You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 13 พฤศจิกายน 2561

จีทูจีล็อต2ฟันเพิ่มเครือข่ายแม้ว - ไทยโพสต์

'สมเด็จพระสังฆราช' ไม่ต้องยื่นแจง รายการบัญชีทรัพย์สิน - แนวหน้า

กก.สภามหา'ลัย 'ลาออก' ปมยื่นทรัพย์สิน ทำจริงไม่ใช่แค่ขู่!! – ผู้จัดการ

คอลัมน์ อาหารสมอง: กรรมการสภามหาวิทยาลัย กับการยื่นบัญชี - กรุงเทพธุรกิจ

กรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นใคร - มติชน

คอลัมน์สยามรัฐผลัดใบ: ประเทศชาติจะสะอาด - โปร่งใส ต้องร่วมมือกันให้เกิดธรรมาภิบาล - สยามรัฐ

คอลัมน์ บ้านเกิดเมืองนอน: รัฐธรรมนูญปราบโกง - แนวหน้า

สกู๊ปหน้า 1: 'ประชาชนลุย'ก็ได้! 'ไฮเทคต้านโกง' ต่อไป'ไม่ต้องรอรัฐ' - เดลินิวส์

คอลัมน์ ย่อโลก: 'เมียนาจิบ'ส่อโดนอีกคดีโกง - ข่าวสด

จีนจ่อฟันบ.วัคซีนโกงผลทดสอบ23ล้าน - ไทยโพสต์

จีทูจีล็อต2ฟันเพิ่มเครือข่ายแม้ว - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

นนทบุรี * มีผวา! ป.ป.ช.จ่อฟันเพิ่มจีทูจีล็อต 2 เครือข่ายแม้วโกงข้าว 'บิ๊กกุ้ย' เผยมีผู้ต้องหาเพิ่ม สาวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ปัดรื้อคดีหวังผลทางการเมือง ด้าน 'ทนายปู' โดดขย้ำป้องนาย ขุดคดีเล่นงานตอนใกล้เลือกตั้ง

เมื่อวันจันทร์ ที่โรงแรม ริชมอนด์ จ.นนทบุรี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อต 2 ว่า ปัจจุบันมีอนุกรรมการ 2 ชุดร่วมกันไต่สวนอยู่ โดยปรากฏผู้กระทำความผิดเพิ่มเติม จึงมีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้มีมติไต่สวนเพิ่มเติมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อมีมติสั่งไต่สวนเพิ่มเติมแล้วกระบวนการต่างๆ จะได้ดำเนินการไป

พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตามระเบียบ ป.ป.ช. อนุกรรมการไต่สวนจะต้องแจ้งให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาทราบว่ามีข้อขัดข้องหรือจะคัดค้านอนุกรรมการหรือไม่ เพราะเป็นสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์ที่จะให้ปากคำ รวมถึงยื่นพยานหลักฐาน ถือว่าเป็นไปตามขั้นตอน โดยขณะนี้คืบหน้าไปมากแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีบางฝ่ายออกมาระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาคือ นายทักษิณ ชินวัตร และเครือญาติ พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า ถ้าเกี่ยวข้องกับใคร มีพยานหลักฐานอย่างไร เวลา ป.ป.ช.จะดำเนินการผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาเข้ากระบวนการไต่สวน โดยจะต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องจริง กรรมการ ป.ป.ช.คงไม่สั่งไต่สวนเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้สั่งไต่สวนเพิ่มเติมในประ เด็นใดบ้าง พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและบุคคลที่ไปไต่สวนเพิ่ม ว่าไปเกี่ยวโยงกับ ผู้ที่เกี่ยวข้องตรงนั้นอย่างไรในกระ บวนการกระทำความผิดที่ถูกกล่าวหา ป.ป.ช.จึงต้องสั่งไต่สวนเพิ่มเติมเพื่อให้เขาได้มีโอกาสชี้แจง

ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า ในเบื้องต้นเราอาจรู้ว่ามีคนอยู่ในเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาเพียงแค่นี้ แต่พอไต่สวนแล้วพยานหลักฐานมันเพิ่มมากขึ้น เราก็ต้องไต่สวนเพิ่มเติม ถือเป็นปกติในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นทาง ป.วิ อาญา หรือการไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยคดีในส่วนนี้เป็นส่วนที่ 2 เพราะคดีจำนำข้าวมีเรื่องที่เกี่ยวกับการขายข้าวกว่า 10 สัญญา มีการดำเนินคดีไปแล้วประมาณกลุ่มหนึ่ง และกลุ่มนี้เป็น กลุ่มที่ 2 ที่ยังไม่มีการดำเนินคดี เป็นส่วนของตัวสัญญาของการขาย ข้าว ยืนยันว่าไม่ใช่การรื้อคดีเดิม แต่ ป.ป.ช.ทำตามข้อมูล พยานหลักฐาน และตามที่มีการกล่าวหา เป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มแรก เพราะสัญญาการขายข้าวเป็นคนละสัญญากัน และเป็นส่วนสัญญาที่เหลือเยอะ

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีความพยายามเชื่อมโยงว่า ทำไมจึงหยิบคดีจีทูจีขึ้นมาในช่วงที่มีผลได้ผลเสียทางการเมือง พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า ยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำตามหน้าที่และ หลักฐาน ถ้าเรื่องช้าไปเราก็ถูกหาว่า ดึงเรื่อง เราโดนอยู่ดี ดังนั้น ป.ป.ช. ต้องทำตามพยานหลักฐานและระยะเวลาที่ถูกเร่งรัดมากขึ้น ซึ่งเราอยากจะเร่งทุกวันทุกเรื่อง แต่มีข้อจำกัด เนื่องจากการไต่สวนของ ป.ป.ช.เป็นระบบที่ให้โอกาสคนได้ชี้แจง เป็นระบบไต่สวนที่ให้นำพยานหลักฐานมาชี้แจงได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้ดูว่าเราทำงานช้า" พล.ต.อ.วัชรพลระบุ

ด้าน นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า ด้วยคดีนี้เป็นคดีมีผลได้เสียในทางการเมือง จึงไม่แปลกใจจะมีข่าวว่า ได้มีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมีการประชุมกันหามรุ่งหามค่ำ มีความขยันเป็นพิเศษ จนแซงคดีนาฬิกาหรู และคดีทุจริตโรงพัก ไปชนิดขาดลอย และจะพีกสุดๆ ก็คือ ใกล้การเลือกตั้ง.

'สมเด็จพระสังฆราช'ไม่ต้องยื่นแจง รายการบัญชีทรัพย์สิน - แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ถกปมร้อนกก.สภาฯ จ่อขยายเวลา60วัน

ประธาน ป.ป.ช.ระบุชัด"สมเด็จพระสังฆราช"ไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน ส่วนพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในสภามหาวิทยาลัย จะต้องยื่นแจงบัญชีฯ จ่อถกปมร้อน กก.สภามหาวิทยาลัย คาดขยายเวลาบังคับใช้ 60 วัน ให้มีเวลาเตรียมตัวตามกฎหมาย ไม่สะดุด

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหากรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ เตรียมจะยื่นใบลาออกจากตำแหน่งหลังไม่พอใจประกาศ ป.ป.ช.ที่กำหนดให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. นั้นว่า เรื่อง ดังกล่าว ป.ป.ช.ได้ส่งตัวแทนเข้าหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยรัฐบาลและสนช.เป็นห่วงกรณีนี้ พอสมควร โดยในการประชุม ป.ป.ช. วันที่ 13 พ.ย.นี้ จะนำประเด็นปัญหาและข้อห่วงใยมาพิจารณา

ส่วนที่มีการเรียกร้องขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนบางตำแหน่งที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น ประธาน ป.ป.ช.กล่าวว่า ซึ่งขอยืนยันว่าผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมาย แต่เมื่อ ป.ป.ช.ออกประกาศไปแล้วก่อให้เกิดผลกระทบทำให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคนประสงค์ที่จะลาออกดังนั้นจึงต้องมาพิจารณาขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวทั้งฉบับ รวมถึงยังพิจารณาเรื่องข้อกฎหมาย แนวทางการปฏิบัติ ความเสมอภาคและหลักการของกฎหมายที่มุ่งไปที่ความโปร่งใสเพราะประกาศครั้งนี้แตกต่างจากประกาศตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ป.ป.ช.พ.ศ.2542 ที่ ป.ป.ช.สามารถระบุได้ว่า จะให้ใครมาแสดงบัญชีทรัพย์สินบ้าง แต่กฎหมายใหม่ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจแล้ว ดังนั้น เราจึงมีหน้าที่ ประกาศให้ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั้งหมดมาแสดงบัญชีทรัพย์สิน

ประธาน ป.ป.ช.กล่าวอีกว่า ในการพิจารณากรณีดังกล่าว จะมีความชัดเจนมากขึ้นว่าจะขยายเวลาในการยื่นบัญชีทรัพย์สินออกไปเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้เกิด ผลกระทบ เพราะจากเดิมจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ธ.ค. หากขยายเวลาออกไปอีก 30 วัน รวมเป็น 60 วัน ก็จะมีเวลาเหลือเฟือ เพื่อให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่มีความประสงค์ที่จะลาออกได้เตรียมตัว ได้มีเวลาคิดว่าจะอยู่ต่อหรือไม่ ขณะที่มหาวิทยาลัย ที่จะต้องหาคนมาทดแทน กรรมการสภามหาวิทยาลัย ที่ลาออก แนวทางนี้ จะทำให้การดำเนินการตามกฎหมายไม่เกิดความสะดุด

"เพราะเราต้องดูเหตุผลความจำเป็นที่ต้องออกประกาศฉบับนี้มา การจะทบทวนตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น ต้องมีเหตุผลที่สามารถรับฟังได้ และสังคมเองก็มีความเห็นเป็นสองด้าน ที่สุดแล้วต้อง ดูว่าเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร" ประธาน ป.ป.ช. ย้ำ

เมื่อถามว่าครม.เป็นห่วงกรณีที่ สมเด็จพระสังฆราช ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

ตามประกาศดังกล่าวด้วย พล.อ.วัชรพล กล่าวว่า ประเด็นนี้ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีความชัดเจนว่า องค์สมเด็จพระสังฆราช ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตามประกาศ ป.ป.ช. เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานสงฆ์ ที่โปรดเกล้าฯโดยพระมหากษัตริย์ แต่ไม่รวมถึง พระเถระชั้นผู้ใหญ่ในสภามหาวิทยาลัย ดังนั้นพระเถระหลายๆรูป ก็จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ(CHES)พร้อมเครือข่าย นำรายชื่อผู้สนับสนุนการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินของฝ่ายบริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัยทุกแห่งตามประกาศของ ป.ป.ช.เรื่องการกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 จำนวน 1,369 รายชื่อ ตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของ change.org ยื่นถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ให้ยืนยันการแสดงบัญชีทรัพย์สินตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

โดย นพ.สุธีร์ระบุว่า เนื่องจากปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งอยู่ในกำกับของรัฐ เพื่อให้มีอิสระในการบริหารงาน มีสภามหาวิทยาลัย ที่ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกจากการสรรหาของผู้บริหารมหาวิทยาลัยทำให้ผู้บริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย กลายเป็นพวกเดียวกันทั้งหมด เมื่อมีข้อร้องเรียนบางสถาบัน พบการทุจริตของผู้บริหาร ที่ บริหารงบประมาณปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท จึงน่าเป็นห่วง เพราะไม่มีระบบตรวจสอบ มีการปิดบังข้อมูลและอาจเกิดการทุจริตทางนโยบายในการจัดซื้อจัดจ้างการก่อสร้างต่างๆได้ง่าย ไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบ

จึงอยากเรียกร้องว่าอย่าเอาเรื่องพระและสถาบันการศึกษามาอ้าง กรรมการมหาวิทยาลัยทุกสถาบัน นายกสภามหาวิทยาลัย ควรต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและขอให้ ป.ป.ช.ยืนยันบทบาทของตนเองในการทำหน้าที่ และขอให้ประชาชนต้องร่วมตรวจสอบผู้บริหารเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ไม่ร่วมมือทำให้เกิดการทุจริตทุกรูปแบบ พวกเรายินดีให้มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน แต่ระยะในการเตรียมความพร้อมยื่นบัญชีทรัพย์สิน ที่เหลือเพียง 1 เดือน ก่อนที่กฎหมาย จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ธันวาคมนั้น เร็วเกินไปอยากขอให้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วย

กก.สภามหา'ลัย 'ลาออก' ปมยื่นทรัพย์สิน ทำจริงไม่ใช่แค่ขู่!! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

จากกระแส (เสียง) คัดค้านของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ที่ส่งสัญญาณพร้อมพาเหรดยื่นลาออกจากตำแหน่ง ว่ากันว่า มีมากกว่า 100 ราย เพราะไม่สะดวกใจ และไม่อยากวุ่นวายกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน ตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ที่ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. อีกทั้งการยื่นไม่ใช่แค่ของเจ้าตัว แต่ในกฎหมายครอบคลุมถึงคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย

ความปั่นป่วนเกิดขึ้นในแวดวงอุดมศึกษาทันที เพราะมหาวิทยาลัยบางแห่งมีเสียงลอดรั้วออกมาจะออกยกชุด!! ซึ่งประกาศครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.)

มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจากทุกกลุ่มทั้งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทปอ.มรภ.ทปอ.มทร. และอธิการบดีม.ในกำกับรัฐ มิอาจนิ่งเฉยนัดถกนานกว่า 2 ชั่วโมงจนได้มติร่วมกัน ขอให้ ป.ป.ช.ทบทวนเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายกสภาฯและกรรมการสภาฯ พร้อมทำหนังสือถึง ป.ป.ช.แจ้งมติดังกล่าว

.."นายก และกรรมการสภาฯทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านวิชาการเป็นหลัก ไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐโดยตรง อันจะทำให้เกิดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ กรรมการสภาฯไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหาร หรือเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะกำหนดให้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช." คือเหตุผลสำคัญที่ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)ในฐานะประธาน ทปอ.อธิบาย ท่ามกลางเหล่าผู้บริหารที่อยู่ร่วมฟังจนจบ

ยังบอกอีกว่า "การยื่นบัญชีทรัพย์สินแม้ว่าจะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพื่อธรรมาภิบาล แต่ก็เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ที่ต้องยื่นทรัพย์สินมากเกินควร ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประกาศเพียง 60 วัน ไม่เพียงพอต่อการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้องและครบถ้วนได้ ดังนั้น หากยื่นบัญชีผิดพลาด แม้ไม่ได้เจตนาก็อาจมีโทษทางอาญาและถูกศาลพิพากษาจำคุกได้ จึงได้มีนายก และกรรมการสภาบางแห่ง ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งแล้ว"

ถ้ามีการลาออกเกิดขึ้นจะส่งผลให้สภามหาวิทยาลัย ไม่ครบองค์ประชุม อาจจะทำให้เกิดสุญญากาศในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย !!

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรี "นายวิษณุ เครืองาม" ถกร่วมนายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ช.เบื้องต้นแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้คือ "การขยายระยะเวลา" การยื่นบัญชีของนายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ ออกไป ยังต้องหารือเรื่องต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก่อนในสัปดาห์นี้ แต่ทุกอย่างต้องจบก่อนวันที่ 2 ธ.ค.ที่ประกาศ ป.ป.ช.ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ ขณะที่มีข้อเสนอว่าให้ออกกฎหมายพิเศษ (มาตรา 44) มาแก้แต่แนวทางนี้ดูไม่ผ่านการตอบรับเท่าใดนัก

ว่ากันว่า การตีความที่เคร่งครัดเกินไปในกรณีนี้ก็อาจทำให้มหาวิทยาเสียโอกาส เพราะมหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญและถนัดในงานวิชาการ บางครั้งยังขาดมุมมองในภาคเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศซึ่งการที่มีกรรมการจากภาคเอกชนเข้ามาจะช่วยให้การจัดการการศึกษาสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ กรณีนี้บอร์ดการศึกษาจึงต่างจากบอร์ดภาครัฐวิสาหกิจ

แต่ทว่า นัยของอำนาจการบริหารงานก็อาจต้องเข้าไปเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในการอนุมัติการใช้งบประมาณของมหาวิทยาลัย การอนุมัติแต่งตั้ง/ถอดถอนบุคลากรเสียงสนับสนุนให้ ป.ป.ช.เดินหน้าตามกฎหมายก็ดังไม่แพ้เสียงค้าน ล่าสุด ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า กรรมการสภาฯล้วนเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ เก่ง และเป็นคนดี แต่ก็ปรากฏในข่าวสื่อมวลชนบ่อยครั้งว่ามีบางมหาวิทยาลัยที่มีการทุจริต เกื้อหนุนเกื้อกูลระหว่างผู้บริหารในมหาวิทยาลัยร่วมกับกรรมการสภาฯ โดยเฉพาะตัวนายกสภาฯ สร้างปัญหาให้กับระบบการศึกษาและงบประมาณของประเทศอยู่เช่นกัน ตรงนี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า การคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างภาระให้กับคนไทยทุกคน ทำให้รัฐบาลนี้ต้องออกกฎหมายสร้างมาตรการมากมายมาควบคุม

เช่นเดียวกับ ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) ออกมาเคลื่อนไหวยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.สนับสนุนเพราะถือเป็นการสร้าง ธรรมาภิบาลในระบบบริหารงานสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ต้องแสดงความโปร่งใส เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีเชิญให้เข้ามาทำหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย จะให้มาละเว้นไม่ได้ และเมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมายังได้ไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนับสนุนการยื่นบัญชีกรรมการสภาฯ ด้วย

ขณะที่ อภิชาติ จีระวุฒิ นายกสภา มรภ.อยุธยา กล่าวว่า ด้วยประกาศ ป.ป.ช.ฉบับนี้ค่อนข้างล้วงลึกในการแจกแจงข้อมูล ประกอบกับระยะเวลาที่กฎหมายจะบังคับใช้วันที่ 2 ธ.ค. จึงเหลือเวลาไม่นาน ส่วนตัวไม่มีปัญหาเพราะในอดีตรับราชการก็เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินมาแล้วครั้งนี้เพียงแค่ทำเอกสารเพิ่มเติม แต่ก็เข้าใจในส่วนของกรรมการสภาฯจากภาคเอกชน ค่อนข้างลำบาก บางคนก็ไม่มีเวลาในการเตรียมเอกสาร บางคนถือหุ้นทั้งในบริษัทจำกัด บริษัทมหาชน เอกสารที่อาจต้องมี 100% ก็มีอยู่ 80% กว่าจะรวบรวมให้ครบถ้วนตรงนี้เขาลำบาก

ทั้งนี้ กรรมการสภา มรภ.อยุธยา จากภาคเอกชนมี 2 ราย คือ นายดำรง พุฒตาล และนายปราจิน เอี่ยมลำเนา ซึ่งที่ผ่านมา นายดำรง ก็เป็นบุคคลแรกๆ ที่ออกมาให้ความเห็นเรื่องดังกล่าว ส่วนจะมีใครลาออกหรือไม่ตนยังไม่สามารถตอบได้ แต่ในการประชุมสภา มรภ.อยุธยา สัปดาห์นี้จะนำเรื่องประกาศ ป.ป.ช.เข้าสู่การหารือด้วย เพราะเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วก็คงจะได้ทราบแน่ชัดถึงการตัดสินใจ

ฟาก รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กำลังรอดูท่าทีของทาง ป.ป.ช.ว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ที่สุดถ้าไม่มีการแก้ไขที่เหมาะสมตนก็จะทำหนังสือถึงนายกสภา มธ.แจ้งขอลาออกจากการเป็นกรรมการสภาฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ การที่ ป.ป.ช.มีประกาศนี้ออกมาและให้บังคับใช้ครอบคลุมผู้บริหารระดับสูง ยังตีความที่กว้างเกินไป และไม่มีการสอบถามให้ชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่ ซึ่งการให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กับกลุ่มผู้มีหน้าที่บริหาร มีอำนาจหรือเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างก็มองว่าสมเหตุสมผล แต่กรรมการสภาฯจริงอยู่ว่าการเปิดหรือไม่เปิดไม่ได้มีผลอะไร เพราะไม่มีหน้าที่เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เรามีหน้าที่ดูแลกำกับให้มหาวิทยาลัยอยู่รอดอยู่ดี เพราะมหาวิทยาลัยเป็นของประชาชน

"ประกาศนี้ทำให้เกิดความปั่นป่วน และอาจส่งผลเสียต่อการบริหารงานของมหาวิทยาลัย ที่กรรมการ สภาฯ บอกว่าจะลาออกไม่ใช่การขู่แต่พร้อมทำจริง ผมเองที่สุดถ้าดูว่าการแก้ไขปัญหาไม่ลงตัวก็ลาออกแน่นอน เพราะการยื่นบัญชีมีกระบวนการที่ยุ่งยากมาก ตัวผมก็เคยยื่นมาก่อนก็ทราบดี เอกสารข้อมูลที่ต้องกรอกมีมากเราไม่ได้กลัวการเปิดเผยแต่กลัวจะตกหล่นว่ายื่นไม่ครบ

กรรมการสภาฯ ผู้ทรงคุณวุฒิส่วนมากอายุเยอะอาจจะมีหลงลืม บางคนอาจจะแยกกับครอบครัว การติดตามเอกสารข้อมูลก็ยาก หรือพบไม่ได้ยื่นก็เป็นเรื่องถึงคดีอาญา ทั้งที่แค่หลงลืมไม่มีเจตนาไม่ยื่น ตรงนี้ยังเป็นการเปิดช่องที่ทำให้เกิดการร้องเรียน เพราะไม่ว่าคนไหนจะยื่นครบ หรือหลงลืมยื่นไม่ครบแต่มีคนไปร้อง ป.ป.ช.ก็ต้องเรียกสอบหมด ป.ป.ช.จะมีเรื่องร้องเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะขอให้ผู้เกี่ยวข้องทบทวนและดูให้รอบคอบ" รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าว

บทสรุปเรื่องนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะใช้เส้นทางไหนอีกไม่นานคงได้รู้.

คอลัมน์ อาหารสมอง: กรรมการสภามหาวิทยาลัย กับการยื่นบัญชี - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

วรากรณ์ สามโกเศศ

"ถ้าไม่คิดจะโกงจะกลัวการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปทำไม" "ยิ่งโปร่งใสยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการปราบคอร์รัปชัน" "ที่จะลาออกจากนายกและกรรมการสภาก็เพราะต้องการหนีการตรวจสอบ" ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือ ข้อวิจารณ์ปฏิกิริยาด้านลบของกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ต้องยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณะ ในฐานะผู้เขียนเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐคนหนึ่งจึงใคร่ขอแสดงความเห็นจากอีกแง่มุมหนึ่ง

กฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ปี 2561 มาตรา (102) ระบุให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (1) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (3) ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (4) ข้าราชการตุลาการตั้งแต่อธิบดี ผู้พิพากษาขึ้นไป (5) ข้าราชการตุลาการ ศาลปกครองตั้งแต่อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นขึ้นไป (6) ข้าราชการอัยการตั้งแต่อธิบดีอัยการขึ้นไป (7) ผู้ดำรงตำแหน่งสูง (8) ตำแหน่งอื่นที่กฎหมายอื่นกำหนดให้ยื่น (9) ผู้บริหารท้องถิ่น รอง และผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยคู่สมรสให้หมายถึงผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่อยู่กินฉันสามีภรรยาด้วย บุตรนั้นทั้งลูกในและนอกสมรส

มาตรา 104 ระบุว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งใด ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 แล้วให้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

การยื่นโดยทั่วไปต้องยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง และยื่นทุก 3 ปีที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่

เมื่อ 1 พ.ย.2561 ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ระบุตำแหน่งต่างๆ ตามมาตรา 102 ที่เป็นปัญหาก็คือ การตีความข้อ (7) ว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งสูง"กินความถึงนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมด โดยมีการระบุชื่อสถาบันด้วย

ตรงนี้แหละที่เกิดข้อถกเถียงขึ้นมาว่าจะมีนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายคนแสดงความประสงค์จะลาออก ประเด็นสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือ คนเหล่านี้มิได้เพียงยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง ภรรยาและบุตร ผู้ไม่บรรลุนิติภาวะโดยใส่ซองไว้ หากไม่มีเรื่องก็ไม่มีการเปิดออกตรวจสอบ ความจริงก็คือมาตรา 104 ระบุให้ยื่นและเปิดเผย ข้อมูลทั้งหมดให้ประชาชนทราบเพื่อประโยชน์ในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลในข้อ (1) (เฉพาะนายกรัฐมนตรี ส.ว. และ ส.ส.) ข้อ (2) (3) (7) และ (9) (มาตรา 106) ข้างต้น อีกทั้ง ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบและประกาศผลด้วย

การยื่นและการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะของบุคคลเหล่านี้ในหลักการเป็นเรื่องดีแต่มีหลายประเด็นที่อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ผู้เขียนขอกล่าวเฉพาะกรณีของนายกสภาและกรรมการสภาในที่นี้ โดยมีความเห็นดังต่อไปนี้

1.ที่เขากลัวกันนั้นมิใช่การยื่น แต่กลัวการยื่นไม่ครบ ซึ่งเป็นคดีอาญามี ผู้ถูกจำคุกมาแล้วใครที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป ทั้งตัวเองและภรรยาย่อมมีสมบัติพัสถานปลีกย่อยไม่น้อยเช่น เงินฝากหลายบัญชีหลายแห่ง หุ้นที่อาจซื้อไว้แล้วลืมเพราะไม่มีเงินปันผล (ใบหุ้นสมัยก่อนต้องเก็บไว้เองและต้องเก็บต่อเนื่องถึงปัจจุบัน) ต้องแจ้งมูลค่าตุ้มหู แหวน กำไล และอัญมณีต่างๆ ที่มีมูลค่ารวมกันเกิน 2 แสนบาท ทั้งหมดต้องมีรายละเอียดมีรูปถ่ายประเมินมูลค่าของแต่ละรายการ หากพบว่าขาดรายการใดไปก็อาจมีปัญหาได้ นอกจากนี้ต้องรายงานมูลค่าสิทธิและสัมปทาน เช่น สิทธิในทรัพย์สินทางวรรณกรรม (ต้องมีสำเนาหลักฐานการ จดทะเบียนสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์) ศิลปกรรม ประดิษฐกรรม สิทธิตามสัญญา สิทธิ ที่รัฐหรือเอกชนรับรอง สิทธิสมาชิกสนามกอล์ฟ สิทธิการเช่าที่ดินสลากออมสิน ยานพาหนะ ฯลฯ ถ้าภรรยาลืมบางสิ่ง หรือตนเองลืมบางสิ่ง เช่นมิได้เอาเงินฝากสมุดออมสินของลูกมารวม ฯลฯ โดยมิได้ตั้งใจก็มีสิทธิถูกสอบสวน เสียชื่อเสียงไปก่อนที่จะเคลียร์ชื่อได้ (กรรมการสภา ต่อไปจะมีแต่ผู้ "แต่งตัว" มาเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะเป็น)

การตกรายการโดยมิได้ตั้งใจด้วยเงินเล็กน้อยอาจเป็นปัญหาได้ เพราะวิจารณญาณของ ป.ป.ช.แต่ละคนแต่ละสมัยย่อม แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อตัดไฟตัดความกังวลก็อย่าเป็นมันเสียดีกว่า

2.ประธานกรรมการสนับสนุนกิจการของมหาวิทยาลัยที่มักเป็นนักธุรกิจ ศิษย์เก่า และนายกสมาคมศิษย์เก่าที่เป็นกรรมการสภาโดยตำแหน่งจะหาได้ยากขึ้น มหาวิทยาลัยจะเสียโอกาสได้คนที่เหมาะสมมาเป็นกรรมการสภา

การรายงานนั้นต้องครอบคลุมยอดเงิน ที่ค้างบัตรเครดิตทุกประเภท หนี้ทุกลักษณะ เงินกู้จากทุกสถาบันการเงิน อีกทั้งต้องรายงานหลักทรัพย์ทุกประเภทจากทุกบริษัทที่เป็นเจ้าของ พูดง่ายๆ ก็คือต้องรายงานทรัพย์สินทุกลักษณะ ประมาณการรายได้ระหว่างปีจากทุกแหล่งประกอบแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปีสุดท้าย คงไม่มีนักธุรกิจคนใดที่สามารถรวบรวมได้ครบ เพราะยอดที่มีต้องตรงกับวันรายงานและอาจไม่อยากเปิดเผยให้คู่แข่งทราบว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่

3.การเป็นกรรมการสภานั้นย่อมขัดใจ ขัดผลประโยชน์ของคนในมหาวิทยาลัยบ้างเป็นธรรมดา บางคนอาจโกรธแค้นถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ได้รับการสรรหาในตำแหน่งที่ต้องการ โดยกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานกรรมการสรรหาการเปิดเผยข้อมูลจะเป็นอาหาร อันโอชะสำหรับคนเหล่านี้ที่จะไปต่อยอดเท็จ ร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช.ว่าประเมินขาดไม่ครบ หรือทำลายชื่อเสียงทางโซเชียลมีเดีย โดยมีข้อมูลจริงปนเท็จได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งก่อนหน้านี้ทำได้ยากกว่าและน่าเชื่อถือน้อยกว่า ผู้เขียนเชื่อว่าการเปิดเผยข้อมูลเช่นนี้มีข้อเสีย เพราะจะเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการร้องเรียน ป.ป.ช. สตง. และตำรวจอีกมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน จากข้อขัดแย้งที่มีอยู่มากมายแล้วจนอาจทำให้การบริหารมหาวิทยาลัยไม่ไปอย่างราบรื่นและเลวร้าย กว่าสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้

การประเมินค่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นทรัพย์อื่นๆ สามารถถกเถียงเรื่องมูลค่ากันได้เสมอ (มูลค่าวัตถุโบราณที่ครอบครองอยู่ มูลค่าพระเครื่องจะประเมินอย่างไร) และตรงจุดนี้จะเป็นข้อถกเถียงที่ทำให้เกิดการร้องเรียนกันได้ไม่รู้จบ

4.การ "กลัวหลุด" "กลัวเสียชื่อเสียง" "กลัวการแก้แค้น" "อึดอัดใจ" (เสียความเป็นส่วนตัว) "ความยุ่งยาก" (ในการหาหลักฐานประกอบทุกรายการ) ฯลฯ ล้วนเป็นเหตุผลน่าเห็นใจสำหรับกรรมการสภาที่มิได้มีหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง ตั้งใจที่จะ ทำงานแทนประชาชนในการ "กำกับ" และ "ตรวจสอบ" การทำงานที่มีอธิการบดีเป็นหัวหน้า การลาออกจากการเป็นนายกและกรรมการสภาแทนที่จะอยู่และต้องเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชนจึงมิใช่เรื่องของการกลัวการตรวจสอบ กลัวว่าโกงแล้วจะถูกจับได้ ไม่ชอบความโปร่งใส ปากพูดว่าเกลียดคอร์รัปชันแต่พอถึงตาตนเองกลับไม่ร่วมมือ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้รับการสรรหาจากประชาคมเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จึงน่าจะเป็นผู้มีประสบการณ์และความรู้ ช่วยชี้นำและกำกับมหาวิทยาลัยได้ดี การลาออกไปจึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย อีกส่วนหนึ่งของกรรมการสภาที่มาจากผู้แทนผู้บริหารระดับคณบดี ผู้แทนอาจารย์ต่อไปนี้จะหาได้ยากเพราะเป็นเพียง 1-2 ปี แต่ต้องยื่นบัญชีเหมือนกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ จะได้มาก็เฉพาะ "ผู้พร้อม" ที่จะเข้ามาร่วมเป็นกรรมการเท่านั้น

การมีกรรมการสภาที่ไม่ดี เจตนาทุจริต เบียดบังเงินทองของมหาวิทยาลัยนั้น มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้แต่ทำได้ยาก ต้องการความร่วมมือกับกรรมการสภาคนอื่นและผู้บริหารอย่างกว้างขวาง เช่นในเรื่องการขายตำแหน่งบริหาร อนุมัติโครงการที่ใช้เงินและทรัพยากรของมหาวิทยาลัย อย่าลืมว่าคนเลวนั้นมีอยู่ทุกแห่งและโกงได้ในทุกตำแหน่งเพราะมีความสร้างสรรค์ในหัวใจสูง การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลใดก็ตาม กี่คนก็ตาม ไม่ได้แก้ไขปัญหาคอร์รัปชันราวเสกคาถา ถ้ามันมีอิทธิฤทธิ์มากจริงคอร์รัปชันคงลดลงไปตลอดกว่า 20 ปีที่มีการยื่นบัญชีเช่นนี้กันแล้ว ในการประกาศชื่อสถาบันอุดมศึกษาครั้งนี้ ป.ป.ช.ไม่ได้รวมวิทยาลัยชุมชน (20 แห่งที่ให้อนุปริญญา) โรงเรียน นายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายร้อย ตำรวจ โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ การมีรายชื่อของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์นายกสภาและมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่เป็นกรรมการสภาจำนวนมาก เช่นเดียวกับมหามกุฏราชวิทยาลัย หากรูปใดรายงานทรัพย์สินตกไปก็อาจนำไปสู่การปาราชิกได้

กรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นใคร - มติชน ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม

นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

ทำไมต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน??

ผมเข้าใจว่า ยังเป็นที่ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กัน และยังไม่ได้ลงตัวว่าการกำหนดให้นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นที่มาที่ไปของการนำมาสู่การยื่นใบลาออกของนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่ง ที่อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่ามีทางออกเบื้องต้นว่าจะขยายเวลาการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินออกไปก็ตาม

ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องวกกลับไปดูที่มาที่ไปว่าเป็นใคร มาได้อย่างไร และมีอำนาจหน้าที่สำคัญๆ อะไรบ้าง เพื่อจะนำไปสู่การตีความว่า "นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยเข้าข่ายเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยหรือไม่ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่อย่างไร"

ผมเห็นว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่หลักๆ ที่คล้ายคลึงกันทุกมหาวิทยาลัยนั่นก็คือ

ประการที่หนึ่ง การกำหนดนโยบายและอนุมัติแผนพัฒนามหาวิทยาลัย เพื่อให้ฝ่ายบริหารหรืออธิการบดีนำไปปฏิบัติ ประการที่สอง ออกระเบียบข้อบังคับเพื่อเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัย

ประการที่สาม อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตร และอนุปริญญาบัตร รวมทั้งอนุมัติให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ประการที่สี่ ให้ความเห็นชอบเลือกอธิการบดี แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก รวมทั้งตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ เป็นต้น

ประการที่ห้า พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการอุดมศึกษากำหนด

และประการที่หก พิจารณาเสนอเรื่องเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ

ดังนั้น จึงเห็นว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ทางวิชาการในด้านการศึกษาเพื่ออนุมัติหลักสูตรของมหาวิทยาลัย การอนุมัติปริญญาต่างๆ รวมทั้งตำแหน่งทางวิชาการของทางมหาวิทยาลัย ตลอดจนการกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนามหาวิทยาลัย เพื่อให้อธิการบดีนำไปปฏิบัติ

ซึ่งในประการหลักๆ ที่กล่าวนี้ หากกรรมการสภาลาออกเกินครึ่งหนึ่งจะทำให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นต้นว่า อนุมัติปริญญาบัตร อนุมัติหลักสูตรการเรียนการสอน ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนที่มาที่ไปของกรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยทั่วไปจะประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ และมีที่มาโดยผ่านกระบวนการสรรหาจากผู้มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับทางสังคม โดยผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยนั้นๆ

กรรมการสภามหาวิทยาลัยอีกกลุ่มหนึ่งมาจากตัวแทนผู้บริหารมหาวิทยาลัย ได้แก่ อธิการบดี รองอธิการบดี ประธานสภาคณาจารย์และตัวแทนคณาจารย์ประจำ และตัวแทนข้าราชการหรือพนักงาน รวมทั้งประธานกรรมการส่งเสริมกิจการของมหาวิทยาลัย

ที่สำคัญ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมดซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอก โดยคำแนะนำของนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว ต้องมาจากผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ เช่น ด้านการศึกษา ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ กฎหมาย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการบริหารการเงิน งบประมาณ การบริหารงานบุคคล การปกครองท้องถิ่น เป็นต้น

ผมจึงเห็นว่า การเลือกนายกสภามหา วิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยในแต่ละมหาวิทยาลัย จึงต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติเพื่อมองหาคนที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยในการกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนามหาวิทยาลัยนั้นๆ ด้วย

แต่ก็มีข้อสังเกตสำหรับในบางมหา วิทยาลัยที่มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ การเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ แต่กลับมักจะเลือกบุคคลที่จะมาคอยสนับสนุนกลุ่มตนเอง เช่น เลือกผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อมาสนับสนุนการเลือกอธิการบดี หรือทีมบริหารมหาวิทยาลัย เป็นต้น

สภามหาวิทยาลัยบางแห่งก็กลายเป็น "สภามหาวิทยาลัยตรายาง" ซึ่งก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการมีกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่จะต้องเป็นผู้ที่มาให้คำแนะนำทางวิชาการ มาเสนอนโยบายและแผนงานมหาวิทยาลัยเพื่อให้อธิการบดีนำไปปฏิบัติ

จึงเป็นที่มาของกลุ่มคณาจารย์จำนวนหนึ่งที่ออกมาสนับสนุนว่า นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยมีความจำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

เพราะกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจะไปมีผลประโยชน์ร่วมกับอธิการบดี รองอธิการบดี ที่เป็นกลุ่มก้อน (ก๊วน) เดียวกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กรรมการสภามหาวิทยาลัยในบางมหาวิทยาลัยที่มีความมุ่งมั่นและ แสวงหากรรมการสภามหาวิทยาลัยที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องไปเชิญ หรือขอร้องมาให้เป็น เพราะจะได้ทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัยนั้น

และเมื่อเขาต้องมาเจอการให้แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เขาอาจจะเห็นว่ายุ่งยาก หรือไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรหรือไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด

เพราะกรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ได้เป็น "ผู้บริหารมหาวิทยาลัย" เขาจึง "ขอลาออกดีกว่า"

คอลัมน์ สยามรัฐผลัดใบ: ประเทศชาติจะสะอาด - โปร่งใส ต้องร่วมมือกันให้เกิดธรรมาภิบาล - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ดร.วิชัย พยัคฆโส

payackso@gmail.com

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้เริ่มใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกปี 2562 ด้วยการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ข้าราชการระดับสูงทุกหน่วยงานที่ใช้งบประมาณของรัฐบาลต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน รวมทั้งคู่สมรสทั้งที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตั้งแต่ 1-31 ธันวาคม 2561 ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์กึ่งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ประกาศของ ป.ป.ช. ครอบคลุมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ลงไปถึง อบจ. อบต. การปกครองส่วนท้องถิ่นและยังรวมถึงนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี และรองอธิการบดีแต่ไม่มีคณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักเทียบเท่าคณบดีที่มีอำนาจในการจัดซื้อ จัดจ้างเบ็ดเสร็จ

ประกาศนี้องค์กรอื่นๆที่เป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการท้องถิ่น คงปฏิเสธไม่ได้เพราะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพียงแต่ไปกระทบกับนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณงวุฒิเท่านั้น ที่หลายกลุ่มมหาวิทยาลัยขอให้ ป.ป.ช.ทบทวน โดยอ้างเหตุผลของความยุ่งยากในการปฏิบัติ ไม่เกี่ยวข้องกับอนุมัติงบประมาณ ให้นโยบายและข้อเสนอแนะ เป็นการอาสาและอุทิศตนเพื่อการศึกษา ได้รับเบี้ยประชุมไม่กี่บาทเท่านั้น และมีข่าวการลาออกกันเป็นทิวแถว

ลองอนุมานดูว่าเหตุใด ป.ป.ช.จึงประกาศฉบับนี้ออกมา ซึ่ง ป.ป.ช.หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญปี 2561 ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของ ป.ป.ช. ที่จะส่งผลให้ประเทศไทยขยับอันดับความโปร่งใสเพิ่มจากเดิมในระดับโลก โดยเฉพาะจากการประเมิน ITA ของปีงบประมาณ 2560 ของหน่วยงานภาครัฐยังอยู่ในระดับที่ควรปรับปรุงได้อีก สำหรับหน่วยงานทุกหน่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่ได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ย 80% ถึง 142 แห่งจาก 422 แห่งคิดเป็น 41.23%

ในจำนวน 422 หน่วยงาน มีสถาบันอุดมศึกษารวมอยู่ด้วย 81 แห่ง มีมหาวิทยาลัยได้คะแนนเฉลี่ยสูงถึง 87.17 และคะแนนเฉลี่ยต่ำสุดเพียง 57.43 ใน 10 อันดับสุดท้าย มีคะแนนเฉลี่ย 70 ลงไปถึง 57.43 คะแนนหลายแห่ง

การประเมินผลนี้ใช้ดัชนี 5 ตัว คือ 1.ความโปร่งใส 2.ความพร้อมรับผิด 3.ความปลอดจากการทุจริต 4.คุณธรรมในองค์กร 5.การทำงานในหน่วยงาน เมื่อค่าเฉลี่ยส่วนมากยังไม่เป็นที่น่าพอใจเฉพาะ 422 หน่วยงาน จึงได้ขยายขอบเขตการประเมินให้ครอบคลุมได้มากขึ้นกว่าเดิมทุกส่วนราชการ

ในความเห็น ป.ป.ช.ไม่มีทางเลี่ยงตามรัฐธรรมนูญที่ต้องปฏิบัติ ขณะเดียวกันการทุจริต โกงกิน เกิดขึ้นในหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก เพราะใช้งบประมาณแผ่นดินจะถูกฉ้อฉลตั้งแต่ระดับทุจริตเชิงนโยบาย การจัดซื้อจัดจ้าง และเงินทอนจากภาคเอกชนที่รับงานจากภาครัฐ การแจ้งบัญชีทรัพย์สินของผู้มีอำนาจในระดับสูงจึงเป็นการป้องกันมากกว่าปราบปราม

ขณะเดียวกัน ป.ป.ช. คงมีข้อมูลร้องเรียนเป็นกระบุงๆ ทั้งในส่วนของสภามหาวิทยาลัยและระดับบริหารของมหาวิทยาลัยเอง ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ใช้เงินเกินอำนาจของอธิการบดีหรือการใช้เงินรายได้ที่บางแห่งมีมากกว่าเงินแผ่นดิน ในการจัดซื้อ-จัดจ้าง ซึ่งเคยปรากฏเป็นข่าวว่าบางมหาวิทยาลัยจะรับก่อสร้างหรือจัดซื้อจัดจ้างจากธุรกิจของกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ การรับเงินทอนที่เรียกว่าเงินทอนโดยการจัดซื้อจัดจ้างไม่สุจริต มีการร้องเรียนอยู่ในป.ป.ช.เป็นลังๆ ถ้า ป.ป.ช. เปิดเผยออกมาให้เป็นตัวอย่างบ้างก็น่าจะดีกว่าอ้างกฎหมายอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม นายกสภาหรือกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ ข้าราชการประจำ ข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว และนักธุรกิจภาคเอกชน ถ้ากระทบคงเป็นธุรกิจเอกชนที่ไม่เคยเป็นข้าราชการและไม่เคยยื่นบัญชีทรัพย์สิน น่าจะเกิดความยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ได้อาสาอุทิศตนเพื่อการศึกษาและเพื่อชาติ การสร้างธรรมาภิบาลตั้งแต่ต้นน่าจะมีแต่ผู้คนสรรเสริญ มิฉะนั้นจะเป็นว่าเกาหลังกับอธิการบดีไม่ตรวจสอบเรื่องที่ควรจะตรวจสอบ

ประเด็นที่ให้ยกเลิกประกาศคงเป็นไปไม่ได้ถ้ายังไม่แก้ไขอะไร น่าจะหาทางขยายเวลาออกไปจากเดิมให้เตรียมตัวสัก 2-3 เดือนและยกเว้นสภาที่มีอยู่ทำงานไม่เกิน 1 ปี ไม่ใช่ 5 ปีตามที่บางคนเสนออย่างไม่มีเหตุผล เพราะอย่างไรก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินอยู่ดี ใครที่ค้านๆ ขอให้ดูตัวอย่างของอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมว่าบทสรุปคืออะไร? ทำให้เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกศิษย์ลูกหาเขาสดุดีบ้างเถอะ ถ้าไม่มีแผลเหวอะหวะให้สังคมรับรู้

คอลัมน์ บ้านเกิดเมืองนอน: รัฐธรรมนูญปราบโกง - แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

โดย สิริอัญญา

เมื่อมีการยึดอำนาจใหม่ๆ ได้มีการตรารัฐธรรมนูญชั่วคราวขึ้นใช้บังคับ และได้วางหลักสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรไว้ด้วย โดยให้มีกลไก 11 ประการ ในการแก้ไขปัญหาและปฏิรูปประเทศ หนึ่งในกลไกสำคัญก็คือต้องสร้างระบบที่เข้มแข็งในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

เพราะเป็นที่ตระหนักกันดีโดยทั่วไปว่า สาเหตุของปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองที่จักแหล่นจะเกิดเป็นสงครามกลางเมืองนั้น สาเหตุสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการโกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งประชาชนยอมรับไม่ได้ และพากันออกมาขับไล่เหล่านักการเมืองโกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น

ดังนั้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ในปัจจุบัน ในบทพระราชปรารภได้มีการแสดงสาเหตุของวิกฤติของประเทศชาติว่าเกิดจากการทุจริต การฉ้อฉล การบิดเบือนการใช้อำนาจ และการไม่นำพาต่อความทุกข์ร้อนของราษฎร ซึ่งย้ำอย่างที่สุดในเรื่องทุจริตที่เป็นเหตุวิกฤติของประเทศชาติ

ดังนั้นทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจึงต้องเป็นไปเพื่อการป้องกันและปราบปรามการโกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือที่เรียกรวมได้ว่าการทุจริต จนกระทั่งมีการคุยโวโอ้อวดว่ารัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคือกฎหมาย ป.ป.ช. นั้นเป็นกฎหมายปราบโกง

การคุยโวโอ้อวดเหล่านี้จะลืม หรือจะเลือน หรือแกล้งมองข้ามไปว่าเมื่อใดที่ตราเป็นกฎหมายแล้ว เมื่อนั้นกฎหมายย่อมมีผลบังคับกับทุกคน ในประเทศ ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์ตั้งตัวอยู่เหนือกฎหมายได้ ยกเว้นที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

คนทั้งหลายก็พากันเคลิบเคลิ้มถึงเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะป้องกันปราบปรามการโกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวง ด้วยหวังตั้งใจว่าจะทำให้วิกฤติของชาติดับสูญไป เพราะเมื่อต้นเหตุแห่งวิกฤติดับสูญไปแล้วผลก็จะดับสูญไปด้วย และเมื่อนั้นความรุ่งเรืองไพบูลย์ก็จะปรากฏขึ้นใน พระราชอาณาจักรนี้

มาตรการหนึ่งในการป้องกันและปราบปรามการโกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวงก็คือ การกำหนดให้แสดงบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งตำแหน่งหลักๆ มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช. แต่เนื่องจากตำแหน่งต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงให้อำนาจ ป.ป.ช. ที่จะกำหนดว่ามีตำแหน่งอะไรบ้างที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

และ ป.ป.ช. ก็ได้ประกาศให้ผู้มีตำแหน่งต่างๆ ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินมาเป็นลำดับหลายครั้ง ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนได้ปฏิบัติตามแต่โดยดี ยกเว้นก็แต่พวกที่ฝ่าฝืนก็มีการดำเนินการทางคดีตามที่กฎหมายบัญญัติ

และแล้วก็มาถึงเหตุการณ์ล่าสุด ป.ป.ช. กำหนดให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย รวมทั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและตามรัฐธรรมนูญ

ในพลันนั้นก็มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงที่จะ ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน บ้างก็ขู่จะลาออก บ้างก็ลาออก ส่วนจะเป็นใครบ้างนั้นก็ให้ไปติดตามดูกันเอาเอง

สร้างความตกตะลึงให้แก่สังคมทั่วประเทศ เพราะคาดคิดไม่ถึงว่าบุคลากรในวงการการศึกษาระดับสูงขั้นผู้บริหารมหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย เหตุไฉนจึงเกิดปรากฏการณ์เหมือนผีหนีน้ำมนต์ หรือว่ามีทรัพย์สมบัติอันใดที่เกี่ยวข้องกับการโกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวงซุกแอบแฝงอยู่

มีข่าวกระเซ็นกระสายว่าตลอดระยะเวลา 15 ปีมานี้ นักการเมืองอาชีพก็ดี นักการเมืองแอบแฝงในคราบของผู้ทรงคุณวุฒิ หรือข้าราชการ หรือคนจำพวกมือถือสากปากถือศีลก็ดี ได้แทรกตัวเข้าไปเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกือบจะทั่วประเทศ มิหนำซ้ำ ยังได้ขนเอาวงศาคณาญาติเหง้าศักราชเข้าไปเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก

ซึ่งน่าจะนำรายชื่อทั้งหมดเอามาประกาศเปิดเผยให้คนทั่วประเทศได้รับรู้โดยทั่วไป

แต่ข่าวลึกเชิงลับที่กระซิบกระซาบกันก็คือ บางกรณีมีพฤติกรรมส่อว่าเกี่ยวข้องกับการโกงชาติ ฉ้อราษฎร์บังหลวงรายใหญ่ ที่ได้เอาทรัพย์สินไปซุกไว้กับวงศาคณาญาติบริษัทบริวารว่านเครือต่างๆ เพื่อไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

ครั้นคนเหล่านี้เข้าไปเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเพราะไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินก็คิดหวังว่าจะรอดปลอดภัย ครั้น ป.ป.ช. กำหนดตำแหน่งให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยจึงดิ้นรนผวาเหมือนผีเข้า ดังอาการที่ปรากฏให้เห็นนั้น

ใครจะโกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างไร ใครจะซุกทรัพย์สมบัติไว้กับใครหรือไม่อย่างไร แม้ความจริงยังไม่กระจ่าง แต่ประชาชนเริ่มจับตาสงสัยกันแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเรา จึงมีการดิ้นรนหนักหนาที่จะให้ยกเลิก เพิกถอน ทบทวนการยื่นบัญชีทรัพย์สินของผู้บริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย

ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะสงสัย!

สกู๊ปหน้า 1: 'ประชาชนลุย'ก็ได้! 'ไฮเทคต้านโกง' ต่อไป'ไม่ต้องรอรัฐ' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

"ความโปร่งใสนำมาซึ่งแสงสว่าง และแสงสว่างก็เป็นเสมือนตำรวจที่ดีที่สุด ซึ่งบล็อกเชน (Blockchain) จะเป็นเสมือนไฟฉาย ช่วยส่องสว่างให้เห็นและสามารถตรวจสอบได้."...นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการระบุไว้โดย ศาสตรา จารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ในงานเสวนา Roundtable on Technology for Justice Series (Project j : jX Justice Experiment) หัวข้อ "เทคโนโลยี Blockchain เพื่อความโปร่งใสและความรับผิดชอบ" ที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

จากการระบุดังกล่าว 'มี 2 ประเด็นหลักที่น่าคิด"

คือเรื่อง 'ความโปร่งใส" จากการ 'ใช้เทคโนโลยี"

ทั้งนี้ กับการจัดงานเสวนาหัวข้อดังกล่าว นัยว่าเพื่อเป็นการหาแนวทาง แก้ปัญหาเก่า ๆ ด้วยวิธีใหม่ ๆ ผ่านทาง "เทคโนโลยีบล็อกเชน" ที่สามารถจะ ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมความยุติธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยประชาชน โดยคาดหวังให้คนไทย สามารถเข้าถึงและยกระดับความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องรอพึ่งระบบยุติ ธรรมของรัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งเรื่องนี้งานนี้ก็มีการแลกเปลี่ยนมุมมองที่น่าพิจารณา

เสวนาที่จัดขึ้นโดยมีสถาบันเพื่อการยุติธรรมฯ เป็นแกนหลักงานนี้ มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน อาทิ สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion, ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI, ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, ปฏิพัทธ์ สุสำเภา กรรมการผู้จัดการบริษัท โอเพ่นดรีม, ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคม Thailand Tech Startup, ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้งบริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม

เวทีเสวนาเวทีนี้เป็นกิจกรรมแรกในโครงการใหม่ของสถาบันเพื่อการยุติธรรมฯ หรือ TIJ ที่ชื่อ "Project j" ที่มุ่งสร้างแพลตฟอร์ม "j Experiment" หรือ "jX" เพื่อให้เป็น พื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องความยุติธรรมผ่านเทคโนโลยี ตามความเชื่อมั่นของ TIJ ที่ว่า การแก้ปัญหาเรื่องความยุติธรรมจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเห็นความสำคัญ เข้าใจรากของปัญหา และเข้ามีส่วนร่วม

และกล่าวสำหรับการใช้เทคโนโลยี'บล็อกเชน (Blockchain)" ก็มีการระบุถึงจุดเด่นเอาไว้ว่า...ก็อยู่ที่ การเก็บบันทึกข้อมูลแบบดิจิทัลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่เชื่อมโยงกันซึ่งเป็นเครื่องมือในการยืนยันความถูกต้อง โดยหากมีการแก้ไขก็จะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าปรับแก้จากส่วนไหนและแก้ไขอะไรบ้าง ซึ่งด้วยคุณสมบัตินี้ ข้อมูลบนบล็อกเชนจึงสามารถเปิดเผยเป็น Open data ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกแก้ไขข้อมูล จึงเป็นที่ยอมรับในเวทีนานาชาติว่าข้อมูลบนบล็อกเชนจะปลอดภัย โปร่งใส...

ปลอมแปลงได้ยาก และตรวจสอบได้

ในเวทีเสวนามีการสะท้อนว่า ในหลายประเทศมีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนอุดช่องว่าง พัฒนาระบบ แก้ปัญหาที่เกี่ยวกับสิทธิและผลประโยชน์สาธารณะ เช่น...เอสโตเนีย มีการใช้เพื่อจัดการข้อมูลบัตรประชาชนและการเข้าถึงสิทธิพลเมืองทั้งระบบ, เกาหลีใต้ ใช้ในการจัดการเลือกตั้ง, สิงคโปร์ มีการใช้ในระบบราชการ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดราคากลาง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน, อังกฤษ ในกระบวนการยุติธรรมเริ่มพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ใช้บล็อกเชนจัดเก็บหลักฐานแบบดิจิทัล เพื่อลดความเสี่ยงกรณีหลักฐานถูกปลอมแปลง และเพื่อความสะดวกในการใช้และต่อยอดไปยังระบบ AI ได้ด้วย

หน่วยงานบรรเทาทุกข์ UNHCR ก็มีการใช้บล็อกเชนเพื่อบันทึกข้อมูลตัวตนผู้อพยพ และเป็นกลไกออกเงินตราดิจิทัลให้ผู้อพยพซื้อของใช้จำเป็นและได้รับปันส่วนอาหาร ขณะที่อุตสาหกรรมเพชรก็ใช้บล็อกเชนบันทึกและตรวจสอบที่มาของเพชรทุกขั้นตอน เพื่อ ยืนยันความถูกต้องความโปร่งใส ของเพชร และการใช้แรงงาน

กับกรณี 'เทคโนโลยีบล็อกเชน" นี้ ทางผู้เข้าเสวนาต่างก็สะท้อนมุมมองเห็นพ้อง ซึ่ง ดร.ต่อภัสสร์ ก็ระบุไว้ว่า...ต้องพิจารณาว่าจะนำคุณลักษณะบล็อกเชนมา ใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่นได้อย่างไร...โดยตอบโจทย์ 3P คือ ช่วยให้รัฐเข้าใจและเข้าถึงความต้องการของประชาชน (people), ช่วยให้เกิดการส่งเสริมการทำงานและสร้างพลังให้กลุ่มองค์กรหน่วยงาน (professionals) ที่ต้านคอร์รัปชั่น, ช่วยสร้างแพลตฟอร์ม (platform) เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้สามารถต่อต้านการคอร์รัปชั่นได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเวทีเสวนาเวทีนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ ยังได้ระบุไว้ถึง "ประเด็นน่าคิด" กรณีบล็อกเชนเป็นเสมือนไฟฉายช่วยส่องสว่างนำสู่ความโปร่งใส โดยบอกว่า...เทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือช่วยติดตาม ตรวจสอบ สร้างความโปร่งใส ให้คนไทยเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องรอภาครัฐอย่างเดียว...'เรื่องนี้ดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ ยากที่สุด เพราะไม่มีใครอยากจะถูกแสงสว่างส่อง แต่เราต้องไม่ท้อ.

ต้องช่วยกันต่อไป...ซึ่งพลังที่สำคัญคือ...

พลังการมีส่วนร่วมของประชาชน".

คอลัมน์ ย่อโลก: 'เมียนาจิบ'ส่อโดนอีกคดีโกง - ข่าวสด ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

วันที่ 12 พ.ย. เดอะสตาร์รายงานจากแหล่งข่าวคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตว่า นางรอสมาห์ มานซูร์ ภริยาของนายนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีแนวโน้มว่าจะถูกตั้งข้อหาทุจริตงบประมาณ 9,800 ล้านบาท ของโครงการระบบพลังงานแสงอาทิตย์ไฮบริดที่โรงเรียนชนบทในรัฐซาราวัก ของนายนาจิบ หลังเพิ่งถูกตั้งข้อหาฟอกเงินที่โยงกับกรณีทุจริตฉาว 1 เอ็มดีบี จำนวน 17 กระทง เมื่อต้นเดือนต.ค.ปีนี้

จีนจ่อฟันบ.วัคซีนโกงผลทดสอบ23ล้าน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ปักกิ่ง * จีนเสนอร่างกฎหมายลงโทษปรับ 5 ล้านหยวน หรือราว 23.76 ล้านบาท บริษัทผลิตวัคซีนที่โกงผลทดสอบและความผิดอื่น

ร่างกฎหมายดังกล่าวโพสต์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ทางเว็บไซต์ของหน่วยงานควบคุมการ ตลาดแห่งชาติจีน กฎหมายนี้จะบังคับใช้ตั้งแต่การผลิต, จัดจำหน่ายและการใช้วัคซีน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการอาหารและยาของจีนตรวจพบวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าที่ผลิตโดยบริษัท ฉางชุนฉางเชิง ไบโอเทคโนโลยี ไม่ได้มาตรฐาน และมีการปลอมผลทดสอบวัคซีน

ร่างกฎหมายใหม่กำหนดบทลงโทษปรับสูงสุด 5 ล้านหยวน หรือราว 23.76 ล้านบาท สำหรับผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงผลทดสอบวัคซีน, ไม่เรียกคืนวัคซีนที่พบปัญหา กฎหมายนี้มีบทลง โทษอย่างร้ายแรงกับผู้มีส่วนร่วม ในพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายหรือขัดขวางการสอบสวนของเจ้าหน้า ที่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เจอเสนอร่าง กฎหมายในเรื่องวัคซีนโดยตรง ก่อนหน้านี้วัคซีนอยู่ในการควบคุม ของกฎหมายยา

เมื่อเดือนที่แล้วทางการจีน ปรับเงินบริษัท ฉางชุนฉางเชิง ไบโอเทคโนโลยี 1,300 ล้านหยวน จากเรื่องอื้อฉาววัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และประธานหญิงของบริษัทแห่งนี้ และพวกเกี่ยวข้องอีก 14 คนโดนจับกุม และเจ้าหน้าที่มณฑลและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกว่า 10 คนถูกไล่ออก รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะกรรม อาหารและยาของจีน

จีนตกเป็นข่าวหลายครั้งในเรื่องของอาหาร, ยาและผลิต ภัณฑ์อื่นที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นพิษ แม้รัฐบาลจีนออกมาย้ำหลายครั้งว่าจะปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง.