You are here

CG and corruptions News - 8 August 2017

คลังเชื่อธปท.คุมบาทได้ เดินหน้าแก้ กม.หลักทรัพย์ เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. - ข่าวหุ้น

'มีชัย'ย้ำแยกเบอร์ป้องกันซื้อเสียงแก้ครหาพรรคส่ง'เสาไฟฟ้า' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

สกสค.ตัดสินใจร่วมทุนหนองคายน่าอยู่ 'หมอธี'ระบุตรวจสอบแล้วไม่พบทุจริต - ไทยโพสต์

มติสมาพันธ์ชาวพุทธฯจี้ปลด"พงศ์พร" แฉเป็นผอ.พศ.แต่ทำงานไม่สนมหาเถรฯ เตรียมชงเรื่องยื่น"ออมสิน" - ไทยรัฐ หน้า 6

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12: 'ชั่วโคตร'ขาวสะอาด - มติชน

'ธัมมชโย' หนี - 'ธวัชชัย' ตาย! เขย่าความเชื่อมั่น 'ดีเอสไอ' - ไทยโพสต์

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: มรดกบาป คดีโกงรถดับเพลิงของระบอบทักษิณ - แนวหน้า

แสนปม ล้านเงื่อน สภาใหม่สร้างเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จ - มติชน

ไทยรัฐ: ตรวจข้าวอย่างโปร่งใส - ไทยรัฐ

ศาลสวิสไม่รับคำร้องคู่แข่งปธ.ไอบ้า - สยามกีฬา

คลังเชื่อธปท.คุมบาทได้ เดินหน้าแก้ กม.หลักทรัพย์ เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

รมว.คลัง ระบุบาทแข็งค่ามั่นใจแบงก์ชาติดูแลได้ ส่วนการแก้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ต้องการเพิ่มอำนาจให้กับคระกรรมการ ก.ล.ต. เข้าไปจัดการปัญหาต่างๆ ใน บจ.ได้ เช่น ความขัดแย้งของผู้บริหาร

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากกรณีที่ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าที่สุดในภูมิภาค มั่นใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จะดูแลได้ และไม่ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าที่ควร

ขณะที่ภาคการส่งออกนั้น ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นไม่ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากผู้ประกอบการได้ทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว ประกอบกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะมีธุรกิจสองขา คือ การนำเข้า และส่งออก ซึ่งถือว่าเป็นการทำประกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ ขณะที่ผู้ส่งออกที่ใช้ผลผลิตในประเทศเป็นหลัก หรือรายเล็ก จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเป็นต้นทุนของธุรกิจ

“หากไม่สามารถทำประกันความเสี่ยงได้โดยธรรมชาติ มันก็ต้องทำเฮดจิ้งของค่าเงินไว้ จะไปหวังหรือเก็งกำไรว่าค่าเงินจะแข็งค่า หรืออ่อนค่าในระยะข้างหน้าไม่ได้ ส่วนความสามารถในการแข่งขันรายเล็กยังมีปัญหา ด้านการส่งออกยืนยันว่า ปีนี้การส่งออกของไทยยังเติบโตได้ เพราะการส่งอออกส่วนใหญ่มาจากผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก” นายอภิศักดิ์ กล่าว

นายอภิศักดิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากเปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ให้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนได้ทันท่วงที เช่น หากมีผู้บริหาร หรือกรรมการทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการส่วนรวม ผู้ถือหุ้นขัดแย้งหรือทะเลาะกัน ผลจากการรับฟังความเห็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยในการเพิ่มอำนาจดังกล่าว แต่หลังจากนี้ ก.ล.ต.จะพิจารณาร่างใหม่อีกครั้ง

นอกจากนี้ จากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปรามปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. อยู่ระหว่างการดำเนินการเกี่ยวกับการเพิ่มเติมรายละเอียดกฎหมาย KYC/DCC เกี่ยวกับการให้ลูกค้ายืนยันตัวตนกับสถาบันการเงินได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสาขาของธนาคารนั้น ขณะนี้กระทรวงการคลัง ร่วมกับ ธปท. กระทรวงดีอี เพื่อศึกษาแนวทางการให้บริการทางการเงินผ่านระบบการรู้จักตัวตนของลูกค้า หรือ KYC ของสถาบันการเงิน ที่ในหลายประเทศดำเนินการอยู่ โดยระบบดังกล่าวไม่จำเป็นต้องให้ลูกค้าเดินทางไปยังสาขา แต่สามารถให้ข้อมูลระหว่างลูกค้าและสถาบันการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยตรง ทั้งการฝาก ถอน และการขอสินเชื่อต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จะเป็นการลดต้นทุนการบริหารจัดการด้านบุคคลากรและสาขาที่ปัจจุบันมีต้นทุนสูงที่สุดในขณะนี้ ทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงการป้องกันการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ทั้งนี้ คณะทำงานอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมของเงื่อนไขในการทำ KYC ว่าจะต้องมีความเข้มงวดในระดับใด โดยจะมีทั้งระดับ 3-4 ที่จะมีการระบุความชัดเจนทุกส่วน หรือเพียงแค่ระดับ 1 ที่ให้ข้อมูลเพียง ชื่อและเขตบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสม โดยยืนยันก่อนจะนำออกมาใช้นั้น คณะทำงานจะต้องทดสอบระบบเพื่อให้ไม่เกิดปัญหาการล้วงข้อมูล และทำให้ประชาชนเกิดความเสียหายแน่นอน โดยต้องการเห็นระบบดังกล่าวเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด และจะต้องเชื่อมโยงกับตลาดเงินตลาดทุน เพื่อให้เกิดเป็นระบบเดียวกัน

'มีชัย'ย้ำแยกเบอร์ป้องกันซื้อเสียงแก้ครหาพรรคส่ง'เสาไฟฟ้า' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - "มีชัย" ย้ำหลักการ ผู้สมัครต่างเบอร์ ป้องกันการทุจริต ให้ความสำคัญกับตัวบุคคล แก้ครหาส่งเสาไฟฟ้าก็ได้รับเลือกตั้ง "อภิสิทธิ์" เสนอแบบไร้เบอร์ผู้สมัคร มีแค่ชื่อ โลโก้พรรค กันซื้อเสียง "สมชัย" โพสต์เฟซบุ๊กจวกยับ กรธ.ท่าจะเป็นไบโพลาร์การเมือง "สดศรี" ชี้ พรรคการเมืองได้ ส.ส." เบี้ยหัวแตก" เข้าทาง คสช.

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึง หลักการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่กำหนดให้เบอร์ผู้สมัครต่างกันในแต่ละเขต ตามลำดับการสมัครรับเลือกตั้งว่า กรธ. มีจุดมุ่งหมายว่า การเลือกตั้งต้องให้ความสำคัญกับตัวบุคคลด้วย ไม่ใช่พรรคการเมืองอย่างเดียว และสามารถป้องกันการซื้อเสียงหว่านทั้งประเทศด้วย เพราะการให้ผู้สมัครมีเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ นอกจากเสี่ยงต่อการทุจริตแล้ว ยังทำให้ประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับตัวบุคคล และจะทำให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง มีความรู้สึกว่าเป็นบริวารของพรรค การเมือง ทั้งที่เจตนารมณ์ต้องการผู้แทนที่มีความรู้ ความสามารถ ควบคู่ไปกับความนิยมของพรรค

ส่วนที่กังวลกันว่าจะเกิดความสับสนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งนั้น ประชาชนสมัยนี้ ไม่เหมือนกับแต่ก่อนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก หรือไม่เข้าใจการเมือง ซึ่งประชาชนก็ควรจะจำหน้าตาของผู้สมัครให้ได้ ว่ามาจากพรรคการเมืองใด และควรต้องศึกษาเกี่ยวกับบุคคลที่ลงสมัครในเขตนั้นด้วย

"จะไปดูถูกประชาชนไม่ได้ การเลือกตั้งคนในเขต เขาสามารถเห็นป้ายผู้สมัครฯ จำหน้า จำชื่อ ผู้สมัครฯ ในพื้นที่ได้ ทั้งเช้า ค่ำ หน้าคูหาวันเลือกตั้งก็มี ผู้คนเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ไม่ใช่ 30-40 ปีที่แล้ว ที่อ่านหนังสือกันไม่ออก การเลือกตั้ง ต้องรู้ว่า ไปเลือกใคร ต้องขวนขวายที่จะดูว่า ใครเป็นผู้สมัครฯในเขตของตน"

ส่วนที่ทักท้วงว่า เป็นการไม่ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองนั้น พรรค การเมืองก็มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ซึ่งการบอกไม่ส่งเสริมพรรคการเมืองนั้นไม่ได้แปลว่า จะต้องเปิดช่องให้มีการซื้อเสียงสะดวกขึ้น และย้ำว่าระบบนี้สามารถป้องกันครหาว่า "พรรคการเมืองส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือกตั้ง" เนื่องจากเป็นการให้ความสำคัญกับผู้สมัครด้วย ไม่ใช่พรรคการเมืองอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นเพียงหลักการเท่านั้น หากมีความเห็นที่ต่างไป ก็เสนอมาให้ กรธ.พิจารณาได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากเขากำหนดกฎออกมาแบบนี้ ก็ต้องปฏิบัติ แต่ถามว่าอยากเห็นการเลือกตั้งเป็นแบบไหน ก็ตอบว่า อยากเห็นผู้สมัครแบบไม่มีเบอร์ เพราะการมีเบอร์ ทำให้การซื้อเสียงง่ายขึ้น เนื่องจากต้องไปซื้อเสียงกับผู้ที่ไม่สนใจการเมืองนัก ซึ่งถ้าบอกเพียงเบอร์ ก็จะทำให้เขาจำง่าย แต่แบบไม่มีเบอร์ ต้องระบุ ชื่อ นามสกุล และพรรค คนขายเสียงก็ต้องตั้งใจจำเหมือนกัน ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว จะไม่ค่อยใช้เบอร์ แต่ในอดีต เรายังกลัวคนอ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งปัจจุบันก็ลดจำนวนลงไปมากแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รธน.ปี 60 ระบุว่า ให้เลือกทั้งคนและพรรคเบอร์เดียวกันนั้น เห็นว่าการใช้เบอร์เดียวกัน จะกลายเป็นการให้น้ำหนักกับพรรค เพราะทุกเขตเบอร์เดียวกันหมด และคนอาจไม่สนใจตัวผู้สมัคร ขณะเดียวกัน การกำหนดให้หมายเลขผู้สมัคร ส.ส. คนละเบอร์ จึงเป็นการให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัคร ไม่ให้น้ำหนักพรรค แต่ก็ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ รธน.เช่นกัน

"วิธีเดียวที่จะให้ตร งตามเจตนารมณ์คือ ทำแบบต่างประเทศ โดยพิมพ์ชื่อ และโลโก้ หรือชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง ส่วนคนที่อ่านหนังสือไม่ค่อยถนัด และต้องยึดตัวเลข จะเป็นปัญหากับวิธีที่เสนอหรือไม่ คิดว่าการพิมพ์โลโก้พรรคลงในบัตรเลือกตั้ง จะช่วยลดปัญหาได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. กล่าวว่า วิธีนี้จะทำให้พรรคการเมือง กลายเป็นเบี้ยหัวแตก หากประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย ก็จะจำไม่ได้ว่า ส.ส.เขต คือเบอร์อะไร ต่อไปพรรคการเมืองไม่สามารถจับกลุ่มกันได้ พรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะไม่สามารถครองเสียงข้างมากในสภาฯได้ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของ กรธ. ถือเป็นวิธีที่แยบยล แต่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเด็นนี้พรรคการเมืองส่วนใหญ่คงไม่เห็นด้วย และอาจจะแก้เกมด้วยการให้หัวคะแนนแต่ละพรรค แจ้งเบอร์แจ้งชื่อกับประชาชน จดไว้ใส่ในมือ เพื่อเข้าไปกาในคูหา และประเด็นนี้จะทำให้เกิดความวุ่นวาย เชื่อว่า กกต.คงจะไม่ยอม ต่อไปก่อนเข้าคูหาคงต้องตรวจดูมือกันแทบทุกคน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า จะสร้างความสับสนวุ่นวาย กันไปหมด กกต.ในแต่ละจังหวัด ต้องเพิ่มภาระในทางธุรการ ที่ให้ผู้สมัครมาเจอกันเพื่อจับสลาก หากถูกปิดล้อมสักที่ จนเลยเวลารับสมัคร ก็จะเป็นเหตุให้เลือกตั้งเป็นโมฆะอีก การรวมคะแนนทั้งประเทศของพรรค คงเขียนโปรแกรมอย่างสนุกสนาน เพราะต้องเอาคะแนนเบอร์โน้น ของเขตนี้ มารวมคะแนนเบอร์นี้ ของเขตโน้น การกำกับตรวจสอบเพื่อดูถึงความ ถูกต้อง เป็นไปได้ยาก โอกาสผิดพลาด โอกาสถูกฟ้องร้อง โอกาสที่ประชาชนจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ก็สูงขึ้น

"บอกอยากให้พรรคการเมือง เข้มแข็ง แต่กลัวคนเลือกเบอร์ของพรรค การเมือง เช่นเดียวกับบอกว่า ต้องการคนที่มีคุณสมบัติสูง มาเป็นองค์กรอิสระ แต่องค์กรหนึ่งเซตซีโร อีกองค์กรหนึ่งให้อยู่ต่อไปจนครบวาระ เพื่อนที่เป็นแพทย์คนหนึ่งบอกผมว่า เป็นอาการไบโพลาร์ทางการเมืองครับ" นายสมชัยระบุ.

สกสค.ตัดสินใจร่วมทุนหนองคายน่าอยู่ 'หมอธี'ระบุตรวจสอบแล้วไม่พบทุจริต - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * บอร์ด สกสค.เห็นชอบร่วมทุนก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า บ.หนองคายน่าอยู่ต่อ เหตุตรวจสอบแล้วไม่พบข้อบ่งชี้ว่าจะมีการทุจริตแต่อย่างใด พร้อมตั้ง คกก.ตรวจสอบการซื้อขายหุ้น และเตรียมดำเนินการทางแพ่ง ขอศาลแพ่งสั่งคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย กรณี ธ.ออมสินยังคงหักเงินจากกองทุน ช.พ.ค.ทุกเดือน หวังหยุดเลือด สกสค.

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้ สกสค.ยังคงถือหุ้นโครงการบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด เพื่อร่วมทุนก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนบ้านป่าตอง ต.โนนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย ต่อไปได้ หลังจาก สกสค.นำเงินจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) จำนวน 800 ล้านบาท ซื้อหุ้น เพราะจากการตรวจสอบพบว่า บ.หนองคายน่าอยู่มีความตั้งใจจะดำเนินการโครงการดังกล่าวจริง และได้ดำเนินโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว แต่ติดปัญหามีคู่แข่งการประมูลเพื่อก่อสร้างโรงงานเกิดขึ้น จึงทำให้โครงการมีความล่าช้าออกไป และในที่สุด บ.หนองคายน่าอยู่ก็เป็นผู้ประมูลโครงการนี้ได้ อีกทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หนองคาย ได้ร่างการทำสัญญาการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะฯ ให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ซึ่งไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจะมีการทุจริตแต่อย่างใด อีกทั้ง บ.หนองคายน่าอยู่ก็ยังมีการการันตีด้วยว่า ไม่ว่า บ.หนองคายน่าอยู่จะมีกำไรหรือขาดทุน บริษัทจะจ่ายเงินให้ สกสค.จำนวน 40 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ส่วนประเด็นที่ สกสค.มีการถือหุ้น บ.หนองคายน่าอยู่ จำนวน 32 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 25 บาทนั้น ตนจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบว่าหุ้นดังกล่าวมีการซื้อขายหรือรับโอนมาอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ เพราะตนได้รับฟังข้อเท็จจริงมาว่าทาง บ.หนองคายน่าอยู่โอนหุ้นให้กับทาง สกสค. แต่ทาง สกสค.ยืนยันว่ามีการซื้อหุ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการยกเลิกบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงาน สกสค.กับธนาคารออมสิน จำกัด (มหาชน) ที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการหักเงินจากบัญชีกองทุน ช.พ.ค.เพื่อชำระหนี้ของครูที่ค้างชำระ 3 งวดติดต่อกัน แต่จนถึงขณะนี้ธนาคารออมสินยังไม่ยอมที่จะดำเนินการอะไร พยายามที่จะยึดข้อตกลงเดิม ซึ่งการที่ยกเลิกบันทึกข้อตกลงไม่ได้นั้น ส่งผลให้ สกสค.ได้รับความเสียหาย ดังนั้นเพื่อเป็นการหยุดเลือด สกสค. ที่ประชุมจึงมีมติขอศาลแพ่งให้มีการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย

ด้านนายพิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษา ธิการ (รองปลัด ศธ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ สกสค. กล่าวว่า มติที่ประชุมครั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้หยุดเลือด สกสค.ให้ได้ เพราะธนาคารออมสินยังคงหักเงินจากกองทุน ช.พ.ค.ทุกเดือน จึงต้องมีการดำเนินการทางแพ่ง โดยการขออำนาจศาลแพ่งให้คุ้มครองสิทธิผู้เสียหายก็คือ สกสค. เพราะหนังสือล่าสุดที่ทางธนาคารออมสินที่แจ้งมายัง สกสค.คือยังคงมีหักเงินอยู่จนกว่าจะมีการทำข้อตกลงใหม่ แต่ข้อตกลงใหม่นั้นก็ไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นหาก สกสค.ไม่รักษาผลประโยชน์ให้เพื่อนครู ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้.

มติสมาพันธ์ชาวพุทธฯจี้ปลด"พงศ์พร" แฉเป็นผอ.พศ.แต่ทำงานไม่สนมหาเถรฯ เตรียมชงเรื่องยื่น"ออมสิน" - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

(ภาพ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์)

มติสมาพันธ์ชาวพุทธฯ ชง “ออมสิน” ให้ปลด “พงศ์พร” แฉเป็น ผอ.พศ.แต่ทำงานไม่สนมหาเถรฯ ด้านเจ้าตัว ไม่ทุกข์ร้อน เผย ดีเหมือนกันจะได้พักผ่อน...

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.60 นายกรณ์ มีดี เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่เกิดกระแสความไม่สบายใจของคณะสงฆ์ต่อการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นั้น ทางสมาพันธ์ชาวพุทธฯ ได้หารือกัน และออกเป็นมติ เรียกร้องให้นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนตัวผอ.พศ. โดยด่วน

เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผอ.พศ. ทำหน้าที่ คือ 1. เป็นผู้บริหารสูงสุดของพศ. 2. เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม ซึ่งมีหน้าที่ดูแล ส่งเสริม สนับสนุน มหาเถรสมาคม (มส.) พระสังฆาธิการ และพระสงฆ์ต่างๆ ทั่วประเทศ แต่พ.ต.ท.พงศ์พร เมื่อได้รับการแต่งตั้งเข้ามา มีการทำงานข้ามขั้นตอน เช่น ออกประกาศ พศ. เรื่อง มาตรฐานสำนักเรียน และสำนักศาสนศึกษา พ.ศ.2560 ทั้งที่การออกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาบาลี และนักธรรม ต้องออกจากแม่กองบาลีสนามหลวง และแม่กองธรรมสนามหลวง หรือควรปรึกษาจนผ่านความเห็นชอบเสียก่อน จึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง หากผอ.พศ.จะออกประกาศดังกล่าวเองโดยทันที

เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธฯ กล่าวอีกว่า ส่วนการตรวจสอบเงินอุดหนุนร.ร.พระปริยัติ แผนกสามัญศึกษา จากที่ปรากฏตามข่าวว่า ผอ.พศ. สั่งการให้ดำเนินการต่างๆ ทั้งที่ต้องนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เสียก่อน และที่สำคัญปัจจุบันยังไม่ทราบว่า มีการทุจริตจริงหรือไม่อย่างไร แต่ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่เสียหายต่อคณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว เป็นต้น โดยจากนี้ไปเมื่อทางสมาพันธ์ชาวพุทธฯ มีมติออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว จะต้องมีมาตรการเพื่อดำเนินการตามมติต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า ตนจะไม่ท้วงติงอะไร ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ ผู้ร้องก็สามารถร้องได้ ดีเหมือนกันจะได้พักผ่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นตนยังขอไม่ให้สัมภาษณ์

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12: 'ชั่วโคตร'ขาวสะอาด - มติชน ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นฤตย์ เสกธีระ

maxlui2810@gmail.com

ยิ่งอ่านยิ่งมันสำหรับข้อห้ามจากกฎหมายใหม่ๆ ที่ทยอยเปิดเผยออกมาทั้งกฎหมายที่ควบคุมนักการเมือง และกฎหมายที่ควบคุมข้าราชการอย่างกฎหมายควบคุมนักการเมืองนั้น สังเกตได้จากร่าง พ.ร.ป.ที่ กรธ.เสนอ ขณะที่กฎหมายควบคุมข้าราชการและนักการเมืองอีกฉบับที่เพิ่งผ่าน ครม. เห็นจะเป็นร่างกฎหมาย 7 ชั่วโคตร

ชื่อเต็มๆ ว่า ร่างกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ....

เดิมแม้จะเรียกว่า กฎหมาย 7 ชั่วโคตร แต่เมื่อผ่าน ครม. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกว่าเหลือชั่วโคตรเดียว

แม้จะเหลือชั่วโคตรเดียว แต่ขอบอกว่าดุเดือดเผ็ดร้อนความดุเดือดอยู่ที่ "ชั่วโคตรเดียว" นี่แหละร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องการควบคุมให้ข้าราชการ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน มี "สีขาว"ป้องกันมิให้ล้ำเข้าไปประพฤติเป็น "สีเทา" และ "สีดำ" จึงมีข้อกำหนดที่พาดพิงไปถึงพ่อแม่ เมีย ลูก

ข้อกำหนดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อห้ามมิให้เข้าไปมีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับส่วนรวม

ส่วนข้อห้ามนั้นมีมากมาย กำหนดไว้ในมาตรา 5

มาตรา 5 ที่กำหนด มีทั้งหมด 6 ข้อใหญ่ ในจำนวน 6 ข้อนี้มี 3 ข้อที่โฟกัสไปที่ผู้สถานีคิดดำรงตำแหน่งระดับสูง ผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการกองตามกฎหมาย ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่ ป.ป.ช.กำหนด

ข้อห้าม 3 ข้อดังกล่าว ประกอบด้วย เ ล ข ที่หนึ่ง ห้ามกำหนดนโยบายหรือการเสนอให้มีความเห็นชอบร่างกฎหมาย หรือร่างกฎ ซึ่งเอื้อประโยขน์เป็นการเฉพาะต่อกิจการที่ตน คู่สมรส บุตร หรือบิดามารดา มีส่วนได้เสียเกินกว่าส่วนได้เสียตามปกติที่บุคคลทั่วไปมีอยู่ในกรณีที่เป็นนิติบุคคล

การเป็นหุ้นส่วนเกินร้อยละ 5 ของนิติบุคคลนั้น ถือว่าเป็นการมีส่วนได้เสียเกินกว่าส่วนได้เสียตามปกติ เว้นแต่เป็นการดำเนินการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแล

สอง ห้ามใช้ข้อมูลภายในของรัฐที่ยังเป็นความลับอยู่ ซึ่งตนได้รับหรือรู้จากการปฏิบัติราชการ การปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต

สาม ห้ามริเริ่ม เสนอ จัดทำ หรืออนุมัติโครงการของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐโดยทุจริต หรือเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะไม่ทางตรงหรือทางอ้อม

กฎหมายยังกำหนดให้นำความบางตอนมาบังคับใช้กับคู่สมรส หรือบุตรของเจ้าหน้าที่รัฐ

และยังระบุอีกว่า หากมีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้คู่สมรสหรือบุตร หรือรู้แล้วเพิกเฉยไม่แก้ไข กระทำความผิดลงไป

ให้คนคนนั้นรับโทษเช่นเดียวกับคู่สมรสและบุตรอ่านร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว มองเห็นความตั้งใจของผู้ร่างต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐ "ขาวสะอาด"ไม่ได้ "ขาว" เฉพาะตัวเองเท่านั้น แต่เมีย ลูก รวมถึงพ่อแม่พี่น้องก็ต้อง "ขาว" อ่านร่างกฎหมายนี้แล้ว เร่งวันเร่งคืน อยากลองให้ประกาศใช้ อยากเห็นประเทศ "ขาวสะอาด"

'ธัมมชโย' หนี - 'ธวัชชัย' ตาย! เขย่าความเชื่อมั่น 'ดีเอสไอ' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ดูจะกลายเป็นประเด็นร้อนๆ สั่นสะเทือนความเชื่อมั่น "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือ "ดีเอสไอ" หน่วยงานต้นธารกระบวนการยุติธรรม ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นความหวัง "ชาวบ้าน" ในการดำเนินคดีต่างๆ นอกเหนือจาก "ตำรวจ" จะยังเป็นที่หวัง ยังเป็นที่พึ่งให้กับชาวบ้านได้อีกต่อไปหรือไม่

เพราะ 2 คดีใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันในช่วงนี้ ดูจะบั่นทอนความเชื่อมั่น "ดีเอสไอ" แบบที่สังคมตั้งคำถามตัวโตๆทั้งการปล่อยให้ "ธัมมี่" พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ ข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร คดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

หลบหนีไปต่างประเทศ!!!หรือการเสียชีวิตของ "ธวัชชัย อนุกูล" อดีตที่ดินจังหวัดพังงา ผู้ต้องหาที่เสียชีวิตภายในห้องควบคุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ศาลอาญามีคำสั่งว่า "ธวัชชัย" เสียชีวิตจาก

ผู้อื่นทำให้ตาย!!!!การออกมายอมรับของ "พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง" อธิบดีดีเอสไอ ที่ออกมาระบุ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ ข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร คดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มีข่าวหนีออกจากประเทศไทยไปอยู่ในประเทศแถบยุโรป

"ดีเอสไอได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตามอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยการข่าวพบข้อมูลว่า พระธัมมชโยได้ใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนี ซึ่งมีลูกศิษย์พาหลบหนีออกจากประเทศ แต่ไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ใด และดีเอสไอกำลังตรวจสอบความชัดเจนอยู่ ขณะเดียวกันข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่พบว่าพระธัมมชโยเดินทางออกนอกประเทศ"

คำถามจากสังคมที่เกิดขึ้นทันที คือ "ดีเอสไอ" เจ้าภาพใหญ่ในการติดตามจับกุมดำเนินคดี "พระธัมมชโย" ที่ถึงขนาดระดมกำลังไปปิดล้อมวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ถึง 2 ครั้ง 2 ครา ใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อจับกุมแจ้งข้อหา "พระธัมมชโย" แบบขึงขัง จริงจัง นานนับเดือน เหตุใดถึงปล่อยให้หลบหนีออกไปต่างประเทศได้อย่างสบายใจเฉิบ

เครื่องไม้เครื่องมือ บุคลากร เทคโน โลยีต่างๆ ที่ดีเอสไอมีอยู่เหนือหน่วยงานอื่นๆ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ อย่างไร ถึงปล่อยให้พระผู้ต้องหาที่มีอาการป่วย อาการอาพาธหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอย ไม่ว่าจะด้วยช่องทางธรรมชาติ หรือช่องทางปกติ ก็ไม่น่าจะหายตัวออกไปได้อย่างไร้ร่องรอยเหมือนขอมดำดิน เพราะจากวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เดินทางไปช่องทางธรรมชาติตามชายแดน ไม่ว่าจะฝั่งใดก็ตาม ล้วนต้องใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงอย่างต่ำ

ข้อสงสัย ข้อคลางแคลงใจ ประสิทธิภาพการทำงานของ "ดีเอสไอ" เรื่องนี้ยังไม่ได้ความชัดเจน ยังไม่ได้รับคำตอบที่เหมาะสม "ดีเอสไอ" ก็ต้องเผชิญกับคำถามในคดีการเสียชีวิตของ "ธวัชชัย อนุกูล" อดีตที่ดินจังหวัดพังงา ผู้ต้องหาที่เสียชีวิตภายในห้องควบคุมกรมสอบสวนคดีพิเศษอีก

ยิ่งดูเหมือนตลอดช่วงการดำเนินคดีการเสียชีวิตของ "ธวัชชัย" ภายในห้องควบคุมดีเอสไอ ดูเหมือนโทนคดีจะออกมาในทำนอง ผู้ต้องหาใช้เข็มขัดมาผูกคอตายคาห้องขัง แต่ก็มีข้อสงสัยเรื่องกล้องวงจรปิดเสียและการเปิดเซิร์ฟเวอร์ดูภาพไม่ได้

กระทั่งศาลอาญานัดฟังคำสั่งการขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพการเสียชีวิตของ "ธวัชชัย อนุกูล" อดีตเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน จ.พังงา ผู้ต้องหาออกเอกสารสิทธิที่ดินทับซ้อนอุทยานแห่งชาติกว่าพันแปลง ที่เสียชีวิตภายในห้องควบคุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2559 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 4 ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 15 พ.ย.2559 ที่ผ่านมา ไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อช.4/2559 ซึ่งอัยการขอให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 และ 150 แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด และใครเป็นผู้ทำ ระหว่างบุคคลนั้นถูกควบ คุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องหาของดีเอสไอได้ถึงแก่ความตาย โดยศาลก็ได้ทำการไต่สวนพยานนับตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นมา

ศาลพิจารณาคำเบิกความและพยานหลักฐานการไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ตายคือนายธวัชชัย อนุกูล ตายที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2559 เวลา 04.43 น. เหตุและพฤติการณ์ที่ตายสืบเนื่องมาจากถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก ตับแตก เลือดออกในช่องท้อง ร่วมกับการขาดอากาศหายใจจากการผูกคอ โดยยังไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่

ในฐานะเจ้าของสถานที่ ดูเหมือน "ดีเอสไอ" จะหนีคำถามเรื่องนี้ไปไม่พ้นว่า ใครทำให้ "ธวัชชัย" ตาย แม้ดีเอสไอจะออกมา บอกว่าตอนนี้ไม่ใช่หน้าที่ของดีเอสไอในการสืบสวนหาผู้ที่ทำให้ "ธวัชชัย" เสียชีวิต เป็นเรื่องของตำรวจดำเนินการ

กระนั้นทั้ง 2 เรื่องร้อนๆ ที่เกิดขึ้นกับ "ดีเอสไอ" ตอนนี้ ทั้งเรื่อง "ธัมมชโย" หลบหนีไปต่างประเทศ กับเรื่อง "ธวัชชัย" มีบุคคลทำให้ตายระหว่างถูกควบคุมภายในห้องขังดีเอสไอ กระทบกระเทือนต่อความเชื่อมั่น เชื่อถือของ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" แบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้.

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: มรดกบาป คดีโกงรถดับเพลิงของระบอบทักษิณ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สารส้ม

รถดับเพลิงที่มีการทุจริตกันตั้งแต่ยุคระบอบทักษิณ ยังตามมาหลอกหลอน กทม.

ล่าสุด เกิดกรณีบริษัทเอกชนยื่นฟ้อง กทม. ให้ชำระค่าเก็บรักษา รถดับเพลิงที่จอดไว้ท่าเรือ จำนวน 139 คัน รวมเป็นเงิน 1,040 ล้านบาท

เป็นคดีแพ่ง ฟ้องร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

1.พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่า จะไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว เพราะจ่ายให้ไม่ได้

เปิดเผยด้วยว่า กทม.เคยเจรจากับบริษัทเอกชนถึงอัตราค่าฝาก รถดับเพลิง ขณะนั้นบริษัทฯ ได้เรียกเก็บค่าฝากรถดับเพลิง 800 ล้านบาท แต่กทม.ต่อรองเหลือ 350 ล้านบาท บริษัทปฏิเสธจนมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน กทม.ได้ฟ้องต่อศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อนำ รถดับเพลิงออกมาซ่อมแซม และได้ฟ้องศาลอาญาเพื่อให้บริษัทฯปล่อย รถดับเพลิง เนื่องจากเอกชนไม่สามารถครอบครองยุทธภัณฑ์ได้ และได้ แจ้งความที่ สภ.แหลมฉบัง หากมีการเคลื่อนย้ายรถดับเพลิงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจับกุม ทั้งนี้ จำนวนเงินค่าฝากรถดับเพลิง ที่บริษัทฯเรียกเก็บ กทม.กว่า 1,000 ล้าน นั้น บริษัทฯได้คำนวณค่าใช้จ่ายมาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งขณะนั้น รถดับเพลิงยังไม่ใช่ทรัพย์สินของ กทม.

2. รถดับเพลิงที่ว่านี้ ก็คือรถดับเพลิงที่จัดซื้อมาในโครงการปี 2547 ยุครัฐบาลทักษิณ

ซึ่งถูกดำเนินคดีทุจริตก่อนหน้านี้นั่นเอง

รัฐเสียหายไปแล้วกว่า 6 พันล้านบาท

ปัจจุบัน รถก็ยังไม่ได้ใช้แถมยังมาถูกเอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายอีก

มันควรจะให้ไปตามเช็คบิลกับนักการเมืองโกงในโครงการนั้นไหม?

3.ถ้ายังจำกันได้ คดีทุจริตรถดับเพลิงนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาชี้ขาด คดีถึงที่สุดไปแล้ว ว่ามีการทุจริตโกงกินจริงๆ

นายธานิศ เกศวพิทักษ์ รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา รวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อม.5/2554 เมื่อ 10 ก.ย.2556

คดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

จำเลยประกอบด้วย นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย , นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย, นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ , พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. , บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จำกัด หรือ STEYR-DAIMLER-PUCH Spezial fahrzeug AG&CO KG (ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ) และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-6

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 จากกรณีการจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย มูลค่า 6,687,489,000 บาท

ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก นายประชา 12 ปี และพล.ต.ต.อธิลักษณ์ 10 ปี

ให้ยกฟ้อง นายโภคิน นายวัฒนา และนายอภิรักษ์

ปรากฏว่า ทั้งนายประชา และ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ก็ยังหนีโทษ อยู่จนถึงวันนี้

ประเด็นในคำพิพากษาชี้ชัดถึงกระบวนการทุจริต

เป็นการกระทำที่ไม่ให้โอกาสผู้อื่นเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม จนเป็นเหตุให้บริษัท STEYR ได้เข้าร่วมในโครงการจัดซื้อรถดับเพลิง โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ และเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่ไม่ควรได้ตามกฎหมาย ให้กับ บริษัท STEYR

ศาลฎีกาฯ ชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวน ระบุว่า ขณะที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ดำรงตำแหน่งรมว.มหาดไทย เมื่อประมาณเดือนมิ.ย. 2546 เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทยได้เสนอให้มีการจัดซื้อสินค้าในลักษณะรัฐต่อรัฐ โดยมีการเสนอช่วยหาแหล่งทุนในการจัดซื้อให้ด้วย และให้มีการจัดซื้อสินค้าต่างตอบแทนระหว่าง 2 ประเทศในแบบเต็มจำนวนร้อยต่อร้อย โดยมีการเสนอให้ซื้ออุปกรณ์และครุภัณฑ์รถและเรือดับเพลิง ผ่านบริษัทสไตเออร์ มูลค่า 156 ล้านยูโร คิดเป็นเงินไทย 6,687,489,000 บาท โดยให้มีการทำข้อตกลง ที่มีภาระผูกพันระหว่างคู่สัญญา ขณะที่ได้ความจากพยานโจทก์ระบุว่า โครงการพัฒนาระบบฯ จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล หลังจากที่ครม.มีมติแล้ว 60 เปอร์เซ็นต์ โดยกทม.ออกเองอีก 40 เปอร์เซ็นต์ จึงเท่ากับว่า งบประมาณในโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามที่มีการเสนอไว้ว่าออสเตรียจะช่วยหาแหล่งทุน

ขณะที่ลักษณะของการจัดซื้อสินค้าเกษตรลักษณะต่างตอบแทนตามข้อตกลง ก็ไม่ใช่การซื้อขายสินค้าการเกษตรนอกเหนือจากยอดปกติที่บริษัทส่งออกไก่ต้มสุก

ราคารถและเรือดับเพลิง เมื่อเทียบเคียงกับที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ได้เคยจัดซื้อสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ใช้งานอย่างเดียวกัน โดยมีผู้ผลิตในประเทศ พบว่าราคารถและเรือดับเพลิงที่กทม.ดำเนินโครงการนี้ ด้วยวิธีพิเศษ ราคาสูงกว่า

เช่น รถดับเพลิงมีบันไดสูง 18 เมตร จำนวน 9 คัน กทม.ซื้อในราคาแพงกว่าคิดเป็นเงิน 154 ล้านบาท

รถดับเพลิงที่บรรทุกน้ำ จำนวน 144 คัน กทม.ซื้อแพงกว่า 2,225 ล้านบาท

รถส่องสว่าง 4 คัน กทม.ซื้อแพงกว่า 71 ล้านบาท

รถบรรทุกเคมีดับเพลิง จำนวน 7 คัน กทม.ซื้อแพงกว่า 396 ล้านบาท

เรือดับเพลิงซึ่งบริษัทสไตเออร์ไม่ได้ผลิต แต่ได้ว่าจ้างบริษัทอื่นในยุโรปผลิตและประกอบขาย จำนวน 30 ลำ กทม.ซื้อแพงกว่า 334 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบราคาสินค้าที่เสนอผ่านเอกชนสเปนมาไทย ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพเช่นเดียวกันมีเงื่อนไขปลอดการชำระ 24 เดือน แต่มีราคาต่ำกว่า 2,090 ล้านบาท

เมื่อพยาน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ได้เปรียบเทียบราคาตามมาตรฐาน พบว่า เมื่อมีการพิจารณาราคาโดยรวมทั้งหมดแล้ว บริษัท STEYR ได้ผลประโยชน์ 2,192 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.77 เปอร์เซ็นต์)

ทั้งหมด ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาฯ

4.นี่คือ มรดกบาปจากการทุจริตโกงกินของนักการเมือง ร่วมกับข้าราชการบางคน

ปัจจุบัน ทิ้งภาระให้ กทม.ยุคนี้ ต้องตามล้างตามเช็ดไม่หยุดหย่อน

แสนปม ล้านเงื่อน สภาใหม่สร้างเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จ - มติชน ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผ่านมาแล้วกว่า 4 ปี กับการก่อสร้าง "สัปปายะสภาสถาน" หรืออาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย ที่มีความอลังการใหญ่โตบนพื้นที่ 123.26 ไร่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้วงเงินงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยมีการเริ่มเซ็นสัญญาก่อสร้างเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ระหว่างเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้ว่าจ้าง กับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้าง ที่จะต้องดำเนินการเริ่มต้นก่อสร้างงานในวันที่ 8 มิถุนายน 2556 และสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 900 วัน

ซึ่งโดยหลักแล้วการก่อสร้างจะต้องแล้วเสร็จประมาณเดือนพฤศจิกายน ปี 2558 แต่ด้วยสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหากองดินกว่า 1 ล้านคิว ที่ไม่สามารถนำออกจากไซต์งานได้ ไปจนถึงการส่งมอบพื้นที่ ทั้งหมดไม่เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดเพราะติดปัญหาชุมชนต่างๆ ยังอยู่ในพื้นที่ รวมถึงโรงเรียนโยธินบูรณะที่การก่อสร้างอาคารโรงเรียนแห่งใหม่ เสร็จไม่ทันตามกำหนด จึงไม่สามารถที่จะย้ายโรงเรียนออกไปจากพื้นที่ได้

ทำให้ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ต้องขยายเวลาก่อสร้างออกไปอีก 387 วัน ซึ่งเป็นการขยายเวลาครั้งที่ 1 ที่เกิดจากความผิดพลาดของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เอง ที่ไม่สามารถบริหารจัดการดินได้ การต่อสัญญาครั้งนี้จึงจะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 15 ธันวาคม 2559

กระทั่งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 มีการต่อสัญญาอีกครั้งด้วยสาเหตุความล่าช้าของการส่งมอบพื้นที่ชุมชนต่างๆ ออกไปอีก 421 วัน โดยสัญญาครั้งที่ 2 นี้จะสิ้นสุดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดความคืบหน้าการก่อสร้างคืบหน้าเกือบ 40% โดยการก่อสร้างชั้นใต้ดินทั้ง 2 ชั้น เสร็จ 100% แล้ว โถงตรงกลางมีการก่อสร้างชั้นที่ 9 จากทั้งหมดจำนวน 11 ชั้น ส่วนอาคารปีกซ้าย ปีกขวา ที่จะเป็นที่ทำงานของ ส.ส.และ ส.ว. คนละปีก อยู่ระหว่างการขึ้นโครงหลังคาห้องประชุมของทั้ง 2 สภา ในลักษณะของโดม

การก่อสร้างในแต่ละชั้น มีการเว้นช่องทางการเดินสายไฟไว้สำหรับการเดินระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือระบบไอที ที่อยู่นอกเหนือสัญญาก่อสร้าง จึงไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับผู้รับจ้าง

ล่าสุดจึงมีการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักเลขาฯ, ที่ปรึกษาโครงการ (CAMA), ผู้ควบคุมงาน (ATTA), และตัวแทนผู้รับจ้าง เพื่อหารือถึงปัญหาและอุปสรรคต่อการก่อสร้างที่เกิดขึ้น เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยผู้รับจ้างได้มีหนังสือขอขยายเวลาครั้งที่ 3 เนื่องจากการส่งมอบพื้นที่โรงเรียนโยธินบูรณะล่าช้า ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของที่ปรึกษาโครงการ ซึ่งในเบื้องต้นมีความเห็นชอบให้ขยายเวลาครั้งที่ 3 เป็นแล้วเสร็จปลายปี 2562

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประกาศที่จะส่งผลกระทบต่อการก่อสร้าง คือ 1.งานที่มีแบบก่อสร้างแต่ไม่รวมอยู่ในสัญญาก่อสร้าง ที่บางส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณไว้แล้ว 3,586.9 ล้านบาท โดยแยกเป็นค่าใช้จ่ายสารสนเทศและการสื่อสาร 3,000 ล้านบาท และค่าสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และงานระบบประกอบอาคาร 586.9 ล้านบาท และงานที่อยู่ในแบบก่อสร้างเดิมแต่ไม่อยู่ในสัญญาอีก 2,053.1 ล้านบาท รวมเป็น 5,640 ล้านบาท

2.งานที่จำเป็นเพื่อให้อาคารรัฐสภาแห่งใหม่สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์และตามวัตถุประสงค์ มีงบประมาณ 2,746 ล้านบาท รวมค่าควบคุมและงานบริหารโครงการส่วนที่เหลือ ที่จำเป็นต้องได้รับการจัดสรรเพิ่ม 8,386 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามสำนักเลขาฯ อยู่ในระหว่างการดำเนินการขออนุมัติกรอบวงเงินต่อ ครม.เพื่อนำมาดำเนินการทั้ง 2 ส่วน หากไม่ได้รับจะทำให้การก่อสร้างล่าช้าออกไปอีก และไม่แล้วเสร็จในปี 2562

ในส่วนของงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติกรอบวงเงินแล้ว สำนักเลขาฯ จำเป็นที่จะต้องดำเนินการประมูลโครงการโดยเฉพาะงานไอที ที่จะต้องมีการเริ่มติดตั้งระบบไปพร้อมกับการก่อสร้างตัวอาคาร ซึ่งที่ผ่านมาสำนักเลขาฯ ยังไม่ได้มีการเปิดประมูลแต่อย่างใด ดังนั้นหากผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างได้แล้วเสร็จตามเวลา แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะใช้อาคารได้อยู่ดี รวมไปถึงระบบน้ำประปา ไฟฟ้าและระบบอากาศ

อีกทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นสถานีไฟฟ้าย่อย สร้างพลังงานไฟฟ้า 50 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการใช้งานกับข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง 10,000 คน ที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับการผลิตไฟฟ้าให้กับครัวเรือนใน 1 อำเภอ ยังเกิดปัญหาขึ้นเมื่อในสัญญาก่อสร้างจัดสรรงบประมาณในการสร้างสถานีไฟฟ้าไว้ 16 ล้านบาท ที่เป็นการก่อสร้างเฉพาะโครงสร้างอาคาร ส่วนเครื่องผลิตไฟฟ้าอยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)

ซึ่งในเบื้องต้นทางผู้รับจ้างได้มีการประสานไปยัง กฟน.แล้วพบว่า โครงสร้างไม่สอดคล้องกับระบบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาง กฟน. ได้รับการอนุมัติงบประมาณจากสำนักเลขาสภาฯ ในการจัดซื้อเครื่องจักรไฟฟ้า 300 กว่าล้านบาท และได้มีการจัดซื้อไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถสร้างอาคารได้ เพราะหากจะสร้างอาคารให้สอดรับกับระบบของเครื่องจักรจะต้องใช้งบประมาณ 75 ล้านบาท หรืออนุมัติงบเพิ่มอีก 60 ล้านบาท แต่ทางสำนักเลขาสภาฯ ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ผู้รับจ้างจึงยังไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้

ทั้งนี้สำหรับการสร้างโรงงานไฟฟ้าจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปี ติดตั้งเครื่องจักร 1 ปี และเซตระบบอีกประมาณ 6 เดือน จึงจะใช้งานได้เต็มรูปแบบ

ปัจจุบันยังไม่มีการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าควบคู่ไปกับตัวอาคาร หากอาคารแล้วเสร็จ ภายในอาคารก็จะยังไม่สามารถมีไฟฟ้าใช้ รวมถึงสาธารณูปโภคทุกประการทั้งน้ำ ไฟฟ้า แอร์ ดังนั้นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้เวลา 2 ปีครึ่ง จะต้องเริ่มดำเนินการในช่วงปัจจุบันนี้เพื่อให้ระบบทั้งหมดสอดคล้องและสัมพันธ์กัน

นอกจากนี้หากกางแบบที่บริษัทผู้ออกแบบกำหนดมานั้น มีหลายอย่างที่สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณพื้นที่ใช้งานจริงของอาคารรัฐสภาทั้งหมด มีความต้องการใช้พื้นที่ 307,500 ตารางเมตร แต่ผู้ออกแบบกลับออกแบบพื้นที่ใช้สอยถึง 480,350 ตารางเมตร ทำให้มูลค่าการก่อสร้างเพิ่มมากขึ้นตามมา

ยังไม่รวมถึงการออกแบบห้องโถงที่มีการใช้แก่นไม้สักทอง 4,082 ต้น ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 142,268,580 บาท ซึ่งกว่าจะหาไม้สักที่ตรงตามแบบได้ใช้เวลาไม่น้อย

นอกจากนี้ภายในโดมที่จะเป็นห้องประชุมของรัฐสภาและห้องประชุมของ ส.ว. ในส่วนของเพดานเป็นการนำไม้สักฉลุมาตกแต่งตามแบบที่กำหนด โดยมูลค่าการตกแต่งและก่อสร้างเฉพาะส่วนนี้สูงถึง 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสูญเสียงบประมาณของรัฐเกินความจำเป็น แต่อย่างไรก็ตามทางผู้รับจ้างต้องดำเนินการตามแบบที่ได้รับอนุมัติ มิเช่นนั้นผู้รับจ้างจะมีความผิดในการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบ

และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือการเดินระบบแอร์ปรับอากาศ จะมีการเดินเข้าไปยังห้องทำงานต่างๆ และห้องประชุมเท่านั้น แต่ในช่องทางเดิน และห้องโถง ไม่มีการวางระบบปรับอากาศแต่อย่างใด ซึ่งทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่าทำไมการออกแบบจึงไม่มีตรงนี้

อย่างไรก็ตามในขณะนี้มีฝ่ายการเมืองออกมาเปิดเผยว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น จนทำให้นายพีระ นาควิมล ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ บริษัทซิโน-ไทย ออกมายืนยันว่า "การที่นักการเมืองบอกว่ามีการทุจริตในโครงการ ขอให้ออกมาบอกชัดเจนว่ามีการทุจริตตรงไหนบ้าง อย่าออกมาพูดแบบตีขลุม หรือจะแจ้งความจับการทุจริตเลยก็ได้ ท่านสามารถให้หน่วยงานใดก็ตามเข้ามาประเมินโครงการนี้ได้ทันที ตอนนี้งานก่อสร้างดังกล่าวมีงบประมาณขาดทุนอยู่ จึงไม่ทราบว่าจะเอาเงินมาทุจริตตรงไหนได้บ้าง

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า แผนการก่อสร้างรัฐสภาได้มีการเปลี่ยนแบบเพื่อให้บริษัทซิโนไทยได้เปรียบนั้น ขอชี้แจงว่าไม่มีแน่นอน และหากสงสัยสามารถขอเอกสารได้ที่ที่ปรึกษาโครงการ ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างรัฐสภาเป็นโครงการที่สะอาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 2562 รัฐสภาจะสร้างเสร็จแน่นอน แต่ถามว่าจะอยู่ได้หรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวกับผม"

ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายระหว่างการก่อสร้าง ภาครัฐเองก็ควรที่จะดำเนินการตามความเหมาะสม ไม่ใช่เพื่อช่วยผู้รับจ้าง แต่เพื่อให้งานที่เป็นของหลวงเองสามารถใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่อาคารรัฐสภาแห่งนี้เสร็จสมบูรณ์ ไม่ใช่ว่างานก่อสร้างภายนอกเสร็จเรียบร้อย แต่ภายในไม่มีน้ำ ไฟ หรือแม้แต่อากาศหายใจ

ไทยรัฐ: ตรวจข้าวอย่างโปร่งใส - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ข้าวที่รัฐบาลก่อนรับจำนำจากชาวนาทำท่าจะกลายเป็นข้าวอาถรรพณ์ แม้แต่ในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อรัฐบาล คสช. นำข้าวจำนวนมหาศาลที่เก็บไว้ในโกดังเอกชนออกมาประมูลขายให้เอกชนเพื่อส่งออกหรือเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนซื้อไปบริโภค มีการกล่าวหาในทางทุจริตหลังจากที่โครงการรับจำนำข้าว กลายเป็นคดีถูกฟ้องทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

นักการเมืองทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ร้องเรียนเรื่องความไม่ชอบมาพากลของการระบายข้าว กล่าวหาว่านำข้าวคุณภาพดีมาตีเป็นข้าวคุณภาพต่ำข้าวที่คนบริโภคได้กลายเป็นอาหารสัตว์และขายในราคาถูกทำให้รัฐเสียหาย เช่น ข้าวหอมมะลิ มีผู้เสนอซื้อ กก.ละ 11.25 บาท แต่ไม่ขายแต่อีก 6 เดือนต่อมากลับขาย 6.10 บาท

ผู้ที่ร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสสงสัยว่าทำไมจึงขายข้าวที่คนบริโภคได้ในราคาข้าวเสื่อมคุณภาพเพื่อเป็นอาหารสัตว์ผู้ร้องเรียนไม่ได้มีแค่นักการเมือง แม้แต่เจ้าของโกดังที่รัฐบาลเช่าเก็บข้าวก็มาร้องเรียนหลายรายเจ้าของโกดังรายหนึ่ง เปิดเผยว่าเก็บข้าวไว้ 7.9 หมื่นตันเป็นข้าวที่คนกินได้ทั้งหมดแต่กลายเป็นข้าวกินไม่ได้ 50%

นักการเมืองเจ้าของโกดังและสมาคมโรงสีข้าวไทยเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบคุณภาพข้าวใหม่ เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับคุณภาพข้าวตรงกันและเป็นทางออกที่เหมาะสมแต่กรมการค้าต่างประเทศยืนยันว่า ในกว่าสามปีที่ผ่านมาได้ส่งชุดตรวจสอบ 100 ชุด ออกไปตรวจสอบข้าวในสต๊อกรัฐบาลหมด แล้วจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องมีการตรวจสอบซ้ำอีก

แม้แต่รัฐบาลก็ดูเหมือนจะไม่สนใจมองว่า เหตุที่มีการร้องเรียนเป็นเรื่องการเมืองมุ่งหวังให้เป็นประโยชน์ต่อจำเลยในคดีจำนำข้าว ผลการสำรวจความเห็นคนไทยโดยสวนดุสิตโพลครั้งล่าสุด มีกลุ่มตัวอย่าง 81.89% มองว่าปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเป็นปัญหาหนักอกรัฐบาลรองลงมา 78.5% ระบุปัญหาการทุจริต

ผลของโพลต้องถือว่าน่าแปลกใจ เพราะผลการสำรวจเมื่อไม่นานมานี้คนส่วนใหญ่แสดงความชื่นชมผลงานของรัฐบาลปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง แต่ครั้งล่าสุดกลับถือว่าเป็นปัญหาหนักอกรัฐบาล เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการระบายข้าวแต่รัฐบาลที่ขจัดการคอร์รัปชันเด็ดขาดไม่ควรมองข้าม

การป้องกันและปราบปรามการทุจริตจะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่งคือ นิติธรรมยึดถือกฎหมายเป็นใหญ่เหนือคนบังคับใช้กฎหมายด้วยความโปร่งใสปฏิบัติต่อทุกคน โดยเสมอหน้า ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ปฏิบัติต่อพวกพ้องอย่างหนึ่ง แต่ต่อฝ่ายตรงข้ามอีกอย่างหนึ่ง มิฉะนั้นอาจถูกกล่าวหาเสียเอง.

ศาลสวิสไม่รับคำร้องคู่แข่งปธ.ไอบ้า - สยามกีฬา ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ศาลสวิสได้ปฏิเสธคำร้องของคณะกรรมการพิเศษที่เสนอเข้ามาจัดการสหพันธ์มวยสากลนานาชาติหรือไอบ้า ชั่วคราว หลังจากที่มีคู่แข่งของ ดร.ชิง โคว วู ประธานไอบ้าโหวตไม่เชื่อมั่นในการบริหารงานของประธานคนปัจจุบัน เพราะมีหนี้สิน และการคอร์รัปชั่นและจากการตัดสินของศาลดังกล่าวนี้ ประธานคนปัจจุบันยังคงมีอำนาจบริหารต่อไปเหมือนเดิม

จากเหตุการณ์ที่ แพท ฟีอัคโก้ จากแคนาดา พร้อมกับสมาชิกบอร์ดบริหารไอบ้า ซึ่งเป็นคู่แข่งของ ดร.ชิง โคว วู ประธานไอบ้า ได้เรียกประชุมวิสามัญพิเศษขึ้นที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อเดือนที่แล้วไม่เชื่อมั่นในตัวของประธานไอบ้าคนปัจจุบันเพราะมีปัญหาการบริหารงานจนกระทั่งมีหนี้สินกว่า 15 ล้านฟรังก์สวิส และได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชั่วคราวขึ้นจนกว่าจะมีการประชุมใหญ่ของไอบ้าแล้วได้ยื่นให้ศาลสวิสพิจารณาคุ้มครองชั่วคราวการบริหารงานขององค์กรที่พวกเขาตั้งขึ้นมา

ไอบ้าได้แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม 2560 ว่า "ศาลสวิสได้ตัดสินวันนี้(วันจันทร์) ไม่รับคำร้องการจัดการชั่วคราวของคณะกรรมการชุดใหม่ โดยศาลได้ตัดสินว่าการประชุมวิสามัญที่เกิดขึ้นที่มอสโกนั้นไม่สมบูรณ์"

จากการตัดสินของศาลดังกล่าวนี้นั่นหมายความว่า ดร.ชิง โคว วู และ คณะกรรมการบริหารชุดเดิมยังมีอำนาจใจการบริหารต่อไป