You are here

CG and corruptions News - 7 September 2018

ชี้7ปีไทยแก้โกงย่ำอยู่กับที่ ดีแต่นโยบาย-ปฏิบัติเหลว - เดลินิวส์

สอบโครงการกองทุนฯพลังงานยังไม่จบ ทีมสอบชี้บริหารโปร่งใสหรือไม่21ก.ย.นี้ - มติชน

'หมอธี'แจงเหตุใดย้าย'ณรงค์'กลับผู้ตรวจศธ. – ไทยโพสต์

กลต.ไร้อำนาจแทรกIFEC โยนผู้ถือหุ้นรายย่อยช่วยตัวเองไปก่อน - ข่าวหุ้น

สั่งยกเครื่อง'มิลค์บอร์ด'แก้นมโรงเรียน ผลประโยชน์ทับซ้อน'องค์กรหรือคน...!' - คม ชัด ลึก

บทความพิเศษ: ต้านโกงต้องทำมากกว่าจัดอีเวนต์ต้านโกง - มติชนสุดสัปดาห์

บทบรรณาธิการ: กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ถึงเวลาต้องทบทวน - กรุงเทพธุรกิจ

ไทยโพสต์: เมื่อ สนช.ไม่ช่วยกลั่นกรอง ก็เป็นหน้าที่ของประชาชน - ไทยโพสต์

คอลัมน์ มิติเศรษฐกิจ: การธนาคาร เพื่อความยั่งยืน (2) - โพสต์ทูเดย์

เสียเพราะนาฬิกา - โลกวันนี้

เปิด4พฤติการณ์โกง...โครงการจัดซื้อจัดจ้างชายแดนใต้ - คม ชัด ลึก

ชี้7ปีไทยแก้โกงย่ำอยู่กับที่ ดีแต่นโยบาย-ปฏิบัติเหลว - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เปิดเผย ในงาน "วันต่อต้านคอร์รัปชั่น ประจำปี 61" ว่า ในช่วง 7 ปีของการก่อตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เครือข่ายจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมกันทำงานกันอย่างหนัก แต่ผลที่ได้คือการจัดอันดับประเทศที่ดำเนินการต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือดัชนีซีพีไอ ที่ประกาศไปเมื่อต้นปีนี้ ประเทศไทยได้ 37 คะแนน จาก 100 คะแนน ซึ่งถือว่าดีกว่าปี 60 เล็กน้อย แม้จะดีกว่าปีก่อนแต่หากย้อนหลังไป หลาย ๆ ปี คะแนนดัชนีการต่อต้านคอร์รัปชั่นก็อยู่ในระดับ 35-38 มาตลอด แสดงว่าภาพของประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวผ่านปัญหาคอร์รัปชั่นไปได้เลย

"ปัญหาการคอร์รัปชั่นถือเป็นงานใหญ่ที่ทุกคนจะต้องมาช่วยกัน และลงมือทำจริง ๆ อย่าให้ใครมาหยามได้ว่า เรื่องต่อต้านคอร์รัปชั่นมีแต่คนพูด แต่ไม่มีคนทำ ดังนั้น คนไทยต้องลงมือกันทุกภาคส่วน ภาคการเมืองก็ต้องมี นโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติในด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่นรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีแนวทางที่ดี แต่การปฏิบัติยังคงมีจุดอ่อนอยู่บ้าง"

นายประมนต์ กล่าวว่า ในส่วนของข้าราชการก็ไม่ควรนิ่งเฉย และไม่ยอมให้เกิดการคอร์รัปชั่นภายใต้งานที่ดูแล โดยเฉพาะการโกงเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายตัวที่ข้าราชการนิ่งเฉย จนอาจรับเคราะห์แทนนักการเมือง ขณะที่ภาคเอกชนก็ควรตั้งเป้าหมายในองค์กรที่จะไม่จ่ายสินบน และเยาวชนจะต้องแสดงพลังให้ผู้ใหญ่เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการการโกงเช่นกันเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันจะสามารถแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นในไทยได้แน่นอน

ด้านนายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวปาถกฐาพิเศษ "ปลุกพลังคนไทยสู้ โกง" ในวันต่อต้านคอร์รั่ปชันว่า ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีการตรวจพบการคอร์รัปชันที่หลากหลายรูปแบบและมีความพิสดารอย่างมาก เช่น โรงเรียน โกงโครงการอาหารกลางวันเด็ก โดยให้เด็กกินขนมจีนคลุกน้ำปลา เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความรู้สูง ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องจนสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ จึงอยากให้คนไทยทุกคนร่วมกันมีหน้าที่สร้างคนดี เริ่มจากสถาบันครอบครัวและโรงเรียน ที่ต้องอบรมให้ เด็กและเยาวชนปฏิเสธความชั่ว พร้อมทั้งยึดมั่นความดี ความถูกต้องและปฏิบัติตนอยู่ในกฎหมาย ผลักดันให้คนกลุ่มนี้เป็นแรงขับเคลื่อนการต่อต้านการคอร์รัปชั่น ทุกรูปแบบในอนาคต

นอกจากนี้ต้องการให้มีกฎหมายเพิ่มโทษครูและอาจารย์ ที่สอนในสถาบันศึกษาต่าง ๆ ที่กระทำผิด โดยเฉพาะกระทำผิดต่อเด็กให้มีโทษหนักกว่าคนอื่น เพราะครูและอาจารย์ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอนาคตของชาติ ขณะที่โรงเรียนก็ต้องอบรมปลูกฝังความดีให้เด็กด้วยไม่ใช่เน้นการสอนหนังสืออย่างเดียว

นายเกษม กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับบริษัท ข้ามชาติ และนักลงทุนต่างชาติได้วิเคราะห์ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ซึ่งระบุว่า ประเทศสิงคโปร์มีความโปร่งใส ขณะที่ประเทศไทยมีการโกงกันเยอะ ซึ่งผลที่ตามมาประเทศไม่ได้เสียหายแค่เรื่องเงินเท่านั้น แต่บริษัทข้ามชาติที่ต้องการมาลงทุนด้วยความโปร่งใส ก็ไม่อยากจะมาลงทุน

สอบโครงการกองทุนฯพลังงานยังไม่จบ ทีมสอบชี้บริหารโปร่งใสหรือไม่21ก.ย.นี้ - มติชน ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มี พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมว่า มีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของกองทุนฯ 2 งบประมาณ คือ 1.งบประมาณ (เพิ่มเติม) ปี 2561 ภายใต้ การสนับสนุนกลุ่ม โครงการไทยนิยมยั่งยืน กรอบวงเงิน 5,200 ล้านบาท สำหรับ โครงการเกี่ยวกับพลังงานทดแทนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้วยระบบสื่อสารทางไกลของโรงเรียนในพื้นที่ชนบท และพลังงานทดแทนในระบบสูบน้ำเพื่อลดต้นทุนด้านเกษตรในระดับชุมชน โดยที่ประชุมมีมติรับทราบกรอบการส่งเสริม เงื่อนไข คุณสมบัติ และเกณฑ์การกลั่นกรอง ใน 3 โครงการ คือโครงการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร วงเงินที่ขอรับการสนับสนุน 2,090 ล้านบาท โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับโรงเรียนชนบท วงเงินที่ขอรับการสนับสนุน 4,626 ล้านบาท และโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล วงเงินขอรับการสนับสนุน 1,310 ล้านบาท ทั้งนี้จะมีการสรุปผลในวันที่ 26 กันยายนนี้

นายธรรมยศกล่าวว่า 2.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 กรอบวงเงิน 10,448 ล้านบาท เพื่อจัดสรรตามแผนอนุรักษ์พลังงานและแผนพัฒนาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558-2579 รวมถึงผลักดันตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รับภาระของสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยนำเสนอคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองโครงการ มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานพิจารณาแล้วในช่วงวันที่ 20-31 สิงหาคมที่ผ่านมา

นายธรรมยศกล่าวถึงกรณีที่มีข้อสงสัยถึงความไม่โปร่งใสในการใช้เงินของกองทุนฯว่า ในวันที่ 21 กันยายนนี้ จะมีการสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อร้องเรียนความไม่โปร่งใสในการบริหารและการอนุมัติโครงการกองทุนเพื่อการส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน โดยจะแจ้งผลให้ทราบ ต่อไป "ที่ประชุมยืนยันว่ากระบวนการพิจารณา ทุกขั้นตอนต้องมีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ที่ผ่านมาทางกระทรวงพลังงานได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในประเด็นที่ได้มีการกล่าวถึงในสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งเมื่อกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้น จึงจะให้มีการประชุมพิจารณาการจัดสรรงบประมาณอีกครั้ง" นายธรรมยศกล่าว

'หมอธี'แจงเหตุใดย้าย'ณรงค์'กลับผู้ตรวจศธ. - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * "หมอธี" แจงกรณีย้าย "ณรงค์" กลับผู้ตรวจราชการ ศธ. ทั้งที่รอโดนสอบสวนผิดวินัย กรณีทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์ ว่าต้องการทำตามกลไกการสรรหาเกิดประ สิทธิภาพ ศธภ. ส่วนการสอบสวนทางวินัยจะเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว พร้อมกำชับการแต่งตั้งผู้บริหารระดับ 9 ขึ้นระดับ 10 ต้องเสนอรายชื่อจำนวน 2 เท่าของตำแหน่งว่าง กันปัญหากั๊กที่นั่ง เสนอแต่พรรคพวกของตัวเองขึ้นมา

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง โดยให้ นายณรงค์ แผ้วพลสง ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) สำนักงาน ศธภ. 15 เชียงใหม่ มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ศธ. ทั้งที่กำลังอยู่ระหว่างรอตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย กรณีจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ในเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ภาคอีสานที่ส่อทุจริต ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ว่า ตนไม่ได้ให้นายณรงค์กลับมาเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) แต่ให้มาเป็นผู้ตรวจราชการ ศธ. เนื่องจากขณะนี้ตำแหน่งระดับ 10 มีว่าง 15 ตำแหน่ง และเพื่อให้การสรรหาเกิดประสิทธิภาพ ศธภ.จะเป็นตำแหน่งสุดท้ายที่จะทำการสรรหา ซึ่งตนจะให้ผู้ตรวจราชการ ศธ.รักษาการตำแหน่ง ศธภ. ดังนั้นก็ต้องทำตำแหน่ง ศธภ.ให้ว่าง จึงเป็นเหตุผลที่ต้องโยกย้ายนายณรงค์มาเป็นผู้ตรวจราชการ ศธ. ส่วนการสอบสวนทางวินัยนั้นตนจะเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว

"หลังจากโยกย้ายข้า ราชการระดับ 10 แล้ว ต่อไปก็จะเป็นการแต่งตั้งผู้บริหารระดับ 9 ขึ้นระดับ 10 ซึ่งผมได้มอบหมายให้ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยการเสนอของผู้บริหารองค์กรหลัก และผมจะไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือล้วงลูก แต่ได้กำชับว่าต้องเสนอรายชื่อมาเป็น 2 เท่าของจำนวนตำแหน่งที่ว่างเพื่อให้ผมกลั่นกรอง เช่น ตำแหน่งของ สพฐ.ว่าง 3 ตำแหน่ง ต้องเสนอมาให้เลือก 6 คน เพราะไม่เช่นนั้นจะเสนอแต่พรรคพวกของตัวเองขึ้นมา และถ้ารายชื่อที่เสนอมาไม่เหมาะสมผมก็จะให้กลับไปทบทวนใหม่ เพราะถ้าเสนอมาไม่ดีผมก็จะไม่ยอมนำเข้าที่ประชุม ครม. ทั้งนี้การพิจารณารายชื่อได้มีการหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ทั้ง 2 ท่านด้วย" รมว.ศธ.กล่าว

นพ.ธีระเกียรติกล่าวต่อ ว่า ทั้งนี้ในส่วนของการแต่งตั้ง นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองปลัด ศธ. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภานั้น เพราะครูส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ก็อยากได้ผู้หญิงมาดำรงตำแหน่ง และสภาครูควรได้ คนที่เป็นครู นางวัฒนาพรเคยเป็นครูและดูแลงานต่างประเทศมานาน คุรุสภาต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้มีความสากลมากขึ้น ขณะที่การตั้งนายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัด ศธ. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เพื่อให้เกิดความต่อ เนื่องในการบริหารงาน เพราะนายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ จะเกษียณอายุราชการ การสรรหาอาจจะไม่ทันการณ์ อีกทั้งการทำงานของ สกสค.และคุรุสภาเป็นงานซับซ้อน เท่าที่สืบทราบทั้งคู่เป็นคนดี มีความตรงไปตรงมา การได้เลือดใหม่มาดำรงตำแหน่งบ้างน่าจะเป็นสิ่งที่ดี.

กลต.ไร้อำนาจแทรกIFEC โยนผู้ถือหุ้นรายย่อยช่วยตัวเองไปก่อน - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

“รพี” ยอมรับ ก.ล.ต.ไม่มีอำนาจแทรกแซงตั้งบอร์ด IFEC หรือคัดค้านแผนฟื้นฟู แนะผู้ถือหุ้นรายย่อยช่วยตัวเองไปก่อน ยันไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายก.ล.ต.ใหม่ ล่าสุดก.ล.ต.อนุมัติบริษัท เซาท์อีส เอเชีย ดิจิทัล เอ็กซ์เชนจ์ (SEADEX) เป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.ล.ต.ไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งกรรมการ หรือคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC หลังมีผู้ถือหุ้นมาร้องเรียน ซึ่งเป็นสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นที่ต้องดำเนินการต่อไป โดยหลังจากที่มีการยื่นเรื่องขอฟื้นฟู ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องไปคัดค้าน ส่วนผู้ที่อยากจัดประชุมเพื่อเลือกกรรมการ ก็ต้องพยายามจัดประชุมต่อไป ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต.ไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะไม่มีอำนาจไปแทรกแซง โดยเป็นสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้น

ส่วนประเด็นที่ทางสำนักงาน ก.ล.ต.ปลดผู้บริหารของ IFEC ในช่วงที่ผ่านมาแล้วนั้น แต่ยังสามารถนั่งอยู่ในบริษัทลูกของ IFEC ได้ เนื่องจากอำนาจของสำนักงาน ก.ล.ต.ภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ กำกับได้แค่เพียงบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไม่สามารถลงไปถึงบริษัทลูกได้ จึงต้องให้กรรมการชุดใหม่เข้ามาดำเนินการในส่วนถัดไป เพราะกรรมการชุดใหม่จะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกด้วย แต่ถ้ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยความผิดนั้น เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย เช่น ยักยอกทรัพย์สิน ฉ้อโกง ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการได้

ทั้งนี้ หากสำนักงาน ก.ล.ต.จะสามารถมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการกระทำความผิดในบริษัทลูกได้ ต้องมีการแก้กฎหมาย ซึ่งใช้เวลาและผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน แต่กรณีนี้มองว่าไม่ต้องแก้กฎหมายเพิ่ม เพราะผู้ถือหุ้นมีอำนาจในการปลดกรรมการที่อยู่ในบริษัทลูก ดังนั้น IFEC จึงต้องมีการแต่งตั้งกรรมการบริษัทแม่ขึ้นมาก่อน แล้วถึงจะไปดำเนินการในบริษัทลูกได้

ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถประกอบธุรกิจเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้ตามบทเฉพาะกาล เพิ่มเติมอีก 1 ราย คือ บริษัท เซาท์อีส เอเชีย ดิจิทัล เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด (SEADEX) เนื่องจาก พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 อนุญาตให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่แล้วก่อนวันที่กฎหมายมีผล และได้ยื่นคำขออนุญาตต่อ ก.ล.ต.ภายในกำหนด 90 วัน สามารถประกอบธุรกิจดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจะมีคำสั่งไม่อนุญาต และก่อนหน้านี้ ก.ล.ต.ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจในกลุ่มดังกล่าวซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 7 รายไปแล้วนั้น

ขณะนี้ ก.ล.ต.ได้ตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลรายบริษัท เซาท์อีส เอเชีย ดิจิทัล เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด (SEADEX) แล้ว พบว่า SEADEX มีการประกอบธุรกิจเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่จริง ตั้งแต่ก่อนวันที่กฎหมายมีผลใช้ และ SEADEX ได้ยื่นคำขออนุญาตตามบทเฉพาะกาลก่อนวันที่ 14 สิงหาคม 2561 แล้ว จึงทำให้ SEADEX สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ตามบทเฉพาะกาลเพิ่มเติมอีก 1 ราย

สั่งยกเครื่อง'มิลค์บอร์ด'แก้นมโรงเรียน ผลประโยชน์ทับซ้อน'องค์กรหรือคน...!' - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

ทีมข่าวคมชัดลึก

www.komchadluek.net

ปัญหานมบูด การทุจริตนมโรงเรียน รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างการซื้อเครื่องจักรบรรจุนมของไทย-เดนมาร์ค มูลค่ากว่า 2,500 ล้าน ที่ยังเป็นปัญหาคาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2559 จนมีการร้องเรียนไปที่ป.ป.ช.และอีกหลายหน่วยงานให้ตรวจสอบ กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ "กฤษฎา บุญราช" ออกมาประกาศว่าจะเตรียมยกเครื่องใหญ่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ มิลค์บอร์ด ในระหว่างการมอบนโยบายแก่ผู้แทนสหกรณ์ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตามข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 7 ข้อ

โดย 1 ใน 7 ข้อนั้นให้พิจารณาทบทวนองค์ประกอบของมิลค์บอร์ด โดยให้ปรับเปลี่ยนฝ่ายเลขานุการจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน

"เห็นด้วยกับท่านกฤษฎา ถ้าให้เปลี่ยนฝ่ายเลขานุการจาก อ.ส.ค.เป็นกรมปศุสัตว์หรือหน่วยงานที่ไม่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนในระบบการบริหารจัดการนมโรงเรียน แต่ถามว่าถ้าเปลี่ยนแล้วมีอะไรมารับประกันได้ว่าจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น การเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ต้องหาคนผิดหรือรับผิดชอบให้ได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาจะเกิดขึ้นไม่รู้จบ" แหล่งข่าวในมิลค์บอร์ดรายหนึ่งให้ความเห็น

แหล่งข่าวคนเดิมตั้งข้อสังเกตว่า แม้ อ.ส.ค. จะมีส่วนได้เสียในฐานะผู้ได้รับการจัดสรรโควตานมโรงเรียน แต่ปัจจุบันมีน้อยมาก โควตาที่ได้รับการจัดสรรส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของผู้ประกอบธุรกิจผลิตนมรายใหญ่ๆ ซึ่งมีความสนิทสนมกับผู้บริหารในกรมปศุสัตว์มีส่วนในการผลักดันเรื่องนี้

"นมโรงเรียนมันเป็นเค้กก้อนใหญ่เป็นหมื่นล้าน ก็เป็นธรรมดาที่เอกชนย่อมวิ่งเข้าหา"

สำหรับปีนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณมากกว่า 14,000 ล้านบาท เพื่อให้เด็กไทยได้ดื่มนมรวมทั้งสิ้น 7.45 ล้านคน โดยปัจจุบันโครงการอาหาร (เสริม) นมโรงเรียนบริหารจัดการเชิงบูรณาการโดย 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ดูแลคุณภาพน้ำนมดิบครบวงจรและขั้นตอนการส่งมอบ กระทรวงสาธารณสุขโดยองค์การอาหารและยา (อย.) ดูแลผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน ควบคุมโรงงานผลิต ตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รับผิดชอบโรงเรียนเกี่ยวกับการตรวจรับผลิตภัณฑ์ และกระทรวงมหาดไทยดูแลงบประมาณไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและมีคณะอนุกรรมการนมโรงเรียน โดยผู้อำนวยการนมไทย-เดนมาร์คในฐานะเลขานุการทำหน้าที่จัดสรรและเป็นคู่สัญญาจัดจัดจ้างนมโรงเรียนทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำมาตลอดว่าคณะกรรมการจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ให้มีการทุจริต หรือจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใด และกำชับให้คัดสรรน้ำนมดิบคุณภาพสูง เพื่อจะนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์และนมยูเอชทีที่ได้มาตรฐาน ดูแลการขนส่งให้เป็นไปตามข้อกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการกระแทกจนบรรจุภัณฑ์ฉีกขาดทำให้นมบูด พร้อมได้ย้ำกับผู้ประกอบการให้จัดหาน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมที่ได้รับการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์ว่ามีคุณภาพตามข้อกำหนดมาให้เพียงพอ หากพบมีการนำน้ำนมจากแหล่งที่ไม่ได้รับการรับรองและคุณภาพต่ำ จะพิจารณาตัดสิทธิ์อย่างเด็ดขาด

ในส่วนของกรมปศุสัตว์ ที่ผ่านมาอธิบดี นสพ.สรวิศ ธานีโต ฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม)โรงเรียน ก็ได้ออกมาชี้แจงถึงความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าว โดยระบุว่าขณะนี้ได้มีการปรับปรุงมาตรการการป้องกันการทุจริตโครงการอาหารนมโรงเรียนเสนอต่อปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมเพื่อให้เป็นตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. โดยให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักตรวจสอบ ติดตามประเมินผลการดำเนินงานนมโรงเรียน อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง และให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาทบทวนแนวทางการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน โดยให้ทบทวนบทบาทของหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นอกจากนี้ยังได้เสนอให้พิจารณาทบทวนระยะเวลาการจัดทำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (เอ็มโอยู) ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนตุลาคมเป็นระยะเวลาคาบเกี่ยวภาคการศึกษาที่ 2 ทำให้เมื่อจัดสรรสิทธิ์แล้ว ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิทธิ์การจำหน่ายได้ โดยมิลค์บอร์ดมีความเห็นว่าควรมีการทำเอ็มโอยูเป็นรายภาคการศึกษาแทนการทำเป็นรายปีการศึกษา และให้มีการปรับปรุงจัดการระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งนมโรงเรียน ตามที่มีข้อหารือในมิลค์บอร์ดก่อนหน้านี้ว่า ไม่สมควรให้มีการจัดซื้อน้ำนมดิบข้ามเขต ซึ่งจะดำเนินการโดยกำหนดเรื่องการขนส่งเป็นลำดับแรก เพื่อรักษาคุณภาพน้ำนม

จากนั้นกระทรวงเกษตรฯ ต้องพิจารณาทบทวนแก้ไข และเพิ่มอัตราโทษของความผิดผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์นมโรงเรียนตามประกาศของมิลค์บอร์ด และให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณากระบวนการจัดซื้อนมโรงเรียน โดยให้โรงเรียนเป็นผู้สั่งซื้อโดยตรงผ่านระบบการจัดซื้อด้วยระบบการจัดหาพัสดุด้วยวิธีการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-market) และด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) แทนวิธีการจัดซื้อแบบพิเศษที่ผ่านมา

สุดท้ายให้พิจารณาทบทวนและองค์ประกอบของมิลค์บอร์ด โดยให้ปรับเปลี่ยนฝ่ายเลขานุการจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบการบริหารจัดการนมโรงเรียน

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ของมิลค์บอร์ด ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯให้มิลค์บอร์ดเร่งดำเนินการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลโครงการอาหารเสริม (นม)โรงเรียนให้ทันภาคเรียนที่ 2 ปี 2561 โดยคำนึงถึงนโยบายของรัฐบาลว่าเกษตรกร 19,000 ราย ขายนมได้ราคาเป็นธรรม นักเรียน 7.450 ล้านคน ได้ดื่มนมในเวลา 260 วันต่อปี และผู้ประกอบการได้รับการจัดสรรสิทธิ์อย่างโปร่งใสเป็นธรรม ทั้งนี้ปีการศึกษา 2561 มีผู้ประกอบการได้รับการจัดสรรสิทธิ์ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนจำนวน 62 ราย จาก 68 โรงงาน

อย่างไรก็ตาม อาชีพเลี้ยงโคนมนั้นถือเป็นอาชีพพระราชทาน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้เกษตรกรสามารถอยู่ในอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ภายในปี 2566 จะเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ระหว่างไทยกับประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โดยกรมปศุสัตว์และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกันส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันด้านราคาได้ พร้อมกับหาตลาดส่งออกใหม่ๆ นอกทวีปเอเชียแปซิฟิก

ร้องรัฐจัดโควตา'นมโรงเรียน'ให้สหกรณ์

จักรวาล กิ่งจันทร์ ประธานสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค(ลำพญากลาง) จำกัด อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2561 กล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ถึงการพิจารณาทบทวนองค์ประกอบของมิลค์บอร์ด โดยให้ปรับเปลี่ยนฝ่ายเลขานุการจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นกรมปศุสัตว์ ว่าไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหา เพราะยังไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นในอนาคต และที่สำคัญจะยิ่งทำให้เกิดความระยะห่างระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ถ้าหากให้กรมปศุสัตว์เข้ามาดูแล แต่ควรให้หน่วยงานที่เป็นกลางจริงๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้มาดูแลรับผิดชอบดีกว่า

"ผมว่านมโรงเรียนเป็นเรื่องประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น การปรับเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบไม่น่าจะใช่ทางออก ถึงอย่างไรผลประโยชน์ไม่เคยตกถึงเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดสรรก็ยังเป็นกลุ่มคนหน้าเดิมๆ ทำไมไม่แบ่งโควตาให้สหกรณ์บ้าง ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งสามารถบริหารจัดการได้ หรือจัดโควตามาให้ได้ไหม สหกรณ์ใดผลิตน้ำนมดิบได้ 10 ตันก็ส่งนมโรงเรียน 1 ตัน ส่วนที่บอกว่าห้ามส่งข้ามเขต วันนี้ไปดูได้เลยวิ่งส่งข้ามเขตกันทั้งนั้น นมภาคกลางก็ไปส่งภาคใต้ ทั้งที่ภาคใต้ก็มีน้ำนมดิบอยู่แล้ว" ประธานสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค (ลำพญากลาง) เผยทิ้งท้าย

บทความพิเศษ: ต้านโกงต้องทำมากกว่าจัดอีเวนต์ต้านโกง - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/

สี่ปีแล้วที่คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจโดยอ้างว่าทำเพื่อปราบโกงแต่ตลอดสี่ปีกลับมีข่าวเรื่องการใช้อำนาจเพื่อพวกพ้องโดยคนใกล้ตัวคุณประยุทธ์ไม่สิ้นสุด

และถึงแม้สังคมจะตรวจสอบรัฐบาลนี้ไม่ได้จนไม่มีทางรู้ว่าคุณประยุทธ์โกงหรือไม่

การห้ามตรวจสอบย่อมเป็นเหตุให้คนสงสัยว่ามีการโกงมากกว่าเชื่อว่าไม่โกง

ด้วยเหตุดังนี้ ทันทีที่ประธานองค์กรต้านโกงระบุว่าให้คะแนนคุณประยุทธ์เรื่องต้านโกง 100% เสียงโห่ฮาจึงอื้ออึงจนองค์กรเป็นจำเลยสังคมไปในที่สุด

โซเชียลขุดคุ้ยเรื่องบริษัทประธานองค์กรนี้ถูกกล่าวหาเลี่ยงภาษีจนโดนกรมศุลกากรให้จ่ายภาษีคืน 11,667 ล้านบาท ถึงแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิเสธจนขู่ฟ้องคนพูดเรื่องนี้ก็ตาม

เพื่อความเป็นธรรมกับองค์กรต้านโกง ควรระบุว่าคุณประมนต์ผู้เป็นประธานระบุว่าไม่สบายใจที่การสืบสวน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรื่องนาฬิกาหรูเป็นไปล่าช้า คุณประมนต์ สุธีวงศ์ จึงต่างจากคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ, คุณไพบูลย์ นิติตะวัน, หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ฯลฯ ที่หุบปากเงียบในเรื่องที่ทุกคนพูด ต่อให้จะถูก คสช.ตั้งเป็นสภาปฏิรูปกินเงินเดือนแสนก็ตาม

ปัญหาขององค์กรต้านโกงไม่ใช่การพูดว่าไว้ใจคุณประยุทธ์เรื่องต้านโกง 100% แต่คือการมองไม่เห็นว่าการโกงเป็นเรื่องของการใช้อำนาจโดยตรวจสอบไม่ได้, การไม่ตรวจสอบรัฐบาลปัจจุบันเท่าที่เคยตรวจสอบรัฐบาลในอดีต

และการไม่มีส่วนต่อต้านความไม่สุจริตในประเทศตลอดสี่ปี

หนึ่งในเรื่องที่องค์กรต้านโกงชื่นชมคุณประยุทธ์คือยอมให้ประชาสังคมสังเกตการณ์การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ แน่นอนว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นดี แต่การที่ทั้งโลกมีการใช้ข้อตกลงนี้แค่ 15 ประเทศก็ชวนคิดว่าเรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับการปราบโกงจริงๆ ก็ได้ เพราะไม่อย่างนั้นเรื่องนี้น่าจะแพร่หลายกว่าปัจจุบัน

ในเมื่อองค์กรต้านโกงให้คะแนนคุณประยุทธ์ 100% เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนสังเกตการณ์การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ องค์กรย่อมมีวิสัยทัศน์พอจะรู้ว่าความโปร่งใสบนการมีส่วนร่วมของประชาชนคือเงื่อนไขป้องกันการโกงที่ดีที่สุด

เช่นเดียวกับควรรู้ต่อไปว่ารัฐบาลนี้ปฏิเสธการตรวจสอบทุกระดับอย่างสิ้นเชิงภายใต้กติกาที่คณะรัฐประหารยัดเยียดให้กับประเทศนี้หลังปี 2557 สภาไม่มีการตรวจสอบรัฐบาลแม้แต่ครั้งเดียว

กลไกกรรมาธิการที่จะตรวจสอบรัฐมนตรีหรือข้าราชการพินาศไปหมด

การยื่นญัตติซักฟอกรัฐมนตรีไม่เคยเกิดขึ้น

และสถาบันการเมืองทั้งหมดเป็นแค่พิธีกรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล

หลังรัฐประหาร 2549 นักวิชาการบางคนบอกว่าสถาบันแห่งความยุติธรรมยุ่งการเมืองถึงขั้นเป็น Kangaroo หรือ "กำมะลอ" ที่ละเลยหลักกฎหมายและความยุติธรรม

แต่ที่จริงเราอาจใช้แนวคิดนี้เรียกสภายุค คสช.เป็น Kangaroo Parliament หรือ "สภากำมะลอ" ที่ประชาชนไร้ส่วนร่วมจนสภาไม่ตรวจสอบรัฐบาลได้เช่นกัน องค์กรต้านโกงจะมีคุณูปการต่อสังคมอีกเยอะ

หากยกระดับจากการขอมีส่วนร่วมกับรัฐในการสังเกตการณ์การจัดซื้อจัดจ้างเป็นการผลักดันให้อำนาจรัฐยอมรับการตรวจสอบจากคนทุกฝ่าย ไม่อย่างนั้นองค์กรก็เสี่ยงจะถูกมองว่าชื่นชมคุณประยุทธ์เพราะเปิดทางให้องค์กรมีบทบาทที่คนกลุ่มอื่นในสังคมไม่มี

องค์กรต้านโกงประสบความสำเร็จในการเป็นพันธมิตรกับอำนาจรัฐแน่ๆ

แต่สี่ปีที่ผ่านมาองค์กรแทบไม่ได้ทำอะไรเพื่อหยุดยั้งไม่ให้การตรวจโกงของอำนาจรัฐเป็นแค่การตรวจสอบกันเองของคนพวกเดียวกัน

อาจมีคำอธิบายว่าองค์กรต้านโกงมีบทบาทแบบนี้เพราะเน้นการ "เข้าไปวางรากฐาน" ไม่ให้เกิดการโกงในภาครัฐและเอกชน

แต่ที่จริงการวางรากฐานนั้นสามารถทำคู่ขนานกับการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มงวด และองค์กรควรปฏิบัติต่อรัฐบาลคุณประยุทธ์แบบที่ทำกับรัฐบาลจากการเลือกตั้งก่อนปี 2557 เหมือนกัน องค์กรต้านโกงระบุว่าปี 2554-2557 เป็นยุคของการปลุกระดมเพื่อสร้างกระแสต้านโกง

แต่ทำไมการปลุกกระแสนี้ในยุครัฐบาลทหารถึงเงียบหายไปหมด หรือกระแสต้านโกงเป็นภารกิจที่องค์กรจะเลือกทำเฉพาะในยุคที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ไม่ทำอะไรเลยในยุคที่กองทัพได้อำนาจรัฐมาด้วยกระบอกปืน? ทั้งที่ประเทศไม่มีการเลือกตั้งมาแล้วสี่ปี

องค์กรต้านโกงก็สื่อสารกับสังคมโดยโจมตี ส.ส.ด้วยวาทกรรม "โจรใส่สูท" ราวทุกคนที่มาจากการเลือกตั้งคือโจรไปหมด แม้จะไม่เคยพูดแบบนี้กับรัฐบาลนี้และคนของรัฐบาลในสภาต่างๆ ที่ทุกคนล้วนเป็น "นักการเมือง" ซึ่งมีโอกาสหาประโยชน์จากอำนาจรัฐได้เช่นกัน

การพูดแต่อาชญากรรมของ "โจรใส่สูท" แต่ไม่แตะต้องอาชญากรรมจาก "โจรสีเขียว" หรือ "โจรสีกากี" ทำให้การต้านโกงไม่ต่างจากการเลือกปฏิบัติว่าจะต้านโกงเฉพาะกับบางฝ่าย

จนแม้แต่โฆษณาประเภท "อย่าให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม" ก็หายไป จนมีข่าวเลือกตั้งปี 2562 จึงกลับมาโจมตีนักการเมืองอีกที

พูดตรงๆ นอกจากเรื่องนาฬิกาหรูของคุณประวิตร องค์กรต้านโกงแทบไม่เคยพูดเรื่องที่สังคมสงสัยกรณีหลานคุณประยุทธ์ได้งานกองทัพภาคต่อเนื่อง, การขุดลอกคูคลองขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, งบฯ กลาโหมที่สี่ปีเพิ่มขึ้น 18% จนแทบเป็นงบลับ หรือแม้แต่การยกงานรถไฟความเร็วสูงให้จีนโดยไม่มีการประมูล

องค์กรต้านโกงระบุว่ารัฐบาลก่อนปี 2557 ไม่จริงใจในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจนประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐที่ดำเนินคดีต่างๆ อย่างล่าช้า

แต่คำวิจารณ์นี้ไม่ปรากฏเลยในเวลาที่รัฐบาลหลังปี 2557 ทำลายการมีส่วนร่วมทั้งหมดจนเกิดคดีล่าช้าอย่าง GT200 และโรงพักร้างที่อื้อฉาวในปัจจุบัน

ขณะที่องค์กรต้านโกงกระตือรือร้นในการเร่งรัดให้ ป.ป.ช.ทำคดีจำนำข้าว องค์กรแทบไม่พูดอะไรเรื่อง ป.ป.ช.ทำคดี GT200 ไม่คืบหน้า ทั้งๆ ที่ประธานอนุฯ สอบสวนเคยบอกในปี 2556 ว่ามีหลักฐานพร้อมแล้ว จน ป.ป.ช.ชุดใหม่เข้ามาพร้อมกับสร้างวาทกรรมว่าสอบสวนช้าเพราะ GT200 เหมือนพระเครื่องในแง่จิตใจ

ไม่มีใครทราบว่าการที่รัฐบาลทหารตั้งประธานองค์กรอย่างคุณประมนต์เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปนั้นส่งผลให้การทำหน้าที่ต้านโกงเบี่ยงเบนหรือไม่

แต่บทบาทองค์กรที่ช่วงก่อนปี 2557 เคยเป็น "พลเมืองตื่นรู้" หรือ Active Citizen กลับเป็นพันธมิตรเฉื่อยชา หรือ Passive Partnership กับผู้มีอำนาจอย่างไม่ควรเป็น

ถ้าไม่อยากให้งานต้านโกงถูกมองว่าเป็น กองเชียร์ สิ่งที่องค์กรต้องสร้างคือระยะห่างกับรัฐบาลทหารอย่างที่เคยมีกับรัฐบาลในอดีต การเป็นพันธมิตรกับรัฐไม่ควรหมายถึงการรับเงินเดือนในองค์กรการเมืองเฉพาะกิจของรัฐ

การสยบยอมอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้ และการไม่ตรวจสอบรัฐบาลทหารแม้แต่นิดเดียว การร่ำรวยผิดปกติเป็นหนึ่งในเรื่องโกงที่กฎหมายไทยบังคับให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องพิสูจน์ว่าทรัพย์สินของตัวเองนั้นมีที่มาอย่างไร

และแน่นอนว่าองค์กรต้านโกงย่อมรู้เหมือนประชาชนรู้ว่าผู้มีอำนาจและ "ข้าราชการผู้ใหญ่" ยุคนี้หลายคนมีทรัพย์สินหลายร้อยล้านจนเกินกว่าเงินเดือนข้าราชการเกษียณอายุทั่วไป

องค์กรต้านโกงอยู่ไหนในการตรวจสอบความร่ำรวยของผู้มีอำนาจยุคนี้

นายพลที่มีอำนาจรัฐแล้วเคยขายที่ดินกับเจ้าสัวประชารัฐมูลค่าหกร้อยล้านนั้น "ปกติ" หรือไม่

คำชี้แจงที่ ป.ป.ช.ฟังแล้วรับได้นั้นไม่ควรเป็นบรรทัดฐานที่องค์กรต้านโกงยอมรับ เว้นเสียแต่จะเห็นว่าการเข้าถึงรัฐบาลคือเป้าหมายของงานต้านโกง

ต้านโกงแตกต่างจากการปราบโกงจริงๆ ปฏิบัติการต้านโกงไม่ใช่การจัดอีเวนต์ต้านโกงให้รัฐ

และงานต้านโกงไม่ควรเป็นแค่การถ่ายรูปคู่กับนายกฯ ที่คนทั้งประเทศตรวจสอบไม่ได้โดยสิ้นเชิง

บทบรรณาธิการ: กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ถึงเวลาต้องทบทวน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

เป็นการวัดใจ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่รับทราบหลักการจัดทำคำขอเพื่อยื่นขอรับงบประมาณจากกองทุนฯสำหรับงบประมาณปี 2561 (เพิ่มเติม) ภายใต้กลุ่ม โครงการ "ไทยนิยม ยั่งยืน" วงเงิน 5,200 ล้านบาท และงบประมาณ ปี 2562 วงเงิน 10,448 ล้านบาท และการประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้ อนุมัติคำขอแต่อย่างใด โดย พล.อ.อ.ประจิน ต้องการให้รอ ผลการตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการบริหารและการใช้เงินกองทุนอนุรักษ์ฯ ดังกล่าว และขีดเส้นให้รายงานผลในวันที่ 21 ก.ย.นี้ ต่อนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณของกองทุนฯ จนกระทั่งนำมาสู่การลงนามโดยนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อแต่งตั้งนางสาวนันธิกา ทังสุพานิช รองปลัดกระทรวงพลังงาน ให้เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ การใช้งบประมาณกองทุนฯ แต่ต่อมานางสาวนันธิกาลาออก เพราะนั่งเป็นกรรมการในคณะทำงานกลั่นกรองงบฯอยู่แล้ว และเพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องการปฏิบัติงานทับซ้อนและอาจมีส่วนได้เสียต่อการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องการให้เกิดความโปร่งใสในการทำงาน จึงได้ตั้งนางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณกองทุนฯ แทน

ตลอดสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ได้มีการพิจารณากลั่นกรองโครงการที่จะเสนอให้ พล.อ.อ.ประจิน พิจารณา โดยในที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารฯ มีหลายข้อเสนอ ที่จะตัดโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลาย โครงการ เพื่อไม่ให้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ ซึ่งมี ผู้เสนอว่าไม่ควรสนับสนุนเทคโนโลยีที่มีการที่มีการใช้แพร่หลายเชิงพาณิชย์แล้ว ได้แก่ เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ แผงแสงอาทิตย์-On Grid รวมถึงโครงการเปลี่ยนหลอดไฟแอลอีดีที่เคยอนุมัติโครงการลักษณะนี้มาหลายปี และเป็นการปรับเปลี่ยนหลอดไฟที่ทำให้ประหยัดพลังงานถึง 50% ในขณะที่ การใช้เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 30%

กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ถูกจัดตั้งขึ้นมา ตาม พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 เพื่อเป็น เครื่องมือในการกำหนดมาตรการกำกับดูแลและส่งเสริม ให้มีการใช้ พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นกองทุน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขึ้น เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน และเป็นเงินช่วยเหลือ หรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับ การอนุรักษ์พลังงานให้กับภาครัฐและภาคเอกชน และเงิน แต่ละปีที่มีวงเงินสูงทำให้มีการตั้งสำนักงานบริหารกองทุน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อบริหารแทนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และเมื่อการพิจารณา งบยังมีปัญหาร้องเรียน อาจจะจะต้องมีการเพิ่มกลไกควบคุมการอนุมัติงบอุดหนุนที่มีนับหมื่นล้านบาทต่อปี

ไทยโพสต์: เมื่อ สนช.ไม่ช่วยกลั่นกรอง ก็เป็นหน้าที่ของประชาชน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ที่เพิ่งผ่านความเห็น ชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) น่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฉบับสุดท้ายแล้วที่ สนช.ชุดนี้จะพิจารณา หาก ไม่เกิดการพลิกผันจนทำให้ไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วง ก.พ.-พ.ค. ปี 2562

โดยการประชุม สนช.เมื่อ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าการแสดงความเห็นของ สนช. เพื่อท้วงติง ซักถามการพิจารณางบประมาณดังกล่าวที่มีวงเงิน 3 ล้านล้านบาท สื่อรายงานไว้ว่าแทบไม่มี สนช.ให้ความสำคัญซักถามกันมากนัก กับรายละเอียดกรอบวงเงินของกระทรวงต่างๆ ที่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่มี รมว.คลังเป็นประธาน

ไม่ว่าจะเป็น งบกระทรวงกลาโหมที่มีวงเงินงบประมาณ 117,583,067,200 บาท, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์งบประมาณ 25,476,695,800 บาท, กระทรวงมหาดไทยงบประมาณ 43,927,994,000 บาท และกระทรวงศึกษาธิการงบประมาณ 297,355,867,200 บาท รวมถึงงบประมาณในส่วนของกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 45,340,757,500 บาท ที่มีการตั้งงบประมาณในส่วนกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 40,000 ล้านบาท ก็ไม่มี สนช.ติดใจสอบถามเช่นกัน จนสุดท้ายที่ประชุม สนช.ใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงก็ให้ความเห็นชอบ

เรื่องดังกล่าวมีข้อท้วงติงจากบางฝ่าย เช่น นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นไว้ว่า เท่าที่ฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชน รู้สึกอึดอัดและต้องการให้มีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณว่าเป็นไปเพื่อประชาชนทั้งประเทศหรือเพียงเพื่อหมู่คณะของ คสช.เท่านั้น ซึ่งงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท สูงที่สุดนับแต่มีประเทศไทย แต่ข่าวการคอร์รัปชันก็มากที่สุดนับแต่มีรัฐบาลมาตั้งแต่ พ.ศ.2475 โดยระบุว่า คสช.ควรคำนึงว่า แม้คณะ คสช.จะยิ่งใหญ่ มีอำนาจสูงสุด แต่อำนาจก็เหมือนยาทั่วไป ที่ต้องมีวันหมดอายุ เมื่อหมดอำนาจ หากจัดสรรงบประมาณไม่เที่ยงธรรม เช่น บอกว่าเห็นใจคนจน รักคนจน ให้คนจนคนละ 200 บาท แล้วเอาเงินแผ่นดินให้เจ้าสัวทีละ 200 ล้านบาท ระวังจะไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือนนายทักษิณ ชินวัตร ส่วน สนช.ที่ไม่กล้าอภิปรายเพราะ สนช.ทั้งหลายคือลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของ คสช. แล้วใครจะกล้าตัดงบประมาณของเจ้านายผู้มีพระคุณ หากพูดไม่เข้าหูหรือนั่งหลับในที่ประชุม อาจอดเป็น ส.ว.แต่งตั้งสมัยหน้าได้ง่ายๆ สนช.จึงไม่ใช่เพียงแค่เป็นสภาตรายางหรือสภาฝักถั่วเท่านั้น เพราะ สนช.ปัจจุบันไม่แตกต่างอะไรกับผ้าเช็ดท็อปบูตให้แวววาวดูอร่ามงามสะอาดตา

ขณะที่นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ทัศนะว่า เป็นกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ขาดการมีส่วนร่วม และไม่ได้เกิดจากความเห็นชอบของประชาชนผ่านผู้แทนอันชอบธรรม ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการกำหนดงบประมาณและการเก็บภาษี สนช.ไม่ได้ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายงบประมาณ จึงมีฐานะเป็นเพียงสภาตรายางให้ คสช.เท่านั้น จึงเสนอว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งควรเข้ามาทบทวนและแก้ไขงบประมาณปี 2562 เสียใหม่ เนื่องจากพบว่าการจัดสรรงบประมาณปี 2562 มีสิ่งที่ต้องแก้ไขหลายประการด้วยกันกับการตั้งงบประมาณรายจ่ายสูงถึง 3 ล้านล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยงของวิกฤติฐานะการคลังในอนาคต

เมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ผ่าน สนช.มาแล้ว ต่อจากนี้ก็รอการประกาศใช้เป็นกฎหมาย สิ่งที่ทำได้ต่อจากนี้ก็คือการที่หน่วยงานต่างๆ จะต้องใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส สุจริต เกิดความคุ้มค่าสัมฤทธิผล ไม่เปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน แสวงหาผลประโยชน์ ขณะเดียวกันองค์กรต่างๆ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมถึงองค์กรต่างๆ และประชาชน ก็ควรต้องร่วมกันตรวจสอบติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณของทุกกระทรวงอย่างเข้มข้นเพื่อให้เงินแผ่นดินดังกล่าวไม่รั่วไหล.

คอลัมน์ มิติเศรษฐกิจ: การธนาคาร เพื่อความยั่งยืน (2) - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

วิรไท สันติประภพ

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่สะท้อนถึงความไม่ใส่ใจของเรา ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เมื่อไม่นานมานี้มีรายงาน ที่ชี้ว่าประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นที่ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์แห่งใหม่ของโลก หรือการที่สารกำจัดวัชพืชบางชนิดยังถูกใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย ทั้งๆ ที่ถูกห้ามใช้ในหลายประเทศทั่วโลก

เรื่องที่ 4 ปัญหาคอร์รัปชั่นการคอร์รัปชั่นอย่างแพร่หลายเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ฉุดรั้งประเทศไม่ให้ก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว การติดสินบนและ การเอื้อพวกพ้องเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินชีวิตของพวกเราทุกคนแพงขึ้น และสร้างความบิดเบือนให้กับระบบเศรษฐกิจ นโยบายที่มุ่งหวังเพียงผลทางการเมือง หรือมุ่งเพียงแค่หาผลประโยชน์ส่วนตนโดยขาดความรับผิดชอบ จะสร้างภาระให้คนในช่วงอายุต่อไป ทำให้คนไทยในอนาคตขาดทรัพยากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาและการดำรงชีพ แม้ว่าเราจะร่วมกันรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่สถานการณ์เรื่องนี้กลับไม่ดีขึ้น

ในภาคการเงินก็มีพฤติกรรมหลายอย่างที่เข้าข่ายการฉ้อฉลคอร์รัปชั่น เช่น การใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตัว การปั่นหุ้น การฟอกเงิน หรือการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้แก่ลูกค้าโดยไม่ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา พฤติกรรมฉ้อฉลคอร์รัปชั่นเหล่านี้ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลในภาคการเงิน รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยต้องยกระดับการกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาลและจรรยาบรรณของกรรมการและผู้บริหารสถาบันการเงินและการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม

"เราปล่อยให้ปัญหาต่างๆ มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?" ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรามักคิดเอาเองว่าจะมีคนอื่นลุกขึ้นมาแก้ปัญหา หรือไม่ก็คิดว่าการแก้ปัญหาเหล่านี้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของคนอื่น แต่แท้ที่จริงแล้วปัญหาเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพวกเราทุกคน ไม่ใช่ความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องร่วมมือกันแก้ไข

ผมคิดว่าพวกเราในภาคการเงินการธนาคารมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมในวงกว้าง เพราะภาคการเงินการธนาคารทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ คือ "ทรัพยากรทางการเงิน" (หรือ "ทุน") แม้ว่าที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นพัฒนาการที่ดีในหลายเรื่อง แต่ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่เราสามารถช่วยกันทำ และต้องทำให้มากขึ้นด้วย เพื่อที่จะสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้สังคมไทยพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อลดปัญหาการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม ลดพฤติกรรมฉ้อฉลคอร์รัปชั่น และร่วมกันรักษา สิ่งแวดล้อม

การนำหลักคิดเรื่องความยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในภาคการเงินการธนาคาร ไม่ใช่เพียงเพื่อจะช่วยแก้ปัญหา ของส่วนรวมและนำพาพวกเราไปสู่สังคมที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่จะยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่สถาบันการเงินที่นำหลักคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจในหลายมิติด้วย อาทิ

มิติแรก แนวคิดเรื่องความยั่งยืนและการมองไกลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว การที่ ทั่วโลกให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องความยั่งยืนได้ส่งผลให้สังคมมีความคาดหวังสูงขึ้นต่อคุณภาพของสินค้าและบริการ ตลอดจนมาตรฐานเรื่องต่างๆ สถาบันการเงินใดที่นำแนวคิดเรื่องความยั่งยืนไปประยุกต์ใช้ก่อนก็จะสามารถตอบโจทย์ความคาดหวังที่สูงขึ้นของสังคมและลูกค้าได้เร็วกว่าคนอื่น และจะกลายเป็นผู้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่จะมีผลต่อรูปแบบการทำธุรกิจในอนาคต จะสามารถทำธุรกิจได้อย่างเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในหลายมิติ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง

มิติที่สอง สถาบันการเงินที่บริหารธุรกิจตามหลักความยั่งยืนจะสามารถดึงดูดและรักษาคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถให้มาร่วมงานด้วยได้ดีกว่ามาก โดยเฉพาะคนรุ่น Millennial ซึ่งชอบที่จะทำงานในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และสร้าง Impact ให้แก่สังคม สำหรับคนรุ่นใหม่แล้วความพึงพอใจจากการทำงานไม่ได้มีเพียงผลตอบแทนในรูปตัวเงินเท่านั้น แต่จะต้องรวมถึงผลที่เกิดขึ้นต่อสังคมส่วนรวมด้วย

มิติที่สาม การนำหลักคิดเรื่องความยั่งยืนมาใช้ จะเพิ่มโอกาสให้สถาบันการเงินเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดีขึ้น พัฒนาการของตลาดทุนโลกในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า การลงทุนของกองทุนและสถาบันต่างๆ จะนำ มิติด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะการปฏิบัติดีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มาประกอบการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ประเมินกันว่าการลงทุนมากกว่า 1 ใน 4 ของสินทรัพย์ทั่วโลกขณะนี้เป็นการลงทุนที่ใช้เกณฑ์ด้านความยั่งยืน (ESG-Environment, Social, and Governance principles) ประกอบการตัดสินใจ

เวลานี้ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนที่เป็นผู้นำผู้กำหนดนโยบายและ ผู้บริหารสถาบันการเงิน ว่าจะนำหลักคิดเรื่องความยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจมากน้อยเพียงใด

สุดท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ให้ร่วมกันคิดและพิจารณาเรื่องต่างๆ อย่างรอบคอบและรอบด้าน มุ่งมองผลในระยะยาว และที่สำคัญบริหารธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ลงมือช่วยกันทำใน สิ่งที่พวกเรามีศักยภาพจะทำได้ ให้ปรากฏผลที่เป็นรูปธรรม เพื่อที่ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะได้ไม่ต้องมาตั้งคำถามว่า "เราปล่อยให้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร"

ธนาคารแห่งประเทศไทยหวังว่าจะได้ร่วมเดินทางกับทุกท่านบนเส้นทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่ออนาคตของคนไทยรุ่นต่อไป

เสียเพราะนาฬิกา - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

การตรวจสอบนาฬิกาหรูของ "บิ๊กป้อม" ที่ยื้อกันมาหลายยก ล่าสุดเลขาฯ ป.ป.ช. บอกจะมีความชัดเจนเรื่องซีเรียลนัมเบอร์ของนาฬิกาแต่ละเรือนในช่วงเดือนตุลาคม จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนสรุปเรื่องส่ง ป.ป.ช. ชี้ขาดว่าจะตั้งข้อกล่าวหาเพื่อสอบเอาผิดต่อหรือแทงเรื่องทิ้ง เมื่อดูตามเงื่อนเวลาแล้วบทสรุปน่าจะออกมาช่วงปลายปี ซึ่งจะพอเหมาะพอดีกับการปลดล็อกพรรคการเมืองให้หาเสียงเลือกตั้ง แน่นอนว่าฝ่ายการเมืองจะนำเรื่องนี้ไปขยี้ในเวทีหาเสียงซึ่งกระทบไปถึงคะแนนนิยมของ "บิ๊กตู่" ที่ได้รับเสียงเชียร์ให้ต่อวีซ่านั่งเก้าอี้นายกฯ เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ใช้เล่นกับความรู้สึกของประชาชนได้ไม่ว่า ป.ป.ช. จะชี้ขาดออกมาอย่างไร

กรณีตรวจสอบการครอบครองนาฬิกาหรูของ "บิ๊กป้อม" พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เลื่อนสรุปผลสอบมาหลายยกแล้ว

ความคืบหน้าล่าสุดจากปากคำของนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. บอกว่าภายในเดือนตุลาคมนี้จะมีความชัดเจน แต่เป็นเพียงความชัดเจนเรื่องซีเรียลนัมเบอร์ของนาฬิกาแต่ละเรือนที่ประสานขอไปยังบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ

ความชัดเจนที่ว่าเป็นไปได้หลายทาง ทั้งได้ซีเรียลนัมเบอร์มาครบทุกเรือน ได้บ้างไม่ได้บ้าง หรือไม่ได้มาเลย

เมื่อผ่านขั้นตอนตรงนี้แล้วทีมตรวจสอบเรื่องนี้ในเบื้องต้นก็ต้องใช้เวลานำข้อมูลที่ได้ไปเชื่อมโยงกับข้อมูลที่มีมาก่อนหน้านี้ ก่อนจะสรุปเรื่องชงให้ ป.ป.ช. พิจารณาว่าจะไปต่อด้วยการแจ้งข้อกล่าวหา หรือจบแค่นี้เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

กว่าจะได้ข้อสรุปสุดท้ายว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือแทงเรื่องทิ้งก็น่าจะกินเวลาไปถึงช่วงปลายปี ซึ่งจะพอเหมาะพอดีกับการปลดล็อกพรรคการเมืองให้หาเสียงก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

ประเด็นคือหาก ป.ป.ช. สรุปเรื่องนาฬิกาหรูช่วงนั้นไม่น่าจะส่งผลดีต่อคะแนนนิยมของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้รับเสียงเชียร์ให้ต่อวีซ่านั่งเก้าอี้นายกฯเพื่อสานงานต่อให้สะเด็ดน้ำ

แม้ "บิ๊กตู่" ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนาฬิกาหรูโดยตรงแต่ไม่พ้นได้รับผลกระทบ ไม่ว่า ป.ป.ช. จะสรุปด้วยการแจ้งข้อกล่าวหาหรือแทงเรื่องทิ้งเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอตั้งข้อกล่าวหา

สรุปด้วยการแจ้งข้อกล่าวหาต่อ "บิ๊กป้อม" ก็กระทบ "บิ๊กตู่" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และเป็นน้องรักของ "บิ๊กป้อม" ที่ประกาศเป็นผู้นำต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งประเด็นนี้จะถูกฝ่ายการเมืองนำไปขยี้ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งแน่นอน

สรุปด้วยการแทงเรื่องทิ้งเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะตั้งข้อกล่าวหาต่อ "บิ๊กป้อม" ก็ไม่พ้นถูกฝ่ายการเมืองนำไปขยี้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะถ้าแทงเรื่องทิ้งจะสวนทางกับความรู้สึกของประชาชน

เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือความถูกผิดแต่อย่างใด

เมื่อเป็นเรื่องที่ใช้ความรู้สึกตัดสิน แน่นอนว่าย่อมมีผลต่อการตัดสินใจกาบัตรเลือกตั้งด้วยว่าหนึ่งเสียงที่มีอยู่ในมือจะมอบให้กับผู้สมัคร ส.ส. จากพรรคการเมืองใด

หาก "บิ๊กตู่" เลือกทางเดินบนถนนสายการเมืองด้วยการเอาชื่อไปใส่ไว้ในบัญชีผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง พรรค การเมืองที่มีชื่อ "บิ๊กตู่" โชว์อยู่ก็ย่อมแบกรับความเสี่ยงที่จะไม่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนไปด้วย

เรื่องการครอบครองนาฬิกาหรูของ "บิ๊กป้อม" จึงไม่ใช่เรื่องของ "บิ๊กป้อม" เพียงผู้เดียว แต่เกี่ยวโยงและส่งผลกระทบไปถึงเรื่องอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอนาคตทางการเมืองของ "บิ๊กตู่" และเรื่องความน่าเลื่อมใสศรัทธาในการทำงานของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช.

(สมศักดิ์ ไม้พรต-รายงาน)

"เมื่อเป็นเรื่องที่ใช้ความรู้สึกตัดสินย่อมมีผลต่อการตัดสินใจกาบัตรเลือกตั้งว่าหนึ่งเสียงที่มีจะให้กับผู้สมัครพรรคใด"

เปิด4พฤติการณ์โกง...โครงการจัดซื้อจัดจ้างชายแดนใต้ - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

ปฏิบัติการตรวจสอบความไม่โปร่งใสครั้งใหญ่ในโครงการก่อสร้างของสำนักงานชลประทานจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย "สำนักงาน ป.ป.ท." ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ของการสร้างธรรมาภิบาลของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ปลายด้ามขวาน หลังจากถูกละเลยและซุกปัญหาไว้ใต้พรมมาเนิ่นนาน

ที่ผ่านมามีความพยายามขององค์กรตรวจสอบในพื้นที่ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนบางแขนง ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแบบไร้การตรวจสอบถ่วงดุลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ขณะที่ในฝั่งของทหาร และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็ถูกตรวจสอบอยู่บ้างในเรื่องเม็ดเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลที่ทุ่มลงไป แต่กลับไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนมากพอ

นอกเหนือจากนั้นก็เป็นปัญหาการหักเบี้ยเลี้ยงกำลังพล ซึ่งมีทั้งโดยสุจริต และไม่ค่อยจะสุจริต แต่การตรวจสอบก็ไม่เป็นระบบเท่าที่ควร...

สำหรับ ศอ.บต. หน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยถูกตรวจสอบโครงการใหญ่ๆ ที่ใช้งบสูงๆ หลายโครงการ เช่น โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล 1 ตำบล 1 สนาม, โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์มัสยิด 300 ปีที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส, โครงการติดตั้งเสาไฟและโคมโซลาร์เซลล์พันล้าน และล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้คือ "ตู้กรองน้ำครึ่งล้าน" ที่ตกเป็นข่าวเกรียวกราว มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่เอง แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ มากที่สุดก็แค่ยุติการจัดซื้อลอตใหม่ อย่างกรณีของตู้กรองน้ำเลี่ยมทอง

แต่ปฏิบัติการของ ป.ป.ท. กำลังนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาและสอบสวนทางวินัยกับข้าราชการและบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับการลุยตรวจสอบทุจริตของ ป.ป.ช.จังหวัด ที่เริ่มชงเรื่องให้ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ชี้มูลความผิดทั้งคดีอาญาและทางวินัยไปบ้างแล้วเช่นกัน

หลายฝ่ายวาดหวังว่าท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงที่เริ่มลดระดับลง จะส่งผลให้การขับเคลื่อนในประเด็นการตรวจสอบทุจริตเดินหน้าต่อไป โดยมีภาคประชาสังคมร่วมแรงร่วมใจทำไปพร้อมกัน และรัฐบาลมองเห็นความสำคัญด้วยการประกาศให้เป็น "วาระแห่งชาติ" ควบคู่ไปกับการสร้างสันติภาพผ่านกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข

เพราะบ้านเมืองจะสุขสงบ ปราศจากความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำไปไม่ได้เลย หากยังมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นมโหฬารปรากฏอยู่ดาษดื่นทั่วไป

สาเหตุของความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ มาจากเหตุปัจจัยที่สำคัญอย่างน้อยๆ 3 ประการ คือ

1.ช่องโหว่ที่เกิดจากภาครัฐเอง เพราะมีการยกเว้นการบังคับใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ ไม่ต้องเปิดประกวดราคาในโครงการจัดซื้อจัดจ้างเกือบทุกประเภท ซึ่งเป็นเจตนาดีของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าคงไม่มีผู้รับเหมาจากที่ไหนกล้าเข้าไปแข่งขันราคา เนื่องจากในพื้นที่มีสถานการณ์ความไม่สงบ แต่นั่นได้กลายเป็นช่องว่างให้ข้าราชการหัวใส ทำกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบไม่โปร่งใส ฮั้วกันกับบริษัทเอกชนในเครือข่าย แบ่งผลประโยชน์กันลงตัวแทบทุกโครงการ

2.องค์กรตรวจสอบจากส่วนกลางไม่กล้าลงพื้นที่เนื่องจากปัญหาความรุนแรง ทำให้หน่วยราชการทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นย่ามใจ จับมือกับผู้รับเหมาหากำไรจากโครงการก่อสร้างกันอย่างไม่เกรงใจประชาชน ส่งผลให้งานก่อสร้างที่ตรวจรับงานและเบิกงบกันไปหมดแล้ว มีปัญหาผิดสเปก ผิดแบบแทบทุกจุด ทุกโครงการ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือโครงการของสำนักงานชลประทานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ ป.ป.ท.กำลังตรวจสอบกันอยู่

ข้อมูลที่เล่าต่อๆ กันมาแต่ทุกฝ่ายยืนยันตรงกันว่าจริง ก็คือตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากองค์กรตรวจสอบหลายองค์กร นั่งตรวจแบบแปลนก่อสร้าง และเซ็นแบบอยู่ที่โรงแรมหรูใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เท่านั้น ไม่เคยเข้าพื้นที่เลยสักครั้ง อาคารของหน่วยงานบางแห่งสร้างไม่ครบจำนวนชั้นตามที่กำหนดในแบบด้วยซ้ำไป เช่น แบบกำหนดไว้ 3 ชั้น สร้างจริงแค่ 2 ชั้น ฯลฯ

3.การแอบแฝงสร้างสถานการณ์ความไม่สงบของกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อหวังให้งบประมาณลงพื้นที่ของตัวเอง เช่น กรณีที่เคยมีการจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุเผาสถานที่ราชการได้ ปรากฏว่ารับจ้างมาจากนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอาชีพเป็นผู้รับเหมาอีกที

จากช่องโหว่ 3 ประการ นำมาสู่บทวิเคราะห์ขององค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช.จังหวัด ที่สรุปรายงานส่งไปยังหน่วยเหนือ จาระไนพฤติการณ์ความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการของทุกหน่วยงานในพื้นที่ ถึง 4 พฤติการณ์ด้วยกัน ได้แก่

1.บริษัทเอกชนที่ได้เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ จะเสนอราคาต่ำกว่าหรือเท่ากับราคากลาง ขณะที่บริษัทอื่นที่เข้าร่วมเสนอราคาด้วย เรียกว่า "บริษัทคู่เทียบ" จะเสนอราคาสูงกว่าราคากลางเสมอ (พฤติการณ์ฮั้ว)

2.โครงการประเภทงานก่อสร้าง บริษัทผู้รับเหมาในแต่ละพื้นที่จะเสนอราคาแบบสลับกัน เพื่อกระจายการได้เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ ลักษณะคล้าย "แบ่งเค้ก" กัน เช่น โครงการ A บริษัท ก. เสนอราคาต่ำสุด ส่วนบริษัทที่เหลือจะเสนอราคาสูงกว่าเสมอ แต่พอเป็นโครงการ B ในพื้นที่เดียวกัน บริษัท ก.จะเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง เพื่อสลับให้บริษัท ข. หรือบริษัทอื่นในเครือข่ายเดียวกันเสนอราคาต่ำกว่าบ้าง (พฤติการณ์ฮั้ว)

3.โครงการประเภทจัดซื้อในวงเงินงบประมาณสูงๆ บริษัทที่ได้เป็นคู่สัญญามักไม่ใช่ผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่ แต่จะเป็นบริษัทจากนอกพื้นที่ที่มีความสนิทสนมหรือใกล้ชิดกับข้าราชการระดับสูงของหน่วยงานที่จัดซื้อจัดจ้าง โดยบริษัทเหล่านี้จะเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย ส่วนบริษัทอื่นที่ร่วมเสนอราคา เรียกว่า "บริษัทคู่เทียบ" จะเสนอราคาสูงกว่าราคากลางเสมอ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว บริษัทเหล่านี้ไม่มีทางได้งาน แต่เสนอเพื่อให้องค์ประกอบการจัดซื้อจัดจ้างแบบ "สอบราคา" โดยไม่ต้อง "ประกวดราคา" ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (พฤติการณ์แบ่งผลประโยชน์ระหว่างข้าราชการระดับสูงกับบริษัทเอกชนในเครือข่าย)

และ 4.ร้อยทั้งร้อยของโครงการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินงบประมาณเกิน 1 แสนบาท จะใช้การ "จัดจ้างวิธีพิเศษ" โดยไม่มีการประกวดราคาเลย (พฤติการณ์ใช้ช่องโหว่ของระเบียบกฎหมายหาประโยชน์)

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ขยะที่ถูกซุกไว้ใต้พรม ในเงาทะมึนของความรุนแรงที่ปลายด้ามขวาน แต่มันคืออุตสาหกรรมการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 14 ปี จนกลายเป็นคำถามคาใจของผู้คนในสังคมมานานว่า นี่หรือเปล่าที่ทำให้ไฟใต้ไม่ดับมอดลงเสียที ?!?