You are here

CG and corruptions News - 6 February 2019

ครม.ฉลุยกฎคุม'แป๊ะเจี๊ยะ' - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันไทยปี 2561 บอกอะไรเรา? - แนวหน้า

คอลัมน์ ตีแสกหน้าฝ่าสมรภูมิข่าว: แค่ลมปาก 'ปราบโกง' - เดลินิวส์

คอลัมน์ ปรับฐานราก เปลี่ยนฐานคิด: เลือกตั้ง คอร์รัปชัน กับมลพิษ - สยามรัฐ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: มาตรการป้องปราม"ปั่นหุ้น" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

รายงาน: เปิดโปงแก๊งผลประโยชน์ กทพ.คัดค้านยุติข้อพิพาท - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

Column Post Bag - BANGKOK POST

'ไอโอซี' ขู่ขีดเส้นตาย ไอบ้าแจงมลทินฉาว - เดลินิวส์

ครม.ฉลุยกฎคุม'แป๊ะเจี๊ยะ' - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เลิกโควตาพิเศษสมาคมครู/ผู้ปกครอง ให้ปปช.ตรวจรายได้โรงเรียนดังสกัดรับเงิน

โพสต์ทูเดย์ - ครม.เห็นชอบข้อเสนอ ป.ป.ช.ป้องกันการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ ให้โรงเรียนเปิดเผยข้อมูลรายรับ รายจ่ายเงินผู้บริจาค

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ ประกอบด้วย ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต

นอกจากนี้ ให้กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการรับนักเรียน โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการให้เด็กได้ศึกษาต่อยังสถานศึกษาใกล้บ้าน และทุกสถานศึกษาต้องแจ้งค่าใช้จ่ายและรายละเอียดการเก็บเงินบำรุงการศึกษาให้ผู้ปกครองนักเรียนได้รับทราบไว้โดยชัดเจน โดยจะเป็นมาตรการป้องกันมิให้มีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเกินอัตราที่กำหนด

ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงให้มีการประกาศห้ามมิให้สถานศึกษาดำเนินการเอื้อประโยชน์โดยให้สิทธิพิเศษหรือโควตาแก่สมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า หรือสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับด้านการศึกษาของแต่ละสถานศึกษา ในลักษณะที่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการฝากเด็กเข้าเรียนหรือในลักษณะการมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน

พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะที่ข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ ป.ป.ช.เห็นควรให้มีการสุ่มตรวจสอบรายได้ของสถานศึกษาทั้งก่อนและหลังช่วงเวลาการรับนักเรียน โดยเฉพาะการตรวจสอบเงินบริจาคของสถานศึกษาที่มีอัตราการแข่งขันสูงเป็นประจำทุกปี และเปิดเผยข้อมูลรายรับรายจ่ายของแต่ละสถานศึกษา ข้อมูลการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่ และลงโทษอย่างเคร่งครัดในกรณีที่สถานศึกษาหรือผู้มีอำนาจของสถานศึกษาไม่ปฏิบัติตามระเบียบ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวมุ่งป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนของสถานศึกษา จึงควรนำข้อเสนอแนะไปใช้กับสถานศึกษา

พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.ยังได้มีข้อเสนอต่อ ครม.กำหนดมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี โดยมุ่งเน้นให้ผู้บริจาคเงินเพื่อการศึกษาให้กับโรงเรียนที่มิใช่โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง หรือโรงเรียนที่มีความขาดแคลน หรือด้อยโอกาสห่างไกลความเจริญ หรือโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ได้รับสิทธิทางด้านภาษีมากกว่าปกติ

สำหรับแนวปฏิบัติในการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ 7 ข้อ ที่ถูกยกเลิกตามความเห็นชอบของ ครม.ครั้งนี้นั้น เดิมทีถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 โดยวางระเบียบไว้ดังนี้ 1.นักเรียนที่ทำคะแนนสอบคัดเลือกเท่ากันในลำดับสุดท้าย 2.รับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษตามข้อตกลงในการจัดตั้งโรงเรียน 3.เด็กยากไร้ เด็กด้อยโอกาส หรือเด็กพิการ 4.บุตรของผู้เสียสละเพื่อชาติ 5.บุตรของข้าราชการครู หรือบุคลากรในโรงเรียนแต่ไม่ครอบคลุมถึงหลานและญาติ 6.รับนักเรียนโควตาตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่พัฒนา 7.รับนักเรียนของผู้ทำคุณประโยชน์ให้โรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันไทยปี 2561 บอกอะไรเรา? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา องค์กรเพื่อความโปร่งใส นานาชาติ (Transparency International : TI) ได้ประกาศผลดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2561 ของ 180 ประเทศและอาณาเขต รวมถึงผลของประเทศไทยด้วย โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับคะแนน 36 จากคะแนนเต็ม 100 ลดลงมา 1 คะแนนจากปีก่อน ทำให้อันดับขยับลดลงจากที่ 96 เป็นที่ 99 ทำให้มีการตีความกันไปต่างๆ นานา บางคนก็บอกว่าแย่แล้ว สถานการณ์คอร์รัปชันไทยกำลังดำดิ่งลงไปจากเดิมอีก ส่วนบางคนก็บอกว่าอย่าเพิ่งตีโพยตีพายไป เพราะ 1 คะแนนที่ลดลงนี้น้อยมากจนแทบจะไม่แสดงผลการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ดังนั้น บทความนี้จึงจะอธิบายว่าคะแนนที่ไทยได้รับมาในปีนี้มาจากอะไร เพื่อผู้อ่านจะได้สามารถนำไปตีความเองได้อย่างถูกต้อง

ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ Corruption Perception Index (CPI) เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดอัตราการคอร์รัปชันที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยวัดจากภาพลักษณ์ที่กลุ่มคนต่างๆ มองไปที่แต่ละประเทศ ทั้งนักลงทุนต่างชาติที่เคยหรือกำลังทำธุรกิจในประเทศนั้นๆ อยู่ นักธุรกิจในประเทศนั้นเอง รวมถึงข้าราชการ และประชาชนในประเทศนั้น ทีนี้ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของ CPI นี้คือการที่ดัชนีนี้ไม่ได้เพียงส่งคนไปถามกลุ่มคนเหล่านี้เองโดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวบรวมดัชนีที่เกี่ยวข้องกับระดับคอร์รัปชันอื่นๆ มาถ่วงน้ำหนักแล้วหาค่าเฉลี่ยอีก จนทำให้ CPI ได้รับสมญานามว่า โพลแห่งโพล (Poll of Polls) ทำให้ดัชนีนี้สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้มากขึ้นกว่าโพลเดี่ยวอื่นๆ

ทั้งนี้ดัชนีอื่นๆ ที่ CPI รวมเข้ามาในการคิดคำนวณด้วยในปีนี้ประกอบด้วยทั้งหมด 13 ดัชนีย่อย โดยเป็นดัชนีย่อยที่มีการวัดผลของประเทศไทยด้วย 9 ดัชนีย่อย โดยทุกดัชนีปรับฐานคะแนนเต็ม 100 เท่ากัน ได้แก่ Bertelsmann Stiftung Transformation Index ซึ่งวัดประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ ให้ไทยเท่าเดิม 37 คะแนน Economist Intelligence Unit Country Risk Service วัดระบบการป้องกันการทุจริต ให้ไทยเท่าเดิม 37 คะแนน Global Insight Country Risk Ratings วัดโอกาสการต้องจ่ายสินบนในการทำธุรกิจ ให้ไทยเท่าเดิม 35 คะแนน IMD World Competitiveness Center World Competitiveness Yearbook Executive Opinion Survey ถามกลุ่ม ผู้บริหารว่าการคอร์รัปชันมีอยู่ในประเทศนั้นหรือไม่ ลดลง 2 คะแนน เหลือ 41 คะแนน The PRS Group International Country Risk Guide วัดระดับคอร์รัปชันทางการเมือง ให้ไทยเท่าเดิม 32 คะแนน World Economic Forum Executive Opinion Survey วัดความปกติของการจ่ายสินบนเพื่อขอใบอนุญาตและเอกสารราชการต่างๆ ให้ไทยเท่าเดิม 42 คะแนน World Justice Project Rule of Law Index วัดการใช้อำนาจโดยมิชอบของข้าราชการ ให้ไทยเท่าเดิม 40 คะแนน และ Expert Survey Varieties of Democracy (V-Dem) วัดการคอร์รัปชันทางการเมือง ลดลง 2 คะแนนเหลือ 21 คะแนน สรุปได้ว่าที่คะแนน CPI เราลดลงนั้นเป็น ผลมาจากดัชนีย่อย 3 ดัชนี ได้แก่ IMD World Competitiveness และ Expert Survey Varieties of Democracy ซึ่งวัดภาพลักษณ์สถานการณ์คอร์รัปชันจากกลุ่มผู้บริหารบริษัทเอกชน และ การคอร์รัปชันทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม การที่ CPI วัดระดับการคอร์รัปชันจากภาพลักษณ์ ทำให้เกิดปัญหาหลายประการตามมา เช่น การที่ภาพลักษณ์อาจจะไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้ดีที่สุด คนอาจจะมองว่าระดับการคอร์รัปชันในประเทศหนึ่งสูงมากทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง คอร์รัปชันน้อยก็เป็นไปได้ หรือการที่ภาพลักษณ์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันสถานการณ์ ปัญหานี้เรียกว่า ผลกระทบ ของห้องสะท้อนเสียง (Ecco Chamber Effect) คือการที่ผู้ตอบคำถามมักจะนึกถึงผลของดัชนีในปีก่อนแล้วก็อ้างอิงคำตอบตามผลนั้น แม้ว่าในความเป็นจริงสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วก็ตาม

แต่กระนั้น หากจะวัดคอร์รัปชันโดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนก็ทำได้ยาก เพราะการคอร์รัปชันนั้นมักเป็นการกระทำโดยลับอยู่แล้ว บางหน่วยงานจึงเลือกที่จะวัดจากการป้องกันโดยดูระบบธรรมาภิบาลของหน่วยงาน นั้นๆ การตีพิมพ์เอกสารเรื่องการป้องกันการทุจริตเผยแพร่กับเจ้าหน้าที่ การมีมาตรการป้องกันการทุจริต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลที่วัดได้จากดัชนีในรูปแบบนี้ก็ยังไม่สามารถสะท้อนการคอร์รัปชันจริงๆ ได้อยู่ดี และในบางกรณีกลับกลายเป็นว่าในหน่วยงานที่มีการทุจริตสูง ก็มีโอกาสสูงที่จะปลอมแปลงเอกสารเหล่านี้มาเพื่อบิดเบือนผลการวัดระดับอีกด้วย

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าบางคนจะบอกว่าสถานการณ์คอร์รัปชันไทยแย่ลง หรือบางคนบอกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์ที่แท้จริงคือ ระดับการคอร์รัปชันในไทยยังคงรุนแรงอยู่และยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง แม้จะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหานี้โดยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ด้วยวิธีการ มาตรการ และนโยบายต่างๆ นานา มาโดยตลอดก็ตาม สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องโหว่ในเรื่องการป้องกันการทุจริตอยู่ ซึ่ง TI หน่วยงานผู้พัฒนา CPI นี้ก็ช่วยชี้ช่องมาว่าหากจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้จำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบอบประชาธิปไตย ที่มีสถาบันตรวจสอบที่แข็งแรง การบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังและเท่าเทียม การปกป้องอิสระภาพของสื่อ และที่สำคัญที่สุดคือการ รับฟังเสียงจากประชาชนและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

เป็นเรื่องดีที่สิ่งที่ดัชนี CPI นี้สะท้อนสภาพของประเทศไทย และช่องที่ TI ช่วยชี้ทางออกให้ สอดคล้องกับแนวทางการทำงานในปีนี้ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT และศูนย์วิจัย SIAM lab ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งจะได้มีโอกาสนำเสนอในบทความต่อไปครับ

คอลัมน์ ตีแสกหน้าฝ่าสมรภูมิข่าว: แค่ลมปาก 'ปราบโกง' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สมิหลา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหาร เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลากว่า 4 ปี แล้ว โดยรัฐบาลทหารชุดนี้พูดมาตลอด 4 ปี ว่าตั้งใจเข้ามา "ปราบโกง" และปฏิรูปประเทศแต่ช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาลทหารที่ใกล้จะหมดอำนาจ! เนื่องจากกำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.นี้ เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน กลับมีเหตุการณ์สารพัดเรื่องถาโถมเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อน

โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เหมือนโดน "หมัดฮุก" เข้าปลายคาง! เนื่อง จากองค์กรเพื่อความโปร่งใส (ทีไอ) เผยแพร่ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่น ประจำปี 2018 ปรากฏว่า ไทย ได้อันดับที่ 99 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก และได้คะแนน 36 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ถือว่า แย่กว่าปี 2017 ซึ่งไทยอยู่อันดับที่ 96 และได้คะแนน 37 คะแนน

ส่วนประเทศที่ดัชนีคอร์รัปชั่นดีสุดในโลก คือ เดนมาร์ก ได้อันดับ 1 (88 คะแนน) นิวซีแลนด์ อันดับ 2 (87 คะแนน) ตามด้วยฟินแลนด์ สิงคโปร์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และลักเซมเบิร์ก

ขณะที่ประเทศที่มีดัชนีคอร์รัปชั่นแย่ที่สุด คือ โซมาเลีย (10 คะแนน) ซีเรีย และซูดานใต้ (13 คะแนน)

"สมิหลา" ในฐานะสื่อมวลชน มองบรรยากาศบ้านเมืองในช่วง 4 ปี ภายใต้การบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ และคสช. ที่ไม่มีนักการเมือง มีแต่ข้าราชการประจำ จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "รัฐราชการ" นอกจากปราบปรามทุจริตไม่ได้ผล เพราะมีการทุจริตกันมากมายหลายโครงการ ที่สำคัญยังตรวจสอบไม่ได้!

เสียงครหาที่มีมาแต่ไหนแต่ไร เช่น โครงการอุทยานราชภักดิ์ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากประเทศจีน โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท ของกระทรวงมหาดไทย การระบายข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าว ฯลฯ

หลังสุดคือโครงการโอทอปนวัตวิถี "มูมมาม" กันหลายจังหวัด ประเภทที่ว่าเพื่อเร่งเบิกงบประมาณปี 61 ให้ทัน จึงหมดงบไปกับการจัดอีเวนต์งานใหญ่โต แต่งานเงียบเป็นป่าช้า! ไม่มีคนเดิน พ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ได้ บางจังหวัดจัดซื้อสิ่งของไปมอบให้ชุมชน-ชาวบ้าน แต่เป็นสิ่งของที่ไม่ได้คุณภาพ และสิ่งของนั้นไม่เป็นที่ต้องการของชุมชน-ชาวบ้าน

ส่วนการทำหน้าที่ปราบปรามทุจริตของ ป.ป.ช. ก็ถูกสังคมทวงถามความล่าช้าในหลายคดี เช่น เรือเหาะ เครื่องตรวจวัตถุระเบิด (จีที 200) การจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวศึกษา ภรรยาใครบางคนใช้เงินหลวงขนคนไปเชียร์ฟุตบอล รวมทั้งคดี "โรงพักร้าง" สร้างไม่เสร็จ! เป็นคดีค้างเติ่งมากว่า 4 ปีแล้ว แต่ ป.ป.ช.ยังไม่สรุปว่าใครผิด! หรือไม่ผิด!

แต่ที่กังขามากที่สุดคือ กรณี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ไปยืม "นาฬิกาหรู" หลายเรือนของเพื่อนมาสวมใส่! งานนี้ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กับพวก จึงตกเป็นจำเลยของสังคมไปพร้อม ๆ กับ พล.อ.ประวิตร เนื่องจาก ใครก็ทราบดีว่า ป.ป.ช.ชุดนี้ทำคลอดมาโดย คสช.

จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่แปลกที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะออกมาเขย่าเรื่องดัชนีความโปร่งใสไทยแย่ลง! ดังนั้น ป.ป.ช. ต้องพิจารณาตัวเอง เพราะมีกรณีตัวอย่างที่น่าอับอายไปทั่วโลก คือ มาตรฐานการตรวจสอบนาฬิกาหรูของ ผู้มีอำนาจรัฐ ที่ค้านสายตาประชาชนทั้งประเทศ

กรรมการ ป.ป.ช.ต้องกล้าแสดงความกล้าหาญ และเป็นผู้นำในความ รับผิดชอบต่อการด้อยประสิทธิภาพใน การป้องกันและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่ทำให้ดัชนีความโปร่งใสของประเทศลดลง ด้วยการประกาศลาออกไป โดยเฉพาะ ป.ป.ช.ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐในปัจจุบัน เพื่อรับผิดชอบต่อรายงานดัชนีความโปร่งใสของไทยที่แย่ลง!!.

คอลัมน์ ปรับฐานราก เปลี่ยนฐานคิด: เลือกตั้ง คอร์รัปชัน กับมลพิษ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เสรี พงศ์พิศ

www.phongphit.com

ได้ทำโพลเล่นๆ แบบถามนำได้ผลน่าสนใจว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ จะเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนเรื่องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและมลพิษ โดยไม่สนใจว่าเป็นพรรคเก่าพรรคใหม่พรรคใหญ่พรรคเล็ก

แต่หลายคนสงสัยว่า ถ้ามีนโยบายแล้วไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้จะทำไง คราวหน้าก็กาหัวไว้ว่าจะไม่เลือกอีก จะได้ไม่โดนหลอกอีก แม้ว่าจะอ้างเหตุผลศรีธนญชัยร้อยแปด

วิธีการเช็กตอนที่พรรคการเมืองหาเสียงต้องดูรายละเอียดว่า นโยบายการแก้ปัญหาคอร์รัปชันและแก้มลพิษของพรรคนี้มีรายละเอียดอะไร เพราะวิสัยทัศน์ดี แต่ไม่มีแผนปฏิบัติ เขาเรียกว่าเป็นฝันกลางวันมีแผนปฏิบัติดี มีกิจกรรมมากมาย แต่ไม่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน อันนี้เป็นฝันร้าย ไม่รู้ของไทยวันนี้จะเข้าข่ายอันหลังนี้หรือไม่ เพราะมีนโยบายปราบคอร์รัปชันตั้งแต่ต้น แต่ไปๆมาๆ นาฬิกาหรูและอื่นๆ มันแย้ง

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติเผยดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันในภาครัฐทั่วโลกประจำปี 2561 พบไทยได้เพียง 36 คะแนนใน 100 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนที่ 43 คะแนน และอันดับความโปร่งใสลดลงจากอันดับที่ 96 มาอยู่อันดับที่ 99จะเรียกว่าสอบตกก็คงไม่ผิด

ห้าปีที่ไม่มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลทหารเผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ภาคธุรกิจไทยให้คะแนนผู้นำในเรื่องคอร์รัปชันเต็มร้อยแต่รัฐบาลนี้ไม่ได้มีผู้นำคนเดียว มีรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรี มีคนใกล้ชิด คนร่วมงานบริวารมากมาย หน่วยงานภาครัฐ วัดได้ไหมว่าปลอดคอร์รัปชันกี่เปอร์เซ็นต์

ก็ยังมีรายงานว่า การหักหัวคิวยังมีสูงบางแห่งไม่ได้น้อยลงไปจากรัฐบาล "ประชาธิปไตย" ก่อนหน้านั้น บางแห่งต่ำลงเล็กน้อยแล้วหัวหน้ารัฐบาลปลอดคอร์รัปชันคนเดียวไปทำไม ถ้าดีจริง คงไม่สอบตกได้ 36 คะแนนเป็นแน่ เพราะเขาประเมินกันรอบด้าน ไม่ใช่หัวหน้ารัฐบาลคนเดียว

ถ้าไม่มีนักศึกษาฝึกงานอย่าง "น้องแบม" ไปพบและร้องเรียน จะรู้ไหมว่ามีการโกงเงินคนจนมโหฬารจากหน่วยงานของรัฐแล้วก็ตามมาด้วยการโกงเงินคนพิการอาหารกลางวันเด็ก โครงการไทยนิยมและอื่นๆ จนแทบไม่มีกระทรวงไหนหน่วยงานใดที่ปลอดคอร์รัปชัน

พรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องมีอย่างน้อย 2 อย่าง 1) ระบบโครงสร้างที่มีธรรมาภิบาลที่ประเมินได้ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีคณะกรรมการจากภาคประชาชน ภาคชุมชน มีอำนาจในการตรวจสอบอย่างแท้จริง ไม่ใช่เสือกระดาษหรือพรรคพวกกันเอง ที่ต่างตอบแทน

2) ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรงบประมาณเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ให้มีแผนแม่บทพัฒนาชุมชนของตนเองอย่างรอบด้าน ไม่ใช่ให้แต่เขียนโครงการของบประชานิยมเฉพาะหน้าหาเสียง หรือมีแต่โครงการแต่ไร้วิสัยทัศน์ (พวกที่จะเป็นฝันร้ายในอนาคต) แล้วมีหัวคิวให้ผู้เกี่ยวข้อง กลับไปส่งเสริมการโกงกินในระดับท้องถิ่นอีกต่างหาก

การโกงกินในหน่วยงานราชการมีทุกระดับ ตั้งแต่บนลงล่าง ทำอย่างไรให้มีนโยบายแก้ไขทุกระดับอย่างชัดเจน ไม่รอให้มีการโกงกินมโหฬารแล้วค่อยจับคนติดคุก ซึ่งสายเกินไป และไม่ได้ทำกันง่ายๆ

ในระดับล่าง ข้าราชการที่ทำงานใกล้ชิดชุมชนกินหัวคิวเท่าไร แม้แต่งบประมาณหรือข้าวของช่วยภัยพิบัติยังฟาดกันได้โดยไม่อายฟ้าอายดินหรืออายคนจน กินได้อย่างแยบยลอย่างไร ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง รัฐบาลไม่ปกป้อง ชุมชนก็ไม่กล้าร้องเรียนหรือลุกขึ้นมาจัดการคอร์รัปชันในบ้านตนเอง

มีรายละเอียดอื่นๆ ที่พรรคการเมืองควรนำเสนอทั้งวิสัยทัศน์ ภาพนิมิต ภาพฝันสังคมปลอดการโกงกินในทุกระดับพร้อมด้วยวิธีการปฏิบัติให้เป็นจริง

การจัดการมลพิษ ไม่ใช่เพียงฝุ่นพิษควันพิษที่มาแบบหนักหนาสาหัสอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในเดือนมกราคมหรือหน้าหนาวที่ฝุ่นถูกกดลงมา ลอยหายไปในอากาศไม่ได้เมื่อเข้าหน้าร้อนหน้าฝนเรื่องนี้ก็จะลดลงเพราะฟ้าเปิด แต่ปีหน้าก็มาใหม่ แล้วก็เร่งทำเป็นไฟลนก้นเหมือนเดิม มีไหมวิสัยทัศน์และแผนงาน

ปัญหาหน้าหนาวเกิดขึ้นได้เพราะปัญหาที่สะสมมาทั้งปี ระบบโครงสร้างการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพการใช้รถยนต์ จักรยานยนต์ การก่อสร้างโรงงาน การเผาทุ่งนาป่าเขา ถ้ามาเอาจริงเอาจังกันแค่หน้าหนาวเมื่อระดับฝุ่นพิษสูงก็ไม่ทันการแล้ว มาตรการร้อยแปดที่ออกมาแบบไร้วิสัยทัศน์ก็แก้ไม่ได้

ประเทศอื่นก็มีปัญหา เขาแก้ไขกันอย่างเป็นระบบ อย่างที่เห็นว่อนกันในโซเชียลมีเดีย อันเป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าทำอะไรอยู่ แล้วผู้นำจะไปโกรธแล้วประชดประชันชาวบ้านเขาทำไม ในเมื่อเป็นหน้าที่ของท่าน มาตรการระยะสั้นระยะยาวก็เสนอมา อยู่ตั้ง 5 ปีไม่เห็นมีนโยบายอะไรจริงจังในเรื่องมลพิษ ก่อนการเลือกตั้งเรื่องมันถึงฟ้อง แล้วจะมาร้องเรียกหาคะแนนสืบทอดอำนาจอีก

มลพิษไม่ใช่แค่เรื่องอากาศ แต่พิษในดิน ในน้ำ ในอาหาร ที่หนักหนาสาหัสกว่า การต่อสู้เพื่อปกป้องสุขภาพของตนเองปกป้องทรัพยากรจากสารพิษที่มากับยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ที่เป็นผลประโยชน์มหาศาลของพ่อค้านายทุน

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่เห็นทำอะไรที่แสดงว่าเข้าใจผลเสียหายต่อสุขภาพของคนไทย ค่าใช้จ่ายใหญ่กว่าภาษีที่นายทุนพวกนี้จ่ายให้รัฐมากมายนัก หรือว่าคนที่เกี่ยวข้องจะขาดรายได้พิเศษจากธุรกิจสารพิษพวกนี้ เรื่องนี้จึงโยงไปถึงเรื่องปัญหาคอร์รัปชันด้วย คอร์รัปชันนโยบายที่ร้ายแรงและแก้ไขได้ยาก ถ้าหากรัฐบาลไม่มีเจตจำนงทางการเมือที่บริสุทธิ์ใจและมุ่งมั่นจริงๆ

พรรคการเมืองที่จริงใจในเรื่องการแก้ปัญหามลพิษในอากาศ ในดิน ในน้ำ ในอาหาร ในพืช ในสัตว์ ในสิ่งแวดล้อม จะได้ใจประชาชนอย่างแน่นอน วันนี้โลกหมุนกลับแล้ว คนโหยหาธรรมชาติ อาหารปลอดพิษ ชีวิตปลอดภัย ต้องการสังคมปลอดคอร์รัปชัน

การคอร์รัปชันคือมลพิษที่ร้ายแรงที่สุดในสังคมไทย พรรคการเมืองแก้ไขสองอย่างนี้ได้ คุณได้ใจคนไทยอย่างแน่นอนเพราะคุณคือผู้แทนประชาชนจริงๆ นี่ต่างหากคือประชาธิปไตย

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: มาตรการป้องปราม"ปั่นหุ้น" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สุนันท์ ศรีจันทรา

แม้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะดำเนินมาตรการลงโทษ ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการสร้างราคาหุ้นและการใช้ข้อมูลภายในแสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายหุ้น (อินไซเดอร์เทรดดิ้ง) อย่างเข้มข้น แต่การ กระทำความผิดไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

ปี 2561 ก.ล.ต.ดำเนินมาตรการทางแพ่ง โดยสั่งปรับผู้กระทำความผิด และได้รับชำระค่าปรับเป็นเงินทั้งสิ้น 333.92 ล้านบาท จากความผิด 9 คดี มีผู้ร่วมกระทำผิดทั้งสิ้น 46 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ซึ่งได้รับชำระค่าปรับ 53.88 ล้านบาท จากความผิด 9 คดี ผู้ร่วมกระทำผิดรวม 25 ราย

ถ้าผู้กระทำความผิดทุกคดี ยินยอมรับบทลงโทษทางแพ่ง จำนวนค่าปรับจะพุ่งขึ้นมากกว่า 3,000 ล้านบาท แต่ผู้กระทำความผิดหลายกลุ่มดื้อแพ่ง ไม่ยอมจ่ายค่าปรับ ก.ล.ต.จะส่งเรื่องให้อัยการฟ้องในทางแพ่งในอัตราโทษสูงสุด

และ ก.ล.ต.ได้ประสานความร่วมมือกับอัยการและกรมบังคับคดี เพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน การบังคับคดีทางแพ่ง สำหรับผู้กระทำความผิดในการ ปั่นหุ้นและอินไซเดอร์เทรดดิ้งแล้ว

ความผิดในการปั่นหุ้น ถือเป็นความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ แต่ ก.ล.ต.มักดำเนินมาตรการลงโทษในทางแพ่ง โดยการเปรียบเทียบปรับ ถ้ายินยอมจ่ายคดีก็จบ

แต่แก๊งปั่นหุ้นหลายกลุ่มหัวหมอ ไม่ยินยอมชำระค่าปรับ ซึ่ง ก.ล.ต.ต้องส่งเรื่องให้อัยการฟ้อง และส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟองเงิน (ป.ป.ง) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน

คดีปั่นหุ้นในรอบปี 2561 ก.ล.ต.ประเดิมด้วยการกล่าวโทษ แก๊งปั่นหุ้นกลุ่มใหญ่จำนวน 25 ราย ร่วมกันปั่นหุ้น รวม 6 ตัว ประกอบด้วย NEWS MILL POLAR NBC NINE และ NINE-W1 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นในเครือข่ายบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG โดยเรียกชำระค่าปรับจำนวน 890 ล้านบาท

แต่แก๊งปั่นหุ้นกลุ่มนี้ไม่ยอมจ่าย และต้องส่งเรื่องฟ้องให้ชำระค่าปรับ พร้อมให้ ป.ป.ง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน แต่ผ่านไป 10 เดือนแล้ว คดียังไม่คืบหน้า และไม่มีข่าวว่า ป.ป.ง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินไปถึงไหน สาวถึงต้นตอของขบวนการปั่นหุ้นและแหล่งเงินที่ใช้ในการปั่นหุ้นหรือไม่

คดีต่อมา เกิดขึ้นวันที่ 6 มิถุนายน 2561 โดย ก.ล.ต.ประกาศกล่าวโทษผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท แอสเซท ไบร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ ABC ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ดิจิตอลเทค แพลนเน็ต จำกัด (มหาชน) หรือ DIGI ร่วมกับพวกรวม 7 คน ปั่นหุ้น ABC ซึ่ง ก.ล.ต.เปรียบเทียบปรับเป็นเงินทั้งสิ้น 120 ล้านบาท ทั้งหมดยอมจ่าย ปิดคดีไปเรียบร้อย

วันที่ 20 กรกฎาคม กล่าวโทษผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) MILL พร้อมพวกรวม 24 คน ปั่นหุ้น MILL สั่งปรับเป็นเงินรวม 172.14 ล้านบาท ทั้งหมดยินยอมจ่าย ปิดคดีไปอีกราย

วันที่ 30 สิงหาคม กล่าวโทษนายสุรินทร์ บรรยงพงศ์เลิศ ปั่นหุ้นบริษัท ปิโก้ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ PICO และสั่งปรับ แต่นายสุรินทร์ไม่ยอมจ่าย จึงส่งเรื่องให้อัยการฟ้อง เรียกชำระค่าปรับรวม 24.64 ล้านบาท และให้ ป.ป.ง.สอบเส้นทางการเงินต่อ

และส่งท้ายปีด้วยคดีปั่นหุ้นบริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ AJD ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AJA โดยนายอมร มีมะโน ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ ร่วมกับพวกรวม 40 คน ปั่นหุ้น AJD ซึ่ง ก.ล.ต.สั่งปรับเป็นเงิน 1,727.38 ล้านบาท และนายอมรพร้อมพวก น่าจะยังไม่ยินยอมชำระค่าปรับ

แก๊งปั่นหุ้น แม้บางส่วนอาจถูกดำเนินคดี แต่บางส่วนหลุดรอดลอยนวล ไม่ต้องชดใช้กรรมที่ก่อแต่อย่างใด ขณะที่นักลงทุนต้องรับเคราะห์ หมดเนื้อหมดตัว และบางกรณี นำไปสู่ความล่มสลายของครอบครัว

การลงโทษทางแพ่ง เพียงสั่งปรับ จึงไม่ใช่มาตรการแก้ปัญหาที่ได้ผลนัก เพราะไม่สามารถทำให้แก๊งปั่นหุ้นเกิดความเกรงกลัวกฎหมาย กลัวบทลงโทษ จนไม่กล้ากระทำความผิด

ถ้ายังใช้มาตรการทางแพ่ง ลงโทษเพียงแค่ปรับ อาชญากรในตลาดหุ้นจะไม่มี วันหมด คดีปั่นหุ้นหรือพฤติกรรมผิดอื่นจะไม่ลดลง

เพราะถ้าถูกจับได้ อย่างมากก็แค่ถูกปรับ ถ้าไม่อยากจ่าย แม้ถูกฟ้อง แต่ใครจะบอกได้ว่า คดีจะสิ้นสุดอย่างไร ก.ล.ต.จะชนะคดีหรือไม่

และคดีปั่นหุ้นนับสิบๆ คดี ก็ถูกตัดตอนในขั้นตอนของกรมสอบสวนคดีพิเศษและอัยการ

ก.ล.ต.ต้องทบทวนแล้วว่า ทำอย่างไรจึงป้องปรามการกระทำความผิดในตลาดหุ้นได้ เพราะทุกพฤติกรรมความผิด ทั้งการปั่นหุ้น อินไซเดอร์ ผ่องถ่ายทรัพย์สิน หรือทุจริตในรูปแบบใด ล้วนสร้างความเสียหายร้ายแรงให้นักลงทุน

แม้จับอาชญากรในตลาดหุ้นมาลงโทษ แต่นักลงทุนผู้บริสุทธิ์ต้องย่อยยับไปแล้ว จึงต้องหามาตรการป้องปราม ไม่ให้ใครริอ่านใครก่ออาชญากรรมในตลาดหุ้น

เพราะถ้าบังอาจสร้างความเสียหายให้นักลงทุน ต้องเจอโทษหนักๆ จนหลาบจำ.

Column Post Bag - BANGKOK POST Issued date 6 February 2019

Democracy a must

Re: "Regime fails on corruption", (Editorial, Feb 4).

Imagine that! Despite their most earnest promises, corruption has not improved under the unelected politicians, whose autocratic rule rejects the democratic norms of transparency, honesty and respect for persons that can alone combat corruption! Following May 22, 2014, no other outcome was ever credible.

Until Thailand is permitted to move forward democratically so as to evolve strong constitutional protection for basic ethical norms such as free speech where even ugly truths that deeply offend traditional historical platitudes can be bluntly stated, the resulting failure to admit or understand the reality of Thai history, society, politics and other national Thai affairs, especially by domestic Thai citizens, will continue to provide an environment that nurtures corruption.

The self-made politicians began their rule with wide-ranging invitations to "attitude adjustment" and heavy-handed clampdowns on the peaceful expression of honestly held opinions, including: eating sandwiches in a political manner, reading great literature in public, hand gestures and meeting in groups of more than a couple. They duly arrested some under their rule of protective law, while others, among them those best qualified to help Thais understand Thai history, society and politics, were forced into exile abroad.

These violations of basic rights, the foundation of any just, democratic sys-tem that respects people as equally entitled to a voice in the form of their society and its form of government, have continued for almost five years under the self-amnestied politicians, whose rule of law has demonstrated a consistent distrust of the honest seeking of truths that threaten to lead to well-informed understanding of Thai affairs. Under such an environment, it is inevitable that the corruption that has long plagued the Thai people must continue to thrive.

When the morally exemplary Jatupat Boonpattararaksa is imprisoned strictly according to the rule of law for his patriotic efforts to bring the good morals of democracy that won him the Gwangju Prize for Human Rights in 2017, it is clear that the rule of law has itself been to diverted to serve something other than those democratic practices and principles that are alone known to effectively combat corruption.

รายงาน: เปิดโปงแก๊งผลประโยชน์ กทพ.คัดค้านยุติข้อพิพาท - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

หลังจากที่บอร์ด กทพ.และคณะกรรมการกำกับฯ(มาตรา 43) เห็นชอบให้ กทพ.ยุติข้อพิพาททั้งหมดกว่า 134,000 ล้านบาท กับ BEM ด้วยการต่อสัมปทานทางด่วนออกไป พนักงานบางกลุ่มใน กทพ.ยังยืนยันคัดค้าน ทำให้เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ ร้อนถึงรัฐบาลเร่งให้ ก.คมนาคมแก้ปัญหาเพราะมีดอกเบี้ยเกิดขึ้นทุกวัน

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2561 คณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้มีมติเห็นชอบการต่อสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ดให้ BEM ไปจนถึงเดือนเมษายน 2600 โดย BEM ต้องยุติข้อพิพาททั้งหมดกว่า 1.3 แสนล้านบาทกับ กทพ.และให้ BEM ลงทุนก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 ขนาด 4 ช่องจราจรไป-กลับ จากอโศกถึงประชาชื่น ระยะทาง 17 กม. และปรับปรุงจุดตัดกระแสจราจร รวมมูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท และต้องแบ่งรายได้ค่าผ่านทางให้กับ กทพ.เท่ากับสัญญาเดิม และต่อมาเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2562 คณะกรรมการกำกับดูแล (มาตรา43)ได้มีมติเห็นชอบการแก้ไขสัญญาเพื่อต่อสัมปทานทางด่วนและยุติข้อพิพาททั้งหมดตามที่ กทพ.เสนอ โดยให้เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่อเสนอ ครม.เห็นชอบตามมาตรา 47 พ.ร.บ.ร่วมลงทุน 2556

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2561 พนักงาน กทพ.บางกลุ่มได้บุกเข้าไปในห้องประชุมบอร์ด กทพ. เพื่อคัดค้านการต่อสัมปทานและขอให้บอร์ด กทพ.ยกเลิกมติดังกล่าว พร้อมยื่นข้อเสนอให้นำเงินที่ระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund:TFF) จำนวน 4,300 ล้านบาท ไปจ่ายค่าชดเชยคดีที่ศาลพิพากษาให้แพ้คดี BEM โดยยืนยันจะให้ กทพ.เข้ามาบริหารงานเอง และต้องการสู้ทุกคดี ไม่ต้องการเจรจา เป็นเหตุให้นายสุรงค์ บูลกุล ประธานบอร์ดกทพ.ต้องยกเลิกการประชุม และทำให้เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถเสนอให้ ครม.เห็นชอบได้

แหล่งข่าวระดับสูงจากรัฐบาลเปิดเผยว่า รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมไปเร่งรัดแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเป็นอย่างมาก หากปล่อยให้พนักงานบางกลุ่มคัดค้านโดยไม่มองถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อส่วนรวม จะทำให้ค่าเสียหายนี้พอกพูนขึ้น เพราะมีดอกเบี้ยเกิดขึ้นทุกวัน สุดท้ายพนักงานเหล่านั้นก็ไม่สามารถรับผิดชอบได้ ภาระทั้งหมดต้องตกอยู่ที่รัฐบาลและประชาชน โดยได้ย้ำให้นายสุรงค์ บูลกุล ประธานบอร์ด กทพ.ไปแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาด อย่าให้ซ้ำรอยเหมือนที่ออกมาต่อต้านการจัดตั้งกองทุน TFF และเป็นโอกาสที่จะปรับปรุงให้ กทพ.หลุดพ้นจากวงโคจรการฟ้องร้อง และผลประโยชน์ที่อยู่ภายในองค์กร โดยไม่เคยส่งรายได้ให้รัฐอย่างเต็มที่

สำหรับการประท้วงของพนักงานบางกลุ่มครั้งนี้ รัฐบาลทราบแล้วว่ามีเบื้องหลังเดียวกันกับตอนประท้วงกองทุน TFF คือมีกลุ่มผลประโยชน์ที่มาจากอดีตผู้ว่าการและรองผู้ว่าการที่ไม่พอใจรัฐบาลนี้ เป็นคนสร้างคดีต่างๆเกิดขึ้น กลัวว่าจะโดนรัฐบาลนี้ตรวจสอบความผิดในอดีต ฝ่ายบริหารที่มีผลประโยชน์จากการที่ กทพ.ให้บริการทางด่วนเอง ทั้งจากการจัดซื้อ การเช่าที่ดิน การรับพนักงาน การบำรุงรักษา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในฝ่ายบัญชีการเงินและฝ่ายกฎหมายร่วมกับพนักงานบางกลุ่มที่ผิดหวังจากการแต่งตั้งโยกย้าย จึงต้องการล้มผู้ว่าการคนปัจจุบัน คือนายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ กลุ่มนี้จะใช้นายศราวุธ ศรีพยัคฆ์ อดีตประธาน สร.กทพ. และพนักงานฝ่ายการเงินระดับกลางเป็นผู้นำคัดค้านการเจรจา

มีรายงานข่าวว่า นายศราวุธ ศรีพยัคฆ์ อดีตประธาน สร.กทพ. ซึ่งเป็นพนักงานกู้ภัยระดับ 5 เป็นมือไม้ของอดีตผู้ว่าฯ ที่คอยสร้างปัญหาใน กทพ. มีคดีความยักยอกเงินสหภาพ ถอนเงินค่าสมัครสมาชิกจากบัญชีของ สร.กทพ.เพื่อโอนไปเป็นของตนเองและบุคคลที่ 3 ถึง 22 ครั้ง รวมเป็นเงิน 686,662 บาท จนศาลอาญาได้พิพากษาเมื่อวันที่ 14 มี.ค.2559 มีความผิดให้จำคุกและชดใช้เงินคืนแก่ สร.กทพ. และต่อมาเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2560 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้นายศราวุธมีความผิด ทำให้หน่วยงานเสียหาย ท้ายที่สุด นายศราวุธ ไม่กล้าฎีกา จึงขอยอมความกับ สร.กทพ. โดยชดใช้เงินคืนทั้งหมด แต่เรื่องดังกล่าวไม่จบเพราะความผิดได้บังเกิดแล้ว ผู้ว่าฯ กทพ.จะต้องสอบวินัยร้ายแรงนายศราวุธตามระเบียบข้อบังคับของ กทพ.เพราะนายศราวุธมีพฤติกรรมฉ้อฉล การยักยอกเงินของนายศราวุธนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพนักงานใน กทพ.ที่อยู่ในฝ่ายการเงินและฝ่ายกฎหมาย จึงรวมตัวกันมาประท้วงเพื่อกดดัน ผู้ว่าการ กทพ.เพื่อแลกเปลี่ยน ไม่ให้ตัวเองต้องรับผิดถึงขั้นโดนปลดจากการเป็นพนักงาน นอก จากนี้ นายศราวุธยังต้องการล้มประธาน สร.กทพ.คนปัจจุบันเพื่อจะกลับมาเป็นประธานใหม่เพราะผลประโยชน์ใน กทพ.มีจำนวนมาก

แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวว่า กทพ.ถือเป็นหน่วยงานที่แย่มาก มีแต่ปัญหารุมเร้า มีแต่คดีความ แทน ที่จะส่งเงินรายได้ให้แก่รัฐอย่างเต็มที่ กลับถูกคนภายในองค์กรรุมทึ้งผลประโยชน์ไป แย่ขนาดให้คนที่โกงหน่วยงานมาเป็นคนนำประท้วง พนักงานที่ไม่รู้เรื่องก็เชื่อ หากปล่อยไว้อย่างนี้หน่วยงานคงแย่ รัฐบาลนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่เกิดขึ้นในอดีต ต้องการวางรากฐานให้ กทพ.เดินต่อไปได้อย่างดีจึงไม่ปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้ หากบอร์ด กทพ.และผู้ว่าการ กทพ.ยังปล่อยให้นายศราวุธและพนักงานที่มีความผิดเหล่านี้ออกมานำประท้วงโดยไม่ทำอะไร ต้องถือว่าฝ่ายบริหารของ กทพ.ไม่มีประสิทธิภาพ มีความผิดที่ปล่อยปละละเลย ทำให้รัฐเสียหายด้วย ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ให้ข้อมูลแก่หน่วยงานตรวจสอบ เช่น สตง. และ ป.ป.ช.เพื่อเข้ามาตรวจสอบการหาผลประโยชน์ของพนักงาน กทพ.และ สร.กทพ.ในหน่วยงานตนเอง

เป็นที่น่าจับตาว่าในเดือนนี้คงมีความชัดเจนว่า เรื่องนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร หากปล่อยให้กลุ่มพนักงาน ที่มีผลประโยชน์ออกมาประท้วงแบบนี้ ต้องการสู้เพื่อความสะใจและผลประโยชน์ของตนโดยไม่มอง ประเทศชาติและส่วนรวม หน่วยงานคงเดินลำบาก บอร์ดและผู้ว่าการ กทพ.ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะท้ายที่สุด ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็เป็นภาระของ รัฐ และประชาชนซึ่งรัฐบาลนี้คงไม่ยอมเด็ดขาด.

'ไอโอซี' ขู่ขีดเส้นตาย ไอบ้าแจงมลทินฉาว - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สั่งเคลียร์ภายใน21ก.พ. กระทบจัดชิงชัยอลป.

สหพันธ์มวยสากลนานาชาติ (AIBA) หรือ ไอบ้า ออกแถลงการณ์ล่าสุดแจ้งสมาชิกทุกประเทศ ผ่านเว็บ ไซต์อย่างเป็นทางการของไอบ้า ถึงสถานการณ์ที่ไอบ้ากำลังถูกดำเนินการสอบสวนจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) หรือ ไอโอซี เพื่อพิจารณาการจัดมวยสากลในกีฬาโอลิมปิก หลังจากมีปัญหาหลายด้าน จน ไอโอซี เข้ามาสอบสวนและขู่ว่าถ้าไม่กระจ่างอาจตัดกีฬามวยสากลออกจากกีฬาโอลิมปิกเกมส์

ทั้งนี้ ไอบ้า แจ้งเหล่าสมาชิกว่า ไอบ้า ยังเดินหน้าต่อเนื่องในการให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจของ ไอโอซี โดยล่าสุด ไอโอซี ได้ขอให้ไอบ้าทำรายงานแจ้งความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา ที่มีคำถามสำคัญ 41 ข้อ มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงทางด้านการเงินของไอบ้า การดูแลเรื่องจริยธรรม ความโปร่งใสในด้านการตัดสินกีฬามวยสากล และการต่อต้านการใช้สารกระตุ้น หรือ ยาโด๊ป โดยมีกรอบเวลาให้ทันภายในวันที่ 21 ก.พ. นี้

ไอบ้า ชี้ว่าแม้มีเวลาที่ไม่มากนัก แต่ก็พร้อมทำงานตามกรอบเวลา เนื่องจากได้ทำงานมีความก้าวหน้ามาโดยตลอด พร้อมจะให้ความกระจ่างกับคณะกรรมการสอบสวนของ ไอโอชีทุกประเด็น รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่มีอาจมีเพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งจะมีการประชุมคณะทำงานของ ไอบ้าเพื่อเร่งดำเนินการต่อไป

นอกจากนั้น ไอบ้า ยืนยันว่าในปีที่ผ่านมาไอบ้าได้แสดงความคืบหน้าในการแก้ปัญหา เรื่องการเงินและการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งหลังจากปรับปรุงแล้ว ไอบ้า ได้จัดทำเครื่องมือประเมินเพื่อกำหนดวิธีการเดินหน้าในระยะ ต่อไป เพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในการเปลี่ยน แปลงให้ประสบความสำเร็จ พร้อมขอให้มีการตรวจสอบใหม่ในเดือน ก.พ. นี้ เพื่อประเมินความคืบหน้าตามสถานการณ์จริงและแสดงสถานะทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน.