You are here

CG and corruptions News - 9 January 2018

ก.พ.'ปปช.'จ่อชี้มูล แก๊งเลี่ยงภาษีรถหรู - ไทยโพสต์

ปปช.ตามล่า'นพรัตน์'รับผิดคดีเงินทอนวัด - กรุงเทพธุรกิจ

Pheu Thai demands NACC confiscate Prawit's wristwatches, ring, and probe his ownership - THE NATION

Column COMMENTARY: So what's so hard about transparency? - BANGKOK POST

Bangkok Post: PM must step in to crisis - BANGKOK POST

คอลัมน์ บนความเคลื่อนไหว: ตราบาปนาฬิกาหรู 'ไฮโซป้อม' - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ อ่านเอาเรื่อง: ส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ - ไทยโพสต์

บทบรรณาธิการ: ขสมก.ถูกตั้งคำถามความโปร่งใส - แนวหน้า

ก.พ.'ปปช.'จ่อชี้มูล แก๊งเลี่ยงภาษีรถหรู - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

นนทบุรี * ที่สำนักงานคณะ กรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนาม บินน้ำ จ.นนทบุรี นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการคดีทุจริตเลี่ยงภาษีนำเข้ารถหรู เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีดังกล่าวว่า ในกระบวนการไต่สวนพบว่า มีภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมภาคเอกชนในฐานะผู้สนับสนุน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กระบวนการไต่สวนต้องล่าช้าออก ไป ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ยังรอเอกสารต้นฉบับในการประกอบการชี้มูลทางอาญา แต่ขณะนี้ ป.ป.ช.ได้เอกสารเพียงบางส่วนเท่า นั้น กำลังเร่งรัดติดตามเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้า ที่รัฐระดับสูงที่เกี่ยวข้องจะเกษียณอายุราชการไป แต่จะไม่มีผลต่อกระบวนการไต่สวนโดยคาดว่าไม่เกินเดือน ก.พ.นี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะสามารถสรุปสำนวนและชี้มูลความผิดได้ในบางส่วน แต่ยังไม่ครบถ้วนทุกสำนวน เนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก และเอกสารประกอบการพิจารณายังได้มาไม่ครบ

ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ. นางวันเพ็ญ พรมรังสรรค์ ตัวแทนประชาสังคมปฏิรูปทรัพยากรและทอง คำ พร้อมด้วยสมาชิก เดินทางมายื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเหมืองทองคำใน จ.พิจิตร จำนวน 1.5 หมื่นไร่ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่อง จากพบว่ามีหลักฐานอันเป็นที่น่าสงสัย เพราะการทำเหมืองแร่ต้องได้รับประทานบัตร ซึ่งประ ทานบัตรที่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้รับนั้นไม่ได้ทำเหมืองแร่ในถนนหรือทางสาธารณะ แต่พบเอกสารมีการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ทางสาธารณะ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะต้องขออนุญาตเจ้าของพื้นที่ก่อนขอประทานบัตร ไม่เช่นนั้นจะทำให้ประเทศเสียหายและเป็นการได้ทองคำและเงินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

รวมทั้งขอให้ตรวจสอบการตรวจสอบบัญชีของบริษัท ไพร์ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ที่ภรรยาของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยนั้น ดำเนินการตรวจสอบบัญชีของบริษัท อัคราฯ และบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดดเต็ด จำกัด เป็นไปด้วยความถูกต้องหรือไม่ ขณะเดียวกันขอคัดค้านการให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ต่อไป และขอให้เร่งรัดดำเนินการกรณีที่ ป.ป.ช.ละเว้นการสอบสวนคดีสิน บนเหมืองแร่ทองคำ ที่ประชาชนได้สรุปรายงานส่งให้ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.60 ด้วย.

ปปช.ตามล่า'นพรัตน์'รับผิดคดีเงินทอนวัด - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ป.ป.ช.แถลงชี้มูล"อดีตพอ.พศ."พร้อมพวกรวม 9 คน ผิดวินัยร้ายแรงทุจริตเงินทอนวัดกินส่วนต่างรวม 12 ล้านบาท เตรียมชงอัยการเอาผิดคดีอาญา "วัชรพล"เผยเตรียมใช้พ.ร.บ.ความร่วมมืออาญา ประสานต่างประเทศส่งตัว"นพรัตน์"กลับมารับโทษในไทย

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวถึงการติดตามตัวนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่ถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตเงินทอนวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยาที่อยู่ระหว่างหลบหนีไปต่างประเทศว่า ต้องดำเนินการขอความร่วมมือทางอาญา เพราะมีพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ความร่วมมือทางอาญาอยู่แล้ว อาจขอตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดนถ้าเขาหลบหนีต้องหลบหนีตลอดชีวิต

วันเดียวกัน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงมติป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิดนายนพรัตน์ พร้อมพวกรวม 9 คนจากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเกี่ยวกับการอนุมัติจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนแก่วัดชลธาราวาส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส วัดยูปาราม อ.เมืองยะลา จ.ยะลา และวัดสุริยาราม อ.เทพา จ.สงขลา วัดละ 4 ล้านบาท รวม 12 ล้านบาท โดยมีการเรียกเงินทอนจาก 3 วัด วัดละ 3.2 ล้านบาท รวมมูลค่า 9.6 ล้านบาท

โดยจากการไต่สวนข้อเท็จจริงพยานหลักฐานฟังได้ว่า ในปีงบประมาณ 2558 พศ.ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 เป็นเงินอุดหนุน 4,501 ล้านบาท โดยงบประมาณอุดหนุนส่วนหนึ่งจานวน 459 ล้านบาท ใช้ในโครงการกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองพุทธศาสนาศึกษา

ทั้งนี้ในการจัดสรรเงินอุดหนุน ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ กิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประจำปีงบประมาณ 2558 มีนายพนม ศรศิลป์ ผอ.พศ. เป็นที่ปรึกษา และนางสาวประนอม คงพิกุล รองผอ.พศ.เป็นประธานกรรมการ

รับเงินทอนวัดละ3.2ล้าน

"ช่วงปลายเดือนก.ค.2558 นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ ผอ.สำนักงานพุทธศาสนา จ.สงขลาได้ประสานติดต่อกับวัดชลธาราวาส วัดยูปาราม และวัดสุริยารามว่าจะมีการจัดสรรงบเงินอุดหนุนให้ แต่มีเงื่อนไขว่าวัดจะต้องคืนเงินส่วนหนึ่งแก่ตน และต่อมาคณะกรรมการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนฯ มีการประชุม เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2558 ได้พิจารณาจัดสรรงบเงินอุดหนุนให้วัดซึ่งไม่ได้ขอรับเงินอุดหนุน จำนวน 3 วัด ดังกล่าวที่นายเสถียรได้ประสานติดต่อไว้" เลขาฯป.ป.ช. กล่าว

หลังจากนั้นได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนธุรการเพื่อขออนุมัติจัดสรร และโอนจ่ายเงินอุดหนุนแก่วัดทั้งสาม ต่อมานายพนม ได้อนุมัติให้โอนจ่ายเงิน แก่วัดทั้ง3 วัดละ 4 ล้านบาท หลังจากได้โอนเงินอุดหนุนแก่วัด3แล้ว นายเสถียรได้แจ้งกับวัดทั้ง3ว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีแล้ว จำนวน 4 ล้านบาท ให้คืนเงิน จำนวน 3.2 ล้านบาท

โดยในวันที่ 21 ส.ค. 2558 นายเสถียรได้ไปพบกับพระครูบริหารสังฆานุวัตร ที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาสงขลา เพื่อรับเงินในส่วนของวัดชลธาราวาส จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตารวจได้จับกุมนายเสถียร พร้อมของกลางเป็นธนบัตรฉบับละ1,000บาทรวมเป็นเงิน 3,200,000 บาท

ปั้นเอกสารเท็จหวังพ้นผิด

นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า หลังจากนายเสถียรถูกจับกุม นางสาวประนอมโทรศัพท์แจ้งนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ขณะดำรงตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ให้จัดทำเอกสารโครงการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวไทยพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ เพื่อจัดทำโครงการในพื้นที่5จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3 กิจกรรม เพื่อแสดงว่าจะนำเงินจำนวน 4 ล้านบาท ที่ได้โอนให้กับวัดชลธาราวาส ไปใช้ดำเนินการตามโครงการดังกล่าวซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว

โดยวรรคท้ายในบันทึกข้อความปรากฏข้อความว่า จะมีการจัดประชุมผอ.พศ.จังหวัด 5จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จ.สงขลา ในวันที่ 28 ส.ค. 2558 เพื่อรับมอบเงินจำนวน 3.2 ล้านบาท ที่นายเสถียรรับจากพระครูบริหาร สังฆานุวัตร นำไปดำเนินการตามโครงการดังกล่าว

หลังจากนั้น นางสาวประนอมได้มีหนังสือถึงผอ.พศ.จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมแนบแผนการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว เพื่อให้พศ.จังหวัดประสานคณะสงฆ์ภาคส่วนต่างๆ และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่เพื่อร่วมดำเนินการตามแผนโครงการ ดังนั้นจึงต้องแบ่งเงิน 3.2 ล้านบาท จากวัดชลธาราวาสเพื่อนำไปใช้ในแผนการขับเคลื่อนโครงการ ระยะที่ 1 โดยต้องให้ ผอ.พศ. จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปรับเงินที่นายเสถียรรับคืนจากพระครูบริหาร สังฆานุวัตร จำนวน 3.2 ล้านบาท ในวันที่ 28 ส.ค. 2558 ที่วัดโคกสมานคุณ จ.สงขลา เพื่อนำไปใช้ในโครงการหรือกิจกรรมในจังหวัดของตน

สำหรับในส่วนของเงิน 3.2 ล้านบาท ที่จัดสรรให้กับวัดยูปาราม จะนำไปใช้ตามแผนการขับเคลื่อนโครงการระยะที่ 2 ในจ.สงขลา ปัตตานี สตูล และนราธิวาส จ.ละ 8 แสนบาท และเงินจำวน 3.2 ล้านบาท ที่จัดสรรให้กับวัดสุริยาราม จะนำไปใช้ตามแผนการขับเคลื่อนโครงการระยะที่ 3 ในจ.ปัตตานี สตูล ยะลา และนราธิวาส จังหวัดละ 8 แสนบาท

จ่อชงอัยการเอาผิดคดีอาญา

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงิน อุดหนุนฯ พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แก่วัดชลธาราวาส วัดยูปาราม และวัดสุริยาราม โดยไม่มีเอกสารประกอบการพิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบเนื่องจากเอกสารดังกล่าวเป็นการจัดทำเอกสารหลักฐานเท็จภายหลังที่นายเสถียรถูกจับกุม

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วมีมติว่า 1.นางสาวประนอม 2.นายเสถียร 3.นายพนม 4.นายประสงค์ จักรคา ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา 5. นายวสวัตติ์

6.นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการศาสนาชำนาญการ 7.นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร นักวิชาการศาสนาชำนาญการ 8.นายดำรงค์ศักดิ์ เกตุแก้ว นักวิชาการศาสนาชำนาญการ และ 9.นายจักรเวทย์ เดชบุญ นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการในฐานะกรรมการพิจารณา จัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายอาญาและร่างพระราชประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช.

หลังจากนี้จะส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป

อย่างไรก็ดีในส่วนของการติดตามเงินคืนนั้น พศ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานติดตาม เรียกเงินจำนวน 12 ล้านบาทคืนและนำส่งกระทรวงการคลังแล้ว

Pheu Thai demands NACC confiscate Prawit's wristwatches, ring, and probe his ownership - THE NATION Issued date 9 January 2018

THE NATION

THE PHEU Thai Party has petitioned the National Anti-Corruption Commission (NACC) to confiscate General Prawit Wongsuwan's wristwatches and a diamond ring, and to probe whether his acquisition of the luxury assets was lawful.

The party's legal officer, Ruangkrai Leekitwattana, yesterday demanded that the NACC notify Prawit about the matter, or enforce its authority and confiscate the assets before probing whether the acquisition was lawful.

Prawit should actually be straightforward and disclose his assets rather than have the media expose them, Ruangkrai said.

The Pheu Thai lawyer said the NACC had probed former PM Yingluck Shinawatra when she was seen wearing a Bt2.5-million watch, as well as another 500 cases involving political office holders. It should, therefore, be able to undertake a similar scrutiny in the case involving Prawit, he insisted. NACC president Pol General Watcharapol Prasarnrajkit in a separate interview insisted that the thorough investigation would not be overly influenced by any one commissioner.

Watcharapol said the commission-ers had agreed that their decision-making process must be straightforward and transparent, as the issue involved public interest.

He said he was not worried about anything, as the NACC resolution on the matter would be passed by a majority vote and every commissioner would be responsible for it.

The remark came following concerns that Watcharapol's personal close connection with Prawit could affect the NACC's decision on the issue.

Watcharapol was the PM's Office deputy secretary-general attached to Prawit in 2014 when the coupinstalled government was formed.

The NACC president also denied having counselled Prawit on the watch issue.

"Why [would Prawit] unburden himself to me? He just does his job and I do mine," he said. "He hasn't sought any advice with me. He won't. Don't you worry about that."

Prawit was caught up in controversy over a month ago when he was spotted in a Cabinet group photograph wearing a luxurious Richard Mille timepiece that could have cost millions of baht. The NACC took the matter in hand after members of the public questioned whether Prawit had declared the watch as an asset when he became a minister.

When the agency demanded that Prawit provide an explanation, more photos of the general wearing fancy wristwatches kept emerging. Netizens now believe that Prawit could have at least 15 such expensive watches.

Prawit, late last month, submitted an explanation letter to the agency, but new photos continued appearing on the Internet.

Watcharapol said NACC officials might need more time to verify the information before making a judgement. Four individuals had been summoned to the inquiry, he said. Whether the agency would need to call any other witnesses was not clear yet.

Prawit, meanwhile, refused to speak about the issue yesterday, saying only that it should be left to the NACC.

The general shrugged off the fact that the controversy has drawn wide criticism of him on the Internet.

He also refused to say if he had submitted an additional explanation to the agency, saying that he did not know and then walked out of the media interview.

Column COMMENTARY: So what's so hard about transparency? - BANGKOK POST Issued date 9 January 2018

Atiya Achakulwisut

For law-abiding Thais living under the "peace and order" regime, what should annoy us the most?The ever-growing array of expensive watches seen on the wrist of Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon? (The origins of which remain unexplained despite an official inquiry by the national graft-busting agency.)

The exotic pink Hermes bag in the hands of fugitive former Prime Minister Yingluck Shinawatra, which seems to signal how she is enjoying the high life in London where she was recently photographed outside Harrods after fleeing Thailand on corruption charges?

Maj Gen Chamlong Srimuang, the former leader of the now-defunct yellowshirt People's Alliance for Democracy, who said he could not afford to pay damages of more than 500 million baht incurred by the group's closure of Suvarnabhumi and Don Mueang airports 10 years ago? He also insists he has done nothing wrong.

Or how about the National Anticorruption Commission (NACC)? One month after Gen Prawit's watch scandal broke, the panel came out late last week to tell the public ... nothing.

The graft-fighting agency refused to say how many luxury watches Gen Prawit had confessed to owning, how he came to acquire them or why the pricey items were not included in his assets declaration.

The NACC also gave the embattled deputy PM two more weeks to clarify his undeclared belongings.

While the anti-corruption crusader seems to have produced no results regarding the scandal, nor has it shown the public any investigative ability, the social media vigilante CSI LA has pointed to as many as 17 luxury watches worth more than 20 million baht having been seen on the Gen Prawit's wrist.

The CSI LA Facebook page has been the main source of information on the watches scandal. It also just launched what it called a Thailand 4.0-style antigraft campaign.

Harnessing the power of crowd-sourcing, the page has asked people to scour the internet or YouTube to find images of Gen Prawit wearing watches.

They can send the images to the page via a mobile app it developed so the administrator can again use the power of the crowd to identify the timepiece in question.

For some members of the public, the anonymous Facebook page seems more effective - definitely more vigilant - than the national graft-buster in fighting corruption.

While the page seeks to shed light on the scandal, finding relevant information and bringing it out for all to see, the NACC seems to prefer keeping the matter under wraps.

Is there any reason why the NACC must keep Gen Prawit's explanation about his undeclared belongings a secret?

If it is generally agreed that nothing beats corruption better than transparency, why is the leading graft-busting agency doing the opposite?

One has to wonder why the NACC is not engaging the public into joining its campaign against corruption. Why didn't the agency ask people to help it find more watches worn by Gen Prawit instead of letting an anonymous Facebook page do the job?

The same is true with the case of fugitive former PM Yingluck, who seems to have been spotted frequently in London.

After another photo of Ms Yingluck posing outside Harrods surfaced online, agencies ranging from the Foreign Ministry to the Police Department and Office of the Attorney-General are still dithering about how they have tried to bring her to justice.

But the truth is that any proof of Ms Yingluck's presence in another country is testament to how ineffectual Thai "law and order" is and how double-standards can be found in the system.

It could be this assumption that anything is possible when you are rich or in power that led the yellow shirts to storm the airports to force then-prime minister Somchai Wongsawat to step down.

Indeed, isn't it faith in the fickleness of law and order in this country that has led people to block off Ratchaprasong intersection, shut down Bangkok or stage a coup to topple government after government?

Prime Minister Prayut Chan-o-cha frequently insists he is here to maintain order and that the rule of law must be seen to prevail.

For that to happen, transparency must be the name of the game.

It is not too late to start with the watches. Tell all, and there may be hope for better times.

Bangkok Post: PM must step in to crisis - BANGKOK POST Issued date 9 January 2018

Just days after he claimed he had become a politician, Prime Minister Prayut Chan-o-cha is letting down the country. He's not alone in refusing to approach the important scandal involving the watches and jewellery of Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon. Others also are battling to avoid any accountability. Most notably, the junta-appointed National Anti-Corruption Commission (NACC) has acted so poorly, it should stand aside and turn the issue over to a trustworthy person or group.

Last Wednesday, the prime minister made a large point about his identity. "I am no longer a soldier," he said, "I am a politician who used to be a soldier." Of course this was confirmation of a long-established fact. But now he is openly dedicated to politics, Gen Prayut also must show he can stop thinking like a soldier. When in political situations, he must show he can respond.

In Gen Prawit's case, he is failing obviously. He is the direct and legal superior of the Deputy Prime Minister and Minister of Defence. When ministers act badly - and there is no doubt Gen Prawit is acting very badly indeed - it is up to the prime minister to step in and right the upset applecart. The prime minister's statement that it was Gen Prawit's problem is almost as unacceptable as the unspoken excuse that in their personal relationship, Gen Prawit always has been "big brother" to Gen Prayut.

Of course, the primary and legal responsibility for examining the case of Gen Prawit's watches is supposed to fall on the NACC. There was suspicion from the very beginning, the day Gen Prawit put up his hand to shield his eyes, that the junta-appointment men of the NACC would not have gumption enough to truly examine such a case. So far, that suspicion has been borne out and magnified.

Last week, acting on its own weak "demand" that Gen Prawit account for his tens of millions of baht worth of jewellery by yesterday, the NACC backed off. The chosen spokesman, NACC deputy secretary-general Worawit Sukboon, meekly changed the rules. Gen Prawit now has another two weeks.

In the meantime, the NACC will hush up everything Gen Prawit has said to them. And, a full month after taking the case, Mr Worawit claimed the NACC will try to get around to interviewing four mysterious witnesses whom he claimed had knowledge of how the general gained access to at least 16 watches and other jewellery on his salary - the only income he earlier swore he had.

It is this total conspiracy of silence from Gen Prawit and from the NACC that has the public clamouring for answers. Indeed, they and Gen Prayut's government have a duty to report on the progress of such an important and sensitive case. Gen Prawit has been caught red-handed in highly questionable circumstances. The public is entitled to believe that if there is no explanation of where the jewellery and at least 22 million baht worth of watches came from, then the actual explanation must be extremely harmful to Deputy Prime Minister Prawit.

Meanwhile, Gen Prayut is sticking with his ill-considered decision to remain aloof. This time, however, he cannot. As a politician, as prime minister and even as the three-decade sidekick of his old friend, he has a duty to do the right thing.

There are numerous ways Gen Prayut can proceed. For example, he can remove the NACC from this inquiry and hand it to a different, competent and trustworthy man or group. There is no shortage. He can step in himself and convince Gen Prawit to show spirit. By remaining silent, he takes the political risk of becoming negatively embroiled in this fast-escalating crisis.

It is this conspiracy of silence from Gen Prawit and the NACC that has the public clamouring for answers.

คอลัมน์ บนความเคลื่อนไหว: ตราบาปนาฬิกาหรู 'ไฮโซป้อม' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

หมัดเมา

นับตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันที่ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เปิดข้อมือขึ้นบังแดด ด้วยเกรงแสงแดดจะแยงตา แต่การณ์กลายเป็นว่า สิ่งที่ปรากฏบนข้อมือของเขานั้นแยงตาชาวประชาไปทั่วยิ่งกว่า และจากวันนั้นผ่านมา 1 เดือนกว่า มรสุม "นาฬิกาหรู" ยังพัดถล่ม"บิ๊กป้อม" แบบไม่ยอมไปง่ายๆ แถมยิ่งขุดยิ่งเจอคอลเลคชั่นนาฬิกาแบรนด์ไฮโซ นับยอดรวมขณะนี้ปาเข้าไป 17 เรือนแล้ว

แม้จะมีข่าวการเมือง-ข่าวระเบิด-ข่าวดารามาช่วยเบี่ยงกระแสมากมาย แต่ข่าว "ไฮโซป้อม"กลับไม่ถูกลืมเลือนไป พร้อมจะถูกหยิบกลับมาเป็นประเด็นให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์ได้ตลอดเวลา เหมือนเขากำลังเดินอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก หนทางเดียวที่จะพิสูจน์ตัวเองได้คือ"ความจริง"เท่านั้น

คนที่จะพิสูจน์ความจริงได้คือ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)" ที่มีมือไม้"บิ๊กป้อม" นาม"บิ๊กกุ้ย" พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ กุมบังเหียนอยู่ งานนี้ถือเป็นงานหนักเพราะหากมุบมิบ"นาย"ก็จะถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบอีกนาน

ล่าสุด "เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ"ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยังไม่ยอมหยุดง่ายๆออกมาขย่มต่อ จี้ให้ ป.ป.ช. งัดกฎหมายอายัด"นาฬิกาหรู"ของ"บิ๊กป้อม" ทุกเรือนเพื่อมาตรวจสอบที่มาที่ไป แต่พอจะเดากันได้ว่างานนี้ "บิ๊กกุ้ย-ป.ป.ช." เซย์โนแน่นอน เพราะหากอายัด "นาฬิกา 17 เรือน" ในคอลเลคชั่นมาสอบจริงคงสาวกันไม่หมด แถมมีหวังตอผุดงานงอกเพิ่มเติมอีกมาก

แต่หาก "บิ๊กกุ้ย" อยากนำพา"ป.ป.ช."ไปสู่ยุครุ่งโรจน์ลบข้อครหาของสังคม ลบคำกล่าวหาว่า"เด็กบิ๊กป้อม"ก็ควรจะสอบ "นาฬิกาหรู" แบบเอาจริงเอาจัง เรือนไหน "เพื่อน" ให้มา หรือเป็นเพื่อนคนไหนให้มา เรือนไหน "บิ๊กป้อม"ควักกระเป๋าสตางค์ซื้อเองเรือนไหนมาจากมรดก หากชี้แจงได้หมดสังคมก็หมดความสงสัย

ทางตรงกันข้ามหากไม่ทำอย่างตรงไปตรงมาให้ถูกต้องตามขั้นตอนทางกฎหมาย

ดราม่า "นาฬิกาหรู" ไม่มีวันจบลงๆง่ายๆ แถมยังเป็นตราบาปของ "ป.ป.ช." ตราบาปของ "บิ๊กป้อม" และตราบาปของ "รัฐบาลบิ๊กตู่" ไปอีกนาน!

คอลัมน์ อ่านเอาเรื่อง: ส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

โดย ผักกาดหอม

ไม่ทราบว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คิดอะไรอยู่ ถึงอ้าแขนอ้าขา รับเอาข้อเสนอแก้ไขประกาศ ป.ป.ช. เพื่อเพิ่มมูลค่าให้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่รัฐ จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท

เป็นมากกว่า ๓,๐๐๐ บาทแม้ยังไม่เคาะกันว่าควรเป็นเท่าไหร่...แต่ควรแก้ไขอย่างนั้นหรือ?

ไปดูเหตุผลกันหน่อยว่าแก้ไขเพราะอะไร หลักๆ คือ....อ้างว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และค่าครองชีพในปัจจุบัน เพราะประกาศฉบับนี้ใช้มามากกว่า ๑๐ ปีแล้ว จึงอาจล้าสมัยไปบ้าง

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตประธาน ป.ป.ช. ปัจจุบันนั่งเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ออกมาสนับสนุน และให้เหตุผลว่า

"เพราะมูลค่าสิ่งของเกิน ๓,๐๐๐ บาท ในปัจจุบัน ไม่ถือว่ามากหากเทียบกับค่าเงินในอดีต"

อืมมมมมม....ก็ประหลาดดี ที่เอาการปราบทุจริตไปผูกโยงกับค่าครองชีพ ค่าเงิน

หากมองในแง่การปราบปรามการทุจริตให้ได้ผล คือการไม่ต่อรองกับระบบสินน้ำใจ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ควรรับสินน้ำใจหรือของขวัญจากใคร แม้จะมีมูลค่าแค่บาทเดียวก็ตาม

เรากำลังปฏิรูปประเทศ กำลังถกเถียงกันเรื่องเหตุของการเกิดคอร์รัปชัน

สินน้ำใจ ของขวัญ ระบบอุปถัมภ์ ล้วนสร้างนิสัยคอร์รัปชันทั้งสิ้น

ฉะนั้นหากมีการแก้ไขประกาศ ป.ป.ช.ให้สามารถรับสินน้ำใจ ของขวัญ ที่มีมูลค่ามากขึ้น เท่ากับฝังความหวังที่จะปราบคนโกง

บางคนอาจมองเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่นั่นคือการตอบ แทนที่นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว

เป็นที่รู้กันว่า เมื่อให้ของขวัญ ให้สินน้ำใจไปแล้วมันไม่ได้จบลงแค่นั้น จะมีการตอบแทนกันไปมาไม่สิ้นสุด

ที่น่ากังวลคือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประ ธาน ป.ป.ช.คนปัจจุบันก็เอากับเขาด้วย

อ้างว่าประกาศ ป.ป.ช.ใช้มานาน ขณะที่โลกเปลี่ยนไปเยอะแล้ว

ครับ...นี่คือการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ลูกน้องส่งส่วยนาย ส่วนนายก็เลี้ยงดูลูกน้อง แล้วจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างไร.

บทบรรณาธิการ: ขสมก.ถูกตั้งคำถามความโปร่งใส - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือขสมก.ถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่ประสบความล้มเหลวมากที่สุดรัฐวิสาหกิจหนึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งมาจากผลการขาดทุนซ้ำซากจนมียอดขาดทุนเกือบ 1 แสนล้านบาท และที่สำคัญคือข้อครหาในเรื่องอื้อฉาวที่ส่อไปในทางทุจริตมาตลอด

การจัดซื้อจัดจ้างของขสมก.ที่ถูกตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสล่าสุด คือกรณีที่มีการทำสัญญากับบริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ในการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ (E-Ticket)และเครื่องเก็บค่าโดยสารหยอดเหรียญ (Cash Box) บนรถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์ จำนวน 2,600 คัน มูลค่าโครงการ 1,665 ล้านบาท ในระยะสัมปทาน 5 ปี แต่หลังจากติดตั้งเครื่องหยอดเหรียญได้เพียง 800 คัน ปรากฏว่าเกิดปัญหาการใช้งาน โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนเครื่องรองรับไม่ไหวจนทำให้เกิดปัญหารถติด ทำให้ในที่สุดผู้บริหารขสมก.ต้องสั่งยุติการติดตั้งเครื่องหยอดเหรียญบนรถเมล์ที่เหลืออีก 1,800 คัน

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ฝ่ายโยธาและจราจร และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคมนาคมขนส่ง เคยชี้ว่าการยุติการติดตั้งเครื่องหยอดเหรียญดังกล่าวสะท้อนถึงความเร่งรีบโครงการทั้งๆที่ยังไม่พร้อมทำให้งบประมาณที่ขสมก.ลงทุนไปกลายเป็นความสิ้นเปลืองและซ้ำซ้อนเพราะขสมก.มีโครงการเตรียมซื้อรถเมล์ใหม่อยู่แล้ว

ดร.สามารถยังชี้ว่า การเช่าระบบบัตรโดยสารและเครื่องหยอดเหรียญบนรถเมล์ 2,600 คัน ระยะสัมปทาน 5 ปี มูลค่า 1,665 ล้านบาท ที่ขสมก.ต้องจ่ายค่าเช่าคันละประมาณ 640,000 บาท นับว่าสูงมาก ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถซื้อรถเมล์เอ็นจีวีที่ขสมก.กำหนดราคาไว้คันละ 3.65 ล้านบาท ได้ถึง 456 คัน

นอกจากล้มเหลวและสร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินอันเกิดจากการยุติโครงการเครื่องหยอดเหรียญบนรถเมล์แล้ว ขสมก.ยังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการคัดเลือกบริษัทเอกชนในโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน มูลค่า 4,221 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ที่ 4,020 ล้านบาทหรือเกินกว่าราคากลางประมาณ 5% หรือตกคันละ 8.6 ล้านบาท ท่ามกลางข้อครหาว่า ว่าทำไมคณะ ผู้บริหารของ ขสมก. ถึงเร่งรีบการจัดซื้อเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ บริษัท Guizhou Guihang Yunma Aotomobile Industry จำกัด ซึ่งถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยื่นเสนอขายรถปรับอากาศแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี จำนวน 489 คัน ด้วยเงื่อนไขพิเศษ แถมแบบให้เปล่าอีก 489 คัน รวมถึงการซ่อมบำรุงตลอดระยะเวลาในสัญญา ซ้ำเสนอราคาที่ต่ำกว่าราคากลางที่ขสมก.กำหนดมาก แต่ผู้บริหารขสมก.อ้างว่าจากการสอบถามเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้รับคำชี้แจงว่าบริษัทของจีนดังกล่าวเป็นเพียงรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลท้องถิ่นไม่ใช่รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลกลางของจีนจึงอาจไม่เข้าเกณฑ์ที่จะทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจีได้

อีกทั้งมติของคณะกรรมการบริหารให้จัดซื้อครั้งนี้ไม่เป็นเอกฉันท์ และมีข่าวว่าต้องลงมติกันถึง 2 รอบและสรุปลงด้วยมติที่มีคะแนนเฉียดฉิวมากสะท้อน ให้เห็นถึงพิรุธและความไม่เป็นเอกภาพแม้แต่ใน คณะผู้บริหารของขสมก.เอง

ที่สำคัญบริษัทเอกชนที่คณะผู้บริหารขสมก. มีมติเลือกซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันก็คือกลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO ซึ่งเป็นการรวมตัวเฉพาะกิจของบริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัทสแกนอินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) เพิ่งจะมีปัญหาเรื่องสัญญาเช่าเครื่อง หยอดเหรียญที่ใช้การไม่ได้ รวมทั้งก่อนหน้านี้ก็มีปัญหาโครงการปรับปรุงรถโดยสารในส่วนของการปรับปรุงแชสซีและครอบตัวถังรถโดยสารใหม่จำนวน 57 คัน วงเงิน 114 ล้านบาท ซึ่งบริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ไม่สามารถส่งมอบให้บริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้ทันตามสัญญา

จากพิรุธที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใสของขสมก.ที่เกิดขึ้นจึงควรมีการตรวจสอบทำความจริงให้ปรากฏ โดยความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินจากโครงการเครื่องยอดเหรียญบนรถเมล์ก็ควรต้องมีผู้รับผิดชอบ