You are here

CG and corruptions News - 6 November 2018

4บอร์ดสปสช.ไขก๊อก-เลี่ยงยื่นบัญชีทรัพย์สิน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'เลขาฯกพฐ.-ผู้ตรวจฯศธ.'ดอดแจง - มติชน

เสมา1ชง'บิ๊กตู่'ตั้งสอบวินัยร้ายแรง 'ขรก.'เอี่ยวอควาเรียมหอยสังข์แล้ว - มติชน

'อุทุมพร' ร้องสนช.สรรหาผอ.สทศ.ไม่ชอบ - เดลินิวส์

ร้องสอบ พมจ.-จัดหางาน ส่อมีเอี่ยวโกงเงินคนพิการกาฬสินธุ์ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'โอ๊ค'ให้การปฏิเสธคดีฟอกเงิน ศาลนัดตรวจหลักฐาน25มิ.ย.62 - มติชน

คอลัมน์ รอบโลก: มาเลย์ปราบทุจริต - ไทยรัฐ

4บอร์ดสปสช.ไขก๊อก-เลี่ยงยื่นบัญชีทรัพย์สิน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน360 - 4 บอร์ด "สปสช." ไขก๊อก ปมประกาศป.ป.ช. บังคับยื่นบัญชีทรัพย์สิน ด้านประธาน ป.ป.ช.เห็นใจ สภามหาวิทยาลัยไม่พร้อมยื่นบัญชี แต่กฎหมายบังคับ จำเป็นต้องทำ เตรียมประชุมหาทางออกวันนี้

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกประกาศ เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จะมีผลบังคับหลังวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 30 วัน หรือวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ที่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งในสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ทั้งนายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี กรรมการสภามหาวิทยาลัย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ว่า เรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นเรื่องของกฎหมาย และในบอร์ด สปสช. ก็มีทั้งภาครัฐ และเอกชน หากใครสมัครใจจะลาออก ก็คงไม่สามารถบังคับได้ แต่เรื่องนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบ โดยต้องเตรียมยื่นเอกสาร หลักฐานทางการเงินให้พร้อม ส่วนที่หลายฝ่ายมีการเสนอว่า ทาง ป.ป.ช. น่าจะมีการพิจารณาทบทวนเรื่องนี้ ส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดมี กรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ยื่นขอลาออกรวม 4 คน ประกอบด้วย 1. นพ.พินิจ หิรัญโชติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ทางเลือก 2. นางชุมศรี พจนปรีชา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง 3. นายสมใจ โตศุกลวรรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และ 4. นพ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยทั้งหมดได้ยื่นหนังสือลาออกต่อบอร์ด สปสช. แล้ว แต่ในการประชุมบอร์ด สปสช.มีมติให้หารือเรื่องนี้อีกครั้ง ว่าทั้ง 4 คนจะทบทวนการลาออกหรือไม่

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึง กรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ เตรียมยื่นลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่พอใจประกาศ ป.ป.ช. ที่กำหนดให้ตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ว่า พร้อมรับฟังข้อสังเกต และข้อทักท้วงเพื่อนำมาหาทางแก้ไขปัญหาในการประชุม ป.ป.ช.วันนี้ (6 พ.ย.)

ทั้งนี้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบ ปรามการทุจริต ปี 2561 ระบุให้ ป.ป.ช.เป็นผู้กำหนดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั้งหมด ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งหมายความรวมถึงกรรมการบริหารในหน่วยงานของรัฐ ที่ครอบคลุมถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐด้วย การที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย อยากให้ ป.ป.ช. ตัดข้อกำหนดเรื่องนี้ทิ้ง คงเป็นไปได้ยาก เพราะกฎหมาย ป.ป.ช. ระบุให้ตำแหน่งดังกล่าวต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน กฎหมายเขียนอย่างไร ต้องเป็นตามนั้น ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น กฎหมายใหม่ ป.ป.ช. กำหนด ถึงขั้นให้ข้าราชการทุกคนต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินในอนาคต โดยข้าราชการระดับสูงยื่นต่อ ป.ป.ช. ส่วนระดับอื่นๆ ยื่นต่อผู้บังคับบัญชา

"ป.ป.ช.เห็นใจ แต่กฎหมายไม่ได้เปิดโอกาสให้ยกเลิกประกาศดังกล่าวได้ ถ้ามีปัญหาถึงขั้นกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะยื่นใบลาออกทั้งหมด จนทำให้การบริหารงานในมหาวิทยาลัยสะดุด ป.ป.ช.ต้องหาหนทางอื่นว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง อาจเลื่อนระยะเวลาประกาศบังคับใช้กฎหมายที่กรรมการ สภามหาวิทยาลัยจะต้องเริ่มยื่นบัญชีทรัพย์สิน ในวันที่ 2 ธ.ค.61 ออกไปก่อน" ประธานป.ป.ช. กล่าว และว่า ป.ป.ช. จะรายงานปัญหาให้รัฐบาล และ คสช. ทราบต่อไป.

'เลขาฯกพฐ.-ผู้ตรวจฯศธ.'ดอดแจง - มติชน ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ข้อกล่าวหาพัวพันทุจริตงบครุภัณฑ์ม.ต้น279ล.

'หมอธี'ชี้พบอีก'ผอ.แผนฯ'เอี่ยวจัดซื้อไม่โปร่งใส

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ที่เกี่ยวข้องการดำเนินการงบจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 279 ล้านบาท ซึ่งนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ตรวจราชการ ศธ. อดีตรองเลขาธิการ กพฐ.ได้ขอขยายเวลาชี้แจงข้อมูลถึงวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. จะรายงานสรุปผล และเสนอมา ขณะนี้ยังไม่ได้รับ แต่ตามกระบวนการต้องให้สำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ก่อน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้รับการรายงานอย่างไม่เป็นทางการจากนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ. ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ เพียงสั้นๆ ว่านายบุญรักษ์และนายณรงค์ ได้ชี้แจงเรียบร้อยแล้ว

นพ.ธีระเกียรติกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการการสืบสวนข้อเท็จจริงฯ พบว่ามีบุคคลในสำนักมัธยมศึกษาตอนปลาย สพฐ.ถูกกล่าวหาว่าส่อทุจริตงบจัดซื้อครุภัณฑ์เมื่อปีงบ 2558 และเกี่ยวพันกับอีกหลายเรื่อง คือนายณรงค์ เพชรล้ำ ผู้อำนวยการกลุ่มแผนและงบประมาณ ซึ่งเป็นช่วงที่นาย การุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ.และตรวจสอบพบ จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนายณรงค์ เพชรล้ำ โดยมีนายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการ กพฐ.ในขณะนั้นเป็นประธาน และได้ย้ายนายณรงค์ เพชรล้ำ ไปปฏิบัติงานศึกษานิเทศก์ ต่อมาทั้งนายณรงค์ เพชรล้ำ และนายณรงค์ แผ้วพลสง ถูกกล่าวหาว่าส่อทุจริตงบจัดซื้อครุภัณฑ์ในปีงบ 2560 อีกทีมกฎหมายของตนจึงได้ทักท้วงว่าการตั้งนายณรงค์ แผ้วพลสง เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง น่าจะไม่เหมาะสม ตนจึงสั่งการให้เปลี่ยนตัวประธานแล้ว อยู่ระหว่างหาผู้ที่เหมาะสม

"กรณีของครุภัณฑ์ฯ โชคดีที่ยังไม่เสียหาย เพราะงบตกไปหมดแล้ว ขณะนี้เป็นช่วงของการเอาผิดคน ส่วนถ้ายังไม่เสียหาย ความผิดของผู้กระทำจะน้อยลงหรือไม่ ผู้กระทำจะรับโทษร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงนั้น แม้ว่าความผิดยังไม่สำเร็จ ยังไม่เกิดความเสียหาย จับไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าไม่ผิด เพราะพบว่ามีการเตรียมการสมบูรณ์ มีการปลอมสเปก ลดสเปก เป็นต้น ส่วนจะร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง ก็ต้องไปดูต่อไป" นพ.ธีระเกียรติกล่าวหนังสือพิมพ์มติชนรายวันนพ.ธีระเกียรติกล่าวอีกว่า ขณะนี้พบว่ามีการตั้งงบจัดซื้อครุภัณฑ์ในปีงบ 2562 ประมาณ 400 ล้านบาท ตนได้สั่งการให้ สพฐ.กลับไปทบทวน ตรวจสอบ โดยให้หลักการการใช้งบคือเงินยังคงไว้ แต่ต้องดูความจำเป็น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น จำเป็นต้องซื้อทุกปีหรือไม่ บางอย่างต้องถามความต้องการจากโรงเรียนด้วย

"ทุกอย่างต้องซื้อตามความจำเป็น และอย่าจัดงบท็อปดาวน์ลงไป ทำอะไรต้องถูกต้องตามระเบียบ ต้องวิเคราะห์ความขาดแคลนของโรงเรียนเป็นหลัก เพราะจะมีกระบวนการโจมตีผม ว่าผมห้ามโรงเรียนซื้อของ ซื้อครุภัณฑ์ ซึ่งไม่เป็นความจริง ถ้าสิ่งไหนจำเป็นต้องซื้อ ไม่ได้ห้าม อย่างไรก็ตาม ผมไปล้วงตอนทำงบไม่ได้ แต่มีหน้าที่ตรวจสอบให้นโยบายชัดเจนเท่านั้น" นพ.ธีระเกียรติกล่าว

เสมา1ชง'บิ๊กตู่'ตั้งสอบวินัยร้ายแรง 'ขรก.'เอี่ยวอควาเรียมหอยสังข์แล้ว - มติชน ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียมหอยสังข์ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ได้เตรียมเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีกครั้งว่า ภายในวันนี้ จะเสนอผลสรุปการชี้มูลโครงการก่อสร้างอควาเรียมหอยสังข์ และเสนอรายชื่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงให้นายกฯพิจารณาแต่งตั้งต่อไป ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนมีหลายคน และมีตัวแทนจากกระทรวงอื่น ได้แก่ สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าร่วมด้วย ส่วนรายชื่อประธานที่เสนอไป เป็นข้าราชการระดับ (ซี) 11 ใน ศธ.ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ส่วนระยะเวลาการดำเนินงาน หากนายกฯเห็นชอบตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามที่เสนอไปนั้น ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย หน้าที่ของตนถือว่าจบแล้ว

นพ.ธีระเกียรติกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา พยายามติดตามตรวจสอบเรื่องทุจริตภายใน ศธ.อย่างต่อเนื่อง เมื่อเร็วๆ นี้ ได้สั่งการให้นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.ติดตามความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบการทุจริตการเช่าสัญญาณอินเตอร์เน็ตในระบบ MOENet ของ ศธ.พบมีมูลทุจริต ถือว่า ศธ.ได้รับความเสียหายมากกว่าอควาเรียม แต่ทำไมถึงไม่ค่อยมีใครติดตาม ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้สรุปผลการสืบข้อเท็จจริงส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างไรก็ตาม จะทำหนังสือสอบถามอีกครั้งหนึ่ง

นพ.ธีระเกียรติกล่าวอีกว่า กรณีบริษัท เทคโนซายน์ จำกัด ได้ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต่อศาลแพ่ง กรณีถูกบอกเลิกสัญญา และริบเงินประกันสัญญา หลังมีปัญหาการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ในโครงการ Safe Zone School งบประมาณ 577 ล้านบาท ใน 12 เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ส่อทุจริต แต่ศาลแพ่งได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าโจทก์ทำผิดสัญญา จงใจไม่ติดตั้ง CCTV ให้ครบนั้น ขณะนี้เรื่องนี้จบแล้ว ได้เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ที่เกี่ยวข้องให้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบแล้ว ส่วนคณะกรรมการสอบได้รับการแต่งตั้งหรือยัง ไม่ทราบ ต้องถาม พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.

"ส่วนคนใน ศธ.ที่เกี่ยวข้อง ได้จัดการโดยให้ย้ายออกจากพื้นที่แล้ว ทั้งนี้ ได้กำชับให้ สพฐ.ปฏิบัติตามคำสั่งศาลทุกอย่าง" นพ.ธีระเกียรติกล่าว

'อุทุมพร' ร้องสนช.สรรหาผอ.สทศ.ไม่ชอบ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่ง ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ส่งหนังสือชี้แจงมาที่ตนแล้ว กรณีที่ ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน อดีต ผอ.สทศ.ร้องเรียนให้พิจารณาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครรับการสรรหาในตำแหน่ง ผอ.สทศ.คนใหม่ และกระบวนการสรรหาฯที่อาจจะไม่เหมาะสม ซึ่งคณะกรรม การสรรหาฯชี้แจงมาว่า สทศ.ดำเนินการสรรหาทุกขั้นตอนถูกต้องและครบถ้วน ส่วนประเด็นที่ว่า ประธานบอร์ด สทศ.เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาฯทำได้หรือไม่นั้น ได้ชี้แจงมาว่า สามารถทำได้ ซึ่งตนได้เสนอให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ.พิจารณาแล้ว นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ยังไม่เห็นหนังสือร้องเรียนของ ศ.ดร.อุทุมพร แต่เรื่องนี้การพิจารณาแต่งตั้ง ผอ.สทศ.เป็นอำนาจของคณะกรรมการ สทศ.ไม่ใช่ รมว.ศธ. แต่หากผู้เข้ารับการสรรหาฯ เห็นว่า การสรรหาไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อนก็สามารถฟ้องศาลปกครองได้ อย่างไรก็ตามตนอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องเป็นไปตามระบบและต้องเคารพระบบด้วย

ด้าน ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวว่า ตนยังยืนยันว่าการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่ง ผอ.สทศ.คนใหม่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล เพราะประธานอนุกรรมการสรรหาฯเป็นคนเดียวกับประธานกรรมการบริหาร สทศ. ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งในระเบียบสทศ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา ผอ. สทศ.กำหนดชัดเจน ผู้ที่จะมาเป็นประธานอนุกรรมการสรรหาฯจะต้องมีความเป็นกลางและเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างไรก็ตามตนได้ทำหนังสือส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทาง สนช.ตอบว่าได้รับเรื่องแล้ว และจะช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย.

ร้องสอบ พมจ.-จัดหางาน ส่อมีเอี่ยวโกงเงินคนพิการกาฬสินธุ์ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กาฬสินธุ์ - ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ ยื่นหนังสือถึง ปปง., ปปช., ปปท. ฯลฯ สอบ ข้าราชการ พมจ. และจัดหางาน สงสัยมีเอี่ยวขบวนการยักยอกเงินจ้างผู้ปกครองคนพิการมาตรา 35 ขณะที่ผู้ร้องเรียนคนแรกเรียกร้องคนพิการออกมาทวงสิทธิ์ของตนตามกฎหมาย

จากกรณีตัวแทนผู้ปกครองคนพิการ ใน จ.กาฬสินธุ์ ออกมาร้องเรียนเรื่องเงินค่าแรง ผู้ดูแลคนพิการ โครงการจ้างเหมาบริการตามมาตรา 35 คนละ 1 แสนบาทต่อปี หรือเดือนละเกือบหมื่นบาท ถูกชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา จ.กาฬสินธุ์ ให้เปิดบัญชีทำงาน จากนั้นเก็บบัตรเอทีเอ็มและสมุดบัญชีก่อนจ่ายให้รายเดือนแค่คนละ 2,000-4,000 บาท ขณะที่มีการโอนเงินเข้าจริงเกือบหมื่นบาท เชื่อมีขบวนการสูบเลือดคนพิการแฝงในระดับชมรมถึงระดับสูง เรียกร้องเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการตรวจสอบ

ต่อมาทางจังหวัด สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ล่าสุด นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ เดินทางมาติดตามผลการตรวจสอบจากทาง จ.กาฬสินธุ์ ขณะที่มีผู้เสียหายออกมาแจ้งความระบุถูกประธานชมรมผู้ปกครองคนพิการ ฯ ข่มขู่ขอเงินส่วนต่าง ตามข่าวที่เสนอแล้วนั้น

วานนี้(5 พ.ย.)นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการเปิดเผยว่า นอกจากทางเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ จะได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้าผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนดังกล่าวกับทาง จ.กาฬสินธุ์แล้ว ยังได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงาน ปปง., ปปช., ปปท., สตง., ดีเอสไอ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้ามาร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณา บทลงโทษข้าราชการ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การละเมิดสิทธิ และปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ดังกล่าวด้วย

หนังสือร้องเรียนนั้นมีทั้งหมด 69 หน้า ซึ่งได้ชี้แจงถึงมูลเหตุของปัญหา และพฤติกรรมของประธานชมรมผู้ปกครองคนพิการฯ และข้าราชการในสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) กาฬสินธุ์ บางคน ทั้งก่อนและหลังที่จะมีการร้องเรียนเกิดขึ้น ทั้งนี้ ได้ตรวจพบหลักฐานหลายประเด็น ที่ทำให้เกิดความสงสัยมีข้าราชการในหน่วยงาน

พจม.กาฬสินธุ์ และจัดหางาน จ.กาฬสินธุ์ เข้าไปข้องเกี่ยว ช่วยเหลือผู้กระทำความผิด ทั้งด้วยวาจา พฤติการณ์ หลักฐานทางไลน์ และพยานบุคคล ซึ่งจะได้เร่งติดตามผลการตรวจสอบ เพื่อกำหนดบทลงโทษตามขั้นตอนต่อไป

ด้านนางฐานิดา อนุอัน ผู้ร้องเรียน คนแรก กล่าวว่า วันที่ 19 ตุลาคม 2561 ตนเข้าร่วมประชุมเพื่อไกล่เกลี่ยที่ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ แต่บรรยากาศการประชุมไม่ดีเลย ตนที่เป็นผู้เดือดร้อนกลับถูกคณะกรรมการกล่าวหาเป็นคนสร้างปัญหาที่ไปร้องเรียน ทำให้รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงประสานกับเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ ซึ่งได้แนะนำว่าให้ออกมาจากห้องประชุมก่อน ต่อมาตนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ พมจ.กาฬสินธุ์ ว่าให้ไปรับบัตรเอทีเอ็ม พร้อมสมุดเงินฝากและค่าจ้าง ที่ยังได้รับไม่ครบ ประมาณ 64,125 บาท ที่สำนักงาน พมจ.กาฬสินธุ์ วันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา

นางฐานิดา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตนได้รับค้าจ้างเพียงเดือนละ 2,000-4,000 บาท รวม 18,000 บาทเท่านั้น ขาดอีก 64,125 บาท ถึงจะครบตามจำนวนที่พึงจะได้ ซึ่งจะเป็นจำนวน 82,125 บาท ทั้งนี้เพราะยังไม่ครบ 1 ปี จึง ได้รับไม่เต็ม จำนวน 109,500 ตามสัญญา เนื่องจากมีการร้องเรียนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม พอไปตามนัดหมาย กลับถูกเจ้าหน้าที่ พมจ.กาฬสินธุ์ต่อว่าอีก จึงคิดว่าคงคุยตกลงอะไรกันไม่ได้แล้ว เราเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ดูแลคนพิการ เป็นผู้รับจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ต่อว่าต่างๆนานา จึงได้ถอยออกมาอีก และแจ้งเหตุการณ์ทั้งหมดไปให้เครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการรับทราบ ก่อนที่นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ และคณะจะเดินทางมาที่กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อติดตามปัญหาและขอคำตอบจากทางจังหวัดดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม รายงานเพิ่มเติมระบุว่า กรณีถูกโกงค่าจ้างมาตรา 35 ที่ จ.กาฬสินธุ์ ล่าสุดมีผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา ร้องเรียนกับเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการรวมจำนวน 6 ราย คือนางฐานิดา อนุอัน, นางราตรี คามุลทา, นางไพรศรี เรือนพิศ, นายวรายุทธ ซาเศรษฐ, นางอรสา วงษา และนางดวงใจ คงสมของ.

'โอ๊ค'ให้การปฏิเสธคดีฟอกเงิน ศาลนัดตรวจหลักฐาน25มิ.ย.62 - มติชน ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีดำ อท.245/2561ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร อายุ 38 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่ 5 พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 รวมถึง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 พ.ศ.2526 มาตรา 4 จากกรณีการทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยฯ กับกลุ่มกฤษดามหานคร เป็นเช็ค 1 ฉบับ จำนวนเงิน 10 ล้านบาท

อัยการโจทก์บรรยายฟ้องระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีคำพิพากษาคดีดำ อม.55/2558 ให้จำคุกนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารกลุ่มกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) กับพวกร่วมกันทุจริต มีการปล่อยกู้เงินธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัท กฤษดาฯ ตาม พ.ร.บหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเมื่อระหว่างวันที่ 11 กันยายน 2546-17 พฤษภาคม 2547 นายวิชัย ถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีหมายเลขดำ อท.214/61 ของศาลนี้ได้อนุมัติสินเชื่อจำนวน 10 ล้านบาทให้แก่จำเลยโดยทุจริต สั่งจ่ายเช็ค 10 ล้านบาท ในนามไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ให้นายพานทองแท้ จำเลยเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กระทั่งวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 จำเลยนำเงินดังกล่าวไปซื้อหุ้นของ ทอท. พฤติการณ์เป็นการโอน รับโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่ 5 พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 รวมถึง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 พ.ศ.2526 มาตรา 4 โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

ในวันนี้ นายพานทองแท้ จำเลย ได้รับประกันตัวจากศาลวงเงินประกัน 1 ล้านบาท เดินทางมาศาลพร้อมผู้ติดตาม โดยมีบุคคลในครอบครัว ประกอบด้วย คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และส.ส.แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) จำนวนมากมาร่วมให้กำลังใจ อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค พท. นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค พท.

เวลา 10.00 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ เพื่อนัดพร้อมสอบคำให้การและกำหนดวันนัดพิจารณา โดยศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยซึ่งมีทนายรับฟังโดยละเอียด จำเลยให้การปฏิเสธ ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง เนื่องจากเงินที่รับมาเป็นการร่วมกันลงทุน และขอให้การเป็นหนังสือส่งต่อศาลภายในวันที่ 14 ธันวาคมนี้

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตตามคำร้อง โดยกำหนดทั้ง 2 ฝ่ายมาศาลเพื่อส่งให้เจ้าพนักงานคดี 4 นัด (จำเลยมาหรือไม่ก็ได้) ในวันที่ 22 มกราคม, 26 กุมภาพันธ์, 20 มีนาคม และ 29 เมษายน 2562 ในเวลา 09.00 น. มีคำสั่งให้นัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 25 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00 น.

นายพานทองแท้ให้สัมภาษณ์ว่า มาตามที่ศาลนัดและให้การปฏิเสธ ขอไม่ให้รายละเอียดในคดี เนื่องจากอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ให้เป็นไปตามกระบวนการ

คอลัมน์ รอบโลก: มาเลย์ปราบทุจริต - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กัวลาลัมเปอร์ - สำนักงานปราบปรามคอร์รัปชันของมาเลเซียแถลงจับกุม นายมูซา อามาน อดีตมุขมนตรีรัฐซาบาห์ บนเกาะบอร์เนียว เขาจะถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันหลายกระทงเกี่ยวข้องทุจริตสัมปทานป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ของรัฐ นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนล่าสุดถูกจับดำเนินคดี หลังการพ่ายเลือกตั้งของรัฐบาลอดีตนายกฯ นาจิบ ราซัค เมื่อ พ.ค.กรณีนาจิบ ภรรยาและนักการเมืองคนสนิทต่างถูกจับดำเนินคดี ข้อหาคอร์รัปชัน ซึ่งนาจิบกล่าวหารัฐบาลชุดใหม่แก้แค้นทางการเมือง.