You are here

CG and corruptions News - 9 October 2018

ปรับรางวัล'บอร์ดบจ.แห่งปี' IOD ชี้ เน้นการมีส่วนร่วมผู้มีส่วนได้เสีย - ข่าวหุ้น

'บิ๊กโจ๊ก'แจงเด้งผกก.ตม.ดอนเมือง - มติชน

'หมอธี'ยันโยกย้ายบิ๊ก ศธ.ตรงไปตรงมา - ไทยโพสต์

อดีตพนง.ธ.ก.ส.ร้องตั้งสอบถูกเลิกจ้าง – มติชน

ยิ่งสาวยิ่งเจอแชร์ตุ๋นสหกรณ์ตร.เลย คนสีกากีเอี่ยวพรึ่บ ตั้งสอบ-เด้งทวงคืนตามเส้นทางเงิน - เดลินิวส์

ชี้ปธ.อินเตอร์โพลจีนโยงสินบน - ข่าวสด

ปรับรางวัล'บอร์ดบจ.แห่งปี' IOD ชี้ เน้นการมีส่วนร่วมผู้มีส่วนได้เสีย - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ปรับโฉมรางวัล Board of the Year หรือบอร์ด บจ.แห่งปี เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมเพิ่มประเภทรางวัลตามขนาดธุรกิจ เตรียมประกาศรายชื่อบริษัทผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นสิ้นเดือน ต.ค.นี้ และประกาศผลเดือน มิ.ย. 62

นายประสัณห์ เชื้อพานิช ประธานกรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) เปิดเผยว่าทาง IOD ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และกระบวนการพิจารณารางวัล Board of the Year เพื่อให้สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทที่ครอบคลุมทั้งในแง่ของการกำกับดูแลกิจการที่ดี การสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มการแบ่งประเภทรางวัลตามขนาดธุรกิจ รางวัลพิเศษสำหรับกรรมการที่มีวิสัยทัศน์ และเพิ่มรางวัลใหม่สำหรับคณะกรรมการของบริษัทที่มีพัฒนาการด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างโดดเด่นด้วย

สำหรับ Board of the Year เป็นรางวัลอันทรงเกียรติเพียงรางวัลเดียวในตลาดทุนที่มอบให้กับคณะกรรมการของบริษัทจดทะเบียนไทย ตั้งแต่ปี 2545 IOD ได้มอบรางวัล Board of the Year ไปแล้ว 7 ครั้ง และในรอบล่าสุดนี้จะมีการประกาศผลรางวัลในเดือนมิถุนายน 2562

ทั้งนี้ กระบวนการพิจารณาที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของรางวัลนี้คือ การสัมภาษณ์คณะกรรมการบริษัท ซึ่งในปีนี้จะมีการปรับปรุงกระบวนการพิจารณารางวัลให้เข้มขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น โดยนอกจากจะพิจารณาผลการกำกับดูแลกิจการจาก CGR แล้ว ยังเพิ่มการพิจารณาเรื่องการดูแลผู้มีส่วนได้เสียประกอบด้วย

นายประสัณห์ กล่าวว่า การพิจารณารางวัล Board of the Year ปีนี้ ได้เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ในตลาดทุน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสถาบันภายใต้ความร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และกลุ่มสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิอาวุโสของ IOD กรรมการอาชีพในทำเนียบ IOD และสมาชิกในชมรมกรรมการอิสระ มีส่วนร่วมในการเสนอชื่อคณะกรรมการที่สมควรผ่านเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์

นอกจากนี้ ได้มีการเชิญบริษัทที่ปรึกษาชั้นแนวหน้า ได้แก่ Bain & Company, Baker & McKenzie, Grant Thornton, Heidrick & Struggles, PwC (Thailand) ให้เข้ามาร่วมกำหนดเกณฑ์พิจารณารางวัล และมีการตรวจสอบความโปร่งใสในการพิจารณาให้รางวัลโดย EY อีกด้วย

และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับคณะกรรมการของบริษัทที่มีขนาดกลางและเล็ก ที่มีผลการปฏิบัติหน้าที่โดดเด่นได้รับการชื่นชมผ่านรางวัล Board of the Year มากขึ้น การพิจารณารางวัลรอบนี้ IOD จึงจัดให้มีการแบ่งประเภทรางวัลตามขนาดธุรกิจใหญ่ กลาง เล็ก รวมถึงกำหนดให้มีรางวัลใหม่คือ Visionary Board Award สำหรับคณะกรรมการที่มีวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลให้ธุรกิจสามารถปรับตัวภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม โดยจะเปิดให้บริษัทจดทะเบียนสามารถนำเสนอชื่อบริษัทของตนเองหรือบริษัทจดทะเบียนอื่น ๆ เข้าร่วมการพิจารณาได้ด้วย นอกจากนี้ ยังเพิ่มรางวัล Rising Star สำหรับคณะกรรมการบริษัทที่มีพัฒนาการด้านการกำกับดูแลกิจการอย่างโดดเด่นด้วย

IOD คาดว่าจะประกาศรายชื่อบริษัทที่ผ่านการคัดคุณสมบัติเบื้องต้นได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และจะสามารถประกาศรายชื่อบริษัทที่คณะกรรมการผ่านการเสนอชื่อจากผู้ลงทุนสถาบัน และสมาชิก IOD ได้ภายในกลางเดือนมกราคม 2562 ต่อจากนั้นจึงเป็นการประเมินเชิงลึก ซึ่งรวมถึงการสัมภาษณ์คณะกรรมการ โดยมีกำหนดจะประกาศผลและมอบรางวัล Board of the Year ในเดือนมิถุนายน 2562

'บิ๊กโจ๊ก'แจงเด้งผกก.ตม.ดอนเมือง - มติชน ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รรท.ผบช.สตม.) เปิดเผยถึงกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทยคนหนึ่งโพสต์ข้อความว่า เพื่อนชาวจีนต่อแถวนานกว่า 6 ชั่วโมงเพื่อทำวีซ่า ออน อาไรวัล (VISA ON ARRIVAL) เหตุผลที่ล่าช้าเพราะไม่ได้จ่ายค่าผ่านทางพิเศษ 200 บาทแก่เจ้าหน้าที่ ว่าขณะนี้ได้สั่งการให้ตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ สตม.ดอนเมือง โทรศัพท์ไปสอบถามข้อเท็จจริงกับชาวจีนที่ได้มีการโพสต์เฟซบุ๊ก ซึ่งเดินทางกลับไปประเทศจีนแล้ว พบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง จึงมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผกก.-รอง สว.บก.ตม.2 ไปช่วยราชการที่ ศปก.สตม. พร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นสิ่งที่เคยบอกไปแล้ว หากยังพบว่ามีการกระทำอยู่ก็ถือว่าผิดกติกาเปรียบเหมือนการเล่นกีฬาหากรู้ว่ากติกาเป็นอย่างไร เมื่อทำผิดกติกาอีกก็ต้องถูกให้ออกมานั่งข้างสนามก่อน เพื่อปรับทัศนคติ หากแก้ไขได้ก็อาจให้กลับไปทำหน้าที่อีกครั้ง ยืนยันว่าหลังจากนี้สนามบินจะต้องเป็นพื้นที่โปร่งใสปราศจากการเรียกรับเงินต่างๆ

'หมอธี'ยันโยกย้ายบิ๊ก ศธ.ตรงไปตรงมา - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

'ชัยพฤกษ์'แจงยิบสร้างอควาเรียม/เผยงบไม่พอต้องปรับลดแบบ ยันไม่ได้โกง

ศึกษาธิการ * "หมอธี" เผยย้ายบิ๊ก ศธ.พัวพันทุจริตอควาเรียมตรงไปตรงมา ลั่นตั้งซี 11 ศธ.ต้องตรวจสอบประวัติ-คุณสมบัติ ด้าน "ชัยพฤกษ์" แจงยิบทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่เคยแอบอ้างผู้ใหญ่ ยันไม่ได้โกงแม้แต่บาทเดียว

วันที่ 8 ต.ค. นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าว ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติพิจารณาอนุมัติรับโอนและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารสูงและประเภทวิชา การระดับทรงคุณวุฒิ คือ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภา การศึกษา ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายมงคลชัย สมอุดร ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง สำนักงานคณะกรรม การการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปดำรง ตำแหน่งนักวิชาการทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายบุญส่ง จำปาโพธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีว ศึกษา สอศ. ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐ มนตรี ว่า เรื่องนี้ได้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม ทะเลสาบสงขลา วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จแล้วในเบื้องต้น ศธ.ก็เสนอไปตามนั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้งแล้วหรือไม่ นพ.ธีระเกียรติกล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ทราบว่านายกฯ ลงนามแต่งตั้งหรือยัง แต่ตนได้เสนอรายชื่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยให้นายกฯ พิจารณาไปแล้ว ทั้งนี้ ในส่วนของตำแหน่งผู้บริหารระดับ 11 ของ ศธ.ว่าง จะพิจารณาแต่งตั้งใครดำรงตำแหน่งแทนนั้น ตนยังไม่ได้คิดไว้ ว่าจะเป็นการหมุนสลับระหว่างระดับ 11 ด้วยกันเอง หรือขยับระดับ 10 ขึ้น 11 เพราะเรื่องคนต้องคิดนานๆ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับ 11 และบุคคลที่ขึ้นมาต้องเป็นที่ยอมรับ และการเสนอรายชื่อบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งระดับ 11 ต้องตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติอย่างรอบด้าน และต้องมีความรอบคอบ เพราะเรื่องการเมืองสูง หากสุ่มสี่สุ่มห้าตั้งไปไม่ดี ขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าไปเชื่อโผรายชื่อหรือกระแสข่าวลือที่ออกมา ส่วนจะนำรายชื่อโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของ ศธ.เข้าพิจารณาในการประชุม ครม.วันที่ 10 ตุลาคม หรือไม่ ตนคิดว่าไม่น่าจะทัน แต่จะพิจารณาให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด

ด้านนายชัยพฤกษ์กล่าวว่า การก่อสร้างอควาเรียมสงขลาดำ เนินการมาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเริ่มก่อนหน้าที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งเลขาฯ กอศ. ในช่วงปลายปี 2554 ขณะนั้นมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น 2 เรื่อง คือ งบประมาณไม่เพียงพอในการก่อสร้างตามแบบรูปรายการที่ออกแบบไว้ ซึ่งหากจะให้แล้วเสร็จตามแบบรูปรายการต้องใช้งบประมาณจำนวน 1,500 ล้านบาท ขณะที่ได้รับงบ จำนวน 839 ล้านบาท ดังนั้นช่วงปี 2551 จึงต้องปรับลดแบบรูปรายการให้พอดีกับวงเงินที่ได้รับ ความไม่สมบูรณ์ของแบบรูปรายการทำให้เมื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างมีปัญหา และต้องแก้ไขครั้งใหญ่ จำนวน 2 ครั้ง คือ ปี 2553 และช่วงต้นปี 2554 ทั้งนี้ เมื่อมาถึงช่วงที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง ได้มีการแก้ไขสัญญา 4 ครั้ง และเป็นการแก้ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 5 เป็นการขยายเวลาตามมติ ครม. ส่วนครั้งที่ 4 เป็นการปรับเปลี่ยนงวดงาน เช่น สัญญาเดิม กำหนดให้ปิดหลังคาอควาเรียมก่อน แต่เนื่องจากต้องนำอุปกรณ์ขนาดใหญ่เข้าไปในอควาเรียม หากต้องทำตามงวดงานที่กำหนดไว้เดิม จะต้องรื้อหลังคาออก จึงเป็นสาเหตุให้ต้องแก้ไขงวดงานครั้งที่ 4 เพื่อนำอุปกรณ์ใหญ่ใส่เข้าไปก่อน และครั้งที่ 6 เป็นการปรับแก้ เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของแบบรูปรายการ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตามสัญญาเดิม ก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่ง ซึ่งมีการแก้ไขกว่า 100 รายการ

นายชัยพฤกษ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ หลังสิ้นสุดการดำเนินการระยะที่ 1 ทาง สอศ.ได้ขอความอนุเคราะห์ไปที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระ บัง (สจล.) ให้ออกแบบรูปรายการเพื่อให้การก่อสร้างต่อเนื่องสัมพันธ์กับงานเดิมอย่างสมบูรณ์เพื่อให้ สามารถเปิดใช้งานได้ สจล.ได้ออก แบบและประมาณงบไว้ 572 ล้านบาท แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านงบ สอศ.ได้รับงบเพียง 269 ล้านบาท สอศ.จึงขอให้ สจล.ปรับแบบรูปรายการอีกครั้งให้สอดคล้องกับความจำเป็นและสอดคล้องกับงบประมาณ ซึ่งเป็นดุลยพินิจของทาง สจล. และในการลงนามในสัญญาจ้างระยะที่ 2 และ 3 ตนในฐานะเลขาฯ กอศ.ได้มอบอำนาจให้รองเลขาฯ กอศ.ในขณะนั้น ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ กอศ. ซึ่งการก่อสร้างก็สามารถดำเนินการเสร็จตามสัญญา ส่วนระยะที่ 4 เกิดขึ้นหลังจากที่ตนพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.แล้ว

"ผมยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ไม่เคยแอบอ้างผู้ใหญ่ และพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเอง การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบราชการ การตัดสินใจอนุมัติเรื่องต่างๆ เป็นไปตามมติคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ผ่านการกลั่นกรองจากเจ้าหน้าที่และผู้บริหารทุกระดับตามสายงาน และได้มีการสอบทานจากหลายฝ่ายหลายครั้ง ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาทุกครั้งเป็นข้อเสนอมาจากคณะกรรมการตรวจการจ้าง ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม การก่อสร้าง และด้านอควาเรียมของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรรมการควบคุมงาน อีกทั้งยังผ่านการกลั่นกรองของผู้เกี่ยวข้องใน สอศ.ด้วย มั่นใจว่า กระบวนการทำงานเป็นไปด้วยความรอบคอบ ยึดประโยชน์ทางราชการเป็นหลัก ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ และยืนยันว่าไม่ได้โกงแม้แต่บาทเดียว" นายชัยพฤกษ์กล่าว.

อดีตพนง.ธ.ก.ส.ร้องตั้งสอบถูกเลิกจ้าง - มติชน ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ชญาดา ตระกูลรุ่งโรจน์ อดีตพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีที่ถูก ธ.ก.ส.เลิกจ้างไม่เป็นธรรม จากการออกมาโต้แย้งการแจ้งหนี้ในโครงการรับจำนำข้าวไปยังองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ไม่ถูกต้อง รวมทั้งตรวจพบวงเงินโอนในโครงการรับจำนำข้าวและโครงการมันสำปะหลังที่ผิดปกติ

น.ส.ชญาดากล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ดูแลการสรุปวงเงินรวมโครงการรับจำนำข้าวปีบัญชี 2555/2556 ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และจากการสุ่มตรวจพบว่าการแจ้งหนี้ของ ธ.ก.ส.ผิดปกติหลายพื้นที่ โดยมีการโอนเงิน 2 ครั้งให้กับเกษตรกรรายเดียว และยังนำการจ่ายเงินในโครงการมันสำปะหลังมานับรวมด้วย เมื่อแจ้งไปที่ผู้บังคับบัญชาว่าตัวเลขผิดปกติกลับถูกเพิกเฉย พร้อมกล่าวหาว่าตนมีอาการทางจิตและส่งตัวเข้าโครงการรักษาสุขภาพเพื่อประเมินทางจิตเวช ที่สถาบันจิตเวชสมเด็จเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 เมื่อคณะแพทย์สรุปผลเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 ว่ามีจิตปกติ จึงทำเรื่องขอโยกย้ายกลับเข้าตำแหน่ง แต่ยังถูกเพิกเฉยและพักตำแหน่งจนต้องโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงประเด็นต่างๆ แต่ถูกห้ามเพราะเกรงว่าจะทำให้องค์กรเสื่อมเสียจนมีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และนำไปสู่การภาคทัณฑ์และเลิกจ้าง

"ที่ผ่านมาปฏิบัติงานโดยยึดหลักความโปร่งใส รักษาผลประโยชน์ของรัฐมาตลอด แต่ผู้บริหารกลับมีคำสั่งโดยไม่เป็นธรรม จึงขอให้นายกฯตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ได้ยื่นเอกสารไปถึง ว่าวงเงินแจ้งภาระหนี้ไปยัง อ.ต.ก.และ อคส.ถูกต้องหรือไม่ และ วงเงินที่โอนไปยังบัญชีภายนอกในโครงการรับจำนำข้าวและมันสำปะหลังมีความผิด ปกติและมีการทุจริตหรือไม่ หากพบว่าข้อมูลที่ส่งถึงมีมูลขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนผู้บริหาร ธ.ก.ส.ที่มีคำสั่งเลิกจ้าง เพื่อคืนสิทธิให้" น.ส.ชญาดากล่าว

ยิ่งสาวยิ่งเจอแชร์ตุ๋นสหกรณ์ตร.เลย คนสีกากีเอี่ยวพรึ่บ ตั้งสอบ-เด้งทวงคืนตามเส้นทางเงิน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน

เป็นระยะเวลากว่า 1 เดือน ที่ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีทุจริตโครงการรวมหนี้และบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย พร้อมชุดทำงาน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม. ในฐานะรองผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอส.ตร.) พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญาวงศ์ รอง ผบช.สตม. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทองผบก.ตม.3 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. พ.ต.อ.เทพพิทักษ์ แสงกล้า ผกก.ฝ่ายนิติการ บก.อก.สกบ. พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ผกก.สภ.บ้านเป็ด พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ รอง ผกก.สายตรวจ พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิศมัย รอง ผกก.สน.ห้วยขวาง พ.ต.ท.ธนารัตน์ มีทองหลาง รอง ผกก.สส.สภ.ชนบท

ทั้งหมด สนธิกำลังตำรวจใน บช.ภ.4 พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง รอง ผบช.ภ.4 พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหลผกก.สภ.ภูผาม่าน พ.ต.ท.จามร อันดีรอง ผกก.ป.สภ.ท่าพระ พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้าชุดปฏิบัติการ กกล.รส. จ.ขอนแก่น พ.ต.ท.ธนาทัศน์ ศรีพิพัฒน์ สว.ท่องเที่ยว (ขอนแก่น) นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผอ.กองคดี 1 ปปง. เข้าตรวจยึด ทรัพย์สินและดำเนินคดีเครือข่าย

ก่อนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ ลงนามคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช พ.ต.อ.เฉลิมพล ยอดประทุม พ.ต.อ. ชยวุฒิ จันทร์สมบูรณ์ พ.ต.อ.อุดร ชูก้าน พ.ต.ท.กฤษฎา นิติพจน์ โดย ให้ออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจากมีหลักฐานเชื่อมโยงเส้นทางการเงิน และให้ นายตำรวจ 15 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนออกนอกพื้นที่มาช่วยราชการที่ ศปก.ตร. หนึ่งในนั้นมีชื่อ พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 ประธานสอบสวนข้อเท็จจริง ถูกสั่งให้มาช่วยราชการที่ ศปก.ตร.

แต่ยิ่งสาวลึกยิ่งเจอเครือข่ายระดับใหญ่ มีทั้งตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ศาล อัยการ เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรม โดยมี น.ส.ธิญาดา หรือนุช วิภาวร กานต์ อดีตนิติกรประจำศาลจังหวัดเชียงใหม่ และ นายเกรียงไกร เกตวิบูลย์ อดีตนิติกรประจำศาล อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่นำผู้พิพากษา อัยการ เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมมาร่วมลงทุน โดยยื่นข้อเสนอผลตอบแทนอันแสนยั่วยวนร้อยละ 3 ต่อสัปดาห์ แต่ไม่ได้มีการลงทุนใด ๆ เป็นลักษณะงูกินหาง จนทำให้ "แชร์เชียงใหม่" หวิดล่ม

จนกระทั่ง น.ส.ธิญาดา ชักชวน พล.ต.ต.สุทิพย์ มาร่วมลงทุน ซึ่งเป็นเหมือนต่อลมหายใจอีกครั้ง มีเงินจากสหกรณ์ตำรวจเลยไปต่อลมหายใจ "แชร์เชียงใหม่" คืนเงินกันจนครบถ้วน และทำให้เกิดปัญหาในสหกรณ์ ตำรวจเลยในที่สุดจนเป็นเรื่องเป็นราวเกิดขึ้น หนำซ้ำความผิดปกติในสำนวนการสอบสวนเดิมที่ บช.ภ.4 ทำไว้ กลับไม่ปรากฏข้อมูล น.ส.ธิญาดา เป็น ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ บช.ภ.4 ออกไว้

กระบวนการสืบสวนสอบสวนจึงเริ่มขึ้น พบว่ามีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และพวก มีพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการแจ้งข้อกล่าวหา การอายัดตัวผู้ต้องหา และการจับกุมผู้ต้องหา อาจจะส่งผลกระทบต่อการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อย-ไม่อายัดตัวพร้อมทรัพย์สินของผู้ต้องหา จนมีการถอนเงินออกไปกว่า 300 ล้านบาท อีกทั้งพบข้อมูลจาก ปปง.พบว่ามีข้าราชการตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับและโอนเงินจากกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดในคดีนี้ทั้งในส่วนบัญชีตัวเองและคนใกล้ชิด

เมื่อพบพฤติกรรม "ยื้อและเตะถ่วง" จึงนำมาสู่ การที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ลงนามคำสั่ง ตร.ที่ 563/2561 เรื่อง เพิ่มเติมคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 กับพวกรวม 15 นาย โดยพบว่ามีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายเงินในบัญชีของผู้ต้องหารวม 8 ราย จึงมีคำสั่งให้สอบสวนตำรวจตามรายชื่อดังนี้ 1.พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ สุขเกษม รอง ผบก.ภ.จว.หนองบัวลำภู 2.พ.ต.ต.สำเร็จ เนื่องชมภู สวป.สภ.เมืองหนองบัวลำภู 3.ร.ต.อ.ณัฐพล กฤษหมื่นไวย รอง สว.ตม.ขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ 4.ร.ต.อ.หญิง ยุพิน ทิพยนาสา รอง สว.ฝอ.บก.ภ.จว.เลย 5.ด.ต.เดชา สาปิตุ ตำรวจสืบสวน บก.ภ.จว.เลย 6.ด.ต.เจษฎบดินทร์ ปินทา ตำรวจ ตม. ตราด 7.ด.ต.สายชน จันนาวัน ตำรวจสภ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู 8.ด.ต. ประเสริฐ บัวเวียง ตำรวจ สภ.เมืองเลย พร้อมมีคำสั่งตร.ที่ 569/2561 ให้ตำรวจทั้ง 8 นาย ไปปฏิบัติงานที่ ศปก.ตร. ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป

นอกจากนี้ยังมีคำสั่งตร.ที่ 564/2561 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ชุดพนักงานสอบสวนคดีโกงสหกรณ์ตำรวจเลย พบว่ามีตำรวจไม่ดำเนินการอายัดตัวผู้ต้องหาคือน.ส.ธิญาดา ผู้ต้องหา ความผิดฐานฉ้อโกง เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 61 จึงเสนอให้สอบ สวนตำรวจ 11 นายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ สุขเกษม พ.ต.อ.วิชาญ สุธรรมแปง พ.ต.อ.ธนัช วิเสฏโฐ พ.ต.อ.วิเศษ ภักดี วุฒิ พ.ต.อ.กุศล ป้องกันจันทร์ พ.ต.อ.พิสิฐ หลวงเทพ พ.ต.ท.ภตวัต บงแก้ว พ.ต.ท.นิรันดร์ ปัสสาโท พ.ต.ท.จตุเรศ ดรอ่อนเบ้า พ.ต.ท.สมคิด ชื่นชม

ทั้งนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนในเรื่องดังกล่าวดังรายชื่อต่อไปนี้ 1.พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ รอง ผบช.สตม. เป็นประธาน 2.พ.ต.อ.มารุต เรืองจินตนา รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา 3.พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผกก.สภ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี 4.พ.ต.ท.พงษ์ฐกฤต เอื้อประเสริฐสว.ฯ 5.พ.ต.ต.ฉัตรชัย ถาวรทรัพย์ สว.ฯ เป็นกรรมการด้วย และยังมีคำสั่ง ย้ายตำรวจที่ปล่อยให้มีการถ่ายโอนทรัพย์สินด้วย 6 ราย พ.ต.อ.วิเศษ ภักดีวุฒิ พ.ต.อ.กุศล ป้องกันจันทร์ พ.ต.อ.วิชาญ สุธรรมแปง พ.ต.อ.พิสิฐ หลวง เทพ พ.ต.ท.ภตวัต บงแก้ว พ.ต.ท.จตุเรศ ดรอ่อนเบ้า

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กรณีความเดือดร้อนของนายตำรวจชั้น ผู้น้อยที่ต้องรับภาระหนี้จากธนาคารเพราะถูกทวงถาม ส่อแววเป็นบุคคลล้มละลาย จากการถูกชักชวนร่วมโครงการตำรวจภูธรจังหวัดเลยนั้น ทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กำชับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ เร่งบรรเทาความเดือดร้อนตำรวจชั้นผู้น้อย ควบคู่กับการเอาผิดกับผู้กระทำความผิดโดยไม่มีละเว้น

ชุดทำงานที่มี พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ เป็นหัวหน้าคณะ วางแนวทางดำเนินการเป็น 2 ส่วน คือ การบังคับใช้กฎหมาย ขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย และเจรจาคืนทรัพย์สินให้กับผู้เสียหาย ทำให้ขณะนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมบางส่วนที่ปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงและผู้ที่เกี่ยวข้อง กว่า 33 ราย ยึดทรัพย์ได้กว่า 200 ล้านบาท อีกทั้งเงินสดที่ผู้ต้องหาบางรายขอคืน เพื่อเป็นเหตุแห่งการบรรเทาโทษ 18 ล้านบาท

"น.ส.ธิญาดา วิภา วรกานต์ หรือนุช ที่ถูกออกหมายเรียกในคดีเดียวกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ นั้น ขณะนี้ทราบว่ากำลังหลบหนี และยังไม่มารับทราบข้อกล่าวหา จึงขอให้เข้ามอบ ตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากยังหลบหนีต่อ ก็คงหนีไม่พ้น ตำรวจจะตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นทีมพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวจำนวน 11 นาย ที่ถูกเสนอชื่อเข้าไปช่วยราชการที่ ศปก.ตร. ทั้งหมดเป็นพนักงานสอบสวนในพื้นที่ บช.ภ.4 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนทำงานด้วย แต่หากพบว่าละเว้นก็จะมีความผิดทางวินัยทันที"

พล.ต.ต.กฤษกร กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบเส้นทางการเงินโยงใยไปยังกลุ่มบุคคลอื่น ๆ ไม่ต่ำกว่า 3,200 ราย ซึ่งที่ผ่านมามีการเรียกมาสอบสวนแล้ว 329 คน และอยู่ในข่ายต้องเรียกมาสอบสวนเพิ่มเติมอีก 500 คน อีกทั้งมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทในส่วนที่ปรากฏข้าราชการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการเอื้อต่อผู้ต้องหา ไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการแจ้งข้อกล่าวหา การอายัดตัวผู้ต้องหา และการจับกุมผู้ต้องหา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

หากเข้าข่ายความผิด มาตรา 157 ก็จะเสนอให้ ป.ป.ท. หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป พร้อมยืนยันว่าการทำงานของชุดทำงานตรงไปตรงมาไม่มีการเอื้อประโยชน์ หรือช่วยเหลือกัน แม้จะเป็นคนในแวดวงสีกากีด้วยกันก็ตาม

และหลังจากนี้คงต้องติดตามกันอีกว่าในขบวนการวงแชร์ที่เกี่ยวข้อง 6 วง มีคนลงเงินกันไปกว่า 3,200 รายนั้น เส้นทางการเงินที่ตำรวจตรวจสอบพบนั้นมีความผิดและเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง ...ไม่นานน่าจะมีการดำเนินคดีและเอาเงินคืนให้เหยื่ออีกจำนวนมากแน่นอน.

ชี้ปธ.อินเตอร์โพลจีนโยงสินบน - ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เอเอฟพีรายงานวันที่ 8 ต.ค. ถึงความคืบหน้ากรณีนายเมิ่ง หงเว่ย ประธานองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังเดินทางกลับประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. ว่าคณะกรรมการกำกับตรวจสอบแห่งชาติจีนฝ่ายสอบสวนกรณีคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐออกแถลงการณ์ว่านายเมิ่งอยู่ระหว่างถูกตรวจสอบว่าต้องสงสัยละเมิดกฎหมาย ด้านกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนแถลงในเวลาต่อมาว่า นายเมิ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยรับสินบน แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเนื่องจากอยู่ระหว่างการสอบสวน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนางเกรซ ภรรยาของเมิ่งซึ่งพำนักอยู่ในเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ที่ตั้งสำนักงานใหญ่อินเตอร์โพล จัดแถลงข่าวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ว่าได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือจากสามีก่อนจะหายตัวไปว่า "รอผมโทร. หานะ" จากนั้นส่งอิโมจิรูปมีดที่สื่อถึงอันตรายมาให้ แล้วขาดการติดต่อไป

ขณะที่อินเตอร์โพลแถลงว่าได้รับข้อความขอลาออกจากนายเมิ่ง และจะจัดการเลือกประธานอินเตอร์โพลคนใหม่ในการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การตำรวจสากลที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อหาผู้เหมาะสมมารับตำแหน่งแทนนายเมิ่งในวาระ 2 ปีที่ยังเหลืออยู่

ทั้งนี้ นอกจากนโยบาย "จับเสือตีแมลงวัน" ซึ่งเป็นแนวทางปราบปรามการทุจริตในประเทศของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แล้ว จีนยังมี "ปฏิบัติการล่าจิ้งจอก" ที่ตามจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งพัวพันการคอร์รัปชั่นและหนีไปต่างประเทศ ด้านแหล่งข่าววงในระบุว่าทางการจีนส่งเจ้าหน้าที่สายลับไปประเทศต่างๆ เพื่อลอบทำภารกิจจับกุมเจ้าหน้าที่ผู้ต้องสงสัย และในช่วงหลายปีมานี้ตามล่าเจ้าหน้าที่หนีคดีโกงอย่างน้อย 40 คนจากบุคคลที่ต้องการตัว 100 คน