You are here

CG and corruptions News - 7 August 2018

ยื่น"บิ๊กตู่"ปลดผู้ว่าฯรฟท. ทำรัฐเสียหาย8.4หมื่นล. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

การรถไฟฯ ชี้แจงประเด็นการให้เช่าที่ดินบริเวณมักกะสัน กว่า 150 ไร่ ให้กับโครงการ EEC – ข่าวสด

'จี้กสทช.'แก้เกณฑ์ ประมูล USO NET - สยามรัฐ

ฟัน'พนม'ทุจริตเงินทอน7วัด - มติชน

เปรมชัยบ่นเหนื่อยต้องเดินสายขึ้นศาลล่าสุดคดีอาวุธปืนยันไม่กระทบธุรกิจ - แนวหน้า

ตลาดหลักทรัพย์เปิดรายชื่อ บจ.เข้าข่ายสัมปทานรัฐ '42หุ้น'บัญชีดำนักการเมือง - กรุงเทพธุรกิจ

Bangkok Post: NACC breaks another vow - BANGKOK POST

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ดาวเทียม นอกวงจรข้อตกลงคุณธรรม? - แนวหน้า

คอลัมน์ เลาะรั้วหุ้น-การเงิน: เคพีเอ็มจี.. อีกแล้ว! - กรุงเทพธุรกิจ

ยื่น"บิ๊กตู่"ปลดผู้ว่าฯรฟท. ทำรัฐเสียหาย8.4หมื่นล. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ยื่น"บิ๊กตู่"ปลดผู้ว่าฯรฟท.ทำรัฐเสียหาย8.4หมื่นล.

ผู้จัดการรายวัน360 - สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่น "บิ๊กตู่" สั่งรื้อทีโออาร์โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน หลังพบส่อทุจริต ยกที่ดินให้เอกชนในราคาต่ำเกินจริง ทำรัฐเสียประโยชน์จากมูลค่าที่ดิน 8.4 หมื่นล้าน พร้อมขอให้ตั้งกรรมการสอบวินัยและปลดรักษาการผู้ว่าฯ รฟท. ออกจากตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (6 ส.ค.) ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ทบทวนและแก้ไขทีโออาร์โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมืองสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ส่อมีการทุจริตและประพฤติมิชอบ

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ยังคงเดินหน้าเปิดประมูลรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ทั้งๆ ที่ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เพื่อคัดค้านร่างทีโออาร์โครงการ ดังกล่าวที่จะมีการใช้ที่ดินบริเวณมักกะสันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่เป็นเรื่องกระทบต่อความเสียหายของชาติอย่างชัดเจน เนื่องจากที่ดินบริเวณมักกะสัน ที่ ร.ฟ.ท.ต้องแบ่งให้โครงการจำนวน 150 ไร่นั้น ถูกประเมินราคาไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน

"ที่ดินบริเวณใกล้เคียง เช่น ที่ดิน รร.ปาร์คนายเลิศ มีการซื้อขายกันถึงตารางวาละ 1.8 ล้านบาท ที่ดินสถานทูตอังกฤษตารางวาละ 2 ล้านบาท แต่ที่ดินบริเวณมักกะสัน ที่ ร.ฟ.ท. ให้เอกชนคิดตารางวาละ 6 แสนบาท เท่ากับว่าจะได้ค่าที่ดินประมาณ 3.6 หมื่นล้าน แต่ถ้าคิดที่ตารางวาละ 2 ล้าน ที่ดินจะมีมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท เมื่อคำนวณแล้ว พบว่า จะทำให้รัฐเสียประโยชน์ด้านมูลค่าที่ดินไปมากกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท"

ทั้งนี้ ได้ยืนยันว่า เมื่อนายกฯ รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว ควรพิจารณาสั่งการให้มีการทบทวนและแก้ไขเงื่อนไขการประมูลโดยเร็ว และขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยและปลดรักษาการผู้ว่าฯ ร.ฟ.ท. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการเขียนและกำกับทีโออาร์ แต่หากนายกฯ ยังเพิกเฉย สมาคมฯ จะนำเรื่องนี้ร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบและศาลปกครองต่อไป.

การรถไฟฯ ชี้แจงประเด็นการให้เช่าที่ดินบริเวณมักกะสัน กว่า 150 ไร่ ให้กับโครงการ EEC - ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ข้าพเจ้า นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการ กลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการ ในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอชี้แจงประเด็น นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษณ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้อง ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้มีการทบทวนและแก้ไขทีโออาร์ โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน เนื่องจากมีแนวโน้มส่อการทุจริตซึ่งขอชี้แจงในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1) TOR มีเจตนาทำให้ที่ดินบริเวณมักกะสันที่เป็นของ ร.ฟ.ท.กลายเป็นที่ดินในครอบครองของนายทุนเอกชน

ข้อชี้แจง ที่ดินที่มักกะสัน ได้ดำเนินการ ในลักษณะที่ให้เอกชนเช่าพื้นที่ของ การรถไฟฯ โดยมีการคิดค่าเช่าตามระเบียบของการรถไฟฯ และตามผลการศึกษา ของบริษัทที่ปรึกษาเมื่อต้นปี 61 ซึ่งการรถไฟฯมีแผนงานที่จะดำเนินการในลักษณะนี้อยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

2) TOR ได้ผนวกที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณมักกะสันกว่า 140 ไร่ไปให้เอกชนพัฒนา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการขนส่งระบบราง และให้ที่ดินดังกล่าวตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนตลอดระยะเวลาสัมปทาน 50 ปี (+49 ปี) อันส่อไปใน ทางขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560

ข้อชี้แจง ที่ดินที่จะให้เอกชนเช่าตามข้อ 2. มีขนาดพื้นที่ประมาณ 150 ไร่ และให้เช่ารวมระยะเวลาในการก่อสร้างเป็นระยะเวลา 50 ปีเท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขต่อหรือขยายระยะเวลาใน TOR และสัญญา หลังจากสัญญาเช่าหมด ทรัพย์สินที่เกิดจากการลงทุนทั้งหมดจะตกเป็นทรัพย์สินของการรถไฟฯ ใน ลักษณะเช่นเดียวกับ โครงการห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งสัญญาเช่ารอบแรก สิ้นสุดเมื่อปี 2551 ค่าเช่าปีสุดท้ายประมาณ 10 ล้านบาท ภายหลังจากทรัพย์สินจากสัญญาเช่าตกเป็นของการรถไฟฯ แล้ว โครงการมีมูลค่า ผลตอบแทนตลอด 20 ปี ประมาณ 2 หมื่นหนึ่งพันล้านบาท

3) TOR มีเจตนาที่จะประเมินราคาที่ดินบริเวณมักกะสันให้ต่ำกว่าความเป็นจริง 3-4 เท่า เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน

ข้อชี้แจง การประเมินมูลค่าที่ดิน การรถไฟฯได้ให้ที่ปรึกษาที่มีวิชาชีพประเมินดำเนินการตามหลักการ และวิธีการ ที่สากลยอมรับ โดยใช้ฐานข้อมูลที่ดิน ในตลาด ซึ่งมีทำเลใกล้เคียงกับที่ดินแปลง A ในโครงการดังกล่าว

4) TOR มีเจตนาที่จะยึดแอร์พอร์ตลิงก์ มูลค่า 4 หมื่นล้านบาทไปให้เอกชนในราคาเพียง 1.3 หมื่นล้านบาท ทำให้ร.ฟ.ท.ยังคงต้องแบกภาระหนี้จากการลงทุนต่อไปอีกเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่า รัฐไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างเป็นธรรมแต่อย่างใด

ข้อชี้แจง โครงการแอร์พอร์ตลิงก์ ปัจจุบันมีหนี้ประมาณ 33,229 ล้านบาท และการดำเนินงานแอร์พอร์ตลิงก์ขาดทุนทุกปีประมาณ 300 ล้านบาท ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไป การรถไฟฯ จะเป็นหนี้ สะสมเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากการดำเนินงาน โดยเอกชนคาดว่าจะไม่ขาดทุน และเอกชนมาบริหารจะให้บริการที่ดีขึ้น มีรายได้มากขึ้นกว่าที่โครงการเดิม ดำเนินการอยู่ ใน TOR รัฐจึงให้เอกชนต้องจ่ายสิทธิการบริหารแอร์พอร์ตลิงก์ ให้การรถไฟฯ ไม่น้อยกว่า 10,671 ล้านบาท (คิดจากค่าเสียโอกาสรายได้ หากการถไฟฯ ดำเนินโครงการเอง ประการสำคัญ การขาดทุนของแอร์พอร์ตลิงก์ที่เป็นอยู่ ทำให้ไม่สามารถเพิ่มบริการให้เท่ากับความต้องการของประชาชนได้เต็มที่ ดังนั้น เอกชนที่เข้ามาบริหารต้องการเพิ่มการลงทุน และสอดคล้องกับความต้องการ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการต่อประชาชนได้อย่างเต็มที่

5) TOR มีเจตนาเขียน "ล็อคสเปก" เพื่อ "ฮั้วประมูล" ให้เอกชนบางราย จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542

ข้อชี้แจง นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ได้ให้นโยบายไว้ว่า การประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการ PPP หลัก ใน EEC ต้องเป็นแบบเปิดกว้างแบบนานาชาติ หรือ International Bidding โดยรายละเอียดหลักการดังกล่าว ได้ผ่านการพิจารณาของ กพอ. ในการประชุมครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2561 และ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเมื่อการประชุมวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกโครงการ รถไฟความเร็วสูง ได้นำหลักการดังกล่าว ประกอบการจัดทำเอกสารคัดเลือกเอกชน และมีบริษัทเอกชนมาซื้อเอกสารจำนวน 7 บริษัท ญี่ปุ่น จำนวน 4 บริษัท ฝรั่งเศส จำนวน 2 บริษัท มาเลเซีย จำนวน 2 บริษัท อิตาลี จำนวน 1 บริษัท และเกาหลีใต้ จำนวน 1 บริษัท แสดงว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ต้องการเปิดกว้างให้มีการแข่งขันแบบนานาชาติ เอกชน ต่างประเทศมีความเชื่อถือว่า โครงการเป็นแบบเปิดกว้าง ไม่ล็อคสเปค

'จี้กสทช.'แก้เกณฑ์ ประมูล USO NET - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

นางลัลน์ลลิตฤดี วิเศษศิริ ประธานสมาพันธ์นักข่าวแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย ในฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการวิทยาศาสตร์การสื่อสารผ่านดาวเทียมวุฒิสภาเปิดเผยว่า การจัดให้มีการ

ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auc tion หาผู้ให้บริการโครงการเน็ตประชารัฐ(USO NET) เฟส 2 จำนวน 15,732 หมู่บ้าน วงเงินงบประมาณ 3,283.15 ล้านบาท ซึ่งต้องแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.61 ซึ่งมีการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วมประกวดราคา โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)แต่หลายฝ่ายได้ออกมาตั้งข้อสังเกตุถึงความโปร่งใส และการตั้งหลักเกณฑ์เงื่อนไขสำหรับผู้ที่จะเข้าร่วมการประกวดราคาหาผู้ให้บริการโครงการเน็ตประชารัฐ(USO NET) เฟส 2

ทั้งนี้ในการจัดให้มีการประกวดราคาหาผู้ให้บริการโครงการเน็ตประชารัฐ(USO NET)เฟส 2 มีการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขโดย กสทช.ให้ผู้เข้าร่วมการประกวดราคา มีผลงานรับรองคือ การนำส่งเงินสบทบให้ทาง กสทช.ตามมติที่ประชุมสรุป ออกมาคือ 10% เท่ากับ 80 ล้านบาท ซึ่งการนำส่งเงินสบทบนี้มีอัตรา 2% ของยอดขายเท่ากับผู้ผ่านคุณสมบัติต้องมียอดขายแอร์ไทม์ไม่น้อยกว่าปีล่ะ 1,600 ล้านบาทถึงจะนำส่ง 80 ล้านบาทได้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นคำถามที่ว่าการระบุเงื่อนไขในการเข้าร่วมการประกวดราคาในครั้งนี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับรายใหญ่เท่านั้นจริงหรือไม่

"อยากให้ทาง กสทช.ออกมาชี้แจงเพื่อความบริสุทธิ์และมีความโปร่งใสถึงกฎเกณฑ์ในการจัดประกวดราคาดังกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรต่างๆว่าการจัดประกวดราคาในครั้งนี้เป็นไปอย่างถูกที่ถูกทางและให้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการอีกทั้งยังมีส่วนสำคัญต่อการรักษาความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงชื่อ

เสียงของ กสทช. และเป็นการมีส่วนร่วมในการร่วมปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน"

ฟัน'พนม'ทุจริตเงินทอน7วัด - มติชน ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม รายงานข่าวจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิด กรณีนายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) กับพวกทุจริตงบประมาณอุดหนุนบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด ของสำนักงาน พศ.มูลค่าหลายสิบล้านบาท หลังจากที่ได้ไต่สวนความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2554) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 147 ในพื้นที่ จ.ลำพูน 6 วัด และใน จ.ลำปาง 1 วัด รวม 7 วัด ทั้งนี้ ในวันที่ 7 สิงหาคม เวลา 14.00 น. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. จะแถลงมติ ป.ป.ช.ดังกล่าว ที่ห้องแถลงข่าว อาคาร 1 สำนักงาน ป.ป.ช. (สนามบินน้ำ)

เปรมชัยบ่นเหนื่อยต้องเดินสายขึ้นศาลล่าสุดคดีอาวุธปืนยันไม่กระทบธุรกิจ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

"เจ้าสัวเปรมชัย" บอกถูกฟ้อง 4 คดีไม่กระทบธุรกิจ แต่เหนื่อยตอนขึ้นศาล ล่าสุดคดีเกี่ยวกับ อาวุธปืน อัยการเตรียมสืบพยาน 15 ปากมัด ศาลให้เริ่มสืบ 9 กรกฎาคม ปีหน้า ส่วนพยานจำเลยนัดสุดท้าย 23 กรกฎาคม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 ส.ค.นี้ ที่ห้องพิจารณา 912 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดพร้อมคู่ความ คดีดำ อ.1144/61 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 63 ปี ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน และเครื่องกระสุนฯ

กรณีเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2561 จำเลยกระทำผิดกฎหมายด้วยการมีอาวุธปืนยาว ไรเฟิล 3 กระบอก และปืนแก๊ป 1 กระบอก ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตภายในบ้านพักเลขที่ 12/3 ซ.ศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม.

โดยวันนี้ นายเปรมชัยที่ได้รับการประกันตัวชั้นศาล 200,000 บาท ได้เดินทางมาศาลโดยถือไม้เท้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมด้วยเลขาฯ และทีมทนายความ เดินทางมาพร้อมกัน

ขณะที่คดีนี้ ศาลได้สอบคำให้การ "นายเปรมชัย" ซึ่งให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและวันนี้เป็นการสอบถาม จำเลยว่า มีพยานโจทก์ปากใดบ้างที่จะรับข้อเท็จจริงกันได้บ้างเพื่อจะไม่ต้องนำตัวมาเบิกความ ซึ่งอัยการแถลงมีพยานบุคคลทั้งหมด 24 ปาก โดยทนายความจำเลย พิจารณาเกี่ยวกับคำให้การพยานตามเอกสารโจทก์แล้วมีพยาน 9 ปาก ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานที่ตรวจที่เกิดเหตุ, ตรวจสภาพอาวุธปืน ซึ่งมีส่วนที่ระบุถึงที่มาอาวุธปืนคาบศิลาอายุตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 รวมทั้งนิติกรที่ให้ความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายอาวุธปืน และเจ้าหน้าที่ที่ตรวจทะเบียนราษฎร บ้านพักที่เกิดเหตุ

ขณะที่ฝ่ายจำเลยสามารถรับข้อเท็จจริงตามเอกสารคำให้การของโจทก์ที่ยื่นเป็นหลักฐานต่อศาลได้ ดังนั้นอัยการโจทก์จึงเหลือพยานบุคคลที่จะนำสืบอีกทั้งสิ้น 15 ปาก ส่วนจำเลย เตรียมพยานนำสืบต่อสู้คดี คือตัวจำเลยและพยานอื่นอีกรวม 10 ปาก

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้อัยการโจทก์-จำเลย นำสืบพยานบุคคลตามที่แถลง โดยให้อัยการโจทก์สืบพยานทั้ง 15 ปาก ใช้เวลา 5 นัด ตั้งแต่วันที่ 9,10,11,12,18 ก.ค.2562 และสืบพยานจำเลย 10 ปาก ในเวลา 2 นัด วันที่ 19,23 ก.ค.2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 น.

ภายหลังผู้สื่อข่าวได้สอบถาม "นายเปรมชัย" ถึงการถูกดำเนินคดีขณะนี้รวม 4 คดี แล้วมีปัญหากระทบการดำเนินธุรกิจหรือไม่ ซึ่ง "นายเปรมชัย" กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ธุรกิจก็ไม่มีปัญหากระทบอะไร จะมีก็แค่ตนเหนื่อยขึ้นที่ต้องมาศาลบ่อยเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดีสำหรับคดีที่ฟ้อง นายเปรมชัย ที่ศาลในพื้นที่ กทม.นั้น ก็ยังมีอีกสำนวน ความผิดกล่าวหาร่วมกับภรรยา และคนใกล้ชิด ร่วมกันคดีครอบครองงาช้างแอฟริกา 2 คู่ โดยไม่ชอบ ในคดี หมายเลขดำ อ.1143/2561 ซึ่งศาลอาญา จะนัดตรวจหลักฐานในวันที่ 3 ก.ย. นี้ เวลา 13.30 น.

นอกจากนี้ยังมีขณะยังมีคดีที่ถูกฟ้องในศาลต่างจังหวัดที่สืบเนื่องจากเหตุเข้าป่าล่าสัตว์ฆ่าเสือดำอีก 2 สำนวนด้วย คือ คดีที่อัยการภาค 7 ยื่นฟ้อง "นายเปรมชัย" กับคณะ คนขับรถนายพราน-แม่ครัว ในความผิด 6 ข้อหาร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมให้ชดใช้มูลค่าความเสียหายเป็นจำนวนเงิน 3,012,000 บาท ต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยอัยการได้ยื่นฟ้องเมื่อ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา รวมทั้งคดีที่อัยการคดีปราบปรามการทุจริต ยื่น "นายเปรมชัย" กับคนขับรถ ร่วมกันให้สินบนเจ้าพนักงาน ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 144 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบภาค 7 ซึ่งได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2561

ตลาดหลักทรัพย์เปิดรายชื่อ บจ.เข้าข่ายสัมปทานรัฐ '42หุ้น'บัญชีดำนักการเมือง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

"ภากร" หวังให้ข้อมูล นักลงทุนเพิ่มความโปร่งใส

กรุงเทพธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ เปิดรายชื่อ บริษัทจดทะเบียน 42 แห่ง ห้ามนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง เหตุได้รับสัมปทานรัฐ ชี้เป็นไป ตามข้อกฎหมายใหม่ มาตรา 184 (2) ด้าน "ภากร" แจงหวังใช้เป็นข้อมูลให้นักลงทุน ได้รับทราบ

บทบัญญัติมาตรา 184 (2) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอาไว้ โดยห้ามไม่ให้เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานหรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม

กรณีดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์จึงได้รวบรวม รายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับสัมปทานจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 184 ไม่ได้กำหนดนิยามหรือความหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับคำว่า "การรับสัมปทาน" และ "การเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน" รวมถึงคำว่า "โดยทางตรงหรือทางอ้อม" ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางให้บริษัทจดทะเบียนได้ใช้ประกอบการพิจารณาว่า บริษัทจดทะเบียนนั้นมีหรือได้รับสัมปทานจากรัฐหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ตลาดหลักทรัพย์จึงได้รวบรวมข้อมูล เบื้องต้นเกี่ยวกับแนวทางการตีความหรือการให้ความหมายคำต่างๆ ดังกล่าวของรัฐธรรมนูญ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่ได้เคยมีคำวินิจฉัยหรือความเห็นในบันทึกข้อหารือเกี่ยวกับการตีความหรือความหมาย ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานรัฐรวมทั้งสิ้น 42 บริษัท

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ ได้รวบรวมรายชื่อบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ที่ได้รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม(สัญญาสัมปทาน)ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อให้ข้อมูลแก่นักลงทุนได้ทราบ และเป็นการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่นั้น มีข้อจำกัดการลงทุนหุ้นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งนี้รายชื่อ บจ.ที่ได้รับสัญญาสัมปทานที่มีการเปิดเผยนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขอความร่วมมือไปยังบจ.ต่างๆ ให้รายงานข้อมูล แบบสมัครใจมายังตลาดหลักทรัพย์ฯในกรณีที่บจ.หรือบริษัทย่อยมีการได้รับสัญญาสัมปทาน

ตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดเผยรายชื่อ บจ.ที่รายงานว่ามีสัมปทานจากรัฐหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ณ วันที่ 03 ส.ค. 2561 จำนวน 42 แห่ง แบ่งเป็น บจ. 41 แห่ง และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน 1 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) หรือ AKP, บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS, บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC , บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS , กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท หรือ BTSGIF, บริษัท บีที เวลธ์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTW , บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) หรือ CMAN , บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC , บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EASTW, บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ IEC, บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK, บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH

บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS , บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD , บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ LST, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT, บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO, บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC , บริษัท เอ็นเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ NFC, บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG, บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) หรือ NYT, บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT,บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP,บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC, บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) หรือ SOLAR , บริษัท สยามราช จำกัด (มหาชน) หรือ SR, บริษัท ไทยฟิล์มอินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TFI

บริษัท ไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGCI บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM, บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW , บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ UPOIC, บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ UVAN, บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ได้ส่งหนังสือไปยังบริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ผู้จัดการกองทรัสต์ทุกบริษัท เรื่องขอความร่วมมือรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการมีหรือได้มาสัญญาสัมปทานจากรัฐหรือเข้าเป็นคู่สัญญา เนื่องจาก ตลาดหลักทรัพย์ฯได้รับการร้องขอจากหน่วยงานของรัฐให้ช่วยรวบรวมข้อมูลรายชื่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม (รวมเรียกว่า "มีหรือได้รับสัมปทาน") เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนที่มีหรือได้รับสัมปทาน ของผู้ลงทุนบางกลุ่มซึ่งอาจถูกต้องห้ามโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 184 (2)

Bangkok Post: NACC breaks another vow - BANGKOK POST Issued date 7 August 2018

The National Anti-Corruption Commission (NACC) has reached a crucial fork in the road. Soon, it will have to provide the public with the facts it has uncovered in the probe of the undocumented luxury watches worn by Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon. Alternatively, it will continue to stonewall. This choice will inform the public that the NACC is a weak organisation, completely unwilling to speak truth to power and lacking the fortitude even to bring about the promise that brought Gen Prayut Chan-o-cha to the premiership.

When he seized power from an elected regime in 2014, then-army chief Gen Prayut made several promises. All but one were indefinable - returning happiness to the people, for example, or bringing about national reconciliation. The exception was a forceful vow to pursue the corrupt. He specifically vowed to prove his determination by indicting, convicting and bringing to justice and hopefully prison high ranking officials. Until now, he is still short of that stated goal.

This is not for lack of opportunity. One of the first highranking people to be accused of corruption was a four-star army general. But Gen Preecha Chan-o-cha was never prosecuted. Former army chief and former deputy defence minister, Gen Udomdej Sitabutr, was responsible for the construction of the extremely controversial Rajabhakti Park but there were no consequences.

Gen Prawit's watches and jewellery caught the public eye, literally, early last December. He inadvertently showed off one expensive watch and a very flashy ring that even the NACC could not ignore. Of course it now is a matter of record that public crowd-sourcing discovered documented proof of 25 different luxury watches, of various brands, on the defence minister's wrist.

The NACC was not able to ignore this evidence, which made news reports abroad as well as within Thailand. What it has been able to do to this point, more than eight months later, is to stonewall the corruption accusation. The public and opinion writers believe that the anti-graft agency is trying to make the country forget that the first deputy prime minister and closest associate of Prime Minister Prayut faces hard questions of how he got access to more than 40 million baht worth of watches.

The president of the NACC is Pol Gen Watcharapol Prasarnrajkit. He has personal ties with Gen Prawit, and with Gen Prawit's brother, former national police chief Pol Gen Patcharawat, who also has faced NACC graft allegations without result. Early this year, because of his known friendship and professional ties to Gen Prawit, Pol Gen Watcharapol recused himself from the investigation of the watches.

This was a notable decision, because it indicated that the NACC was at least aware of its own possible conflict of interest. Pol Gen Watcharapol's promise to stay out of the watch probe would have been a high point, if he actually had done so. Instead, he has stayed directly informed, as evidenced by his press conference on July 20 that gave information about the investigation. He told the media that NACC staff had contacted watch dealers for information about Gen Prawit's claim to have borrowed the timepieces from a now-dead man. So Pol Gen Watcharapol is well up to date on the investigation of his old friend.

That is not an encouraging note. It's a reminder, if any is needed, of how Pol Gen Watcharapol's NACC decided not to pursue blatant, obvious and even admitted nepotism by many members of the junta-appointed National Legislative Assembly.

The NACC cannot have - and indeed does not deserve - the trust of the public with such action. It has broken continued promises, both to bring Gen Prawit's investigation to a conclusion and to keep the public informed. It is on the cusp of becoming seen as an agency far more interested in protecting bad actors of the regime than in doing its assigned job.

The NACC cannot have - and indeed does not deserve - the trust of the public.

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ดาวเทียม นอกวงจรข้อตกลงคุณธรรม? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สารส้ม

นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ค ประเด็นเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อดาวเทียม ระบุว่า

"ซื้อดาวเทียม: จงใจปิดบัง ตั้งใจเลี่ยงกฎหมายดาวเทียม มูลค่า 7 พันล้านบาท ที่ตกลงสั่งซื้อกันไปแล้ว มีหลายอย่างผิดไปจากเงื่อนไขการจัดซื้อหรือทีโออาร์ (TOR - ITB) มีหลายขั้นตอนหลายเรื่องที่จงใจปิดบัง ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ขาดธรรมาภิบาลและเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

แต่ที่เลวร้ายมาก คือ พวกเขาลงมือกระทำทั้งๆ ที่ รู้ดีว่า ตัวแทนภาคประชาชนพบเห็นและแจ้งเตือนพฤติกรรมเหล่านั้นแล้ว

ข้อกังขาจะคลี่คลาย หากผู้มีอำนาจเปิดเผย "รายงาน ผลการสังเกตการณ์" (Notification Report) ทั้ง 4 ฉบับ ความยาว 13 หน้า ของผู้สังเกตการณ์อิสระ ตามข้อตกลงคุณธรรรมที่ยื่นไว้ และ "ผลการเจรจาและร่างสัญญา" (Statement of Work) ที่ไปตกลงไว้เงียบๆ กับคนขาย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้สังเกตการณ์อิสระ ผู้เชี่ยวชาญและประชาชน ได้ตรวจสอบว่า ทุกอย่างที่เป็นไปตามเงื่อนไขการจัดซื้อที่กำหนดไว้แต่แรกจริงหรือไม่

หากยังไม่ทำให้โปร่งใส คณะผู้สังเกตการณ์อิสระ มีสิทธิ์ที่จะนำข้อมูลที่พบเห็นมารายงานต่อสาธารณะ และยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และ สตง. ให้ตรวจสอบการกระทำที่เกิดขึ้นว่ามีการทุจริตและประพฤติมิชอบประการใดหรือไม่ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งเป็นไปตามที่ระบุไว้ใน คู่มือข้อตกลงคุณธรรม ของกรมบัญชีกลาง ข้อ 3.5 - 3.6 รวมถึงเอกสาร "ข้อตกลงคุณธรรม" ที่ คตช. เห็นชอบเมื่อ 14 มกราคม 2558 และที่ประชุม ครม. เห็นชอบ เมื่อ 20 มกราคม 2558

การจัดซื้อตามเงื่อนไข "ข้อตกลงคุณธรรม" เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2558 มีหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติที่ชัดแจ้งตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการ ทุจริต (คปท.) ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีโครงการ จัดซื้อฯ ที่ถูกกำหนดให้เข้าร่วม 73 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ 8 โครงการจบสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ช่วยให้เกิดการประหยัดและเกิดผลดีต่อราชการเป็นอย่างมาก

เพิ่งมีโครงการจัดซื้อดาวเทียมนี่แหละ ที่ทำเหมือนมีใบสั่งอยู่แล้ว จึงไม่สนใจข้อกฎหมายและคำทักท้วงใดๆ เลย"

1. อย่าเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า กลไกการตรวจสอบทุจริต และการตรวจสอบอย่างเอาจริง เอาจังในหลายๆ เรื่อง เกิดขึ้นในยุค คสช.

คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. เป็นประธาน เคยขับเคลื่อนองคาพยพร่วมกันต่อต้านการทุจริต บูรณาการเพื่อเสริมสร้างและประสานความร่วมมือในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผลงานเป็นที่ประจักษ์ เช่น การล้างบางคดีโกงคลองด่าน กระทั่งเพิกถอนค่าโง่คลองด่านไปได้ (รอการพิจารณาในชั้นศาลปกครองสูงสุด) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังให้มีโครงการนำร่องการใช้ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) ได้แก่ โครงการจัดหารถโดยสารใช้ก๊าซธรรมชาติของ ขสมก. จำนวน 489 คัน ซึ่งก็ได้ยับยั้งการประมูลที่ส่อว่ามีปัญหาไปก่อนหน้านี้ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ของ รฟม. เป็นต้น

ปัจจุบัน ให้มีการใช้ข้อตกลงคุณธรรมเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบโครงการมากขึ้น ซึ่งก็เป็นกลไกที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาล คสช.เอง สมควรได้รับคำชม และสนับสนุนการทำงานของทุกฝ่ายให้ตลอดรอดฝั่ง

แต่เหตุใด จึงเกิดปัญหาในโครงการจัดซื้อดาวเทียม? 2. ข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร? ถึงเวลานี้ ยังไม่ปรากฏรายละเอียดการชี้แจงข้อเท็จจริงในโครงการดังกล่าว

หากอ้างว่า จะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือความมั่นคงของประเทศ ก็ควรจะชี้แจงและอธิบายชัดๆ ว่าจะกระทบอย่างไร? และเปิดเผยชี้แจงในประเด็นข้อสงสัยที่ไม่กระทบ มิใช่ปล่อยให้มีคนวิพากษ์วิจารณ์ต่อๆ ไปต่างๆ นานา โดยอ้างทำนองว่า เขาว่ากันว่า

โครงการระบบดาวเทียมสำรวจพร้อมระบบภาคพื้นดินและระบบแอพพลิเคชั่นภูมิภาคสารสนเทศ สำหรับโครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา (THEOS-2) วงเงินกว่า 7,000 ล้านบาท

อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)

คณะผู้สังเกตการณ์ ตามโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การดำเนินงานโครงการ ได้แจ้งขอลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.2561

ข่าวแจ้งว่า คณะผู้สังเกตการณ์ได้เข้าสังเกตการณ์ตั้งแต่ วันที่ 14 มี.ค. 2560 พิจารณาแล้วเห็นว่า หน่วยงานเจ้าของโครงการไม่ได้ให้ความสนใจต่อรายงานการแจ้งเตือน และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สังเกตการณ์ คำชี้แจงที่ตอบกลับมาไม่มีความชัดเจนเพียงพอ และบางครั้งก็ไม่ได้ชี้แจงอะไรตอบกลับมาด้วย หากปฏิบัติหน้าที่ต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์และเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ

ตรงนี้ หน่วยงานควรออกมาชี้แจงแถลงไขว่า ใครเป็นใคร? และข้อเท็จจริงแต่ละประเด็น คืออะไร?

การดำเนินโครงการนี้ เป็นลักษณะใด มีวิธีดำเนินโครงการอย่างไร? เหมือนหรือต่างจากโครงการอื่นๆ อย่างไร?

ในขั้นตอนการเปิดซองเทคนิคและซองราคา ได้ทำตามระเบียบ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ อย่างไร?

บุคคลจากบริษัทที่เข้ามาร่วมประกวดราคา เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับงานประกวดราคาในโครงการด้วย จริงหรือไม่? จำเป็นอย่างไร? เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมอย่างไร?

ข้อเสนอราคาของเอกชน มีเงื่อนไขข้อสงวนสิทธิ์ที่ไม่เป็นไปตามเอกสารแนะนำสำหรับผู้ประมูล ITB (Instructions to Bidders) บางข้อ ที่กำหนดเป็นการเฉพาะให้ไม่ผ่านการประกวดราคา จริงหรือไม่?

3. ต่อให้โครงการนี้ มีการตกลงกันไปแล้ว แต่หากพบความผิดปกติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถเพิกเฉย ยังจำเป็นต้องชี้แจงและดำเนินการแก้ไขเพื่อแสดงให้เห็นถึงการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ยิ่งถ้ามั่นใจว่าไม่มีปัญหา ก็สมควรจะต้องชี้แจงแถลงไขให้กระจ่างชัด

มิฉะนั้น จะกลายเป็นกรวดในรองเท้า หรือเป็นหนามตำเท้าฝังใน ที่จะคอยย้อนกลับมาทำลายผู้เกี่ยวข้องหลังจากนี้ต่อไป ตราบนานเท่านาน

คอลัมน์ เลาะรั้วหุ้น-การเงิน: เคพีเอ็มจี.. อีกแล้ว! - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

งานเข้าต่อเนื่องสำหรับบริษัทตรวจสอบบัญชียักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง KPMG ที่ลูกค้าในแอฟริกาใต้หายวับกว่า 20 ราย คงจะกระทบรายได้มหาศาล เพราะดันไปตรวจสอบบัญชีให้บริษัทในเครือ "คุปตะ"ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้อิทธิพลฮุบสัมปทานโครงการต่างๆ ของรัฐบาลแอฟริกาใต้ รวมทั้งแต่งตั้งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล

นึกว่าเรื่องนี้จะมีแค่บ้านเขา เมืองเขา แต่บ้านเราก็มี ก็บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด เครือข่ายของ KPMG กำลังเผชิญความท้าทาย กรณีการโกงใน บริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) บริษัทในเครือ ปตท. มูลค่ากว่า 2.1 พันล้านบาทนั้น เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ก็เป็นผู้สอบบัญชี

เคสนี้ผลสรุปออกมาแล้วว่า "วัตถุดิบคงคลังหาย" เป็นน้ำมือของคนใน(ที่ไม่รักดี) จับมือกับ คนนอก(ที่หวังผลประโยชน์) เอาทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง เอาไปเป็นของตัวเอง อย่างนี้เขาเรียกว่า "ยักยอก" แม้เรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีกระโน้น แต่เรื่องราวมาแดงเมื่อกลางปี 2561 หลังคณะกรรมการบริษัทเข้าไปตรวจสอบเชิงลึก ที่น่าสนใจเรื่องแบบนี้หาได้แดงขึ้นมา เพราะบริษัทตรวจสอบบัญชีไม่

ปลายทางเรื่องนี้ในที่สุดคนโกง ก็คงต้องเข้าคุก ใครผิดใครถูกว่ากันไปตามกฎหมาย แต่บริษัทตรวจสอบบัญชีที่ได้รับการรับรองจากก.ล.ต.และต้องรับผิดชอบผลประโยชน์ของลูกค้า รับผิดชอบผู้ถือหุ้นอย่างเคร่งครัด เสมือนหนึ่งว่าเป็นสินทรัพย์ของตัวเอง...จะรับผิดชอบอะไรบ้าง? จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบ

ใครจะเชื่อว่า อนันต์ อัศวโภคิน เจ้าพ่อแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) จะชักเข้า ชักออก หลังยกเลิกซื้อหุ้น LH คืน ในราคา 11.80 บาท ที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศให้สาธารณชนรับทราบไปเมื่อ 21 มิ.ย.2561

คุณอนันต์ แจ้งประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์เป็นหลักเป็นฐาน จะใช้เงินกู้จากแบงก์ไทยพาณิชย์ราวๆ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมาซื้อหุ้น LH จำนวนไม่เกิน 10% แต่ดีลนี้กลับล่มปากอ่าว ตั้งแต่ยังไม่ออกเรือ ด้วยเหตุผลเพราะแบงก์ขึ้นดอกเบี้ยแค่นั้นหรือ

ก็สงสารแต่แมงเม่าหูเบา ปีกอ่อนทั้งหลาย ที่ไปซื้อหุ้น LH ไว้ตั้งแต่ได้ทราบข่าว คาดหวังจะได้กำรี้กำไรสักเล็กน้อยเป็นค่ากับข้าว แต่ต้องถูกไฟแห่งความรู้เท่าไม่ทันเผาตายเกลี้ยง ตายยกเข่ง อยู่เฉยๆก็ถูกลอยแพ ...กรณีนี้คงต้องถามตลาดหลักทรัพย์ละว่าจะเข้ามาดูดำดูดีนักลงทุนรายย่อยที่ถูกทิ้งให้ติดดอยอย่างไร

ราคาหุ้น LH วานนี้ จึงเจอแรงขายกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ ราคาเงยหัวไม่ขึ้น ถูกกดลดลงต่ำสุด 11.40 บาท สูงสุด 11.70 บาท ปิดตลาดที่ 11.50 บาท ลดลง 0.70 บาท หรือ 5.7% วอลุ่มหนีตายทะลัก 2,051 ล้านบาท