboon told the media that the agency had finally received the long-awaited documents regarding ownership of the mysterious timepieces from the respective foreign watch companies.

Mr Worawit said the agency would scrutinise the documents, but failed to provide a timeframe beyond saying that a conclusion is expected to be reached in the not too distant future.

In fact, the anti-graft agency's insistence on seeking such documents from abroad, rather than acquiring proof of ownership from the family of whom Gen Prawit said was his dead friend not only baffled members of the public but also intensified their suspicions. Many said questioning the family involved, if it exists, would be quicker and more practical for the probe; especially as the NACC has complained about a lack of cooperation from local dealers and the time-consuming nature of contacting foreign companies.

In fact, the NACC has been accused of foot-dragging in this saga from the very beginning. It has not hesitated to show sympathy to the troubled deputy prime minister, who likes to repeat his conspiracy theory that ill-intentioned people want to get rid of him to weaken the regime and his brother in arms Prime Minister Prayut Chan-o-cha.

This reluctance to move the probe along on the part of the anti-graft body has simply fuelled public anger. It took the agency several months to even accept the case for investigation, before acquiescing to extended deadlines for Gen Prawit to submit documents to support his claim. That prompted some critics to write off the agency as nothing but a lapdog of the regime.

Since the saga emerged, it took an almost unerring amount of time for the embattled Gen Prawit to break his silence. And when we did, his "I borrowed them from a friend" claim hardly convinced anyone except the graftbusters who were unsurprisingly quick in their willingness to drop the case.

Mr Worawit raised eyebrows when he said that if the timepieces were really loaned, the deputy prime minister was not required to have declared them. Such statements drew boos from legal experts who said it would set a bad precedent for political office-holders as it could be used as a tactic to hide undeclared wealth.

Public anger has forced the graftbusters to carry on with their probe, which they continue to do with all due sluggishness.

Needless to say, the luxury watch saga has reduced public trust in the deputy prime minister as well as the graftbusters, to zero. It has also affected the regime's credibility as it tried to defend one of its own. At one time, prime minister Prayut even asked the media not to be too hard to the troubled general.

However, now that all the documents are in, there can be no further excuses to keep postponing the task further. The NACC must do its best to meet public expectation, and rekindle its trust, by showing integrity and independence.

All of these shenanigans have raised one major question: If our graftbusters can't handle the watch saga in a straightforward manner, how can the public trust them with even more complicated cases in the future?

"Now that all the documents are in, there can be no further excuses to keep postponing the task further."

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: คสช.ต้องเลือกสิ่งที่ถูกต้อง มิฉะนั้น อำนาจก็ไร้ความชอบธรรม - แนวหน้า ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สารส้ม

ปมร้อนเกี่ยวกับโครงการอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 สนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่ากว่า 42,000 ล้านบาท

หลังจากเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2561 สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะรับฟังสาธารณชนแบบเปิด (Open Dialogue) อย่างมีคุณภาพและประเมินผลร่วมกัน (Qualitative Research) โดยมีตัวแทนระดับผู้บริหารของ ทอท.มาร่วมชี้แจงข้อมูลอย่างเต็มที่ และมีองค์กรวิชาชีพและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 12 องค์กร เข้าร่วม อาทิ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมวิศวกรที่ปรึกษา แห่งประเทศไทย, สมาสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (แห่งประเทศไทย) ฯลฯ

หลังจากการรับฟังข้อเท็จจริงแล้ว ที่ประชุมองค์กรวิชาชีพและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่เห็นด้วยกับการจัดวางอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Ter-2) ในตำแหน่งใหม่ ที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนผังแม่บท และล่าสุด นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี สำเนาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานกรรมการบริหารและกรรมการบริหาร ทอท.

สาระสำคัญในหนังสือที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดวางอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Ter-2) ในตำแหน่งใหม่ ที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนผังแม่บท จะเป็นหลักฐานสำคัญต่อไป หากผู้เกี่ยวข้องยังดันทุรังเดินหน้าโครงการ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน ทักท้วงอย่างมีน้ำหนัก มีเหตุผล ครอบคลุมรอบด้าน บางส่วนของเนื้อหา ควรที่จะเผยแพร่ต่อไปสู่สาธารณชนวงกว้าง โดยสรุปดังนี้

1. ปัจจุบัน ทอท. ยังใช้แผนแม่บทปี 2546 มาโดยตลอด ทั้งโดยบริษัท วิทยุการบินฯ เพื่อควบคุมการบิน และโดยทอท. ที่กำลังใช้ในการก่อสร้างอาคาร Satellite-1 (SAT-1) อยู่ในขณะนี้

2. การที่ทอท.ชี้แจงต่อสาธารณชนว่าแผนแม่บทสามารถปรับเปลี่ยนได้โดยง่ายเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์นั้น การชี้แจงดังกล่าวก็เพื่อที่จะนำมาเป็นเหตุที่ ทอท. จะวางอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Ter-2) ที่ตำแหน่งปลายของ Concourse A ของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 นี้เท่านั้น โดยยกเหตุผลประกอบว่า ทอท. ได้ศึกษาวิธีการที่จะใช้ที่ดินแปลงนี้ให้มีศักยภาพสูงสุดเพื่อช่วยแก้ปัญหาในเชิงคุณภาพการให้บริการแก่ผู้โดยสาร ที่ดินแปลงนี้มีศักยภาพเหมาะสมที่จะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่เพิ่มขึ้นเป็นอาคารหลังที่ 2 (Ter-2) เพราะมีหลุมจอดอยู่แล้ว โดยเฉพาะอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Ter-2) เป็นไปตามคำแนะนำของ The International Civil Aviation Organization (ICAO) ซึ่งเหตุผลดังกล่าวของ ทอท. ไม่สอดคล้องกับหลักฐานข้อเท็จจริง และมิได้เกิดจากการวิเคราะห์ Value Impact แต่ประการใด แต่กลับจะส่งผลกระทบเป็นปัญหาเกิดขึ้นตามมา

ตารางเปรียบเทียบนี้ ได้สรุปข้อมูลเพื่อให้เห็นความไม่สอดคล้องในสาระสำคัญตามข้อเสนอแนะในรายงานของ ICAO (2554) เปรียบเทียบกับการพัฒนาอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Ter-2) ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทปี 2561 ของทอท. หากนำไปปฏิบัติได้จริง

3. จากข้อมูล จากคำชี้แจง ประกอบหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์ พบว่า ข้อมูลของ ทอท.มิได้เป็นไปตามแนวทางที่ ทอท. นำเสนอ เช่น

กรณีที่ ทอท.ชี้แจงว่าการพัฒนาเป็นไปตามคำแนะนำของ ICAO ในรายงานเมื่อปี 2554 แต่จากแผนแม่บทใหม่ปี 2561 กลับไม่ได้เป็นไปตามผลรายงานอันเป็นสาระสำคัญของ ICAO

กรณีที่ ทอท. ชี้แจงว่าการปรับปรุงตามแผนแม่บทปี 2561 เป็นไปเพื่อให้มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารจำนวน 150 ล้านคนนั้น ก็มิใช่เป็นผลจากการศึกษาของ ICAO แต่อย่างใด

คำชี้แจงในส่วนนี้ ทอท. มิได้มีข้อมูลใดสนับสนุน โดยเฉพาะไม่มีรายการคำนวณและ Aircraft Movement Simulation บริเวณ Taxiway หน้าอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Ter-2) ซึ่งเป็นเสมือน "ซอย" ที่คับแคบอยู่ในขณะนี้

4. องค์กรวิชาชีพและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์แล้ว พบว่า มีข้อที่น่าวิตกกังวลในประเด็นที่ว่า หากมีการลงทุนด้วยงบประมาณสูงกว่า 42,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Ter-2) ที่ผิดไปจากแผนแม่บทเดิม ในเชิงการประเมิน(Quantitative Evaluation) แล้ว อาจจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อสนามบินและประเทศชาติในอนาคตเป็นอย่างสูงได้

การคัดค้านแนวการพัฒนาที่จะสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Ter-2) ณ ปลาย Concourse A นั้น มีมาโดยตลอด ทั้งจากภาคประชาชนทั่วไป ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์กรวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม รวมถึงอดีตที่ปรึกษาของ ทอท. ในปี 2557 โดยกลุ่ม EPM Consortium ซึ่งทอท. ได้ทำสัญญาจ้างศึกษาด้วยงบประมาณเกือบพันล้านบาท แต่การคัดค้านกลับมีผลให้ถูกบอกเลิกสัญญาจ้างในเวลาต่อมา

ที่ประชุมองค์กรวิชาชีพและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง จึงได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ เห็นควรเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาสั่งการ ให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ชะลอเพื่อให้มีการทบทวนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Ter-2) ณ ตำแหน่งใหม่ปลาย Concourse A นอกพิกัดแผนแม่บท โดยเสนอแนะให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนแม่บทเดิมโดยเร็ว

5.ปัจจุบัน รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือ หากใช้อำนาจเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม สาธารณชนย่อมสรรเสริญ แต่หากใช้อำนาจนั้นปกป้องการดำเนินการที่ถูกคัดค้านด้วยเสียงอันรอบด้าน บนพื้นฐานของเหตุผลข้อเท็จจริง ก็จะลากเอา คสช.ตกหล่มการไร้ซึ่งความชอบธรรม

เสียงโอดครวญจาก...นายกสภา-กรรมการสภา-อธิการบดี ทำไม?? - มติชน ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หมายเหตุ...จากกรณีราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 โดยประกาศดังกล่าว กำหนดให้ นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภา และ อธิการบดี มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สิน และหนี้สินของบุคคลดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต "มติชน" เห็นว่าน่าสนใจ จึงสัมภาษณ์ความเห็นผู้เกี่ยวข้องมานำเสนอ

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร

นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)

"ยอมรับว่ากังวล กฎหมายนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยเสียกรรมการสภาที่ดี มีคุณภาพ ช่วยให้ข้อแนะนำพัฒนามหาวิทยาลัยไปหลายคน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะภาคเอกชน แต่รวมถึงกรรมการสภาโดยตำแหน่งอื่นๆ ด้วย เพราะไม่มีใครอยากยุ่งยากกับเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ผมอยากให้ ป.ป.ช.แก้ไขกฎหมายนี้ เพราะสภาไม่มีอำนาจในการอนุมัติเรื่องเงินเลย การที่กรรมการสภาต้องรายงานบัญชีทรัพย์สิน ถือเป็นความยุ่งยาก เพราะผู้ทรงคุณวุฒิบางคนก็เข้ามาทำงานคนเดียว ไม่มีทีมเข้ามาช่วยดูแลเรื่องเอกสารต่างๆ และแต่ละคนที่เข้ามา เพราะอยากช่วยพัฒนาการศึกษา ให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เข้ามาแสวงหาประโยชน์

หากผู้แทนจากภาคเอกชนลาออกหมด จะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นระบบปิด ไม่มีความหลากหลายจากภาคเอกชนเข้ามาช่วยพัฒนาการศึกษา อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเองไม่มีปัญหาเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เพราะเคยแจ้งแล้วตอนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.และตอนพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งก็เพียงนำข้อมูลมาปรับให้เป็นปัจจุบัน จึงไม่ถือว่ายุ่งยาก แต่หากคนไม่เคยทำ ก็จะยุ่งยากพอสมควร"

รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

"ในความคิดเห็นของผม การที่อธิการบดีต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สิน เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาหรือผลกระทบอย่างไร แต่ประกาศของ ป.ป.ช.ที่ออกมา มองได้ 2 มุม คือ มุมของผู้ที่ออกกฎหมาย เข้าใจว่ามีเจตนาที่ดี อยากให้มีความโปร่งใส แต่ฝ่ายที่ถูกบังคับให้ไปชี้แจง อาจจะรู้สึกถูกเพ่งเล็ง อีกทั้งตำแหน่งนายกสภาและกรรมการสภานั้น เข้ามาทำหน้าที่กำหนดนโยบายของมหาวิทยาลัยให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ได้ยุ่งกับการบริหารงาน ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง หรือมีประโยชน์กับผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ และคนเหล่านี้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีฐานะ มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และได้รับการยอมรับจากสังคม คงไม่มีใครจะมาหาประโยชน์จากมหาวิทยาลัย ที่ยอมทำหน้าที่นี้เพื่อช่วยเหลือส่วนรวม ช่วยเหลือ มหาวิทยาลัย

การที่ให้บุคคลเหล่านี้มาแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เข้าใจว่าเป็นความประสงค์ดีของฝ่ายบ้านเมือง เพราะอยากให้ทุกฝ่ายทำงานอย่าง

โปร่งใส แต่ต้องคำนึงว่ากรรมการสภาที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเพราะอะไร เรื่องนี้ต้องดูให้รอบคอบ ถ้าให้กรรมการสภาแสดงทรัพย์สิน กรรมการสภาเหล่านี้คงไม่มีอะไรจะปิดบัง เพียงแต่จะทำให้รู้สึกว่าเป็นความยุ่งยาก ลำบาก และหลายคนเกิดความกังวลว่า ถ้าลืมแจ้งไปบางรายการโดยไม่เจตนา จะมีความผิด ในขณะที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ แต่มาเสี่ยงต่อการรับผิด

ส่วนตัวเชื่อว่าอาจจะเป็นการทำลายความรู้สึกของผู้ที่เป็นกรรมการสภา บุคคลเหล่านี้อาจจะทบทวนว่าจะรับตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไป วันนี้ตอบไม่ได้ว่าใครจะเป็นกรรมการสภาต่อ หรือไม่เป็นต่อ แต่มีข้อสังเกตว่าถ้ากรรมการสภาลาออก จะมีผล กระทบต่อมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยต้องหากรรมการสภาใหม่ ทำให้การดำเนินการของสภาและของมหาวิทยาลัยชะงักไประยะหนึ่ง อีกทั้งจะหาบุคคลที่มีความสามารถมาทดแทนคนเดิมได้หรือไม่ และถ้าหาคนมาทดแทนไม่ได้ บทบาทของสภาที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยก็จะลดลง ถือเป็นผลเสียต่อส่วนรวม"

พระเมธีธรรมาจารย์

รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)

"มหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่มีปัญหา ก่อนหน้านี้ตอนที่ ป.ป.ช.กำหนดให้เพิ่มตำแหน่งอธิการบดีต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ด้วยนั้น พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร ในสมัยนั้น ได้ทำเรื่องทรัพย์สิน และหนี้สิน ยื่นต่อ ป.ป.ช. ปรากฏว่า ป.ป.ช.ตอบกลับมา ว่า ในส่วนของอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง คือ มจร และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร) ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อ ป.ป.ช.กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีจะต้องยื่นบัญชี

ทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช.ด้วย ครั้งนั้นกฎหมายไม่ได้ยกเว้น มจร และ มมร ส่งผลให้รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กระทั่งมาถึงครั้งนี้ที่ ป.ป.ช.กำหนดให้นายกสภา กรรมการสภา และอธิการบดี ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ด้วย โดยไม่ได้ยกเว้นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ฉะนั้น เท่ากับว่าอธิการบดี รองอธิการบดี นายกสภา และกรรมการสภาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.

ในส่วนของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่มีปัญหา เพราะอย่างอาตมาได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ไปแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อเป็นรองอธิการบดี มจร ในช่วงที่พระพรหมบัณฑิต เป็นอธิการบดี มจร ครั้งที่ 2 เมื่อพระพรหมบัณฑิตครบวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดี มจร ส่งผลให้อาตมาต้องพ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดีตามไปด้วย อาตมาได้ทำบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ยื่นต่อ ป.ป.ช.แล้ว และครั้งที่ 3 เมื่ออาตมาได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดี มจร ในคณะของพระราชปริยัติกวี อธิการบดี มจร คนปัจจุบัน อาตมาก็ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ไปแล้ว"

กรรมการสภามหาวิทยาลัยนครพนม

"ประกาศของ ป.ป.ช.ฉบับนี้ ที่ให้อธิการบดี นายกสภา และกรรมการสภา ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งภรรยาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งตำแหน่งผู้บริหารอย่างอธิการบดี จำเป็นต้องแจ้งบัญชีอยู่แล้ว ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมนายกสภาและกรรมการสภาถึงต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วย เนื่องจากกรรมการสภามีหน้าที่ดูแลและกำหนดนโยบาย ออกระเบียบข้อบังคับให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ปฏิบัติและออกติดตามประเมินผล ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานมหาวิทยาลัย การจัดซื้อจัดจ้าง หรือมีผลประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

บุคคลเหล่านี้มาทำงานด้วยความเสียสละ เมื่อมาช่วยงานมหาวิทยาลัย แต่ต้องเจอเรื่องลักษณะนี้ บางคนอาจจะลาออก ซึ่งจะกระทบการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยอย่างมาก หากมหาวิทยาลัยไม่สามารถหากรรมการสภามาทดแทนได้"

บทบรรณาธิการ: ประเทศที่ไม่มีธรรมาภิบาลปัญหาใหญ่ในการเมืองของประเทศหลังการ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ปัญหาใหญ่ในการเมืองของประเทศหลังการวางมือทางการเมืองของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2531 ก็คือความไม่มีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารรัฐ ของบรรดานักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและนักการเมืองในระดับชาติรวมไปถึงนักบริหารระดับสูงทั้งในภาคราชการและภาคเอกชนที่ไปมุ่งถึงเป้าหมายทางด้านวัตถุมากยิ่งขึ้น

ในปี 2531 เมื่อ 30 ปีมาแล้วประเทศไทย มีอภิมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่เกิน 5 ตระกูล เมื่อเวลาผ่านมาถึงปี 2561 ประเทศไทยมีอภิมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึง 30 ตระกูล ซึ่งมากกว่าเดิมถึง 500 เท่า หรือ 500% แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสูงมากในรอบ 30 ปี หากนำไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกลุ่ม CLMTV

ก็ต้องมาทำความจริงให้ปรากฏว่าการที่นักการเมือง ฝ่ายค้าน รัฐบาลทหาร คสช.คือพรรคเพื่อทักษิณ ในขณะนี้มักชอบพูดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยสมัย คสช.เลวร้ายสู้สมัยทักษิณใหญ่คับฟ้าไม่ได้เลยนั้นถือเป็นการโกหกประชาชนคำโตเลยทีเดียว ปัญหาของประเทศขณะนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจไทยไม่ดีแต่ประเทศมีประชากรที่ไร้จริยธรรมเพิ่มขึ้นมากกว่าซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกมากอย่างแท้จริง

ถ้าหากจะระบุไปตรงๆ ว่าประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยคำนึงถึงความมีธรรมาภิบาลในการทำงานน่าจะจริงเพราะพบว่าคนไทยมักจะไปชื่นชมยินดีกับความร่ำรวยของผู้คนรอบข้างมากเกินสมควรจะพบว่าในระยะหลังสื่อสารมวลชนของเราหลายๆแขนงมักไปให้ความสนใจกับคนที่รวยเอามากๆ โดยเฉพาะคนที่ร่ำรวยจากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล

เราจะพบว่าสื่อมวลชนจะนิยมประโคมข่าว ที่มีคนบางคนโชคดีถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล 180 ล้านบาท 100 กว่าล้านบาท หรือ 90 ล้านบาท อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันมากขนาดมีเศรษฐีประเทศเพื่อนบ้านเดินทางมารับเงินถูกหวยรัฐบาล 90 ล้านบาท ในไทยหรือไม่ก็มีข่าวชาวอเมริกันคนหนึ่งถูกหวยลอตโต้ถึง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 52,000 ล้านบาทซึ่งถือว่าเป็นหวยรายใหญ่ที่มีรางวัลสูงมากที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน

ข่าวประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ของเรามีความสุขสบายดีหรือมีความสนใจเรื่องการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปีหน้า 2562 น้อยเกินไปใช่หรือไม่ หรืออาจจะไม่สนใจการเลือกตั้งเลยก็ได้ หลักธรรมาภิบาลในไทยนั้นอาจจะมีคนที่สนใจน้อยเพราะประชาชน ส่วนมากสนใจเรื่องปากท้องของตัวเองมากกว่านักการเมืองที่ประชาชนนิยมอาจจะเป็นคนรวยมากกว่านักการเมืองที่ยากจน

ความน่าห่วงในอนาคตของประเทศของเรา คือหากนักการเมืองไม่ค่อยมีธรรมาภิบาลแล้วมัน หมายถึงว่านักการเมืองเสนอตัวเข้ามารับใช้ประชาชนด้วยเป้าหมายที่ไม่ค่อยจะดีซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: ตรวจสอบกองทัพ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

แมงเม่าmangmoa49@gmail.com

ใครก็ตามบอกว่าศรีสุวรรณ จรรยานายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน,เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยเป็นมนุษย์ร้องทุกเรื่อง ผมเห็นด้วยเต็มร้อย

ผลงานร้องเรียนนับไม่ถ้วน พอนึกออกก็เช่นต้านสร้างถนนคอนกรีตขึ้นเขาในอุทยานแก่งกระจาน ให้ตรวจสอบการจ้างต่างชาติออกแบบตึกสูงมหานคร ค้านการนำไม้สักมาร่วมก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ โวยนายทหารเอาพลทหารมาเลี้ยงไก่ ลูกทหารใช้บารมีพ่อรับเหมางาน ฯลฯ

กำลังฮือฮาก็ร้องสนง.ตรวจเงินแผ่นดิน,ปปช.คิวต่อไป กรณีกรมการขนส่งทหารบกซื้อเฮลิคอปเตอร์อะกุสต้า เวสต์แลนด์ ยี่ห้อเดียวกับลำของประธานคิงเพาเวอร์ที่ตก ด้วยราคาแพง กว่ามาก

คือฮ.เจ้าสัวซื้อลำละ 280 ล้านบาท กองทัพบกซื้อมาหลายลำราคาอยู่ระหว่าง 675-737 ล้านบาท บางเรื่องของศรีสุวรรณผมเฉยๆกรณีนี้เห็นว่าได้เรื่องได้ประเด็น เป็นคำถามที่ประชาชนเราๆท่านๆต้องการคำตอบ

ก็มาบ้างแล้วจากกองทัพ,กระทรวงกลาโหมแบบทันทีทันใดซึ่งต้องขอบคุณ หลายข้อครับ

เป็นต้นว่า ฮ.ต่างรุ่นกันและต่างวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ต่างรุ่นคือฮ.คิงเพาเวอร์ AW169 บรรทุกผู้โดยสารและนักบินรวมกัน 10 คน ของกองทัพ 2 รุ่น AW139 รับได้ 15 คน และ AW149 รับได้ 19 คน ขนาดใหญ่กว่า

แพงเพราะมีเครื่องฝึกบินซีมูเลเตอร์ มีสำรองอะไหล่ 2 ปี มีโปรแกรมอบรมช่าง ของเอกชนคลุมเพียงจ้างขับจ้างซ่อมแต่กองทัพจัดซื้อจัดซ่อมระบบทั้งหมด มีอุปกรณ์บริการภาคพื้นดิน และอะไรๆอีกพอสมควรอธิบายความแตกต่างสเปกทหารกับของเอกชน

บางประโยคบอกจัดซื้อโดยครม.อนุมัติในปี 55 โดยมีสร้อยปริศนาแถมท้ายด้วยว่าเป็นครม.ชุดใด เราก็รู้ปีนั้นครม.ยิ่งลักษณ์ที่สงสัยคือตั้งคำถามพาดพิงถึงด้วยวัตถุประสงค์ใด

ถามว่าคำชี้แจงทั้งหมดเพียงพอไหม? ผมว่าไม่...

เพื่อความโปร่งใสควรอนุญาตให้ประชาชนตรวจสอบทุกกระบวนความ เครื่องฝึกบินซื้อมาพร้อมฮ.หน้าตาเป็นอย่างไรใช้งานอยู่ที่ไหน ถูกครับ ทุกๆข้อที่กองทัพและกระทรวงว่ามาก็พาผู้ร้องเรียน,สื่อมวลชนไปสัมผัสด้วยตาของเขาเอง

เมื่อบอกได้ด้วยคำพูดก็ย่อมเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะได้ ไม่เป็นความลับทางทหาร

ตรงข้าม หากอ้างเพียง "สเปกทหาร" แล้วยุติการสื่อสารความคลางแคลงใจอาจตามมา อันนี้ไม่เกิดผลดีใดๆจะยิ่งถูกภาคประชาชนเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบมากขึ้น นักร้องเดี่ยวอย่างศรีสุวรรณ จรรยาก็มีลูกคู่และแฟนคลับขยายวง

ฮ.อะกุสต้าเป็นจุดหักเหอย่างสำคัญเพราะเปรียบเทียบราคามองเห็นเป็นรูปธรรม กว่า 300-400 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นมาชี้แจงด้วยปากเปล่าไม่ได้น้ำหนักพอ

ขออย่าคลุมเครือแบบเรือเหาะแบบไม้ตรวจระเบิดล้างป่าช้า ความถูกต้องไม่ควรถูกปกปิด.

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: คอร์รัปชั่นกับ เมกะโปรเจกต์ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์

คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)

ในขณะนี้เกิดปรากฏการณ์ "สัญญาณบวก" ทางเศรษฐกิจหลายเรื่อง อาทิ จำนวนคนยากจนลดลง การขยายตัวของการส่งออกสูง 7% การขยายตัวปรากฏทุกๆ ตลาดทั้งอาเซียนและ CLMV อินเดีย สหรัฐ ฯลฯ งบลงทุน ภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจจำนวนกว่า 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งการเร่งดำเนินการเน็ตประชารัฐให้ประชาชนทั้ง 44,352 หมู่บ้านได้เข้าถึงข้อมูลประชาชนกว่า 3 ล้านคนได้อานิสงส์จากระบบเน็ตประชารัฐโดยสม่ำเสมอ ทำให้รัฐบาล คสช.มีความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยจะสะท้อนความสุขของประชาชนไทยได้อย่างแท้จริงและทั่วถึง

แต่ความเป็นจริง ความพยายามผลักดันให้สัญญาณบวกเหล่านั้นเกิดขึ้นอาจจะผิดธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจประเทศ เพราะเร่งรัดมากเป็นพิเศษ การที่ไทยส่งออกได้สูงถึง 236,694 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือการขยายตัวเกือบ 10% มาจากการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม 12.2% ส่วนสินค้าเกษตรกรรมขยายตัว 3.9% ทำให้เกิดภาวะ...รวยกระจุกจนกระจาย...เป็นอันตรายต่อสภาพความแตกต่างระหว่างเมืองใหญ่ๆ และชนบท ซึ่งแยกออกรุนแรงมากจนเกือบจะเป็น 2 ประเทศ ปัญหาทางสังคมนานาประการตามมา และความเสี่ยงสภาพเศรษฐกิจไทยยิ่งมากขึ้น เพราะไปผูกติดกับเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง บรรดาโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านบาทในปี 2561 และภายใน 5 ปีข้างหน้า ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในทางวิชาการทำนายได้ว่า ความเป็นไปได้จากแผนกลยุทธ์ไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินการนั้นมีเพียง 10% ด้วยปัจจัยต่างๆ มากมายโดยเฉพาะปัจจัยสำคัญของไทยคือ ระบบราชการ!!! อาทิ

1) ข้าราชการขาดการพัฒนาการกำกับดูแลโครงการเมกะโปรเจกต์ เพราะช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีการลงทุนภาครัฐเลย การกำกับดูแลโครงการใหญ่ๆ เป็นเทคนิคที่ระบบราชการและข้าราชการควรได้รับการพัฒนาทุกๆ ด้าน เพื่อให้การดำเนินการและกำกับดูแลมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อร่วมลงทุนกับภาคอกชนที่เรียกว่า Public Private Partnership (PPP) ซึ่งคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2561 จำนวนถึง 24 โครงการ เป็นความเสี่ยงที่ระบบราชการจะถูกครอบงำโดยภาคเอกชนและเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกๆ รูปแบบ

แม้การกำกับดูแลโครงการจะสามารถจ้างให้ที่ปรึกษามาช่วยดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ธนาคารโลกได้มีรายงานเสมอว่า ระบบราชการที่พัฒนาไม่ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของบรรดาเมกะ โปรเจกต์มักจะลงเอยด้วยความสูญเปล่า 2) ข้าราชการและระบบราชการขาดโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์ของโครงการแรกๆ เพื่อแก้ไขโครงการที่เกิดขึ้นภายหลัง เพราะโครงการคมนาคมลงทุนเร่งด่วนปี 2561 ต้องดำเนินการพร้อมกันมากมาย อาทิ โครงการมอเตอร์เวย์ 4 โครงการ โครงการทางด่วน 3 โครงการ โครงการสถานีขนส่ง 4 แห่ง โครงการซื้อรถเมล์และตั๋วร่วมกว่า 500 คัน โครงการรถไฟทางคู่ 11 โครงการ และการสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่อีก 9 สาย รถไฟความเร็วสูง 4 โครงการ และมีทางน้ำและทางอากาศรวม 44 โครงการ!!!

บุคลากรภาครัฐที่มีความรู้และประสบการณ์จำกัด ควรได้รับโอกาสเรียนรู้จากโครงการ 3-4 โครงการ แล้วนำมาเป็นบทเรียนสำหรับโครงการต่อไป ทำนองค่อยทำค่อยไปแต่มีความต่อเนื่องที่แน่นอนจะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้ดีกว่าการลงมือทำพร้อมๆ กันหลายสิบโครงการ!!! รายงานจากธนาคารโลกปรากฏว่า การก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ทางรถไฟ ฯลฯ ในประเทศด้อยและกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ประชาชนได้ผลน้อยมาก โครงการใหญ่ในหลายประเทศทำได้เพียง 50-60% และปล่อยให้โครงการร้างหรือใช้ประโยชน์ไม่ได้

3) ประชาชนขาดโอกาสตรวจสอบการทำงานของข้าราชการ เพราะการอนุมัติและผลักดันให้เกิดโครงการใหญ่พร้อมกันหลายสิบโครงการ ทำให้ประชาชน ภาคประชาชน องค์การกลางต่างๆ ไม่อาจตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดทีโออาร์ การอนุมัติโครงการ การดำเนินโครงการ รวมทั้งตรวจรับโครงการได้ทัน ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ความสูญเปล่า ทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงการฟ้องร้องกันเองระหว่างเอกชน ทำให้โครงการหยุดชะงัก สูญเสียงบประมาณ

โดยสรุป ประเทศไทยต้องอาศัยตัวอย่างจากประเทศกรีซเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ที่ได้เร่งรัดก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การคมนาคมขนส่ง รถไฟฟ้าใต้ดิน ฯลฯ ตามมาตรฐานสหภาพยุโรป เพื่อให้การขอเป็นสมาชิกได้รับอนุมัตินั้น ปรากฏว่าประเทศกรีซต้องล่มสลาย เพราะเป็นหนี้จำนวนมหาศาล บรรดาโครงการต่างๆ เหล่านั้นกลายเป็นการอนุมัติด้วยความผิดพลาดจากสภาพเท็จจริง ความพยายามจะเนรมิตให้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของ คสช.ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเจตนาที่ดีและเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศที่ภาครัฐขาดการลงทุนในระบบคมนาคมมานานมาก แต่ควรคำนึงถึงความเป็นไปได้ว่า เมื่อทุกโครงการเริ่มต้นพร้อมกัน ถ้าเกิดความไม่แน่นอนเนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอีก 3-5 ปีข้างหน้าตามความคาดหมายของนักวิชาการ รวมทั้งการแยกตัวของสหราชอาณาจักรจากสหภาพยุโรป อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกประสบปัญหาที่คาดหมายได้ยาก และแนวความคิดที่ว่า เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ความสมดุลใหม่ครั้งที่ 2 (2nd New Normal) คือความเจริญเติบโตจะอยู่ที่ 1-2% ประเทศไทยซึ่งระบบเศรษฐกิจพึ่งพาเศรษฐกิจโลกมาก โดยเฉพาะการส่งออกถึง 60-70% คงจะประสบหายนะ เหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. 2540 เป็นบทเรียนที่ต้องระมัดระวัง เพราะต้องช่วยตัวเองทั้ง IMF และ World Bank ปฏิเสธความช่วยเหลือ ทำให้เศรษฐกิจไทยล่มสลาย ใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างความมั่นคงขึ้นใหม่ ดังนั้นการลงทุนหลายสิบโครงการในช่วงนี้จึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: จับโกหกผู้บริหาร บจ. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สุนันท์ ศรีจันทรา

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศกล่าวโทษนายมิทซึจิ โคโนชิตะ อดีตผู้บริหารบริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน)หรือ GL อีกครั้ง ในความผิดการบอกกล่าว เผยแพร่หรือให้คำรับรองข้อความอันอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริษัท และ เป็นการกล่าวโทษซ้ำสอง

ก่อนหน้านี้นายมิทซึจิเคยถูกกล่าวโทษ ในความผิดทุจริต เบียดบังทรัพย์สินและทำบัญชีไม่ถูกต้อง

สำหรับความผิดครั้งใหม่ ก.ล.ต.ตรวจสอบพบว่า ขณะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GL นายมิทซึจิให้ข่าวว่า ไม่เคยขึ้นศาลหรือถูกก.ล.ต.ญี่ปุ่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายใดๆ และเรื่องจบไปนานแล้ว ทั้งที่รู้ว่า เรื่องยังอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี

ก.ล.ต.ระบุว่า การให้ข่าวของนายมิทซึจิ เป็นการให้ข่าวไม่ครบถ้วนตามข้อเท็จจริง จึงเป็นการบอกกล่าว เผยแพร่หรือให้คำรับรอง ข้อความอันอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับ GLที่น่าจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้น หรือการตัดสินใจลงทุนหุ้น GL

ข้อหาของนายมิทซึจิคือ การพูดโกหก เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาหุ้น หรือการพูดโกหก เพื่อกระตุ้นราคาหุ้น ซึ่งเป็นความผิดในมาตรา 240 ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฉบับปรับปรุงแก้ไขปี 2559 และมีผู้ถูกลงโทษแล้วหลายราย

ก่อนที่จะบรรจุความผิดการให้ข่าวหรือข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่ผิดจากข้อเท็จจริงใน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มีปัญหาการให้ข่าวของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนบ่อยครั้ง ในลักษณะคุ้ยโม้โอ้อวดถึงแนวโน้มผลประกอบการ หรือการสร้างข่าวดีอื่นๆ และเข้าข่ายการชี้นำราคาหุ้น ซึ่งปัจจุบัน ยังมีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ให้ข่าวที่หมิ่นเหม่ต่อการชี้นำราคาหุ้น

และผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่คุ้ยโม้ถึงแนวโน้มผลประกอบการเหล่านี้ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดใดๆ ทั้งที่ให้ข้อมูลเกินจริง โดยเมื่อผลประกอบการหรือการลงทุนในโครงการต่างๆ ไม่เป็นไปตามราคาคุย แต่กลับไม่ถูกลงโทษใดๆ

ขณะที่นักลงทุนที่แห่ตามเข้าไปลงทุนหุ้นของบริษัทจดทะเบียน เพราะถูกผู้บริหารบริษัทฯ ชี้นำ ต้องได้รับความเสียหาย เพราะหลงเข้าใจผิดในข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญต่อการดำเนินงาน

การกล่าวโทษอดีตผู้บริหาร GL เป็นการเยียวยานักลงทุนที่ได้รับข้อมูลข่าวสารผิดๆจากนายมิทซึจิ และเป็นการตอกย้ำความผิดของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ในการพูดโกหกหลอกลวงนักลงทุน โดยมีเป้าหมายต่อราคาหุ้น

แต่พฤติกรรมในลักษณะเดียวกับนายมิทซึจิ ยังไม่ได้หมดไป เพราะยังมีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาให้ข่าว เพื่อกระตุ้นราคาหุ้นอยู่เป็นระยะ ข้อมูลจริงบ้างไม่จริงบ้าง หรือมโนถึงแนวโน้มผลประกอบการที่สวยหรูเกินจริง รวมทั้งการปล่อยข่าวผ่านสื่อ และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่เข้าเยี่ยมชมกิจการพบปะขอข้อมูลจากผู้บริหารบริษัท

สร้างความเสียหายให้นักลงทุนหลงผิดในข้อมูล เช่นเดียวกับนักลงทุนที่หลงเชื่อคำโกหกของอดีตผู้บริหาร GL

ก.ล.ต.จะต้องติดตามตรวจสอบพฤติกรรมการให้ข่าวหรือข้อมูลของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด และใครที่เข้าข่ายจงใจปล่อยข้อมูลเท็จ เพื่อชี้นำราคาหุ้น ต้องกล่าวโทษทันที เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาในการเลือกปฏิบัติ เฉพาะกรณีอดีตผู้บริหาร GL

ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนใดที่โกหก นำข้อมูลเท็จมาใช้ชี้นำราคาหุ้น ก.ล.ต.ต้องดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนจอมขี้โม้ทั้งหลายจะได้ เข็ดหลาบ.

คอลัมน์ ฉุก(ละหุก)คิด: ลับจนไม่โปร่งใส? - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

นายหัวดี

editor59lokwannee@gmail.com

ประเด็นการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพมีคำถามเรื่องความโปร่งใสมาทุกยุค ด้วยข้ออ้างเป็นเรื่อง "ยุทธวิธี" ที่เป็น "ความลับ" ไม่สามารถใช้กระบวนการตรวจสอบตามปรกติได้ ทุกครั้งที่มีข่าวทางลบในการจัดซื้อ กองทัพจะออกมาบอกว่าตรวจสอบได้ จึงมีคำถามว่าแล้วทำไมไม่เปลี่ยนแปลงระบบการจัดซื้อและการตรวจสอบเพื่อแก้ข้อครหาในภายหลัง

อย่างกรณี "กรมการขนส่งทหารบก" จัดซื้อจัดจ้างเฮลิคอปเตอร์รุ่น AW139 จำนวน 2 ลำ จากบริษัทอากัสตาเวสต์แลนด์ เอส.พี.เอ. ประเทศอิตาลี ในปี 2555 ยุค "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" เป็น ผบ.ทบ. วงเงินประมาณ 1,350 ล้านบาท เฉลี่ยลำละ 675 ล้านบาท ทั้งที่มีการประกาศขายทั่วไปในราคาประมาณ 396 ล้านบาท

ฝ่ายกองทัพก็ออกมาแถลงว่าไม่ได้ซื้อแพง เพราะซื้อเครื่องซิมูเลเตอร์หรือเครื่องฝึกบินและการฝึกบิน สำรองอะไหล่ 2 ปี รวมถึงอุปกรณ์เพิ่มเติม ทุกกองทัพก็ซื้อแบบนี้ แต่ "คสช." ก็ประกาศจะสร้างความโปร่งใสแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และออกมาตรการมากมายให้หน่วยงานราชการต่างๆเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงคุณธรรม หรือ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 103/7 ต้องเปิดเผย "ราคากลาง" โครงการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดที่ใช้งบประมาณของแผ่นดิน

ขณะที่ "บีบีซีไทย" เปิดเผยว่า ในยุค คสช. มีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้งบประมาณสูงหลายโครงการ อย่างกองทัพบกซื้อรถถังหลัก VT-4 จากจีนประมาณ 7,000 ล้านบาท เฮลิคอปเตอร์จากรัสเซียประมาณ 5,000 ล้านบาท กองทัพเรือซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งประมาณ 4,000 ล้านบาท และเรือดำน้ำ S26T จากจีน 1 ลำ มูลค่า 13,500 ล้านบาท และกองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่เบื้องต้นจากเกาหลีใต้ 8 ลำ มูลค่า 8,997 ล้านบาท

ความโปร่งใสของกองทัพถูก "ปิดตาย" อยู่ที่คำว่า "เรื่องลับ" และ "ความมั่นคง"

คอลัมน์ รอบโลกวันนี้: พัวพันทุจริตวันเอ็มดีบี - แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

นิวยอร์ก - กระทรวงยุติธรรมสหรัฐตั้งข้อหาคดีอาญากับนายเอง ชอง ฮวา อดีตนักการธนาคารของโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจ รายใหญ่ของสหรัฐในมาเลเซีย และตั้งข้อหานายทิม ไลซ์เนอร์ อดีตพนักงานของโกลด์แมน แซคส์ อีกคน ซึ่งให้การรับสารภาพและ ตกลงที่จะจ่ายเงิน 43.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชดเชยกับการที่ได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบ รายงานระบุว่า ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหา สมคบคิดในการติดสินและสมคบคิดกันฟอกเงินซึ่งพัวพันกับกองทุนพัฒนาแห่งชาติของมาเลเซีย หรือ วันเอ็มดีบี นอกจากนั้น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยังตั้งข้อหาในคดีอาญากับนายโลว์ เต็ก โจ นักการเงินชาวมาเลเซีย ที่ถูกกล่าวหาว่า อยู่เบื้องหลังและเป็นตัวกลางในการติดต่อกับวันเอ็มดีบี เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่ายังไม่สามารถจับกุมตัวนายโลว์ได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้ตั้งข้อหาใดๆ กับโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนราว 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการระดมทุนให้กับวันเอ็มดีบี