You are here

CG and corruptions News - 9 August 2018

ออกแนวปฏิบัติยั่งยืนPLUS สถาบันให้น้ำหนัก สมาคมบจ.ชี้เปิดชื่อ42บจ.ปิดช่องอินไซด์ - โพสต์ทูเดย์

ยาแรง!แก้ประมูลโกง ส่งแผนป้องคอร์รัปชัน - ไทยโพสต์

จิสด้าแจงดาวเทียมธีออส2โปร่งใส - เดลินิวส์

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องทุจริตโอทีท่าเรือฯ - มติชน

คุก1ปีรอลงอาญา-ปรับ1หมื่น นายก อบต.เบิกค่าอาหารดูงานเกินจริง2,300บาท – ผู้จัดการ

คมชัดลึก: ปมซ่อนเงื่อน 'ผู้ตรวจการเลือกตั้ง'? - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: จับได้จับไป โกงได้โกงไป? - เดลินิวส์

คอลัมน์ กระจก 8 หน้า: ทุจริตข้าวที่เล่าไม่จบ! - ไทยรัฐ

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: เปรตโกงเงินอุดหนุนวัดอย่าให้ได้ผุดได้เกิด - แนวหน้า

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: จุดตาย 'โอ๊ค พานทองแท้' คดีฟอกเงินปล่อยกู้กรุงไทย – ผู้จัดการ

นาจิบเจอข้อหาฟอกเงินกองทุนวันเอ็มดีบี - เดลินิวส์

ออกแนวปฏิบัติยั่งยืนPLUS สถาบันให้น้ำหนัก สมาคมบจ.ชี้เปิดชื่อ42บจ.ปิดช่องอินไซด์ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - 3 หน่วยงานจ่อออกแนวปฏิบัติทำธุรกิจยั่งยืน เหตุนักลงทุนระยะยาวให้ความสนใจ ด้านคลังส่ง 2 กรรมการนั่งบอร์ดตลาดทุน

นายประสัณห์ เชื้อพานิช ประธานกรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อจัดทำแนวทางปฏิบัติการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) คาดว่าจะเสร็จภายใน 2 ปีนี้ เพราะปัจจุบัน นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญ มีการสอบถาม บจ.ถึงแนวทางว่าองค์กรอยู่ ยั่งยืนมากกว่าตัวเลขผลประกอบการของบริษัท

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ปีนี้สำนักงานฯ ได้เริ่มให้คำแนะนำเพื่อสร้างการรับรู้และให้ บจ.ได้เริ่มปรับความคิดและแผนดำเนินงานเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในกระบวนการดำเนินธุรกิจแล้วเขียนเป็นรายงานออกมา ซึ่งหลายประเทศได้เริ่มดำเนินการเรื่องนี้แล้ว อย่างเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย

นายรพี กล่าวถึงกรณี ก.ล.ต.ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฉบับใหม่ ที่รวมถึงกรรมการ ผู้บริหาร บจ. ผู้สอบบัญชี ว่าถือเป็นการแสดงความโปร่งใสที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะเดิมรายงานเพียงแต่หุ้น และหากกรรมการมีการซื้ออนุพันธ์ก็แสดงให้เห็นถ้ามีการสั่งซื้อ (ลอง) ไปจำนวนเท่านั้น อนาคตตก็ต้องมีการสั่งขาย (ชอร์ต) ออกมา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลที่ชัดเจน สามารถติดตามความเคลื่อนไหวในการถือหลักทรัพย์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ บจ.ได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เกณฑ์รายงานใหม่รายงานผ่านออนไลน์และขยายวงกลุ่มบุคคลที่จะต้องรายงานกว้างขึ้น รวมไปถึงผู้ทำแผนกรณีบริษัทต้องฟื้นฟู

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับตลาดทุน จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางพรอนงค์ บุษราตระกูล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นวาระที่สอง และนายอายุสม์ กฤษณามระ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งแทนนางสุชาดา ภวนานันท์ ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง โดยกรรมการทั้งสองรายจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 2561-24 ก.ค. 2565

นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า การกำหนดให้การที่ บจ.42 แห่ง ห้ามนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง เหตุได้รับสัมปทานรัฐ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเผยข้อมูลให้มีความโปร่งใสอยู่แล้ว ป้องกันที่จะมี การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น (อินไซเดอร์ เทรดดิ้ง) โดยทางสมาคมไม่ต้องดำเนินการอะไร เพราะเกณฑ์ดังกล่าวมีผลใช้แล้ว จากก่อนหน้าจะออกอะไรมีการหารือกันก่อน

ยาแรง!แก้ประมูลโกง ส่งแผนป้องคอร์รัปชัน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไทยโพสต์ * ยาแรงคอร์รัปชันประกาศในราชกิจจาฯ แล้ว โครงการประมูลงานมูลค่าตั้งแต่ 500 ล้าน ผู้ประกอบการต้องแนบเอกสารนโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตด้วย เข้มระบบตรวจสอบภายในให้กำหนดบทลงโทษคนโกง ส่วนโครงการตั้งแต่ 1 พันล้านบาทให้จัดทำข้อตกลงคุณ ธรรม พร้อมให้มีผู้สังเกตการณ์ตรวจสอบอีกชั้น

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ราชกิจจานุ เบกษาเผยแพร่ประกาศต่อต้านการคอร์รัป ชัน จากคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต รวม 2 ฉบับ ฉบับแรก เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างที่ผู้ประกอบการต้องจัดให้มี ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560

สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ กำ หนดให้ผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมการเสนอราคาในโครงการที่มีวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจัดให้มีนโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างที่เหมาะสม และระบุเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน

ประกาศฉบับนี้กำหนดให้ผู้ประกอบการจะต้องมีการกำหนดนโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง อาทิ มีการกำหนดนโยบาย วิธีการหรือมาตรการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง มีการกำหนดหลักจรรยาบรรณธุรกิจ (Code of Conduct) เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง นโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องครอบคลุม

นอกจากนี้ ยังระบุให้กรรมการผู้ บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ โดยจะต้อง ห้ามมิให้ กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ตลอดจนบุคคลที่สาม ที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการมีการติดสินบน ประ กอบด้วย ไม่ให้ เสนอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือจูง ใจให้ร่วมดำเนินการใดๆ ทั้งในทางตรง และทางอ้อม อันเป็นการให้ประโยชน์ในการเสนอราคา หรือการสมยอมกัน ในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ อันนำมาซึ่งความได้เปรียบและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนบางประการใน กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการปฏิ บัติงานตามสัญญา ทั้งก่อนระหว่างการ เสนอราคา และหลังการทำสัญญาจัดซื้อ จัดจ้าง หรือเพื่อรักษาผลประโยชน์อื่นใดอันไม่เหมาะสมตามหลักจรรยาบรรณธุรกิจ

กำหนดผู้ประกอบการจะต้องจัดให้มีการสื่อสารหรือประชาสัมพันธ์นโยบายและแนวทางการป้องกัน

การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น จัดให้มีการสื่อสารประกาศหรือเผยแพร่นโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ให้กับคณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับบริษัทให้รับทราบ

ต้องกำหนดบทลงโทษคนโกง

จัดให้มีการอบรมหรือส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานได้รับการอบรมเกี่ยวกับนโยบาย วิธีการหรือมาตรการป้องกันการทุจริตที่บริษัทหรือหน่วยงานอื่นจัดขึ้น จัดให้มีการเผยแพร่นโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างให้กับบุคคลภายนอกทราบผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น ระบบเครือข่ายสารสนเทศของหน่วยงาน เอกสารแผ่นพับ

นอกจากนี้ ต้องกำหนดบทลงโทษหรือข้อบังคับสำหรับผู้กระทำการทุจริต จัดให้มีช่องทางหรือระบบการแจ้งเบาะ แส ของข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต หรือพบการกระทำที่ส่อทุจริต กำหนดหน่วยงานภายในที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการป้องกันการทุจริตที่ชัดเจน

ผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมการเสนอราคาในโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแนบเอกสารที่เป็นนโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเป็นเอกสารประกอบการเสนอราคา

และกำหนดให้หน่วยงานของรัฐกำหนดเงื่อนไขในขอบเขตของงาน และประกาศจัดซื้อจัดจ้างว่าคุณสมบัติผู้เข้าร่วมการเสนอราคาจะต้องมีนโยบายและแนวทางการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งต้องแนบเอกสารหลักฐาน และแบบตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมการเสนอราคาในโครงการที่มีวงเงินตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ประกอบเป็นเอกสารการเสนอราคา โดยผู้ประกอบการจะต้องมีการดำเนินการตามแบบตรวจสอบข้อมูลครบถ้วนทุกข้อจึงจะผ่านการพิจารณาคุณสมบัติของผู้เสนอราคา

สำหรับประกาศฉบับที่ 2 เรื่อง แนวทางและวิธีการในการดำเนินงานโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กำหนดให้คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (ค.ป.ท.) ออกประกาศกำหนดแนวทางและวิธีการในการดำเนินงานโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แบบของข้อตกลงคุณธรรม การคัดเลือกผู้สังเกตการณ์และการจัดทำรายงาน

ข้อตกลงคุณธรรม

ทั้งนี้ "ข้อตกลงคุณธรรม" (Integrity Pact: IP) หมายความว่า ข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ เจ้าของโครงการและผู้ประกอบการที่จะเข้ายื่นข้อเสนอ โดยฝ่ายหน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการและฝ่ายผู้ประกอบการที่จะเข้ายื่นข้อเสนอได้ตกลงกันว่าจะไม่กระทำการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง

และให้มีผู้สังเกตการณ์ ซึ่งมีความ รู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่จำเป็นต่อโครงการจัดซื้อจัดจ้างนั้นๆ เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการจัดซื้อจัดจ้าง ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำร่างขอบเขตของงานหรือรายละเอียดของพัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างและร่างเอกสารเชิญชวนจนถึงขั้นตอนสิ้นสุดโครงการ โดยผู้สังเกตการณ์ต้องมีความเป็นกลาง และไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในโครงการจัดซื้อจัดจ้างนั้น และให้รายงานความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ ค.ป.ท.

การจัดทำข้อตกลงคุณธรรม ต้องเป็นโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น โครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โครงการจัดซื้อจัดจ้างที่สาธารณชนสนใจ เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โครงการที่มีความเสี่ยงในการทุจริต เป็นต้น

เมื่อหน่วยงานของรัฐได้รับความเห็นชอบวงเงินงบประมาณที่จะใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอำนาจในการพิจารณางบประมาณแล้ว ให้แจ้งข้อมูลโครงการที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ให้คณะกรรมการ ค.ป.ท. ภายใน 15 วันทำการนับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบวงเงินงบประมาณเพื่อพิจารณาคัดเลือกให้จัดทำข้อตกลงคุณธรรม ทั้งนี้ การแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้จัดทำตามแบบและวิธีการที่กรมบัญชีกลางกำหนด

จิสด้าแจงดาวเทียมธีออส2โปร่งใส - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยกรณีความโปร่งใส การจัดซื้อดาวเทียมธีออส 2 ว่า เป็นโครงการเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อจัดหาดาวเทียมถ่ายภาพ ทดแทนดาวเทียมไทยโชต ในปัจจุบันที่ครบอายุการใช้งาน โดยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร สทอภ. เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 60 เป็นการจัดหาดาวเทียม และนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อการตัดสินใจหรือ Actionable Intelligence Policy หรือ AIP เพื่อการจัดทำและขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ และสนับสนุนให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่ง AIP เป็นระบบที่ยังไม่เคยมีการใช้งานมาก่อนในประเทศไทย

ดร.อานนท์ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานโครงการธีออส 2 สทอภ. ได้ให้ความสำคัญกับหลักสุจริต และความโปร่งใสในกระบวนการจัดหา ตามหลักปฏิบัติสากลมาโดยตลอด เป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบการประกวดราคาแบบนานาชาติ (International Competitive Bidding: ICB) และได้เริ่มดำเนินการมาก่อนที่ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง และบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 จะบังคับใช้

ดังนั้นการกำหนดวิธีการ และขั้นตอนในการจัดซื้อจัดจ้าง จึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหาร สทอภ. ตามนัยของมาตรา 128 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว คณะกรรมการบริหารได้ให้ความเห็นชอบต่อ Instructions To Bidders (ITB) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการ และขั้นตอนในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยได้มีการประกาศและจัดประชุม เพื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแก่ผู้ซื้อซองทุกรายไปตั้งแต่เดือน ก.พ. 2560

ทั้งนี้โครงการธีออส 2 เป็นโครงการพัฒนาที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในหลายด้าน ไม่ได้มีเป็นแบบสำเร็จรูปในท้องตลาด ต้องพัฒนาและบูรณาการเพื่อตอบโจทย์ ที่มีความเฉพาะสำหรับประเทศไทย สทอภ.ได้ใช้แนวทางการจัดหา โดยวิธีประกวดราคาแบบนานาชาติ เปิดโอกาสให้หน่วยงานทั้งของรัฐ และเอกชนจากทุกประเทศ ที่มีศักยภาพสามารถเข้าแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกัน

โดย ITB ที่ สทอภ. ยกร่างขึ้นนั้น ตอบทั้งความต้องการของประเทศ ตามที่ สทอภ. ได้เคยรวบรวมจากหน่วยงานต่าง ๆ ในช่วงของการพัฒนาโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2554 และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ที่ให้สิทธิ สทอภ. ในฐานะเจ้าของโครงการฯ ในการใช้วิจารณญาณเลือก Successful Bidders ที่ให้ประโยชน์สูงสุดในองค์รวม ซึ่งผลการคัดเลือกปรากฏว่า มีผู้ผ่านการพิจารณาจำนวน 2 ราย แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีการล็อกสเปกแต่อย่างใด.

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องทุจริตโอทีท่าเรือฯ - มติชน ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลนัดฟังพิพากษาคดีในชั้นตรวจคำฟ้องที่ 9 พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.อ.พินิจ ตั้งสกุล ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีทุจริตเบิกจ่ายค่าตอบแทนล่วงหน้า หรือโอที ของ กทท. ร.ต.ทรงธรรม จันทประสิทธิ์ รอง ผอ.กทท. รักษาการแทน กทท. และนายโกมล ศรีบางพลีน้อย ผอ.ท่าเรือกรุงเทพ กทท. เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีที่จำเลยได้ตรวจสอบเรื่องความผิดปกติการเบิกจ่ายโอทีการท่าเรือฯ และมีการแถลงข่าวที่ได้สรุปว่ามีการร่วมกันสนับสนุนการเบิกจ่าย มูลค่าความเสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท โดยเสนอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งพนักงาน กทท.เห็นว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวจึงนำคดีมายื่นฟ้อง โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 ศาลอาญาทุจริตฯได้พิจารณาคำฟ้องและเอกสารประกอบคดีแล้ว มีคำสั่งให้ยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง

โดยในวันนี้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตรวจสำนวนปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ทั้ง 9 เพียงข้อเดียวว่า ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ชอบหรือไม่ เห็นว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต้องผู้กระทำผิดมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดในคดีนี้คือโจทก์ทั้ง 9 เจตนาโดยทุจริต เมื่อการกระทำของจำเลยทั้ง 3 ตามโจทก์บรรยายฟ้องล้วนแต่เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะบ่งชี้ได้ว่าจำเลยทั้ง 3 จงใจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ อีกทั้งการ แถลงข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษเกี่ยวกับการส่งสำนวนส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช.ก็ไม่มีข้อเท็จจริงในฟ้องว่า จำเลยทั้ง 3 มีส่วนร่วมแถลงข่าวดังกล่าวด้วย เมื่อการกระทำของจำเลยทั้ง 3 ตามที่โจทก์ทั้ง 9 บรรยายฟ้องและเอกสารต่างๆ ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่เป็นความผิดแล้ว จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยพิพากษายกฟ้อง โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนศาลศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ทั้ง 9 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ยกฟ้อง

คุก1ปีรอลงอาญา-ปรับ1หมื่น นายก อบต.เบิกค่าอาหารดูงานเกินจริง2,300บาท - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พิจิตร - พิพากษาแล้ว คดีนายก อบต.ดงตะขบ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร พาคนไปดูงานระยองเสร็จ ตั้งเบิก-เซ็นอนุมัติค่าอาหารกลางวันเกินจริงหัวละ 50 บาท รวม 2,300 บาท สั่งจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่น โทษจำคุกรอลงอาญา 3 ปี ลดโทษปรับเหลือ 1 หมื่น รอผู้ว่าฯ ฟันวินัยต่อ

นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า นโยบายการปราบปรามการทุจริตในวงราชการต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยยึดหลักว่า อย่าให้ความเกรงใจอยู่เหนือความถูกต้อง ล่าสุดตนได้รับทราบเรื่อง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 พิพากษาลงโทษนายเจริญ หอมหวล นายก อบต.ดงตะขบ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ว่ามีความผิดในข้อหาการทุจริต เนื่องจากจำเลยให้คำรับสารภาพ ซึ่งการทุจริตถือเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรงมีโทษถึงไล่ออก หรือปลดออกสถานเดียวเท่านั้น แต่ต้องรอคำพิพากษาจากศาลที่จะส่งมาให้ต้นสังกัดดำเนินการต่อทางวินัยอีกครั้ง

สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 หลังนางสาวสิทธิฐนี หรือพิมลรักษ์ บางพัฒนากร หรืออนนต์ไพศาล หัวหน้าสำนักปลัด อบต.ดงตะขบ ทำเรื่องร้องเรียนไปยัง สตง.และ ป.ป.ช. และมีการสอบสวนข้อเท็จจริง กระทั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ได้พิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อท.6/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อท.22/2561

กรณี อบต.ดงตะขบได้จัดทำโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานไปที่จังหวัดระยอง ระหว่าง 22-27 กรกฎาคม 2557 ซึ่งนายก อบต.ดงตะขบ จำเลย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว ได้นำใบเสร็จเกี่ยวกับค่าอาหาร ที่พัก ค่าวิทยากร ที่จำเลยสำรองจ่ายไปก่อนมาขอเบิกเงินเฉพาะรายการค่าอาหารมื้อกลางวันของวันที่ 24 กรกฎาคม 2557 ที่ทางศูนย์เรียนรู้ของชุมชนและผู้สูงอายุบ้านจำลุง จ.ระยอง ที่ไปดูงานคิดค่าอาหารมื้อละ 100 บาทต่อคน แต่นำมาเบิกราคามื้อละ 150 บาทต่อคน จากจำนวนผู้ไปศึกษาดูงานจริง 46 คน จึงเป็นการขอเบิกเกินกว่าที่จ่ายจริงเป็นเงิน 2,300 บาท และจำเลยเป็นผู้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินดังกล่าวได้ โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่ตรงตามความเป็นจริง

การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยให้การปฏิเสธแต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดอาญา ม.157 (เดิม) จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 3 ปี.

คมชัดลึก: ปมซ่อนเงื่อน 'ผู้ตรวจการเลือกตั้ง'? - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ได้ออกระเบียบว่าด้วย ผู้ตรวจการเลือกตั้ง พ.ศ.2561 และลงประกาศเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา โดยที่มาของผู้ตรวจการเลือกตั้งมาจากการ คัดเลือกของคณะกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่มี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและมีกรรมการ 8 คน ส่วนกทม.ให้มี ปลัดกรุงเทพมหานครเป็นประธาน และมีกรรมการอีก 8 คนเช่นกัน โดยวิธีเลือกให้ใช้การลงคะแนนลับ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งเป็นการเสริมกลไกที่ออกแบบมาเพื่อใช้จับทุจริตการเลือกตั้งให้เข้มข้น ขึ้น ซึ่งคุณสมบัติของผู้ตรวจการเลือกตั้งที่สำคัญคือต้องเป็นกลางและ ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคในเวลา 5 ปีก่อนได้รับการแต่งตั้ง และเมื่อได้ บัญชีรายชื่อผู้ผ่านคัดเลือกจะเสนอให้ กกต.คัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดละ 8 คน

การที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ล่าชื่อเพื่อแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง เกี่ยวกับที่มาของผู้ตรวจการเลือกตั้ง โดยมีสมาชิกสนช.ที่ลงชื่อเสนอแก้ไขได้ให้เหตุผลว่ากติกาคัดเลือกเดิมไม่รอบคอบ และการกระทำของกกต.ชุดปัจจุบันที่ทิ้งทวนแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งก่อนพ้นหน้าที่ถือว่าน่าเกลียด ควรให้กกต.ชุดใหม่เข้ามาสรรหา จะเหมาะสมกว่า โดยมีแนวโน้มว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาลให้ ผู้ตรวจการเลือกตั้งชุดเก่าที่กกต.ชุดปัจจุบันสรรหาไว้แล้วให้พ้นสภาพไป และให้มีการสรรหาใหม่ตามกระบวนการใหม่ที่ผู้มีอำนาจเห็นชอบ ซึ่งได้ถูกตั้งคำถามและจับตาว่าเหตุผลแท้จริงเป็นเรื่องใดกันแน่ ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าการแก้ไขมีเหตุผลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมไปถึง บัญชีรายชื่อผู้ถูกคัดเลือกที่ออกมานั้นไม่ถูกใจหรือไม่ ทั้งที่กฎหมาย ฉบับนี้ สนช.ก็เป็นฝ่ายเห็นชอบเอง

ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงท่าทีไม่ขัดข้องหากจะแก้ไข โดยชี้ว่า คงไม่ใช่การแก้กฎหมายเพื่อล้มล้างอะไร แต่เป็นการจะทำอย่างไรให้กกต. ชุดใหม่และชุดเก่าร่วมมือกันคัดสรรผู้ตรวจการเลือกตั้งให้มีความเหมาะสม พร้อมยืนยันรัฐบาลไม่เคยแทรกแซงองค์กรอิสระ ส่วนนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ได้ให้มุมมองว่า หลักแล้วก็ควรเป็นหน้าที่ของกกต.ชุดปัจจุบันและกกต.ชุดใหม่ทำหน้าที่คัดเลือกควบคู่กันไป แต่ที่คัดเลือกตั้งมาแล้วเพราะกลัวว่าจะไม่ทันกับการเลือกตั้ง ซึ่งกกต. ชุดใหม่สามารถเข้ามาพิจารณาได้ และคิดว่าน่าจะแก้ไขได้หากพบว่ามีบุคคลที่ไม่เหมาะสมพร้อมทั้งให้ข้อคิดว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งเป็นมือไม้ของกกต. เพื่อให้การทำงานเกิดความรวดเร็ว จึงเป็นหน้าที่ของกกต.ที่จะต้องดำเนินการคัดเลือก หากแทรกแซงอำนาจกกต.จะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ส่วนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้สนับสนุนให้ใช้แนวทางกกต.ชุดปัจจุบันและกกต.ชุดใหม่หารือปมบัญชีผู้ผ่านคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง 616 คนเช่นกัน และทักท้วงว่าการแก้ไขกฎหมายของสนช.จะทันต่อเวลาหรือไม่ เพราะอาจจะกระทบกับห้วงเวลาที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ เพราะกระบวนการแก้ไขกฎหมายต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้การเลือกตั้งช้าลง กระนั้นก็ตามการเลือกตั้งครั้งนี้มีหลายปมที่ยังต้องรอการคลี่คลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำไพรมารีโหวตหรือการปลดล็อกทางการเมืองที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งหลายเรื่องเหล่านี้เมื่อรวมกับการเคลื่อนไหวการเมืองทั้งเรื่องกรณีดูดส.ส. และการตั้งพรรคใหม่ที่มีจุดยืนสนับสนุนผู้มีอำนาจ จึงมีการผูกโยงว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อหวังผลปูทางเลือกตั้งให้บรรลุเป้าหมายไปสู่การสืบอำนาจหรือไม่

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: จับได้จับไป โกงได้โกงไป? - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

แมงเม่า

mangmoa49@gmail.com

ผมได้ยินท่านนายกฯกำชับด้วยเสียงหนักแน่นกำจัดคอร์รัปชั่นในแผ่นดิน ในรอบ 4 ปีเศษๆน่าจะเกินยี่สิบครั้งบ่งบอกถึงความมุ่งมั่น ปัญหาคือผลลัพธ์จับต้องได้จำกัด

ก็ให้คะแนนรัฐบาลมีผลงานจับกุมกระบวนการทุจริตในภาคราชการได้เนื้อได้หนัง อย่างที่เราเห็นในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ในสำนักงานพระพุทธศาสนา ในกระทรวงศึกษาฯ แต่ก็ที่เห็นเช่นกันจับได้จับไปโกงได้ยังโกงไป

เพิ่งสั่งการมหาดไทยติดตามคำร้องทุกข์ข้าราชการทุจริตผ่านศูนย์ดำรงธรรมซึ่งมากมายในแต่ละวัน ส่วนหนึ่งร้องไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลายรายผ่านศูนย์ดำรงธรรมอำเภอไม่ได้เรื่องต้องมาร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด บ้างก็ไปศูนย์ดำรงธรรมมหาดไทยที่กระทรวง

กลไกป้องกันก็รัดกุม ผมให้แต้มข้อตกลงคุณธรรมเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนอื่นๆเข้าไปร่วมรับรู้งานจัดซื้อจัดจ้างงานประมูลของทางราชการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯมีผู้สังเกตการณ์อยู่ด้วย

คำถามคือทำไมปิศาจร้ายมันมิได้ถูกกำจัดให้หมดสิ้นไปหรือแม้แต่ลดน้อยถอยลง?

ผมเห็นด้วยกับดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ มันยังอยู่โดยคนโกงยังโกงและลอยนวลในสังคมเพราะเกี่ยวข้องกับคนมีอำนาจ มีอิทธิพล เพราะไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ทำชั่วก็ขอร้องกันได้หยวนกันไป

หนักใจสุดเป็นขั้นตอนทางกฎหมายซึ่งมีหลายฉบับและผ่านหลายต่อหลายชั้น ป.ป.ช. สตง. ปปท. มาถึงอัยการและศาล เพื่อตอบโจทย์โปร่งใสเป็นธรรมเลยล้าหลังตามไม่ทันกลโกงซึ่งล้ำหน้าเทคโนโลยี

ตั้งหลักกำจัดทุจริตในระบบราชการอีกที ผมเสนอท่านเริ่มที่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และกระบวนการตรวจสอบ

เคลียร์ทางให้คดีความทุจริตเป็นไปรวดเร็วซึ่งไม่เหลือบ่ากว่าแรงแต่อย่างใด ในหลายประเทศปักธงกำจัดโกงเขาก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอยกตัวอย่างคดีอดีตปลัดถูกคนร้ายบุกบ้านขนเงินสดไปกว่า 200 ล้านบาท 7 ปีที่แล้ว ต่อมาถูกจำคุก 10 เดือนข้อหาจุ๋มจิ๋มยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ

หรือนักเล่าข่าวคนดังคดีโฆษณาเกินเวลาทำให้อสมท สูญเสียรายได้ผ่านไปสิบปีไม่สิ้นสุด ถูกหรือผิดยังไม่มีข้อยุติสุดท้าย

ในภาคตรวจสอบเน้นป้องกันก่อนเหตุทุจริตจะเกิดต้องให้ข้อตกลงคุณธรรมแสดงอภินิหารได้จริง

ขอยกอีกตัวอย่าง โครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อพัฒนาของสนง.พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศฯมูลค่า 7,000 ล้านบาท พิรุธเยอะ! ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯทักท้วงไปก็ไม่ฟังจนต้องถอนตัวออกมาไม่แปดเปื้อนด้วย ข้อหาใหญ่คือจงใจปิดบังตั้งใจเลี่ยงกฎหมาย

เกิดเรื่องแบบนี้ท่านนายกฯวางเฉยก็เท่ากับปล่อยให้ข้อตกลงคุณธรรมปราบโกง ตกน้ำตกท่า

ประเทศจมอยู่ในวิกฤติคอร์รัปชั่นฝังรากลึกมายาวนานจึงไม่ใช่เวลาแสดงวิธีการป้องกันปราบปราม ดาบอาญาสิทธิ์อยู่ในมือพล.อ.ประยุทธ์-รออะไรหรือ?.

คอลัมน์ กระจก 8 หน้า: ทุจริตข้าวที่เล่าไม่จบ! - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ฟันนี่เอส

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวว่าข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล "ล่องหน" ปริมาณมากถึง 940,000 ตัน

ถ้าคิดเฉลี่ยจากราคารับจำนำของรัฐบาลก่อนที่ตันละ15,000 - 20,000บาทจะคิด

เป็นมูลค่าความเสียหายของหลวงเกือบ15,000 -20,000ล้านบาท!!

เนื่องจากรัฐไม่สามารถนำข้าวจำนวนนี้ออกมาขายได้ เพราะจนถึงขณะนี้ยังหาไม่เจอ

กรณีนี้ "นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์" อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ หน่วยงานที่รับผิดชอบการระบายข้าวสารรัฐบาล เปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เรื่องนี้ รัฐบาลทราบมานานแล้วตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศเพราะวันที่ 2 ก.ค.57 องค์การคลังสินค้า(อคส.)และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.)ที่ดูแลข้าวสารสต๊อกรัฐบาล ได้ส่งข้อมูลตัวเลขทางบัญชีสต๊อกข้าวมาให้กรมฯ โดยมีปริมาณ 18.70 ล้านตัน

แต่จากการตรวจสต๊อกข้าวของคณะกรรมการตรวจสอบข้าวคงเหลือของรัฐบาลที่มี "ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล" ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(ตำแหน่งขณะนั้น)เป็นประธาน พบว่ามีข้าวอยู่จริง 17.76 ล้านตัน มีตัวเลขแตกต่างทางบัญชีอยู่ที่ 940,000 ตัน คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.)สั่งการให้ติดตามและหาข้อเท็จจริงมาให้ได้ หากพบมีผู้กระทำผิด หรือทำให้ข้าวหายจริง ต้องดำเนินการเอาผิดด้วย

ล่าสุดวันที่ 18 ก.ค.61 กรมการค้าต่างประเทศได้ส่งข้อมูลตัวเลขทางบัญชีข้าวสารที่ขาดหายไปให้ "สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน"(สตง.)ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยจะแจ้งผลมายังกรมฯในสิ้นเดือน ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม นายอดุลย์ ย้ำว่า ยังไม่รู้ข้าวหายจริงหรือไม่รู้แต่เพียงตัวเลขทางบัญชีหายไปต้องรอผลการตรวจสอบจาก สตง.ก่อน หากพบว่าข้าวหายจริง ต้องไล่เบี้ย "อคส.-อ.ต.ก." รวมถึงคู่สัญญาของ 2 หน่วยงาน เช่น คลังสินค้าที่ อคส.-อ.ต.ก.เช่าฝากเก็บข้าว เซอร์เวเยอร์ฯลฯ

นี่เป็นพียง 1 ตัวอย่างของ "มหกรรมโกง" ระดับชาติ เพราะเชื่อว่า ข้าว 940,000 ตัน ต้องมีบางส่วนที่หายไปจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขส่วนต่างทางบัญชีเท่านั้น

กรณีนี้ ยังไม่นับรวมการที่ "นายวิษณุ เครืองาม" รองนายกรัฐมนตรี ได้เร่งรัดให้ อคส.-อ.ต.ก. ดำเนินการฟ้องแพ่งกับคู่สัญญาที่ทำให้รัฐเสียหาย จากการทำให้ข้าวเสื่อมสภาพ ซึ่ง อคส.มีสัญญาที่ต้องส่งฟ้องมากถึง 244 สัญญา กว่า 800 คดี ความเสียหายนับแสนล้านบาท

ยังไม่รวมสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)อยู่ระหว่างตรวจสอบทุจริตการเก็บข้าวในต๊อก ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องด้วย 993 คดี แบ่งเป็น อคส.721 คดีและ อ.ต.ก.อีก 271 คดี

ยังไม่รวมทุจริตขายข้าวรัฐต่อรัฐให้จีนของรัฐบาลก่อน ที่ศาลตัดสินความผิดไปแล้ว 4 สัญญาแรก ปริมาณข้าว 6 ล้านตัน แต่ยังมีลอต 2 อีก 8 สัญญา รวม 14 ล้านตัน ที่ป.ป.ช.ยังไม่ชี้มูลความผิดและยังมีทุจริตรับจำนำสินค้าเกษตรอื่นๆอีกบานตะไทที่ทำให้รัฐเสียหายมหาศาลที่สำคัญ เงินที่ใช้รับจำนำมาจากภาษีคนไทยทั้งสิ้น

เห็นแล้ว "สงสาร" ประเทศไทยตราบใดที่คนไทยยังมี "สันดาน" โกงและยอมรับได้กับการ "ทุจริต" ขณะที่รัฐบาลไม่จริงใจแก้ปัญหาประเทศไทยได้แต่รอวัน "เน่า" เพราะคนไทยกินกันเอง!!

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: เปรตโกงเงินอุดหนุนวัดอย่าให้ได้ผุดได้เกิด - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สารส้ม

ขบวนการเปรตอมเงินวัด กำลังถูกลงแส้ จับใส่หม้อถ่วงน้ำในยุคนี้

ทราบว่า มีกรณีตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด อยู่ในมือ ป.ป.ช. เกือบ 80 เรื่อง

ในจำนวนนี้ ชี้มูลแล้ว พ้นจาก ป.ป.ช.ไปแล้ว 19 เรื่อง

ยังอยู่ในชั้นไต่สวนข้อเท็จจริง 17 เรื่อง

ที่เหลืออยู่ในชั้นของการแสวงหาข้อเท็จจริง 44 เรื่อง

1.เมื่อวานนี้ 7 สิงหาคม 2561 นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.แถลงความคืบหน้า กรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 2 คดี เกี่ยวพันกับอดีต ผอ.พศ. 2 คน อดีตรอง ผอ.พศ.อีกหนึ่งคน แถมพ่วงด้วยเจ้าหน้าที่ พศ. รวมไปถึงพระสงฆ์และอดีตพระสงฆ์บางคน

1.1 กรณีโอนงบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ ผ่านวัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ไปให้พระสุทธิพงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร จำนวน 2 ครั้ง วงเงินรวม 5.78 ล้านบาท

ผิดตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายงบประมาณอุดหนุน บูรณปฏิสังขรณ์วัด ที่ห้ามโอนให้กับวัดไทยในต่างประเทศ

กรณีนี้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.พศ. (ขณะนั้น) นายพนม ศรศิลป์ รอง ผอ.พศ. (ขณะนั้น) นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนาสถาน พศ. (ขณะนั้น) นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผอ.กองพุทธศาสนสถาน (ขณะนั้น) รวมถึงพระสุทธิพงศ์

ดำเนินการจัดสรรเงินอุดหนุนวัด ไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ของพศ. ไม่มีคำขอการบูรณปฏิสังขรณ์วัด ประจำปี 2556 ผ่านวัดพระพุทธบาทตากผ้า ไม่มีการประชุมของคณะทำงานพิจารณาขอรับเงินอุดหนุนจริง รวมถึงการจัดรายงานการประชุมคณะทำงานฯเพื่อพิจารณาขอรับสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุน บูรณปฏิสังขรณ์วัดปี 2556 อันเป็นเท็จ เป็นการเบียดบังเงินทรัพย์สินของสำนักงาน พศ. เป็นของตนเองหรือผู้อื่น

1.2 กรณีอมเงินทอนวัด 17.8 ล้านบาท จากงบประมาณที่จัดสรรให้วัด 24 ล้านบาท

เป็นกรณีทุจริตเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ ให้กับวัดใน จ.ลำปาง 5 แห่ง และวัดใน จ.แพร่ 1 แห่ง วัดละ 4 ล้านบาท รวม 6 วัด เป็นเงิน 24 ล้านบาท

แต่มีการวางแผน ตกลง และดำเนินการให้ผ่องถ่ายเงิน กลับคืนเข้าบัญชีนางณัฐฐาวดี พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ และ น.ส.อุบล ดิษฐ์ด้วง เป็นเงิน 17.8 ล้านบาท

จากนั้น น.ส.ประนอม สั่งการให้ถอนเงินจาก 3 บัญชี ดังกล่าวให้ตนเอง

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายพนม (อดีต ผอ.พศ.) น.ส.ประนอม พระครูศิโรจน์ ปิยรัตน์เสรี อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านอ้อ จ.ลำปาง (ขณะนั้น ปัจจุบันสึกแล้ว) นางณัฐฐาวดี ตันตยาวิสาสุทธิ นักวิชาการศาสนาชำนาญการ นายวสวัตติ์ กิตติธีรสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดฯ ร่วมกันกระทำผิด

ทั้งหมด ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ผู้ถูกชี้มูลยังไม่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด ยังมีสิทธิต่อสู้คดีตามกฎหมาย

2. ก่อนหน้านี้ ตำรวจถือหมายจับของศาล เจ้าตรวจค้น จับกุมข้าราชการ พศ. และบุคคลภายนอกที่มีส่วนเชื่อมโยงไปบ้างแล้ว

แต่บางคน หลบไปอยู่ต่างประเทศ ไม่รู้จะกลับมาสู้คดีเมื่อไหร่ เช่น นายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. และนางสาวประนอม อดีต รอง ผอ.พศ. เป็นต้น คนเหล่านี้จัดเป็นคีย์แมน

3. เกี่ยวกับคดีทุจริตเงินอุดหนุนวัดในหลายๆ รูปแบบ รวมถึงคดีฟอกเงิน ก่อนหน้านี้ มีการจับกุมดำเนินคดีกับพระชั้นผู้ใหญ่วัดดัง 8 รูป

มี 7 รูป ต้องถูก "สึก" ทันที เพราะไม่สามารถครองจีวรเข้าไปอยู่ในเรือนจำได้

ไม่ว่าจะเป็น 1.นายธงชัย สุขโข หรือ อดีตพระพรหมสิทธิ หรือธงชัย สุขญาโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

2.นายสังคม สังฆะพัฒน์ อดีตพระเมธีสุทธิกร อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

3.นายบุญทวี คำมา หรือ อดีตพระศรีคุณาภรณ์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

4.นายสมจิตร จันทร์ศรี อดีตพระครูสิริวิหารการ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

5.นายเทอด วงศ์ชอุ่ม หรือ อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เจ้าคุณเทอด) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

6.นายเอื้อน กลิ่นสาลี หรือ อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) อดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

7.นายสมทรง อรรถกฤษณ์ หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ อดีตเลขาฯ เจ้าคณะกรุงเทพฯ วัดสามพระยา

นอกจากนี้ ยังมีนายจำนง เอี่ยมอินทรา หรืออดีตพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ขณะนี้ หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ

4. ในฐานะชาวพุทธ ต้องการให้เงินภาษีถูกนำไปอุดหนุนวัดและพระพุทธศาสนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่อ้างว่าอุดหนุนวัดแต่ส่วนใหญ่ไหลไปเข้ากระเป๋าส่วนตัวของข้าราชการกังฉินกับอลัชชี

ขอสนับสนุนการล้างบางเปรตอมเงินวัด อย่าให้ได้ผุด ได้เกิดอีกต่อไป

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: จุดตาย 'โอ๊ค พานทองแท้' คดีฟอกเงินปล่อยกู้กรุงไทย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

นพรัฐ พรวนสุข

คดีฟอกเงินที่ "โอ๊ค" พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชาย นายทักษิณ ชินวัตร โดนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ส่งสำนวนให้อัยการฟ้องศาล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

มีมูลเหตุมาจากคดีทุจริตเงินกู้กรุงไทย เพราะการสอบสวนพบมีเงินเข้าไปในบัญชีของพานทองแท้และพวกถึงสองครั้ง คือจำนวน 26 ล้านบาท และอีกครั้งหนึ่ง 10 ล้านบาท

การดำเนินคดีแก่ นายพานทองแท้ นางกาญจนาภา และนายวันชัย หงษ์เหิน สองผัวเมีย รวม 3 คน ดีเอสไอฟ้องว่า คนเหล่านี้ทำความผิดสองกรรมต่างวาระ โดยคดีเงิน 26 ล้านบาท เป็นกรรมแรกหมดอายุความ ธ.ค.61 และ กรรมที่สอง 10 ล้านบาท หมดอายุความ พ.ค.62

จะเห็นว่า ดีเอสไอ ส่งสำนวนฟ้องคดีให้อัยการนั้น การทำผิดกรรมแรกคดีใกล้จะหมดอายุความ เหลือเวลาเพียงไม่กี่เดือน เหตุที่คดีล่าช้าเกือบไม่ทันฟ้องก็มีเหตุผลมากมาย

เช่น ฝ่ายพานทองแท้มีความพยายามที่จะดึงคดีในชั้น สอบสวนโดยมีแท็กติกหลายอย่าง ยื้อทุกกระบวนท่าซึ่งเป็น สิทธิ์ที่ทำได้ตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน เหตุคดีชักช้าก็มีการ วิพากษ์วิจารณ์ว่า

คดีนี้ถูกเอามาเป็นเงื่อนไขต่อรองทางอำนาจกับทักษิณ ไม่รู้จริงแค่ไหน ถ้าเป็นจริงเมื่อคดีผ่านมาถึงมืออัยการ และการต่อรองโดยเอาคดีนี้มาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนยังดำเนิน ต่อไป ก็ยิ่งชวนติดตามผลของคดีมากขึ้น ว่าจะเดินหน้าต่อหรือ จะล้ม?

สำหรับจุดสำคัญในคดีที่ทำให้ พานทองแท้ ถูกปปง.ตั้งแท่นเอาผิดส่งมาให้ดีเอสไอสอบสวน ก็คือเส้นทางการเงิน ที่เป็นหลักฐานสำคัญแห่งคดี มีความเชื่อมโยงความเกี่ยวข้อง ของตัวจำเลยในคดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย

ซึ่งตอนนี้ถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลตัดสินจำคุก อดีตผู้บริหารกรุงไทย และอดีตผู้บริหารบริษัทกฤษดามหานคร

โดยมีการพบ เส้นทางการเงินของผู้บริหารกฤษดามหานคร โยงมาถึงบัญชีของ พานทองแท้-นางกาญจนาภาและนายวันชัย หงษ์เหิน คือ หลักฐานเส้นทางการเงินที่ วิชัย และ รัชฎา กฤษดาธานนท์สองพ่อลูกตระกูล กฤษดาธานนท์

สองพ่อลูกเป็นเจ้าของกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีบริษัทในเครือ ชื่อ บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค ได้รับสินเชื่อ 9,900 ล้านบาท จากแบงก์ กรุงไทย ในยุคทักษิณเป็นนายกฯ พบว่า มีการปล่อยกู้โดยมิชอบจนสุดท้ายติดคุกกันทั้งคนของกรุงไทยและผู้บริหารบริษัทผู้กู้เงิน

พานทองแท้ เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็เพราะ ปปง. และ ดีเอสไอพบการโอนเงินจาก นายวิชัย และรัชฎาหลังบริษัทใน เครือกฤษดามหานคร ได้สินเชื่อจากกรุงไทยฯ โดยมีเงิน จากบัญชี นายวิชัย และ รัชฎา โอนเข้าบัญชี พานทองแท้สองครั้ง

ครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อ 30 ธันวาคม 2546 โดยพนักงาน บริษัทกฤษดามหานคร ได้ซื้อแคชเชียร์เช็ค จำนวนเงิน 26 ล้านบาท จากธนาคารไทยธนาคาร โดยหักจากเงินในบัญชีของ นายวิชัย สั่งจ่ายและนำเงินเข้าบัญชี นายพานทองแท้ ที่ธนาคารกรุงเทพ

แต่วันเดียวกันก็มีการยกเลิกรายการ จากนั้นวันรุ่งขึ้น พนักงานคนเดิม ก็ซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายบริษัทหลักทรัพย์ธนชาติ เพื่อชำระค่าหุ้นในบัญชีซื้อขาย ของนางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนภา หงษ์เหิน

จากนั้น นางเกศินี ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน หนึ่งล้านแปดแสนบาท เข้าบัญชี นายพานทองแท้ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รัชโยธิน

หลักฐานการโอนเงินครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อ17 พ.ค.2547 นายวิชัย ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยธนาคาร จำนวน 10 ล้านบาท เข้าบัญชีเงินฝาก พานทองแท้ ที่เป็นบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาบางพลัด

นอกจากนี้ ยังพบนิติกรรมที่น่าสงสัยอีกรอบ เมื่อบริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี่ ที่ได้เงินกู้จากกรุงไทย ได้นำเงินกู้ที่ได้ ไปซื้อหุ้นจองที่เป็นหุ้นต่ำกว่าราคาตลาดของบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 4 หมื่น กว่าหุ้น

จากนั้นนายรัชฏา กฤษดาธานนท์ ได้นำหุ้นดังกล่าว ไปเสนอขายให้แก่พนักงานบริษัทฮาวคัม และบริษัทมาสเตอร์โฟนที่ พานทองแท้ เป็นประธานกรรมการ เสมือนหนึ่งต้องการตอบแทนอะไรหรือไม่

เส้นทางการเงิน หลักฐานการทำธุรกรรมจากนายวิชัยและ นายรัชฎา เข้าบัญชีพานทองแท้ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 36 ล้านบาท จึงเป็นจุดตายในชั้นสอบสวนของ พานทองแท้ ชินวัตร ในคดี ฟอกเงินปล่อยกู้กรุงไทย

ที่ต้องลุ้นผลคดีกันในวันที่ 5 กันยายนนี้ อัยการจะมีความเห็นอย่างไร?

นาจิบเจอข้อหาฟอกเงินกองทุนวันเอ็มดีบี - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รายงานตัวต่อศาลแขวงกรุงกัวลาลัม เปอร์ เมื่อวันพุธ เพื่อเข้ารับการไต่สวนครั้งใหม่ในคดีเกี่ยวกับเงิน 10.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 343 ล้านบาท) ที่มีการโอนเข้าสู่บัญชีของตัวเอง เมื่อปี 2558 และพนักงานสอบสวนเชื่อว่าเป็นเงินที่มาจากกองทุนเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล หนึ่งในกองทุนย่อยของกองทุนพัฒนาแห่งชาติ "วันเอ็มดีบี"

ทั้งนี้ คณะผู้พิพากษาของศาลชั้นต้นมีมติให้ดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเพิ่มอีก 3 กระทง จากข้อหาฟอกเงินจำนวน ดังกล่าว หลังเมื่อเดือนที่แล้วศาลรับฟ้องให้ดำเนินคดีคอร์รัปชั่นกับนายนาจิบ แบ่งเป็น 3 กระทง เกี่ยวกับความเสียหายในการบริหารจัดการกองทุนเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล ระหว่างปี 2554 ถึง 2558 และอีกหนึ่งกระทงฐานใช้อำนาจมิชอบ เกี่ยวกับการใช้ตำแหน่งหน้าที่ "สร้างอิทธิพล" ต่อการสืบสวนสอบสวนเงินที่หายไปจากกองทุนวันเอ็มดีบี ซึ่งมีฐานความผิดจำคุกสูงสุดกระทงละ 20 ปี

อย่างไรก็ตาม เป็นไปตามความคาดหมายว่านายนาจิบให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาฟอกเงิน เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาคอร์รัปชั่น และใช้อำนาจมิชอบ โดยในส่วนของคดีฟอกเงินนั้น หากศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริง จำเลยอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุดจากข้อหานี้นานถึง 15 ปี และต้องชำระค่าเสียหายคืนแก่แผ่นดินอย่างน้อย 5 เท่าของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด

อนึ่ง นายนาจิบ วัย 64 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัยติดต่อกัน ระหว่างปี 2552 ถึงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา และเคยเป็นหัวหน้าพรรคมลายูสามัคคีแห่งชาติ (อัมโน) ถือเป็นอดีตผู้นำมาเลเซียคนแรกในประวัติ ศาสตร์ซึ่งถูกดำเนินคดีคอร์รัปชั่น ซึ่งข้อมูลของสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐ (เอฟบีไอ) ระบุว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่ที่นายนาจิบก่อตั้งกองทุนวันเอ็มดีบีเมื่อปี 2552 มีการยักยอกเงินออกจากกองทุนนี้ไปแล้ว 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 149,850 ล้านบาท).