You are here

CG and corruptions News - 8 August 2018

Thaksin's trial to begin without him - BANGKOK POST

แย้มทีโออาร์ไฮสปีดอีอีซี ยันโปร่งใส ผู้ชนะต้องอุ้มหนี้แอร์พอร์ตลิงค์ จ่ายรัฐอีกหมื่นล้าน - โพสต์ทูเดย์

'หมอธี'ชี้ขรก.เขี้ยวลากดิน4-5ราย เอี่ยวทุจริตงบครุภัณฑ์สพฐ.279ล. - มติชน

ฟันทุจริตอาหารกลางวันน.ร.พิจิตร - มติชน

ปปช.ฟัน2สำนวน 'นพรัตน์-พนม-ประนอม' ร่วมโกงเงินทอนวัด ผิดวินัย-เชือดอาญา - แนวหน้า

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: คนไทยร่วมต้านโกงได้อย่างมั่นใจแล้ว - แนวหน้า

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: กรรมไล่ล่า พานทองแท้? คดีฟอกเงินปล่อยกู้กรุงไทย – ผู้จัดการ

Column STOPPAGE TIME: The Shinawatras and the global diplomatic merry-go-round - THE NATION

คอลัมน์ จับประเด็น - ไทยรัฐ

เรือยอชต์หรูโยงโกง'วันเอ็มดีบี'ถึงมาเลเซีย - ไทยโพสต์

Thaksin's trial to begin without him - BANGKOK POST Issued date 8 August 2018

POST REPORTERS

Without the defendant showing up, the Supreme Court's Criminal Division for Holders of Political Positions yesterday agreed to hear testimonies from six plaintiff witnesses in the case against fugitive former premier Thaksin Shinawatra over his role in the 2003 Thai Petrochemical Industry (TPI) scandal.

The testimonies were requested by the National Anti-Corruption Commission (NACC), which is acting as the plaintiff. Meanwhile, nobody from the defendants' side came to the court.

The court will convene on Aug 10, 14 and 21 to decide whether there is enough evidence to proceed with the trial in his absence.

On June 22 the court issued an arrest warrant for Thaksin after the ex-premier failed to show up at the first court hearing in the TPI case.

He is accused of malfeasance over his approval of a Finance Ministry proposal to manage a TPI rehabilitation plan in 2003.

Thaksin allegedly committed malfeasance when he endorsed the ministry's proposal, knowing that the ministry had no authority to serve as an administrator or manage the assets of a private company.

The lawsuit in the TPI case was filed with the court on May 7, eight years after the NACC accused Thaksin of malfeasance.

The case was shelved when he fled the country in August 2008 but subsequently revived following the enactment of a new law on criminal procedures for political office-holders that took effect on Sept 29 last year.

The court also resolved that if Thaksin cannot be apprehended and brought to trial within one month, the trial can proceed in his absence. According to the court, the fugitive former premier has the right to appoint a lawyer to act on his behalf.

The TPI went bankrupt soon after the 1997 economic crisis and entered a courtordered rehabilitation programme.

Former finance minister Suchart Jaovisidha was also implicated, but the charge against him was dropped as he had already passed away.

The TPI case is the seventh lodged against the former prime minister after he was ousted from power in a 2006 coup. He now lives in self-imposed exile overseas and has not returned to answer the charges.

According to the lawsuit, the Finance Ministry had no authority to act as an administrator of a rehabilitation plan under a 2001 law on the reorganisation of ministries and departments.

แย้มทีโออาร์ไฮสปีดอีอีซี ยันโปร่งใส ผู้ชนะต้องอุ้มหนี้แอร์พอร์ตลิงค์ จ่ายรัฐอีกหมื่นล้าน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไฮสปีดโปร่งใส

โพสต์ทูเดย์ - รฟท.ยันประมูลไฮสปีด เชื่อม 3 สนามบินโปร่งใส เปิดกว้างเอกชนนานาชาติเข้าประมูล พ่วงอุ้มหนี้แอร์พอร์ตลิงค์กว่า 3 หมื่นล้าน

โพสต์ทูเดย์ - รฟท.เปิดเงื่อนไขลงทุนรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน ปัดล็อกสเปก ชวนต่างชาติลงทุนแบบเปิดกว้าง

นายวรวุฒิ มาลา รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า เงื่อนไขการเปิดประมูล (ทีโออาร์) โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน ไม่มีการล็อกสเปกให้ใครแน่นอน โดยเงื่อนไขต่างๆ กำหนดขึ้นตามคำสั่งของกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่ระบุว่าการเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซีต้องเป็นแบบเปิดกว้างแบบนานาชาติ (International Bidding)

ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูงได้นำหลักการดังกล่าวประกอบการจัดทำเอกสารคัดเลือกเอกชน และมีบริษัทเอกชนต่างชาติมาซื้อเอกสาร จำนวน7 ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น 4 บริษัท ฝรั่งเศส 2 บริษัท มาเลเซีย 2 บริษัท อิตาลี 1 บริษัท และเกาหลีใต้ 1 บริษัท

นอกจากนี้ ยังกำหนดไว้ว่าเอกชนที่ชนะการประมูลจะต้องเข้ามาบริหารโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ซึ่งปัจจุบันมีหนี้สะสม 33,229 ล้านบาท และขาดทุนต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 300 ล้านบาท เพราะหากปล่อยให้ รฟท.บริหารต่ออาจเป็นหนี้สะสมเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ถ้าบริหารโดยเอกชนจะไม่ขาดทุน ขณะเดียวกันรัฐบาลยังให้เอกชนต้องจ่ายสิทธิการบริหารแอร์พอร์ตลิงค์ให้ รฟท.ไม่น้อยกว่า 10,671 ล้านบาท โดยคิดจากค่าเสียโอกาสรายได้ หาก รฟท.ดำเนินโครงการเองและเอกชนที่เข้ามาบริหารต้องเพิ่มการลงทุนและประสิทธิภาพบริการ ให้สอดรับกับความต้องการของประชาชน

สำหรับที่ดินมักกะสันที่ต้องยกให้เอกชน 150 ไร่นั้นเป็นเงื่อนไขแบบให้เช่ารวมระยะเวลาในการก่อสร้างเป็นระยะเวลา 50 ปีเท่านั้น โดยพื้นที่ดังกล่าวได้มาจากการเวนคืนก่อนปี 2521 ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวนอกเหนือจากการขนส่งได้ โดย รฟท.จะได้ค่าเช่าตลอดอายุสัญญาประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับผลศึกษากรณีที่ รฟท.จะดำเนินการเอง

อย่างไรก็ตาม ด้านราคาประเมินที่ดินที่มักกะสันเป็นการประเมินจาก 2 สถาบัน และใช้อัตราสูงสุดซึ่งเป็นราคาตลาดเฉลี่ยรวมของพื้นที่รายแปลงย่อยทั้งหมด ซึ่ง รฟท.ให้ที่ปรึกษาใช้ผู้ประเมินที่มีวิชาชีพประเมินราคาตามกฎหมายเป็นผู้ประเมิน

ขณะที่ นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ของสนามบินขอนแก่น ได้สรุปเอกชนผู้ชนะประมูลแล้วได้แก่ บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) หรือ CNT ซึ่งเสนอราคาต่ำสุดที่วงเงินรวม 2,004 ล้านบาท จะมีการลงนามสัญญาในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อเริ่มก่อสร้างเดือน ต.ค. ใช้เวลาการก่อสร้าง 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปลายปี 2564 เพิ่มปริมาณรองรับผู้โดยสารอีก 78% หรือราว 5 ล้านคน/ปี จากปัจจุบัน 2.8 ล้านคน/ปี

แหล่งข่าวจากกรมท่าอากาศยาน ระบุว่า ภายในเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ จะมีการเปิดประมูลงานพัฒนาสนามบินภาคใต้ 2 แห่ง วงเงิน 3,800 ล้านบาท แบ่งเป็น สัญญาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 พร้อมก่อสร้างลานจอดเครื่องบินใหม่และขยายรันเวย์จาก 2,100 เมตร เป็น 2,500 เมตร ภายในสนามบินตรัง วงเงิน 2,000 ล้านบาท และสัญญาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 และขยายรันเวย์จาก 2,100 เมตร เป็น 2,500 เมตร ภายในสนามบินนครศรีธรรมราช วงเงินราว 1,800 ล้านบาท จะลงนามสัญญาต้นปี 2562

'หมอธี'ชี้ขรก.เขี้ยวลากดิน4-5ราย เอี่ยวทุจริตงบครุภัณฑ์สพฐ.279ล. - มติชน ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบงบประมาณจัดซื้อจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วงเงิน 279 ล้านบาท ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้ส่งสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวให้ พล.ท.โกศล ประชุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.แล้ว อยู่ระหว่างดูรายละเอียด และส่งให้สำนักนิติการ ศธ.พิจารณาสำนวน ก่อนเสนอให้ตนตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป หากเป็นเรื่องการทุจริต ต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบตามขั้นตอน เบื้องต้นผลการตรวจสอบค่อนข้างชัดเจนว่าดำเนินการผิดระเบียบพัสดุ ดังนั้น ใครที่เป็นผู้เซ็นอนุมัติ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งต้องรับผิดชอบ ซึ่งนายณรงค์ แผ้วพลสง อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ที่ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) 15 ต้องชี้แจงตามขั้นตอน

"ถือเป็นโชคดีที่ผมสั่งให้ยุติการจัดสรรงบดังกล่าว เพราะทำผิดระเบียบพัสดุ การจัดสรรครุภัณฑ์ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของโรงเรียน คนขายรู้ก่อนคนซื้อ เริ่มต้นโครงการมีโรงเรียนได้รับจัดสรร 400 แห่ง พออนุมัติกลับมามี 700 แห่ง ในจำนวนที่เพิ่มเข้ามา พบว่าโรงเรียนที่ได้รับจัดสรรใน 400 แห่งแรก ชื่อหายไปครึ่งหนึ่ง และใน 700 แห่งนี้ ไปกระจุกอยู่ในบางเขตพื้นที่ฯ มากเกินไป ถือว่าตั้งแต่เริ่มก็ไม่เป็นไปตามนโยบาย ลงไปถึงการจัดหาที่มีการล็อกสเปค และนอกจากล็อกสเปกแล้ว ยังมีบางส่วนเติม หรือยัดสเปกโดยผิดกฎหมาย เรื่องนี้ใครเซ็นอนุมัติ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องในช่องทางใดต้องรับผิดชอบ ส่วนจะมีใครสั่งให้เซ็นหรือไม่นั้น โดยวาจาอ้างว่ามี แต่โดยหลักฐานต้องสาวให้ถึง ไม่ต้องกลัวมวยล้ม ใครจะสั่ง หรือใครทำอะไร เรามีหลักฐานสาวถึง แต่ขอให้เข้าใจว่าเราทำตามขั้นตอน ไม่ได้คิดแกล้ง หรือจับผิดใคร" นพ.ธีระเกียรติกล่าว

นพ.ธีระเกียรติกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้พบว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ สพฐ.มักมีลักษณะเช่นนี้ ต่อไปนี้เชื่อว่าจะไม่กล้าทำอีก การดำเนินการในระยะยาวจะเกิดความโปร่งใส เพราะทุกคนที่อยู่ในตำแหน่งต้องกำกับดูแลให้เข้มงวดขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการตรวจสอบมีผู้เกี่ยวข้องกี่ราย นพ.ธีระเกียรติกล่าวว่า ยังไม่ทราบตัวเลขที่ชัดเจน แต่เฉพาะส่วนกลางมีประมาณ 4-5 คน ในพื้นที่ยังไม่แน่ใจว่ามีเท่าไหร่ เพราะข้อมูลมีมาก ส่วนระดับไหนคงตอบไม่ได้ บอกได้แค่ว่าเป็นระดับเก๋า เรื่องพวกนี้ต้องมีคนชง

พล.ท.โกศลกล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม ทะเลสาบสงขลา วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ส่งข้อมูลให้สำนักนิติการ สำนักงานปลัด ศธ.พิจารณาสำนวน เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ที่เกี่ยวข้อง

ฟันทุจริตอาหารกลางวันน.ร.พิจิตร - มติชน ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

กรณีนายธัชธรรม ศรีทา รอง ผอ.ร.ร. เทศบาลตะพานหินวิทยาคาร (ท1) เป็นประธานตรวจรับโครงการอาหารกลางวัน ร้องเรียนตรวจสอบการทุจริตโครงการจัดซื้อวัตถุดิบ โครงการอาหารกลางวัน ร.ร.เทศบาลตะพานหินวิทยาคาร จนมีการสั่งย้ายนางสุพรรณ ศรีบัวทอง ผอ.ร.ร.ให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดพิจิตร ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2561 และสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าฯพิจิตร กล่าวว่า คณะกรรมการได้สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาทางจังหวัดแล้ว ให้ทางท้องถิ่นจังหวัดพิจิตร ตีความว่าใครผิดใครถูก เบื้องต้นได้ข้อสรุปบางส่วนแล้วว่า ประธานคณะตรวจรับงานโครงการอาหารกลางวัน ร.ร.เทศบาลตะพานหินวิทยาคาร จำนวน 3 คนนั้น บกพร่องต่อหน้าที่ โดยตรวจพบว่ามีการทุจริต แต่ไม่รายงานให้ผู้บริหารทราบ จนเป็นเหตุให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ในส่วนของ น.ส.สุพรรณ ศรีบัวทอง ผอ.ร.ร.นั้น ในฐานะ ผู้บริหาร ก็ต้องออกมารับผิดชอบด้วยเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครผิดร้ายแรงกว่ากัน

นายวีระศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับการพิจารณาลงโทษ อยู่ระหว่างนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา ในส่วนของคดีอาญาต้องรอการชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพราะที่ผ่านมาได้มีการร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช.และได้มีการไต่สวนข้อเท็จจริง

ปปช.ฟัน2สำนวน 'นพรัตน์-พนม-ประนอม' ร่วมโกงเงินทอนวัด ผิดวินัย-เชือดอาญา - แนวหน้า ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

"นพรัตน์-พนม-ประนอม"ไม่รอด ป.ป.ช.ฟัน 2 สำนวน โกงงบ พศ.โอนวัด ตปท. 5 ล.-เงินทอน 17 ล. แถม ฟันซ้ำ "พนม-ประนอม" กับพวกผิดวินัย ร้ายแรง โกงเงินทอนวัด 24 ล. ลำปาง-แพร่ ส่งอัยการฟ้องศาลฟันอาญา

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2561 นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีการทุจริตเงินงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)ในปีงบประมาณ 2556 และปีงบประมาณ 2558 โดยมีนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. และนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. และ น.ส.ประนอม คงพิกุล อดีต รอง ผอ.พศ. ถูกชี้มูลความผิด

โดยในสำนวนแรก กรณีการทุจริตเงินงบประมาณเกี่ยวกับการอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ ปี 2556 จากการไต่สวนข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐาน รับฟังได้ว่า เมื่อปี 2556 พศ.ได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์เกี่ยวกับการดำเนินโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ดี พศ. ได้โอนงบประมาณดังกล่าวผ่านวัดพระพุทธบาทตากผ้า เพื่อโอนต่อให้กับ พระสุทธิพงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร จำนวน 2 ครั้ง วงเงินรวม 5.78 ล้านบาท ถือว่าผิดตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด ที่ห้ามโอนให้กับวัดไทยในต่างประเทศ กรณีนี้มี นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.พศ. ขณะนั้น นายพนม ศรศิลป์ รอง ผอ.พศ.ขณะนั้น นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนาสถาน พศ. ขณะนั้น นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผอ.กองพุทธศาสนสถาน (ขณะนั้น) รวมถึงพระสุทธิพงศ์ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนการพูดคุย และโอนงบประมาณ

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการจัดสรรเงิน 2 ครั้งดังกล่าว เป็นการพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ที่ พศ. ว่าด้วยการขอและจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด กล่าวคือ ไม่มีคำขอการบูรณปฏิสังขรณ์วัด ประจำปี 2556 ผ่านวัดพระพุทธบาทตากผ้า และไม่มีการประชุมของคณะทำงานพิจารณาขอรับเงินอุดหนุนจริง รวมถึงการจัดรายงานการประชุมคณะทำงานฯเพื่อพิจารณาขอรับสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดปี 2556 อันเป็นเท็จ และการกระทำดังกล่าวเป็นการเบียดบังเงินทรัพย์สินของสำนักงาน พศ. เป็นของตนเองหรือผู้อื่น

คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 1.นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 151 157 ประกอบมาตรา 83 และผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 และผิดวินัยอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 82 (1) (2) (3) และมาตรา 85 (1) (4) (7) 2.นายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.พศ. มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 และเป็นผู้สนับสนุนในการ กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

3.นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.กองพุทธศาสนสถาน และ 4.นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและ ศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน มีมูลความผิด ทางอาญา ตามมาตรา 157 และ 162 (1) (4) และผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 และผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ส่วนพระสุทธิพงศ์ ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายจึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 151 157และผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ทั้งนี้ ให้ส่งรายงานและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และส่งรายงานและเอกสารพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป

นายวรวิทย์กล่าวว่า ส่วนสำนวนที่ 2 การทุจริตงบประมาณ พศ.ประจำปีงบประมาณ 2558 โดยเป็นเรื่องที่กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ กองบังคับการสอบสวนกลาง (ปปป.ตร.) มีการกล่าวหานายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. น.ส.ประนอม คงพิกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.พศ. กับพวกว่า ทุจริตเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ปี 2558 ให้กับวัดใน จ.ลำปาง 5 แห่ง และวัดใน จ.แพร่ 1 แห่ง วัดละ 4 ล้านบาท รวม 6 วัด เป็นเงิน 24 ล้านบาท

จากการไต่สวนพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ช่วงปลายปี 2557 นายพนม น.ส.ประนอม พระครูศิโรจน์ ปิยรัตน์เสรี อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านอ้อ จ.ลำปาง

(ขณะนั้น ปัจจุบันสึกแล้ว) นางณัฐฐาวดี ตันตยาวิสาสุทธิ นักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนสถาน นายวสวัตติ์ กิตติธีรสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดสรรเงินให้กับวัดใน จ.ลำปาง 5 แห่ง และวัดใน จ.แพร่ 1 แห่ง เป็นเงิน 24 ล้านบาท แต่โอนกลับคืนเข้าบัญชีนางณัฐฐาวดี พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ และ น.ส..อุบล ดิษฐ์ด้วง เป็นเงินจำนวน 17.8 ล้านบาท ก่อนที่ น.ส.ประนอม สั่งการให้นางณัฐฐาวดี และนายวสวัตติ์ ถอนเงินจาก 3 บัญชี ดังกล่าวให้ตนเอง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูล ความผิด 1.นายพนม มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 151 และ 157 ประกอบมาตรา 83 90 และ 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง 2.น.ส.ประนอม และ 3.นายวสวัตติ์ มีมูลความผิด ทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 90 และ 91 และมูลความผิดทางวินัย อย่างร้ายแรง 4.นางณัฐฐาวดี มีมูลความผิด ทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 151 157 และ 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 90 และ 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

ส่วน 5.นายศิวโรจน์ และ 6.น.ส.อุบล มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 151 157 และมาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 90 และ 91 โดยให้ส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป

นอกจากนี้ นายวรวิทย์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าของการตรวจสอบคดีเงินทอนวัด ที่อยู่ในการดำเนินการของ ป.ป.ช.ว่า มีทั้งหมด 80 เรื่อง โดยแบ่งเป็นเรื่องที่แล้วเสร็จ 19 เรื่อง ยังอยู่ในชั้นของการไต่สวนข้อเท็จจริง 17 เรื่อง และอยู่ในชั้นของการแสวงหา ข้อเท็จจริง 44 เรื่อง

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: คนไทยร่วมต้านโกงได้อย่างมั่นใจแล้ว - แนวหน้า ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พัชรี ตรีพรม

การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกมายาวนานในสังคมไทยถือเป็นความท้าทายหนึ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือประชาชน ในบทความตอนนี้ผู้เขียนจึงศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมการต้านคอร์รัปชัน เพื่อให้ท่านผู้อ่านเกิดความมั่นใจในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสำคัญนี้โดย ไม่ต้องหวั่นเกรงอำนาจใด และนำเสนอเครื่องมือที่ได้รับ การพัฒนาโดยภาคส่วนต่างๆ เพื่อช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถใช้สิทธินี้ได้อย่างมีประสิทธิผลด้วย

ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้มีการกำหนดให้สิทธิแก่ประชาชน ชาวไทยในการเข้าร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน โดยมีการบัญญัติไว้ในมาตรา 63 ว่า รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อ ป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าว อย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริม ให้ประชาชน รวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐตามที่ กฎหมายบัญญัติ ข้อบัญญัติดังกล่าวนำมาสู่การคุ้มครอง สิทธิของประชาชนในทางปฏิบัติ 3 ประการ

ประการแรก กฎหมายกำหนดให้ภาครัฐเป็น ผู้มีหน้าที่ในการสนับสนุนประชาชนและกำจัดอุปสรรค ที่จะขัดขวางการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งประการนี้ไปสู่การร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อเป็นแนวทาง กลไกและข้อปฏิบัติที่ชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เช่น หากผู้ร้องเรียนโดนฟ้องร้องเนื่องจากการแจ้งเรื่องการทุจริต รัฐจะต้องจัดหาทนายความเพื่อต่อสู้คดีให้ประชาชนผู้นั้น ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนเข้ามามีสิทธิเข้าร่วมในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันทางหนึ่ง

ประการที่สอง ให้สิทธิและคุ้มครองการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการเคลื่อนไหวหรือแสดงออกเพื่อการ ต่อต้านคอร์รัปชันโดยมีกฎหมายให้การรับรอง เช่น ส่งเสริม การรวมตัวกันรณรค์ให้ความรู้เกี่ยวกับคอร์รัปชัน หรือการรวมตัวกันของกลุ่มประชาชนในการร่วมแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน เพราะเมื่อประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจกับปัญหานี้มากขึ้น และเห็นว่าคนอื่นๆ ในสังคมก็คิดเช่นเดียวกัน ก็จะมีความมั่นใจในการเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหานี้มากขึ้นด้วย

ประการที่สาม ส่งเสริมให้ประชาชนตื่นตัวอยากเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ไม่ละเลยหรือเพิกเฉยหากพบเห็นการทุจริตเกิดขึ้น รวมถึง การสร้างค่านิยมใหม่ที่มองว่าคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่สามารถร่วมกันแก้ไขปัญหาได้

เมื่อได้ทราบว่ากฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างนี้แล้ว ผู้อ่านคงจะสบายใจในการมีส่วนร่วมมากขึ้นแล้ว ดังนั้นเพื่อความต่อเนื่อง ผู้เขียนจึงขอนำเสนอช่องทางที่ได้รับการพัฒนาโดยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อเข้าร่วมต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ให้ผู้อ่านสามารถเลือกเข้าร่วมตามความพึงพอใจและเหมาะสม

ช่องทางแรกคือ การร้องเรียนผ่านหน่วยงาน ภาครัฐที่ทำหน้าที่การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) และศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีการเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนได้หลายช่องทางเช่น ทางสายด่วนป.ป.ช. 1205 การโทร.แจ้งเรื่องหมายเลขโทรศัพท์ 0-2528-4800-01 การแจ้งเรื่อง ร้องเรียนทางจดหมายสามารถส่งได้ตามที่อยู่สำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขที่ 361 ถนนนนทบุรี ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 และการเข้าร้องเรียนโดยตรงที่สำนักงานทั้งส่วนกลางและ ส่วนภูมิภาคโดยต้องทำเป็นหนังสือ ซึ่งมีรายละเอียด ระบุไว้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ป.ป.ช. ประชาชนผู้แจ้ง เรื่องสามารถเข้าดูรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ www.nacc.go.th อย่างไรก็ตาม ช่องทางดังกล่าวอาจยังมีข้อจำกัด บางประการ เช่น การแจ้งเรื่องร้องเรียนจะต้องมีการให้ ข้อมูลส่วนตัวของผู้แจ้งเรื่องจะต้องให้ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และที่อยู่ ทำให้ประชาชน ผู้แจ้งเรื่องมีความหวั่นเกรงเรื่องความปลอดภัย

ผู้เขียนจึงขอนำเสนออีกช่องทางหนึ่ง ผ่านเครื่องมือต่างๆ ที่พัฒนาโดยภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ที่มีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่เป็นองค์กรศูนย์กลางขับเคลื่อน โดยประชาชนที่พบเห็นการทุจริตสามารถนำเรื่องร้องเรียนผ่านโครงการหมาเฝ้าบ้าน ในช่องทาง Facebook Page ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ที่สืบสวนสอบสวน รวบรวมข้อมูล และเปิดเผยข้อเท็จจริง ของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่อาจเกิดการทุจริต ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และสำหรับใครที่สนใจอยาก จะมีส่วนร่วมมากกว่าแค่แจ้งเบาะแส ก็สามารถสมัคร เข้าร่วมเป็นเครือข่ายหมาเฝ้าบ้านได้ด้วย โดยจะได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมเป็นทักษะในการสอดส่อง ขุดคุ้ยข้อมูล เปิดโปงการทุจริตในภาครัฐอีกด้วย ผู้อ่านท่านใดสนใจสามารถเข้าไปติดตามดู ได้ที่ Facebook Page ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน

อีกช่องทางหนึ่งที่ประชาชนเลือกเข้าร่วมได้คือ Facebook Page ต้องแฉ ที่เป็นการร่วมมือของหลายองค์กรภาคเอกชนและประชาสังคม ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้ามาร่วมแจ้งเบาะแส แชร์ข้อมูลทุจริตที่พบเห็น ให้ข้อมูลและความเห็นเพิ่มเติม และติดตามตรวจสอบให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความโปร่งใสและการแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงอย่างสร้างสรรค์ในสังคมไทย โดยข้อมูลต่างๆ ที่เพจนี้ได้รับมา จะผ่านการคัดกรองและสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อนำเสนอต่อสาธารณะผ่านสื่อต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดียและสื่อกระแสหลัก

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับช่องทาง ร้องเรียนของภาคประชาสังคมเหล่านี้คือ ความสะดวก ปลอดภัย และสามารถสร้างผลกระทบทางสังคมได้จริง ผู้เขียนขอยกตัวอย่างความร่วมมือของประชาชนผ่านช่องทางนี้ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา การทุจริตได้จริง นั่นคือ กรณีการทุจริตอาหารกลางวัน เด็กโรงเรียนบ้านท่าใหม่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีพลเมืองผู้ตื่นรู้สู้โกงกลุ่มหนึ่งส่งรูปขนมจีนคลุกน้ำปลาที่โรงเรียนแห่งหนึ่งจัดเป็นอาหารกลางวันให้ นักเรียนมาที่ Facebook Page ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ทีมงานหมาเฝ้าบ้านจึงรวบรวมและสืบหาข้อมูลเพิ่ม แล้วนำเสนอเรื่องนี้สู่สังคม สร้างความตกใจและความ ไม่พอใจต่อเหตุการณ์นี้ในโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้ ประชาชนในพื้นที่รวมตัวกันเพื่อออกมาเรียกร้องให้มี การตรวจสอบ จนนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวน นายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน บ้านท่าใหม่ และมีคำสั่งย้ายด่วน แต่เรื่องยังไม่จบ เพียงเท่านี้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ามาตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ามีคดีนี้มีความเกี่ยวข้อง กับพฤติการณ์ทุจริตและมีความผิดวินัยร้ายแรง เป็นผล ให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมีสั่งกำชับว่าจะต้องดำเนินการทางวินัยร้ายแรง ดำเนินคดีทางอาญา และทางแพ่งให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างกับพื้นที่อื่นๆ ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่พลเมือง กลุ่มหนึ่งส่งรูปและข้อมูลมาที่ Facebook Page ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้านเท่านั้น โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนเสียด้วยซ้ำ

เมื่อกฎหมายที่ให้การคุ้มครองสิทธิและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชัน ได้รับการสนับสนุนโดยช่องทางการมีส่วนร่วม ทั้งแบบทางการของภาครัฐ หรืออย่างง่ายๆ ของภาคเอกชนและประชาสังคม ให้ประชาชนได้ เลือกใช้กันตามความพอใจและเหมาะสม การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชันก็ไม่ใช่เรื่องยากหรือน่ากลัวอีกต่อไป

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: กรรมไล่ล่า พานทองแท้? คดีฟอกเงินปล่อยกู้กรุงไทย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

นพรัฐ พรวนสุข

วันนี้มาดูมาลุ้นอัยการ สั่งฟ้อง-ไม่ฟ้องหรือเลื่อนคดี "โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร" ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนายทักษิณ ชินวัตร และพจมาน ณ ป้อมเพชร โดนฟ้องข้อหาฟอกเงิน

หรือมีความเป็นไปได้ที่คนไทยอาจจะต้องตามดูคดีนี้กันยาวๆว่า สุดท้าย "โอ๊ค" จะเป็น ชินวัตร คนที่ 3 ที่ต้องไปอยู่ต่างประเทศหรือไม่?

ซึ่งคนตระกูล "ชินวัตร" ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาหลบหนี หมายจับตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม ขณะนี้ มีแล้ว 2 คน คือ ทักษิณ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่หลังจากนี้ จะ มีคนตระกูลชินวัตร ต้องหนีคดีออกนอกประเทศเป็นคนที่ 3 หรือไม่

ตอนนี้ คนในตระกูล ชินวัตร ก็กำลังผวากันอยู่ กับคดีฟอกเงินที่ "โอ๊ค" พานทองแท้ กล่องดวงใจของทักษิณโดนดีเอสไอฟ้อง ขืนปล่อยให้เป็นคดีในศาล มันจะล่อแหลมสิ้นตระกูลชินวัตรเอาง่ายๆ

คดีฟอกเงินเป็นผลพวงจากคดีความทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ซึ่งคนทำผิดตัดสินไปเมื่อสามปีที่แล้ว คนทำผิดรับกรรมติดคุกกันยกแก๊งคนละหลายสิบปี ตอนนี้บางคนตายในคุกแล้ว ก็มี

ส่วนคดีฟอกเงินเป็นเงินที่ได้มาจากการทุจริต และมีการ จ่ายออกมาเป็นค่าดำเนินการหรือค่าปากถุง เพื่อตอบแทนในการที่ให้กรุงไทย ปล่อยกู้ให้กฤษดามหานคร อย่างผิดหลักเกณฑ์

โดยการตีค่าที่ดินค้ำประกันมั่วๆ ตามอำเภอใจ แม้จะมีเสียงทัดทานจากแบงก์ชาติก็ไม่ฟัง แล้วยังดันทุรังปล่อยกู้กันไป เพราะถือว่ามีอำนาจการเมืองหนุนหลัง โดยเฉพาะมี big boss หรือ "นายใหญ่" สั่งลงมาโดยตรงสำหรับคดีฟอกเงินตอนนี้สำนวนถูกส่งจากกรมสอบสวน คดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ เรียบร้อยแล้ว และอัยการนัดในวันที่ 5 กันยายน

เพื่อให้พานทองแท้และทีมทนายความมาฟังว่า อัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง หลังก่อนหน้านี้ ดีเอสไอได้นำตัวพานทองแท้กับพวก ไปยื่นสั่งฟ้องคดีกับอัยการเมื่อ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา

พานทองแท้ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาทำผิดอาญาฐานฟอกเงิน ร่วมกัน ทำผิดพร้อมกับพวกคือ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และ นายวันชัย หงษ์เหิน สามีของ นางกาญจนาภาเป็นผู้ต้องหา รวม 3 คน

คดีนี้ ต้นเรื่องมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน หรือ ปปง. ได้มีหนังสือกล่าวโทษขอให้ดีเอสไอพิจารณาดำเนินคดีอาญา กับ นางเกศินี จิปิภพ, นางกาญจนาภา หงษ์เหิน, นายวันชัย หงษ์เหิน และ นายพานทองแท้ ชินวัตร รวม 4 คน ในความผิดฐานฟอกเงินโดยหลังใช้เวลาพิจารณานานร่วมปี มีการแกะรอยเส้นทางการเงินและต่อจิ๊กซอว์ผู้เกี่ยวข้อง ในเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน และการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯอย่างละเอียดถี่ถ้วน

สุดท้าย ดีเอสไอมีการแจ้งข้อหาและสอบสวนเอาผิดสามคนที่เป็นตัวการสำคัญในคดี คือ พานทองแท้-นางกาญจนาภา และนายวันชัย ว่ามีการฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กับเครือกฤษดามหานคร

โดยพบว่า มีธุรกรรมการเงินเป็นเช็คจำนวน 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท เข้าไปยังกลุ่มของผู้ต้องหา

พานทองแท้กับพวก สองสามีภรรยาตระกูลหงษ์เหิน ก็ต้องลุ้นกันหนักว่าอัยการจะมีความเห็นทางคดีอย่างไร จะมีความเห็นสั่งฟ้องและนำตัวทั้งสามคนไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาในวันที่ 5 ก.ย. เลยหรือไม่ หรือจะเลื่อนการฟังคำสั่งคดีออกไป

ที่ผ่านมา กระบวนการพิจารณาสำนวนคดีนี้ ในคณะทำงานมีอัยการคดีพิเศษมาร่วมพิจารณาสอบสวนคดีตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้โอกาสที่พานทองแท้กับพวกจะรอด โดยอัยการสั่งไม่ฟ้อง มีน้อยกว่าสั่งฟ้องอยู่มาก

ทางพานทองแท้ และทีมทนายความ ก็คงรู้ตัวอยู่เหมือนกัน ทำให้ประเมินได้ว่า ทีมทนายความพานทองแท้ มองข้ามช็อตการสู้คดีไปที่ในชั้นศาลแล้ว การหวังให้อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง คงไม่คาดหวังกันแล้ว

เพราะในทางคดีมี "จุดตาย" ที่โผล่มัดโอ๊ค พานทองแท้กับพวกแน่นหนา ซึ่งเป็นที่เสียวสันหลังว่า จะดิ้นไม่หลุด คลี่คลายไม่ได้ ส่วนรายละเอียดเป็นอะไรอย่างไร เรามาว่ากันต่อ ในวันพรุ่งนี้ .

Column STOPPAGE TIME: The Shinawatras and the global diplomatic merry-go-round - THE NATION Issued date 8 August 2018

TULSATHIT TAPTIM

tulsathit@nationgroup.com

You don't need a doctorate to think up the most effective test question for future students of diplomacy you only need to be Thai. Mine is this: "As the foreign minister of another country, how would you handle the Shinawatra situation if Thailand requested Thaksin's or Yingluck's extradition?"

Whoever offers the best answer gets a pass and will be groomed to become a real ambassador or foreign minister. Don't laugh. I don't think America's secretary of state or Britain's foreign secretary knows best how to handle the predicament.

By the time some university administrators embrace my suggestion, the Shinawatra situation will have become even stickier. Panthongtae's son or grandson could be in courageous, selfimposed exile or, some may say, running cowardly away from a guilty verdict in Thailand. By then, the clan may have already bought a Series A football club or had a nominee on the La Liga board. Or they may have invested heavily in Germany.

Benvenuto alla festa. Bienvenigo a la fiesta. Willkommen zur party. Welcome to the party.

Britain is getting good at it.(Or some may describe the country as incredibly lucky.) In the latest close call regarding the Shinawatras, London has navigated its way past a Thai extradition request for Yingluck. It bought enough time to enable her to fly to Dubai, where there will be no extradition problem with Thailand.

This does not mean, though, that others handling runaway Shinawatras should follow the British textbook. The way London has been grappling with the problem is the same as evacuating people from a rumbling volcano because there's no better way to deal with the situation.

What if Yingluck had said, "I'm staying in England because I love it here"? What if she had threatened to go public and accuse the British government of "kowtowing to the Thai military junta"?That's an erupting volcano there, with countless people at its base.

The "wanted" Shinawatras have been popping up here and there, with the United States, Britain, Hong Kong and Singapore apparently their preferred places to sojourn. Thaksin seems to like Russia, too, but it's a country unconcerned about human rights, so his presence would unlikely become a bombshell.

Japan and France were given a bit of a scare years ago. Montenegro's name used to be mentioned often. Cambodia's problems with Thailand escalated to the highest level thanks to Thaksin and lesser fugitives wearing red shirts.The ThaiCambodian tension has subsided for now, but the volcano is simply dormant.

So far, Britain has had the toughest experience among the Western countries. London allowed Thaksin to buy one of the country's biggest football clubs, then kicked him out and then allowed him back in. According to British diplomats in Bangkok a few years ago, Thaksin's Ratchadapisek land scoop, for which he was convicted, did not amount to a crime worthy of extradition.

Yingluck was convicted of malfeasance related to corruption in her government's rice-pledging scheme. Some say her case was highly politicised, so she deserves the status of a politically perse-cuted person. Others say she was found guilty in a constitutional process that would not have been initiated had she still been in power.

Another foreign diplomat admitted some time ago that diplomatic slipperiness regarding Thaksin should be forgiven. "What else are we supposed to do?" he asked, pointing out that the Shinawatras were in power one day and their enemies the next. One day a passport was revoked and the next day it was restored.

Britain is in deep trouble either way.Human rights afford a nice diplomatic basis, but lurking under the surface are powerful, non-ideological benefits. The US has oil and strategic interests to worry about and Britain has been backing its hyper-store business to the hilt. The European Union has been supporting the Shinawatras, but it will listen to what Washington and London have to say.

To complicate matters further, Russia and China are apparently offering the Thai military junta shoulders to cry on. So walking a diplomatic tightrope is more than a clich when it comes to the West coping with Thailand.

Next year's election will most likely prolong the vicious cycle. If the Shinawatras regain power,even by remote control from outside Thailand, their extradition worries will fade, but that doesn't necessarily mean the volcano won't start rumbling again,and soon. We've had two convictions to begin with and Panthongtae is hanging by a thread.

Diplomacy, as the old joke goes,is the art of saying "nice doggie" until you can find a rock. Here's a new one, based on a sure-fire diplomatic trend of the future,where countries have to gently chase off the Shinawatras and treat be nice to any Thai military government:

Diplomacy is the art of using a rock while convincing the doggie that it's still cute.

คอลัมน์ จับประเด็น - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

จากการที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุถึงกรณีการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ออกประกาศเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

จากการตรวจสอบทีโออาร์พบว่ามีการนำที่ดินบริเวณมักกะสันของ รฟท. 150 ไร่ ไปให้เอกชนพัฒนาแสวงหากำไรสูงสุด ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ต่อกิจการของการรถไฟฯ

ประเมินราคาที่ดินต่ำกว่าความเป็นจริง 3-4 เท่า และยังผูกโยงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์พื้นที่โดยรอบ ทำให้มีกลุ่มทุนระดับชาติไม่กี่รายจับมือผู้ประกอบการรถไฟความเร็วสูงจากต่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้จะไปยื่นคัดค้านถึงนายกฯหากรัฐบาลเดินหน้าต่อ ภาคประชาชนขอใช้สิทธิฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป

ถึงแม้กรณีนี้จะเป็นอีกความเคลื่อนไหวของนักร้องเรียนประเภทขาประจำ จนทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความน่าเชื่อถือ แต่จากข้อมูลที่ร้องเรียนมาก็น่ารับฟังและติดตามตรวจสอบ

โดยเฉพาะ โครงการสำคัญที่โยงการพัฒนาพื้นที่ทำเลทองกลางกรุงของ รฟท.ที่เคยมีการคัดค้านมาก่อนหน้า

แน่นอนเสียงของนักร้องเรียนขาประจำจะมีน้ำหนักขึ้นมาแน่ ถ้าข้อมูลที่เปิดมาส่อเค้าความจริง.

เรือยอชต์หรูโยงโกง'วันเอ็มดีบี'ถึงมาเลเซีย - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พอร์ตกลัง* เรือยอชต์หรูเชื่อมโยงคดีอื้อฉาวกองทุน "วันเอ็มดีบี" เดินทางจากอินโดนีเซียถึงมาเลเซียแล้วเมื่อวันอังคาร ส่วน "นาจิบ ราซัค" เข้าให้ปากคำอีกครั้งในวันเดียวกัน

เรือยอชต์หรูลำนี้ชื่อว่า "อีควอนิมิตี" ความยาว 90 เมตร ราคาราว 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,307 ล้านบาท บนเรือมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์, สระว่ายน้ำ และโรงภาพยนตร์ เจ้าของคือ โจ โลว์ นักการเงินชาวมาเลเซียที่โดนกล่าวหาว่าเป็นตัวการสำคัญกรณียักยอกเงินกองทุนวันเอ็มดีบีของอดีต นายกฯ นาจิบ ราซัค ทางการอินโดนีเซียมอบคืนเรือลำนี้ให้มาเลเซีย หลังเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมายึดเรือลำนี้ได้จากนอกชายฝั่งเกาะบาหลี ตามการร้อง ขอของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐที่ต้อง การยึดสินทรัพย์มูลค่าราว 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกมาจากกองทุนวันเอ็มดีบี ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวหาว่าโจนำเงินที่ยัก ยอกมาซื้อเรือลำนี้ ซึ่งเป็นเรือที่จดทะเบียนในหมู่เกาะเคย์แมน

เมื่อวันอังคารที่ 7 สิงหาคม เรือเดินทางมาถึงเมืองท่าพอร์ตกลัง ห่างจาก กรุงกัวลาลัมเปอร์ไปทางตะวันตกราว 38 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นเดินเรือจากเกาะบาตัมของอินโดนีเซีย มีเรือฟริเกตของกองทัพเรือมาเลเซียและเรืออีก 3 ลำของกองทัพเรือแล่นให้การคุ้มครองมา

อัยการสูงสุดมาเลเซียแถลงแสดงความยินดีที่เรือลำนี้มาถึงมาเลเซีย หลังจากมีการเจรจาที่อ่อนไหวและละเอียดอ่อนเกี่ยวกับเรือลำดังกล่าวระหว่างมาเลเซีย, อินโดนีเซีย และสหรัฐ ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียมีแผนเปิดให้ประชาชนเข้าชมเรือก่อนที่จะขาย

ด้านสำนักข่าวเบอร์นามารายงานว่า นาจิบมีกำหนดเข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชันอีกครั้งช่วงบ่ายวันอังคาร และวันพุธเขาต้องขึ้นศาลโดยจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มอีก 3 คดีเกี่ยวกับการฟอกเงิน.