You are here

CG and corruptions News - 9 February 2018

IOD: ITD risks CG downgrade - BANGKOK POST

แฉถูกสั่งเขียนเอกสารปลอมหวั่นทุจริตจ่ายเงินคนไร้ที่พึ่ง - ไทยโพสต์

ยิ่งลักษณ์ส่งทนายความยื่นทุเลายึดทรัพย์รอบ3 - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ศุกร์ เว้น ศุกร์: ทุ่งใหญ่ บริษัทก็ใหญ่ เรื่องจึงใหญ่ - กรุงเทพธุรกิจ

บทบรรณาธิการ: คดีความยึดกฎหมาย ธุรกิจยึดธรรมาภิบาล - กรุงเทพธุรกิจ

ขยายแผล 'เสือดำ' กลบปม 'นาฬิกา' ไม่มิด - โพสต์ทูเดย์

SPECIALSCOOP: แผนรับมือถ้า'บิ๊กป้อม'ต้องลาออก ให้อำนาจใหม่ค้ำบัลลังก์ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา หน้า 12

คอลัมน์อาชญากรรม: พิษวิคตอเรียซีเครทลามใส่-อดีต ผบ.ตร.บิ๊กอ๊อดโต้ปม 300 ล้าน - มติชนสุดสัปดาห์ หน้า 15

ฉะสมยศตำรวจไซด์ไลน์จี้ปธ.สนช.สอบจริยธรรม - ไทยโพสต์

'ซัมซุง'ฉาวอีกแล้ว'ประธานใหญ่ลีคุนฮี'ต้องสงสัยหลบเลี่ยงภาษี8,200ล้านวอน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา หน้า 21

IOD: ITD risks CG downgrade - BANGKOK POST Issued date 9 February 2018

DARANA CHUDASRI

NUNTAWUN POLKUAMDEE

Despite no breaches of securities rules, pressure is mounting on construction tycoon Premchai Karnasuta as a potential downgrade in corporate governance (CG) score looms over Italian-Thai Development Plc (ITD) after his arrest on suspicion of illegal hunting.

The Thai Institute of Directors (IOD) will take the issue into account when compiling its CG report this year, with the AntiCorruption Organisation (ACT) saying top executives should set a good example as stated in the company's code of conduct.

Although the case is deemed a personal issue, this may affect the company's CG rating because CG takes the impact on all stakeholders into account, as well as environmental impact, said IOD president and chief executive Bandid Nijathaworn.

As Mr Premchai is the president of a SET-listed company, the case should be clarified among the company's board of directors and the board will have to come to a conclusion based on corporate ethics and codes of conduct, Mr Bandid said.

Mr Premchai will be tried according to the judicial system for the poaching allegations, he said.

Mr Premchai, 63, was arrested in the Thungyai Naresuan Wildlife Sanctuary on Sunday night along with three others.

They were found with the carcasses of protected wild animals, including a 1.48-metre-long Indochinese leopard, a Kalij pheasant and a common muntjac, also known as a barking deer, as well as three long-barrelled guns and ammunition.

The four have been granted bail with a bond of 150,000 baht each. They deny the charges.

ITD shares plunged to 3.66 baht a share yesterday from 3.84 baht on Monday amid the controversy surrounding Mr Premchai.

Top government and capital market officials recently remarked on the controversy.

Deputy Prime Minister Wissanu Kreangam said any personal wrongdoings must be separated from company affairs and the matter should be left to authorities to investigate.

Deputy Prime Minister Somkid Jatusripitak said the case will not affect state construction projects that ITD has been contracted to undertake.

SET president Kesara Manchusree said that while the Securities and Exchange Act does not cover offences relating to Mr Premchai's case, questions about moral integrity and appropriate behaviour remain.

Mana Nimitmongkol, secretary-general of the ACT, said the company, especially top executives, should act in accordance with its own CG code of conduct.

"Issuing a written code of conduct, but failing to comply, equates to negligence," Mr Mana said. "Writing such a code is irresponsible because it misleads investors as to the company's principles."

Mr Mana said the company's board of directors must consider the options available to them for taking action on the issue and investors should be concerned about the code of conduct in companies they have invested in.

Voravan Tarapoom, chairwoman of the Federation of Thai Capital Market Organisations, said the public sector should emphasise the importance of the environment and the company's board of directors should consider whether an executive poses a risk to the company's reputation and, by extension, business operations.

In a separate development, the Securities and Exchange Commission (SEC) is set to forward the public hearing result for an initial coin offering (ICO) regulatory framework to the Capital Market Supervisory Board and the SEC Board.

It is expected that the regulatory framework will be finalised by March, said SEC secretary-general Rapee Sucharitakul.

The SEC is also mulling regulations to form the framework for cryptocurrencies, which will be forwarded to a joint working panel of the Finance Ministry, the Bank of Thailand, the SEC and the Anti-Money Laundering Office in a month's time, Mr Rapee said.

Despite being classified as separate from cryptocurrencies, ICO is a crowdfunding method using issuance of digital tokens in exchange for investors' cryptocurrencies, therefore a compatibility regulatory framework is needed to supervise ICO and cryptocurrencies, he said.

แฉถูกสั่งเขียนเอกสารปลอมหวั่นทุจริตจ่ายเงินคนไร้ที่พึ่ง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ขอนแก่น * นศ.ร้องสื่อมวลชนถูกศูนย์คุ้มครองไร้ที่พึ่งขอนแก่นสั่งปลอมเอกสารทางราชการขณะฝึกงานนับพันชุด โดยเฉพาะเอกสารทางการเงินรวมกว่า 6.9 ล้านบาท เตรียมขอเข้าพบนายกฯ ช่วยตรวจสอบการทุจริต อดีตลูกจ้างศูนย์แฉเจ้าหน้าที่สอนปลอมเอกสารและลายมือชื่อชาวบ้าน แต่เมื่อไม่ยอมทำตามกลับถูกให้ออกโดยไม่เป็นธรรม

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 ก.พ.2561 นางน้อมจิตต์ ยศปัญญา อายุ 52 ปี พร้อมด้วย น.ส.ปนิดา ยศปัญญา อายุ 22 ปี นักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนา ชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร้องเรียนต่อสื่อ มวลชนภายหลังจากที่ได้มีการร้องเรียนต่อเลขาธิการ คสช.และ ป.ป.ช.จ.ขอนแก่น แต่ไม่มีความคืบหน้า เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และต้องการช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากพบเห็นความไม่โปร่งใสในการทำงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น ในเรื่องเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ป่วยโรคเอดส์ในพื้นที่ขอนแก่น

น.ส.ปนิดากล่าวว่า ได้เข้ารับการฝึกงานในตำแหน่งนักพัฒนาชุมชนที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น พร้อมเพื่อนรวม 4 คน โดยมีระยะเวลาการฝึกงานตั้งแต่ 7 ส.ค.-7 พ.ย.2560 ซึ่งการฝึกงานต้องลงพื้นที่พบปะกับประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเรียนรู้ปัญหาในชุมชน โดยช่วงที่เข้าฝึกงานจะมีเจ้าหน้าที่ศูนย์เข้ามาดูแลในฐานะครูภาคสนาม แต่กลับถูกให้ทำงานเกี่ยวกับเอกสาร ถูกสั่งให้กรอกข้อมูลสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและเอกสารของผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยสั่งให้ลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินของเอกสารตามแบบที่ราชการกำหนด

"ในช่วงฝึกงานนั้น ส่วนใหญ่จะได้นั่งทำงานที่บ้านพักส่วนตัวของผู้อำนวยการศูนย์ ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์ไปประมาณ 1 กม. ทำงานตั้งแต่เช้าจนมืดค่ำ โดยมีน้องสาว ผอ.และเจ้าหน้าที่บางคนคอยกำกับดูแลทุกขั้นตอน จึงทำตามคำสั่งและทำการปลอมลายเซ็นต์ชาวบ้านไปประมาณ 10 ราย ส่วนที่เหลืออีกเกือบ 2,000 รายนั้นไม่ทำ หนูถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมต้องปลอมข้อมูลชาวบ้าน ก็ได้รับคำตอบว่าให้ถือเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านที่เขียนหนังสือไม่ได้ ให้กรอกข้อมูลทั้งหมดด้วยตนเองทั้งแบบสำรวจ ใบสำคัญรับเงิน

ซึ่งในช่วงของการฝึกงานนั้นได้ทำเอกสารไปกว่า 2,000 ราย ยอดเงินรวมกว่า 6,900,000 บาท โดยหนูลงชื่อแทนชาวบ้านไปประมาณ 10 คน ส่วนเพื่อนๆ ที่มาฝึกงานด้วยกันนั้นไม่ทราบ แต่ทุกคนได้ทำเอกสารร่วมกัน จากนั้นจึงได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรม เริ่มรู้สึกว่าไม่โปร่งใส จึงไม่ทำตาม และขยำเอกสารที่เป็นลายมือตัวเองในการปลอมลายมือชาวบ้านทิ้งไป"

น.ส.ปนิดากล่าวอีกว่า เมื่อเห็นความไม่ชอบมาพากลจึงนำเรื่องไปบอกพ่อแม่และอาจารย์ ซึ่งให้คำแนะนำว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำผิดกฎหมาย และคนผิดคือตัวเราเอง จึงนำเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่ร้องเรียนไปยังท่านเลขาธิการ คสช.และ ป.ป.ช. รวมทั้งการลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐาน แต่เรื่องไม่คืบหน้า เกรงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองและเพื่อนนักศึกษาด้วยกันที่มาฝึกงานจะได้รับผลกระทบจากการที่ทำเอกสารดังกล่าว

และเรื่องนี้ได้นำเรียนต่อมหาวิทยาลัยและอาจารย์ที่รับผิดชอบการฝึกงานได้รับทราบแล้ว เธอบอกว่า ตนได้ร้องเรียนผ่านหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องและสื่อมวลชน เพราะต้องการให้ประชาชนได้รับเงินจริง เฉพาะในช่วงที่ตนฝึกงานได้ทำเอกสารไปรวมกว่า 2,000 ราย ซึ่งในฐานะนักพัฒนาชุมชน เงินจำนวน 1-2 พันบาทก็ช่วยให้คนยากจนได้ใช้ประทังชีวิตระยะหนึ่ง แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังดี

"ถ้าเราไม่ทำก็จะไม่ผ่านในช่วงของการฝึกงาน ดังนั้นการที่ครอบครัวพาร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองและต้องการเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิด ครอบครัวเตรียมขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งหมดแล้วเพื่อส่งถึงมือท่านนายกฯ"

ด้าน น.ส.ณัฐกานต์ หมื่นพล อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 370/135 ม.21 ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น อดีตลูกจ้างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ได้เข้าทำงานที่ศูนย์แห่งนี้ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการในเดือนตุลาคม 2558 จนกระทั่งมีการปรับตำแหน่งให้เป็นเจ้าหน้าที่ช่วยสนับสนุนพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยได้รับมอบหมายในการทำงานเอกสารเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ป่วยโรคเอดส์ โดยเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบได้นำเอกสารมาให้ทำ ซึ่งมีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากที่นักศึกษาต้องทำคือ เอกสารบางอย่างไม่มีมาประกอบ ไม่มีการลงลายมือชื่อ หรือเอกสารมาไม่ครบ

น.ส.ณัฐกานต์กล่าวว่า ในระยะแรกยอมรับทำเอกสาร เพราะเจ้านายสั่ง ลูกน้องต้องทำตาม แต่ต่อมาเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ จำนวนเงินมากขึ้น และบางทีนำเอกสารเปล่ามาให้กรอกข้อมูลทางราชการ จึงเริ่มกังวลใจและเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตั้งแต่ผู้อำนวยการศูนย์ไปจนถึงคนนอกที่มาร่วมทำงาน 6 คน บางคนมาสอนวิธีการปลอมลายมือชื่อด้วยการนำเอกสารไปส่องกระจก เพื่อให้ลายมือชื่อตรงกันในการเบิกจ่ายเงินแต่ละครั้ง

"หนูไม่ทราบว่าเงินที่เบิกจ่ายไปนั้นถึงมือผู้มีรายได้น้อยตามเงื่อนไขและระเบียบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือไม่ แต่ที่ทำเอกสารนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเจ้าหน้าที่ทำกันเป็นขบวนการ"

น.ส.ณัฐกานต์กล่าวอีกว่า ตนตัดสินใจกรอกเอกสารให้ผิดเพื่อให้กรมได้มาตรวจสอบ และเรื่องดังกล่าวนี้ ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีนิติกรมาทำการสอบปากคำแล้ว และเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2560 เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของศูนย์ได้บอกเลิกจ้างหนูและเพื่อนอีก 2 คนรวม 3 คนที่ฝ่าฝืนคำสั่งและไม่ทำตาม ให้ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรม ขณะนี้หนูได้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองขอนแก่น ฐานถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งได้ประทับรับฟ้องในการไต่สวนในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เมื่อทราบถึงพฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารของทางราชการดังกล่าวทั้ง 6 คน ที่ลุกลามไปถึงนักศึกษาฝึกงาน จึงได้รวมตัวกันร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มาตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอาผิดให้ได้.

ยิ่งลักษณ์ส่งทนายความยื่นทุเลายึดทรัพย์รอบ3 - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ชี้คดีไม่ถึงที่สุด กระบวนการมิชอบ

กรุงเทพธุรกิจ "ยิ่งลักษณ์" ส่งทนาย ยื่นคำร้องชะลอยึดทรัพย์รอบ 3 เหตุคดียังไม่ถึงที่สุด แต่งตั้งคณะกรรมการ-คำสั่ง มาตรา 44 มิชอบด้วยกฎหมาย ยันทุจริตจำนำข้าวไม่เกี่ยวกับอดีตนายกฯ

วานนี้(8 ก.พ.)นายนพดล หลาวทอง ทนายความได้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีจำนำข้าว ยื่นคำร้องขอต่อศาลปกครองกลางเพื่อพิจารณาสั่งทุเลา การบังคับตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559 ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ปล่อยให้เกิดความเสียหาย โครงการรับจำนำข้าวโดยเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเหตุให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท ไว้ก่อนที่จะมีคำพิพากษาเป็นรอบที่3 ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่ง ยกคำร้อง มาแล้ว 2 ครั้งคือวันที่ 10 เม.ย.2560 และวันที่ 29 ม.ค.2561

โดยนายนพดล กล่าวว่า การยื่นคำร้องใหม่อีกเนื่องจากเห็นว่า การ ยึดทรัพย์บังคับคดีจะต้องเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษา แต่กรณีนี้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลใดให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชดใช้โดย คำสั่งที่ให้ชดใช้ เป็นเพียงคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นในสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติและมีความไม่ชอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการสอบสวน ,การสอบสวนหาความรับผิด ซึ่งมุ่งแต่หาความเสียหายโดยไม่คำนึงถึงเนื้อหาการใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช.ตามมาตรา44 ตั้งกรมบังคับคดีขึ้นมาเพื่อบังคับแทนหน่วยงานปกติ และยังให้ความคุ้มครองโดยไม่ต้องรับทางอาญา

นายนพดล กล่าวอีกว่า โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่ต้องเป็นผู้รับผิด หากเห็นว่าการดำเนินการต่างๆ เป็นไปด้วยความไม่ถูกต้องก็ต้องเป็นอำนาจตรวจสอบของรัฐสภา ซึ่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติทางการปกครอง บังคับไว้ชัดเจนว่าไม่ให้นำเรื่องคำสั่งทางปกครองหรือกระบวนการทางปกครองมาใช้บังคับกับกรณีนี้

ขณะที่โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการสาธารณะที่ไม่อาจจะมาคิดเรื่องผลกำไรขาดทุน ในส่วนการทำหน้าที่นายกฯ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็มีคำพิพากษาของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า การทุจริตที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสวมสิทธิ การโกงความชื้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในขั้นตอนปฏิบัติ ไม่ได้เกิดขึ้นในขั้นตอนของนโยบายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กำกับดูแล จึงเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดในทางละเมิด ดังนั้นเมื่อกรณีที่ให้อดีตนายกรัฐมนตรีรับผิดทางละเมิดยังไม่มีคำพิพากษา ขณะที่ ฟ้องว่าคำสั่งทางปกครองซึ่งให้ชดใช้ ค่าเสียหายในทางละเมิดนั้นไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่น่าจะมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมายึดทรัพย์บังคับคดีในระหว่างที่ยังมีการพิจารณาคดี เพราะจะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับความเสียหายยากต่อการเยียวยาในภายหลังจึงต้องมายื่นคำร้องต่อศาลปกครองอีกครั้ง ส่วนคดีหลักที่ฟ้องเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังนั้น ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลปกครอง ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานอีกเท่าใด "ตอนนี้กรมบังคับคดีได้ยึดทรัพย์อายัดบัญชีเงินฝากของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งหมดแล้ว ทั้งที่ทรัพย์บางส่วนเกิดจากการทำมาหาได้ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นน้ำพักน้ำแรงก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บ้านพักอาศัยในปัจจุบัน สามีและบุตร พร้อมบริวารก็ยังอาศัยอยู่เหมือนเอาคนไปประหารก่อนมี คำพิพากษา หากภายหลังศาลมีคำพิพากษาว่าไม่ผิด จะมีการชดใช้ความเสียหายนี้อย่างไร เพราะไม่ได้เสียหายเฉพาะทรัพย์สิน แต่ยังเสียหายไปถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีชื่อเสียง วงศ์ตระกูล" นายนพดล ทนายความของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งเมื่อปี2559 ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดเชยค่าเสียหายจำนวน 3.5 หมื่นล้าน ก่อนที่อดีตนายกฯจะมอบอำนาจให้นายนพดล ยื่นฟ้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 เนื่องจากเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมขอทุเลาการยึดทรัพย์แต่ศาลได้ยกคำร้องทั้ง 2 ครั้ง

คอลัมน์ ศุกร์ เว้น ศุกร์: ทุ่งใหญ่ บริษัทก็ใหญ่ เรื่องจึงใหญ่ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม

warapatr@gmail.com

สังคมกำลังสนใจประเด็นธรรมาภิบาลว่าถ้าซีอีโอ ของบริษัทไปทำอะไรที่ผิดจริยธรรม แล้วผลต่อบริษัทน่าจะเป็นเช่นใด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แถลงว่ากรณีซีอีโอ ออกป่าล่าสัตว์ ในขณะนี้ยังไม่เข้าข่ายประพฤติผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ แต่ ในทางธรรมาภิบาล คิดว่า ไอโอดี ซึ่งทำหน้าที่จัดอันดับธรรมาภิบาล ควรรับไปดำเนินการ ซึ่งไอโอดี ก็แถลงว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป

ผมเลยอยากนำเสนอ เรื่องราวการประพฤติที่ไม่ถูกจริยธรรม ของซีอีโอในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกา ว่ามันเกิดขึ้นกี่รูปแบบ และ ผลที่ตามมาคืออะไร ซึ่งเป็นผลจากงานวิจัยที่เป็นกิจจะลักษณะ เชื่อถือได้

โดยนักวิจัย 2 คน ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยระดับโลก รวบรวมกรณีเหล่านั้นที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2543-2558 ซึ่งเป็นระยะเวลา นานพอที่จะนำมาวิเคราะห์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ปรากฏว่ารวบรวมได้มากถึง 38 กรณี ที่เป็นข่าวอย่างกว้างขวาง แบ่งเป็นพฤติกรรมของ ซีอีโอ ที่ผิดจริยธรรมประเภทต่างๆ ดังนี้

34% โกหกบอร์ดหรือผู้ถือหุ้น เกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนตัว

21% แอบมีความสัมพันธ์ทางเพศ กับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเจ้าหน้าที่ ของบริษัทที่ปรึกษา ฯลฯ

16% ใช้เงินของบริษัทแบบน่ากังขา แม้จะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม

16% พฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม หรือ สื่อสารด้วยภาษาที่ก้าวร้าว

13% สื่อสารในที่สาธารณะ ซึ่งมีผลกระทบต่อลูกค้า หรือกลุ่มต่างๆ ในสังคม

คำถามก็คือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น หลังจากนั้นเกิดอะไรตามมา คำถามนี้ ช่างตรงกับคำถามของสังคมไทยในช่วงเวลานี้ อย่างยิ่ง

นักวิจัยทั้งสองคน ได้บทสรุปมา 5 ข้อ ดังนี้

1. พฤติกรรมดังกล่าว จะไม่จางหายไปจากความทรงจำง่ายๆ โดยเฉลี่ยแล้ว จะเป็นข่าว 250 ครั้ง และเมื่อผ่านไป 5 ปี ก็ยังมีข่าวปรากฏให้เห็น

2. นักลงทุน ไม่ได้ตอบสนองข่าวลบ ในทางลบเสมอไป โดยรวมแล้ว ราคาหุ้นจะร่วงลงบ้างในช่วง 3 วันแรกที่เป็นข่าว แต่ก็มีถึง 11 กรณี จากทั้งหมด 38 กรณี ที่ราคาหุ้นกลับสูงขึ้นหลังเป็นข่าว ซึ่งแสดงว่าพฤติกรรมผิดจริยธรรม ของซีอีโอ กับราคาหุ้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันโดยตรงเสมอไป

3. บริษัทส่วนใหญ่ มิได้เฉยเมยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัท 84% ส่งเอกสารชี้แจงข่าว และ 71% โฆษกของบริษัทออกชี้แจงสื่อมวลชนโดยตรง ในขณะที่บอร์ด มักไม่ได้ออกมาแสดงตนมากนัก

4. บทลงโทษ ซีอีโอ มีหลากหลายรูปแบบ 58% จบลงที่การเลิกจ้าง และที่ชัดเจนว่าให้ออกทุกกรณี ก็คือเมื่อซีอีโอ ทำความผิดเรื่องการใช้เงิน ของบริษัทในทางที่ผิด ส่วนอีก 32% เป็นการลงโทษที่หลากหลาย

5. พฤติกรรมที่ผิดจริยธรรมของซีอีโอ มักขยายผลกว้างไกล เช่นบริษัท ต้องสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ ถูกตรวจสอบเพิ่มเติมโดยหน่วยงานของรัฐ ถูกฟ้องร้องโดยผู้ถือหุ้น และบางกรณี ถึงกับนำไปสู่การล้มละลาย เป็นต้น

ที่น่าสังเกตก็คือ ซีอีโอ ที่ผิดจริยธรรมและต้องลาออก หลายคนมีบริษัทอื่นเสนอตำแหน่งให้ทันที พร้อมให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิม

เช่น นายมาร์ค เฮิร์ด อดีตซีอีโอของฮิวเล็ต แพคการ์ด ซึ่งจ้างสาวสวย เซ็กซี่ อดีตนักแสดงภาพยนตร์มาเป็นพรีเซนเตอร์และไปมีความสัมพันธ์ด้วย และใช้เงินของบริษัทเลี้ยงดูเธออย่างดี เมื่อบอร์ดกดดันให้ลาออก ปรากฏว่า บริษัท ออราเคิล เสนองานให้เขาทันที

นายมาร์ค เฮิร์ด ไปอยู่ที่ ออราเคิล ก็ขับเคลื่อนจนราคาหุ้นของบริษัท สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา บริษัท Equilar ได้จัดอันดับให้ มาร์ค เฮิร์ด เป็นซีอีโอ กลุ่มบริษัทไฮเทค ที่ได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด ในประเทศ เขามีรายได้ต่อปีสูงถึง 41.10 ล้านดอลลาร์ หรือ 1,300 ล้านบาท

สรุปแล้ว สังคมมนุษย์ไม่ว่าที่ไหน ก็ยังคงให้ความสำคัญกับผลงาน และ ผลตอบแทน มากกว่ามาตรฐานจริยธรรมอยู่ดี น่าเศร้าใจไม่น้อยเลย

สำหรับกรณีซีอีโอเข้าป่าล่าสัตว์ บอร์ดและฝ่ายบริหารคงกำลังตั้งหลักว่า จะแถลงอย่างไร ส่วนราคาหุ้นของบริษัท วันแรกที่เป็นข่าว ร่วงลงไป 3.63% แต่ก็บังเอิญว่าวันนั้น ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงอย่างหนักพอดี จึงแยกลำบากว่า เป็นเหตุมาจากกรณีล่าสัตว์หรือไม่ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ วันนั้นมูลค่าการซื้อขายหุ้น ของบริษัท สูงกว่าวันที่ผ่านมาถึง 4 เท่า

กรณีเข้าป่าล่าสัตว์ครั้งนี้ หลักฐานที่เจ้าหน้าที่นำมาแสดง มีมากทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมว่า ซีอีโอ กระทำผิดกฎหมาย จริงหรือไม่ ส่วนประเด็นจริยธรรมและธรรมาภิบาล คงไม่ต้องรอกระบวนการ ทางกฎหมาย และบอร์ดของบริษัท น่าจะแถลงอะไรออกมาในเวลาอีกไม่นานนัก

ถ้ากลับไปดู 5 กลุ่มพฤติกรรมผิดจริยธรรม ที่ระบุไว้ในงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด กรณีนี้น่าจะตกอยู่ในกลุ่ม 16% รองสุดท้าย คือ "พฤติกรรมส่วนตัวไม่เหมาะสม" ส่วนผลที่ตามมา 5 ข้อ จะเป็นไปตามงานวิจัยหรือไม่ ก็คงต้องใช้เวลารอดูกันต่อไป

แต่ผมคิดว่าผลข้อแรกนั้นคงจะเกิดขึ้นแน่นอน คือ "พฤติกรรมครั้งนี้ จะไม่จางหายไปจากความทรงจำของผู้คนในสังคมง่ายๆ"และน่าจะเกินกว่า 5 ปี ตามผลการวิจัยด้วยซ้ำไป เพราะเรื่องนี้ "ใหญ่" จริงๆ

บริษัทก็ใหญ่ ซีอีโอก็ใหญ่ ข้อกล่าวหาก็ใหญ่ แถมสถานที่เกิดเหตุ ยังชื่อว่า "ทุ่งใหญ่"

มันจึงเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ของทุ่งใหญ่นเรศวร

และประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ของธรรมาภิบาลไทยเลยทีเดียว

บทบรรณาธิการ: คดีความยึดกฎหมาย ธุรกิจยึดธรรมาภิบาล - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ทันทีที่มีการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและ กรรมการบมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด พร้อมพวก ข้อหาลักลอบเข้าตั้งแคมป์และล่าสัตว์ป่าในเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ก่อนดำเนินคดี 9 ข้อหา และได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยเงินสดคนละ 150,000 บาท พร้อมกันนี้คณะของพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เข้าตรวจค้นบ้านพักของนายเปรมชัย กรรณสูต ในซอยศูนย์วิจัย 3 พบงาช้าง 2 คู่ มีใบอนุญาตครอบครอง พบอาวุธปืนรวม 40 กระบอก เป็นปืนสั้น 2 กระบอก และปืนไรเฟิล 38 กระบอก ลักษณะใช้สำหรับล่าสัตว์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดปืน ทั้งหมดไปตรวจสอบ ทะเบียนปืน และตรวจสอบการใช้งานว่า เคยใช้ยิงที่ไหนอย่างไร

หลักฐานทั้งหมดถือเป็นพยานแวดล้อมที่บ่งบอกว่า นายเปรมชัย กรรณสูต ชอบล่าสัตว์ มีอาวุธไว้เพื่อล่าสัตว์ หลักฐานทั้งหมดจะถูก รวบรวมไว้ในสำนวน สิ่งที่ปรากฏทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นปืนชนิดใด ก็ตาม หากไม่เกิดเรื่องใหญ่โตที่เขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้าน ตะวันตก อย่างที่เป็นข่าวใหญ่โตเวลานี้ ผู้คนจำนวนมากแทบจะ ไม่รู้เลยว่า นักธุรกิจใหญ่รายนี้ชอบล่าสัตว์ หากกระทำในพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่หวงห้าม ไม่ใช่สัตว์สงวน หรือสัตว์หายาก อาจจะ ไม่ถือว่ามีความผิดอะไร นักล่าสัตว์น่าจะกระทำได้ แต่เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น บอกเลยว่า ยิ่งเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงอย่างนี้ ยิ่งไม่ สมควรอย่างยิ่ง

ฉะนั้นความผิดที่เกิดขึ้นต้องไม่มีข้อยกเว้นหรือการลดหย่อนใดๆ แม้แต่น้อย การกระทำผิดในพื้นที่หวงห้ามอย่างนี้ เชื่อว่าคงไม่ใช่ ครั้งแรก อาจจะมีเกิดขึ้นบ่อยครั้งก็เป็นได้ แต่ครั้งนี้ความต่างอยู่ที่ ตัวบุคคล สิ่งที่ปรากฏต่อการกระทำผิด สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ การทำผิดกฎหมาย ซึ่งมีฐานความผิดอยู่หลายกระทง ดังนั้นใน ส่วนของคดีความก็ต้องว่ากันไป ที่สำคัญเราอยากเห็นการดำเนินการ ในเรื่องนี้แบบจริงจังให้เป็นตัวอย่างของคนรุ่นหลังได้เห็นว่า หากใครก็ตาม หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น จะไม่มีคำว่า ลดหย่อนผ่อนเบา ต้องไม่มีคำว่าเพื่อนๆ พวกๆ แม้แต่น้อย หากใครก็ตามที่กระทำความผิด นี่คือการพิจารณาคดีความ ทางกฎหมาย

แต่ในส่วนของธรรมาภิบาลและจริยธรรม นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บอกว่า เมื่อบริษัทประกาศหลักบรรษัทภิบาลอิตาเลียนไทยปี 2561 ไว้แล้วว่า ต้องไม่กระทำการใดๆ ที่มีผลเสียหายต่อทรัพยากร ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ดังนั้นสถาบันกรรมการบริษัทหรือ IOD ซึ่งให้คะแนนธรรมาภิบาลไว้ในระดับ 4 ดาว เมื่อปี 2560 ต้องกลับไป ทบทวน เช่นเดียวกับ นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย บอกว่า เมื่อบริษัทร่างหลักการหลัก บรรษัทภิบาลมาแล้ว ผู้บริหารและพนักงานก็ต้องทำตามหลัก บรรษัทภิบาลนี่คือสิ่งที่องค์กรต่างๆ มองแล้วว่า ไม่ถูกต้องเรื่อง ของธรรมาภิบาล

เราเชื่อว่า เรื่องนี้จะยังไม่จบลงง่ายนัก เพราะทุกภาคส่วน เริ่มออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง ที่จะให้มีการดำเนินการอย่าง ตรงไปตรงมา สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์กับเรื่องนี้ดูเหมือนความรุนแรง ต่อการเรียกร้องเกิดขึ้นในโลกโซเชียลหนักมาก นับวันจะเพิ่มความ รุนแรงขึ้น เรียกว่า คนทุกภาคส่วนเริ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องให้มีการจัดการขั้นเด็ดขาด ฉะนั้นงานนี้หากดำเนินการ กับแบบเหนียมอาย หรือไม่เอาจริงเอาจังกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรามี ความเชื่อว่าพลังแห่งโลกโซเชียลจะเป็นพลังแห่งการขับเคลื่อน ความถูกต้องแน่นอน

ขยายแผล 'เสือดำ' กลบปม 'นาฬิกา' ไม่มิด - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "นาฬิกา"เริ่มเงียบหายและกำลังถูกแทนที่ด้วยประเด็น "เสือดำ" ที่กำลังมาแรงด้วยอารมณ์คนในสังคมที่เชี่ยวกรากและจดจ่อรอดูความคืบหน้าว่าคดีนี้จะออกมาอย่างไร

สปอตไลต์เคยจับจ้องไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เริ่มเบนความสนใจมาที่ เปรมชัย กรรณสูต ซีอีโอ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์

จากบุคคลที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เวลานี้สังคมเริ่มรับรู้ตัวตนและแง่มุมต่างๆ ของมหาเศรษฐีคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการขุดคุ้ยของทั้งสื่อกระ แสหลัก กระแสรอง และนักสืบในอินเทอร์เน็ต

วีรกรรม ผลงานการท่องป่าล่าสัตว์ในอดีต ถูกนำมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน เสื้อผ้าอุปกรณ์แต่งกาย เรื่อยไปจนถึงอาวุธปืนที่ใช้ ถูกนำมาหักล้างกับคำให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่

เรื่องนี้จึงน่าจะเป็นหนังม้วนยาวที่อยู่ในกระแสความสนใจของคนไทยไปอีกพักใหญ่

ไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ แต่เรื่องนี้ถูกเจ้าหน้าที่ขยายผลและเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก ถึงขั้นมองกันว่าอาจตั้งใจปลุกกระแสเรื่อง "เสือดำ" มากลบกระแส "นาฬิกา" เพื่อลดแรงกดดันจากสังคม

เริ่มตั้งแต่การขยับของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร ออกมาเด้งรับขยายผลเรื่องนี้ ล่าสุดหลังการตรวจค้นบ้านพักเปรมชัย ทางด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ออกมาระบุว่าค้นพบงาช้าง สองคู่อ้างว่ามีใบอนุญาตในการครอบครองถูกต้อง ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งไปตรวจสอบ รวมทั้งยังพบอาวุธปืน จำนวน 40 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน

พล.อ.ศรีวราห์ ระบุว่า เปรมชัยมีพฤติการณ์เป็นคนชอบล่าสัตว์ เนื่องจากปืนยาวส่วนใหญ่เป็นปืนคล้ายกับอาวุธปืนที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และในมุมของนักสืบก็มองว่ามีเจตนาเข้าไปล่าสัตว์ชัดเจน เพราะไม่มีการเตรียมเสบียงอาหาร แต่ในทางสำนวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานอีกครั้ง แต่หากเปรมชัยจะอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือยิงก็ให้ไปต่อสู้ในชั้นศาล

ในแง่ความน่าสนใจของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะมากลบกระแสนาฬิกาที่เริ่มเงียบลงไปหลัง พล.อ.ประวิตรประกาศชัดไม่ ลาออกจากตำแหน่ง

ทั้ง ประเด็นการเข้าไปล่าสัตว์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ที่ต้องสังเวยชีวิตด้วย "เสือดำ" ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นตัวสุดท้ายในพื้นที่แห่งนี้หรือไม่ ปลุกให้คนหันมาสนใจ

เรื่อยไปจนถึงการใช้เส้นสายฝากฝังผ่านเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อเข้าพื้นที่อนุรักษ์ ไปด้วยอาวุธปืน ที่เพิ่มน้ำหนักให้หลายฝ่ายต้องร่วมกันเกาะติด ขุดคุ้ยหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากขึ้น

รวมไปถึงกระแสชื่นชมล้มหลามไปยัง วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าชุดเข้าจับกุมและทีมงาน ที่กล้าหาญเข้าคุมตัว บุคคลระดับ "เปรมชัย" โดยไม่หวั่นว่าจะกระทบกับตำแหน่งหน้าที่การงานในอนาคต

ปัญหาเรื่องนี้อยู่ตรงที่สังคมเริ่มออกมา "ดักคอ" ล่วงหน้า ว่าคดีนี้ซึ่งผู้ต้องหาเป็นผู้มีอำนาจ และมีเงิน สุดท้าย อาจหลุดรอดไปด้วยช่องว่างทางกฎหมาย หรือโยนความผิดไปให้ปลาซิวปลาสร้อยร่วมคณะ อันจะสั่นคลอนและตอกย้ำปัญหาในกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ด้วยพยานหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจน ทั้ง ซากสัตว์ป่าคุ้มครองหลายชนิด พร้อมอาวุธปืน เบื้องต้นมีการแจ้ง 9 ข้อหา กับผู้ต้องหาทั้ง 4 คน 1.ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาต 2.ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 3.ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาต

4.ฐานร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาต 5.ฐานร่วมกัน ช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งซากของสัตว์ป่า 6.ฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์หรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต

7.ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต 8.ฐานรวมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาต 9.ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และ สิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490

ความคืบหน้าตลอดจนแง่มุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ย่อมกลายเป็นที่สนใจของสังคมไปอีกสักระยะ ระหว่างที่รอขั้นตอนการชี้ขาดในกระบวนการยุติธรรม

แต่สำหรับประเด็น "นาฬิกา" ของ พล.อ.ประวิตร ที่แม้จะไม่ถูกพูดถึงในช่วงนี้ แต่ใช่ว่าจะสามารถเลือนหายไปกับสายลมได้ เพราะสังคมก็ยังให้ความสนใจเกาะติดกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะใกล้เส้นตาย 8 ก.พ. ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งให้พล.อ.ประวิตร มาชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีนาฬิกา 25 เรือน รวมทั้งเมื่อ ป.ป.ช. ออกมาสรุปว่าคดีนี้มีความผิดหรือไม่อย่างไร ย่อมทำให้เรื่องนาฬิกากลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ

SPECIAL SCOOP: แผนรับมือ ถ้า'บิ๊กป้อม'ต้องลาออก ให้อำ นาจใหม่ค้ำ บัลลังก์'บิ๊กตู่'อยู่ยาว - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ใกล้ถึงเวลาชี้ชะตา 'บิ๊กป้อม' ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม 'ออก-ไม่ออก' อยู่ที่การเคลื่อนไหวกดดันของมวลชนกลุ่มต่างๆ วงในระบุ หาก บิ๊กป้อมต้องลาออก แต่อำนาจของบิ๊กป้อมยังคงอยู่ และค้ำบัลลังก์บิ๊กตู่ให้แข็งปึ้กที่ จะสืบทอดอำนาจต่อไปได้ บรรดาข้าราชการที่ชอบเกียร์ว่าง รอนายใหม่หลังเลือกตั้ง ให้ระวัง ส่วนกองทัพ ไร้แรงกระเพื่อมและพรรคการเมืองอาจถูกเช็กบิลด้วยการเร่งรัด คดีต่างๆ

ช่วงสัปดาห์นี้ดูเหมือนข่าวนาฬิกาหรูของบิ๊กป้อม จะลดความร้อนแรงลงไปทันที หลังมีข่าวใหญ่ 2 ข่าวเกิดขึ้น ประเด็นแรก กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท ผู้ต้องหาค้ามนุษย์มีส่วนพัวพัน กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ซึ่งเคย ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เนื่องจากมีหลักฐานทางการเงิน เกี่ยวโยงถึงเงิน 300 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.อ.สมยศ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงความสนิทสนมกับนายกำพล และได้รับเงิน 300 ล้านบาท ว่าเป็นเรื่องจริง แต่มี การส่งคืนไปหมดแล้ว ส่วนเงินดังกล่าวมาจากธุรกิจใดไม่สามารถระบุได้

ว่าไปแล้วเรื่องของ พล.ต.อ สมยศ ดูจะกลายเป็นข่าวเล็กไปอีกเช่นกัน เมื่อมาเจอข่าวการจับกุม 'เปรมชัย กรรณสูต" ประธานกรรมการบริษัท อิตาเลียนไทย คาป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พร้อมซากสัตว์ป่าคุ้มครอง และอาวุธสำคัญที่เกี่ยวข้องในการล่าสัตว์ เรื่องนี้ จึงกลายเป็นข่าวดัง ข่าวใหญ่ บนหน้าสื่อทุกประเภท ซึ่งไม่ใช่เพราะมีการจับผู้บริหาร เบอร์ 1 ของอิตาเลียนไทย เท่านั้น

แต่เหตุการณ์นี้ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์ว่าอาจซ้ำรอยกรณีเหตุเฮลิคอปเตอร์ทหารที่มีซากสัตว์ป่าซึ่งมีการล่ามาจากป่าทุ่งใหญฯ ตกที่กลางทุ่งนา อ.บางเลน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2516 ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็เพราะมีข่าวกระเส็นกระสายเล่าลือกันออกมาว่าอาจมีผู้ใหญ่ที่เรียกกันว่า "พี่นพดล" เป็น คนติดต่อสั่งการจำต้องอนุญาตให้ทีมนายเปรมชัย กรรณสูต เข้าไปในป่าทุ่งใหญ่ฯ หรือไม่? และพี่นพดลคนนี้แหละ ที่กำลังถูกขุดคุ้ยว่าเกี่ยวกับ "บิ๊กสีเขียว" หรือคนที่มีอำนาจใน คสช.ด้วยหรือไม่?

อีกทั้งสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันหลายกลุ่มต่างออกมาแสดงความ ไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาล คสช. ทั้งในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น มากมาย โดยเฉพาะประเด็นนาฬิกาหรูที่มีการเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต้องลาออกไป

แต่ท่ามกลางกระแสกดดันที่มีไปยังรัฐบาลบิ๊กตู่ และบิ๊กป้อมนั้น ก็ต้องยอมรับว่าข่าวของ นายเปรมชัย กรรณสูต มาช่วยทำให้ทุกอย่างผ่อนคลายลงไปได้มาก แต่ใช่ว่ากรณีบิ๊กป้อมจะเงียบหายไป เพราะบรรดากลุ่มต่างๆ ที่ออกมากดดันบิ๊กป้อมนั้น ต่างก็รอจังหวะที่จะช่วงชิงพื้นที่ข่าวเช่นกัน

เรื่องนาฬิกาหรู จะส่งผลให้บิ๊กป้อมสามารถคงสถานะรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต่อไปได้หรือไม่ก็อยู่ที่ผลสอบของ ป.ป.ช เป็นหลัก ซึ่งนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็เคยออกมาแถลงแล้วว่า การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของผู้ดำรง ตำแหน่งนั้น จะยื่นเฉพาะของตัวเอง คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยจะยื่นเมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หากทรัพย์สินใดที่ไม่ใช่ของผู้ดำรงตำแหน่งก็ไม่จำเป็นต้องยื่น และบิ๊กตู่ก็ได้ตอบชัดเจนเช่นกันว่า เรื่องนาฬิกาหรูนั้น เป็นเรื่องส่วนตัว ถือเป็นความบกพร่องส่วนตัวของบิ๊กป้อม ซึ่งจะต้องไปว่ากันตาม กฎหมายที่มีอยู่แล้ว และไม่ได้เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน จึงขอให้ยุติ และปล่อยให้เป็นเรื่องของ ป.ป.ช.ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ดังนั้น คำตอบของบิ๊กตู่ และ ป.ป.ช. จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่านาฬิการหรูเป็นเรื่องส่วนตัว และเมื่อไม่ใช่เจ้าของจึงไม่จำเป็นต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งก็หมายรวมถึงบิ๊กป้อม ไม่ผิด! สิ่งที่ ป.ป.ช. อธิบายเบื้องต้นนั้น เป็นเพียงหลักการ แต่แม้ว่าผลสอบ และคำตัดสินของ ป.ป.ช.ยังไม่ได้ออกมาอย่างเป็นทางการ เพราะยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และ เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลก็ตาม แต่บรรดาคอการเมือง ต่างก็ฟันธงไว้แล้วว่า 'บิ๊กป้อม ไม่ผิด'

เมื่อไม่ผิดแล้ว จะอยู่ในตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.กลาโหมต่อไปได้หรือไม่ แหล่งข่าวในกองทัพอธิบายว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โดยรวมว่าจะมีเหตุการณ์อะไร เกิดขึ้นกับบิ๊กป้อมอีกหรือไม่ เพราะรัฐบาลก็รู้อยู่ว่าพรรคการเมืองพยายามที่จะปลุกกระแสบีบให้บิ๊กป้อมต้องลาออกไป

"เราไม่รู้ว่าช่วงนั้นจะมีการชุมนุมกดดันอะไรแค่ไหน หรือจะมีอะไรที่เกี่ยวกับ คดีเปรมชัย เข้ามาถล่มหรือไม่ ซึ่งบิ๊กตู่ และบิ๊กป้อมจะทนแรงเสียดทานได้หรือไม่ เพราะถ้าไม่ไหวบิ๊กป้อมก็ต้องเลือกลาออกไปเพื่อพยุงรัฐบาลเอาไว้ แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์อื่นมากระทบ และทุกฝ่ายรับได้ในคำตัดสินของ ป.ป.ช. บิ๊กป้อมก็จะยังอยู่ต่อไปได้ เช่นเดิม"

อย่างไรก็ดีการเลือกลาออก หลังผลการตัดสินของ ป.ป.ช.ในเรื่องนาฬิกาหรูนั้น จะเป็นผลดีเพราะบิ๊กป้อมไม่ได้มีความผิดอะไร แต่ต้องลาออกเพื่อเป็นการแสดงสปิริต ให้เห็นว่าเป็นการตัดปัญหาไม่ให้บิ๊กตู่ต้องลำบากใจ และช่วยให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ดีขึ้น โดยบิ๊กตู่นั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม และมอบให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา 'บิ๊กป๊อก' รัฐมนตรีมหาดไทย เป็นรองนายกรัฐมนตรีคุมงานความมั่นคงก็ได้

แหล่งข่าวบอกอีกว่า แม้สถานการณ์ถึงขั้นบิ๊กป้อมต้องลาออกไปก็เป็นการลาออกในตำแหน่งการบริหาร หรือหลุดจากคณะรัฐมนตรีเท่านั้น แต่บิ๊กป้อมยังมีความจำเป็นที่ต้องอยู่เพื่อเป็นพี่ใหญ่ในการทำงานบริหารประเทศต่อไป และต้องทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ มีความมั่นคงไปพร้อมๆ กัน

"ต้องไม่ลืมว่า บิ๊กป้อม ยังมีตำแหน่งใน คสช. ทั้งในฐานะรองหัวหน้า คสช. เป็นประธานที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่จะช่วยค้ำบัลลังก์บิ๊กตู่ได้ อย่างดี"

โดยหน้าที่หลักของคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่

1. ให้ข้อเสนอแนะต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจ ความรับผิดชอบ และตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

2. ให้ความเห็นตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติขอคำปรึกษา

3. แต่งตั้งคณะบุคคลทำหน้าที่คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และเจ้าหน้าที่ ตามสมควร

4. การเสนอเรื่องใดๆ ต่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้เสนอคณะ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

"บิ๊กป้อมไม่ได้หลุดจากวงโคจรไปนะ ยังสวมหมวกรองหัวหน้า คสช.ที่มีบิ๊กตู่ เป็นหัวหน้า อำนาจหน้าที่ คสช.มีความชัดเจน คุมการบริหาร ออกนโยบาย เกี่ยวพันกับการบริหารบุคคล เรียกว่าคุมข้าราชการทุกกระทรวง และยังเป็นประธานที่ปรึกษา คสช.แต่ถ้าบิ๊กป้อมหลุดจากโครงสร้างใน คสช.ไปในเวลาเดียวกันแรงกระเพื่อมในกองทัพ มีแน่ๆ และจะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลบิ๊กตู่ได้ด้วย"

แหล่งข่าวอธิบายอีกว่า ต่อไปรัฐบาลบิ๊กตู่จะยิ่งมีความมั่นคงเพราะบิ๊กตู่ก็ดูแล ด้านการบริหารราชการ บริหารประเทศ ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีคณะรัฐมนตรีเป็น ทีมงาน ส่วนบิ๊กป้อมก็ดูแลเรื่องความมั่นคงในฐานะรองหัวหน้า คสช.และประธาน ที่ปรึกษา เร่งรัดงานค้างต่างๆ ที่เป็นเรื่องของความมั่นคง

"บรรดาข้าราชการเกียร์ว่าง ที่อยากเร่งให้มีการเลือกตั้งเพราะจะได้นายใหม่เข้ามา ก็จะไม่กล้าเกียร์ว่าง เพราะรู้ว่ามีโอกาสถูกย้ายแน่ และเรื่องของความปรองดอง ก็เป็นหน้าที่ของบิ๊กป้อมที่จะจัดการให้เสร็จโดยเร็ว พรรคการเมืองที่มีคดีความก็อาจหนาวๆ ร้อนๆ"

นอกจากนี้การจัดกำลังของกองทัพก็จะไม่มีแรงกระเพื่อม เพราะ 'บิ๊กป้อม' จะใช้อำนาจ คสช.เข้าไปจัดการได้ ที่สำคัญบิ๊กตู่ก็อาจจะมอบหมายงานสำคัญๆ ต่างๆ ให้บิ๊กป้อมเป็นพิเศษ หรือเลือกที่จะไม่เข้าประชุมในฐานะหัวหน้า คสช. ในภารกิจต่างๆ แต่มอบหมายให้บิ๊กป้อมเป็นประธานการประชุมแทนทั้งหมด

ตรงนี้จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ 3 พี่น้องบูรพาพยัคฆ์ "บิ๊กตู่-บิ๊กป้อมบิ๊กป๊อก" ร่วมเดินหน้าบริหารประเทศ และสร้างโอกาสสืบทอดอำนาจต่อไปได้ด้วย! .

คอลัมน์ อาชญากรรม: พิษวิคตอเรีย ซีเครทลามใส่-อดีต ผบ.ตร.บิ๊กอ๊อดโต้ปม 300 ล้านแจงเงินยืมเพื่อนมา - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อาชญา ข่าวสด

กลายเป็นเรื่องราวบานปลาย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะพาดพิงไปถึงใครกันบ้าง สำหรับการบุกจับกุมอาบอบนวดวิคตอเรีย ซีเครท ของดีเอสไอ พร้อมช่วยเหลือหญิงสาวร่วมร้อยชีวิตที่ถูกล่อลวงมาค้าประเวณี

โดยในกลุ่มนี้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีด้วย ปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์จึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับการติดตามล่าตัวนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของตัวจริงในข้อหาค้ามนุษย์ และความผิดต่างๆ รวม 12 ข้อหา

ระหว่างนี้ก็ติดตามที่มาที่ไปของเงินในธุรกิจสีเทาเหล่านี้ แล้วดีเอสไอก็เปิดข้อมูลที่น่าตกตะลึง

เมื่อพบว่ามีการโอนเงินไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทให้บุคคลอื่น และมีอดีต ผบ.ตร.คนหนึ่ง

แล้วถูกผ่องถ่ายไปซื้อหลักทรัพย์ หรือเป็นเงินลงทุนในหุ้นต่างๆ รวมทั้งเป็นเงินซื้อขายหุ้น ทั้งติดต่อกันโดยตรงและผ่านบุคคลที่ 3

หลังจากกระแสข่าวสะพัด จนสังคมตั้งคำถามว่าเป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่ และอดีต ผบ.ตร.คนนี้เป็นใคร

ไม่นาน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าเป็นบุคคลในข่าวจริง

ระบุเป็นเงินการกุศลและเงินยืม เพราะรู้จักมักคุ้นสนิทสนมกันมานานกว่า 20 ปี

บิ๊กอ๊อดแจง 300 ล้าน-ยืมเพื่อน

หลังเป็นข่าวถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องกับเงินการกระทำผิดฐานค้ามนุษย์และอาจเข้าข่ายการฟอกเงิน จากเครือข่ายวิคตอเรีย ซีเครท

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า รู้จักกับนายกำพลมานานกว่า 20 ปี จากคำแนะนำจากเพื่อนในวงการพระเครื่อง จนกระทั่งตนจัดงานวันเกิดหาเงินสร้างโรงพยาบาลที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกำพลร่วมบริจาค 5 ล้านบาท

จากนั้นมีการจัดงานประกวดพระ เพื่อนำเงินไปซื้อเครื่องมือแพทย์ นายกำพลก็มาประมูลพระกลับไปในราคา 30 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่นายกำพลกับตนทำกุศลร่วมกัน

"การคบกันเป็นเพื่อนก็มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผมเคยเดือดร้อนไปขอความช่วยเหลือนายกำพลหลายครั้ง นายกำพลให้ความช่วยเหลือผม 3-4 ครั้ง รวมเป็นเงินที่ปรากฏตามข่าว 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นการโอนเงินผ่านธนาคารเข้าระบบธุรกรรมการเงินอย่างชัดเจน จึงมีเส้นทางการเงินที่คุณกำพลโอนมาให้ผมชัดเจน"

แต่ปีเดียวกันนั้นนายกำพลมาขอเงินคืน ผมก็คืนเงินให้นายกำพลเรียบร้อยผ่านธุรกรรมทางการเงินของธนาคาร เอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืม หรือการโอนเงินผ่านระบบธนาคาร ก็รายงานให้ ป.ป.ช. แล้วตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว

"ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปิดบัง เพราะผมไม่คิดว่าเป็นเงินผิดกฎหมาย แต่ถ้าสังคมหรือใครสงสัยว่าเงินที่มาให้ผมยืมหรือช่วยเหลือการกุศล เป็นเงินที่มาจากการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ก็ต้องไปถามคุณกำพลว่าเอาเงินที่ไหนมาให้ผมยืม ผมตอบไม่ได้เพราะว่าเวลายืมเงินใครก็ไม่กล้าไปถามว่าเอาเงินไปปล้นมาให้ยืมหรือไม่"

เงินยืมก็คือยืม ช่วยก็คือช่วย ช่วยแล้วไม่ได้หายไปไหน เงินก็เอากลับคืนไป ทุกอย่างมีบันทึกไว้ในระบบธนาคาร ตรวจสอบได้ ตนยินดีและพร้อมจะชี้แจงกับหน่วยงานใดๆ ที่อยากสอบถาม เพราะถ้ามีเจตนาช่วยเหลือนายกำพลในทางที่ผิดกฎหมาย เอาเงินสดมาไม่ดีเหรอ ที่สำคัญโอนมาในชื่อตน ตนไม่คิดสั้นขนาดนั้น

เป็นคำชี้แจงจากอดีต ผบ.ตร.

'ยงยุทธ' โต้ฟอกเงิน-ฟ้องดะ

ไม่เพียงแค่นั้น เรื่องราวยังไปพาดพิงบุคคลอื่นอีก เมื่อมีการนำเสนอว่าเงินที่ได้จากการทำกิจการอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครทนี้ ถูกผ่องถ่ายไปยังนักการเมืองคนดังในภาคเหนือ และถูกนำไปใช้จ่ายผ่านทีมฟุตบอลในไทยลีก

ส่งผลให้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตนักการเมืองชื่อดังใน จ.เชียงราย อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาระบุว่าคนถูกพาดพิงในเรื่องนี้

และยืนยันว่าสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด เป็นเรื่องที่ นายมิตติ ติยะไพรัช ลูกชายชื่นชอบกีฬาฟุตบอล ฝันอยากให้บอลไทยไปบอลโลก จึงตั้งสโมสรขึ้น เริ่มไต่เต้าตั้งแต่ดิวิชั่น 2 มาเป็นดิวิชั่น 1 และไทยลีก

แต่ก็ยอมรับว่าทำทีมบอลใช้เงินมาก ต่อมาจึงมีนายธนพล หรือโจอี้ วิระเทพสุภรณ์ ลูกชายนายกำพลเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน และเป็นผู้บริหารสโมสรตั้งแต่ปี 2559 ไม่ใช่การฟอกเงินแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับบริษัทอควา ที่ถูกพาดพิง ก็มาทำโฆษณาให้ ไม่ใช่การฟอกเงิน ทุกอย่างมีหลักฐาน ตรวจสอบได้

"เข้าใจว่าคนที่พยายามสร้างเรื่องนี้ให้โด่งดัง พยายามสร้างเรตติ้ง หรือไปรับงานใครทำลายใคร ผมก็ไม่ทราบ สังคมคงต้องไปคิดต่อกันเอง แต่ผมไม่ยอมให้ต้องมีตราบาปถูกกล่าวหาว่าใช้สโมสรฟุตบอลเชียงรายยูไนเต็ด ฟอกเงิน จึงจะต้องพึ่งกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิ์ตัวเอง"

ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายยงยุทธ มอบอำนาจให้ นายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความยื่นฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นายภาษิต หรือ ไก่ อภิญญาวาท น.ส.พิชญทัฬห์ หรือ ไบรท์ จันทร์พุฒ ทั้ง 3 คนเป็นผู้ร่วมดำเนินรายการ "ชูวิทย์มีเรื่องเล่า" ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ช่อง 33 เอชดี และบริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิตอล ช่อง 3 เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

อีกสำนวนยื่นฟ้องนายชูวิทย์ น.ส.อรชพร หรือ มิ้นท์ ชลาดล ผู้ดำเนินรายการ "ชูวิทย์ตีแสกหน้า" ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ ช่อง 32 ไทยรัฐทีวี และบริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ช่อง 32 ไทยรัฐทีวี เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานเดียวกัน จากกรณีที่กล่าวพาดพิงนายยงยุทธ เจ้าของสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด หรือสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์ ฟอกเงิน และปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ศาลอาญารับคำฟ้องสำนวนแรก และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ วันที่ 4 มิถุนายน ส่วนสำนวนที่ 2 นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ วันที่ 11 มิถุนายน

นอกจากนี้ เตรียมจะยื่นฟ้องคดีแพ่งอีก 2 สำนวน เรียกค่าเสียหายสำนวนละ 100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

เป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาลต่อไป

พลิกนาทีลุยวิคตอเรีย ซีเครท

สำหรับคดีนี้เริ่มจากที่ดีเอสไอบุกเข้าตรวจค้นสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท เลขที่ 555 ซอยศูนย์วิจัย 4 ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 มกราคม

พร้อมช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกล่อลวงมาขายบริการรวม 113 คน แยกเป็นสัญชาติพม่า 96 ราย (ไทยใหญ่) สัญชาติลาว 11 ราย สัญชาติจีน 2 ราย (สิบสองปันนา) มีคนไทย 4 ราย

โดยในจำนวนนี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีด้วย นอกจากนี้ พบเอกสารหลักฐานจำนวนมาก ที่ระบุถึงการใช้ตั๋วฟรีของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐหลายแห่ง ตั้งแต่ระดับ ผบก.แห่งหนึ่ง ข้าราชการกรมสรรพากรระดับเขตพื้นที่

นำมาสู่การสั่งย้ายกราวรูด 5 เสือ สน.วังทองหลาง เจ้าของพื้นที่ และตั้งกรรมการสอบบุคคลที่ถูกอ้างถึง

สำหรับคดีความในที่เกิดเหตุจับกุมนายบุญทรัพย์ หรือป๋ากบ อมรรัตนสิริ อายุ 55 ปี คนเชียร์แขก และพวกได้

จึงแจ้งข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์โดยแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี โดยเป็นธุระจัดหา และข้อหาอื่นๆ อาทิ หน่วงเหนี่ยวกักขัง

ต่อด้วยการเข้ามอบตัวของ น.ส.ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด อมรินทร์ ออนเซน

ขณะที่ดีเอสไอก็รับเป็นคดีพิเศษ และการสืบสวนกลับพบว่า เจ้าของที่แท้จริงก็คือ นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ ผู้ซึ่งเป็นบิดาของ น.ส.ศศิธร นั่นเอง จนกระทั่งนำมาสู่การขออนุมัติหมายจับนายกำพล และนางนิภา ธีระตระกูลวัฒนา ภรรยา

และระหว่างการติดตามจับกุม ดีเอสไอก็เช็ก ช่องทางทางการเงินของนายกำพล เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงิน. เป็นต้นเรื่องของคดี และต้องติดตามว่าจะพาดพิงไปถึงใครคนไหนอีก

ฉะสมยศตำรวจไซด์ไลน์จี้ปธ.สนช.สอบจริยธรรม - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กรุงเทพฯ * กก.ปฏิรูปตำรวจตกใจ! "สม ยศ" ยึดอาชีพตำรวจเป็นไซด์ไลน์ ดีดปากพูดไม่เหมาะสม เวรกรรมประเทศไทย สมาชิก สนช.พะอืดพะอมไม่กล้าตรวจสอบมาตร ฐานจริยธรรม โยนให้ ปธ.ตั้งเรื่อง ยุภาคประชาชนกดดัน "วัชระ" ซัดหยามตำรวจทั่วประเทศ จี้ขอโทษ ปชช. คืนยศ พล.ต.อ. จ่อยื่น ปธ.สนช.สอบส่อผิดจริยธรรมข้อ 19, 22 โทษหนักตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต บี้ "บิ๊กตู่" รับผิดชอบหลังแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.คสช.

"ตลอดชีวิตรับราชการตำรวจผมนี่ เกือบ จะเรียกว่าอาชีพตำรวจนี่เป็นไซด์ไลน์ พูดแล้วจะเหมือนคุย อาชีพหลักๆ ของผมคือทำธุรกิจ ซึ่งคนในแวดวงธุรกิจรู้เรื่องดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหุ้น (เล่นหุ้น) ผมนิยมมาก ผมมีรายได้หรือมีผลกำไรจากการเล่นหุ้น และเสียหายจากการเล่นหุ้นจำนวนมาก..." คำพูด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เข้ารายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางทีวีสปริงนิวส์ ตอบคำถามเรื่องยืมเงินนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของสถานบันเทิงอาบอบนวดวิคตอเรีย ซีเครท ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์กว่า 300 ล้านบาท นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสารกับสังคม ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำ รวจ) กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกตกใจที่ พล.ต.อ.สมยศ ให้สัมภาษณ์ว่าอาชีพตำรวจเป็นไซด์ไลน์ และตัวเองมีอาชีพหลักเป็นนักธุรกิจเล่นหุ้น ซึ่งความจริงต้องแยกให้ออกงานใดเป็นงานหลัก งานใดเป็นงานรอง พล.ต.อ.สมยศถือเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หากเป็นเช่นนี้ ถามว่าตำรวจคนอื่นๆ จะเป็นอย่างไร

"กรณียืมเงิน 300 ล้านบาทจากนักธุรกิจที่กระทำผิดกฎ หมายเพราะค้ามนุษย์นั้น เป็น การกระทำที่สนับสนุนคำพูดของ พล.ต.อ.สมยศเองที่ว่างานตำรวจเป็นงานรอง อย่างไรก็ตาม มีคนระบุว่าเป็นเวรกรรมของประ เทศไทยที่มีคนไม่รู้จักหน้าที่ ซึ่งผมก็เห็นด้วย" นายมานิจกล่าว

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมการปฏิรูปตำรวจ กล่าวว่า การตรวจสอบ พล.ต.อ.สมยศ ไม่ ใช่หน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูป ตำรวจ เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและคำพูดที่แสดงออกมา และขณะนี้เป็นอดีตตำรวจ ขณะที่หน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจคือการออกแบบโครงการระบบการทำงานของตำรวจ อย่าง ไรก็ตาม เรื่องคำพูดของ พล.ต.อ. สมยศ เกิดจากคำชี้แจงเรื่องไปยืมเงินจากนักธุรกิจ 300 ล้านบาท ที่พัวพันกับการกระทำผิดกฎหมาย และบอกว่างานหลักคือการทำธุรกิจ และอาจจะพยายามชี้แจง แต่กลับไปพูดว่าตำรวจคืองานไซด์ไลน์

"อันนี้ถือว่าเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม ส่วนจะผิดจริยธรรมหรือไม่ ผู้ที่มีหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปตรวจสอบว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะ เรื่องมันเกิดมานานแล้ว ต่างกรรม ต่างเวลา และไม่ทราบว่าเกี่ยวพันกับตำแหน่งต่างๆ หรือไม่" นายเสรีกล่าว

แหล่งข่าวจาก สนช.เปิดเผยว่า สนช.สายพลเรือนหลายคนเกิดความไม่สบายใจเมื่อได้ฟัง คำพูดของ พล.ต.อ.สมยศ ที่บอกว่าทำงานตำรวจเป็นไซด์ไลน์ เป็นคำพูดไม่เหมาะสม และทำ ลายสถาบันตำรวจที่เป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม และขวัญกำลังใจพี่น้องตำรวจกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นห่วงเรื่องการยืมเงิน 300 ล้านบาทจากธุรกิจค้ามนุษย์หมิ่นเหม่จริยธรรมหรือไม่ จึงอยากให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ตรวจสอบ หลังมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวม ทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ ที่ครอบคลุมไปถึง สนช. เพราะเป็นห่วงว่าหากไม่ทำอะไรจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของ สนช. และโยงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่แต่งตั้ง พล.ต.อ.สมยศ มาเป็น สนช.

"แต่ก็ยังเป็นกังวลว่าสุดท้ายประ ธาน สนช.หรือมี สนช.คนใดออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบตามมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ เพราะอาจมีความเกรงใจ พล.ต.อ.สมยศ จึงอยากให้ภาคประชาชนยื่นหนังสือต่อประธาน สนช. เพื่อให้เกิดแรงกดดันจากสังคมเข้ามาอีกทาง" แหล่งข่าวจาก สนช.กล่าว

สำหรับความเป็นมาของ พล.ต.อ. สมยศ ที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง สนช. โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้แต่งตั้ง พล.ต.อ.สมยศ ขณะเป็นรอง ผบ.ตร. ให้เป็นสมาชิก สนช. เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 และวันที่ 20 สิงหาคม คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้ประชุมเพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร. พล.ต.อ.วัชรพล ประ สารราชกิจ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.สมยศเพียงคนเดียว ซึ่งคณะกรรมการ ก.ต.ช.ก็ลงมติเลือก พล.ต.อ.สมยศ เป็น ผบ.ตร. วันที่ 15 กันยายน พล.ต.อ.สมยศได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 122/2557 และดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 ถึง 30 กันยายน 2558

ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว ถึงเรื่องนี้ว่า เป็นการหยามหมิ่นตำรวจ ทั่วประเทศหรือไม่ การที่บอกว่าตำรวจ เป็นอาชีพไซด์ไลน์ เท่ากับเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพพิเศษ เป็นความเสื่อม เสียของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อย่างยิ่ง ที่มอบยศให้ พล.ต.อ.สมยศ รวมทั้งตำแหน่ง ผบ.ตร.และตำแหน่ง คสช. ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.อีกด้วย และการระบุว่าอาชีพตำรวจเป็นแค่ไซด์ไลน์ จึงทำให้ประชาชนสงสัยว่า ในสมัยที่ท่านเป็น ผบ.ตร.นั้นได้เบียดบังเวลาข้าราชการไปทำธุรกิจหรือไม่ และการไปยืมเงินจากสถานบริการค้ากามและค้ามนุษย์จำนวน 300 ล้านบาท อยากทราบว่าเอาเงินไปทำอะไร และธุรกิจอะไร

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมยศยังได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช.ลำดับที่ 155 ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ที่เพิ่งประกาศใช้ ซึ่งครอบคลุมไปถึง สนช.ด้วย ดังนั้นในวันที่ 12 ก.พ. ตนจะทำหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ให้ตรวจสอบตามมาตรฐานจริยธรรม ที่เชื่อว่ากระทำผิดหลายข้อ โดยเฉพาะข้อ 19 และ 22 และดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย รวมทั้งอาจเรียกร้องให้ ป.ป.ช., ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินอีกด้วย

"พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะที่แต่งตั้ง พล.ต.อ.สมยศ เป็น คสช. และ สนช. จะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร ที่ออกมาสารภาพว่าทำอาชีพตำรวจเป็นแค่งานไซด์ไลน์ ถึงว่าในยุคของท่านที่เป็น ผบ.ตร. คดีความต่างๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย พร้อมกับทำความเสื่อมเสียให้องค์กรต่างๆ ที่ท่านสังกัดอยู่อีกด้วย ดังนั้นถ้า พล.ต.อ.สมยศ ไม่รักวิชาชีพของท่าน ก็ควรออกมาขอโทษประชาชน และคืนยศ พล.ต.อ." นายวัชระกล่าว

สำหรับมาตรฐานจริยธรรมฯ คือ ข้อ 19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ และข้อ 22 อุทิศเวลาแก่ทางราชการ ไม่เบียดบังเวลาราชการไปประกอบธุรกิจ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น อย่างไรก็ตาม หากสุดท้ายมีการตรวจสอบ และเรื่องไปถึงศาลฎีกา และตัดสินว่ามีความผิด บุคคลนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต.

'ซัมซุง'ฉาวอีกแล้ว'ประธานใหญ่ลีคุนฮี'ต้องสงสัยหลบเลี่ยงภาษี8,200ล้านวอน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รอยเตอร์ - ลี คุนฮี ประธานกรรมการบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ถูกตำรวจเกาหลีใต้ตั้งข้อสงสัยว่าหลบเลี่ยงภาษีราว 8,200 ล้านวอน (ราว 240 ล้านบาท)โดยการนำเงินสดหลายแสนล้านวอนไปฝากธนาคารในชื่อพนักงานบริษัท

ซัมซุง ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่บริหารโดยครอบครัวหรือ "แชโบล" รายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ยังคงเผชิญข่าวฉาวอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ลี แจยอง รองประธานและทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลลี ก็เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวันจันทร์ (5 ก.พ.) หลังศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องความผิดฐานติดสินบนเกือบทั้งหมด และลดโทษจำคุกเหลือเพียงรอลงอาญา

สำหรับประธาน ลี คุนฮี ซึ่งเป็นบิดาของ ลี แจยอง นั้นล้มป่วยด้วยโรคหัวใจมาตั้งแต่ปี 2014 ทำให้บุตรชายของเขากลายเป็น บอสใหญ่ของซัมซุงโดยพฤตินัย

ตำรวจเกาหลีใต้ยังไม่สามารถขอสอบปากคำประธาน ลี ได้เนื่องจากสุขภาพของเขาไม่เอื้ออำนวย ขณะที่ซัมซุงก็ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับสื่อมวลชน

"ลี คุนฮี ประธานกรรมการและหนึ่งในผู้บริหารซัมซุง ได้นำเงินทุนไปฝากไว้ในธนาคารรวมทั้งสิ้น 260 บัญชี โดยอาศัยชื่อ ผู้บริหาร 72 คนบังหน้า และต้องสงสัยว่ามีการหลบเลี่ยงภาษี ราว 8,200 ล้านวอน" สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ระบุในถ้อยแถลงวันนี้ (8 ก.พ.) และเตรียมส่งสำนวนไปให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง

บัญชีธนาคารเหล่านี้มีเงินสดรวมกันประมาณ 400,000 ล้านวอน โดยถูกพบระหว่างที่ตำรวจกำลังสืบสวนคดีการยักยอกเงินบริษัทซัมซุงไปจ่ายเป็นค่าปรับปรุงบ้านพักของประธานลี

คดีสินบนอื้อฉาวซึ่งทำให้รองประธาน ลี แจยอง ต้องเข้าคุก และอดีตประธานาธิบดี พัค กึน-ฮเย ต้องหลุดจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ ซัมซุง ออกมาประกาศเจตนารมณ์ส่งเสริมธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการทำธุรกิจ พร้อมลดอำนาจผูกขาดการตัดสินใจของคนในตระกูลลี

กลุ่มซัมซุงยังได้ประกาศยุบสำนักงานยุทธศาสตร์แห่งอนาคต ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการตัดสินใจสำคัญๆ เช่น การซื้อกิจการ ควบรวมกิจการ ตลอดจนการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ ลงเมื่อช่วงปลายปี 2017

ประธานาธิบดี มุน แจอิน ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลเสรีนิยมชุดปัจจุบันของเกาหลีใต้ ประกาศจะยุติวัฒนธรรมการอภัยโทษให้แก่พวกผู้นำแชโบลที่ก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ตลอดจนลดการผูกขาดอำนาจและสนับสนุนให้ภาครัฐเข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มากขึ้น

แม้ ลี แจยอง จะยังไม่ได้ปรากฏตัวที่สำนักงานของซัมซุงหลังได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ 5 ก.พ. แต่คนในแวดวงธุรกิจเกาหลีใต้เชื่อว่าเขาจะกลับมากุมบังเหียนกิจการของครอบครัวอีกครั้ง และทุ่มเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเพื่อกระตุ้นการจ้างงานและลดกระแสต่อต้านจากสังคม

ระหว่างที่ ลี ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำนานถึง 1 ปีเต็ม ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ยังคงทำผลกำไรได้สูงสุดเป็นสถิติใหม่ทั้งในไตรมาสที่ 4 และตลอดปี 2017 โดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์สินค้าประเภทหน่วยความจำที่ยังอยู่ในภาวะ "ซูเปอร์ไซเคิล" หรือมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นมาก

ประธาน ลี คุนฮี เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานหลบเลี่ยงภาษีมาแล้วเมื่อปี 2009 แต่ศาลเพียงลงโทษปรับเงินและจำคุก 3 ปีรอลงอาญา ก่อนจะได้รับการอภัยโทษในเวลาต่อมา .