You are here

CG and corruptions News - 7 November 2018

บิ๊กตู่บี้แจงไทยนิยม ทั้ง'มหาดไทย-คลัง-ท่องเที่ยว' - แนวหน้า

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: พัฒนาการศึกษาต้านคอร์รัปชันในไทย - แนวหน้า

ไทยโพสต์: ทำไมต้องกลัวการแจ้งบัญชีทรัพย์สินฯ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ โพสต์ทูเดย์: ต้องแสดงทรัพย์สิน - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เหยี่ยวถลาลม: ที่ควรทำ-ไม่ได้ทำ - มติชน

เดลินิวส์: ปราบโกงยาแรงแสลงใจ - เดลินิวส์

บิ๊กตู่บี้แจงไทยนิยม ทั้ง'มหาดไทย-คลัง-ท่องเที่ยว' - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ยันยังไม่พบทุจริตวอนอย่าเหมารวม

นายกฯ โวยอย่ากล่าวอ้างกันเลอะเทอะ "ไทยนิยมยั่งยืน" ยันไร้ทุจริต สั่ง "มหาดไทย-คลัง-ท่องเที่ยว" เร่งแจง มท.1 สวนอดีตผู้ว่าฯสตง.ยันโครงการดี ช่วยเหลือ ปชช.ที่โจมตีโครงการเก่า วอนอย่าเหมารวม เมินโต้ ด้าน "นักวิชาการ" ขย่มซ้ำ "ไทยนิยม" ยุค "บิ๊กตู่" ด้อยกว่า "ประชานิยม" ของ "ทักษิณ"

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงผลการดำเนินการโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า ประเมินแล้ว ตนให้ตรวจสอบแล้ว ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ ตนก็ให้รับเรื่อง และข้อสังเกตไป โดยให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงท่องเที่ยวฯชี้แจงในส่วนของตัวเอง ต้องมีการตรวจสอบประเมินผลด้วย

"ขณะนี้ยังไม่พบและไม่ได้ทำเพื่อ เอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมือง ไม่ใช่ประชานิยมเพราะฉะนั้น อย่าไปกล่าวอ้างกันไปเลอะเทอะเพราะการใช้งบประมาณโครงการต่างๆ เหล่านี้ เป็นความต้องการของประชาชน ผ่านประชาคม สำรวจไปแล้ว ต้องไปแยกแยะให้ออกว่าอันไหน เป็นของไทยนิยม อันไหนเป็นของกองทุนหมู่บ้าน ก็ต้องไปหาให้ได้ว่า มีไม่ชอบด้วย หลักการเหตุผลตรงไหน อย่าเอาอะไรมาตีกัน ไปมามันเสียเวลา" นายกรัฐมนตรี ย้ำ

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีอดีตผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ระบุโครงการไทยนิยมยั่งยืน ไม่คุ้มค่าไม่ได้ประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างความเสียหายแก่งบประมาณ เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตรวจสอบแก้ไขว่า สิ่งที่ อดีตผู้ว่าการฯ สตง.กล่าวอ้างไม่ใช่โครงการไทยนิยม แต่เป็นกองทุนหมู่บ้านที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นปัญหาในส่วนที่ชาวบ้านขอ งบประมาณไปใช้เกี่ยวกับการขอติดตั้งไฟฟ้าในพื้นที่ บางโครงการก็มีมาตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งการดำเนินการ ต่างๆ มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ ในระดับอำเภอช่วยกันดูแล

ส่วนโครงการไทยนิยมนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการดำเนินการอยู่ บางโครงการก็ดำเนินการจนแล้วเสร็จ โดยทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง และในวันที่ 22 พ.ย.นี้ ทางคณะทำงาน จะมีการแถลงเพื่อชี้แจงความคืบหน้า ผลการดำเนินงานของโครงการไทยนิยมที่เกิดขึ้นให้ทราบต่อไป

เมื่อถามว่าช่วงใกล้เลือกตั้งอาจมีการนำโครงการไทยนิยมมาโจมตีรัฐบาล จะถือโอกาสใช้โครงการนี้ชี้แจงต่อประชาชนหรือไม่พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สื่อมวลชนมีส่วนสำคัญที่จะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนไม่ควรหยิบยกโครงการใดโครงการหนึ่งมาโจมตีเช่นเดียวกับ ที่มีการโจมตีโครงการไทยนิยมในตอนนี้ ซึ่งหลายโครงการที่อดีตผู้ว่าการฯ สตง.อ้างถึงไม่ว่าจะเป็นที่ จ.บุรีรัมย์ นครนายก และเพชรบูรณ์ ไม่ใช่โครงการไทยนิยมยั่งยืน แต่เป็นโครงการที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544-2545

พล.อ.อนุพงษ์ยืนยันว่าโครงการไทยนิยม เป็นโครงการที่ดี เป็นประโยชน์แก่ประชาชน รัฐบาลทำตามหน้าที่ในการช่วยเหลือ ประชาชน แต่ก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่มีเหตุผล ยกเหตุที่ไม่ใช่ขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อจะบอกว่า โครงการดังกล่าวไม่ดี ซึ่งประเด็นดังกล่าวมองว่า เป็นเรื่องปกติ ที่กลุ่มการเมือง มีการแสดงความเห็นได้ แต่ไม่ควรนำมาเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้ง

"เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจว่า คนพวกนี้ ทำอะไรอยู่ จึงอยากให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ผมไม่จำเป็น ต้องใช้กลไก ไทยนิยมยั่งยืนลงพื้นที่เพื่อชี้แจงกับประชาชนในเรื่องนี้ คงต้องปล่อยให้กลไก ได้ทำงานไปตามปกติ ถ้าตอบโต้กันไปมาก็จะเป็นเหยื่อแร้งกาของสื่อ ไม่เกิดประโยชน์กับใคร ผมจะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน หากพบว่ามีอะไรผิด ก็จะแก้ไข หวังว่าสังคมไทย จะไม่จมอยู่ในเรื่องลักษณะเช่นนี้ ถ้าเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่สร้างสรรค์ได้ บ้านเมือง ก็เดินหน้าได้แต่ถ้าทำในทางกลับกันแล้วสังคมจะเดินหน้าอย่างไร" รมว.มหาดไทย กล่าวย้ำ

ด้านนายนพพร ขุนค้า อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคม มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวถึงโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า โครงการนี้ค่อนข้างใกล้เคียงกับ โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน หรือ SML ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและที่สำคัญคือโครงการ ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่มีเท่าโครงการ SML แต่มีการชี้นำ เกิดขึ้นมากกว่าจนไม่มีความเป็นอิสระในโครงการนี้จึงมองได้ว่าโครงการไทยนิยมฯ มีความด้อยลง ไม่ได้ตอบโจทย์ให้กับประชาชนเท่าที่ควร

ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เอาเงินไปแจกให้ประชาชน ซึ่งในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ดีก็คือการกระตุ้นให้เกิดการลงทุน มีการจ้างงานและพืชผลทางการเกษตรมีราคาที่สูง แต่การนำเงินมาให้ประชาชนโดยตรง ไม่ได้ก่อให้เกิดการกระตุ้น ให้มีลุงทุนในระยะยาวได้ อีกทั้งบัตรฯซื้อสินค้าได้ มีเฉพาะบางร้าน บางสินค้าเท่านั้น ก็ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้บางกลุ่มได้ จึงน่าเสียดายเงินที่เอามาแจก ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเลย

"รัฐบาลชุดนี้ คงมองว่านายทักษิณประสบความสำเร็จ เพราะใช้นโยบายนำประชาชนจึงพยายามใช้นโยบายที่ใกล้เคียง แต่วิธีการดำเนินการ ไม่เหมือนกันจึงไม่ประสบความสำเร็จ เห็นได้ว่าทุกโครงการที่แต่ละรัฐบาลทำมานั้น มีผลสำเร็จแตกต่างกัน เรื่องนี้ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง ความคืบหน้า หรือผลสำเร็จโครงการรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีน้อยมาก" นายนพพร กล่าว

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: พัฒนาการศึกษาต้านคอร์รัปชันในไทย - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

พอพูดถึงการศึกษาเพื่อต้านคอร์รัปชันสำหรับเยาวชนไทย ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินชื่อหลักสูตรและกิจกรรมเหล่านี้บ้าง เช่น โตไปไม่โกง โรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนสุจริต หรือ หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาของ ป.ป.ช. ในความเป็นจริงไม่ได้มีเพียงแค่นี้ หลักสูตรที่มีเนื้อหาสอนให้เยาวชนเป็นคนดี และกิจกรรมปลูกฝังไม่ให้เด็กคดโกงนั้นมีมากกว่าที่ผมกล่าวมามาก โดยกระทรวงศึกษาได้รวบรวมไว้ทั้งหมดถึง 15 หลักสูตรและกิจกรรมด้วยกัน ซึ่งแต่ละหลักสูตรก็มีคำสั่งมาจากกระทรวงต่างๆ หรือเป็นมติคณะรัฐมนตรีให้ทุกโรงเรียนต้องนำไปใช้อบรมนักเรียน

เห็นแบบนี้แล้วผู้อ่านอาจจะเกิดความคิดแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก ก็รู้สึกดีใจว่ามีหลักสูตรมากมายให้เด็กไทย ได้รับการอบรมให้เป็นคนดี จะได้เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่โกงในอนาคต แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นห่วงครูในโรงเรียนที่นอกจากจะต้องสอนวิชาบังคับต่างๆ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาฯแล้ว ยังจะต้องหาเวลามาสอนหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ให้ครบอีก เลยไม่ค่อยแปลกใจเมื่อได้ยินว่านักเรียนไทยสมัยนี้ ต้องมีเรียนคาบ 0 คือก่อนเคารพธงชาติ จนถึงคาบ 8 คาบ 9 จนมืดค่ำ แถมครูยังต้องไปอบรมหลักสูตรต่างๆ จนแทบจะไม่มีเวลาสอนหนังสือ

นับเป็นโชคดีของครูและนักเรียนไทยที่นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาฯผู้ซึ่งเพิ่งได้รับการเชิดชูจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ไปในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 กันยายน ออกมาประกาศว่าต่อไปนี้ครูทั่วประเทศไม่ต้องไปอบรมนอกโรงเรียนเยอะแยะ ให้เอาเวลามาดูแลสั่งสอนนักเรียนดีกว่า นั่นหมายความว่าการนำหลักสูตรและกิจกรรมต้านโกงบางหลักสูตรอาจได้รับผล กระทบ เพราะเมื่อครูไม่ได้ไปอบรม ก็ไม่สามารถนำมาสอนนักเรียนได้

ผลกระทบต่อการขยายขนาดโครงการการศึกษาและหลักสูตรต้านโกงนี้ ผนวกกับข้อจำกัดเดิม เช่น การเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายหรือโรงเรียน ไม่มีการวัดและประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม ความไม่ต่อเนื่องของโครงการ โรงเรียนไม่สามารถบูรณาการเข้าไปใช้ในการเรียนการสอน จึงนำมาสู่การพัฒนาโครงการบูรณาการการศึกษาต้านโกงทั้งของภาคประชาสังคมและภาครัฐ

เริ่มที่ภาคประชาสังคม องค์กรผู้นำการต่อต้านการโกงอย่างองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้นำเสนอโครงการ "เยาวชนไทย ตื่นรู้สู้โกง" หรือ Active Youth โดยมีเป้าหมายในเสริมสร้างศักยภาพหลักสูตร โครงการ และเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังคุณธรมจริยธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชัน ด้วยการสร้างความร่วมมือ กันระหว่างโครงการที่จะสนับสนุนกันได้ เช่น นำผู้พัฒนาเกมต้านโกงมาร่วมมือกับกลุ่มอาสาสมัครที่จัดกิจกรรมในโรงเรียนชนบท เพื่อให้ครูยอมรับการนำเกมไปให้นักเรียนเล่นแทนการทำกิจกรรมที่น่าเบื่อ และนำเสนอแนวทางการวัดผลอย่างเป็น รูปธรรมเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรต้านโกงต่างๆ อย่างต่อเนื่องด้วย

ในด้านภาครัฐ นพ.ธีระเกียรติ ได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา โดยแต่งตั้ง ให้คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เป็นประธานคณะกรรมการ ทำให้เกิดความสอดคล้องกันระหว่างโครงการเยาวชนไทยตื่นรู้สู้โกง กับ แนวทางของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งคือการสนับสนุนให้โรงเรียนสามารถบูรณาการหลักสูตร โครงการ เครื่องมือต่างๆ เข้าสู่โรงเรียนตามบริบทและความเหมาะสมของแต่ละโรงเรียน รวมไปถึงการสนับสนุนและส่งเสริมหลักสูตร โครงการ และเครื่องมือต่างๆ ในการต่อต้านคอร์รัปชันที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดจนความ ยั่งยืน และสามารถขยายผลเพื่อให้ครอบคลุม

นั่นหมายความว่าต่อไปโรงเรียน ก็จะมีสิทธิเลือกหลักสูตร กิจกรรม โครงการ และเครื่องมือต้านโกง ต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม กับนักเรียนและสภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องสอนทุกหลักสูตรซึ่งอาจมีเนื้อหาซ้ำซ้อนกัน โดยมีเครื่องมือวัดผลอย่างเป็นรูปธรรม มาช่วยโรงเรียนในการเลือกด้วย

ดังนั้นเพื่อสนับสนุนการทำงานของทั้งภาคประชาสังคมและภาครัฐ ภาควิชาการอย่างคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่มีศูนย์ SIAM-lab เพื่อศึกษาวิจัยการต่อต้าน คอร์รัปชัน ด้วยทุนสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้จัดงานสัมมนาวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การศึกษาเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน: จากบทเรียนสู่การปฏิบัติ" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อการขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ

งานสัมมนาดังกล่าวมี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการศึกษาเพื่อต่อต้าน คอร์รัปชันมานำเสนอบทเรียน ผลการวิจัย และข้อเสนอถึง 2 คน ได้แก่ ศาสตราจารย์แอเรียน ลอมเบิร์ต-โมกิลเลียนสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การคอร์รัปชัน จาก Paris School of Economics และ ผศ.ดร.กุลลินี มุทธากลิน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และนักวิจัย SIAM-lab ซึ่งทำวิจัยเรื่อง สื่อกับการปลูกฝังความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชันในเด็ก : กรณีศึกษาไทย หลังจากนั้นเปิดให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาทั้งหมด 65 คน ที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ผู้ออกแบบและพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือต้านคอร์รัปชัน และนักวิจัยในพื้นที่ต่างๆ ได้ร่วมกันหาแนวทางการสร้างความร่วมมือและบูรณาการหลักสูตร โครงการ เครื่องมือต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน ทั้งนี้รายละเอียดและผลลัพธ์จากการสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ทีมวิจัยจะได้สรุปมานำเสนอในบทความตอนต่อไป นะครับ

การปลูกฝังให้คนไทยเป็น คนดี ซื่อสัตย์ และไม่คดโกง เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และต้องทำตั้งแต่ยังเด็ก การที่มีการพัฒนาหลักสูตร กิจกรรม โครงการ และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝัง คุณธรมจริยธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชันที่หลากหลายและมีจำนวนมากเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว ในขั้นต่อไปเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีการ บูรณาการอย่างเป็นระบบเพื่อเสริมสร้างศักยภาพโครงการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยการผลักดัน ทั้งจากภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาควิชาการอย่างจริงจังเช่นนี้ คงอีกไม่นานนักที่เราจะเห็นประเทศไทยพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนจากความใสสะอาดของสังคมครับ

ไทยโพสต์: ทำไมต้องกลัวการแจ้งบัญชีทรัพย์สินฯ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ต้องเรียกว่าสร้างความสะเทือนอย่างมากสำหรับระเบียบและประกาศที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราช กิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ลงนามและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 รวดเดียว 6 ฉบับ โดยจะมีผลบังคับใช้จริงอีก 30 วัน หรือในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 ซึ่งเนื้อหาหลักของประกาศทั้ง 6 ฉบับ คือการกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และองค์กรปกครองท้องถิ่น ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ในประกาศของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ถูกจับจ้องและมี เสียงคัดค้านมากที่สุดในขณะนี้คงเป็นประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ซึ่งมีเนื้อหาถึง 17 หน้า โดยมีรายละเอียดตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชี ซึ่งหากย้อนไป ดูอำนาจของ ป.ป.ช.ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ซึ่งมี ผลบังคับใช้วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 นั้น ได้กำหนดผู้ต้อง ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ไว้ 9 ข้อ คือ 1.ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง 2.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3.ผู้ดำรงตำแหน่งใน องค์กรอิสระ 4.ข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่อธิบดีผู้พิพากษาขึ้นไป 5.ข้าราชการตุลาการศาลปกครองตาม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปก ครอง ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นขึ้นไป 6.ข้าราชการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่อธิบดีอัยการขึ้นไป 7.ผู้ดำรง ตำแหน่งระดับสูง 8.ตำแหน่งอื่นตามที่กฎหมายอื่นกำหนดให้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และ 9.ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด ซึ่งประกาศของ ป.ป.ช.ฉบับล่าสุดก็เป็นการขยายความลงรายละเอียดล้อตาม พระราชบัญญัติ ป.ป.ช.นั่นเอง

แต่ดูเหมือนกำหนดตำแหน่งการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 ดังกล่าวจะไม่ถูกใจบรรดาองค์กรอิสระ โดย เฉพาะในซีกที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข และบรรดาสถาบันอุดมศึก ษาในกำกับของรัฐ เพราะถึงขนาดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณ สุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องออกโรงออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะหารือกับ ป.ป.ช.เพื่อให้ทบทวนประกาศดังกล่าว

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของเสียงคัดค้านประกาศดังกล่าวก็มาจากการโพสต์เฟซบุ๊กของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ปัจจุบันเป็นรักษาการแทนคณบดี สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าจะสร้างความวุ่นวายให้สถาบันการศึกษาของรัฐ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใส แต่เป็นความรำคาญที่เสียสละและปวารณาตัวทำงานให้มหาวิทยาลัยแล้ว ยังต้องมาแจ้งทรัพย์สิน และหากแจ้งไม่ครบหรือเผอเรอยังอาจเจอคดีอาญาอีก!!!

แม้เป็นเหตุผลที่อาจฟังขึ้นบ้าง แต่ต้องไม่ลืมว่าเราเรียกร้องเรื่องการปราบปรามทุจริต และขจัดคอร์รัปชันให้หมดไป จากประเทศไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมิใช่หรือ ซึ่งประกาศดังกล่าวก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ มาตรการที่จะทำให้ประเทศไทยโปร่ง ใสเพิ่มมากขึ้น ทำไมจึงต้องคัดค้าน ทั้งที่หากเป็นทองแท้ย่อม ไม่กลัวไฟ ส่วนที่กลัวความรำคาญและยุ่งยากนั้นก็ควรปรึกษาหารือกับ ป.ป.ช.ให้เอื้ออำนวยการแจ้งบัญชีทรัพย์สินให้ง่าย และสะดวกขึ้น จึงมิใช่เหตุผลที่มากพอที่จะปฏิเสธหลักการ ใหญ่ที่จะสร้างประเทศไทยให้ปลอดจากการทุจริตและคอร์รัป ชัน หรือที่จริงแล้วผู้คัดค้านเรื่องดังกล่าวเกรงกลัวประกาศ ป.ป.ช.เรื่องหลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 ที่ประกาศออกมาบังคับใช้ในคราวเดียวกันแน่.

คอลัมน์ โพสต์ทูเดย์: ต้องแสดงทรัพย์สิน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งใน องค์กรอิสระ เจ้าหน้าที่ของรัฐ กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภา และอธิการบดีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสทั้งที่ จดทะเบียนสมรสและมิได้จดทะเบียนสมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยนั้น ทำให้หลายฝ่ายโดยเฉพาะทางมหาวิทยาลัยและบอร์ดหน่วยงานต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ทบทวนคำสั่งดังกล่าว

ทั้งนี้ มีการให้เหตุผลว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสภามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในสถาบันอาชีวศึกษานั้น ส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชน ซึ่งไม่ต้องการจะเปิดเผยทรัพย์สินต่างแสดงเจตจำนงจะยื่นลาออกกันจำนวนมาก ซึ่งจะกระทบกับมหาวิทยาลัยในการที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลิตบัณฑิตให้ตรงตามสาขาที่ภาคเอกชนต้องการ โดย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกว่า ประกาศของ ป.ป.ช.มีการพูดคุยกันอย่างมากในกลุ่มภาคเอกชนที่เข้าไปทำหน้าที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย รู้สึกไม่สะดวกใจที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่ตั้งใจเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการศึกษา ต้องมาวุ่นวายยื่นเอกสาร หลายคนจึงเตรียมตัดสินใจลาออก

สอดคล้องกับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร รักษาการแทนคณบดี สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ออกมาบอกว่า ประกาศ ป.ป.ช.ดังกล่าว ครอบคลุมกว้างไปถึงนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภา ซึ่งไม่ใช่ฝ่ายบริหารแค่กำกับนโยบาย ยังบังคับให้แจ้งทรัพย์สิน หลายคนจึงคิดลาออก ไม่ใช่หนีการตรวจสอบ แต่เพราะรำคาญกับระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่จำเป็น และหากยื่นไม่ครบอาจถูกดำเนินคดีอาญาทำให้ติดคุกได้

ด้านฝ่ายที่เห็นด้วยกับประกาศของ ป.ป.ช. มองว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินดังกล่าวยังเป็นความลับทางกฎหมาย และไม่ได้มีการนำข้อมูลไปเปิดเผยเหมือนนักการเมือง โดยกรรมการบอร์ดต่างๆ จะมีการเปิดเผยข้อมูลก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นๆ มีปัญหาหรือมีเรื่องเท่านั้น ไม่น่าจะทำให้เกิดปัญหาอะไร และการยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น จะเป็นช่วยสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงานในสถาบันอุดมศึกษาหรือในหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งจะมีแต่ผลดีและยังสามารถช่วยป้องกันการทุจริตได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้น่าเห็นใจบอร์ดในหน่วยงานต่างๆ และกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคนที่เข้ามาด้วยเจตนาจะช่วยมหาวิทยาลัยช่วยระบบการศึกษาให้มีความก้าวหน้าด้านคุณภาพและความมีประสิทธิภาพ โดยไม่ได้หวังประโยชน์อื่นใด แต่ต้องมายื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ทำให้เกิดยุ่งยาก แต่เพื่อให้การยื่นทรัพย์สินและหนี้สินในภาพรวมในตำแหน่งต่างๆ มีความเข้มข้น เพื่อป้องกันการทุจริตก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

ฉะนั้น ควรดำเนินการไปตามประกาศของ ป.ป.ช. เพราะถ้าไปเปลี่ยนหรือทบทวนอาจทำให้เกิดปัญหากระทบต่อความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช.ได้ และที่สำคัญหากบอร์ดหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย ลาออกเพราะ ไม่อยากแสดงบัญชีทรัพย์สินจะด้วยความรำคาญหรือยุ่งยาก หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จะยิ่งทำให้ถูกมองในแง่ลบมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของ ป.ป.ช.จะต้องมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรมอย่างยิ่ง และควรหามาตรการป้องกันไม่ให้มีการนำเรื่องนี้มากลั่นแกล้งกันทั้งในเรื่องส่วนตัวและ เรื่องตำแหน่ง ไม่เช่นนั้นจะทำให้มาตรการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ การทุจริตก็จะไม่หมดสิ้นไปจากประเทศไทย

คอลัมน์ เหยี่ยวถลาลม: ที่ควรทำ-ไม่ได้ทำ - มติชน ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องมีให้ทำมากมายไม่ได้ทำ งานเด็ดๆ ยังมีอีกหลายด้านควรเป็น "ผลงาน" อวดชาวโลกแต่ก็ไม่ได้ทุ่มเทสร้างสรรค์

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดันมาออกประกาศเรื่อง กำหนดตำแหน่งผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐ ครอบคลุมถึง นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภา อธิการบดี และรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)

ต่อไปคงจะเป็นอย่างที่ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าไว้ คือ จะไม่มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยแนะนำสนับสนุนพัฒนาการศึกษา

"กรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายคนคงจะลาออก ถ้าเป็นผม ผมก็ลาออกดีกว่า เพราะเข้ามาแล้วเกิดความยุ่งยาก ต้องแจงบัญชีทรัพย์สิน รวมไปถึงบุตรและภรรยา หากมีความผิดพลาดขึ้นมาก็เดือดร้อน"

เรียงหน้ากระดานกันไปตามด้วย ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ก็แสดงความประหลาดใจกับประกาศของ ป.ป.ช.ถึงกับว่า "ไม่เห็นจะมีข้อดีอะไร" มีแต่สร้างปัญหา เพราะกรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการบริหาร ไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีโอกาสรับเงินหรือร่ำรวยผิดปกติ

เหน็บเจ็บๆ จาก สมชัย ศรีสุทธิยากร รักษาการแทน คณบดีสำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ป.ป.ช.คงอยากจะบอกกับชาวโลกว่า ประเทศเราโปร่งใส แม้แต่ตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวกับการบริหาร แค่กำกับนโยบายก็ถูกบังคับให้แจ้งทรัพย์สินหนี้สิน

"ด้วยเบี้ยประชุมไม่กี่พันบาท ไม่มีสิทธิพิเศษอะไร ไม่มีทีมงาน ไม่มีเลขาฯส่วนตัว แต่ต้องมานั่งกรอกรายการบัญชีทรัพย์สิน จะมากหรือน้อยก็คงรำคาญ เพราะหากพลาดขึ้นมา แจกแจงไม่ครบ เช่น ยืมเพื่อนมา แต่เอามาโชว์ให้คนอื่นเห็น พอเป็นเรื่องเป็นราว ก็ต้องแก้ตัวกันพัลวัน หรือหากตกหล่นจริงๆ ก็จะกลายเป็นคดีอาญา ถึงขั้นติดคุกติดตะรางได้ การลาออกจึงไม่ใช่การหนีการตรวจสอบ แต่เป็นความรำคาญกับระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่จำเป็น"

สิ่งที่สังคมเห็นว่า "จำเป็น" ต้องให้ความกระจ่าง ทั้งเรือบิน นาฬิกา อาวุธทั้งหลาย "ป.ป.ช." คณะนี้กลับตั้งมั่นอยู่ใน "ความสงบเรียบร้อย" อย่างมั่นคง ยั่งยืน !?!!

เดลินิวส์: ปราบโกงยาแรงแสลงใจ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 234 (3) แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งได้ฉายาว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ที่ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกประกาศ ระเบียบ กำหนดหลักเกณฑ์ ข้อกำหนดเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 102 ของ พ.ร.ป.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เพื่อตรวจสอบและเปิดเผยผลตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสีย สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตประพฤติมิชอบ

แต่สำหรับภาคเอกชนหรือข้าราชการเกษียณที่ได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ หรือตำแหน่งอื่นใดในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัย ของสถาบันการอาชีวศึกษา ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและของคณะกรรมการอื่นใด อาจเกิดความไม่สะดวก ไม่สบายใจ ต้องขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องเพราะต้องวุ่นวายกับการกรอกรายละเอียดต่าง ๆ หากกรอกผิด ไม่ครบถ้วนก็อาจมีความผิดตามกฎหมายอีก ทั้งที่ทุกคนตั้งใจมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนภารกิจ ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อประโยชน์ขององค์กรและหน่วยงานนั้น มิใช่เพื่อแสวงประโยชน์ส่วนตัวอันใด ขณะที่อีกมุมมองกลับเห็นในเชิงลบว่า การลาออกเสมือน "หนีการตรวจสอบ"

เราเชื่อว่า โดยหลักการแล้วทุกคนต่างเห็นด้วยกับ"ยาแรง" มาตรการสร้างความโปร่งใสนี้ และหากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช. ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศของเราแม้จะยังไม่หมดสิ้น แต่ก็น่าส่งผลลดลงอย่างมีนัย สร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นในสายตาประชาคมโลก เนื่องจากวิธีการดังกล่าวเป็นการตรวจสอบที่ลงลึกระดับบุคคล สามารถตรวจสอบที่มาและที่ไปของทรัพย์สินที่อาจได้มาโดยมิชอบได้ หากบุคคลผู้นั้นถูกร้องเรียนหรือถูกกล่าวหามีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบ

ทว่า ขั้นตอนการปฏิบัติถือเป็นประเด็นสำคัญ จำต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง มิฉะนั้นจะเป็นข้อวิตกกังวลว่า จะถูกจับผิดหรือเป็นเครื่องมือให้ถูกกลั่นแกล้งทำร้ายตนเองในภายหลัง ข้อเรียกร้องและคำท้วงติงที่เป็นอุปสรรค ความไม่สะดวก ไม่สบายใจของผู้ปฏิบัติ เป็นเรื่องที่มิอาจมองข้าม ป.ป.ช.จำต้องอธิบายไขข้อข้องใจ ให้คำแนะนำ โดยมีหน่วยงานต้นสังกัดร่วมสนับสนุน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ความวิตกกังวลของผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม เพราะกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้หรือการปฏิบัติตามประกาศ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุด แต่มิใช่ยกเลิกด้วยเหตุ "ปราบโกงยาแรงแสลงใจ".