You are here

CG and corruptions News - 6 December 2017

ปปช.ขึงขังสอบ!'ป้อม'นาฬิกาหรู - ไทยโพสต์

"เจ๊ตู่"โชว์สปิริต ปัดรับตำแหน่งนายก"บลจ." - ข่าวหุ้น

แจ้งครม.ใหม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน - ข่าวสด

ยันจัดซื้อเฟอร์นิเจอร์โปร่งใส - ไทยโพสต์

ป.ป.ช.เพิ่งตื่นเร่งหาข้อมูล'ชายหมู'ไม่ระงับยับยั้งทุจริตไฟกทม.39.5ล. - พิมพ์ไทย

ปปช.เชื่ออันดับโปร่งใสไทย-ดีขึ้นกว่าเดิม - ข่าวสด

'ธาริต'สิ้นท่ารับยื่นบัญชีเท็จ อ้างลืมไม่มีเจตนาเลี่ยงปปช. - ไทยโพสต์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: เพิ่มจุดสว่างนำทางสู่สังคม ที่ปราศจากคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ...ความหวังที่ต้องไม่สูญสิ้น - แนวหน้า

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ก.ล.ต.เจอหมัดสวนบิ๊ก บล. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ คันปากอยากเล่า: ไม่ละอายใจ - ไทยโพสต์

ก่อนการก่อเกิดกระทรวงอุดมศึกษา - มติชน

รายงานพิเศษ: แจง'เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด'-'สายพานลำเลียง'!!!!!... - สยามรัฐ

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย: แก้โกงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปิดทางถอนทุนซื้อเสียง - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: ปฏิญญา'หมาเฝ้าบ้าน'ราคา800ล้าน - ฐานเศรษฐกิจ

สวิสคืนเงินโกงกว่าหมื่นล้านบ.ให้ไนจีเรีย - ไทยโพสต์

ปปช.ขึงขังสอบ!'ป้อม'นาฬิกาหรู - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพฯ * กระสุนตก "ประวิตร" อีกแล้ว งวดนี้หวยออกที่ "แหวนเพชร" และนาฬกาสุดหรูราคาระดับ 10 ล้านที่ใส่วันประชุม ครม.ตู่ 5 ครั้งแรก ชี้ไม่มีแจ้งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน "บิ๊กป้อม" ลั่นแค่กะรัตเดียว "วรวิทย์" เล็งชงที่ประชุม ป.ป.ช. 7 ธ.ค.พิจารณา ส่วนเรืองไกรเตรียมรอขย้ำ

เมื่อวันอังคารที่ 5 ธ.ค. โลกออนไลน์มีการส่งต่อและวิจารณ์กันอย่างมากในภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐ มนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยกมือกันแดดที่ส่องเข้าตาระหว่างถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 ธ.ค. เพราะแสงไปกระทบกับแหวนเพชรจนเป็นประกาย รวมทั้งยังทำให้เห็นนาฬกาข้อมือของ พล.อ.ประวิตรที่สวมใส่ ซึ่งวิจารณ์กันว่ามีราคาแพงในระดับหลักล้าน โดยเป็นนาฬกาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ยี่ห้อริชาร์ด มิลล์

โดยเพจ CSILA ได้ตรวจสอบข้อมูลนาฬกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์ ว่าคนที่มีปัญญาซื้อนาฬกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์ใส่ ต้องเป็นพวกดาราฮอลลีวูด หรือนักร้องดังๆ เท่านั้น เพราะนาฬกาข้อมือเรือนนี้ราคาแพงเรือนละอย่างน้อย 10 ล้านบาท แต่เมืองไทยถ้ามีอาชีพเป็นนายพลก็สามารถซื้อได้ เพราะยี่ห้อนี้มีตั้งแต่หลักล้านบาทไปจนถึงเรือนละ 10 ล้านบาท

ขณะที่ชาวโลกออนไลน์ต่างโพสต์ภาพเหล่าเซเลบริตี้คนดังของโลกที่เลือกใช้นาฬการิชาร์ด มิลล์ ไม่ว่าจะเป็นราฟาเอล นาดาล นักเทนนิส, มิเชล โหย่ว นักแสดง, เอ็ด ชีแรน นักร้อง, นาตาลี พอร์ตแมน นักแสดง, เจย์ ซี นักร้องและโปรดิวเซอร์ รวมถึงนักแสดงชื่อดังอย่างเฉินหลง ซึ่งราคาเรือนหนึ่งมีตั้งแต่ 7 หลักไปจนถึง 8 หลักทีเดียว

ทั้งนี้ เมื่อไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์ สินและหนี้สินที่ พล.อ.ประวิตรได้แจ้งกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมทั้งหมด 4 ครั้ง ตั้งแต่รับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2551 จนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีทรัพย์สินรวมกว่า 87 ล้านบาท แต่ไม่เคยมีนาฬิกายี่ห้อดังกล่าวแม้แต่ครั้งเดียว

สำหรับบัญชีแสดงรายการทรัพย์ สินและหนี้สินของ พล.อ.ประวิตร ในปี 2551 มีเงินฝาก 25,213,889.55 บาท เงินลงทุน 8,542,116,40 บาท ที่ดิน 12,000,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 10,000,000 บาท ยานพาหนะ 100,000 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 1,000,000 บาท ไม่มีหนี้สิน รวมทรัพย์สินทั้งสิ้น 56,856,005.95 บาท

บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินปี 2554 มีเงินฝาก 36,082,730.40 บาท เงินลงทุน 11,486,686.20 บาท ที่ดิน 12,000,000 บาท โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง 10,000,000 บาท ยานพาหนะ 100,000 บาท ไม่มีหนี้สิน รวมทรัพย์สินทั้งสิ้น 69,669,416.60 บาท

บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินปี 2555 มีเงินฝาก 28,843,256.64 บาท เงินลงทุน 23,120,158.20 บาท ที่ดิน 17,000,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 10,000,000 บาท ยานพาหนะ 100,000 บาท ไม่มีหนี้สิน รวมทรัพย์สินทั้งสิ้น 79,063,414.84 บาท

และบัญชีแสดงรายการทรัพย์ สินและหนี้สินปี 2557 มีเงินฝาก 53,197,562.62 บาท เงินลงทุน 7,076,195 บาท ที่ดิน 17,000,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 10,000,000 บาท ยานพาหนะ 100,000 บาท ไม่มีหนี้สิน รวมทรัพย์สินทั้งสิ้น 87,373,757.62 บาท

พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องแหวนเพชรที่สวมใส่วันประชุม ครม.เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ว่า ไม่รู้ไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรกันนักหนา เป็นวงเดียวกับที่เคยใส่ เพราะมีแหวน 3-4 วง แต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. เลือกใส่วงนี้ เพชรแค่กะรัตเดียวเอง ไม่ใหญ่โตอะไร ไม่ใช่ใส่เพราะเป็นการประชุมนัดแรกของ ครม.ชุดใหม่ และไม่ใช่ต้องการใส่มาโชว์ เพียงแต่บังเอิญแสงสะท้อนพอดี

นายวรวิทย์ สุขบุญ รักษาการ เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ตาม กฎหมาย ป.ป.ช. ได้ให้อำนาจ ป.ป.ช. สามารถเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ได้ แม้ไม่มีผู้ร้องเรียนเข้ามาถ้าเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยป.ป.ช.สามารถเข้าไปดูความมีอยู่จริงของทรัพย์สินได้ ซึ่งที่ผ่านมาเวลาเกิดข่าวหรือประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ จะนำเรื่องนั้นๆ รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.รับทราบ เพราะเป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณาว่าจะให้เข้าไปตรวจสอบหรือไม่

"เรื่องนี้เพิ่งทราบจากข่าวเท่านั้น แต่ยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องดูว่าประ เด็นเป็นอย่างไร โดยจะนำเรื่องนี้ราย งานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.รับทราบในวันพฤหัสบดีที่ 7 ธ.ค.นี้" นาย วรวิทย์กล่าว

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ พล.อ.ประวิตรจะได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาภายหลังยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.แล้ว นายวรวิทย์กล่าวว่า เรื่องข้อเท็จจริงต้องสอบถามจากเจ้าของ ไม่อยากสันนิษฐาน เพราะการสันนิษฐานไม่ใช่ข้อเท็จจริง

ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) และสมาชิก พท. ตั้งข้อสังเกตถึงนาฬิกาและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร ว่าได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.หรือไม่ เพราะได้เฝ้าดูข้อมูลทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตรอยู่ตลอด ไม่เพียงนาฬิกา แหวนเพชรเท่านั้น ยังมีสร้อยคอ พระเครื่อง ที่เป็นทรัพย์สินมูลค่าเกิน 2 แสนบาท ที่ควรแจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินนักการเมือง แต่เมื่อมาเป็นข่าวผ่านทางสื่อและมีการตั้งข้อสังเกตต่างๆ จึงต้องมาเปิดดูบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองที่มีข้อมูลในมืออีกครั้ง

"เรื่องทรัพย์สิน พล.อ.ประวิตรดูมาตลอด ตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้บัญชาการทหารบก ช่วงมาเป็นรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งเรื่องสร้อยคอ พระเครื่อง เคยนั่งมองๆ ดู ยิ่งปรากฏข่าวผ่านสื่อช่วงนี้ เลยทำให้ไปเปิดข้อมูลเก่าๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองมาดู ถ้าเข้าข่ายจงใจปกปิดบัญชี คงเป็นเหมือนกรณีนายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย, นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม และ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ต่างถูกศาลพิพากษาฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จ" นายเรืองไกรระบุ

นายเรืองไกรระบุอีกว่า เรื่องนี้ขอให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. พิจารณาไปก่อน โดยไม่จำเป็นต้องรอผู้มาร้อง หากต้องการให้มีคนไปร้องก็ขอให้บอกมา หากใน 2 สัปดาห์ยังไม่มีความชัดเจน หลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศจะเดินทางไปยื่นหนังสือขอให้มีการตรวจสอบ พล.อ.ประวิตรอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กของ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ได้โพสต์รูปภาพและข้อความในหัวข้อ "คนสะสมนาฬิกา" ว่า ปกติ พล.อ.ประวิตรจะอารมณ์ดี ยิ้มแย้ม แต่วันนี้หน้าตาไม่สบาย คาดเพราะถูกโลกโซเชียลฯ จับผิด เรื่องใส่แหวนเพชร ใส่นาฬิกาเรือนหรูถ่ายภาพหมู่ ครม.ประยุทธ์ 5 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. วันนี้ พล.อ.ประวิตรเลยใส่นาฬิกาลายพรางเขียวทหาร และแหวนทอง แหวนพระมา ซึ่งปกติ พล.อ.ประวิตรจะสลับใส่แหวน ใส่นาฬิกา ทุกวันอยู่แล้ว เพราะเป็นคนที่สะสมนาฬิกา ซึ่ง พล.อ.ประวิตรก็เผยว่าแหวนทองคำขาวหัวเพชร 1 กะรัตนั้น ของเดิม เคยใส่มาอยู่แล้ว นาฬิกาก็ของเดิม เซ็ง โดนตลอด

ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้เคยส่งหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และ รมว.กลาโหมเพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนาฬิการาคาเรือนละ 2.5 ล้านบาท ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้การต่อศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าได้ให้เงิน 2.5 ล้านบาท แก่ น.ส.พินทองทา ชินวัตร หลานสาวไปซื้อนาฬิกามาให้ แต่ในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ช่วงรับตำแหน่งนายกฯ ระบุว่ามีนาฬิกาอยู่ 9 เรือน รวมมูลค่า 1.8 ล้านบาท ไม่ปรากฏนาฬิการาคาเรือนละ 2.5 ล้านบาทแต่อย่างใด ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือแจ้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงกลับมา.

"เจ๊ตู่"โชว์สปิริต ปัดรับตำแหน่งนายก"บลจ." - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

“เจ๊ตู่” วรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคม บลจ. โพสต์เฟซบุ๊คย้ำไมรู้เรื่องการแก้ไขเกณฑ์เลือกนายกสมาคม บลจ. ย้ำ ไม่มีความปรารถนาที่จะขอต่ออายุ บอกถึงไม่มีตำแหน่งก็ช่วยงานได้ ด้านวงในธุรกิจกองทุนมึน บลจ.บัวหลวงไม่ส่ง "พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา" ซีอีโอ ตัวจริงเข้าร่วมสมาชิก ทำให้ปิดโอกาสคนมีความสามารถเข้าทำงานในสมาคมฯ

นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการ ประธานกรรมการบริหารและนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวหลังมีข่าวว่า สมาคมฯจะมีการแก้ไขเกณฑ์การนั่งในตำแหน่งนายกสมาคม บลจ. ของตนเอง หลังจากอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 2 วาระ หรือ 4 ปี ว่า “ทางสมาคมฯ จะมีการประชุมเรื่องนี้เมื่อไหร่ ยังไง พี่ไม่รู้”

และยังระบุด้วยว่า “แต่ขอยืนยัน ณ ตรงนี้เลยว่า พี่ไม่มีความปรารถนาจะต่ออายุอะไรทั้งนั้น”

“ถ้าพี่อยากทำอะไรมันๆ มันก็มีให้ทำอีกหลากหลาย (ถ้าอยากทำนะ) ไม่ต้องไปแก้กฎเพื่อนั่งแช่ในตำแหน่งนี้เลย คนเก่ง ในอุตสาหกรรมเราก็มีมาก ให้สมาชิกเขาเลือกคนที่พร้อมทำเพื่อส่วนรวมเป็นดีที่สุด แล้วถ้าต้องการให้ช่วยอะไร ถึงไม่มีตำแหน่ง พี่ก็ช่วยได้เสมอ”

ด้านแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจจัดการกองทุน ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข่าวการแก้ไขกฎสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (สมาคมบลจ.) เพื่อที่จะต่อวาระให้ นางวรวรรณ ธาราภูมิ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคม บลจ. อีก 1 สมัยที่จะครบวาระในเดือน มี.ค. 2561 นี้ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง ก็จะดูไม่ค่อยเป็นธรรมาภิบาล เพราะตามกฎแล้วผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมฯ จะต้องเป็นผู้บริหาร (CEO) เท่านั้น แต่นายกสมาคมฯ คนปัจจุบันได้พ้นตำแหน่งดังกล่าวจาก บลจ.บัวหลวง ไปนานแล้ว ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์ในการดำรงตำแหน่ง

ส่วนข้อกล่าวอ้างที่ว่า ไม่มีผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งนี้เลยต้องแก้กฎดังกล่าว ซึ่งฟังดูแล้วยังเป็นข้อกังขา เพราะรายชื่อสมาชิกที่มีความสามารถและเหมาะกับตำแหน่งดังกล่าวก็มีอยู่หลายคน และก็พร้อมทำหน้าที่ในส่วนนี้ด้วย

“ที่น่าสังเกตคือนายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง กลับไม่มีรายชื่อเป็นสมาชิกในสมาคมฯ ทำให้เสียโอกาสในการหาผู้ที่มีความสามารถในการร่วมชิงตำแหน่งนี้”

แหล่งข่าวจากสมาคมบลจ. ระบุว่า นายกสมาคมบลจ. จะครบวาระในช่วงเดือน มี.ค. 2561 โดยมีนางวรวรรณ ธาราภูมิ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมบลจ.ในปัจจุบัน และในเดือน มี.ค.2561 ก็จะครบวาระในการดำรงตำแหน่งที่ติดต่อกันถึง 2 สมัย สำหรับกฎเกณฑ์การเลือกนายกสมาคมฯจะเป็นการกำหนดขึ้นภายในสมาคมฯ โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯจะต้องเป็น CEO ของบริษัทสมาชิกเท่านั้น และการคัดเลือกนายกสมาคมฯจะเป็นการโหวตโดยสมาชิกเป็นหลัก

ส่วนกรณีการต่อวาระให้กับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเกิน 2 รอบ จะต้องมีการแก้ไขกฎเกณฑ์ และโอกาสการแก้กฎเกณฑ์ในกรณีนี้ทำได้ยาก เว้นแต่ไม่สามารถหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งได้แล้วจริงๆ แต่การแก้ไขกฎเกณฑ์ดังกล่าวต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการสมาคมฯและสมาชิกประกอบ ปัจจุบันคณะกรรมการสมาคมบลจ.มีราว 9-10 คน และในปีนี้ 1 ในคณะกรรมการจะเกษียณอายุ 1 คนคือ นางอารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการ บลจ.ทิสโก้ ทางสมาคมฯจึงจำเป็นต้องหาคณะกรรมการใหม่เข้ามาทดแทนกับตำแหน่งที่ว่างลง ก่อนที่จะทำการแก้ไขกฎเพื่อรองรับกรณีต่อวาระนายกสมาคมฯ

"หากไม่มีใครที่จะเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมบลจ.ได้จริงๆ และจำเป็นต้องเป็นนายกสมาคมฯคนเดิม ก็ต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการสมาคมฯที่ครบองค์หากคณะกรรมการไม่ครบก็ไม่สามารถทำได้ ต้องให้ทุกฝ่ายเห็นชอบทั้งคณะกรรมการสมาคมฯและสมาชิกสมาคมฯ" แหล่งข่าวจากสมาคมบลจ. กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสมาชิกสมาคมฯมีทั้งหมด 27 บริษัทด้วยกัน ส่วนรายชื่อคณะกรรมการสมาคมฯในวาระนี้ระหว่างเดือน มี.ค. 2559-มี.ค. 2561 ประกอบด้วย

1.นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (นายกสมาคมฯ )

2 นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (อุปนายกสมาคม) 3.นางหัสวรา แสงรุจิ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (เหรัญญิกและนายทะเบียนสมาคม)

4.นายนิทิต พุกกะณะสุต ประธานเจ้าหน้าที่ลูกค้าสถาบันและลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด (กรรมการ) 5.นายศักดา มาณวพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (กรรมการ)

6.นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด (กรรมการ) 7.นางอารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (อุปนายกสมาคมฯ) 8.นางดวงกมล พิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (เลขาธิการสมาคมฯ)

9.ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด (กรรมการ) และ 10.นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด (กรรมการ)

แจ้งครม.ใหม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน - ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ชุดใหม่ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับปัจจุบัน ครม.ชุดใหม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งของตนเอง คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่

ดังนั้น รัฐมนตรีใหม่ที่เข้าถวายสัตย์เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2560 จึงต้องดำเนินการยื่นรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่สำนักงานป.ป.ช. สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 29 ธ.ค.นี้ จากนั้นป.ป.ช.จะดำเนินการตรวจสอบและเปิดเผยต่อสาธารณะ ภายใน 30 วันนับแต่วันครบกำหนด ซึ่งจะได้กำหนดวันที่เหมาะสมอีกครั้ง

ยันจัดซื้อเฟอร์นิเจอร์โปร่งใส - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * "การุณ" แจงจัดซื้อครุภัณฑ์เข้าอาคารราชวัลลภ ศธ.มี 3 ส่วน สมเหตุผลและเหมาะสม ไม่ได้ล็อกสเปก หรือมุบมิบงบแน่นอน ลั่นระวังแจอยู่แล้ว

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)กล่าวถึงกรณีการจัดซื้อครุภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์เข้าอาคารราชวัลลภ ศธ. ว่าการดำเนินโครงการบูรณะและอนุรักษ์อาคารราชวัลลภ เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ฯ ร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกรมศิลปากร โดยมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และหน่วยงานภาคเอกชน ร่วมกันบริจาครวม 277 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณดังกล่าวได้ใช้ไปกับการซ่อมแซมปรับปรุง ต่อเติมตัวอาคารในหลายส่วน เพื่อที่จะสืบสานตัวอาคารที่เป็นเอกลักษณ์ และศิลปะโบราณต่างๆ โดยการดำเนิน การปรับปรุงซ่อมแซมในส่วนนี้ ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งในส่วนของครุภัณฑ์ภายในอาคารราช วัลลภจะมีใน 3 ส่วน คือ 1.ครุภัณฑ์ เดิมของอาคารราชวัลลภ 2.ครุ ภัณฑ์ที่กำลังเตรียมการจัดซื้อจัดจ้างตามงบประมาณที่ทางสำนักงานงบฯ ได้จัดสรรให้ จำนวน 20.7 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดซื้อครุภัณฑ์ต่างๆ ขณะนี้ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการกำหนด TOR และคณะกรรมการกำหนดราคากลาง เพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบของทางราชการต่อไป

และ 3.ครุภัณฑ์ที่มีการนำ มาวางตามบริเวณต่างๆ ของอาคารราชวัลลภเพื่อดูความเหมาะ สม มีทั้งเป็นของเก่าและของใหม่ ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่นำมาวางในแต่ละจุดว่ามีความเหมาะสมกับตัวอาคารหรือไม่ โดยทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานปลัด ศธ.จะพิจารณา ร่วมกันว่าครุภัณฑ์และเฟอร์นิ เจอร์ชิ้นไหนเหมาะสมกับตัวอาคารราชวัลลภ และคงไม่สามารถเลือก เอาเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่มาจัด วางได้ แต่ถ้ามีการจัดซื้อเฟอร์นิ เจอร์ดังกล่าวก็จะเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ โดยจะต้องมีการกำหนดคุณลักษณะของครุภัณฑ์เปิดกว้างให้มีบริษัทเอกชนเข้ามาแข่งขันราคากันได้ไม่น้อยกว่า 3 บริษัท ส่วนครุภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ที่มีการ นำมาวางตามจุดต่างๆ ก็ต้องขนกลับไปก่อน เพราะยังไม่รู้ว่าในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะได้สินค้าจากบริษัทไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้เอกชนนำครุภัณฑ์มาจัดวางเป็นชุดๆ ภายในอาคารก่อนเพื่อให้ ศธ.เลือก ก่อนมากำหนดคุณลักษณะและราคากลางในภายหลัง จะสุ่มเสี่ยงให้ถูกมองว่าเป็นการล็อกสเปกหรือไม่ นายการุณกล่าวว่า ทุกอย่างจะมีการดำเนินการตามระเบียบของทางราชการ เพราะจะมีการตั้งคณะกรรมการกำหนดคุณสมบัติและราคากลางที่เปิดกว้างการแข่งขัน ซึ่งเรื่องนี้ตนค่อนข้างระมัดระวังอยู่แล้ว.

ป.ป.ช.เพิ่งตื่นเร่งหาข้อมูล'ชายหมู'ไม่ระงับยับยั้งทุจริตไฟกทม.39.5ล. - พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

วานนี้(4 ธ.ค.)ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ป.ป.ช.เปิดเผยถึงความคืบหน้า กรณีแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯกทม.ละเลยเพิกเฉย ปล่อยให้มีการทุจริตโครงการไฟประดับลานคนเมืองของกทม. มูลค่า 39.5ล้านบาทว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวหาม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ว่าไม่ระงับยับยั้งก่อให้เกิดความเสียหาย ในโครงการไฟประดับล่นคนเมือง กทม.ทางคณะกรรมการป.ป.ช.จึงมอบหมายให้ดำเนินการหาข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาว่า มีมูลที่จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนได้หรือไม่ โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการหาข้อเท็จจริงขั้นตอนแรก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้จะสามารถตั้งอนุกรรมการไต่สวนได้หรือไม่ นางสุวณา กล่าวว่า คงยัง เพราะคณะกรรมการป.ป.ช.เพิ่งมอบหมายให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งการตั้งอนุกรรมการไต่สวนจะต้องมีมูลเหตุและข้อเท็จจริงก่อน จึงจะสามารถตั้งได้ โดยกระบวนการหาข้อเท็จจริงนี้ จะเร่งหาคำตอบเพื่อสรุปให้ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ได้รับทราบ

ต่อข้อถามว่า โครงการประดับไฟกทม.มีการชี้มูลความผิดผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วบางส่วน หากไม่เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะเป็นการขาดตอนหรือไม่ นางสุวณา กล่าวว่า ในส่วนม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เป็นการกล่าวหาไม่ระงับยับยั้ง ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน แต่ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย

ทั้งนี้ก่อนหน้านั้น ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่กทม.4คนได้แก่ นางสาวปราณี สัตยประกอบ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว(ขณะนั้น)นายธวัชชัย จันทร์งาม ผู้อำนวยการท่องเที่ยว นายมรกต ภูมิพานิช และนายสิทธิโชค อภิบาล นักพัฒนาการท่องเที่ยวปฏิบัติการ ตามความผิดในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และ 157 ประกอบมาตรา 83 และพระราชบัญญัตืว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และมาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82 (1) (2) มาตรา 83 (3) มาตรา 85 (1) (7) ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2554 มาตรา 44 จากฐานความผิดการจัดทำโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้า มูลค่ากว่า39 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือไฟลานคนเมือง เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา โดยมีบริษัท คิวริโอทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัด บริษัท สรรสร้าง จำกัด นางสาวกันติกานต์อินทศร นายวีระศักดิ์ ศิริจันทร์เพ็ญ นางสิริพร ชาวปราการ และนางสาวคุณัณญา จรูญภาพิมล เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด โดยให้ส่งรายงานเอกสาร และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาลงโทษกับนางสาวปราณี นายธวัชชัย นายมรกต นายสิทธิโชค พร้อมส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 97 แล้วแต่กรณีไป

สำหรับข้อกล่าวหานายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯกทม.ในขณะนั้น และข้อกล่าวหาบริษัท จิปาถะไอเดีย จำกัด บริษัทสยาม เอ็ม.อี.อี.จำกัด นายคฑารัฐ สินธิศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัทจิปาถะฯ นายอนุชิต พลวิเศษ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยาม เอ็ม.อี.อี.ฯ ให้เป็นอันตกไป

ส่วนกรณีของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ให้แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเนื่องจากไม่ระงับยับยั้ง หรือตรวจสอบการทุจริตในโครงการดังกล่าว

ปปช.เชื่ออันดับโปร่งใสไทย-ดีขึ้นกว่าเดิม - ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

วันที่ 4 ธ.ค. ที่สำนักงานป.ป.ช. นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงข่าวจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล วันที่ 9 ธ.ค. ว่า ปีนี้ทุกภาคส่วนจะจัดงานวันดังกล่าวภายใต้แนวคิด "Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต" ภายในงานจะร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตจากนายกรัฐมนตรี การแถลงสารขององค์การสหประชาชาติ แถลงการณ์ขับเคลื่อนประเทศไทยใส สะอาดฯของประธาน ป.ป.ช. รวมทั้งมอบรางวัลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสหน่วยงานรัฐ งานจะจัดวันที่ 9 ธ.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ส่วนภูมิภาคจัดพร้อมกันทุกจังหวัด

พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ท. และนายมานะ นิมิตร มงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เห็นตรงกันว่า ปัญหาการทุจริตทุกประเทศต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบทั้งป.ป.ท. และป.ป.ช. ได้ปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้การทำงานตรวจสอบรวดเร็วขึ้น รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล และให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

สำหรับงานวันที่ 9 ธ.ค. จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาล สำนักงานป.ป.ช. สำนักงานป.ป.ท. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) ภาคีเครือข่ายภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชนและภาคประชาสังคม โดยจัดขึ้นพร้อมชาติสมาชิกที่ร่วมลงนามในอนุสัญญาสหประชา ชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2013

นางสุวณา ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินดัชนีความโปร่งใสหรือค่าซีพีไอของไทยในปีนี้ ว่า เราคาดหวังมากว่าจะออกมาดีเพราะไทยมียุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันการทุจริต โดยยกระดับค่าซีพีไอให้สูงกว่า 50 คะแนน และกิจกรรมวันที่ 9 ธ.ค.จะสามารถยกระดับดัชนีความโปร่งใสของไทยได้ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะถูกหยิบปัจจัยเรื่องประชาธิปไตยมาประเมินในดัชนีปีนี้ เนื่องจากปีที่แล้วไทยได้คะแนนปัจจัยนี้ต่ำมาก นางสุวณากล่าวว่า อยู่ที่องค์กรวัดดัชนีความโปร่งใสนานาชาติ เพราะปีที่แล้วเขาก็ไม่ได้บอกก่อนว่ามีปัจจัยใดบ้างที่นำมาประเมิน แต่หากมองภาพรวมเชื่อว่าจะได้คะแนนดีขึ้นเพราะเราได้แก้ไขปัญหาที่ทำให้คะแนนลดลงแล้ว เมื่อถามว่าหากมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะทำให้คะแนนตรงนี้ได้เพิ่มมากขึ้นหรือไม่นั้นก็ไม่แน่ใจ แต่เชื่อว่าคะแนนจะดีขึ้น

'ธาริต'สิ้นท่ารับยื่นบัญชีเท็จ อ้างลืมไม่มีเจตนาเลี่ยงปปช. - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

แจ้งวัฒนะ * เมื่อวันศุกร์ ที่ศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้ง วัฒนะ นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เจ้าของสำนวน นัดสอบคำให้การ คดีหมายเลขดำ อม. 177/2560 ที่คณะกรรมการป้อง กันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกล่าวหา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่พ้นจากราชการ ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หลัง ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดกรณีร่ำรวยผิดปกติ

โดยศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้นายธาริตรับฟัง ซึ่งวันนี้นายธาริตได้ยื่นคำรับสารภาพเป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพไปแล้วก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.2560 โดยคดีนี้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.2560 ภายหลังรัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 235 วรรคท้าย กำหนดว่าความผิดเกี่ยวกับการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ จะต้องมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่ามีเจตนากระทำผิด

ศาลได้ตรวจคำร้องของผู้ ร้องแล้วเห็นว่า ไม่ได้บรรยายพฤติการณ์ดังกล่าวมาในคำร้อง จึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ประ กอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 26 วรรค 3 ให้ศาลสั่งแก้ฟ้องให้ถูกต้องได้ จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ฟ้องโดยบรรยายถึงพฤติการณ์ดังกล่าวให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป องค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้โอกาสผู้คัดค้านต่อสู้คดีได้เต็มที่ จึงเห็นควรให้เลื่อนนัดสอบคำให้การไปเป็นวันที่ 19 ม.ค.2561 เวลา 09.30 น.

ด้านนายธาริตได้หลบเลี่ยงและปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ขณะที่ทีมทนายระบุว่า ปัจจุบันนายธาริตรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงาน แต่ไม่เปิดเผยว่าเป็นหน่วยงานใด ขณะที่บัญชีทรัพย์สินที่ไม่ได้ยื่นต่อ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้มีเจตนายื่นเท็จ เนื่องจากมีสมุดบัญชีบางเล่มตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งอัยการ ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวและมียอดในบัญชีหลักไม่เกินหมื่นบาท จึงไม่ได้สนใจและลืมยื่นแสดงบัญชีต่อ ป.ป.ช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายธาริตได้ยื่นหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว โดยศาลตีราคาประกัน 5 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประ เทศก่อนได้รับอนุญาต หลังจาก ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบทรัพย์สินของนายธาริตและชี้มูลความผิด เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2559 ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ รวมมูลค่ากว่า 346 ล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ช.ได้อายัดทรัพย์ที่มีชื่อของนายธาริต, นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ คู่สมรส และบุคคลที่เกี่ยว ข้องถือครองแทนไว้ชั่วคราวก่อนหน้านี้กว่า 90 ล้านบาท และคดีอยู่ ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์ สินที่เหลือนั้นตกเป็นของแผ่นดิน.

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: เพิ่มจุดสว่างนำทางสู่สังคม ที่ปราศจากคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

พิษณุ พรหมจรรยา

ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)phisanu@thai-iod.com

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้าน การทุจริต (CAC) ได้จัดสัมมนาประจำปีในหัวข้อ "Bright Spot : จุดประกายเพื่อนำทางไปสู่สังคมที่ปราศจากคอร์รัปชัน" ขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากถึงกว่า 300 คน และถือว่าประสบความสำเร็จ เป็นอย่างดี ในการผนึกกำลังภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเพื่อระดม ความเห็นและจุดประกายความคิดในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของ ประเทศ

การจัดงานในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้มีความกระชับและน่าสนใจ โดยกำหนดให้วิทยากรแต่ละท่านนำเสนอเรื่องราวในรูปแบบของ Ted Talk ซึ่งสั้น กระชับ ตรงประเด็นและเป็นการพูดจากใจ ทำให้ผู้เข้าร่วมงาน ทุกคนสามารถเก็บเกี่ยวสาระความรู้ไปได้อย่างเต็มที่

ในช่วงเช้า Prof. Nikos Passas หนึ่งในกูรูระดับโลกในด้านของการ ต่อต้านคอร์รัปชั่นได้ให้เกียรติมากล่าวปาฐกถาพิเศษในเรื่องความท้าทายของงานต่อต้านคอร์รัปชั่น และแนวโน้มในอนาคต โดยเขาได้พูดถึงความยากของการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ที่ต้องขับเคลื่อนสังคมออกจากวัฒนธรรมของการทุจริต (Culture of Corruption) ไปสู่วัฒนธรรมของความถูกต้องโปร่งใส (Culture of Integrity) เขาบอกว่า ประเทศต่างๆ ในโลกมีการกำหนดกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งทำให้เกิดภาระกับองค์กรต่างๆ ในการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและเกณฑ์เหล่านี้ ซึ่งแม้ว่าบางส่วนจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้บ้าง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงนั้นยังถือว่า "น่าผิดหวัง" เพราะว่าในทางปฏิบัติ หลายๆ ประเทศมีการนำกฎหมายหรือเกณฑ์เหล่านี้มาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมือง หรือมุ่งไปที่การปราบคอร์รัปชั่นระดับยิบๆ ย่อยๆ แทนที่จะเน้นจัดการคอร์รัปชั่นกรณีใหญ่ๆ ในระดับนโยบาย

นอกจากนี้ เขายังพบว่าหน่วยงานต่างๆ ในหลายๆ ประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศใหญ่ๆ ที่พัฒนาแล้วมุ่งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยการเน้นไปที่ผลงาน (Output) มากกว่าผลสำเร็จ (Outcome) ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือการแก้ปัญหาแบบแยกส่วนที่มี Output เกิดขึ้นมากมาย แต่ยังไม่สามารถก่อให้เกิด Outcome ที่ต้องการ คือการขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคมได้

Prof. Passas เน้นว่าประเด็นสำคัญคือหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นจำเป็นต้องเข้าใจบริบทที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การกำหนดนโยบาย หรือมาตรการในการต่อต้านการคอร์รัปชั่นสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในสังคม สำหรับการรวมตัวของภาคเอกชนเพื่อต่อสู้กับคอร์รัปชั่นในรูปแบบ Collective action นั้น เขาบอกว่าสิ่งสำคัญคือต้องสร้างให้เกิดคุณค่าร่วม (Shared value) หมายความว่าการรวมตัวนั้นจะต้อง ก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ (Economic value) ไปควบคู่กับคุณค่าทางสังคม (Value of society) ซึ่งช่วยตอบสนองต่อทั้งความต้องการและความท้าทายที่เกิดขึ้นทั้งในด้านของเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมๆ กัน ในขณะเดียวกันการจะขับเคลื่อน Collective action ให้เกิดผลอย่างมีพลังได้ก็จะต้อง มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน และมีการสร้างระบบที่สามารถวัดผลได้ รวมถึง มีการจัดกิจกรรม และมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องด้วย

วิทยากรคนถัดมาคือ Frank Brown ซึ่งเป็น Anti-Corruption Team Leader จาก Center of International Private Enterprise (CIPE) ของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการ CAC มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2553 เขาได้พูดถึงความประทับใจในพลังและศักยภาพของ CAC ว่าเป็นตัวอย่างสำคัญของบทบาทภาคเอกชนในการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่น ที่สามารถเป็นตัวอย่างให้กับอีกหลายประเทศ โดยเขาบอกว่าคุณลักษณะสำคัญที่ทำให้โครงการ CAC โดดเด่นและแตกต่างจากโครงการลักษณะเดียวกันในประเทศอื่น ก็คือความยืดหยุ่นและความกล้า ในการทดลองแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งมีการปรับให้สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ในประเทศไทย โดยเขามองว่ามีสาเหตุสำคัญ 4 ประการที่ทำให้ CAC โดดเด่นในเวทีโลก ได้แก่

(1) CAC ใช้แนวคิดแบบรอบด้าน (Comprehensive approach) ในการที่จะลดแรงจูงใจและโอกาสที่จะเอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น

(2) CAC เป็น Platform สำคัญที่สนับสนุนให้เกิดการรวมตัวโดยสมัครใจของภาคเอกชนและขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชั่นในภาคธุรกิจ

(3) CAC มีส่วนช่วยในการปรับปรุงธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public governance) และ

(4) CAC เป็นแหล่งฟูมฟักไอเดียใหม่ๆ ในด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นในภาคเอกชน

Brown บอกว่ามีหลายๆ ประเทศที่กำลังศึกษาแนวทางการดำเนินการของโครงการ CAC เพื่อไปปรับใช้ในประเทศของตัวเอง อย่างเช่นในอินโดนีเซียก็มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เขาบอกว่าประเด็นสำคัญที่จะช่วยรักษาโมเมนตัมของการต่อต้านคอร์รัปชั่น คือ ต้องมีการพัฒนาไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา โดยต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ทั้งนี้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นภาคเอกชนจำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระเอาไว้ให้ได้ นอกจากนี้ก็ต้องมีการนำปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เข้ามาร่วมพิจารณาด้วย และที่สำคัญคือต้องหาบุคลากรที่มีความสามารถและมีอุดมคติมาร่วมขับเคลื่อนโครงการ

ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจจากวิทยากรคนไทยอีกหลายท่านที่มาร่วมแบ่งปันในงานสัมมนาวันนั้น แต่พื้นที่บทความในวันนี้หมดเสียแล้ว เดี๋ยวเรามาว่ากันต่อสัปดาห์หน้านะครับ

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ...ความหวังที่ต้องไม่สูญสิ้น - แนวหน้า ฉบับวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

"ผมจะใช้ทุกมาตรการ จะเอาทุกวิธีที่ประเทศต่างๆเขาใช้ป้องกันการทุจริตแล้วได้ผล มาใช้ ถ้ากรุงเทพฯ ใช้ได้ผล ทั่วประเทศไทยก็จะมีตัวอย่าง ต้องมีคนกล้าทำ" นี่คือประโยคที่ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ กล่าวกับผมเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ตอนที่ท่านเชิญผมไปคุยเรื่องโอกาสการสร้างเสริมธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชันในกรุงเทพฯและประเทศไทย เป็นประโยคสั้นๆ แต่ หนักแน่น ที่สร้างความหวังให้คนที่ทำงาน เรื่องนี้มานานแล้วอย่างผม ซึ่งเคยผิดหวังกับผู้บริหารเมืองและประเทศอยู่มาแล้วหลายครั้ง

เพียงไม่ถึง 4 สัปดาห์ต่อมา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ก็เกิดเรื่องน่าตกใจและน่าเศร้าอย่างที่สุดนั่นคือการจากไปอย่างกะทันหันของดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนและนักการเมืองไทยผู้มีอุดมการณ์สูงคนหนึ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่มี ผู้เขียนเรื่องราวยกย่องชื่นชม ดร.สุรินทร์ ในแง่มุมต่างๆมากมาย และการพัฒนาด้านหนึ่งที่ท่านได้ให้ความสนใจอย่างมาก และพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นโครงการที่จับต้องได้จริงมาอย่างต่อเนื่องคือการสร้างเสริมธรรมาภิบาลในสังคมไทย

ที่ทั้งต่อภัสสร์และผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ดร.สุรินทร์ ให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาลมากมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราทั้งสองคนมีโอกาสสัมผัสจากท่านด้วยตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในต่างกรรม ต่างวาระ ตั้งแต่หลายปีก่อนที่ต่อภัสสร์ไปร่วมจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง ธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชันให้องค์กรที่ ดร.สุรินทร์ เป็นประธาน จนถึงล่าสุดที่ผมเพิ่งมีโอกาสได้นั่งคุยกับท่านเรื่องการเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้เป็นรูปธรรม เมื่อเราสองคนนำเรื่องราวและประสบการณ์ที่ได้รับจาก ดร.สุรินทร์ มาพูดคุยกันก็เห็นตรงกันว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นนอกจากความสนใจของท่านในเรื่องนี้จะไม่เคยลดทอนเลย ความคิดของท่านยังก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

ครั้งแรกที่ต่อภัสสร์มีโอกาสพบกับ ดร.สุรินทร์ คือเมื่อต้นปี 2556 เมื่อได้รับเชิญชวนให้ไปร่วมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการออกแบบอนาคตประเทศไทย 2020 ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Social Design Lab หรือห้องทดลองออกแบบสังคม โดยมีกระบวนการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและผู้มีประสบการณ์มากในเรื่องดังกล่าว และมีผู้จัดกระบวนการคอยกระตุ้นความคิดและสรุปประเด็น ซึ่ง ดร.สุรินทร์ได้มารับฟังสรุปประเด็นและให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า

1.การต่อต้านคอร์รัปชันต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าร่วมได้ง่ายด้วย ไม่ใช่เพียงประชาสัมพันธ์เชิญชวนเท่านั้น 2.การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อความสำเร็จ จึงต้องทำอย่างเป็นระบบ และเปิดเผยในเชิงรุก เช่น ใช้นวัตกรรมออกแบบการนำเสนอข้อมูลและ 3.โครงการที่คิดกันขึ้นมานั้น ต้องสามารถทำได้จริง ไม่ใช่ฟังดูดีแต่เป็นไปไม่ได้ คำแนะนำเหล่านี้ได้รับการนำไปประยุกต์และพัฒนาจริง กลายเป็นโครงการต่อต้านคอร์รัปชันหลายโครงการในปัจจุบัน เป็นผลทางความคิดของ ดร.สุรินทร์ ที่เห็นได้จริง

เวลาหมุนอย่างรวดเร็วผ่านมาเกือบ 5 ปี ผมได้รับติดต่อจาก ดร.สุรินทร์ เชิญไปรับประทานอาหารกลางวัน พอไปถึงท่านก็ถามถึงต่อภัสสร์ว่า น่าจะชวนมาด้วยกัน ซึ่งทุกวันนี้ต่อภัสสร์ก็ยังเสียใจอยู่ที่ไม่ได้ไปด้วย ดร.สุรินทร์ขอให้ผมเล่าความคืบหน้างานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันที่ผมทำมาอย่างต่อเนื่องและเล่าประสบการณ์ที่ผมเคยไปช่วยเป็นที่ปรึกษา ผู้ว่าฯ กทม.เมื่อหลายปีก่อน

ผมจึงเล่าให้ฟังว่า หลายครั้งที่ได้รับเชิญไปช่วยสร้างระบบธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชันในหน่วยงานรัฐ ผู้บริหารหน่วยงานมักขอให้ผมหลีกเลี่ยงการต่อสู้เผชิญหน้ากับขบวนการทุจริตที่ฝังรากลึกมานานมีเงินรายได้พิเศษเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นกลุ่มอำนาจเครือข่ายขนาดใหญ่ในหน่วยงานนั้นๆ เหตุผลหลักคือ การไปแตะต้องกลุ่มคนเหล่านี้จะทำให้ผู้บริหารไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ ทำให้ไม่มีผลงานออกสู่สังคม ยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาการทุจริตเรียกเงินสินบนการออกใบอนุญาตก่อสร้างให้ประชาชน เคยมีโครงการออกใบอนุญาตสร้างบ้านได้ใน 1 วัน แต่ไม่นานก็เงียบหายไป ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข ล่าสุดข้อมูลจากการสัมมนาเรื่องการขอใบอนุญาตก่อสร้างจัดโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) เมื่อ 2 เดือนก่อนก็ยังยืนยันว่าปัญหานี้ยังคงอยู่

พูดมาถึงตรงนี้ ดร.สุรินทร์จึงถามว่าแล้วรู้กันไหม จะแก้ไขระบบอย่างไรตรงไหนได้ ผมบอกว่ามันไม่เป็นความลึกลับแต่อย่างใด รอคนที่จะมากล้านำเท่านั้น ปรากฏว่าสายตาท่านกลับมีประกายขึ้นมา แล้วเสนอว่า จะนำแนวความคิด โครงการต่างๆ โดยเฉพาะนวัตกรรมใหม่ๆที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย มาระดม ใช้แก้ปัญหาทุจริตที่กรุงเทพฯก่อน ทำให้สำเร็จเป็นหัวหอกขยายออกไปทั่วประเทศจากการหารือกันในวันนั้น เราได้ข้อสรุปร่วมกัน 10 ข้อ คือ

1.กรุงเทพฯ มีข้าราชการคุณภาพดี มีประสิทธิภาพ ในอัตราส่วนสูงกว่าหน่วยราชการอื่น ดังนั้นหากตั้งใจจะทำโครงการ ต่อต้านคอร์รัปชันแล้ว ก็น่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

2.กรุงเทพฯมีการส่งเสริมธรรมาภิบาล เป็นระบบอยู่แล้ว โดยผูกติดกับการประเมินผลงานเพื่อจ่ายโบนัสประจำปี และหากนำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด จะได้ผลดี

3.กรุงเทพฯ จะต้องนำการจัดซื้อ จัดจ้างทุกรายการเข้าสู่ ระบบ e-Bidding และ e-Market ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้ โดยไม่มีข้อยกเว้น

4.ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครจำนวนมากมีความพร้อมและมีความรู้ความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย สามารถเป็น ผู้สังเกตการณ์อิสระในการจัดซื้อจัดจ้างได้ดี

5.นอกจากประชาชนที่มีคุณภาพและความพร้อมแล้ว กรุงเทพฯ ยังมีนิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาอยู่อีกเป็นจำนวนมาก คนรุ่นใหม่ที่มีพลังและมีเวลาเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในโครงการต่อต้านคอร์รัปชันต่างๆ

6.กรุงเทพฯมีรายได้มากอยู่แล้ว และยังสามารถจัดเก็บเพิ่มได้อีก เป็นทรัพยากรสำคัญในการออกแบบและสร้างโครงการที่มีคุณภาพ

7.กรุงเทพฯ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ด้วยระบบการสื่อสารทางอินเตอร์เนตความเร็วสูงที่มีอยู่ผู้ว่าฯ สามารถมีคณะ ที่ปรึกษาไม่ใช่เพียงแค่ 30-60 คน แต่สามารถมีได้ 100-300 คน แบ่งเป็นคณะที่ปรึกษาด้านต่างๆ 30-60 คณะโดยจัดระบบนำเสนอความคิดเห็นและประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ในระบบ Online meeting ยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือเหนือกว่าการประชุมแบบเดิมในห้องประชุมขนาดใหญ่

8.มหานครอื่นๆในโลก มีตัวอย่างการบริหารจัดการที่ดีอยู่แล้วและยินดีให้การสนับสนุนกรุงเทพฯ เช่น กรุงโซลที่มี software บริหาร ติดตาม และการจัดการงบประมาณโครงการก่อสร้างที่ดีระดับโลก กรุงเทพฯ สามารถรับมาใช้ได้เลย

9.กรุงเทพฯมีโอกาสปรับปรุงการให้บริการประชาชนในเขตต่างๆ ได้มากด้วยการใช้ประชาชนในแต่ละเขตร่วมติดตามและรายงานความพึงพอใจการรับบริการอย่างที่โครงการสังคมดี๊ดี สองนาทีง่ายๆหรือ Citizens Feedback โดยแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการ ทุจริต (CAC) ได้เริ่มทดลองใช้แล้วในบางหน่วยงานรัฐ

10.กรุงเทพฯ ควรเป็นห้องทดลองบ่มเพาะต้นแบบตัวอย่างโครงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศสามารถนำไปเป็นตัวอย่างใช้ได้ต่อไป

มาถึงวันนี้ที่ ดร.สุรินทร์ ได้จากพวกเราไปแล้ว ความหวังที่จะได้เห็นคนเก่งและดีอย่างท่านมาบริหารบ้านเมืองได้ดับสลายไป แต่ความหวังที่จะเห็นบ้านเมืองไทยมีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งต้องไม่สูญสลายไปด้วย สิ่งที่เราสองคนทำได้ดีที่สุดคือการสรุปความคิดของ ดร.สุรินทร์ มานำเสนอสู่สังคม เพื่อที่เราทุกคนจะสามารถนำไปพัฒนาต่อให้เป็นรูปธรรมได้จริง เหมือนกับโครงการและนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจำนวนมากที่ท่านได้ทิ้งไว้ให้กับประเทศชาติของเรา

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ก.ล.ต.เจอหมัดสวนบิ๊ก บล. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สุนันท์ ศรีจันทรา

แต่ละปีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งลงโทษ ผู้บริหารและพนักงานบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์นับไม่ถ้วน ปรับเป็นเงินบ้าง พักใบอนุญาตบ้าง แล้วแต่มูลฐานความผิดว่าร้ายแรงขนาดไหน ซึ่งส่วนใหญ่ยอมรับบทลงโทษ

ไม่ค่อยมีใครโต้แย้งคำตัดสินของ ก.ล.ต. อาจมีอุทธรณ์คำสั่งลงโทษบ้าง แต่เมื่อคำอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น มักยอมก้มหน้ารับชะตากรรม

และไม่เคยมีใครหาญกล้าเดินหน้าเอาเรื่อง ก.ล.ต. ถึงขั้นยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญา

เพิ่งจะมีกรณีนายชยันต์ อัคราทิตย์ อดีตกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด เป็นคนแรกที่สร้างคดีประวัติศาสตร์ ฟ้องนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการก.ล.ต.

นายชยันต์และนางสาวชญานี โปขันเงิน อดีตกรรมการ บล.เอเชีย เวลท์ จำกัด ถูก ก.ล.ต.สั่งลงโทษเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 โดยพักการให้ความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนเป็นเวลา 1 ปี ฐานปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลความจริงที่แจ้งต่อ ก.ล.ต. คดีการใช้ข้อมูลภายในการครอบงำกิจการหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท จำกัด (มหาชน)

ความผิดของนายชยันต์และนางสาวชญานีคือ พยายามปกปิดข้อมูล เพื่อช่วยผู้กระทำผิดกรณีอินไซเดอร์หุ้น "บีฟิท"

ก่อนหน้าที่จะยื่นฟ้องนายรพี ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาสร้างหลักฐานเท็จ นายชยันต์เคยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของ ก.ล.ต.แล้ว แต่คำอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น

นายชยันต์มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในการปกป้องชื่อเสียง เรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 8 พฤษภาคม 2561

ปกติแล้ว กรรมการหรือผู้บริหารโบรกเกอร์ มักไม่อยากตอแยกับ ก.ล.ต. โดยยอมรับคำสั่งลงโทษโดยดุษณี นายชยันต์เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมา "ซดหมัด" กับ ก.ล.ต.

นายชยันต์เป็นน้องชายนายพิชิต อัคราทิตย์ ซึ่งเพิ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แต่การฟ้องกลับ ก.ล.ต.ครั้งนี้ ไม่มีบารมี พี่ชายมาเกี่ยวข้อง เพราะพี่ชายเพิ่งหมดบารมี

สิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุใดนายชยันต์จึงไม่กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ บล. เอเชีย เวลท์ ทำไมผู้ถือหุ้นโบรกเกอร์แห่งนี้ ไม่ทักท้วงนายชยันต์ และเป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ บล.เอเชีย เวลท์ให้ท้ายนายชยันต์

คำสั่งพักการให้ความเห็นชอบการเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนนั้น สาธารณชนโดยทั่วไปรู้สึกเหมือนกันว่า นายชยันต์คงหลุดจากวงการธุรกิจหลักทรัพย์ และหาอาชีพใหม่ไปแล้ว

แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏว่า คำสั่งห้ามเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน กลายเป็นเรื่องลิงหลอกเจ้าเป็นเรื่องเด็กเล่นขายของ

เพราะนายชยันต์กับนางสาวชญานี ยังคงทำงานอยู่ใน บล.เอเชีย เวลท์ เพียงแต่ย้ายจากตำแหน่งกรรมการ มาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารดูแลงานด้านธุรการและการพนักงาน

เช่นเดียวกับ กรณีนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ แอมเพิล เวลธ์ จำกัด ซึ่งถูก ก.ล.ต.พักให้ความเห็นชอบการเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนเป็นเวลา 2 ปี แต่ปัจจุบันยังทำงานอยู่ใน บล.แอมเพิล เวลธ์ ดูแลด้าน CSR เสียด้วย

คำสั่งลงโทษของ ก.ล.ต.ดูน่ากลัว ผู้บริหารโบรกเกอร์ที่ถูกบทลงโทษ คนทั่วไปคิดว่า จะต้องตกระกำลำบาก แต่กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบใด เพราะยังทำงานอยู่โบรกเกอร์แห่งเดิม

ข้อกล่าวหา ก.ล.ต. อ้างว่าสร้างหลักฐานปลอม เป็นข้อกล่าวหาร้ายแรง และถ้าพิสูจน์ได้ว่า ก.ล.ต.สร้างหลักฐานปลอม นายรพีและคณะกรรมการ ก.ล.ต.ทั้งชุดมีสิทธิ์ตกเป็นผู้ต้องหา

อย่างไรก็ตามแม้จะถูกฟ้อง แต่ ก.ล.ต.ไม่ควรหวั่นไหวในการทำหน้าที่ตรวจสอบพฤติกรรมผิดของโบรกเกอร์ และเมื่อปฏิบัติงานอย่างตรงไปตรงมา เพื่อความสงบสุขของตลาดหุ้น ต้องพร้อมเผชิญหน้ากับผลกระทบใดๆ ที่จะตามมา

คดี ก.ล.ต.เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว และการพิสูจน์ข้อเท็จจริงระหว่างนายชยันต์กับนายรพี คงใช้เวลาอีกยาวนาน

ไม่มีใครทำนายได้ว่า คดีฟ้องนายรพี บทสรุปจะออกมาอย่างไร รู้กันแต่ว่า ไม่มีเหตุผลใดที่ ก.ล.ต.ต้องสร้างหลักฐานเท็จ เพื่อเล่นงานผู้บริหารโบรกเกอร์ ไม่ว่ารายใด

ส่วนนายชยันต์มีพฤติกรรมตามที่ ก.ล.ต.สั่งลงโทษจริงหรือไม่ คนในแวดวงธุรกิจหลักทรัพย์จะเป็นผู้ให้คำตอบ.

คอลัมน์ คันปากอยากเล่า: ไม่ละอายใจ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ช่างสงสัย

ร่าง พ.ร.ป.ป.ป.ช.ที่ กมธ.สนช.กำลังพิจารณาอย่างขะมักเขม้น ถือเป็นกฎหมายที่อื้อฉาวมากที่สุด นอกจากลดสิทธิภาคประชาชนที่จะเข้าถึงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของนักการเมืองแล้ว ยังมีประเด็นที่จับตากันมากคือ บิ๊ก คสช.ส่งคนใกล้ชิดที่เป็นทหารและตำรวจเข้าถลุงกฎหมายนี้ โดยสันนิษฐานหวังเป็นเครื่องมือให้ทหารสืบทอดอำนาจหลังเลือกตั้ง รวมทั้งกลั่นแกล้งการเมืองฝ่ายตรงข้ามหรือไม่

ล่าสุด ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษา กมธ.สนช. พิจารณากฎหมายชุดนี้ และเขียนเฟซบุ๊กส่วนตัวบรรยายสรรพคุณของกฎหมาย ป.ป.ช.นี้ว่ามีความซับซ้อนมาก เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลของประเทศ และความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงของข้าราชการและนักการเมืองเกือบ 3 ล้านคน

กฎหมาย ป.ป.ช. ที่ สนช.กำลังพิจารณาอยู่เป็นฉบับที่ 5 แล้ว นับจากปี 2542 ที่เริ่มก่อตั้งองค์กรแห่งนี้ให้เป็นหัวหอกในการปราบคนโกง โดยครั้งนี้ กรธ.ได้ออกแบบโครงสร้างกฎหมายและวางหลักปฏิบัติใหม่หลายประการ ถือเป็นการปฏิรูปที่น่าสนใจมาก แม้บางเรื่อง กรธ.จะขาดความเข้าใจไปบ้างก็ตาม

ครั้งนี้ เป็นการพิจารณากฎหมายที่สนุกมาก มีประเด็นโต้แย้งเยอะกว่าที่เคยเจอมา ถกกันแทบทุกมาตรา บางเรื่องโต้กันรุนแรงอยู่สองกลุ่ม โดยผู้ร่วมประชุมท่านอื่นก็งงว่า เบื้องหลัง...คืออะไร เพียงแต่พอคาดเดาได้เท่านั้น

แต่เรื่องใหญ่ที่ต้องจับตากันในตอนสุดท้าย คือการแก้ไขบทเฉพาะกาลเพื่อต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน 7 คน ที่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่เพราะร่ำลือกันว่าเป็นคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจ จึงประเมินกันว่าเกมนี้พวกเขาจะชนะแน่นอน

พฤติกรรมแบบนี้นักวิชาการเรียกว่า "คอร์รัปชันทางการเมือง - Political Corruption" ที่ผู้มีอำนาจในบ้านเราทำกันทุกยุคสมัยอย่างไม่ละอายใจ" ดร.มานะโพสต์เฟซบุ๊กปิดท้าย

ก่อนการก่อเกิดกระทรวงอุดมศึกษา - มติชน ฉบับวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ก่อนการก่อเกิดกระทรวงการอุดมศึกษา

ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า ก่อนการเลือกตั้ง หรืออีกไม่เกิน 8-9 เดือนข้างหน้า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ แยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ออกมาจาก ศธ. และจัดตั้งเป็น "กระทรวงการอุดมศึกษา"

หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่ง นพ.อุดม คชินทร มานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. เพื่อเดินเครื่องผลักดันเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ตั้งเป้าให้กระทรวงการอุดมศึกษาเป็นเหมือนคลังสมองของประเทศ

มีหน้าที่วางแผนขับเคลื่อน ผลิต พัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพสูง สร้างงานวิจัยนวัตกรรมตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ให้เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติกับมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน กระทรวงอื่นๆ โดยเฉพาะภาคเอกชน

ที่ต้องร่วมมือกันทำงานตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ตอบโจทย์ประเทศ และตอบโจทย์โลกให้ได้

แม้ส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้แยกอุดม ศึกษาออกจาก ศธ. เพื่อให้การทำงานคล่องตัว มีอิสระ ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้มากขึ้น แต่ยังมีข้อเสียให้ระวัง และหาวิธีอุดรูรั่วไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม กลายเป็นย่ำอยู่กับที่ หรือถอยหลังเข้าคลอง

นายสุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะแยกอุดมศึกษาออกมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งจะมีแง่ดีในเชิงบริหารงาน โดยเอาเรื่องวิชาการเป็นตัวตั้ง

สร้างความเข้มแข็งในเรื่องงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ สามารถวางทิศทางในการปฏิรูปการศึกษาที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้ชัดเจนขึ้น

ที่สำคัญ ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) มหาวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ หรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ ที่ยังทำงานในลักษณะแบ่งแยก กระจัด กระจายกลับมารวมตัวกันทำงานอย่างมีระบบ ตรงนี้คือจุดเด่น ส่วนจุดด้อยอยากให้มองในเรื่องของความเชื่อมโยงทางการศึกษา

เพราะในครั้งที่มีการรวมอุดมศึกษาไว้ใน ศธ. เพราะอยากให้การจัดการศึกษาทุกระดับเกิดความเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา หากแยกเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา อาจทำให้การทำงานขาดออกจากกัน ไม่เชื่อมโยง

ทำให้ช่องว่างทางการศึกษา ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวะ และอุดมศึกษา ห่างออกไปอีก

"ที่ผ่านมา พอการศึกษาไม่ดี เรามักจะโทษกันไปมา เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลิตเด็กที่ไม่มีคุณภาพเข้าสู่อุดมศึกษา หรืออุดมศึกษาผลิตครูไม่มีคุณภาพมาสอนเด็ก ดังนั้น หากแยกอุดมศึกษาออกมา อยากให้มองจุดด้อยดังกล่าว แล้ววางแนวทางแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และต้องมาโทษกันไปมาในอนาคตอีก" นายสุขุมกล่าว

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาอุดมศึกษามีสภาพการทำงานในลักษณะที่แบ่งแยก ไม่เป็นเอกภาพ

ทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยา ลัยในกำกับรัฐ มรภ. และ มทร. ซึ่งเนื้องานยังไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน ตอบโจทย์ประเทศ

สถาบันอุดมศึกษามองแต่ความอยู่รอดของตัวเองเป็นหลัก สภามหาวิทยาลัยมีปัญหาธรรมาภิบาล บุคลากรส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่ก้าวไปสู่ความเป็นสากลได้ยาก ทิศทางของอุดมศึกษาในช่วงนี้ถือว่ามีความอลเวงที่สุด การแก้ไขให้ดีขึ้นเป็นเรื่องยาก

ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ส่วนหนึ่งเพราะรวมอุดมศึกษาไว้กับ ศธ. ทำให้ติดอยู่กับระบบ ที่เป็นอุปสรรคในหลายๆ เรื่อง ดังนั้น คิดว่าการแยกอุดมศึกษาออกจาก ศธ. และตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาเป็นเรื่องดีที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะถ้ายังปล่อยให้อุดมศึกษาอยู่ในสังคมหรือบริบทเดิมๆ การพัฒนาสู่ความเป็นสากลเป็นเรื่องที่เดินไปไม่ได้แน่นอน

ทั้งนี้ เมื่อออกมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาแล้ว การทำงานจะต้องมีความชัดเจน ตอบโจทย์สังคม ตอบโจทย์ประเทศให้ได้ว่าแยกออกมาเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่การเพิ่มกระทรวงขึ้นมาอีกหนึ่งกระทรวงเท่านั้น

นายรัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) นครราชสีมา และประธานที่ปรึกษาที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าที่ต้องมีกระทรวงการอุดมศึกษา เพราะชาวอุดม ศึกษาต้องการให้มีรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจในอุดมศึกษามาดูแล ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยเหมือนรัฐมนตรีประจำ ศธ.ที่ผ่านมา

ส่วนการมีกระทรวงใหม่จะแก้ปัญหาอุดมศึกษาได้หรือไม่นั้น คณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาต้องนำปัญหาพื้นฐานอุดมศึกษามาเป็นโจทย์ด้วย ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกับขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร และกระทบกับคุณภาพการพัฒนาบัณฑิตโดยตรง ตลอดจนมีปัญหาธรรมาภิบาล การทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจโดยมิชอบ การสืบทอดอำนาจ เป็นต้น

ซึ่งปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดม ศึกษามีต้นเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอธิการบดีและสภามหาวิทยาลัยเป็นหลัก โดยมีมูลเหตุจากเงินและอำนาจแทบทั้งสิ้น

เชื่อว่ากระทรวงการอุดมศึกษาเกิดขึ้นแน่ในรัฐบาลนี้ แต่จะแก้ปัญหาต่างๆ ทำให้มหาวิทยาลัยไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกได้หรือไม่ ไม่แน่ใจ

เพราะจากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยว ข้องกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาอุดมศึกษายังไม่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม

บางหมวดบางมาตรายังไปซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.จัดตั้งของสถาบันอีก นอกจากนี้ ในมาตรา 48-49 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจหลักในการกำหนดนโยบาย แผนการจัดการ และมาตรฐานการอุดมศึกษา อาจต้องตีความว่ารัฐมนตรีดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนตัวเห็นว่าควรเขียนกฎหมาย โดยสร้างกลไกการตรวจสอบให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม อะไรที่สถาบันอุดมศึกษาต้องปฏิบัติ และรัฐมนตรีควรมีหน้าที่กำกับ ให้สถาบันอุดมศึกษาปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้สถาบันมีอิสระในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ และตาม พ.ร.บ.จัดตั้งของแต่ละสถาบัน เท่านี้ก็น่าจะตอบโจทย์ปัญหาอุดมศึกษาได้แล้ว

ต้องจับตาว่า การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาครั้งนี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถเพิ่มศักยภาพแข่งขันกับนานาชาติ ยกระดับประเทศได้ตามที่รัฐบาลหวังไว้หรือไม่!!

รายงานพิเศษ: แจง'เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด'-'สายพานลำเลียง'!!!!!... - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

จากประเด็นที่นายนิตินัย ศิริสมรรถการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่าโครงการจัดซื้อระบบตรวจสอบวัตถุระเบิด และงานปรับปรุงระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระของอาคารเทียบผู้โดยสารหลังใหม่ในสนามบินสุวรรณภูมิวงเงินกว่า 3 พันล้านบาท มีข้อสังเกตจากบางฝ่าย ทอท. ว่าอาจส่อทุจริตและมีการล็อกสเปกงาน เพื่อเปิดทางให้เอกชนบางราย หากมีการเปลี่ยนระบบการตรวจสอบวัตถุระเบิดและสายพานลำเลียงกระเป๋า ภายในสนามบินสุวรรณภูมิและการกำหนดความเร็วในการตรวจสอบสัมภาระจากปัจจุบันอยู่ที่ 0.3 เมตรต่อวินาที มาเป็น 0.5 เมตรต่อวินาที ที่หวั่นว่าจะส่อให้เกิดการล็อกสเปกเกิดขึ้น

โดยนายนิตินัย ระบุว่า การจัดซื้อเครื่อง CTX จำนวน 26 เครื่อง ที่ใช้งานมา 12 ปีเป็นไปด้วยความเหมาะสม เนื่องจากอายุการใช้งานของเครื่องมือดังกล่าวอยู่ที่ราว 10-15 ปี ประกอบกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องรายเดิมยังยกเลิกผลิตชิ้นส่วนซ่อมบำรุงไปแล้ว จึงยืนยันว่าระยะเวลาในการจัดทำกระบวนการเปิดประกวดราคาไม่ได้เร็วจนเกินไป เพราะสอดคล้องกับอายุการใช้งานและระยะเวลาประกันของเครื่อง CTX9000 พอดี เพราะหากช้าไปมากกว่านี้จะหมดประกันและจะกระทบกับผู้โดยสารได้ ส่วนที่มีผู้ประกอบการร้องเรียนนั้นไม่ทราบด้วยเหตุผลอะไร แต่เชื่อว่าผู้ใช้บริการเข้าใจในเรื่องมาตรฐานเพราะได้มีการศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า การชี้แจงดังกล่างมีการบิดเบือน ไม่พูดความจริงทั้งหมด โดยละเอียดในเรื่องของการรับรองจากอเมริกา TSA และรายงานไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

การทดสอบ มี 2 วิธีการทดสอบ1.ทดสอบในห้องแล็บ Laboratory Test ซึ่งไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบสายพานจริง (inline) เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ที่ปรับความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาทีทุกยี่ห้อ ผ่านหมด รวมทั้งยี่ห้อนูเทค (Nutech)ที่ผลิตในประเทศจีน (CTX9800 ไม่ส่งทดสอบ )

2. ตั้งความเร็วเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่0.5 เมตรต่อวินาที ติดตั้งกับระบบสายพานจริง in line ไม่มีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดยี่ห้อใดรุ่นใดผ่านการทดสอบ (CTX9800 ไม่ส่งทดสอบ)

3. ทดสอบติดตั้งกับระบบสายพาน inline ที่ความเร็ว 0.3 เมตรต่อวินาที (medium speed) ผู้ผลิตจากทุกประเทศ ส่งเครื่อง 0.5 เมตรต่อวินาทีแล้วปรับความเร็วลงเหลือ 0.3 เมตรต่อวินาที เข้ามาทดสอบทุกยี่ห้อ เพราะต้องการจะขายในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด **ปรากฏว่าCTX9800 ผ่านการทดสอบเพียงรุ่นเดียว

4.ย้อนหลังไป 10 กว่าปีก่อน ประมาณ ก่อนปีค.ศ.2000 ทดสอบติดตั้งเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดกับระบบสายพาน inline ที่ความเร็วไม่เกิน 0.2 เมตรต่อวินาที ทุกยี่ห้อทุกรุ่นในขณะนั้นส่งเข้ามาทดสอบทั้งหมด แต่ผ่านเพียงยี่รุ่นเดียว คือ CTX 9000 ซึ่งภายหลังอัพเกรดเป็น 9400

5.เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX 9000 และ9400 ขายไปรวมกันประมาณ 1,300 เครื่อง tha มีนโยบายชัดเจนที่จะเปลี่ยนเป็นซีทีเอ็กซ์ 9800 ทั้งหมด บางส่วนได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยใช้ความเร็วตัวเครื่อง 0.3 เมตรต่อวินาทีให้เข้ากับระบบสายพานเดิมที่สร้างไว้แล้ว และสามารถรองรับเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่ความเร็ว 0.3 เมตรต่อวินาทีโดยไม่ต้องแก้ไข ปรับแต่งเพิ่มเติมระบบสายพาน ทำให้ไม่เกิดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานที่ต้องทำงานทุกๆ วันทุกชั่วโมง

Lab Test คือ การเอาตัวอย่างของวัตถุระเบิด เข้าไปทดสอบว่าเครื่องจับได้หรือเปล่าหากจับได้ผ่านเกณฑ์ก็ให้การรับรอง

ส่วนการทดสอบภาคสนาม คือเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจะต้องไปติดตั้งกับระบบสายพานจริงศูนย์ทดสอบนี้อยู่ที่สนามบินReagan กรุงวอชิงตันจะทดสอบในหลายๆ ประการ เช่น เครื่องต้องเดินได้อย่างไม่หยุดเลยเป็นระยะเวลา 1 เดือน เครื่องต้องมีความแม่นยำติดตั้งร่วมกับระบบสายพานเครื่องจะต้องมี False Alarm ที่ไม่เกินค่ามาตรฐานเครื่องจะต้องไม่ทำให้กระเป๋าติดขัดหรือค้างอยู่ในเครื่อง เครื่องต้องทนอุณหภูมิและความชื้นที่สูงได้เครื่องหลายๆ เครื่องจะต้องทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา ภาพภายในกระเป๋าจะต้องขึ้นมาที่หน้าจอด้วยความรวดเร็ว

โดยปี 2547 ทอท.จ้างบริษัทร่วมค้า ITO ติดตั้งเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX9000 ซึ่งผลิตโดยบริษัท Invision ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกับระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ 20 กว่ากิโลเมตร มูลค่าประมาณ 6,800 ล้านบาท

2547 มีนาคม บริษัท GE ขอซื้อกิจการ CTX จากบริษัท Invision 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

2548 เมษายน เกิดกรณีอื้อฉาว สินบน ข้ามชาติ CTX 9000 ทอท. ซื้อตรงจากบริษัท GE

2552 เมษายน บริษัท Morpho Detection ฝรั่งเศสขอซื้อกิจการ CTX จาก GE แต่โรงงานที่ผลิตยังอยู่ที่สหรัฐฯ

2554 สิงหาคม วันที่ 10 ทอท.ขายเอกสารประมูล กำหนดให้ยื่นประมูลวันที่ 22 สิงหาคม 2554 ให้เวลาเพียง 12 วัน ในการทำเอกสาร ประมูลงานจ้างก่อสร้างอาคารปฏิบัติการ และระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบิน งบประมาณ 1,909 ล้านบาท บริษัทร่วมค้า แดนไทย อีควิปเม้นท์ KPI 1389 อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บ.เรืองณรงค์ จำกัด บริษัทไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด ได้เซ็นสัญญาด้วยวงเงิน 1,872 ล้านบาท มีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดยี่ห้อ L3 รุ่น XLB 4 เครื่อง ในครั้งนี้ บริษัทอิตาเลี่ยนไทย เสนอราคาถูกกว่า 300 ล้านบาทแต่ไม่ได้รับการรับเลือก ที่ปรึกษาโครงการ คือบริษัทสิงคโปร์ เจ้าเก่า ด้วยเหตุผลส่วนหนึ่งว่า เครื่อง L3 ดีกว่า เครื่อง CTX 9800 โดยให้คะแนนด้านเทคนิค900 คะแนน ส่วนราคาเพียง 100 คะแนน***

2557 เมษายน สนามบิน Heathrow London ประเทศอังกฤษ ซื้อเครื่อง CTX 9800 จำนวน 45 เครื่อง เพื่อเปลี่ยน CTX9400 จาก Morpho สหรัฐฯ

2558 มีนาคม Morpho ทำหนังสือแจ้ง ทอท.ว่าถ้าจะใช้เครื่องจนถึงปี 2571 ขอค่าบำรุงซ่อมแซมเพิ่ม 275 ล้านบาท และจ่ายค่าซ่อมบำรุงรายปีปีละ148 ถึง 167 ล้านบาท หรือประมาณ 5.7 ถึง 6.4 ล้านบาทต่อเครื่องต่อปี

2558 สิงหาคม บริษัทแดนไทยอีควิปเม้นท์เข้าประมูลเจ้าเดียว ได้งานจ้างปฏิบัติการและซ่อมบำรุงระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ทั้งที่ส่วนอาคารผู้โดยสาร และ transfer bag 1,378 ล้านบาท เกินวงเงินที่ตั้งไว้ 89 ล้านบาท พิจารณาเพิ่มวงเงินให้

2560 เมษายน บริษัท Smiths Detection ประเทศอังกฤษ ขอซื้อกิจการ CTX จาก Morpho สหรัฐฯ

2560 พฤศจิกายน วันที่ 16 บริษัท Smiths ทำหนังสือยืนยัน ถึงคุณนิตินัย ว่า ทอท.ไม่ต้องจ่ายเงินค่า refurbish จ่ายแต่ค่าซ่อมตามปกติ

2560 ธันวาคม วันที่ 3 คุณนิตินัย อ้างถึงหนังสือบริษัท Morpho เมื่อมีนาคม 2558 ข้างต้นยืนยันจะรีบใช้เงิน 2,590 ล้าน และจะต้องเปิดประมูลภายในเดือนนี้คือธันวาคม ซึ่งเหลืออีกไม่กี่วันทำการ โดยไม่สนใจหนังสือท้วงติงที่ออกเมื่อเดือนก่อนมานี่เอง ยืนยันว่า ทอท.ไม่ต้องจ่ายค่าปรับปรุงซ่อมแซม (refurbish) จ่ายเพียงค่าซ่อมปกติอย่างที่เคยจ่ายมาแล้ว 11 ปี และอะไหล่ยังมีต่อไปอีก 5 ปี เป็นอย่างต่ำ ** คุณนิตินัย เล่นนำค่าบำรุงรักษา 9 ปีข้างหน้า มารวมให้ดูเป็นจำนวนเงินที่สูง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นค่าซ่อมบำรุงประจำปี ไม่ว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ก็ต้องจ่ายอยู่ดี

จากหนังสือที่ บริษัท Smiths ทำถึงนายนิตินัย แสดงความห่วงใย ท้วงติง ประท้วง และยืนยันตามหนังสือลงวันที่ 16 และ 21 พฤศจิกายน2560 มีใจความดังต่อไปนี้ บริษัท Smiths เป็นเจ้าของ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ที่ขายดี เป็นอันดับ1 คือ CTX ขายไปกว่า 2,200 เครื่อง และเป็นรุ่นใหม่ คือ CTX 9800 กว่า 500 เครื่อง และเครื่องยอดขายอันดับ 2 ของโลก คือรุ่น Hi-Scan XCT 10080 ขายไปแล้วกว่า 170 เครื่อง

บริษัท Smith ยืนยันว่า เครื่อง CTX 9400 จะยังมีอะไหล่และบริการ อย่างต่ำอีก 5 ปี ไปจนถึงปี 2022 หรือปี พ.ศ. 2565 โดยไม่ต้องจ่ายค่าrefurbish

โดยบริษัทสมิธ เอ่ยถึง การเปลี่ยนเครื่อง CTX 9400 ในอเมริกาทั้งหมดเปลี่ยนเป็นรุ่น CTX 9800 และยังยกตัวอย่างสนามบินอีกหลายสนามบินที่เปลี่ยน CTX 9400 เป็นรุ่นใหม่ CTX 9800 เหมือนประเทศอเมริกา ประเทศอังกฤษ สนามบิน Hea throw 45 เครื่อง สนามบิน London Gatwick 20 เครื่อง ส่วนในเอเชีย ประเทศญี่ปุ่น สนามบินนาริตะ 20 เครื่อง และยังยกตัวอย่างสนามบินที่เพิ่งซื้อไป เมื่อปี 2015 ถึง 2017 สองสามปีมานี้เอง อีกจำนวนหลายสนามบินหลายสิบเครื่อง

ในฐานะสื่อมวลชนสงสัยว่า ทำไมบริษัทที่มีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลก ซึ่งใช้อยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาทุกสนามบิน ถึงได้กลัวทีโออาร์ที่กำลังร่าง และจะออกเป็นข้อกำหนดในการประมูล

บริษัทซัมมิท ยังได้เอ่ยถึงคู่แข่งที่มียอดขายต่ำมากคือ L3 ซึ่งดูแล้วก็ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร แต่ทำไม บริษัท Smiths ถึงได้เป็นกังวลอย่างมากที่คิดว่าทอท. น่าจะเลือกซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ที่สนามบินทั่วโลก เขาไม่ซื้อกัน

บริษัทเขียนหนังสือเหมือนมีความห่วงใยและสงสัย ในการจ้างบริษัทที่ปรึกษา ของ ทอท. ซึ่งเป็นบริษัท สิงคโปร์ เจ้าประจำ และสงสัยว่า ทำไมบริษัทที่ปรึกษาที่เป็นผู้ออกแบบตั้งแต่ต้นของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX 26 เครื่อง และใช้งานมา11 ปี อย่างไม่มีปัญหา และเป็นบริษัทที่ออกแบบหลายสนามบินในอเมริกา ทอท.ถึงไม่เลือก ให้แพ้คะแนนไป

ที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือ บริษัท Smiths เขียนมาอย่างชัดเจนว่า ไม่เข้าใจว่าทำไม ทอท.ที่ยึดถือมาตรฐานของความปลอดภัยทางสหรัฐอเมริกาTSA ถึงไม่เลือก และหลีกเลี่ยงกีดกัน **ที่จะปฏิบัติเปลี่ยนเครื่อง CTX 9400 ให้เหมือนกับสนามบินทั่วสหรัฐฯที่เปลี่ยนแล้ว และกำลังจะเปลี่ยน เป็นCTX9800 และยังได้เอ่ยชื่อพยานบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ ของ ทอท.ที่ไปดูงานที่ศูนย์ทดสอบ กรุงวอชิงตัน และสนามบินซานฟรานซิสโก และทราบข้อมูล โดยระบุว่า ที่อเมริกาเลือกใช้เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ที่ความเร็ว 0.3 เมตรต่อวินาทีเท่านั้นเหมือนกับว่า เจ้าหน้าที่ ทราบข้อมูล แต่ซ่อนเร้นข้อมูล จึงมีความระแวง

และยังระบุว่า เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดของSmiths ที่ความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาที ขายมากที่สุดในโลก แต่อเมริกาไม่ซื้อ และไม่เหมาะ สำหรับโครงการ และการออกแบบความเร็วสายพานของสุวรรณภูมิ เพราะการเปลี่ยนเครื่องที่ใช้ความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาทีจะมีความเสี่ยง ต่อระบบกระเป๋าที่ต้องทำงานตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนอย่างมาก และต้องเสียเงินจำนวนมาก ทั้งค่าทำสายพานเพิ่มเติม และปรับเปลี่ยนสายพาน รวมทั้งตัวแพลตฟอร์ม ที่ตั้งเครื่องและใช้เวลานาน ที่น่าสงสัยคือ ไม่มีใคร สนามบินไหนที่จะทำแบบนี้

ในเมื่อท่าน บอกว่ามี ธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ขอให้

1. เปิดเผยการคัดเลือก การให้คะแนน การได้มาซึ่งบริษัทที่ปรึกษา และ จ้างที่ปรึกษาด้วยราคาเท่าไหร่

2. เปิดเผยข้อมูลว่า บริษัทที่ปรึกษาสิงคโปร์รายนี้เป็นที่ปรึกษาให้แก่ ทอท. ทั้งหมดกี่สัญญา

3. ในโครงการระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบิน Tranfer Baggage เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านบาท ขอให้ท่านเปิดเผยข้อมูล การประมูลที่เร่งรีบ มีเวลาเพียง 12 วัน ให้เตรียมเอกสารประมูลทั้งหมด ทั้งแบงก์การันตีเอกสารทางเทคนิค หนังสือเป็นตัวแทนต่างๆ หลักเกณฑ์การให้คะแนน ทางเทคนิค และทางราคา และราคาของผู้ชนะ ถูกกว่า หรือแพงกว่า ผู้แข่ง ขันเท่าไหร่?? และ เหตุผลที่ ท่านเลือก เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด L3??

4. ที่ปรึกษาที่ท่านเลือกมา เคยมีประสบการณ์เปลี่ยนเครื่อง CTX 9400 หลายเครื่อง ที่สนามบินไหนมาก่อน จำนวนกี่สนามบินแล้ว และเปลี่ยนเครื่องเป็นเครื่องยี่ห้ออะไร หากบริษัทสิงคโปร์ที่ท่านเลือกมาเป็นบริษัทที่ปรึกษา และแนะนำให้เปลี่ยนเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX9400 ทั้ง 26 เครื่องมาเป็นเครื่องที่ใช้ความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาที ไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน เหตุใดท่านจึงเลือกให้มาทำงานที่สำคัญขนาดนี้

5. เนื่องด้วยคุณนิตินัย บอกว่าตนมีความโปร่งใส และมีธรรมาภิบาล จึงขอให้เชิญสื่อมวลชนและประชาชนผู้ถือหุ้น เข้าเยี่ยมชมการทำงานของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดทั้งสองยี่ห้อที่อยู่ในสุวรรณภูมิ

6. ทำไมท่านจึงให้ชื่อโครงการ บังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนระบบสายพาน จะมีหนทางเลือกที่ไม่ต้องเสียเงินหลายร้อยล้านบาท ปรับแต่ง และเพิ่มเติมระบบสายพานใหม่ หรือไม่ ท่านและเจ้าหน้าที่ของท่านหาข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดในสนามบินอื่นๆ ที่เป็นสนามบินชั้นนำ และเป็นสนามบินที่มีระบบ CTX9400 เหมือนกับเรา ว่าเขาทำกันอย่างไรต้องเสียเงินค่าออกแบบหรือไม่??เขามีวิธีที่จะไม่ต้องจ่ายเงินหลายร้อยล้านบาท ปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมระบบสายพาน หรือไม่

7. จากหนังสือท้วงติง โดยบริษัท Smiths เสนอวิธีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษและประเทศญี่ปุ่นซึ่งประเทศเหล่านี้ใช้ CTX 9400 เหมือนประเทศไทย โดยทำสำเร็จแล้ว มีผลดีทำให้ประหยัดงบประมาณ ทำงานได้เสร็จรวดเร็วกว่าและหลีกเลี่ยงความเสียหาย จากการต้องปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมระบบสายพานที่จะมีผลกับการปฏิบัติการระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าที่ต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน และบริษัท Smiths ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด อันดับ 1 และอันดับ2 ของโลก เหตุใดท่านจึงหลีกเลี่ยง ไม่รับฟังเหตุผลของบริษัท Smiths จนบริษัทต้องออกมาประท้วง

8. เหตุใดท่านถึงคิดจะเปลี่ยนระบบตรวจจับวัตถุระเบิด CTX ที่ใช้งานมาถึง 11 ปีและไม่เคยก่อปัญหาให้การท่าอากาศยาน เป็นเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดยี่ห้ออื่นที่ความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาที ที่ไม่เคยมีความสำเร็จในประเทศหรือสนามบินใดเลยและหากการทดลองของท่าน ไม่เป็นผลสำเร็จและนำความเสียหายมาให้สนามบินสุวรรณภูมิ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และในสนามบินอื่นที่ใช้ CTX 9400 เขาต้องเสียเงินจ้างบริษัทที่ปรึกษามาออกแบบเปลี่ยนเครื่องหรือเปล่า?

9. เพราะเหตุใด ทำไมท่านจึงไม่ขอคำปรึกษาไปยังบริษัท Smiths ซึ่งเป็นผู้ขาย CTX 9400 จำนวนหลายพันตัว หรือทำจดหมายไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือสนามบินว่าเปลี่ยนเครื่อง CTX9400 เป็นเครื่องรุ่นใดยี่ห้อใดทำอย่างไร นอกจากจะได้แนวทางที่มีผลสำเร็จแล้วยังไม่ต้องจ่ายเงินค่าที่ปรึกษา

10. เป็นความจริงหรือไม่ที่ผู้บริหารระดับสูงของ ทอท. และระบบสายพานลำเลียง และวิศวกรได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่ติดตั้งจริงกับระบบสายพานลำเลียงและทราบว่าเครื่องยี่ห้อใดรุ่นใด ผ่านการทดสอบ และเครื่องยี่ห้อใดรุ่นใดไม่ผ่านการทดสอบ ตามเอกสารแนบที่ผู้ประท้วงแนบมาด้วย แล้วทำไมข้อมูลเหล่านี้ จึงไม่ถูกเปิดเผยเนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ เป็นประโยชน์แก่การท่าอากาศยาน และเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนเครื่อง และเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนเครื่องCTX9400

11.เหตุใดท่านจึงยืนยันจะใช้เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่ความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาทีที่ไม่ผ่านการทดสอบ จากศูนย์ทดสอบติดตั้งกับระบบสายพานกรุงวอชิงตัน ไม่มีใช้เลยแม้กระทั่ง 1 เครื่อง ในประเทศสหรัฐอเมริกา อ้างอิงจากข้อมูลการประท้วง จากบริษัท Smith ซึ่งเป็นบริษัทที่ขายเครื่องความเร็ว0.5 ได้มากที่สุด 170 กว่าเครื่อง และบริษัทยืนยันว่า ยังขายไม่ได้สัก 1 เครื่องที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

นี่เป็นประเด็นคำถามที่ควรออกมาชี้แจงเพื่อความโปร่งใส...

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย: แก้โกงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปิดทางถอนทุนซื้อเสียง - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ลมกรด

พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐมีผลบังคับใช้มากว่า 3 เดือนแล้ว มีหลักเกณฑ์ข้อบังคับมากมายจนหลายหน่วยงานไม่กล้าผลีผลามลงนามสัญญา บางหน่วยงานดึงเวลารอดูเพื่อนเป็นตัวอย่างก่อน ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณที่ต้องเอามาขับเคลื่อนประเทศล่าช้ากว่ากำหนด

นอกจากนี้มีเสียงบ่นกันมากถึงความยุ่งยากลำบากในขั้นตอนต่างๆ ครั้นจะโทร.สอบถามเจ้าหน้าที่ก็แสนยากเย็น เพราะทุกหน่วยงานรัฐต้องเข้าเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลางตามวันและเวลาที่กำหนดเท่านั้น เหมือนกับว่าทุกอย่างต้องมารวมศูนย์ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อม

หัวใจของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่นี้อยู่ที่ ความโปร่งใส และ ประหยัดงบประมาณ แต่การให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติเหมือนกันหมดนั้นเป็นวิธีที่ถูกต้องและคุ้มค่าจริงหรือ? เพราะแต่ละหน่วยงานมีความชำนาญไม่เท่ากัน และบางโครงการอาจมีความจำเป็นเร่งด่วนในแง่นโยบาย

ผลการประเมิน ระดับคุณธรรมและความโปร่งใส (Integrity and Transparency Assessment) ของหน่วยงานภาครัฐ 422 แห่ง ประจำปีงบประมาณ 2560 ซึ่งจัดทำโดย ป.ป.ช.ปรากฏว่า 5 อันดับแรกของทั้งประเทศที่ได้คะแนนการประเมินสูงสุดคือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ 97.97 คะแนน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้ 97.13 คะแนน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้ 96.55 คะแนน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ได้ 96.43 คะแนน และ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ได้ 96.12 คะแนน

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง 5 หน่วยงานนี้ไม่ได้ใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างมาตั้งแต่กฎหมายฉบับเดิม แต่กำหนดระเบียบวิธีจัดซื้อจัดจ้างที่ ยืดหยุ่น ผ่อนปรน และ คล่องตัว กว่าหน่วยงานราชการ แต่ก็มีความโปร่งใสติดอันดับ ท็อปไฟว์ ฉะนั้น การบังคับใช้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่กับทุกหน่วยงานภาครัฐใช่ว่าจะการันตีความโปร่งใสได้อย่างแท้จริง

ถ้าจะให้การจัดซื้อจัดจ้างปลอดจากการทุจริตและการใช้จ่ายงบประมาณคุ้มค่าที่สุดผมอยากเสนอให้ตั้ง กระทรวงจัดซื้อจัดจ้าง ภารกิจมีอย่างเดียวคือ จัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการของภาครัฐ โดยโอนย้ายหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างในทุกกระทรวง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรอิสระ ไปอยู่กระทรวงจัดซื้อจัดจ้าง รีเซตการทำงานใหม่ทั้งระบบและบุคลากร

ต่อไปหน่วยงานไหนอยากซื้อพัสดุอุปกรณ์ หรืออยากสร้างถนนสร้างอาคาร ก็แค่ส่งแผนโครงการและสเปกไปให้กระทรวงจัดซื้อจัดจ้างตรวจสอบราคาและจัดประมูลแทน

สถานะของกระทรวงนี้จะเป็นทั้ง ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้รับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น ทุกโครงการที่จัดซื้อจัดจ้างจะต้องโปร่งใส ไร้ข้อครหา ไม่รั่วไหล และราคาถูกลง

เมื่อทุกโครงการของรัฐไม่ถูกหักหัวคิว ไม่มีจ่ายใต้โต๊ะ 30-40% นักการเมืองก็จะไม่จ่ายเงินหลายสิบล้านซื้อเสียงเลือกตั้ง ไม่จ่ายเงินหลายร้อยล้านซื้อเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะถึงได้ตำแหน่งก็ไม่มีช่องทางให้ถอนทุน

เดี๋ยวนี้การเมืองท้องถิ่นก็ใช่ย่อย จังหวัดใหญ่ๆ พื้นที่เศรษฐกิจเลือกตั้งนายก อบจ.ใช้เงินเกือบร้อยล้าน เลือกตั้งเทศมนตรีบางแห่งซื้อเสียงหัวละพัน นักการเมืองเหล่านี้ลงทุนแล้วมีหรือที่จะไม่ถอนทุนคืน

ไหนๆบิ๊กตู่ตั้งใจจะให้เลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเลือกตั้งใหญ่ ก็น่าจะลองใช้มาตรการนี้ชิมลางซะเลย ใช้ ม.44 ปรับโครงสร้างใหม่ตั้งกระทรวงจัดซื้อจัดจ้างมาเป็นตัวแทนจัดประมูลทุกโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับรองแก้ซื้อเสียงได้ทันตาเห็น.

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: ปฏิญญา'หมาเฝ้าบ้าน'ราคา800ล้าน - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560

บากบั่น บุญเลิศ

ต้องบอกว่า ตะลึงกันทั้งกองบรรณาธิการ เมื่อบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด และ บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด มอบอำนาจให้ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระผมนายบากบั่น บุญเลิศ, บริษัท ฐานเศรษฐกิจ จำกัด, บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด และนายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ เป็นจำเลยที่ 1-4 เรื่องละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์ 801,995,149.40 บาท

ตะลึง เพราะการเรียกค่าความเสียหายด้วยเม็ดเงินก้อนโตดังกล่าวนั้น กระผมขอเรียนตามความจริงว่า ในชั่วชีวิตที่ทำงานเป็นนักข่าวมาตลอดชีวิตร่วม 30 ปี ยังมิเคยมีเงินเกิน 2 ล้านบาทเลย

ตะลึงต่อมา เพราะการรายงานข่าวของ นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ในช่วงเวลานั้นมิแตกต่างจากสื่อมวลชนรายอื่นเลย เพียงแต่มีเนื้อหาที่เจาะลึกลงไปในสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีของบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ ของเจ้าสัววิชัย ศรีวัฒนประภา อย่างเข้มข้นเท่านั้น

ตะลึงต่อมา คือ การลากพา บริษัท ฐานเศรษฐกิจ จำกัด และพี่ชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ มาร่วมวิบากกรรมด้วย

ในฐานะ "หมาเฝ้าบ้าน" ที่ทำหน้าที่นี้มาร่วม 30 ปี "ขอปฏิญญา" ว่า แม้จะมีคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย 801,995,149.40 บาท แต่กระผมจะทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านที่เป็นอุดมการณ์ของนักข่าว "เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ" ในเรื่องสัญญาสัมปทานในธุรกิจดิวตี้ฟรีของบริษัท ท่าอากาศยานไทยฯ ที่ปัจจุบันคนตระกูลศรีวัฒนประภา เจ้าของบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ ที่เป็นคู่สัมปทานดิวตี้ฟรีถือหุ้นรวมกันเป็นอันดับ 3 หรือ 20.51 ล้านหุ้น มูลค่าล่าสุด 1.2 พันล้านบาท และเข้าบริหารพื้นที่สินค้าปลอดภาษีทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสนามบินตามหัวเมืองใหญ่ ซึ่งได้ขยายสัมปทานออกไป 3 ครั้ง จากที่สิ้นสุดในวันที่ 27 กันยายน 2559 เป็นสิ้นสุดวันที่ 27 กันยายน 2563 ท่ามกลางข้อกังขาสารพัดจากหน่วยงานของรัฐ เช่น สตง. กรมศุลกากร รัฐสภา ว่ามีการไม่ปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน

"หมาเฝ้าบ้าน" (watchdog) อย่างผม จะทำหน้าที่ปกป้อง เฝ้ามอง เห่า และกัดเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ "a dog who provides protection by watching for or guarding against intruders"

หมาเฝ้าบ้านอย่างผม จะมุ่งมั่นรายงานข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ นำเสนอความเห็นอันรอบด้าน แก่สาธารณะ และทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐว่า ได้ใช้ไปอย่างยุติธรรม เพื่อประโยชน์ของพลเมืองในประเทศอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ มีผลประโยชน์ขัดแย้ง ต้องกันหรือไม่อย่างไร หน่วยงานของรัฐ ประชาชนได้รับความยุติธรรมที่พึงได้หรือไม่ โดยที่ทุกฝ่ายต้องมีสิทธิที่จะมีที่อยู่ ที่ยืนของตน มิใช่ทำลายล้าง หรือสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบธุรกิจดิวตี้ฟรีที่ผูกขาดรายนี้โดยเด็ดขาด

ผมอยากทำความจริงให้ปรากฏ ในเรื่องสัมปทานดิวตี้ฟรีที่มีผลประโยชน์ของประเทศจำนวนมหาศาล เพื่อให้สาธารณชนคนไทยได้รับรู้ความจริงที่ถูกต้อง และเกิดความเป็นธรรมในการให้สัมปทานของรัฐ

ในคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า "จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันเสนอข่าวฝ่าฝืนความเป็นจริงทำนองว่า โจทก์ที่ 1 ทำผิดกฎหมายโดยลูกค้ามาซื้อสินค้าที่ คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ ย่านพญาไท แล้วเดินทางออกนอกประเทศไทย ขากลับมารับสินค้าที่สนามบินโดยไม่ต้องเสียภาษี

โจทก์ที่ 2,3 หลีกเลี่ยงปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ กระทำผิดกฎหมาย และโจทก์ที่ 2 ไม่ติดตั้งระบบบันทึกข้อมูลการซื้อขายสินค้าปลอดอากร (POS) เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี จึงร่ำรวยเพราะทำผิดกฎหมาย ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำสั่งรับฟ้องในคดีที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นโจทก์ฟ้อง ผู้บริหาร ทอท.

โจทก์ที่ 1, ที่ 3 ว่าจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนไม่ครบจ่ายเพียงร้อยละ 3 ของรายได้ ทั้งที่ต้องจ่ายร้อยละ 15 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 1.4 หมื่นล้านบาท ทั้งที่คดีดังกล่าวศาลเพียงแต่มีคำสั่งรับคำฟ้องเพื่อทำการไต่สวนมูลฟ้องศาลยังไม่ได้ประทับรับฟ้อง ดังนั้นผู้ที่ถูกฟ้องทุกคนยังไม่ตกอยู่ในฐานะจำเลย การกระทำของจำเลยทั้ง 4 ในคดีนี้จึงทำให้ประชาชนเข้าใจว่า คดีในศาลอาญทุจริตฯ ทุกคนตกเป็นจำเลยแล้ว

การที่จำเลยทั้ง 4 ยังได้เสนอข่าวเกี่ยวกับผู้บริหารงานของโจทก์ทั้ง 3 มีผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งหลายกรณีทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ธุรกิจการค้า ดังนั้นโจทก์ทั้ง 3 จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาด้วย โดยให้สั่งห้ามจำเลยทั้ง 4 เสนอข่าวเกี่ยวกับโจทก์ทั้ง 3 ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และใน www.thansettakij.com"

ผมจึงขอวอนศาลที่เคารพโปรดใช้ดุลพินิจพิจารณาการทำหน้าที่สื่อมวลชนในกรณีนี้ให้เต็มที่ เพราะอยากทำความจริงให้ปรากฏว่า 1. การขายแบบ "Pre-order"ในรูปแบบ "ซื้อของขาออกในเมือง-มารับของขากลับ" ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 3 ตอบข้อหารือของกรมศุลกากรไปตั้งแต่ปี 2548 ว่า มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายศุลกากร และไม่มีกฎหมายรองรับ ทำได้อย่างไร

ประการต่อมา การเปิดให้ดำเนินการเยี่ยงปกติมานานแสนนาน ทำให้รัฐสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลเสียหลักการของ "ดิวตี้ฟรี" ที่มีเป้าหมายหลักเพื่อการขายสินค้าให้นักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้าและขนของออกนอกราชอาณาจักร และยังทำลายธุรกิจค้าปลีกของประเทศให้ย่อยยับลง ใช่หรือไม่

การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดการค้าขายที่เป็น 2 มาตรฐาน กับกลุ่มหนึ่งเช่น เดอะมอลล์ เซ็นทรัล พารากอน สยามดิสคัฟเวอรี่ เทสโก้โลตัส บิ๊กซี เสียภาษีนำเข้า และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับรัฐแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่คิงเพาเวอร์รายเดียว ขายสินค้าแบบไม่เสียภาษีสักบาท เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายนี้หรือไม่ และทำได้อย่างไร

2.ประเด็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า การเปิดทางให้บริษัท คิงเพาเวอร์ฯ กำหนดจุดส่งมอบสินค้าของร้านค้าปลอดอากรขาออก บริเวณ (ประตู 3) ในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะตามประกาศกรมศุลกากร เรื่องระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับร้านค้าปลอดอากร ข้อ 6.3.3 ที่กำหนดเงื่อนไขของร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมืองระบุว่า.

"ให้ขายของแก่ผู้ซื้อที่จะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร โดยมีหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) และหลักฐานประกอบการเดินทาง เช่น บัตรโดยสารเครื่องบิน หรือเอกสารอันใด ซึ่งใช้ยืนยันกำหนดการเดินทางที่ชัดเจน เป็นต้น ให้ปฏิบัติดังนี้

(1) กรณีส่งมอบของให้ผู้ซื้อนำติดตัวไปพร้อมกับตน

(2) กำหนดให้ร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมืองมีจุดส่งมอบสินค้า โดยได้รับความเห็นชอบจากกรมศุลกากร"

แต่ คิงเพาเวอร์ ขายของในสนามบิน ไม่มีการกำหนดจุดส่งมอบสินค้า การกระทำดังกล่าวจึงขัดแย้งกับประกาศศุลกากรหรือไม่

ส่วนกรณีคำฟ้องเรื่องการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนไม่ครบจ่ายเพียงร้อยละ 3 ของรายได้ ทั้งที่ต้องจ่ายร้อยละ 15 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งศาลปราบโกงรับไต่สวนไม่ได้รับฟ้องนั้นจะใช่หรือไม่ ผมถือว่า ไม่ใช่สาระ

โปรดกรุณาให้หมาเฝ้าบ้านทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในขณะที่หน่วยงานรัฐยืนกอดอก เพิกเฉย เถิดครับ.

"กรุณาให้หมาเฝ้าบ้านทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในขณะที่หน่วยงานรัฐยืนกอดอกเพิกเฉยเถิดครับ"

สวิสคืนเงินโกงกว่าหมื่นล้านบ.ให้ไนจีเรีย - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เจนีวา * ทางการสวิตเซอร์แลนด์เผยว่า จะส่งมอบเงินหลวงที่อดีตจอมเผด็จการซานี อาบาชา ยักยอกไปคืนให้กับไนจีเรียราว 321 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,463 ล้านบาท

เงินก้อนนี้แต่เดิมฝากไว้ที่ธนาคารในลักเซมเบิร์ก แต่เมื่อปลายปี 2557 ศาลสวิสสั่งอายัดเงินก้อนนี้ และเดือนมีนาคมปีที่แล้ว สวิสและไนจีเรียลงนามข้อตกลงส่งเงินก้อนนี้คืนไนจีเรีย

รัฐบาลสวิสแถลงว่าเพื่อ ปฏิบัติตามนโยบายส่งคืนทรัพย์ สินของชาติที่ได้รับมาอย่างผิดกฎหมาย สวิตเซอร์แลนด์ทำข้อตกลงกับรัฐบาลไนจีเรียและธนาคารโลกที่จะคืนเงินเกือบ 321 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไนจีเรีย

เงินก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ เงินจำนวน 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 71,694 ล้านบาท ที่จอมเผด็จการพลเอกซานี อบาชา ยักยอกไปจากธนาคารกลางไนจีเรีย ซึ่งอาบาชาปกครองประเทศตั้งแต่ปี 2536 และเสียชีวิตในปี 2541

ทางการสวิสแถลงเงินก้อนนี้อัยการสวิสสั่งอายัดจากอับบา อาบาชา ลูกชายของซานี การส่งคืนเงินหลวงกลับไปยังไนจีเรียได้รับการสนับสนุนและตรวจสอบโดยธนาคารโลก ซึ่งเงินก้อนนี้ จะช่วยสร้างความมั่นคงทางสังคมให้กับประชาชนที่ยากจนในไนจี เรีย

ดิดิเยร์ เบอร์คัลเตอร์ รัฐ มนตรีต่างประเทศสวิสกล่าวถึงข้อตกลงที่สวิสจะส่งคืนเงินก้อนนี้ให้กับไนจีเรียว่าเพื่อปฏิบัติตามนโยบายของสวิสที่ต้องการขจัดคอร์รัปชัน ส่วนประธานาธิบดีมูฮัมบาดู บาฮารี แห่งไนจีเรียตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2558 ประกาศกวาดล้างคอร์รัปชัน และจะนำเงินหลวงที่โดนขโมยไปช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมากลับคืนประเทศ.