You are here

CG and corruptions News - 8 January 2018

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ความท้าทายการต้าน คอร์รัปชั่นในปี 2561 - โพสต์ทูเดย์

'หมอธี'ห้าม'ผอ.ร.ร.'รับแป๊ะเจี๊ยะ ชี้โทษถึง'ไล่ออก' - มติชน

กลต.ฟ้องKCต่อดีเอสไอ ผู้บริหาร 7 ราย โกงเงินตั๋วแลกเงินบี/อี - ข่าวหุ้น

อดีตปธ.ปปช.หนุนแก้กม.เจ้าหน้าที่รัฐรับของเกิน3พัน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

องค์กรต้านโกงค้านปปช.จ่ออุ้มจนท.รัฐแก้วงเงินรับของเกิน3พันหวั่นเปิดช่องหากินกับพ่อค้าอัยการชงยึดทรัพย์แกนนำพธม.ขายทอดตลาดชดใช้500ล้านปมเข้าปิดสนามบิน2แห่งปี'51 - แนวหน้า

ป.ป.ช.ฟันทุจริตเงินทอนวัดเอี่ยวขรก. - มติชน

ลุยสอบ "สานฝันกีฬาใต้" ถูกสอดไส้ทุจริต ร่อนหนังสือทวงถาม สพฐ.ยังไร้คำตอบ - ไทยรัฐ

'กฤษฎา'ขู่เชือดขรก.ทุจริต - เดลินิวส์

ปปช.ชี้'บิ๊กป้อม'เหมาลำบินฮาวายไม่ผิด - มติชน

Column THINK PRAGMATIC: PM says he's a politician - no surprise there - BANGKOK POST

คอลัมน์ กรุงเทพมอนิเตอร์: ยื่นป.ป.ช.อายัดนาฬิกาหรู'ประวิตร' - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ สถานการณ์ร้อน: ชาร์จไฟหลวงเปิดเกมสู่ก.ม.7ชั่วโคตร - เดลินิวส์

ทานคำด่าไม่ไหวโครงการ "งกไฟ รพ." คว่ำแล้ว!!เลิกสั่งห้ามแพทย์ "ชาร์จมือถือ"- ผู้จัดการรายวัน 360 องศา หน้า 14

คอลัมน์ CSR Talk: เหลียวหลังแลหน้า CSR ปี'61 - ประชาชาติธุรกิจ

จับอีก11เจ้าชายซาอุฯ-ประท้วง - มติชน

คอลัมน์ Amazing AEC: แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน - เดลินิวส์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ความท้าทายการต้าน คอร์รัปชั่นในปี 2561 - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

พิษณุ พรหมจรรยา

ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)phisanu@thai-iod.com

ในสัปดาห์ที่แล้วได้ทบทวนถึงการทำงาน และความก้าวหน้าของ ภาคเอกชนในการร่วมแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในฝั่งอุปทาน ซึ่งมีแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) เป็นหัวหอก สำคัญ

ตั้งแต่ที่มีการริเริ่มโครงการ CAC มาตั้งแต่ปี 2553 จำนวนบริษัทที่เข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์ไม่รับ-ไม่จ่ายสินบนกับ CAC ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แค่ 20 กว่าบริษัทในปีแรก มาจนเป็น 873 บริษัทในปัจจุบัน ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนมากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทในเครือ ในขณะที่บริษัทจำกัดที่อยู่นอกตลาด และบริษัทข้ามชาติ รวมถึงบริษัทขนาดเล็กก็มีอยู่บ้าง แต่ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนบริษัทเหล่านี้ทั้งหมด

เมื่อมาพิจารณาถึงไส้ในของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มาร่วม ประกาศเจตนารมณ์กับ CAC แล้ว ก็พบว่าเท่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจในภาคการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่ค่อนข้างเข้มงวด และธุรกิจในภาคเศรษฐกิจจริงที่มีความเสี่ยงด้านการจ่ายสินบนต่ำ ส่วนธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านการจ่ายสินบนสูงอย่างเช่นอสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง ยังเข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์ไม่มากนัก

ซึ่งหมายความว่าธุรกิจที่มีความเสี่ยงในการจ่ายสินบนต่ำ หรือที่เปรียบได้เป็น low-hanging fruits นั้น ส่วนใหญ่ได้เข้ามาร่วมโครงการแล้ว ดังนั้นความพยายามที่จะดึงบริษัทจดทะเบียนที่เหลือเข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์กับ CAC ในระยะต่อไปจึงถือเป็นเรื่องท้าทาย เพราะเหลือแต่บริษัทที่อาจจะมีความเสี่ยงด้านการจ่ายสินบนสูง หรือบริษัทที่ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการทำธุรกิจอย่างโปร่งใสปลอดจากการจ่ายสินบน

แนวทางหนึ่งที่ทาง CAC ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะดำเนินการต่อในปีนี้ก็คือการพยายามชักชวนให้กลุ่มธุรกิจเข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์แบบเป็นกลุ่ม (Sectoral Approach) เพราะการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งจะประกาศตัวแบบโดดๆ นั้นเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าบริษัทที่เป็นผู้นำในแต่ละธุรกิจเห็นพ้องต้องกัน และออกมาร่วมประกาศเจตนารมณ์เป็นกลุ่ม เหมือนกับกรณีของบริษัทในธุรกิจในภาคการเงิน หรือกลุ่มบริษัทชั้นนำในสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย (TMRS) และกลุ่มบริษัทในสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ที่ออกมาประกาศเจตนารมณ์กับโครงการ CAC แบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน ก็มีโอกาสมากขึ้นที่บริษัทอื่นๆ ในธุรกิจนั้นๆ จะเข้ามาร่วมโครงการมากขึ้น

นอกจากบริษัทขนาดใหญ่แล้ว CAC ยังได้สนับสนุนให้บริษัทที่เข้ามาร่วมโครงการ CAC แล้วทำตัวเป็น Change Agent ด้วยการชักชวนให้บริษัทที่ร่วมทำธุรกิจอยู่ด้วยเข้ามาร่วมโครงการ CAC เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจของตัวเองสะอาดโปร่งใสตั้งแต่ตลอดสายโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายบริษัทที่มีความขันแข็งในด้านนี้ และประสบความสำเร็จในการดึงซัพพลายเออร์ให้เข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์กับ CAC เป็นจำนวนมากอย่างเช่น สมบูรณ์กรุ๊ป บางจาก และ ปตท.

อย่างไรก็ตาม CAC พบว่าเกณฑ์การประเมินตนเอง 71 ข้อที่ใช้อยู่กับบริษัทขนาดใหญ่นั้น อาจจะไม่เหมาะสมกับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งมีข้อจำกัดที่ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น CAC จึงได้ปรับปรุงเกณฑ์การประเมินตนเองสำหรับเอสเอ็มอี โดยตัดทอนลงให้เหลือแค่ 17 ข้อ แต่ยังคงหลักการสำคัญเอาไว้ เพียงแต่ปรับให้สอดคล้องกับโครงสร้างและความสามารถในการปฏิบัติตามของธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดของโครงการ CAC ไม่ได้อยู่ที่จำนวนบริษัทที่เข้ามาร่วมโครงการ แต่อยู่ที่การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของพฤติกรรมการจ่ายสินบนของภาคเอกชน ดังนั้นภารกิจของ CAC จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การชวนให้บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์ และดำเนินการให้ผ่านการรับรองมากๆ

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ CAC ได้ดำเนินการไปในปีที่ผ่านมาก็คือ การริเริ่มโครงการนำร่อง "Citizen Feedback" ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจและความโปร่งใสของการใช้บริการของหน่วยงานรัฐ ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาโดยภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2560 ได้มีการทดสอบระบบ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มาใช้บริการที่สำนักงานที่ดิน 3 แห่ง ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และส่วนงานทะเบียนของกรมการขนส่งทางบก สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดซึ่งนำไปสู่แบบสอบถามสั้นๆ ซึ่งใช้เวลาในการตอบเพียงไม่เกิน 2 นาที

ในช่วง 5 สัปดาห์ที่ทดสอบระบบ มีประชาชนร่วมให้ข้อมูลผ่านการทำแบบสอบถามออนไลน์หลายพันราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าแบบสอบถามที่หน่วยราชการจัดทำเองอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนพร้อมจะให้ข้อมูลหากมั่นใจว่ามีการเก็บข้อมูลจากหน่วยงานที่เป็นกลางในภาคเอกชน และจะมีการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เพื่อปรับปรุงบริการจริง

CAC กำลังหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อเพิ่มจำนวนหน่วยราชการที่จะเข้ามาร่วมทดสอบระบบโครงการ Citizen Feedback ในปีนี้ โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มให้จำนวนเป็นอย่างน้อย 50-100 หน่วยราชการภายในปีนี้ ซึ่งหากระบบนี้ใช้การได้ดีและมีการขยายไปยังหน่วยราชการทั่วประเทศได้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพบริการของระบบราชการ และจะลดเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ในที่สุด

'หมอธี'ห้าม'ผอ.ร.ร.'รับแป๊ะเจี๊ยะ ชี้โทษถึง'ไล่ออก'-ส่ง'ป.ป.ช.'ฟันทางอาญา ยกเคสอัดคลิปแฉบิ๊กสามเสนฯคดีตัวอย่าง - มติชน ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการรับสมัครนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ชั้น ม.1 และ ม.4 พร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 25-28 มีนาคมนี้ เชื่อว่าปีนี้ปัญหาการเรียกรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียน หรือแป๊ะเจี๊ยะจะ ลดลง โดยตนได้ขอให้สถานศึกษาทั่วประเทศทำตามเกณฑ์การรับนักเรียนของ สพฐ.และของโรงเรียนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด อย่าให้มีการติดสินบนหรือทุจริตเกิดขึ้น การรับเงินหรือระดมทรัพยากรต่างๆ ขอให้เป็นไปอย่างถูกต้อง หากพบว่ามีการเรียกรับสินบนหรือรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการรับเข้าเรียน ผู้ที่เกี่ยวข้องจะถูกดำเนินการตามขั้นตอน เห็นได้จากกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยที่ถูกกล่าวหาเรียกรับเงิน 4 แสนบาท แลกรับเด็กเข้าเรียน ซึ่งมีผู้ถ่ายคลิปวิดีโอเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียจนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ขณะนี้มีความคืบหน้าคือใกล้ได้ข้อสรุป แต่ขอให้นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ในฐานะต้นสังกัด เป็นผู้ชี้แจงด้วยตนเอง เพราะการกำกับดูแลจะเป็นไปตามลำดับขั้น ซึ่งที่ผ่านมาได้กำกับดูแลและมีการปรามที่ชัดเจนไปแล้ว

"การรับเด็กปีนี้ หากพบว่ามีกรณีเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเช่นเดียวกับผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนฯ ผมจะดำเนินการเช่นเดียวกัน เพราะการดำเนินการต่างๆ ต้องเป็นไปตามขั้นตอน หากพบว่าทำผิด ทุจริต หรือเรียกรับเงิน มีโทษถึงไล่ออก และถือว่าผิดทางอาญา ต้องส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ ทั้งนี้ ขอเตือนไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่ง อย่าไว้ใจใคร หากไปทำอะไรไม่ดี ขอให้ดู

หนังสือพิมพ์มติชนรายวันกรณีโรงเรียนสามเสนฯเป็นตัวอย่าง เพราะอาจมีคนอัดคลิปวิดีโอมาเปิดเผย ที่สุดขอให้คิดถึงตัวเด็กและชื่อเสียงโรงเรียนจะเสียหาย การรับนักเรียนควรเป็นไปด้วยความยุติธรรม ตัวผมเองไม่รับเด็กฝากอยู่แล้ว ผมจะทำเป็นตัวอย่าง ส่วนผู้บริหาร ศธ.ผมเข้าใจว่าอย่างเลขาธิการองค์กรหลักจะต้องมีรายชื่อเด็กฝาก บางครั้งท่านก็อาจเกรงใจ แต่ขอให้ทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งให้โรงเรียนพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ อย่าไปใช้อิทธิพลบังคับผู้อำนวยการโรงเรียน ถ้าพบถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่" นพ.ธีระเกียรติกล่าว

กลต.ฟ้องKCต่อดีเอสไอ ผู้บริหาร 7 ราย โกงเงินตั๋วแลกเงินบี/อี - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

ก.ล.ต.ประเดิมผลงานปีใหม่ กล่าวโทษผู้บริหารจำนวน 7 ราย ของ “เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้” หรือ KC ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เหตุร่วมกันทุจริตขายตั๋วแลกเงินบี/อี ทำให้บริษัทลงบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่ตรงต่อความเป็นจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษผู้บริหารและอดีตผู้บริหารจำนวน 7 ราย ของ บริษัท เค.ซี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ KC ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอประกอบด้วย 1.นายภัทรภพ อิทธิสัญญากร (เปลี่ยนชื่อเป็นนายกฤติภัทร) 2.นายสรรชัย อินทรอักษร 3.นายธีราสิทธิ์ แสงเงิน 4.นายกิติสาร มุขดี และพวกอีก 3 ราย คือ 5.นายเทพทิวา บุตรพรม 6.นางสาวจรูญลักษณ์ คงคาเรียน (เปลี่ยนชื่อเป็น นางสาวนิษฐา) และ 7. นายวีรวัฒน์ สุขวราห์

ก.ล.ต. ระบุว่า ได้รับแจ้งจากผู้สอบบัญชีของ KC และ ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงเดือนกันยายน 2558 - ตุลาคม 2559 ผู้บริหาร KC ร่วมกับผู้สนับสนุน รวม 7 ราย ได้กระทำทุจริต ยักยอกเงินที่ได้จากการขายตั๋ว B/E ของ KC รวม 25 ฉบับ มูลค่ารวมประมาณ 425 ล้านบาท ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของบุคคลอื่น

การดำเนินการดังกล่าว นายภัทรภพ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นนายกฤติภัทร) อิทธิสัญญากร ในช่วงเกิดเหตุเป็นรักษาการกรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร และนายสรรชัย ในช่วงเกิดเหตุเป็นรองกรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร

ซึ่งทั้งสองคนร่วมกันทุจริตโดยดำเนินการให้ KC ออกตั๋วเงิน 25 ฉบับ ซึ่งมีมูลค่าฉบับละ 25 - 150 ล้านบาท และได้ยักยอกเงินดังกล่าว ผ่านการปลอมแปลงเอกสารการประชุมของบริษัท ร่วมกันเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้รับโอนเงินค่าขายตั๋ว B/E ปกปิดไม่ให้มีการลงบันทึกบัญชีการขายตั๋ว B/E ดังกล่าวในบัญชีของบริษัท และปกปิดอำพรางการทุจริตโดยการต่ออายุตั๋ว B/E หลายครั้ง

การกระทำนี้ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากนายเทพทิวา ซึ่งรู้จักกับนายภัทรภพ และนายสรรชัย โดยนายเทพทิวาให้การช่วยเหลือโดยการยอมให้ใช้บัญชีธนาคารของตนเองเพื่อทำธุรกรรมรับโอนเงินที่ได้จากการขายตั๋ว B/E ทั้งหมด เพื่อแจกจ่ายให้บุคคลอื่น คือ นางสาวจรูญลักษณ์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมการบริษัท ให้ความช่วยเหลือในการทำธุรกรรมทางการเงินบางรายการโดยใช้บัญชีธนาคารของตนเอง

และนายวีรวัฒน์ ซึ่งรู้จักและชักชวนบุคคลหลายรายเข้ามาเป็นกรรมการและผู้บริหารของ KC ได้แก่ นายภัทรภพ นายสรรชัย นายธีราสิทธิ์ และนายกิติสาร โดยเชื่อว่านายวีรวัฒน์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำทุจริตและการรับเงินบางส่วนจากการขายตั๋ว B/E

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในช่วงปี 2559 นายธีราสิทธิ์ และนายกิติสาร เป็นผู้บริหาร มีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการตามลำดับ รับรู้ถึงการออกตั๋ว B/E แต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบและซื่อสัตย์สุจริต ไม่นำรายการตั๋ว B/E ลงบันทึกบัญชีของบริษัท KC ทำให้บัญชีของ KC ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษบุคคลทั้ง 7 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ก.ล.ต. ระบุอีกว่า การถูกกล่าวโทษข้างต้นมีผลให้ผู้บริหารและอดีตผู้บริหารนายภัทรภพ , นายสรรชัย , นายธีราสิทธิ์ และ นายกิติสาร เข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ

นอกจากนี้ อาจเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ก.ล.ต. จึงส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์ พบว่า นายภัทรภพ อิทธิสัญญากร (เปลี่ยนชื่อเป็นนายกฤติภัทร) ถือหุ้น KC ในสัดส่วนมากสุด 35.68%

อดีตปธ.ปปช.หนุนแก้กม.เจ้าหน้าที่รัฐรับของเกิน3พั - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

อดีตประธานปปช.หนุนแก้กฎหมาย จนท.รัฐรับของขวัญเกิน3พัน

ผู้จัดการรายวัน360- อดีตประธานป.ป.ช. เห็นด้วยปรับแก้ประกาศ ป.ป.ช. เพิ่มตัวเลขมูลค่าทรัพย์สินที่ จนท.รัฐรับได้ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ เลขาฯ ป.ป.ช. ระบุรอ กม.ลูกออกก่อน ด้าน "หมวดเจี๊ยบ" ซัด ป.ป.ช.มีแนวคิดสวนทางกับกระแสรณรงค์ไม่รับของขวัญในส่วนราชการ และอาจถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือ "บิ๊กตู่" กรณีซื้อลูกสุนัข เป็นของขวัญให้รัฐมนตรี ในราคาเกินกว่า กม.กำหนด

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สนช. และอดีตประธาน ป.ป.ช.กล่าวถึง ข้อเสนอให้มีการแก้ไข ประกาศ ป.ป.ช.เพื่อเพิ่มมูลค่าให้รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่รัฐ จากเดิม 3,000 บาท ว่าตนเห็นด้วย ในอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยมีการหารือในเรื่องนี้ เพื่อแก้ไขให้สอดรับกับสภาพความเป็นจริงของค่าครองชีพ เพราะประกาศของ ป.ป.ช.ใช้มาตั้งแต่ปี 2542 จึงอาจล้าสมัยไปบ้าง และมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เสนอให้แก้ไข จึงมีเหตุผล หาก ป.ป.ช.จะมีการปรับปรุง

นายปานเทพ กล่าวอีกว่าในกรณีการให้รับทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท ในปัจจุบัน ที่ยังคงใช้ประกาศฉบับเดิมอยู่ ผู้รับสามารถ โอนสิ่งของนั้นให้เป็นของหน่วยงานได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดกฎหมาย

ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า เรื่องนี้ ยังไม่เคยมีการหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใด ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลัง ร่าง พ.ร.ป. ป.ป.ช. ที่จะต้องประกาศใช้ตาม รธน.ใหม่ จึงไม่ทราบว่า เกณฑ์จำนวนมูลค่าในการรับทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น จะถูกบรรจุอยู่ในมาตราใด ซึ่งข้อเสนอของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงความเห็นหนึ่ง ที่ต้องขอบคุณ แต่หลักการทำงาน ของ ป.ป.ช. เมื่อจะมีการยกร่างกฎระเบียบ หรือประกาศใด จะต้องรับฟังความเห็นของหลายๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดความรอบคอบ อีกทั้งเรื่องเกณฑ์การรับของมีค่าของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น มีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ดังนั้น การรับฟังความเห็นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ด้าน ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง กล่าวว่า ป.ป.ช. อย่าไปเชื่อแนวคิดที่ว่า การกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐรับของขวัญมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาทนั้น เป็นตัวเลขที่ล้าสมัย และไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในยุคปัจจุบัน เพราะเหตุผลแบบนี้ มันผิดประเด็น และไม่สอดคล้องกับการปราบโกง อันที่จริง ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐนั้นก้าวหน้าไปถึงขั้น รณรงค์ No Gift Policy โดยประกาศนโยบายไม่รับของขวัญปีใหม่จากผู้ใต้บังคับบัญชา หรือนักธุรกิจ แล้วด้วยซ้ำ เพื่อความโปร่งใส และป้องกันการสร้างคอนเนกชั่นในทางที่ผิด เช่น กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้น ซึ่งได้รับเสียงเชียร์จากสังคม และ ภาคเอกชน ก็เริ่มหันมาทำตามด้วย แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว แทนที่จะนำร่อง หรือผลักดันนโยบายไม่รับ ของขวัญ ให้เป็นวาระแห่งชาติ กลับทำตัวเฟอะฟะเสียเอง

ทั้งนี้ ถ้า ป.ป.ช.เปลี่ยนหลักเกณฑ์มูลค่าการให้ของขวัญเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงนี้ ระวังจะถูกโยงว่าต้องการช่วยฟอกขาวให้ผู้มีอำนาจได้ เพราะนอกจากกรณีความเฟอะฟะของ พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องลูกสุนัขแล้ว ก็ยังมีประเด็นการตรวจสอบนาฬิกาของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้วย ที่สังคมกำลังจับตามองอยู่ และไม่ทราบว่าจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนหลักเกณฑ์มูลค่าของขวัญนี้ด้วย หรือไม่ ที่สำคัญ ป.ป.ช. เอง ก็เป็น หนึ่งในองค์กรอิสระ ที่ไม่ถูกเซตซีโร ทั้งยังได้รับการต่ออายุอีกด้วย จึงควรระวังท่าทีต่างๆ ด้วย.

องค์กรต้านโกงค้านปปช.จ่ออุ้มจนท.รัฐแก้วงเงินรับของเกิน3พันหวั่นเปิดช่องหากินกับพ่อค้าอัยการชงยึดทรัพย์แกนนำพธม.ขายทอดตลาดชดใช้500ล้านปมเข้าปิดสนามบิน2แห่งปี'51 - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561

องค์กรต้านคอร์รัปชั่น ออกโรงค้าน ป.ป.ช.แก้ขยายวงเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐ รับของเกิน 3 พัน หวั่นเปิดช่อง "เอื้อโกง-หากินกับพ่อค้า" อัยการยื่น บังคับคดียึดทรัพย์ 13 แกนนำ พันธมิตรฯ ขายทอดตลาด ชดใช้ ค่าเสียหายกว่า 500 ล้าน หลังนำ มวลชนนับหมื่นปิดสนามบิน 2 แห่ง เมื่อปี'51 ส่วน "ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย" ปลุกกระแสต้านคนนอกนั่งนายกฯ

เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้าน คอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) กล่าวถึงกรณีที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ระบุว่าคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะแก้ไขประกาศ ป.ป.ช.ที่กำหนดวงเงินห้ามการรับและให้ทรัพย์หรือประโยชน์อื่นใดมูลค่าเกิน 3,000 บาท เพราะเป็นวงเงินที่กำหนดอยู่ในประกาศ ป.ป.ช. ปี 2542 และจะขยับให้เป็นไปตามค่าครองชีพปัจจุบัน

โดยกล่าวว่า หากป.ป.ช.จะทำเรื่องนี้จริงก็ขอให้ศึกษาให้ดีๆ แต่ถือเป็นการสวนทางกับนานาประเทศที่ทำกันเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐรับสิ่งของที่มีมูลค่าไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000 กว่าบาท เป็นต้น ซึ่งข้อกำหนดที่ต่างประเทศทำกันเขาต้องการให้ข้าราชการหลีกเลี่ยงการรับสิ่งของจากคนอื่น แต่ต้องรับผลประโยชน์จากรัฐบาลเท่านั้น เพื่อป้องกันความคลางแคลงใจในเรื่องความบริสุทธิ์ รวมถึงต้องการทำให้ข้าราชการทุกคนคิดอยู่เสมอว่าอะไรที่ ตัวเองมีสิทธิพึงได้รับ เพราะฉะนั้น ถ้ากรณี ของประเทศไทย จะขยายวงเงินของห้ามการรับและให้ทรัพย์หรือประโยชน์อื่นใดนั้น จะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และเท่ากับเราส่งเสริมสิ่งที่ชาวโลกไม่ทำ

หวั่นเปิดช่องเอื้อโกง-หากินกับพ่อค้า

เมื่อถามว่าข้ออ้างที่ว่า เป็น เพราะประกาศป.ป.ช.นี้ออกมาตั้งแต่ ปี 2542 ควรปรับให้สอดคล้องกับ สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันนั้นนายมานะกล่าวว่าฟังไม่ขึ้นเลย ไม่ใช่ ถ้าอ้างในแง่เศรษฐกิจ ขอถามว่าเขาหมายความว่าต้องการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐยังชีพได้จากการรับผลประโยชน์จากพ่อค้าหรือผู้ใต้บังคับบัญชาใช่หรือไม่ และหากอ้างว่าทำเพื่อให้สอดรับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับใหม่ ก็คงไม่ใช่ เพราะกฎหมายนี้ไม่ได้บอกว่าให้รับของที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก ข้อกำหนดเดิมได้ ต่อให้ใครจะอ้างว่าเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.คิดไว้นานแล้วแต่ยังไม่ได้ มีโอกาสเริ่มทำ

แนะปปช.พับเรื่องก่อนมีปัญหา

ทั้งนี้ นายมานะยังกล่าวว่า การที่นายวิษณุเปิดเผยเรื่องการแก้ไขประกาศ ป.ป.ช.ดังกล่าวก็ออกมาในจังหวะเวลาเดียวกับช่วงที่มีคนร้องเรียน กรณีที่ นายกรัฐมนตรีซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้วจึงถูกมองว่าจะเอาเรื่องนี้มาแก้เกี้ยว สวนกลับคนที่ร้องเรียน หรือ พยายามสร้างความชอบธรรมในการรับผลประโยชน์ซึ่งคิดว่าแบบนี้ไม่ดีและไม่สนับสนุน

"ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ ป.ป.ช.ตั้งเป้าคืออะไรแต่เราต้องทำให้ทุกคนเข้าใจว่าการรับผลประโยชน์หรือทรัพย์สินอื่นที่ไม่ได้มาจากรัฐนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ท่านต้องแสดงเจตนาให้ชัดว่าทำเพื่ออะไร อยากให้ข้าราชการรับผลประโยชน์จากใคร เพราะเรื่องนี้อาจทำให้เกิดช่องโหว่อย่างมากที่เอื้อต่อการเรียกรับผลประโยชน์มากขึ้นในอนาคต ดังนั้น ป.ป.ช.ควรพับเก็บ ไปเลยดีกว่า สิ่งที่เราอยากเห็นวันนี้คือการทำตามสิ่งที่สากลทำกันเราควรห้ามการรับและให้ทรัพย์หรือประโยชน์อื่นใด ไปเลยหรือถ้าจะยังให้รับได้ ก็ควรลดวงเงิน หรือมูลค่าทรัพย์สินลงให้น้อยที่สุด" นายมานะ ย้ำ ผ่าน www.daily news.co.th และยังเห็นด้วยว่าแนวคิดนี้สวนทางกับการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลกำลังทำอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งการจะรณรงค์เรื่องปฏิรูปประเทศให้ได้ผล ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างเข้มงวด

ป.ป.ช.ฟันทุจริตเงินทอนวัดเอี่ยวขรก. - มติชน ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 7 มกราคม รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ในวันที่ 8 มกราคม นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. นัดแถลงมติ ป.ป.ช.ที่ได้มีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จำนวน 9 คน กรณีทุจริตเงินค่าสนับสนุนสำหรับจัดทำโครงการอบรมพระธรรมทูต เผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปี 2558 ของวัดในพื้นที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3 วัด มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า คดีแรกคือ กรณีกล่าวหานายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ ผอ.สำนักงานพุทธศาสนา จ.สงขลา เรียกรับเงินที่สำนักงาน พศ. โอนเงินค่าสนับสนุนสำหรับจัดทำโครงการอบรมพระธรรมทูตเผยแผ่พุทธศาสนา ประจำปี 2558 ให้แก่วัดชลธาราวาส ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จำนวน 4 ล้านบาท โดยนายเสถียรเสนอว่าจะให้วัดจำนวน 8 แสนบาท และให้โอนกลับมาให้นายเสถียรจำนวน 3.2 ล้านบาท โดยคดีดังกล่าว ป.ป.ช.ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวน โดยมี พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง เป็นประธาน ส่วนอีก 2 คดี เป็นวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นเดียวกัน โดยมีการทุจริตในลักษณะเดียวกัน ป.ป.ช.ได้ใช้กรณีของนายเสถียรเป็นโมเดลในการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัดในวัดอื่นๆ

ลุยสอบ "สานฝันกีฬาใต้" ถูกสอดไส้ทุจริต ร่อนหนังสือทวงถาม สพฐ.ยังไร้คำตอบ ชี้หลักฐานใครเซ็นต้องรับผิดชอบ- ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ส่งเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตรวจสอบกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 15 ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 62 ล้านบาท ก่อสร้างหลังคาคลุมลานอเนกประสงค์ของ 11 โรงเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตามโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้นั้น ตนได้มอบหมายให้ พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตของ ศธ. ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว อีกทั้งจะนำประเด็นนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตฯในเร็วๆนี้ด้วย เรื่องดังกล่าวมีข้อมูลหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นคนเซ็น ใครเป็นคนดำเนินการ ดังนั้น เรื่องการทุจริตที่เกิดขึ้นนี้ จะไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน

ด้าน พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขานุการ รมช.ศึกษาธิการ ติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด รู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มาก และจะต้องมีการดำเนินการกับผู้ที่กระทำการทุจริตอย่างเด็ดขาด

ขณะที่นางรัตนากล่าวว่า พล.อ.สุรเชษฐ์ ให้ความสนใจและแสดงความเป็นห่วงต่อกรณีที่เกิดขึ้นอย่างมาก เนื่องจาก พล.อ.สุรเชษฐ์ ในฐานะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ส่วนหน้า เป็นผู้ดูแลงานแก้ไขการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ แต่กลับไม่เคยทราบว่ามีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว มิหนำซ้ำกลับมีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นอีก หลังจากที่ได้รับทราบเรื่อง พล.อ.สุรเชษฐ์ ได้มีหนังสือทวงถามไปยัง สพฐ.หลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีเอกสารชี้แจงตอบกลับมาแต่อย่างใด

และหากย้อนตรวจสอบข้อมูลดูก็จะรู้ว่าโครงการนี้มีการดำเนินการในยุคที่ใครเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นอกจากนี้ เท่าที่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบ สพม.15 ทำหนังสือถึง สพฐ.เรื่องขอก่อสร้างหลังคาคลุมลานอเนกประสงค์ในโรงเรียนจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่งบประมาณที่ สพฐ.จัดสรรลงมาให้ถูกนำมาสอดแทรกเข้าไว้ในโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ และโรงเรียนที่อยู่ในโครงการดังกล่าวก็ไม่ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างหลังคาคลุมลานอเนกประสงค์ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรคงต้องไปสอบถามกับทาง สพฐ.ว่าสาเหตุใดถึงนำงบประมาณมาสอดแทรกในโครงการนี้ และตนคิดว่าอาจจะมีการทำลักษณะแบบนี้ในอีกหลายพื้นที่เช่นกัน.

'กฤษฎา'ขู่เชือดขรก.ทุจริต - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 7 ม.ค. นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะเดินสายกำชับข้าราชการกระทรวงฯ ทุกหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ 76 จังหวัดให้ปฏิบัติงานตามนโยบายปรับโครงสร้างภาคเกษตรเชิงรุก ระหว่างวันที่ 24 ม.ค.-20 ก.พ. รวมถึงเชิญหอการค้าจังหวัด ผู้จัดการธ.ก.ส. และผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ มาร่วมหารือ เพื่อปรับทุกภาคส่วนสู่นโยบายการตลาดนำการผลิต นอกจากนี้ให้ข้าราชการแนะนำเกษตรกรปลูกหรือเลี้ยงอะไรต้องไม่ขาดทุน โดยต้องหาตลาดรองรับก่อนเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ทั้งนี้ภายใน 3 เดือนนี้ต้องเกิดเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นั่งรอปัญหาเหมือนในอดีต

"ผมเน้นย้ำกับทุกคน ผมไม่ทุจริต ดังนั้น ข้าราชการอย่าให้เกิดเรื่องการทุจริตขึ้น ผมไม่ เอาไว้ สำหรับโครงการ 9101 ที่มีการร้องเรียนหลาย พื้นที่ถึงความไม่โปร่งใส ได้สอบถามอธิบดีกรม ส่งเสริมการเกษตร ยืนยันว่า เป็นเรื่องของคณะ กรรมการระดับพื้นที่ ซึ่งอยู่ในชุมชน ไปดำเนิน การจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในโครงการ ข้าราชการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" นายกฤษฎา กล่าว.

ปปช.ชี้'บิ๊กป้อม'เหมาลำบินฮาวายไม่ผิด - มติชน ฉบับวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้า 6 คดี ได้แก่ 1.คดีเงินทอนวัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โครงการเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ปีงบประมาณ 2555-2558 มีจำนวน 133 วัด ป.ป.ช.แต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว 12 วัด ที่เหลืออีก 120 วัด อยู่ระหว่างขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ พศ. ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตงบประมาณอุดหนุนฯวัดพนัญเชิงวรวิหารไปแล้ว 2.คดีจัดหาที่ดินเพื่อปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย 5 โครงการของบริษัท ปตท. กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด มีการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง 47 ราย และประสานความร่วมมือกับอินโดนีเซีย ในการข้อเอกสารหลักฐานและร่วมสอบสวนพยานบุคคลแล้ว คาดว่าจะเสร็จในปี 2561

นายวรวิทย์กล่าวว่า 3.คดีการจ่ายสินบนของบริษัท โรลส์ รอยช์ จำกัด มีความคืบหน้าดังนี้ 3.1 กรณีบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) องค์คณะรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว 80% สอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว 60% อยู่ระหว่างประสานงานขอความร่วมมือกับอังกฤษ 3.2 กรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) รวบรวมพยานหลักฐานแล้ว 60% อยู่ระหว่างสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับประเทศสหรัฐ โดย 2 คดีการรวบรวมพยานหลักฐานค่อนข้างยาก เนื่องจากเหตุเกิดนานแล้วตั้งปี 2546-2547 การรวบรวมพยานหลักฐานต้องรอพยานหลักฐานจากต่างประเทศ ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนได้

นายวรวิทย์กล่าวว่า 4.คดีที่คณะของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเช่าเครื่องบินเหมาลำของบริษัท การบินไทยฯ ไปประชุมที่รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐ ป.ป.ช.พิจารณาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 แล้ว เห็นว่าพยานหลักฐาน ประกอบการรายงานการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำผิดระเบียบ จึงมีมติไม่รับไต่สวน 5.คดีการอนุมัติเข้าใช้ที่ดินสาธารณะป่าห้วยเม็ก หมู่ 6 ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา ป.ป.ช.อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานว่าการดำเนินการของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นไปโดยชอบธรรมหรือไม่ และ 6.เรื่องการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาที่ปรากฏเป็นข่าว จากการตรวจสอบข้อมูลไม่พบว่ามีผู้กล่าวหาร้องเรียนเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

Column THINK PRAGMATIC: PM says he's a politician - no surprise there - BANGKOK POST Issued date 8 January 2018

Veera Prateepchaikul

Finally, last week, Prime Minister Prayut Chan-o-cha halfheartedly admitted, for the first time since he took over the government's administration more than three years ago, that he is a politician, but not without reminding all of us that he is not just any politician - but a politician who used to be a soldier.

His belated acknowledgment did not come as a big surprise to many of us, myself included. He has been a politician for quite some time - a fact that he persistently denied until last week probably because of his contempt for politicians in general and for the wording "politician".

His upcountry visits in recent months where he was seen enjoying ramwong dances with local women and partaking in activities with the villagers as well as his meetings with groups of former MPs in Sukhothai and Suphan Buri, and the chance meeting with the Sasomsap political family at their golf course in Ratchaburi, speak volumes of the behavioural pattern of a typical Thai politician.

His desire and that of his "band of brothers in green" to stay on in power for, who knows how many years to come, supposedly stems from a desire to protect the country from the likes of the predatory professional politicians that this country has seen in the past several decades.

What makes a politician who used to be a soldier stand out from other politicians with former lives, such as a policeman turned politician, or former businessman, academic, journalist, political activist or farmer?

I don't see any difference. The background of a politician may prove to be an asset when he or she is put in the right job that fits the background. But that does not guarantee they will turn out to be a good politician as envisioned by many of us, with honesty as the top priority, followed by efficiency, wisdom and other qualifications.

Sadly, honesty was treated in an insulting manner by past governments which tended to admire smartness and efficiency more. Corruption was rampant and became a norm as the economy prospered. Hence, the slogan: "Corruption is OK, so long as we get something."

There is nothing new about a politician with a military background. There were many of them in the past, among them Gen Prem Tinsulanonda, Gen Suchinda Kraprayoon, Maj-Gen Chamlong Srimuang ... the list goes on and on.

But only a few them have left behind a good memory of their record of honesty and impressive performance.

If Prime Minister Prayut really wants to not be an ordinary politician as he perceives himself to be, then he should show it to us now without having to wait until someone pulls a chariot in front of his house and extends him an invitation card to be the next "outsider" prime minister.

What this country needs is clean and uncorrupt politicians. This is an old and chronic problem which will never be resolved. But it can be contained and kept under control to a certain limit if corrupt politicians or officials are not in positions of power.

The prime minister should have realised why his popularity has declined and many of his supporters have abandoned him. Privy Council president Gen Prem hit the nail right on the head when he warned the prime minister at a year-end meeting that he had used up his reserves, but new reserves will rally to his support if he shows them his good wishes.

The scandal regarding the pricey wristwatches of Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon, which is now the subject of an investigation by the National AntiCorruption Commission, has eroded public trust and confidence of Gen Prayut's administration.

The CSI-LA Facebook page, a proThaksin whistle-blowing outlet in Los Angeles, according to Gen Prayut's loyalists, has recently come up with the 17th pricey wristwatch seen on the general's wrist.

Whether this is fabricated and blown out of proportion, as claimed by Prayut's loyalists, is anybody's guess. But the key issue at stake is why Gen Prawit didn't declare his collection of wristwatches to the NACC in the first place?

If his memory is still functioning, the prime minister should be able to recall his announcement making suppression of corruption the first priority task of his administration. I have no doubt of the prime minister's honesty and his good wishes towards the country and its people. But that alone does not suffice. He must show he does not condone corruption in his administration too. Otherwise, he is just another politician, despite his being an old soldier.

One more thing: a good politician must play by the democratic rule of the game - that is, he must have the consent of the people to represent them in the parliament. And the worldwide standard practice is through the election process.

Veera Prateepchaikul is a former editor, Bangkok Post.

"What this country runs in short supply of are clean and uncorrupt politicians - this is an old and chronic problem."

คอลัมน์ กรุงเทพมอนิเตอร์: ยื่นป.ป.ช.อายัดนาฬิกาหรู'ประวิตร' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า หลังจากฟังการแถลงข่าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการตรวจสอบนาฬิกาหรูราคาแพงกว่าสิบเรือนที่ปรากฏของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พบว่ามีข้อกังขาในแนวทางการตรวจสอบหลายประเด็น

สิ่งที่ ป.ป.ช.ต้องทำอันดับแรกคือ ควรขอให้พล.อ.ประวิตร ส่งมอบนาฬิกาทั้งหมดที่อยู่ในความครอบครอง มาให้ป.ป.ช.ยึดไว้เพื่อทำการตรวจสอบก่อนและหากจำเป็นก็ควรใช้อำนาจตามกฎหมายป.ป.ช. 2542 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 79 ยึดหรืออายัดนาฬิกาเพื่อตรวจสอบที่มา ที่ไป หลักฐานการครอบครองไว้ก่อน แล้วจึงไปสอบพยานเอกสารหรือพยานบุคคล นอกจากนี้หลักฐานสำคัญที่ปรากฏคือนาฬิกาหรูราคาแพงกว่าสิบเรือนนั้น ป.ป.ช.ต้องตั้งประเด็นสอบเพิ่มเติมตั้งแต่ทำไมไม่มีการยื่นแสดงรายการบัญชีมาก่อนเมื่อพบว่าทรัพย์สินมีอยู่จริงการอ้างพยานหลักฐานมาแก้ต่างฟังขึ้นหรือไม่ หากฟังไม่ขึ้น จะถือว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติจนเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติหรือไม่มูลเหตุที่ร่ำรวยผิดปกติเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจที่ส่อไปในทางมิชอบและเป็นการไปเอื้อประโยชน์บุคคลใดหรือไม่

เรื่องนี้ไม่สลับซับซ้อนแต่อย่างใด จึงหวังว่า ป.ป.ช.จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยจะยื่นหนังสือร้องเพื่อให้ ป.ป.ช.ในวันนี้( 8 ม.ค.)เพื่อทำการตรวจสอบตามประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมต่อไป

คอลัมน์ สถานการณ์ร้อน: ชาร์จไฟหลวงเปิดเกมสู่ก.ม.7ชั่วโคตร - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

politic@dailynews.co.th

กลายเป็น "ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์" หลัง นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้สะบัดปากกาลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ กำหนดการห้ามใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ดังนี้ 1. ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐนำวัสดุ อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานต่าง ๆ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว 2. ห้ามนำโทรศัพท์ส่วนตัวมาชาร์จไฟในสถานที่ราชการ 3. ห้ามนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ของราชการไปใช้ในกิจธุระส่วนตัว

4. ห้ามให้พนักงานขับรถยนต์ของหน่วยงานไปกระทำภารกิจส่วนตัวซึ่งไม่เกี่ยวข้องในหน้าที่หรือภารกิจของทางราชการ 5. ห้ามนำรถยนต์ส่วนตัวและครอบครัวมาจอดค้างคืนในสถานที่ราชการ และ 6. ห้ามนำรถส่วนตัวมาล้างในสถานที่ราชการ ทั้งนี้ผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว เห็นความสำคัญในการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว ใครฝ่าฝืนถูกลงโทษทางวินัย

เรื่องนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโลกออนไลน์พากันถล่มยับ เพราะเห็นว่าในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องการห้ามชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือในสถานที่ราชการ เพราะการทำงานส่วนหนึ่งยังต้องใช้ทรัพย์สินส่วนตัวเข้ามาทำงานราชการด้วย แถมยังต้องออกค่าใช้จ่ายเองด้วย

ทำให้ "นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ" หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงสาธารณสุข รีบออกมาชี้แจงเป็นพัลวันว่า เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งครม.ก็เห็นชอบ และมีการมอบหมายให้ทุกส่วนราชการปฏิบัติ กระทรวงสาธารณสุข ก็ถือว่า เป็นหนึ่งในนั้น จึงออกมาตรการเหล่านี้มา

"ข้อห้ามต่าง ๆ ก็มักเป็นประเด็นที่พบบ่อย และทราบดีจากกระแสในสังคมออนไลน์ว่า มีการ ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวในการติดต่องานราชการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้น คงไม่ได้ห้ามชาร์จไปเสียทั้งหมด ไม่ได้ห้ามใช้ไฟฟ้าของหน่วยงานในการชาร์จโทรศัพท์มือถือเด็ดขาด แต่การใช้โทรศัพท์มือถือในเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวอยู่ในวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่

ถึงความเหมาะสม"

จากกรณีที่กระทรวงหมอ ได้ออกมาเป็นหน่วยกล้าตายนำร่องจุดกระแส "ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์" ในช่วงนี้ ถือเป็นช่วงจังหวะ ที่ดีของ "ท็อปบู๊ต" ที่น่าจะสบช่องหยิบประเด็นร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม หรือ "กฎหมายเจ็ดชั่วโคตร" ซึ่งเป็นกฎหมายที่มาจาก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เขียนไว้ เพื่อให้ข้าราชการมีความสุจริตในการปฏิบัติงาน ด้วยความระมัดระวัง ไม่เอาประโยชน์ส่วนตนไปรวมกับประโยชน์ส่วนรวม อีกทั้งการออกกฎหมายฉบับนี้เป็นความประสงค์ของรัฐบาล ที่อยากให้ข้าราชการมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เพราะการทุจริตเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ยอมให้มีไม่ได้

อีกทั้ง "อ.วิษณุ เครืองาม" รองนายกฯ ได้ เคยให้ความเห็นไว้ว่า เป็นกฎหมายที่น่ากลัวกว่า ยุคที่ผ่าน ๆ มา เพราะถ้าเอาตามกฎหมายจริง แค่เอาโทรศัพท์ส่วนตัวมาชาร์จไฟหลวงก็จะผิด เอาซองตราครุฑใส่เงินไปให้งานแต่งงานก็ผิด

งานนี้ต้องจับตาดูว่า จะหาทาง ออกกับการแก้กฎหมายนี้อย่างไร ไม่ให้เป็นปัญหาทำงานใหญ่สะดุด!!.

ทานคำด่าไม่ไหวโครงการ "งกไฟ รพ." คว่ำแล้ว!!เลิกสั่งห้ามแพทย์ "ชาร์จมือถือ"- ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

เลิกสั่งห้ามแพทย์ "ชาร์จมือถือ"

มาไวไปไว! สาธารณสุขยกเลิกคำสั่ง "ห้ามชาร์จแบตมือถือในโรงพยาบาล" หลังโซเชียลฯ ถล่มเละ แถมงัดสูตรคำนวณมาคิดโชว์ ชาร์จแบต100 เครื่อง/วัน ค่าไฟยังไม่ถึง 5 บาท หมอ/พยาบาล หายใจคล่อง ไม่ต้องพกแบตสำรองไปทำงานแล้ว!!

หมอ/พยาบาล ค้านสนั่น!!

กลายเป็นประเด็นดรามา ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในวงการแพทย์ขณะนี้ หลังจากที่ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ออกหนังสือ เรื่อง มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ที่มีใจความสำคัญในเรื่องของการไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้ทรัพยากรของสถานที่ทำงานไปในประโยชน์ส่วนตน แต่สิ่งที่กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก นั่นก็เพราะหนึ่งในระเบียบที่ออกมา มีการระบุไว้ว่า "ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวมาชาร์จไฟในสถานที่ราชการ"?!

ทันทีที่ระเบียบดังกล่าว เผยแพร่ออกสู่โลกโซเชียลฯ ก็ถูกกระแสด้านลบตีกลับอย่างรวดเร็ว มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในวงการแพทย์ อย่างมากที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ระเบียบที่ออกมานั้น "หยุมหยิม" เกินไป และไม่เอื้อต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่

เพจเฟซบุ๊ก "Drama-addict" ที่แอดมินอย่าง "จ่าพิชิต ขจัดพาลชน" เคยเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ได้ออกมาแสดง ความคิดเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า ปัจจุบันหมอและพยาบาลต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการทำงานเยอะมาก ทั้งการใช้บันทึกข้อมูลผู้ป่วย การ ส่งภาพ รวมถึงใช้ในการขอคำปรึกษาจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญกว่า การชาร์จแบตโทรศัพท์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

นอกจากนี้จ่าพิชิต ยังเสริมประเด็นนี้ไว้แบบเจ็บแสบว่า เพื่อความเสมอภาคกัน หากห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้ทรัพยาการของรัฐ ก็ควรห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่เอาของส่วนตัวมาช่วยงานรัฐด้วย

"จริงๆ ถ้าจะห้ามชาร์จมือถือ ห้ามใช้ทรัพยากรหลวงในการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้นะ แต่เพื่อความแฟร์ ถ้าทำแบบนั้น ก็ให้เจ้าหน้าที่ทุกคน ห้ามเอาทรัพย์สิน ทรัพยากรส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้นมาช่วยงานรัฐเด็ดขาด จากนี้ไปไม่ว่าจะทำอะไรให้หน่วยงานรัฐด้านสาธารณสุขเงินไม่มา งานไม่ไป ไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำมันขี่รถไปเยี่ยมชาวบ้าน ก็ ไม่ต้องไป"

ไม่มีเงินจ่ายค่าเอกสาร ค่าพิมพ์งานเกี่ยวกับตัวชี้วัด เป็นตั้งๆ ก็ไม่ต้องเอาตัวชี้วัด ไม่มีเงินจ่ายค่าพ่นยาไล่ยุง ให้ชาวบ้าน ก็ไม่ต้องควักเงินส่วนตัวซื้อไปพ่น ให้ยุงแม่งกัดชาวบ้านไป ไม่มีคอมพ์มาใช้คีย์ข้อมูลการรักษาคนไข้ส่ง ก็ไม่ต้องควักเงินซื้อคอมพ์ มาให้ รพ.ใช้ ให้ค้างอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ถ้าเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายไม่จ่าย งานก็ไม่ต้องทำ เอามะ แบบนั้น แฟร์-ๆ"

สอดคล้องกับ เพจเฟซบุ๊ก "Nurseup Thailand" แฟนเพจที่คอยให้ความรู้เกี่ยวกับงานพยาบาล ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า "ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสื่อสาร นับว่าเป็นประโยชน์มหาศาลในวงการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุข ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการทำงานถือว่าเป็นประโยชน์มากกว่ามูลค่าความเสียหายหรือผลเสียที่พยายามจะชี้ให้เห็น ซึ่งผู้บริหารควรสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มากกว่าที่จะห้ามใช้ด้วยซ้ำ"

ดรามาไม่จบแค่นั้น เมื่อมีการกล่าวถึงประเด็นดรามาของกระทรวงสาธารณสุขบนโลกโซเชียลฯ ครั้งใด หลายคนยังได้มีการติดแฮชแท็ก #สอธอStyle เพื่อให้ล้อกับแฮชแท็ก #สอดอStyle ของ "เส้นด้าย" บล็อกเกอร์ชื่อดัง ที่เคยเกิดกรณีดรามาไปเมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย

ไม่เพียงแค่บุคลากรในวงการแพทย์เท่านั้น ที่ตื่นตัวหลังจากมีการประกาศคำสั่งนี้ออกมา บุคคลในแวดวงอื่นๆ ด้วย ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎระเบียบที่ยากต่อการปฏิบัติตามนี้ ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอีกเพียบ

"อ๋อง-คมพิสิฐ ประสาท" วิศวกรไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "ฟิสิกส์แม่งเถื่อน" จัดทำคลิปวิดีโอคำนวณค่าไฟ พบว่าการชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ในโรงพยาบาล พบว่าหากใช้หน่วยค่าไฟ 0.0076 หน่วย ค่าไฟหน่วยละ 5 บาท จะเท่ากับ 0.038 บาท/เครี่อง ดังนั้น หากมีคนชาร์จแบตเตอรี่ 100 คน เท่ากับ 3.80 บาท/วัน และหากคิดเป็น 1 ปี ก็จะเท่ากับปีละ 1,387 บาทเท่านั้น คลิปวิดีโอดังกล่าว มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 2.5 ล้านครั้ง

ในตอนท้ายของคลิป แอดมินอ๋องยังกล่าวแสดงความ

เห็นแกมประชดประชันไว้อีกว่า "ชาร์จมือถือเพื่อติดต่อ สื่อสาร ถามอาจารย์ เคสนี้เอายังไง รักษายังไง รักษาไม่ไหวตามเพื่อนมา ตามเพื่อน ตามหมอ บ้านก็ไม่ได้กลับ ให้ชาร์จแบตที่ไหน ซื้อพาวเวอร์แบงก์สิบตัวหรือไง ให้พกแบตเตอรี่พาวเวอร์แบงก์มาหรือไง มาทำงานแบบนี้ไหวเหรอ ไม่ไหว ถ้าเอาหม้อชาบูมาต้มในวอร์ดอันนั้นไม่เหมาะสม แต่ชาร์จ แบตมือถือ ให้เหอะ ขอร้อง"

เจอกระแสตีกลับ สั่งระงับแทบไม่ทัน!!

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกระแสสังคมถล่มยับ หรือคำสั่งนี้ ถูกหยิบไปพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียอีกครั้ง ล่าสุดได้มีคำสั่งจากปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนเดิม ยกเลิกระเบียบ เจ้าปัญหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ้นสุดคำสั่งสุดดรามา ที่มีอายุเพียงแค่ 9 วันเท่านั้น!

จากกรณีที่บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงกระแสในโลกโซเชียลฯ วิพากษ์วิจารณ์ถึง หนังสือที่ สธ. 0201.04/ว 3784 ลงวันที่ 29 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ระบุว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงเจตจำนงสุจริตในการบริหารราชการและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวในตำแหน่งหน้าที่อันมิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นแบบอย่างที่ดี ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อความเชื่อมั่น ศรัทธาแก่ประชาชน

มาตรการดังกล่าวมีทั้งหมด 6 ข้อด้วยกัน ประกอบไปด้วย ข้อ 1. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำวัสดุ อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานต่างๆ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ข้อ 2. ห้าม มิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวมาชาร์จไฟในสถานที่ราชการ ข้อ 3. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ของทางราชการ ไปใช้ในกิจธุระส่วนตัว

ข้อ 4. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐให้พนักงานขับรถยนต์ของหน่วยงาน ไปกระทำภารกิจส่วนตัว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องในหน้าที่หรือภารกิจของทางราชการ ข้อ 5. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำรถยนต์ส่วนตัวและครอบครัวมาจอดค้างคืนในสถานที่ราชการ และข้อ 6. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาล้างในสถานที่ราชการ

ทั้งนี้ เมื่อลองย้อนไปดูสาเหตุที่ทำให้คำสั่งคลอดออกมา ก็ได้รับการเปิดเผยจาก นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงสาธารณสุข ทำให้ทราบว่าต้นเหตุนั้น มาจากการที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ ครม. เรื่องของการขัดกันผลประโยชน์ และมีการมอบหมายให้ทุกส่วนราชการปฏิบัติ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ส่วนเรื่องการห้ามชาร์จโทรศัพท์ ยังต้องมีรายละเอียดแนบท้ายด้วยว่า ทำได้แค่ไหน เช่น ชาร์จได้กี่ชั่วโมง เป็นต้น คงไม่ถึงห้ามชาร์จทั้งหมด และตอนนี้อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดให้ชัดเจน

"รายละเอียดในประกาศที่ได้แจ้งไป บางข้ออาจทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความไม่สะดวกในการปฏิบัติงาน เช่นการใช้ ไฟหลวงชาร์จโทรศัพท์มือถือ ที่ใช้ทั้งติดต่อราชการและ เรื่องส่วนตัว ซึ่งอยู่ในวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ถึงความเหมาะสม ซึ่งคงไม่มีการออกประกาศแนบท้ายแล้วแต่อย่างใด" นพ.ยงยศ กล่าว

ส่วนนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดสาธารณสุข ก็ออกมาชี้แจงถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุข ว่าถือว่า เป็นไปตามระเบียบของ ป.ป.ช. ที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหา ผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเป็นเพียงการวางกรอบเท่านั้น ไม่ได้เจตนาเพ่งเล็งโทษแต่อย่างใด

แม้ผู้ใหญ่ในกระทรวง จะออกมาชี้แจงกันยกใหญ่ แต่ในเมื่อตอนนั้นยังไม่มีการยกเลิกมาตรการดังกล่าว อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ย่อมไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน นั่นก็เพราะในย่อหน้าสุดท้ายของประกาศ มีการระบุไว้อย่าง ชัดเจนว่า ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว หากฝ่าฝืน จะมีความผิดตามวินัย และได้รับโทษทางวินัย อีกด้วย!

ท้ายที่สุดแล้วนั้น คำสั่งดังกล่าวก็ถูกยกเลิกไปเป็นที่เรียบร้อย สะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ถูกจับตามองในเรื่องความโปร่งใส ไม่แพ้กระทรวงอื่น แต่เหมือนว่าข้อบังคับที่ออกมานั้น ดูจะขัดแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระทรวงเป็นอย่างมาก

และหากระเบียบนี้ยังบังคับใช้ต่อ ในอนาคตอาจจะได้เห็น "ตูน บอดี้สแลม" ออกมาวิ่งในโครงการก้าวคนละก้าวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คงไม่ใช่เป็นการหาเงินเพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ น่าจะเป็น วิ่งเพื่อหาเงินซื้อพาวเวอร์แบงก์แก่บุคลากรทางการแพทย์แทน ...

ขอบคุณภาพ : เพจเฟซบุ๊ก "หมอแล็บแพนด้า" และ "หมออนามัยขี้mouth"

คอลัมน์ CSR Talk: เหลียวหลังแลหน้า CSR ปี'61 - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

พิพัฒน์ ยอดพฤติการ

ในรอบปี 2560 ที่ผ่านพ้นไป มีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคม และเรื่องความยั่งยืน เริ่มจากการออกหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance Code : CG Code) สำหรับบริษัทจดทะเบียน ฉบับใหม่ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องการสร้างผลตอบแทนให้กับธุรกิจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี รวมทั้งความคาดหวังต่อบริษัทจดทะเบียนในการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น

CG Code ฉบับใหม่ ที่ออกมาใช้แทน CG Principles ฉบับปี 2555 ที่ออกโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการปรับปรุง และเพิ่มเติมประเด็น เพื่อให้ครอบคลุมถึงแนวคิด และปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ การเพิ่มความชัดเจนของบทบาทคณะกรรมการในการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของกิจการ และบูรณาการหลักความรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจเข้าไปในชั้นวัตถุประสงค์ และเป้าหมายหลักดังกล่าวเพื่อให้การสร้างคุณค่ากิจการอย่างยั่งยืนแทรกเป็นเนื้อเดียวกับการประกอบธุรกิจ

หลักปฏิบัติสำคัญอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งออกโดย ก.ล.ต. ในปี 2560 คือหลักธรรมาภิบาลการลงทุน สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน (Investment Governance Code : I Code) เพื่อให้ผู้ลงทุนสถาบันใช้เป็นแนวในการบริหารจัดการลงทุนอย่างรับผิดชอบ คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG) นอกเหนือจากปัจจัยด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุน

หลักปฏิบัติ I Code ฉบับนี้ ก.ล.ต. จัดทำขึ้น โดยปรับมาจาก Stewardship Code ของต่างประเทศ (โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่เป็นต้นแบบ) เพื่อใช้กับผู้ลงทุนสถาบันที่สมัครใจรับการปฏิบัติตาม I Code ทั้งผู้ลงทุนสถาบันที่ให้บริการจัดการเงินลงทุน (asset managers) ผู้ลงทุนสถาบันที่จัดการแทนเจ้าของทรัพย์สิน (asset owners) และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง (related service providers)

การออกหลักธรรมาภิบาลการลงทุนนี้ ก.ล.ต.เชื่อว่าจะนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือของผู้ลงทุนสถาบันที่รับจัดการเงินลงทุนให้กับลูกค้า (ที่เป็นผู้ถือหน่วยลงทุน เจ้าของเงินลงทุน และผู้รับประโยชน์) ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการประกอบธุรกิจอย่างรับผิดชอบของบริษัทและกิจการในตลาดทุนไทย

การประกาศ CG Code และ I Code ทั้ง 2 ฉบับ มีผลให้บริษัทจดทะเบียนจำเป็นต้องศึกษา CG Code ฉบับใหม่ เพื่อนำไปปฏิบัติ (โดยใช้หลัก "Apply or Explain" ให้ปรับใช้ตามดุลยพินิจ หรืออธิบายเหตุผลหากไม่ดำเนินการ) รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลในแบบ 56-1 (ที่จะมีผลใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป) และในแบบ 69-1 (ที่จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป)

รวมถึงกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันที่จะต้องทำความเข้าใจกับ I Code เพื่อพิจารณารับไปปฏิบัติ (โดยใช้หลัก "Comply or Explain" ให้เป็นไปตามข้อกำหนด หรืออธิบายเหตุผลหากไม่ดำเนินการ) รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศรับการปฏิบัติตาม I Code และผลการปฏิบัติตาม I Code บนเว็บไซต์ของผู้ลงทุนสถาบันและจัดส่ง link (URL) ให้กับสำนักงาน ก.ล.ต. รวมทั้งในรายงานประจำปี (ถ้ามี)

หลักปฏิบัติทั้ง 2 ฉบับ เน้นการบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้าไปอยู่ในกระบวนการทางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน (CG Code) และกระบวนการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุนสถาบัน (I Code) ตั้งแต่การกำหนดทิศทาง กลยุทธ์ กระบวนการดำเนินงาน การติดตามและการรายงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเพื่อการสร้างคุณค่าให้กิจการอย่างยั่งยืน

ในปี 2561 ความเข้มข้นของการขับเคลื่อนความยั่งยืนจะยกระดับขึ้นตามกฎเกณฑ์จากผู้กำกับดูแล (regulatory discipline) ด้วยหลักการ CG Code และแรงผลักดันจากผู้มีส่วนร่วมในตลาด (market force) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ลงทุนสถาบัน ด้วยหลักปฏิบัติ I Code นำไปสู่การเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการประกอบธุรกิจอย่างรับผิดชอบของกิจการในตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น

จับอีก11เจ้าชายซาอุฯ-ประท้วง - มติชน ฉบับวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

สำนักงานอัยการแห่งรัฐของซาอุดีอาระเบียแถลงเมื่อวันที่ 6 มกราคมนี้ระบุว่า เชื้อพระวงศ์ระดับเจ้าชาย 11 พระองค์ ถูกควบคุมตัวเอาไว้หลังจากก่อหวอดชุมนุมประท้วงการดำเนินการของทางการที่พระราชวังคัสเซอร์ อัล ฮอคม์ เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา เจ้าชายกลุ่มดังกล่าวถูกสื่อออนไลน์ในท้องถิ่นระบุว่ามีเจ้าชายที่มีชื่อย่อว่า "เอส. เอ. เอส." เป็นผู้นำกลุ่ม รวมตัวกันเพื่อประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียยกเลิกคำสั่งตามพระราชกฤษฎีกางดการชำระเงินค่าใช้กระแสไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับเชื้อพระวงศ์และสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องรัฐบาลให้จ่ายค่าสินไหมทดแทน กรณีที่มีการตัดสินประหารชีวิตเจ้าชายเตอร์กี บิน ซาอุด อัล-คาบีร์ ซึ่งเป็นเครือญาติในราชสำนักซาอุด สายอัล-คาบีร์ ที่เป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มเจ้าชายที่รวมตัวกันประท้วงไปเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา

ในถ้อยแถลงของสำนักงานอัยการดังกล่าวระบุว่า "แม้บรรดาเจ้าชายที่รวมตัวกันประท้วงคำสั่งของทางการดังกล่าวจะได้รับแจ้งให้ทราบแล้วว่าข้อเรียกร้องของทั้งหมดนั้นไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่เจ้าชายทั้ง 11 พระองค์ยังคงปฏิเสธที่จะสลายตัว เดินทางออกจากสถานที่ชุมนุม ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความสงบและความเป็นระเบียบ ทำให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจำเป็นต้องเข้าไปดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยการจับกุมเจ้าชายทั้ง 11 พระองค์"

ถ้อยแถลงยังระบุไว้ด้วยว่า หลังจากที่ถูกจับกุมแล้ว เจ้าชายทั้งหมดถูกตั้งข้อหาหลายข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดความสงบและความเป็นระเบียบ โดยทั้งหมดถูกนำตัวไปควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำอัล-เฮเยอร์ ทางใต้ของกรุงริยาด เพื่อรอการไต่สวนดำเนินคดีต่อไป

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกับการกวาดล้างเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิดของราชสำนักครั้งใหญ่เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้นมีบรรดาเจ้าชาย, เจ้าหน้าที่ระดับสูง และนักธุรกิจระดับหัวแถวของประเทศหลายสิบคนถูกควบคุมตัวไว้พร้อมๆ กันในข้อหาคอร์รัปชั่นและอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่นำตัวคนทั้งหมดไปควบคุมตัวไว้ที่ โรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ใจกลางเมืองหลวง ระหว่างที่รอการเจรจาต่อรองเพื่อทำความตกลงทางการเงินกับทางการ ทั้งนี้ ทางการซาอุดีอาระเบียต้องการให้บุคคลเหล่านี้ส่งมอบทรัพย์สินและเงินสดในส่วนที่ได้มาโดยมิชอบเพื่อแลกกับการได้รับอิสรภาพ

ซาอุดีอาระเบียได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก เพิ่งประกาศใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งรวมถึงการจำกัดการอุดหนุนทางการเงินต่อภาคธุรกิจพลังงานลง, นำเอาระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (แว็กซ์) มาบังคับใช้และยกเลิกสิทธิประโยชน์หลายอย่างที่เคยจัดสรรให้กับเชื้อพระวงศ์ ทั้งนี้เพื่อให้สถานะทางการคลังของประเทศสามารถรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันดิบโลกที่ลดลงและแกว่งตัวอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียต้องจัดทำงบประมาณในปี 2018 เป็นงบประมาณขาดดุลที่คาดว่าจะสูงถึง 195,000 ล้านริยัล หรือราว 52,000 ล้านดอลลาร์ (รอยเตอร์)

คอลัมน์ Amazing AEC: แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561

เกษมสันต์ วีระกุล

สวัสดีปีใหม่ครับ เริ่มต้นปีใหม่นี้ผมขอเริ่มต้นด้วยบทความที่อาจจะหนักไปซักนิด แต่ก็จะเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจ สำหรับคนที่คิดว่าการปราบคอร์รัปชั่นในเมืองไทยคงจะเป็นเรื่องที่ยากเกินแก้ไข ถ้าเรื่องแหวนแม่นาฬิกาเพื่อนนี้เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ประเทศที่เป็นสังคมอุปถัมภ์เหมือนไทยและเคยล่มสลายเพราะการคอร์รัปชั่นมาแล้วแต่วันนี้เขาแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นได้สำเร็จแล้ว เขาจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

เกาหลีใต้นั้นเคยเอาโมเดลการปราบคอร์รัปชั่นของฮ่องกงซึ่งถือเป็นต้นแบบโมเดลที่ใช้ปราบคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพ จนหลายประเทศนำเอาไปใช้บ้าง แต่เมื่อเกาหลีใต้เอา "ฮ่องกงโมเดล" มาใช้กลับล้มเหลวด้วยสองเหตุผลคือ หนึ่งการคอร์รัปชั่นในเกาหลีใต้นั้นเป็นการคอร์รัปชั่นแบบบูรณาการคือรัฐบาล นักการเมืองและธุรกิจขนาดใหญ่ร่วมกันฮั้วร่วมกันโกง และสองสังคมเกาหลีใต้เป็นสังคมอุปถัมภ์ คนที่รู้จักกันมีบุญคุณต่อกันมักจะไม่แฉกันไม่เปิดโปงกัน ผู้น้อยก็ไม่กล้าแฉผู้ใหญ่แม้ว่าจะรู้จะเห็นการโกง การปราบคอร์รัปชั่นโดยใช้ "ฮ่องกงโมเดล" ในเกาหลีใต้จึงล้มเหลวเพราะไม่มีใครแจ้งเบาะแสการโกงคนใกล้ชิดหรือทีมงานก็ไม่กล้าแจ้งเบาะแส คนที่ร่วมกันโกงต่างก็ช่วยกันปกปิดซึ่งกันและกัน โกงกันไปโกงกันมาจนประเทศล่มสลาย เกาหลีใต้จึงตัดสินใจปฏิรูปสร้างระบบการปราบคอร์รัปชั่นให้เป็น "เกาหลีใต้โมเดล"

"เกาหลีใต้โมเดล" พยายามที่จะแก้ไขปัญหาสังคมอุปถัมภ์ที่ไม่มีใครแฉใคร สังคมที่ไม่มีใครอยากแจ้งเบาะแสการโกงถึงแม้จะรู้จะเห็นก็ตาม สุดท้ายเกาหลีใต้ก็เรียนรู้ว่าคนที่จะแฉการโกงได้ดีที่สุดก็คือคนใกล้ตัวหรือทีมงานนั่นเองเพราะอยู่ใกล้ชิดและทำงานร่วมกัน ย่อมจะรู้เห็นความเป็นไปเป็นมาและเบาะแสการโกงได้ดีกว่าคนภายนอก ดังนั้นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ใช้ปราบการโกงในสังคมอุปถัมภ์ของเกาหลีใต้โมเดลก็คือ "เกลือเป็นหนอน"

"เกลือเป็นหนอน" เป็นยุทธศาสตร์ที่บีบบังคับให้คนใกล้ตัวหรือทีมงานต้องรีบ "แจ้ง" การคอร์รัปชั่นทันทีเมื่อได้รู้เห็น หากคนใกล้ตัวหรือทีมงานทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หรือช่วยปิดบังข้อมูล หากคนโกงถูกจับได้ ACRC ซึ่งเป็นหน่วยงานปราบคอร์รัปชั่นของเขาจะลงโทษคนใกล้ตัวและทีมงานอย่างหนักข้อหาไม่แจ้งเบาะแส ในทางตรงกันข้าม หากคนใกล้ตัวหรือทีมงานแจ้งเบาะแสให้กับ ACRC เมื่อคดีสิ้นสุดและผู้คอร์รัปชั่นโดนลงโทษ ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัล "เกลือเป็นหนอน" จึงทำให้คนเกาหลีที่รู้เห็นการโกงต้องรีบแจ้งเบาะแสการโกงเพราะพวกเขาไม่ต้องการจะโดนลงโทษไปพร้อม ๆ กับคนที่โกง การแจ้งเบาะแสนอกจากจะทำให้เขาปลอดภัยแล้วยังทำให้เขาได้รางวัลจากการแจ้งอีกด้วย

ดังนั้นหากเรื่องแหวนนาฬิกานี้เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ เราจะได้เห็นทีมงานผู้สวมแหวนและนาฬิกาโดนลงโทษอย่างหนัก และบางทีเราอาจจะได้เห็นเพื่อนร่วมรัฐบาลที่มีภาพหัวเราะกันกิ๊กกั๊ก ๆ โดนลงโทษด้วยเช่นกันถ้าเรื่องแหวนแม่นาฬิกาเพื่อนนี้เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ป่านนี้ ACRC คงจะเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของการซื้อขายแหวนและนาฬิกาดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว เพราะนาฬิกาแพง ๆ เหล่านี้จะมีหมายเลขประจำเครื่อง ดังนั้นจึงสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทันทีว่าซื้อที่ไหนและเมื่อไหร่ ? ถ้าผู้สวมอ้างว่าเป็นผู้ซื้อเอง หน่วยงานก็สามารถตรวจสอบเส้นทางเงินของผู้สวมได้ว่าเอาเงินส่วนไหนไปซื้อ หากเส้นทางการเงินไม่สอดคล้องกับคำอ้าง หน่วยงานก็สามารถจัดการจับกุมผู้สวมได้ทันที หากผู้สวมอ้างว่าเป็นนาฬิกาเพื่อนจริงอย่างข่าวที่ออกมา หน่วยงานก็สามารถไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของเพื่อนผู้สวมได้ ซึ่งคนทั้งประเทศก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นนาฬิกาของเพื่อนจริงหรือไม่ ?

ทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงเกาหลีใต้ที่ปราบคอร์รัปชั่นสำเร็จจะต้องเริ่มต้นด้วย "การปราบคอร์รัปชั่น" จับกุมผู้คนโกงอย่างรวดเร็วและลงโทษอย่างหนัก จนทุกคนในประเทศเกิดความเชื่อมั่นในหน่วยงานและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ปราบจนทุกคนในประเทศรู้สึกว่า "อย่าโกงเลยเดี๋ยวโดนจับได้แล้วจะโดนลงโทษอย่างหนัก ไม่คุ้มหรอก" แต่หน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชั่น ของไทยกลับเลือกใช้วิธี "ปรามและรณรงค์" ซึ่งหลายสิบปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ตัวเองไปแล้วว่า "ล้มเหลว" ในการจัดการคนโกง แต่หน่วยงานของไทยก็ยังยึดติดวิธีคิดแบบเดิม ๆ โดยหวังว่าจะได้ผลแบบใหม่

อาทิตย์หน้าอ่านต่อครับ.