You are here

CG and corruptions News - 8 November 2018

เล็งสอบวินัยร้ายแรง'เลขาฯกพฐ.' - มติชน

'อรรถพล'เร่งสร้างอนาคตสกสค.- เดลินิวส์

มติทปอ.ออกโรงชัดเจน ค้านยื่นบัญชีทรัพย์สิน 9มทร.จี้ปปช.ทบทวน - แนวหน้า

ควรยกเว้นการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยหรือไม่ - ไทยโพสต์

ป.ป.ช.หว่านแห ส่องทรัพย์สิน รายจ่ายธรรมาภิบาล ต้นทุน-ภาระจำยอม - ประชาชาติธุรกิจ

เปิดบัญชีทรัพย์สิน : อย่ากลัวการส่องไฟ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ อินไซด์สนามข่าว: บทพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ 'ข้อตกลงคุณธรรม' - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ข้าพระบาททาสประชาชน: คสช.ควรล้างบาง'ทอท.'เสียที – ฐานเศรษฐกิจ

เล็งสอบวินัยร้ายแรง'เลขาฯกพฐ.' - มติชน ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

'ผู้ตรวจฯศธ.-ขรก.ซี8สพฐ.-บิ๊กร.ร.อีสาน'ด้วย เอี่ยวซื้อครุภัณฑ์279ล.-ชง'หมอธี'สัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้เข้าพบ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เพื่อรายงานผลการสรุปสำนวนการสอบข้อเท็จจริง กรณีการจัดซื้อจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 279 ล้านบาท ซึ่งนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ.ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้สรุปผลการตรวจสอบ และเสนอตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 ราย ดังนี้ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.), นายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะอดีตรองเลขาธิการ กพฐ., ข้าราชการ สพฐ.ระดับ (ซี) 8 จำนวน 2 ราย และผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ภาคอีสาน ส่วนผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายสนิท แย้มเกษร ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.นั้น ถือเป็นการแต่งตั้งภายในของ สพฐ.เอง การพิจารณาจะยึดผลการตรวจสอบของนายอรรถพล ไม่ใช่ผลการตรวจสอบของ สพฐ.

พล.อ.โกศลกล่าวต่อว่า สำหรับผู้บริหาร ซี 10 และ 11 จะเกี่ยวข้องในเรื่องการกำหนดนโยบาย ซึ่งจะผิดจริงหรือไม่ ก็ต้องไปชี้แจงในคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ในส่วนของผู้อำนวยการโรงเรียนจะโยงใยในเรื่องของการล็อกสเปก โดยระหว่างนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด และส่งให้ทีมนิติการ สำนักงานปลัด ศธ.พิจารณาว่าเห็นตรงกันหรือไม่ จากนั้นจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนาม ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป คาดว่าจะสามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงได้ภายในสัปดาห์หน้า ส่วนประธานสอบจะเป็นใครนั้น ต้องขึ้นอยู่การพิจารณารัฐมนตรีว่าการ ศธ.

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีการสรุปให้เสนอตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงซี 11 สพฐ. ดังนั้น จะต้องย้ายนายบุญรักษ์ออกจากพื้นที่ก่อนหรือไม่ พล.อ.โกศลกล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่ดุลพินิจของนิติการ สำนักงานปลัด ศธ.ว่าจะเสนอ นพ.ธีระเกียรติให้ใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับข้อมูลหลายอย่าง และขณะนี้ถือว่าอยู่ในขั้นการชี้มูล จากนั้นจะมีการสอบสวน

"เรื่องนี้ถือว่าความเสียหายเรื่องเงินยังไม่เกิด เพราะงบประมาณตกไปก่อน แต่ความเสียหายในแง่ของการบริหารงบได้เกิดขึ้นแล้ว แทนที่จะนำงบมาให้นักเรียน ก็ไม่ได้ทำ อีกทั้ง ยังถือว่าผิดนโยบายรัฐบาล ที่เร่งให้แต่ละหน่วยงานใช้จ่ายงบในปี 2560 ส่วนจะถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการสอบสวน" พล.อ.โกศล กล่าว

'อรรถพล'เร่งสร้างอนาคตสกสค.- เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่ นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้เสนอแผนการฟื้นฟู สกสค.โดยมีเป้าหมาย "ซ่อมอดีต สร้างอนาคต" นั้น นายอรรถพลได้รายงานว่าใน 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้ว 25 เรื่อง เช่น มอบอำนาจอนุญาตตัวเองไปราชการให้ ผอ.สกสค.จังหวัด , ยกเลิกการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นส่วนกลางในส่วนงาน, จัดระบบการจัดซื้อจัดจ้างใน สกสค.ใหม่, วางระบบการยืมเงินทดรองจ่าย, จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สวัสดิภาพครูไทย , เตรียมเปิดคลินิกนอกเวลาของสถานพยาบาล สกสค., แต่งตั้งคณะกรรมการกฎหมาย และอรรถคดีชุดใหม่, เตรียมกำหนดหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดการประเมินเลื่อนเงินเดือนใหม่, วางระบบการพัฒนาพนักงานเจ้าหน้าที่, ปรับแผนงบประมาณ, แก้ไขระเบียบหอพักใหม่, เสนอมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูไปยัง ศธ., เตรียมหลักเกณฑ์และวิธีการเบิกเงินสมทบศาสนพิธี, และเตรียมถ่ายโอนพนักงานองค์การค้า ของ สกสค. เป็นต้น

ด้าน นายอรรถพล กล่าวว่า ตนได้ประชุมผอ.สกสค.จังหวัดไปแล้ว โดยให้แต่ละจังหวัดเสนอแผนพัฒนาการให้บริการเหนือความคาดหมายของแต่ละจังหวัดเข้ามา คาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้จะสามารถจัดระบบระเบียบต่าง ๆ ได้แล้วเสร็จ อะไรที่ซุกอยู่ใต้โต๊ะก็เอาขึ้นมาอยู่บนโต๊ะ ซึ่งใน 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไล่เจ้าหน้าที่ทุจริตออกแล้ว 3 คน และยังมีอีกหลายคนที่กำลังคิดอยู่ ใครทุจริตเอาออกหมด ไม่ให้อยู่ องค์กรนี้ไม่ต้องการคนโกง.

มติทปอ.ออกโรงชัดเจน ค้านยื่นบัญชีทรัพย์สิน 9มทร.จี้ปปช.ทบทวน - แนวหน้า ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กก.สภาจุฬาฯเตรียมลาออกยกทีม ค้านต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน "หมอธี" วอนใจเย็นๆ รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหา ด้าน "อธิการบดี มทร.อีสาน" ค้านเต็มที่ ชี้มาทำงานด้วยใจ ไม่มีผลประโยชน์แฝง พร้อมยื่นป.ป.ช.ทบทวน ที่ประชุม ทปอ.เห็นด้วยที่จะตรวจสอบทุจริตภาครัฐ แต่ขอไม่ให้ กก.สภาฯต้องยื่นด้วย อ้างไม่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะที่ มหาวิทยาลัยสงฆ์ ยินดีปฏิบัติตาม

หลังจากมีประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำหนดให้ตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 โดยได้กำหนดให้นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภาและอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล(มทร.) แจงหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งจะมีผลบังคับหลังวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 30 วัน หรือวันที่ 1 ธันวาคม นี้ ส่งผลเกิดเสียงสะท้อนในลักษณะไม่เห็นด้วย คัดค้านและพบว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งกำลังจะประสบปัญหา กรรมการสภามหาวิทยาลัยจะลาออกนั้น

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.)กล่าวว่า อยากย้ำให้กรรมการสภา อย่าเพิ่ง รีบลาออกเพราะรัฐบาล ทราบปัญหาแล้ว ทั้งนี้ มีผู้ส่งข่าวมาให้ว่ากรรมการสภาจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จะลาออกยกทีม ก็ไม่ทราบว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ฝากขอร้องว่า อย่าเพิ่งลาออกกัน อยากให้ทุกท่านใจเย็นๆ ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาก่อน เพราะผลกระทบที่ตามมา คือ มหาวิทยาลัย ต้องสรรหากรรมการสภาใหม่จะเกิดความวุ่นวาย กระทบกับงานบริหารของมหาวิทยาลัยได้

ขณะที่ นายวิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสานในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม 9 อธิการบดี มทร.ว่า นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย สายผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง มทร.แต่ละแห่งมีจำนวน 15 คน ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน ต่างแสดงความจำนงที่จะขอลาออกจากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ที่จะต้องมายื่นบัญชีทรัพย์สินเพราะการเข้ามานั่งเป็นนายกสภาหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็เข้ามาด้วยใจ ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร อยู่แล้ว เข้ามาช่วยงานด้วยความเสียสละ มีค่าตอบแทนแค่เบี้ยประชุมเพียงไม่กี่บาท หากต้องลาออกไปจริงก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ได้มีมติให้ออกหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อขอให้ทบทวนการกำหนดตำแหน่งนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลต่อการสร้างภาระหน้าที่ให้กับนายกสภา และกรรมการสภามหาวิทยาลัย เกินสมควร จึงขอให้พิจารณาทบทวนเรื่องนี้ ในส่วนของอธิการบดี รองอธิการบดี และกรรมการสภามหาวิทยาลัย สายข้าราชการประจำ อีก 14 คน ยินดีที่จะยื่นบัญชีทรัพย์สินตามที่ ป.ป.ช.กำหนด จากนั้น อธิการบดี มทร.อีสาน พร้อมตัวแทนได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง คณะกรรมการ ป.ป.ช.

วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์ วิจิตร ศรีสอ้าน ชั้น 5 สำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)ได้ร่วมประชุมหารือกับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับ ทั่วประเทศ รวมถึงอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมีข้อสรุปว่าเห็นด้วยในหลักการป้องกันและตรวจสอบมิให้มีการทุจริตในภาครัฐ ดังนั้น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยระดับสูง ได้แก่ อธิการบดี และรองอธิการบดี จึงสมควรยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.แต่การที่กำหนดให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านวิชาการเป็นหลักซึ่งมิได้มีอำนาจเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐโดยตรง จึงไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารหรือเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ทางด้าน พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร) รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน และพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงประกาศของ ป.ป.ช.กำหนดให้นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภาและอธิการบดี ของมหาวิทยาลัย ในกำกับของรัฐ รวมถึงมหาวิทยาลัยสงฆ์ แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า เมื่อเป็น ข้อบังคับ ต้องยอมรับและยินดีปฏิบัติตาม

ขณะที่ นายวีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการ ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ(CHES) ซึ่งมีเครือข่ายเป็นอาจารย์และกรรมการสภาจากมหาวิทยาลัยกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ ได้เดินทางยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อสนับสนุน ประกาศของ ป.ป.ช.เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว ถือเป็นการสร้างธรรมาภิบาลในระบบบริหารงานสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และขอให้มีการพิจารณาออกประกาศเพิ่มเติมให้รวมถึงคณบดีด้วย

ควรยกเว้นการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยหรือไม่ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

รศ.ดร.ฉันธะ จันทะเสนา

มรภ.วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

https://www.facebook.com/cjhantasana

เนื่องด้วยประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ประกาศ ณ วันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2561 กำหนดให้บุคคลหลายหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินรวมถึงอธิการบดี นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นเหตุให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องการลาออกจากตำแหน่ง

กรรมการสภาฯ ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับประกาศของ ป.ป.ช. และเตรียมลาออก อ้างว่าหน้าที่กรรมการสภาฯ ตามกฎหมายไม่มีส่วนได้-เสีย ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการบริหารงาน และเรียกร้องให้ที่ประชุมอธิการบดีคัดค้านประกาศนี้ เหตุผลสำคัญที่ต้องการลาออกเพราะอ้างว่าถ้ารายงานตกหล่นติดคุกลูกเดียวเสมือนปลัดท่านหนึ่งและเสี่ยนักการเมือง ประกาศนี้ครอบคลุมตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงมา กรรมการสภาฯ ควรได้รับการยกเว้นแจ้งบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ทำไมกรรมการสภาฯ ต้องลาออก เขากลัวอะไร

ทำไมคนดีๆ ที่มีคุณูปการต่ออุดมศึกษาไทยจึงหวั่นเกรงประกาศนี้ มิทราบว่ากรรมการสภาฯ เกี่ยวข้องกับกลไกทุจริตของมหาวิทยาลัยหรือไม่ การแจ้งบัญชีทรัพย์สินน่ากลัวอย่างไร บางท่านเกรงคู่กรณีกลั่นแกล้งถ้าตนรายงานตกหล่น บางท่านอ้างว่านักธุรกิจเงินถังจะไม่ยอมเข้าเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เพราะไม่อยากทำบัญชี หลายท่านตำหนิรัฐบาลว่าไม่เข้าใจกลไกการศึกษา ถ้าสภาฯ มิสามารถเปิดประชุมได้นักศึกษาที่เรียนครบหลักสูตรจะไม่สามารถสำเร็จการศึกษาเพราะไม่มีสภาฯ อนุมัติ ที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยกลุ่มต่างๆ กำลังต่อรองกดดัน ป.ป.ช.ขอไม่รายงานบัญชีทรัพย์สิน มิน่าเชื่อว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ จะสร้างผลกระทบได้ขนาดนี้ เรื่องนี้เป็นข่าวในสื่อน้อยแต่มีผลกระทบรุนแรงที่อาจทำให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยลาออก มีผู้ประมาณว่าจำนวนอาจถึง 700-800 คนทั่วประเทศ

คุณภาพมหาวิทยาลัยหลายแห่งยังเป็นที่ครหาของสังคม ซึ่งผู้รับผิดชอบไล่เรียงมาได้ตั้งแต่สภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารทุกระดับชั้นจนถึงหลักสูตรและคณาจารย์ ท่ามกลางปัญหาคุณภาพการเรียนการสอนที่ตกต่ำลงทุกวัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งมีปัญหาธรรมาภิบาลผุดขึ้นเนืองๆ มาหลายปีแล้ว รวมถึงคำว่า "สภาเกาหลัง" ที่ได้ยินกันคุ้นชิน ปัญหาธรรมาภิบาลเกิดขึ้นกับพนักงานมหาวิทยาลัยหลายรอบหลายแห่ง โดยเฉพาะประเด็นความเป็นธรรมเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนและอัตราเงินเดือน 1.5 และ 1.7 และอธิการบดีอายุเกิน 60 ปี สภามหาวิทยาลัยเกาหลังผู้บริหารหรือไม่ สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแล้วหรือยัง เพราะเรื่องเหล่านี้กระทบต่อคุณภาพการเรียนการสอนมาก ทั้งในแง่ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและขวัญกำลังใจของบุคลากร และถ้ายิ่งมีการทุจริต ความเป็นธรรมในองค์กรและคุณภาพจะสูญหายไปอย่างมากในอัตราเร่ง ถ้าผู้บริหารทุจริต สภาฯ เกาหลังจะไม่พบเจออะไรทั้งสิ้น และกลไกของ สตง.และ ป.ป.ช.ไร้ประสิทธิภาพ อืดเป็นเรือเกลือ

หลายแห่งมีสภาเกาหลังเคียงข้างผู้บริหารมหาวิทยาลัยทุกปัญหา ซึ่งไม่แปลกเพราะอำนาจการสรรหาแท้จริงขึ้นอยู่กับผู้บริหาร ถึงกระนั้นยังแอบหวังว่าถ้าสภาฯ พบข้อเท็จจริง สภาฯ อาจยืนข้างความถูกต้อง คงมิยอมเสี่ยงทำผิดกฎหมาย แต่เมื่อวันนั้นมาถึง ทำเอางุนงงสงสัยว่าทำไมสภาฯ กล้าทำผิดกฎหมาย ขอยกตัวอย่างการทำผิดกฎหมายในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งดังนี้

กรณีที่หนึ่ง โครงการวิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการไม่มีระบบบัญชี เป็นโครงการตั้งขึ้นมาสอนตรีโทเอก มุ่งเน้นปริญญาเอก มีข้อบังคับเป็นของตนเองดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2553-2559 มีเงินเข้าสามร้อยกว่าล้านบาท ในปี พ.ศ.2557 กรรมการสภาฯ ตัวแทนคณาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวหาในสภาฯ ว่าผู้บริหารสองท่านทุจริต ผู้บริหารฟ้องกลับแต่ศาลยกฟ้องทั้งสองศาล มีคำพิพากษาว่าสามารถกล่าวหาได้ตามหน้าที่และได้แสดงข้อมูลตัวเลขทุจริต เมื่อโครงการปิดลงตัวแทนคณาจารย์ท่านนี้อภิปรายให้หน่วยงานนี้แสดงรายรับรายจ่าย จึงพบข้อมูลเป็นจริงตามกล่าวหาที่ตรวจสอบมาหลายปีเป็นจำนวนสามร้อยกว่าล้านบาท และร้องให้สภาฯ ตรวจสอบ เมื่อสภาฯ ตรวจสอบแล้วไม่พบการใช้จ่ายเงินซ้ำซ้อนตามกล่าวหา เพราะสภาฯ ในปี พ.ศ.2560 พบว่าหน่วยงานดังกล่าว "ไม่มีระบบบัญชี" จึงไม่สามารถใช้จ่ายซ้ำซ้อนได้

มติสภาฯ ที่พบว่าไม่มีระบบบัญชีนั้น คือ ประเด็นสำคัญเพราะข้อบังคับสภาฯ ว่าด้วยโครงการวิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการกำหนดให้มีระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน ระบุเรื่องดังกล่าวไว้ชัดเจนหลายข้อ การไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับผิดกฎหมาย สตง. แต่เป็นเรื่องที่ยกได้ถ้าไม่มีการทุจริตเกี่ยวข้อง แต่ "ไม่มีระบบบัญชี" มีข้อกล่าวหา 300 ล้านสำทับอยู่เบื้องหลัง สภาฯ เสนอชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตขึ้นเป็นอธิการบดี โดยโต้แย้งว่ากลไกการตรวจสอบของ สตง. และ ป.ป.ช. เสร็จสิ้นแล้ว การตรวจสอบ สตง.(สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค) เสร็จสิ้นจริง แต่ตรวจไม่พบเจออะไรเลยแม้เรื่องเรือนไทย ทำให้กลุ่มผู้ร้อง ร้องซ้ำส่งผลให้ สตง.จังหวัดสายตรงผู้ว่าการมาตรวจเฉพาะเรื่องเรือนไทยและเป็นผลว่าใช้งบประมาณผิดประเภท การตรวจครั้งที่สองนี้ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค) คนเดิมมาตรวจโครงการวิทยาลัยนวัตกรรมซ้ำและยังคงไม่พบเจออะไร การตรวจของ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค) เสร็จสิ้นประมาณปี พ.ศ.2558 แต่เรื่อง "ไม่มีระบบบัญชี" สภาฯ ตรวจพบและมีมติในการประชุมสภาฯ เดือนเมษายน 2560 ผู้ร้องส่งข้อมูลไป ป.ป.ช.อย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2561 เรื่องจึงกำลังอยู่ในกระบวนการ

กรณีที่สอง สำนักบริหารทรัพย์สินและรายได้ใช้จ่ายงบประมาณปี พ.ศ.2559 โดยไม่ขออนุมัติสภา ประเด็นนี้ผิดกฎหมาย ข้ออ้างสภาต่อ สกอ. คือ ผู้บริหารขออนุมัติสภาแล้ว ข้ออ้างนี้เป็นเท็จ ไม่มีหลักฐานว่าได้อนุมัติในการประชุมสภาฯ ครั้งใด และสภาฯ ไม่แจ้งว่ามีการอนุมัติในการประชุมสภาฯ ครั้งใด เพราะไม่เคยมีการอนุมัติใช้งบประมาณดังกล่าว

กรณีที่สาม การลาศึกษาต่อโดยไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย สภาฯ อ้างว่ามีจดหมายน้อยของผู้เรียนถึงอธิการบดีที่ 1 และจดหมายน้อยจากอธิการบดีที่ 1 ที่เป็นต้นสังกัดถึงอธิการบดีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยที่ไปเรียนนั้นถือว่าได้ลาศึกษาต่อแล้ว สภาฯ น่าจะรู้ดีว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ไม่มีคำสั่งให้ลาศึกษาต่อ โดยเฉพาะตรวจสอบ ก.พ. 7 คงทราบข้อเท็จจริง

ทำไมสภาฯ จึงกล้าหาญเสนอผู้ทำผิดกฎหมายทั้งสามกรณีขึ้นเป็นอธิการบดี และสภาฯ ได้ตอบย้ำอีกเมื่อ สกอ.ถามกลับด้วยมีกลุ่มค้าน สภาฯ ยังคงยืนยันไปเช่นเดิม จึงน่างุนงงสงสัยมากว่าทำไมสภาฯ จึงกล้ามีมติขัดต่อกฎหมาย แต่เมื่อ ป.ป.ช.จะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน สภาฯ เตรียมลาออกกันเป็นทีม มีเหตุผลอันใดที่ไม่ยอมเข้ากระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย

การแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินตกหล่นต้องติดคุกสถานเดียวใช่หรือไม่ มิน่าจะเป็นอย่างนั้น เช่น คดีหมายเลขดำที่ อม.197/2560 คดีหมายเลขแดงที่ อม.112/2561 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 135 ตอนที่ 78 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ที่นักการเมืองท่านหนึ่งจงใจไม่ส่งบัญชีทรัพย์สินฯ แต่ ป.ป.ช.ไม่ได้ดำเนินคดีทันที มีการติดตามทวงถามแต่ยังคงไม่ส่งอีก ป.ป.ช.จึงส่งฟ้อง มีคำพิพากษาดังนี้ "จำคุก 2 เดือนและปรับ 8,000 บาท ผู้คัดค้านให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือนและปรับ 4,000 บาทไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก" ราชกิจจานุเบกษาเล่มดังกล่าวมีเรื่องและคำพิพากษาลักษณะนี้หลายคดี อาจกล่าวได้ว่าถ้ากรรมการสภาแจ้งตกหล่นโดยสุจริตอย่างตรงไปตรงมามิได้เป็นเรื่องที่น่ากลัวหรือน่ากังวลแต่ประการใด

จากสามกรณีข้างต้นของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สภาฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับกลไกการทุจริตในมหาวิทยาลัยแล้วหรือยัง หรือตรวจสอบความเคลื่อนไหวทรัพย์สินช่วงการสรรหาอธิการบดีจะพบอะไรหรือไม่ เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เท่านั้นใช่หรือไม่ มหาวิทยาลัยอื่นๆ เกาหลังกันอย่างไร สภามหาวิทยาลัยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจริงหรือ กรรมการสภามหาวิทยาลัยควรได้อภิสิทธิ์ยกเว้นการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. หรือไม่ สังคมโปรดช่วยกันพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ต่อประเทศไทย.

ป.ป.ช.หว่านแห ส่องทรัพย์สิน รายจ่ายธรรมาภิบาล ต้นทุน-ภาระจำยอม - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ฝุ่นตลบไปทั้งแวดวง ข้าราชการ-ตุลาการ-อัยการ องค์กรอิสระและนักการเมือง เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ. .... โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 61 เป็นต้นไป

เสียงจากผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียกับประกาศดังกล่าวออกมาสะท้อนทรรศนะแบบ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ต่อคำสั่ง-ประกาศ ป.ป.ช. ดังกล่าว ไปยัง "บิ๊กกุ่ย" พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ทบทวน ถึงขั้นจะเสนอให้ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ไข

โดยเฉพาะในรั้ววิชาการ-มหา'ลัย อธิการบดี-นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยออกมาขู่จะ "วอล์กเอาต์- ลาออก" จากสภามหาวิทยาลัย จนกังวลกันว่าจะนำไปสู่ "สุญญากาศ" ทางการศึกษา !

"มานะ นิมิตรมงคล" เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่คร่ำหวอดอยู่ใน "วงจรคอร์รัปชั่น" กล่าวว่า แม้จะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้-จำเป็น แต่ก็น่าเห็นใจ ป.ป.ช.

"ที่ผ่านมาสังคมไทยมีปัญหาโกงกินเยอะ กลายเป็นว่าเพื่อต้องการควบคุม เล่นงานคนโกงให้ได้ จึงต้องมีมาตรการออกมามากมาย แต่สุดท้ายแล้ว มาตรการดังกล่าวกลายเป็นต้นทุนของสังคม กลายเป็นภาระของคนดีไปด้วย"

"ตอนนี้มีหลายกลุ่ม ข้าราชการที่มองว่าเกินไป มีปัญหา คงต้องมาพูดคุยกัน แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ในมหาวิทยาลัยที่พูดถึงกันในหลาย ๆ แห่ง ก็มีปัญหา (การทุจริต) จริง ๆ"

ในทางปฏิบัติ (จริง) จะมีปัญหาหรือไม่ และอาจถึงขั้นมีคดีความติดตัวเป็นของแถม ในข้อหาบกพร่องโดยสุจริตหรือไม่ เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันกล่าวว่า ใช่ครับ จึงต้องหารือกัน เพื่อจะลด-เพิ่มขั้นตอนใด เพื่อให้เกิดความเหมาะสม

"สำคัญกว่านั้น เมื่อยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯไปแล้ว ต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตัวอย่างที่ผ่านมา ยื่นไปแล้วไม่มีประโยชน์ ทำให้เกิดการฟอกตัว ดังนั้น ต้องตรวจสอบว่าที่ผ่านมา มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่ หรือมีการถือทรัพย์สินแทนระหว่างดำรงตำแหน่ง (นอมินี) รวมถึงเทคนิคการฟอกเงินรูปแบบต่าง ๆ"

"ทางที่ดี ป.ป.ช.ควรมีมาตรการเสริมในการควบคุม หรือลดหย่อนความตึงในการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เช่น การทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อลดภาระในระยะเริ่มต้น แต่ในระยะยาว การยื่นบัญชีทรัพย์สินฯเป็นเรื่องจำเป็น และในอนาคตต้องคิดว่าทุกคนต้องทำแบบนี้ให้เป็นเรื่องปกติ"

"อุดม เฟื่องฟุ้ง" นายกสภามหาวิทยาลัยธนบุรี อดีตรองประธานศาลฎีกา อดีตผู้พิพากษาอาวุโสและอดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวว่า จะทำให้เกิดปัญหากับมหาวิทยาลัยของรัฐ จะไม่มีคนมาเป็นนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย การยื่นบัญชีทรัพย์สินฯยุ่งยากมาก เพราะต้องเก็บรายละเอียดทั้งหมด ถ้าลืมก็มีความผิดทางอาญา เป็นหลักคิดของข้าราชการส่วนใหญ่ 95% ออกกฎหมายเพื่อสะดวกในการปฏิบัติงานของผู้ออกกฎหมาย และเป็นภาระต่อผู้ปฏิบัติ

"การป้องกันและปราบปรามการทุจริตอยู่ที่ตัวบุคคลผู้ทำหน้าที่ ถ้ารู้จักถูก-ผิด ไม่มีปัญหา แต่สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ทุกหน่วยงานของรัฐต่างคนต่างแสวงหารายได้เพิ่มของตนเอง ถูกบ้างผิดบ้างก็ว่ากันไป เมื่อทุกคนคิดถึงแต่ผลประโยชน์แล้ว ความถูกต้องก็หายไป"

"การสร้างระบบเพื่อป้องกัน ต้องสร้างโดยคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าสร้างโดยคนมีส่วนได้ส่วนเสียก็สร้างเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ส่วนจะได้ผลหรือไม่ได้ผลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

"ถ้ากฎหมายที่ออกมาทำให้เกิดความเดือดร้อนเกินกว่าที่จะไปรับหน้าที่ เขาก็ไม่ไปรับหน้าที่ ปัญหาจะเกิดขึ้นกับบุคลากรทางการศึกษา นายกและกรรมการสภาโดยหลักแล้วไม่มีหน้าที่บริหาร แต่มีโอกาสที่จะใช้ตำแหน่งโดยมิชอบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่เรื่องหลักการ"

"นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการทุจริตหรือไม่ ก็มี แล้วมีมากด้วย ที่ปรากฏให้เห็นมาแล้วหรือเป็นคดีความก็มี แต่การวางหลักเกณฑ์ไว้อย่างนี้ ต้องวางในตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับความรับผิดชอบในทางการเงิน"

ด้าน "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐมนตรี ที่คลุกคลีอยู่กับนัก การเมือง-นักธุรกิจกล่าวว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ จะเกิดการลาออกกันหมด และไม่มีใครอยากจะมาทำงานเพื่อบ้านเมือง

สำหรับตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชี ทรัพย์สินฯ ตามประกาศ ป.ป.ช.ฉบับล่าสุด กำหนดให้ข้าราชการระดับสูง ตุลาการ ผู้พิพากษา อัยการ ตลอดจนองค์กรอิสระและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯ อาทิ 1.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาทิ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมืองอื่น ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง

2.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3.องค์กรอิสระ 4.ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมตั้งแต่และเทียบเท่าอธิบดีผู้พิพากษาขึ้นไป 5.ข้าราชการตุลาการศาลปกครองตั้งแต่และเทียบเท่าอธิบดีศาลปกครองชั้นต้นขึ้นไป 6.ข้าราชการอัยการตั้งแต่อธิบดีขึ้นไป

7.ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ได้แก่ ข้าราชการพลเรือน อาทิ หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม หัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ข้าราชการทหาร อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ

กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ กองทุน ธนาคารแห่ง ประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก สถาบันพระปกเกล้า

นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีในสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ 26 แห่ง นายกสภาและกรรมการสภาในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดของรัฐ 14 แห่ง ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการนโยบายและผู้อำนวยการและผู้จัดการในองค์การมหาชน 55 แห่ง

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะต้านทานกระแสต้าน-ยอมถอย

เปิดบัญชีทรัพย์สิน : อย่ากลัวการส่องไฟ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เสนาะ สุขเจริญ

https://www.isranews.org/isranews/70949-open-70949.html

กรณีคณะกรรมการป้องกันและกปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกประกาศกำหนดตำแหน่ง 'ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง' ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และเปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นไปตามมาตรา 102 ประกอบมาตรา 106 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช.ฉบับใหม่ ตามที่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 1 พ.ย.2561 ที่ผ่านมา มีปฏิกิริยาจากผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงบางตำแหน่งออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านและเตรียมลาออก เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ขณะที่สังคมจำนวนไม่น้อย (ซึ่งเป็นผู้เสียภาษี) เห็นด้วยกับการให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ต้องรอดูว่า จะออกทางไหน? ป.ป.ช.จะยืนหยัดตามเจตนารมณ์หรือไม่?

ความจริงแล้ว การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินเป็นมาตรการในการตรวจ สอบเจ้าหน้าที่รัฐว่าใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง พวกพ้องหรือไม่ ในคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอื่น อาทิ กรรมการรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ จงใจไม่ยื่นและหรือยื่นเท็จ ศาลฎีกาฯ ได้ระบุถึงความสำคัญดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐ

เห็นว่า 1.การกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงยื่นและเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่ควรทำมา นานแล้ว และ ป.ป.ช.ดำเนินการไปเป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2561 ที่ระบุให้ ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

2.ผู้ออกมาเคลื่อนไหวในเชิงไม่เห็นด้วยและเตรียมขอลาออกจากกรรมการเพื่อไม่ต้องการยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน เป็นนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางแห่ง ถือเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ต้องยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ในอดีตบางคนเป็น กรรมการหลายแห่งวนเวียนไปตามวาระจากแห่งนี้ไปแห่งนั้น (คนดี คนเก่งมีน้อย?) มีรายได้ตอบแทนจากงบประมาณของรัฐหรือไม่

3.รู้หรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวกรรมการมหาวิทยาลัยบางคนเป็นผู้อุปถัมภ์มหาวิทยาลัย เป็นพ่อค้า ผู้รับเหมา มีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาบริษัทของตนเองมาเป็นคู่สัญญากับมหา วิทยาลัยนับสิบสัญญาหลายร้อยล้าน ขณะเดียวกันก็มีข่าวบริษัทของผู้บริหารบางแห่งเป็นคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยด้วย?

4.ประชาคมในองค์กรหรือสถาบันอุดม ศึกษา ควรจะมีสิทธิรู้และหรือตรวจสอบทรัพย์ สิน ความโปร่งใสของผู้บริหารและผู้กำกับ (ซึ่งมักจะเป็นพวกเดียวกัน?) หรือไม่?

5.นอกจากตำแหน่งอธิการบดี และรองอธิการฯ ควรกำหนดให้ 'คณบดี' สถาบันอุดม ศึกษาของรัฐทุกแห่งยื่นและเปิดเผยบัญชีฯ ของ ตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ไม่บรรลุนิติภาวะด้วยหรือไม่?

6.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดปัจจุบันหลายคนได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยของรัฐต้องยื่นและเปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน บางคนรวยเงียบๆ มีทรัพย์สินนับร้อยล้านบาท ไม่เห็นท่านเหล่านั้นมีปฏิกิริยาอย่างไรที่ต้องเปิดเผยทรัพย์สิน

7.ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงบางคนแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะไม่ชอบ การทุจริตทุกรูปแบบ ต้องปฏิรูปประเทศทุกด้าน สนับสนุนให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่พอกฎหมายในเชิงป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ กระทบต่อตนเอง กลับใช้อีกตรรกะหนึ่งในการอธิบายคัดค้าน ทำให้เห็นว่าภายใต้หลักการเดียวกันใช้กับคนกลุ่มหนึ่ง (เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งอื่น) ได้ แต่กำลังจะใช้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้หรือไม่?

ที่ผ่านมา ประเทศชาติและวงการศึกษาเป็นหนี้บุญคุณท่านเหล่านี้จริงๆ ครับ.

คอลัมน์ อินไซด์สนามข่าว: บทพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ 'ข้อตกลงคุณธรรม' - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Twitter @jeerapong_pra

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ส่งหนังสือถึง "ประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ที่ชื่อว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ในหนังสือเขียนอธิบายเหตุผลพร้อมกับแนะนำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจใช้ "ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)" ในการประมูลโครงการร้านค้าปลอดภาษีและอากร หรือ ดิวตี้ฟรี ซึ่งสัมปทานเดิมที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับ เอกชน คือ บริษัท คิงเพาเวอร์ฯ เจ้าของสัมปทานรายเดิมกำลังจะสิ้นสุดเดือนกันยายน 2563 นี้

"ข้อตกลงคุณธรรม เป็นมาตรการสร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่างๆ ที่ใช้มาตรการนี้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมหาศาล . เพื่อให้การดำเนินโครงการหาผู้ร่วมทุนในโครงการร้านค้าปลอดภาษีและอากร เป็นไปอย่างโปร่งใสตามนโยบายของรัฐบาล ใคร่ขอกราบเรียนเสนอท่านนายกรัฐมนตรีโปรดพิจารณานำข้อตกลงคุณธรรม

มาใช้ในโครงการดังกล่าว"

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ แนวร่วมแนวรบต่อต้านคอร์รัปชันของรัฐบาลลุงตู่ ออกมาแอกชันกระตุ้นรัฐบาลให้หันมาให้ความสำคัญกับ "ข้อตกลงคุณธรรม" อย่างจริงจัง เพราะคงจะเห็นช่องว่างช่องโหว่อะไรบางอย่างหรือไม่

แต่มิติหนึ่งคงอยากกระตุกย้ำเตือนนโยบาย 4 ป. ป้องปราม การปลุกจิตสำนึก การปราบปราม และ การประชาสัมพันธ์ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศไว้วันที่เรียกประชุม คตช.นัดแรก วันที่ 14 มกราคม 2558 จนถูกยกระดับเขียนอยู่ใน "พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560" ป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ

ที่ต้องทำเป็นข้อตกลงร่วมกัน ลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายหน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายผู้ประกอบการภาคเอกชน และผู้สังเกตการณ์อิสระตัวแทนภาคประชาชน อาทิ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ต้องเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้สังเกตการณ์ ให้เข้าร่วมสังเกตการณ์การทำงานจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดทำทีโออาร์ ไปจนส่งมอบงานสิ้นสุดโครงการ

บอกได้เลยว่าหนังสือจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันรอบนี้ เป็นการกระตุกรัฐบาลรอบที่ 2 ในรอบ 1 เดือน เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค หนึ่งในบุคคลที่นายกฯลุงตู่ เชิญไปร่วมเป็น คตช. ได้พูดถึง "ข้อตกลงคุณธรรม" เช่นเดียวกัน บนเวทีเสวนาหัวข้อ "สุวรรณภูมิ สนามบิน 1 ใน 3 ของโลก. ฝัน หรือ เป็นได้จริง?"

ดร.ต่อตระกูล บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เคยสั่งการในคตช.ว่า ให้บรรจุโครงการพัฒนาสุวรรณภูมิเฟสส 2 เป็น 1 ใน 2 โครงการที่ให้มีข้อตกลงคุณธรรม แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาเป็นโครงการที่ไม่ได้รับความร่วมมือมากที่สุด ไม่ตรงกับหลักข้อตกลงคุณธรรมที่รัฐบาลมีนโยบาย จนกระทั่งถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เพราะหลักของความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐแม้เริ่มคิดโครงการก็ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลแล้ว

อย่างที่ผมบอกว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันขยับคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ที่น่าจะบังเอิญก็คือ ทั้งโครงการสัมปทานดิวตี้ฟรี กับ สุวรรณภูมิเฟส 2 อยู่ภายใต้การรับผิดชอบของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งคู่

คอลัมน์ ข้าพระบาททาสประชาชน: คสช.ควรล้างบาง'ทอท.'เสียที - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ประพันธุ์ คูณมี

ถึงแม้ว่าโรดแมปการเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง แต่ความเป็นจริงวันนี้ รัฐบาล คสช.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ยังคงมีอำนาจเต็มในการปกครองบริหารประเทศทุกประการ และจะมีอำนาจเช่นนี้ต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งมีความเป็นไปได้ที่ท่านจะกลับมาเป็นนายกฯ อีกวาระหนึ่ง

ในช่วงเวลาแห่งอำนาจของรัฐบาล คสช.ขณะนี้ มีงานโหญ่โปรเจ็กต์ที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาอนุญาต อนุมัติ ตัดสินใจของรัฐบาล อันเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ที่สำคัญๆ อยู่ในความสนใจ และเป็นที่จับตามองของประชาชน ซึ่งรัฐบาลควรระมัดระวังอย่างยิ่งคือ

1. การเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานในพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะเวลาสัมปทาน 10 ปี

2. การเปิดประมูลพื้นที่จำหน่ายสินค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ระยะเวลาสัมปทาน 10 ปี

ซึ่งทั้ง 2 สัญญาเดิมของกลุ่มคิงเพาเวอร์ จะหมดอายุลงในปี 2563

3. จุดรับมอบสินค้าปลอดอากร (Pick up counter) ระยะเวลา 5 ปี

4. การพัฒนาในพื้นที่ดินว่างเปล่าจำนวน 2 แปลง บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ คือที่ดินแปลง 37 ของกรมธนารักษ์ขนาด 990 ไร่ และที่ดินขนาด 723 ไร่ ที่ ทอท.ซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเริ่มก่อสร้างสนามบิน

พิจารณาเฉพาะ 4 โครงการนี้ มูลค่าโครงการและผลประโยชน์ก็นับหลายแสนล้านบาท ยังไม่นับโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ซึ่งถูกคัดค้านอย่างหนักจากหลายองค์กร ที่มิได้เป็นไปตามแผนแม่บท (Master Plan) หากสร้างจริงตามที่ประมูลแบบก่อสร้าง ก็จะมีพื้นที่เชิงพาณิชย์อีกหลายหมื่นตารางเมตร ที่จะต้องประมูล สรุปแล้วในช่วงเวลาของรัฐบาล คสช. จะต้องเป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการเหล่านี้ทั้งสิ้น

เรื่องการประมูลเพื่อให้ได้สัมปทานในกิจการต่างๆ ดังกล่าว ของ ทอท. นอกจากจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชนก้อนโตจำนวนมหาศาลของผู้ประกอบธุรกิจแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของรัฐ และสิทธิประโยชน์ของประชาชน ผู้ใช้บริการสนามบินทั้งชาวไทยและต่างประเทศทั่วโลก หากรัฐบาลจัดการได้ดี ผลประโยชน์ก็เกิดแก่รัฐและประชาชน สร้างความเชื่อมั่นศรัทธาแก่รัฐบาล เสริมภาพลักษณ์ที่ดีแก่นายกฯ

หากรั่วไหลจัดการไม่ดีก็เป็นเรื่องราวฉาวโฉ่อย่างที่เห็นและเป็นอยู่กระทั่ง ทอท.ถูกฟ้องเป็นคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ทำให้รัฐเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่เอกชนผู้ประกอบธุรกิจในสนามบินร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ขณะเดียวกันการจัดการไม่ดีก็จะทำลายภาพลักษณ์ของนายกฯ ในด้านการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้ตกต่ำ ส่งผลต่อความนิยมในการกลับมาสู่อำนาจทางการเมืองอีกครั้งได้

ด้วยเหตุที่การประมูลในสนามบินสุวรรณภูมิมีผลประโยชน์มหาศาลและมีความสำคัญอย่างยิ่งดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่มีเหตุผลอันสมควรที่รัฐบาล คสช. โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาต้องจัดการเรื่องนี้ให้มีความโปร่งใส กว้างขวาง มีการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยยึดประโยชน์ของรัฐ ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา การประมูลและการดำเนินการใดๆ ของ ทอท.ล้วนแต่มีข้อครหาสงสัยถึงความไม่สุจริตโปร่งใส

จากการตรวจสอบของสภานิติบัญญัติฯ เมื่อปี 2549-2550 ซึ่งนายกฯ ก็เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ ด้วยในช่วงเวลานั้น ก็พบความไม่ชอบมาพากลมากมาย สอดคล้องกับการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการดำเนินการตามสัญญาต่างๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ชุดที่มี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพเป็นประธาน ที่ได้รับการแต่งตั้งโดย พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น

แม้ต่อมาในยุคของ คสช.คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มีพล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป เป็นประธาน ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช. ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการตามสัญญาฉบับต่างๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ก็พบข้อเท็จจริงอันส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐคือ ทอท.หลายหมื่นล้านบาทเช่นเดียวกัน

เฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ ทอท.ในระดับผู้บริหาร โดยรายงานที่กรรมาธิการชุดนี้ตรวจสอบพบ ยังได้จัดทำรายงานเสนอต่อท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรงอีกด้วยเพื่อให้ดำเนินการกับผู้กระทำผิด และผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบยังนำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยศาลมีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิดเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง เพียงแต่ขณะนี้คดียังไม่ถึงที่สุด

ในส่วนของภาคประชาชนและนักวิชาการ ต่างก็ให้ความสำคัญและให้ความสนใจเรื่องนี้ไม่น้อย มีการจัดเสวนาหลายเวที อาทิ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561 คณะนิติศาสตร์และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้จัดเสวนาเรื่อง "สัมปทานดิวตี้ฟรี ก้าวสู่สากล"ซึ่งมีวิทยากรเป็นนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงและผลงานวิจัยเข้าร่วมมากมายครบครัน เช่น ศ.ดร.ศักดา ธนิตกุล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ดร.พัชรสุทธิ์ สุจริตตานนท์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผอ.วิจัยด้านบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ เป็นต้น

ผลของการเสวนาดังกล่าว วิทยากรล้วนมีความเห็นเกี่ยวกับความไม่โปร่งใส และวิธีบริหารจัดการของ ทอท.ที่จัดประมูลให้เจ้าเดียวผูกขาด โดยได้เสนอให้มีการประมูลแบบหลายสัญญาและหลายรูปแบบ เพื่อให้เกิดการแข่งขันและให้สนามบินมีรายได้ และเห็นว่าประเทศไทยที่ไม่ทำ master concession เพราะเป็นเจ้าเดียวจะได้เกิดการเหมากินรวบ ดังที่เป็นอยู่ขณะนี้

เมื่อพิจารณาปัญหาโดยภาพรวมของ ทอท. ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารกิจการสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอื่นๆ ในกำกับทั่วประเทศ จากผลงานการบริหารจัดการในอดีตที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวฉาวโฉ่ มีข้อครหาสงสัยถึงความสุจริตโปร่งใสในการดำเนินโครงการต่างๆ หรือการประมูลสัมปทานให้เอกชนร่วมกิจการงาน ผู้บริหารมีพฤติการณ์อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชน ผู้ใช้บริการไม่ได้รับความสะดวก ไม่สมกับเป็นสนามบินแห่งชาติที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศอื่น ทั้งๆ ที่เป็นประเทศเล็กมีพื้นที่จำกัด และอยู่ในที่ตั้งทำเลไม่ดีอย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ แถมราคาค่าอาหาร เครื่องดื่มอาจแพงที่สุดในโลก ประชาชนแทบไม่อยากทานอะไรในสนามบินเลยเพราะโคตรแพง

ถ้าจะอ้างว่าสภาพในอดีต เป็นผลงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากนักการเมืองในระบอบทักษิณ ย่อมอ้างได้ แต่บัดนี้ถึงเวลาที่รัฐบาล คสช.มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างได้เซตซีโร่ เพื่อเริ่มต้นใหม่ในการจัดการประมูลหาเอกชนที่ดีมาร่วมสัญญาในกิจการงานกับรัฐ หรือบางโครงการรัฐจะดำเนินการเองก็ย่อมทำได้ เพราะทอท.มีประสบการณ์การบริหารสนามบินขนาดใหญ่มาแล้วด้วยตนเองนับสิบปี ทั้งอวดตัวว่าเป็นรัฐวิสาหกิจดีเด่น ก็น่าจะบริหารจัดการเองได้ในโครงการที่ตนถนัด

ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านเพื่อดำเนินการหาผู้ประกอบการรายใหม่ โอกาสนี้จึงหวังว่า รัฐบาล คสช.จะมีความกล้าหาญกล้าล้างบางกลุ่มอำนาจใน ทอท.ที่ทำตนเป็นสมุนรับใช้กลุ่มธุรกิจ และกลุ่มผลประโยชน์ในสนามบินสุวรรณภูมิเสียทีล้างภาพ ทอท.ใหม่ให้เป็นผลงานเด่นของคสช.เถอะครับ เพราะนี่เป็นโอกาสและเวลาแห่งสถานการณ์สร้างวีรบุรุษที่จะทำให้ คสช.มีโอกาสครองใจประชาชนได้

การเปิดโอกาสให้มีการประมูลอย่างกว้างขวาง ให้ความเป็นธรรมกับทุกกลุ่มธุรกิจ ด้วยการแข่งขันที่เป็นธรรม จะทำให้รัฐบาล คสช.เป็นที่ยอมรับและเป็นที่เคารพยกย่องจากประชาชน และทุกกลุ่มธุรกิจทั่วโลก เป็นรัฐบาลที่มีมิตรและแนวร่วมมาก กว้างขวาง ดีกว่าจมปลักอยู่กับกลุ่มธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีในทางการเมืองในอนาคตด้วย

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงสามารถอยู่ในอำนาจได้อย่างมั่นคงยาวนาน เพราะเอาจริงเอาจังในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน นายกฯ มหาธีร์ สามารถกลับคืนสู่ตำแหน่งนายกฯมาเลเซียอีกครั้งด้วยวัย 90 ปี เพราะทำในเรื่องเดียวกัน นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง หากไม่ทำเรื่องปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วท่านจะมีจุดขายอะไร ล้างบาง ทอท.เถอะครับ แล้วท่านจะกลับมาอย่างสง่างาม