You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 14 กันยายน 2560

ยิ่งลักษณ์รอดคดีแก้น้ำท่วม – โพสต์ทูเดย์

บิ๊กACTหนุนจัดซื้อจัดจ้างใหม่ - ฐานเศรษฐกิจ

สอบผอ.สพท.ขอนแก่นมีมูลทุจริต พบบิ๊กในเขตพื้นที่สั่งกก.25คนแก้คะแนนผู้สอบสพป. - ไทยโพสต์

ศิษย์เก่าจี้สรุปแป๊ะเจี๊ยะ'สามเสน' - มติชน

"วีออร์ แกนนิก" ส่อทุจริตข้าว - ไทยรัฐ

ปปง.สอบเส้นทางฟอกเงินโอ๊ค จ่อยึดทรัพย์จีทูจีเพิ่ม - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: เบื้องหลัง'โอ๊ค'พัวพันเงินปากถุงเงินกู้ - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ: โมเดลปราบคอร์รัปชั่น ต้องแก้จาก 'ล่างขึ้นบน' - ประชาชาติธุรกิจ

คืนที่'อัลไพน์'ให้วัด 'ถาวร'แนะวัดคืนเงินบริษัท-ลูกบ้านขอเช่า10บาท/ตร.ว. - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ข้าพระบาททาสประชาชน: คดีที่ดินอัลไพน์ปัญหากฎหมายและทางออกที่ชอบ(จบ) - ฐานเศรษฐกิจ

จับเข่าแชร์ข้อมูลฟางเส้นสุดท้ายเด้งพงศ์พร - คม ชัด ลึก

ยิ่งลักษณ์รอดคดีแก้น้ำท่วม - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติไม่ชี้มูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารจัดการน้ำ จนทำให้เกิดปัญหาอุทกภัยและเกิดความเสียหายกว่า 3.5 แสนล้านบาท

"ป.ป.ช.เห็นว่าการดำเนินการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กระทำตามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้นจึงไม่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

สำหรับคดีที่คณะรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบ ในการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับ ผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม ทางการเมืองเมื่อปี 2548-2553 นั้น กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการไต่สวน จะสามารถชี้มูลได้ภายในเดือนนี้ และเตรียมแถลงต่อสาธารณชน ต่อไป

พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงกรณีที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี หนีออกไปทางพื้นที่กองกำลังบูรพาพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 ว่าเป็นไปตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รวมถึง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ได้ระบุไว้

"ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความรอบคอบในการติดตามเหตุการณ์มากขึ้นก่อนจะสรุป ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็จะถูกตำหนิว่าจับแพะหรือจับแกะอีก ซึ่งมันไม่ใช่ จึงขอให้ทุกคนใจเย็นเชื่อว่าในไม่ช้าจากการประมวลข่าวเรียบร้อยแล้ว เราก็คงจะทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด" พล.ท.อภิรัชต์ กล่าว

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็เป็นสิทธิ แต่ไม่ควรพาดพิงหรือใส่ร้ายบุคคลอื่นด้วยความเท็จ เพราะระบอบทักษิณไม่มีอยู่จริง

"บางพรรคการเมืองกลับใช้ วาทกรรมนี้เป็นเครื่องมือ สร้างวาทกรรมอันเป็นเท็จในการหาเสียง แต่ก็แพ้การเลือกตั้งมาเป็นเวลากว่า 10 ปี" นายอนุสรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ฝ่ายการเมืองควรลด วาทกรรมอันเป็นเท็จเพื่อใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งอาจตกเป็นจำเลยสังคมว่า เป็นฝ่ายสร้างความขัดแย้งขึ้นมาเสียเอง ยืนยันว่าระบอบทักษิณไม่มีอยู่จริง และพรรคเพื่อไทยไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด หรือถูกดึงไปสู่ความขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคเพื่อไทยขอมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน เพื่อตอบโจทย์แก้ปัญหาของประเทศชาติ ประชาชน

บิ๊กACTหนุนจัดซื้อจัดจ้างใหม่ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

"ประมนต์ สุธีวงศ์" หนุน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ช่วยลดคอร์รัปชัน ตัดตอนการจัดซื้อพิเศษผ่านมติ ครม. เชื่อขั้นตอนปฏิบัติไม่กระทบ รสก.-อปท.

จากการที่รัฐวิสาหกิจส่วนหนึ่งและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่สามารถปฏิบัติตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้กำหนดให้รัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันในเชิงพาณิชย์ ต้องไปกำหนดระเบียบขึ้นมาที่พิสูจน์ได้ว่าต้องแข่งขันกับคนอื่นอย่างไร และการจะขอยกเว้นแนวปฏิบัติต้องผ่านการวินิจฉัยเห็นชอบของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างโดยมีเงื่อนไขประกอบ

"ตอนที่ พ.ร.บ.นี้ออกใหม่มีข้อถกเถียงมากหนึ่งในมาตรากำหนดกันว่าสำหรับรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันในเชิงพาณิชย์ต้องไปกำหนดเป้าหมายว่าเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างบริษัทที่ต้องแข่งขันกับเอกชน เช่น ปตท.ก็ต้องระบุว่ามีเรื่องใดบ้างที่เข้าข่ายๆ กำหนดเป็นระเบียบว่าจะเป็นอย่างไร แข่งขันกับคนอื่นอย่างไร โดยคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างจะเป็นผู้วินิจฉัย และในระหว่างนี้ก็มีมาตราเฉพาะกาลอยู่แล้วที่ให้เวลารัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงาน อปท. ที่ต้องการ "ข้อยกเว้น" ให้ใช้ระเบียบเดิมไปก่อน จึงไม่น่าจะทำให้งานชะลอ"

การจัดซื้อจัดจ้างภายใต้ระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีเดิม จะเพียง 1 ใน 3 ของหน่วยงานที่ใช้งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างของรัฐแต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะครอบคลุมทั้งหมดทั้งการจัดซื้อจัดจ้างของท้องถิ่น, รัฐ วิสาหกิจ, มหาวิทยาลัย, องค์กรอิสระ และองค์การมหาชน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาจะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มที่ไม่เคยอยู่กระบวนการนี้มาก่อนโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ และ อปท. เหมือนว่าไปมัดมือเขา เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องไปสร้างความเข้าใจ

โดยเม็ดเงินจัดซื้อจัดจ้างตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีไม่ต่ำกว่าปีละ 6-7 แสนล้านบาท ในอดีตพูดกันว่ามีเงินตกหล่นสูญถึง 30% แต่คิดว่าน่าจะ 10% หรือประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท แต่หลังจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างมีผลบังคับ เชื่อว่าปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ /ใต้โต๊ะจะลดน้อยลง เพราะสาระสำคัญของพ.ร.บ.ฉบับนี้ ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาลการจะขอใช้วิธีการซื้อพิเศษเช่น "มติครม." เหมือนแต่เดิมจะทำไม่ได้อีกต่อไป ต้องผ่านตามขั้นตอนของพ.ร.บ. และหากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องไปขอสภาผู้แทนฯ ทำให้การทุจริตโดยนโยบายยากขึ้น

"ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี มีช่องโหว่ง่ายๆ คือเมื่อรัฐบาลไหน ที่จะเปลี่ยนระเบียบนี้ และวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพิเศษมีมากก็จะไปใช้ "มติของครม." เพราะได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องใช้มาตรการของระเบียบนี้"

พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการปรับ ปรุง 2-3 เรื่องหลักที่ว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดต่าง ๆที่ตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งจะเข้าไปกำหนดมาตรการและตรวจสอบ คณะกรรมการจะรับผิดชอบแตกต่างกันไปและถ่วงอำนาจหน่วยงานราชการที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง สาระสำคัญที่แตกต่างจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมากสุดคือข้อกำหนดที่ว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐต้องให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอยู่ในมาตราที่เรียกว่าข้อตกลงคุณธรรม (integrity pact) กำหนดให้มีการลงนาม 3 ฝ่าย ได้แก่ผู้เข้าประมูลหน่วยงานราชการที่เป็นเจ้าของโครงการและผู้แทนภาคเอกชน

"ภาคเอกชนที่เข้ามาเป็นผู้แทนต้องรับรู้ตั้งแต่การร่างทีโออาร์เป็นอย่างไร 1.มีการล็อกสเปก หรือไม่ และ 2.การตั้งราคากลางมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะการจะเอื้อเรียกรับผลประโยชน์ ทำได้โดยง่ายๆ ใน 2 วิธีนี้ ถือเป็นมาตรฐานหลักที่เข้าไปเพิ่มใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯได้มอบหมายจากภาครัฐให้เข้าไปทำเรื่องรณรงค์สรรหาภาคเอกชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าเป็นตัวแทนสังเกตการณ์โครงการรัฐที่อยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างกว่า 50โครงการ (อาทิ รถไฟรางคู่ ของคมนาคมรฟม. ก่อสร้างถนนฯลฯ) มูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท ขณะนี้ได้ตัวแทนแล้วประมาณ 200 คนยังต้องเพิ่มอีกมีหลายร้อยรายส่วนใหญ่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาวิชาชีพต่างๆ"

อย่างไรก็ดี การจัดซื้อจัดจ้างกรณีของจีทูจี การซื้ออาวุธของกองทัพหรือการจัดซื้อที่เป็นความลับทางราชการ ยังอยู่ภายใต้ระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีระเบียบแยกต่างหาก แต่มีความเข้มข้นขึ้นจากการดูแลของคณะกรรมการในชุดต่างๆ ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่มีมากกว่าอดีต

สอบผอ.สพท.ขอนแก่นมีมูลทุจริต พบบิ๊กในเขตพื้นที่สั่งกก.25คนแก้คะแนนผู้สอบสพป.ขอนแก่นเขต5 - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * ตั้งกรรมการสอบกรณีร้องเรียนทุจริตสอบ ผอ.สพท.ที่ สพป.ขอนแก่น เขต 5 หลังตรวจสอบพบมีมูลจริง ผอ.เขตฯ บังคับกรรมการ 25 คนแก้คะแนนให้ผู้สอบรายหนึ่งจริง เผยก่อนหน้าเขตเดียวกันนี้ก็มีข่าวฉาวทุจริตสอบลูกจ้างและพนักงานราชการ "โกศล" ลั่นท้าทายมาก สวนทางนโยบาย รมว.ศธ.ที่ต้องการล้างการทุจริต สร้างความโปร่งใส ยุติธรรมในการได้ตำแหน่ง

พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้มาร้องเรียนเรื่องการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ที่มีตำแหน่งว่าง 110 ตำแหน่ง ซึ่งได้มีการจัดสอบภาค ก ความรู้ความสามารถด้านการบริหารงานในหน้าที่ และความรู้ความสามารถด้านการวิเคราะห์กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและการนำไปใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 60 และภาค ข ไม่มีการสอบ แต่เป็นการประเมินความเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ โดยประเมินศักยภาพในการทำงาน และได้มีการสอบสัมภาษณ์ภาค ค แล้วในวันที่ 4-5 กันยายน ทั้งนี้ประกาศผู้ได้รับการคัดเลือกบรรจุแต่งตั้งเมื่อวันที่ 8 กันยายน โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แห่งหนึ่งได้มีการแก้ไขคะแนนในขั้นตอนการประเมินศักยภาพในการทำงาน

ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เมื่อมีเรื่องร้องเรียนเกิดขึ้น ตนได้แจ้งไปที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลว่ามีการดำเนินการที่จะส่อไปในทางทุจริตจริงหรือไม่ เนื่องจากนโยบายของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. ในการปรับหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกดังกล่าว ก็ต้องการให้เกิดการประเมินผลงานแบบ 360 องศา เพราะ รมว.ศธ.ต้องการได้บุคคลที่มีคุณธรรม มีศักยภาพ เพื่อนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาอย่างมีคุณภาพ และเมื่อ สพฐ.ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น จึงพบว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต 5 มีการแก้ไขคะแนนเกิดขึ้นจริง โดยผู้ร้องเรียนก็คือหนึ่งในกรรมการ 25 คนที่ถูก ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 5 บังคับให้ต้องลงคะแนนประเมินศักยภาพในการทำงานให้แก่ผู้สมัครสอบคัดเลือกคนหนึ่ง ดังนั้นเท่ากับว่าเรื่องนี้มีมูลความผิดชัดเจน โดย สพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้ว

นอกจากนี้ ตนยังทราบมาว่า ก่อนหน้านี้ ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 5 มีเรื่องร้องเรียนทุจริตเกี่ยวกับการสอบลูกจ้างและพนักงานราชการในหน่วยงานของตัวเองจนถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยมาแล้ว ซึ่งถือว่าท้าทายมาก อีกทั้งยังเป็นการทำที่สวนทางกับนโยบาย รมว.ศธ. ที่เน้นความโปร่งใสและยุติธรรมด้วย.

ศิษย์เก่าจี้สรุปแป๊ะเจี๊ยะ'สามเสน' - มติชน ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. เปิดเผยว่า นายชนะ วงศ์มุกสิก อดีตศิษย์เก่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้มาติดตามความคืบหน้าในการสอบสวนกรณีนายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ที่ถูกกล่าวหารับเงิน 4 แสนบาท แลกที่นั่งเรียน จึงได้ชี้แจงไปว่าอยู่ระหว่างสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนายวิโรฒ และมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพ (สพม.1 กทม.) ชั่วคราว ขณะเดียวกันยังสอบวินัยอย่างร้ายแรงผู้เกี่ยวข้องอีก 2 ราย คือ รองผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนฯ และครูที่ปรากฏในคลิปด้วย

"การสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงมีระยะเวลาดำเนินการ 60 วัน ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 30 วัน ยังเหลืออีกประมาณ 30 วัน และมีการรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนฯ และครูที่ปรากฏในคลิปยังปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียน ไม่ได้ถูกย้ายออก เพราะคณะกรรมการสอบสวนฯเห็นว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน คาดว่ากลางเดือนตุลาคมนี้จะสรุปผลสอบทั้งหมดได้ ซึ่งผมเองและรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ" พล.ท.โกศลกล่าว

นายชนะกล่าวว่า มาติดตามความคืบหน้าการสอบสวนเพราะศิษย์เก่าและคนทั่วประเทศเป็นห่วงว่าทำไมเรื่องเงียบหาย แม้จะย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนฯ แล้ว แต่รองผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนฯ และครูที่ปรากฏในคลิปยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.ชี้แจงว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ อีกทั้งได้ยื่นเอกสารข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใจภาครัฐ (ป.ป.ท.) เรียบร้อยแล้ว ทราบว่าตรวจสอบพบว่ามีมูลและ ป.ป.ท.จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

"วีออร์ แกนนิก" ส่อทุจริตข้าว - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วันที่ 13 ก.ย.60 พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เดินทางไปจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล โดยพบว่าบริษัท วีออร์แกนนิก ซึ่งประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 61,000 ตัน มูลค่า 313 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นสารปรับปรุงดินแต่กลับเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิตนำข้าวไปคลุกกับสารชีวภาพต่างๆ โดยไม่ได้บดข้าวให้เป็นผงก่อนตามที่แจ้งไว้ในหนังสือสัญญาของ อคส.จึงมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับรัฐ

ทั้งนี้ บริษัทฯดังกล่าวได้ชนะการประมูลซื้อข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 5 บาท เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมโดยแจ้งกรรมวิธีการผลิตสารปรับปรุงดินกับอคส.ว่า จะต้องนำข้าวดังกล่าวมาบดให้ละเอียดแล้วจึงนำผสมกับสารอินทรีย์ แต่ปรากฏว่าบริษัทฯไม่ได้ทำตามที่แจ้งไว้ แต่นำข้าวสารที่ยังเป็นเมล็ดมาผสมกับผงคาร์บอน จึงมีความเสี่ยงที่ข้าวดังกล่าวจะนำกลับมาเวียนขายในระบบการค้าปกติให้คนบริโภคซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการประมูล

พล.ต.อ.เดชณรงค์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบการกระทำความผิดในลักษณะนี้ กับผู้ประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ทั้งคนและสัตว์บริโภคอีก 3-4 ราย ถือเป็นการผิดสัญญากับรัฐโดยนำข้าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งจะสามารถทำกำไรได้มหาศาล จึงเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้มีผู้กระทำผิดจำนวนมาก ทั้งนี้ อยากขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสกับทางภาครัฐ ซึ่งข้อมูลผู้แจ้งจะถูกปิดเป็นความลับ หากนำไปสู่การจับกุม ผู้แจ้งจะมีสินบนนำจับเป็นรางวัลสูงถึงหลักแสนบาท

ด้าน พล.ต.ท.ไกรบุญ กล่าวว่า ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้บริษัทฯ ดังกล่าวยุติการดำเนินการเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด และยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ดำเนินการตามกฎหมายต่อไปแล้ว ทั้งนี้จากการสอบถามไปยังกรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับกระบวนการผลิตสารปรับปรุงดินตามกรรมวิธีที่บริษัทดังกล่าวได้รับคำตอบว่า วิธีการคลุกผสมข้าวนอกจากจะไม่สามารถนำไปเป็นสารปรับปรุงดินได้แล้ว ยังเป็นอันตรายแก่พืชอีกด้วยอย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขยายผลการตรวจสอบไปยังจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดชัยนาท ซึ่งมีพฤติกรรมกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันด้วย.

ปปง.สอบเส้นทางฟอกเงินโอ๊ค จ่อยึดทรัพย์จีทูจีเพิ่ม - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

ปปง.สอบเส้นทางฟอกเงินโอ๊ค จ่อยึดทรัพย์จีทูจีเพิ่ม

ผู้จัดการรายวัน360 - ปปง.พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงิน "โอ๊ค" คดีฟอกเงินกรุงไทย จ่อยึดทรัพย์คดี "จีทูจี" เพิ่มหาก พบข้อมูล ด้าน "บิ๊กแดง" เชื่อได้ข้อสรุปเส้นทางหนี "ปู" ใน ไม่ช้า ยันส่งข้อมูลพื้นที่ กกล.บูรพาให้ตำรวจแล้ว ไม่ขอสรุปเอง ให้เป็นไปตาม "ป้อม-เจี๊ยบ" ชี้แจง ขณะที่ "อนุทิน" ประกาศนำลูกพรรคสู้เลือกตั้ง ลั่นสะกดคำว่า "แพ้" ไม่เป็น มั่นใจได้ร่วมรัฐบาลแน่

ผู้จัดการรายวัน360 - พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการ ปปง. เปิดเผยความคืบหน้า กรณีการยึดทรัพย์ในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ ยึดอายัดทรัพย์สินมาแล้วกว่า 13,000 ล้านบาท และหากตรวจสอบพบ จะดำเนินการยึดเพิ่มเติม ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสมายัง ปปง. ได้ตลอดเวลาเพราะกฎหมายฟอกเงิน ไม่มีวันหมดอายุความ

พล.ต.อ.ชัยยะ กล่าวเพิ่มเติมถึง ประเด็นคดีฟอกเงินกรุงไทยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เพื่อเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น นายพานทองแท้ ชินวัตร โดยทาง ปปง. มีหน้าที่เพียงตรวจสอบเส้นทางการเงิน และหาหลักฐานต่างๆ ส่งให้ ดีเอสไอ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ต่อไป

ส่วนกรณีศาลอาญายกฟ้องคดี "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" ในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และฟอกเงินนั้น พล.ต.อ.ชัยยะ กล่าวว่า ปปง. ดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฟอกเงินทางแพ่ง และประสานหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคดีอาญา โดยกฎหมายฟอกเงิน เป็นกฎหมายที่ไม่ยึดติดกับคดีอาญา แต่ใช้ทรัพย์สินเป็นกฎหมาย

สำหรับกฎหมายฟอกเงิน ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องมาพิสูจน์ทรัพย์ โดยการนำหลักฐานมาแสดง เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ หากไม่สามารถชี้แจงได้ ทรัพย์สินจะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่ง ขณะนี้เรื่องดังกล่าวผ่านกระบวนการของ ปปง. ไปแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาของศาล

ด้าน พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึง กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หนีออกนอกประเทศ ไปทางพื้นที่กองกำลังบูรพาพื้นที่รับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 1 ว่า เป็นไปตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รวมถึง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ได้ระบุไว้ ส่วนที่สันนิษฐานว่า อาจมีการเปลี่ยนรถในการหลบหนี ทำให้ไม่มีภาพที่ยืนยันว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ อยู่ในรถยนต์ต้องสงสัยตามภาพของกล้องวงจรปิด ที่นำมาเผยแพร่นั้น ตนขอให้เป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้บังคับบัญชาชี้แจงจะดีกว่า

เมื่อถามว่า กองทัพภาคที่ 1 ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ท.อภิรัชต์ กล่าวว่า กองทัพภาคที่ 1 ได้ให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหมดทุกอย่างแล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่ากรณีของระเบิดตู้เอทีเอ็มที่ถนนกรุงเทพกรีฑา 35 หรือกรณีการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะมีหน่วยข่าวรายงานข้อมูลเข้ามา จากนั้นจะต้องมาประเมิน และประมวลภาพข่าวเหล่านั้น เพื่อดูถึงความเป็นไปได้ ไม่ใช่สรุปจากแค่หน่วยข่าวใดหน่วยข่าวหนึ่งบอกมา แล้วสื่อมวลชนนำไปตีความ เพราะฉะนั้นการรวบรวมข่าวสาร จากตำรวจ หน่วยข่าวกรองทางทหาร (ขกท.) และหน่วยงานด้านความมั่นคงหลายหน่วย จะต้องนำมาเพื่อปฏิบัติการด้านการข่าวกรองก่อน ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน ตั้งแต่รายงานมาตอนแรก ดังนั้น จึงขอให้เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการทำงานเก็บหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ประชาชนเข้าใจในการทำงานของรัฐบาลมากขึ้น

"อนุทิน" คึกเตรียมร่วมรัฐบาล

วานนี้ (13 ก.ย.) ที่บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดห้องทำงานชั้น 25 ต้อนรับบรรดา นักธุรกิจ และบุคคลในหลายวงการ เข้าอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 51 ปี ขณะที่ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ ได้นำ สมาชิกพรรคฯ กว่า 100 คน มอบกระเช้าดอกไม้อวยพร

นายสรอรรถ กล่าวว่า ปีที่แล้ว มีบรรยากาศกระแสหยั่งเชิงคนชื่ออนุทิน ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคได้หรือไม่ ซึ่งวันนี้คนภายนอกมองว่า ตามเงื่อนไขของรธน.ฉบับใหม่ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแน่ เพราะจะไม่มีพรรคใดเป็นพรรคเสียงข้างมาก

"ด้วยประสบการณ์ทางธุรกิจ และเป็นที่ยอมรับในแวดวงทูตานุทูต วันนี้ถ้าท่านหัวหน้าพรรคจะประกาศเป็นายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าท่านมาถึงวันนี้ ไม่ใช้โชคช่วย ท่านมีครบทุกอย่าง รอเพียงวันเวลาเท่านั้น ถ้าเปรียบเป็นยา เมื่อก่อนอาจเป็นยาทั่วๆ ไป แต่วันนี้ท่านคือ ยาสามัญประจำบ้าน ที่สามารถรักษาได้ทุกโรค มีแต่คนต้องการและอยากได้" นายสรอรรถ กล่าว

ด้านนายอนุทิน ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่มาร่วมอวยพรวันเกิด ตอนหนึ่งว่า ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันประคับประคองพรรคมา เวลานี้ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ "ผู้แทนราษฎร" ให้ดีที่สุด การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นแน่นอน

"ไม่ว่าจะประกาศเลือกตั้งวันนี้ พรุ่งนี้ กลางปีหน้า หรือขยับไปปีหน้าอีกนิดหน่อย ผมพร้อม เลขาธิการพรรคก็พร้อม เมื่อถึงเวลา ผมมั่นใจว่า แบรนด์พรรคภูมิใจไทยเรา เป็นแบรนด์ที่ดี พวกเราร่วมเป็นร่วมตาย ผ่านอะไรกันมาเยอะกว่า 9 ปี เราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ และชัยชนะ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไป เมื่อถึงวันลงคะแนนผมขอให้ความมั่นใจว่า ทุกคนจะไม่กลับบ้านมือเปล่าแน่ วันนี้ผมมีคำๆ เดียวว่า "พร้อมสู้" และพรรคภูมิใจไทย สะกดคำว่า "แพ้" ไม่เป็น" นายอนุทินกล่าว.

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: เบื้องหลัง'โอ๊ค'พัวพันเงินปากถุงเงินกู้ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

บากบั่น บุญเลิศ

กลายเป็น ทอล์กออฟเดอะทาวน์ กันทั้งคุ้งน้ำเจ้าพระยา ยันแม่น้ำตาปี เมื่อ พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซ บุ๊กโดยระบุว่า "ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือในนามของกระบวนการยุติธรรม" เป็นคำกล่าวของ มองเตสกิเออร์ ที่นายทักษิณเพิ่งนำมาทวิตไป

พานทองแท้ ระบุว่า ". ขณะนี้ได้มีเอกสารหลุดอีกฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของตัวผมโดยตรง ซึ่งเป็นของอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ที่ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ว่าได้รับคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีกับพานทองแท้ ทั้งๆ ที่ตนเองได้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้สั่งการทราบแล้วว่า ธุรกรรมของนายพานทองแท้นั้น ไม่ได้มีส่วนใดที่ผิดกฎหมาย จึงไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีได้ เป็นเหตุให้ตนเองต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งรองอธิบดีไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งได้บรรยายเหตุการณ์ในการสั่งการอย่างไม่ชอบธรรม โดยมีพยานยืนยันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอเองอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

กระบวนการยุติธรรมของไทยเราทุกวันนี้ บิดเบี้ยวถึงขั้นจะตรวจสอบเรื่องข้าว หัวหน้าคสช.ก็สั่งการกับข้าราชการด้วยตัวเองว่า ไม่ต้องคำนึงกระบวนการยุติธรรม ใครไม่เร่งทำถือว่ามีความผิด.

"จะตรวจสอบคดีแบงก์กรุงไทย ซึ่งมีการกู้เงินนับหมื่นล้าน แทนที่จะไปตรวจสอบองค์กรที่ได้รับผลประโยชน์ก้อนใหญ่ หรือรายชื่อนายทหาร นายตำรวจ และบุคคลองค์กรอื่นๆ อีกกว่า 300 ธุรกรรม (รวมถึงมูลนิธิรัฐบุรุษฯ และนายพลเรือคนดัง ก็มีชื่อรับโอนเงินก้อนดังกล่าวด้วย) กลับไม่สนใจจะตรวจสอบ แต่กลับมาสั่งการกับผู้ปฏิบัติแบบเน้นๆ ให้จ้องเอาผิดกับธุรกรรมทางการเงิน 10 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 0.1% ของจำนวนเงินทั้งหมด เพียงเพราะว่าเป็นธุรกรรมทางการเงินของลูกอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตัวเองตั้งธงเอาไว้แล้วว่า จะต้องยัดเยียดความผิดให้ได้.

เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่เกิดกับลูกหลานตัวเองบ้าง ผู้มีอำนาจที่สั่งการกันมาเป็นทอดๆ อาจจะยังไม่รู้สึกหรอกครับ แต่ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งเวรกรรมจะตามทัน. "

พานทองแท้ อ้างเรื่องเงินที่ได้รับจากกลุ่มกฤษดามหานครว่าแค่ 10 ล้านบาท เท่ากับ 0.1% ของเงินทั้งหมด ผมเป็นคนทำข่าวเรื่องนี้มากับมือเห็นว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะยุติเพียงแค่นั้น ความจริงหลังจากที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัทกฤษดามหานครฯ ไปร่วม 1 หมื่นล้านบาท มีการโอนเงินให้ พานทองแท้ กับพวกรวม 2 ชุด สั่งจ่ายเข้าบัญชีพานทองแท้ ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางพลัด รวม 36 ล้านบาท

นายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา และเจ้าของสำนวน 1 ใน 9 องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อเครือกฤษดามหานครโดยทุจริต ให้ความเห็นและวินิจฉัยเรื่องเส้นทางการเงินในคดีนี้เอาไว้ ดังนี้

".เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 นายธีรโชติ พรมคุณ พนักงานของจำเลยที่ 20 (บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)) ได้ซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคารไทยธนาคาร 26 ล้านบาท โดยหักจากบัญชี ของจำเลยที่ 25 (นายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร) สั่งจ่ายนายพานทองแท้ ชินวัตร และนำเข้าบัญชีของนายพานทองแท้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 184-0-47447-0 แต่ในวันเดียวกันมีการยกเลิกรายการ

ครั้นวันรุ่งขึ้นนายธีรโชติ ซื้อแคชเชียร์เช็ค 26 ล้านบาท สั่งจ่ายบริษัท หลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระค่าหุ้นในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของ นางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขาฯส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร

ต่อมานางเกศินี ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 1.8 ล้านบาท เข้าบัญชีของนายพานทองแท้ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) สำนักรัชโยธิน

อย่างไรก็ดี นายพานทองแท้ ชี้แจงเป็นหนังสือต่อ คตส.ว่า จำเลยที่ 26 (นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรนายวิชัย กฤษดาธานนท์) ฝากนายวันชัย หงส์เหิน (สามีนางกาญจนาภา หงส์เหิน) ซื้อหุ้นบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ผ่านบัญชีของ นางเกศินี ครบกำหนดชำระหุ้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546

ซึ่งก่อนครบกำหนดชำระค่าหุ้น เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 26 โทรศัพท์มาแจ้งว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่นำแคชเชียร์เช็คค่าหุ้น 26 ล้านบาท เข้าบัญชีของตนเพื่อฝากโอนให้บริษัท หลักทรัพย์ธนชาตฯ ตนเกรงว่าอาจล่าช้าชำระไม่ทันกำหนด จึงแนะนำให้จำเลยที่ 26 ชำระเงินให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ธนชาตฯ โดยตรง จำเลยที่ 26 จึงยกเลิกธุรกรรมที่นำแคชเชียร์เช็คฝากเข้าบัญชีของตน

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ทางปฏิบัติในการซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์นั้น ผู้จะซื้อขายหลักทรัพย์จะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ และจะต้องแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารให้บริษัทหลักทรัพย์ทราบ เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์โอนเงินเข้าบัญชีเมื่อมีการสั่งขายหลักทรัพย์ หรือให้บริษัทหลักทรัพย์หักเงินจากบัญชีเมื่อมีการสั่งซื้อหลักทรัพย์

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทั้งนายพานทองแท้ และจำเลยที่ 26 มีความสนิทสนมกัน ต่างก็มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเอง

หากจำเลยที่ 26 ได้ฝากนายวันชัย ซื้อหุ้นตามที่อ้าง จำเลยที่ 26 ย่อมสามารถโอนเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีธนาคารของ นายวันชัย หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทหลักทรัพย์ได้โดยตรงอยู่แล้ว

ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 26 ต้องนำเงินไปซื้อแคชเชียร์เช็คฝากเข้าบัญชีธนาคารของนายพานทองแท้ เพื่อฝากชำระค่าหุ้นให้นายวันชัย อีกทอดหนึ่งข้ออ้างของนายพานทองแท้ จึงฟังไม่ขึ้น.

อย่างไรก็ตาม. คดีนี้มีความเห็นต่างระหว่างอัยการ กับ คตส. โดย คตส. ขอให้ดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวกรวม 27 คน และขอให้ดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ และพวกรวม 4 คน ในความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 แต่ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ขณะนั้น เห็นว่า

1. ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 คน ไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงต้องแยกฟ้องต่อศาลอาญาที่มีเขตอำนาจต่อไป

2. ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมิได้เป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด จึงไม่อาจเป็นผู้ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ดังนั้น คตส.ซึ่งอาศัยอำนาจของ ป.ป.ช.มาทำหน้าที่ จึงไม่มีอำนาจไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่และไม่อาจมีความเห็นในความผิดฐานรับของโจร

3. หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง4 จะต้องร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา แยกออกไปจากคดีที่ฟ้องจำเลย 27 คนต่อศาลฎีกาฯ

ต่อมาพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ไปร้องให้ดำเนินการสอบสวนนายพานทองแท้ กับพวก 2 ข้อหา คือ ข้อหารับของโจร และข้อหาฟอกเงิน คดีรับของโจรนั้นมีอายุความ 10 ปี และอัตราโทษไม่เกิน 5 ปี หมดอายุความไปแล้ว

เหลือข้อหาฟอกเงิน ที่มีอายุความ 15 ปี อยู่ในมือของดีเอสไอ คดีนี้มีอัตราโทษไม่เกิน 10 ปี

จะเห็นว่าไม่มีข้อไหนที่ศาลและอัยการบอกว่า ธุรกรรมของนายพานทองแท้นั้น ไม่ได้มีส่วนใดที่ผิดกฎหมาย จึงไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีได้

นี่คือบ่วงกรรมของพานทองแท้ ที่เข้าไปพัวพันกับการรับเงินปากถุงในการปล่อยกู้. ชนิดที่ชาวบ้านทั่วไปทำไม่ได้. แม้แต่คนเล่าข่าวอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา ก็ต้องคดีถูกจำคุก 13 ปี. แม้ว่าจะจ่ายเงินคืนให้อสมท.ไปแล้ว

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ: โมเดลปราบคอร์รัปชั่น ต้องแก้จาก 'ล่างขึ้นบน' - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

กฤษณา ไพฑูรย์

ได้มีโอกาสไปฟังเสวนาวิชาการ เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชั่น 6 ก.ย. 2560 ภายใต้หัวข้อ "รัฐบาลใหม่ ! คอร์รัปชั่นเก่า ?" ซึ่งจัดโดยองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย)

มีข้อมูลของ "ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์" ผู้อำนวยการวิจัยด้าน การบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ได้สรุปสถานการณ์คอร์รัปชั่น ของประเทศไทยในวันนี้ให้รับฟัง ซึ่ง น่ากังวล และเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะ ตัวเลขจากผลสำรวจเรื่องคอร์รัปชั่น ต่าง ๆ นั้นไม่ได้ลดลงเลย ภายใต้รัฐบาลชุด ปัจจุบัน !

โดยรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับประเทศต่าง ๆ ในโลก หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ระดับการคอร์รัปชั่น มักไม่ได้สูงตามไปด้วย

แต่ข้อมูลปี 2559 พบว่า แม้ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง แต่ คะแนน "ภาพลักษณ์การมีคอร์รัปชั่น"กลับสูง ! เกินกว่าประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน

แถมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้จัดอันดับ "ดัชนี ภาพลักษณ์การมีคอร์รัปชั่นของประเทศไทย" หรือคะแนน CPI ไทยได้ 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 101 จาก 176 ประเทศทั่วโลก หากดูแนวโน้มในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คะแนน CPI ของไทยดีขึ้นอย่างช้า ๆ แต่มา "ลดลง" ในปีล่าสุด เมื่อเทียบปี 2558 ที่ไทยได้ 38 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 76 จาก 168 ประเทศ

หากพิจารณาในรายละเอียดของคะแนน CPI ที่ลดลงเหลือ 35 คะแนน จะพบว่า มาจาก Global Insight Country Risk Rating (GI) หรือ "กลุ่มการดำเนินธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐ" ที่ได้คะแนนต่ำลงมาก โดยคะแนนกลุ่มนี้วัดความเสี่ยง จาก "การนำเข้า การส่งออก การทำ สัญญากับรัฐ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ"

อีกด้านหนึ่ง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันประเมินทัศนคติและความคิดเห็นต่อการทุจริตและคอร์รัปชั่นในสังคมไทย พบว่า ภาพรวมคนไทยตระหนักถึงปัญหา คอร์รัปชั่นมากขึ้น จากปี 2553 ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนเห็นเรื่องคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องใกล้ตัวเพียง 62% แต่ล่าสุดเห็นว่า "คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องใกล้ตัว"ถึง 95%

ในขณะที่คะแนน CPI ของไทยกลับลดลง ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ในเรื่อง "การผูกติดกับกลไกภาครัฐ"

ดร.เดือนเด่นบอกว่า ที่ผ่านมารัฐเน้นเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชั่นจาก "บนลงล่าง" มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมามากมาย เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นหน่วยงานองค์กรอิสระ แต่ไม่เคยคิดว่าวิธีการที่ดีกว่าอาจจะให้ "ประชาชนทั้งหมดมีส่วนร่วม" ในการปราบปรามคอร์รัปชั่น

มีประเด็นสำคัญมาก 2 เรื่องที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำ คือ 1.เรื่องการเปิดเผย ข้อมูล อย่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารมีปัญหามาก ว่ายังไม่มีการปฏิบัติใช้เต็มที่ ทำให้ประชาชนไม่สามารถได้รับข้อมูล ถ้าประชาชนได้รับข้อมูล จะสามารถช่วยตรวจสอบได้ 2.การมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในกระบวนการทางนโยบาย กระบวนการออกกฎหมาย กระบวนการตัดสินใจทางนโยบายต่าง ๆ ตอนนี้ ส่วนมากไปเกี่ยวเฉพาะฝ่ายการเงิน และข้าราชการประจำ ส่วนภาคประชาชน ภาคเอกชน องค์กรเอกชนต่าง ๆ ยังไม่มีบทบาทเข้าไปร่วมเท่าที่ควร

ดังนั้น จึงคิดว่าโมเดลการปราบปรามคอร์รัปชั่นในอนาคตจะ "ต้องเปลี่ยนการแก้ปัญหาจากบนลงล่าง" โดยเน้นหน่วยงานของรัฐ "เป็นล่างขึ้นบน" เน้นภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม !

"ที่ผ่านมารัฐเน้นเรื่องบนลงล่าง โดยตั้งองค์กรอิสระมากมายขึ้นมาตรวจสอบ แต่องค์กรเหล่านี้สุดท้ายมี ข้อจำกัดค่อนข้างมาก ทำงานเหมือนกับ ในระบบราชการ คือ อุ้ยอ้าย ไม่คล่องตัว ที่จะไปจับขโมยได้ ยังติดขบวนการรัฐ แล้วทำงานกันแบบต่างคนต่างทำ การประสานงานกันไม่ค่อยมี

เรื่องที่สอง รัฐออกกฎหมายขึ้นมาจำนวนมาก แล้วกฎหมายเหล่านั้นมักให้อำนาจดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูง ในการอนุมัติหรือการพิจารณาอนุญาต หรือให้ข้อยกเว้น

เมื่อปราบคอร์รับชั่นไม่ได้ ก็สร้างองค์กรใหม่ ๆ ในการทุจริตคอร์รัปชั่น ออกมาอย่างต่อเนื่อง จากการ "ออกกฎหมายจำนวนมาก" โดยไม่ดูว่ากฎหมายเหล่านี้มีกระบวนการใน "การถ่วงดุล คานอำนาจ" กันอย่างไร มีกระบวนการที่โปร่งใสในการใช้อำนาจดุลพินิจอย่างไร

นอกจากนี้ ดร.เดือนเด่นยังบอก ต่อไปว่า หากเราจะคาดหวังให้รัฐบาลใหม่จะมาปราบคอร์รัปชั่นได้ คิดว่าคงยาก เราควรจะคาดหวังจากประชาชนมากกว่า ว่าเราจะทำอย่างไรให้ภาคประชาชนลุกขึ้นมา "กดดัน" ให้ภาครัฐทำอะไร

การต่อต้านคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิผล ต้องทำกันแบบเครือข่าย ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสื่อ ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเกิดการเคลื่อนด้วยกัน แรงกดดันต่อรัฐจะมีมาก ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย

ดังนั้น ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในอีก 1 ปี และจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พวกเราจะช่วยกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดบทเรียนซ้ำซาก ได้นักการเมือง แบบยุคเก่า ๆ เข้ามากอบโกย ผลประโยชน์ส่วนตัว โกงกินชาติบ้านเมือง !

คืนที่'อัลไพน์'ให้วัด 'ถาวร'แนะวัดคืนเงินบริษัท-ลูกบ้านขอเช่า10บาท/ตร.ว. - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

"ถาวร" เสนอทางออกแก้ปมที่ดินอัลไพน์ "คืนที่ให้วัด-วัดคืนเงินให้บริษัท-วัดให้ผู้บริสุทธิ์เช่าที่" ด้านลูกบ้านรับได้หากเช่าที่ตารางวาละ 10 บาท และรัฐต้องจ่ายเงินชดเชยให้ทั้งหมด

มีข้อเสนอทางออกที่น่าสนใจ หลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ชี้ว่าที่ดินบริเวณสนามกอล์ฟอัลไพน์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นที่ธรณีสงฆ์ จำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้ ท่ามกลางรัฐบาลกำลังหาทางออกสำหรับเรื่องนี้

นายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ที่ดินแปลงอัลไพน์ยังเป็นที่ดินของเอกชน ไม่ได้เป็นที่ดินธรณีสงฆ์ ใครที่ ซื้อไม่ว่าซื้อจากใครก็ตาม ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ในทางแพ่ง วัดธรรมิการามวรวิหารต้องคืนเงินให้บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด ต้องคืนเงินให้กับบริษัท อัลไพน์กอล์ฟแอนด์ สปอร์ตคลับฯ และบริษัท ราชธานี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

ในส่วนของวัดธรรมิการามฯ เมื่อได้ที่ดินคืนแล้ว ให้ย้อนไปดูสิ่งที่ยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา เขียนในพินัยกรรมไว้ว่า ให้วัดจัดหาผลประโยชน์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะนำมาขายปู้ยี่ปู้ยำ ตั้งแต่ปี 2514-2531 วัดก็รับผลประ- โยชน์จากค่าเช่าในที่ดินแปลงนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว ทางวัดก็ควรให้ผู้ที่ซื้อโดยสุจริตเช่าในราคาถูก โดยคำนวณสิทธิประโยชน์ที่เขาควรจะได้ จากการที่เขาถูกกระทำ ให้เกิดความสมดุลในความเสียหายที่เกิดขึ้น

นอกจากนั้น สำหรับเจ้า ของที่ซื้อที่มา วัดควรเยียวยาโดยการจัดหาทนายความที่จะให้บริการกับประชาชนฟรีๆ คือ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) ของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทนายเหล่านี้เป็นทนายอาสาว่าความฟรี ส่วนองค์กรที่ 2 คือ สภาทนายความ รัฐจัดหางบให้สภาทนายความได้ใช้ในส่วนนี้อยู่แล้ว

อีกวิธีในการเยียวยาคือ กระทรวงยุติธรรม มีกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะมีงบประมาณเยียวยาผู้ถูกกระทำโดยผิดกฎหมาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องดูว่าเข้าองค์ประกอบหรือไม่ ซึ่ง ทั้ง 3 ทางเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

อดีตรมช.มหาดไทยกล่าวด้วยว่า ในส่วนที่จะไปแก้ไขปัญหาด้วยการออกกฎหมายโอนที่ดินย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2533 ให้กับประชาชนเหล่านั้น เป็นการนิรโทษกรรมให้คนทำผิด ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง แม้รัฐจะมีอำนาจก็ตาม เพราะถือว่ารัฐใช้อำนาจในทางที่ผิด

"ถ้านิรโทษกรรม ผมจะร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะนิติบริกรบางคนจะหาช่องทาง ก่อนหน้านี้คุณก็รู้กฎหมาย แต่ไม่ได้เสนอทางออกตั้งแต่ต้น ผมเร่งรัดตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ว่าผมหมดหน้าที่ในตำแหน่ง รมช.มหาดไทยเสียก่อน และยังมีคนที่ทำผิดกฎหมายอีกหลายคน ไม่ว่ากรรมการป.ป.ช.ชุดก่อนที่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ" นายถาวร กล่าวและว่า ต้องดูว่าสำนวนนี้ ป.ป.ช.ขณะนั้นใครรับผิดชอบ ลองเอาป.ป.ช.คนที่ปฏิบัติหน้าที่มาเข้าคุกเป็นตัวอย่างจะได้หรือไม่ อายุความตั้ง 20 ปี ปล่อยให้หมดอายุความได้อย่างไร ขณะที่ป.ป.ช.ชุดใหม่ที่มาโดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่บอกว่ามีแนวทาง มีวัตถุประสงค์การทำงานในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จะทำอย่างไร

ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนัก งานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง เปิดเผยว่าได้แจ้งต่อผู้ที่มาทำธุรกรรมกับสำนักงานที่ดินว่า ที่ดินโครงการราชธานี และที่ดินริมสนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นที่ธรณีสงฆ์หากใครต้องการจำนอง โอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายเปลี่ยนมือในเวลานี้ ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง เนื่องจากมีคำพิพากษาศาลออกมาชัดเจนกรณีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ออกคำสั่งยกเลิกคำสั่ง อธิบดีกรมที่ดินปี 2544 ให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์และโฉนดราย แปลงบนที่ดินอัลไพน์ ให้ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ อย่างไรก็ดีแม้ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งจากกรมที่ดินให้อาณัติที่ดินเพื่อระงับการจำหน่ายจ่ายโอน แต่เจ้าพนักงานต้องแจ้งให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงป้องกันการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้น

แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะนี้โครงการราชธานี และบ้านริมสนามกอล์ฟอัลไพน์ค่อนข้างเงียบเหงาไม่มีใครติดต่อขอทำธุรกรรม ผิดไปจากช่วงก่อนที่จะมีคำพิพากษา ซึ่งพบว่ามีลูกบ้านติดต่อทำธุรกรรมเดือนละ 2-3 ราย

ด้านพล.ต.ฉัตรชัย ลักษณา ประธานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรราชธานีคลองหลวง กล่าวว่า เตรียมเข้าพบอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อขอความชัดเจนว่า ลูกบ้านควรผ่อนภาระเงินกู้กับสถาบันการเงินต่อหรือไม่ และหากต้องฟ้องจะฟ้องใคร เพราะทั้ง 600 ครอบครัวเดือดร้อน

อย่างไรก็ดี หากการต่อสู้ของลูกบ้านถึงที่สุดแล้ว ประกอบกับสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่ออกพ.ร.บ.โอนที่ดินสงฆ์ให้กับเอกชน ลูกบ้านก็ยังยืนยันขออยู่ที่เดิม แต่จะขอเป็นรูปแบบเช่า กับทางวัดตารางวาละ 10 บาท และรัฐต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกบ้านคืนทั้งหมด รวมทั้งการต่อเติมที่อยู่อาศัยในราคาปัจจุบัน

"ยอมรับว่าที่ดินโครงการราชธานี แม้อยู่ฝั่งตรงข้ามสนามกอล์ฟอัลไพน์ แต่ก็เป็นพื้นที่เดียวกัน และมีหลายครอบครัวที่ได้รับที่ดินมาฟรี คือชาวบ้านที่อยู่ดั้งเดิมติดมากับแปลงที่ดินก่อนที่บริษัทเอกชนจะมาซื้อ จำนวน 63 ครอบครัว"

คอลัมน์ ข้าพระบาททาสประชาชน: คดีที่ดินอัลไพน์ปัญหากฎหมายและทางออกที่ชอบ(จบ) - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

ประพันธุ์ คูณมี

ดังที่เรียนท่านผู้อ่านในบทความตอนที่ 1 ไปแล้ว ภายหลังจากที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาคดีที่ดินอัลไพน์ ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นจำเลยนั้น ปัญหาในทางกฎหมายเกี่ยวกับคดีที่ดินอัลไพน์ คงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ที่ดินที่ นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำพินัยกรรมบริจาคแก่วัดธรรมิการามวรวิหารนั้น สถานะทางกฎหมายขณะนี้คือ เป็นที่ธรณีสงฆ์ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 มาตรา 33 (2) (13) ซึ่งหากจะทำการจำหน่ายหรือโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่น ก็ให้กระทำได้โดยทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา34 แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 นั่นเอง

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีแนวคิดของกระทรวงมหาดไทย ยุคพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการ ได้ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการยกร่างกฎหมายโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหาร เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 โดยมีคณะทำงานคือกระทรวงมหาดไทยกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับส่วนราชการอื่น ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้ยกร่างเสร็จแล้วอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ผลกระทบตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 ก่อนเสนอสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

อันเป็นการใช้ช่องทางตามกฎหมายดังกล่าว เสนอ พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหาร ให้แก่มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ให้เป็นการชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2533 อันเป็นวันที่มูลนิธิได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก รับโอนที่ดินของนางเนื่อม รวม 2 แปลง เนื้อที่ 730 ไร่ และ 194 ไร่รวมเนื้อที่ราว 924 ไร่ แล้วจดทะเบียนขายที่ดินมรดกทั้ง 2 แปลงให้แก่ บริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด และเพื่อทำให้การจดทะเบียนซื้อขายไปยังบุคคลอื่นๆ ต่อไป เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย เรียกว่าเป็นกฎหมายล้างความผิด นิรโทษให้กับทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินมรดกนางเนื่อม ที่บริจาคแก่วัดหมดสิ้น

กรณีนี้ จึงเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งที่มีผลกระทบต่อความเสียหายต่อรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ต่อสังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับที่ดินธรณีสงฆ์และพระพุทธศาสนา ส่งผลกระทบกว้างไกลและลึกไปถึงหลักนิติธรรม นิติรัฐและกระบวนการยุติธรรมของประเทศอีกด้วย จึงสมควรที่รัฐบาลพึงระมัดระวัง และใช้ความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาปัญหานี้ให้ถ่องแท้ว่าปมปัญหาสำคัญอยู่ที่ใด ควรจะใช้วิธีการใดจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด มีปัญหาและผลกระทบน้อยที่สุด

การที่กระทรวงมหาดไทยพยายามผลักดันให้เสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ โดยผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ด้วยหวังเพียงเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยมิได้คำนึงถึงหลักความสุจริต มิได้แยกแยะหรือจำแนกผู้จงใจกระทำผิดละเมิดกฎหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ออกจากประชาชนผู้สุจริต เสียค่าตอบแทนโดยชอบ โดยจะใช้วิธีตรากฎหมายมาล้างผิดให้คนโกงแบบเหมาเข่งเช่นนี้ ย่อมส่งผลเสียหายต่อประเทศ ต่อสังคม และเสียหายต่อประโยชน์มหาชนยิ่งกว่า จึงสมควรที่รัฐจะต้องพิจารณาและชั่งน้ำหนักให้ดี

อันที่จริงหากจะยึดถือและปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย โดยแยกปัญหานี้ออกเป็น 2 กรณีคือ กรณีที่ดินสนามกอล์ฟ กับกรณีที่ดินบ้านจัดสรรออกจากกัน ก็จะทำให้การแก้ปัญหาง่ายขึ้นและมีผลกระทบในวงแคบ เมื่อพิจารณาตามกฎหมายการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินวัด ทั้ง 2 แปลงถือว่าเป็นโมฆะ ตาม ปพพ.ม.150 เพราะเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่ออธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าถูกต้อง สอดคล้องกับความเห็นกฤษฎีกาเช่นนี้ สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างมูลนิธิ กับบริษัททั้ง 2 ก็ต้องไม่มีผลทางกฎหมาย สัญญาซื้อขายที่ดินต้องเลิกกัน ที่ดินกลับคืนเป็นของวัด คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม มูลนิธิ ต้องคืนเงินแก่บริษัท ผู้ซื้อที่ดิน

คงมีปัญหาระหว่างบุคคลที่ซื้อที่ดินสนามกอล์ฟต่อจากบริษัท อัลไพน์กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด ซึ่งกรณีนี้ต้องให้เป็นเรื่องระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายไปว่ากล่าวไล่เบี้ยกันเอง หรือหากจะบรรเทาความเดือดร้อน ก็สามารถกระทำได้โดยให้ผู้ประกอบการต่อมา เช่าที่ดินจากวัด โดยมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี หรือ 20 ปี ตามสมควร หากวัดประสงค์จะเอาที่ดินคืนเพื่อใช้ในกิจการทางพระพุทธศาสนา ก็เป็นสิทธิและอำนาจของวัดผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งกรณีที่ดินสนามกอล์ฟคงมีผู้ได้รับผลกระทบน้อยราย เฉพาะกลุ่มบริษัทของนักการเมืองที่ซื้อขายกันเท่านั้น สิทธิที่เขาได้รับผลกระทบก็สามารถฟ้องร้องเรียกร้องเอาจากเอกชนด้วยกันได้

สำหรับประชาชนผู้สุจริตโดยทั่วไป ที่เข้ามาซื้อบ้านและที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย ในโครงการบ้านจัดสรรของบริษัท อัลไพน์เอสเตท จำกัด เมื่อกรมที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนแล้ว หากรัฐประสงค์ที่จะเยียวยาประชาชนเหล่านั้น ก็สามารถกระทำได้ในทำนองเดียวกัน โดยให้ประชาชนเหล่านั้นเช่าที่ดินในระยะยาวจากวัด ในอัตราค่าเช่าที่ไม่แพงเกินสมควร ส่วนที่กระทบต่อสิทธิประชาชนจากผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน กลายเป็นผู้เช่าระยะยาว คงต้องใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาจากบริษัทเจ้าของโครงการ ดั่งนี้แล้ว ก็น่าจะเป็นทางออกและทางเลือกหนึ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องทำลายขื่อแปของบ้านเมือง ดังที่กระทรวงมหาดไทยกำลังดำเนินการ ซึ่งไม่มีความชอบธรรมแต่อย่างใด

จับเข่าแชร์ข้อมูลฟางเส้นสุดท้ายเด้งพงศ์พร - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

จับเข่าแชร์ข้อมูลฟางเส้นสุดท้ายเด้งพงศ์พร

ถึงนาทีนี้ยังคงมีข้อสงสัย เกี่ยวกับการสั่งย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ พ้นจากผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่ามีสาเหตุใด และมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เมื่อข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รายนี้ เคยทำคดีเกี่ยวกับการทุจริตเงินทอนวัด โฟกัสจึงมุ่งไปที่"พระผู้ใหญ่" ที่อาจจะเป็นแรงกดดันให้เขาหลุดจากเก้าอี้ รายการ "คม ชัด ลึก" ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ตั้งวงเสวนาหาคำตอบ พร้อมคำอธิบายเกี่ยวกับข้อกังวลว่า ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาฯ คนใหม่ จะสามารถตรวจสอบเงินทอนวัด งบอุดหนุนต่างๆ ที่ค้างคาอยู่ได้หรือไม่

ดร.นพ.มโน เลาหวณิชรองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า เรื่องนี้มีใบสั่งอย่างแน่นอน ส่วนตัวเชื่อว่า คนที่ชงเรื่องให้นายกฯ เป็นคนคนเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังเสนอชื่อสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ผมเห็นว่า ไม่สมควรและไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร เพราะเป็นคนทำงานดี ทำงานซื่อตรง ทำไมต้องย้าย แล้วย้ายไปไหน และทำไมต้องส่งไปอยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้

อีกอย่าง โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า พ.ต.ท.พงศ์พรไม่ใช่คนก้าวร้าว ท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรม

ในสายการบังคับบัญชานั้น พ.ต.ท.พงศ์พรไม่ได้ขึ้นกับมหาเถรสมาคม ท่านเป็น ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่พระเถระทั้งหลายนึกว่า ทำงานเหมือนกับเป็นลูกศิษย์วัด เพราะติดนิสัยบัญชาการคอยสั่งลูกศิษย์วัด ในเหตุนี้ โดยส่วนตัวเห็นว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำถูกต้องแล้ว ท่านไม่ได้เล่นงานมหาเถระ ท่านคัดค้านจริงเรื่องการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะถ้าไม่ทำก็จะผิด ม.157

ภาวะผู้นำต้องทำตามหลักการ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เอาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก การทำงานตามหลักการ เป็นการทำงานที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นพระผู้ใหญ่ระดับไหน ถ้าผิดก็ต้อง ปาราชิก

กรณ์ มีดี เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีใบสั่งมาแน่นอน แต่ก่อนหน้าที่จะเสนอก็คงมีแรงกดดันจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะทางสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ก็มีการนำเสนอให้ย้าย ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ โดยเสนอวันที่ 7 สิงหาคม หลังจากนั้น วันรุ่งขึ้น นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีการย้าย แต่ หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ทางสมาพันธ์ชาวพุทธฯ ก็ประกาศสำทับไปว่า "อย่างไรก็สมควรย้าย" เพราะมีหลายประเด็น คนต่างมุ่งแต่เรื่องเงินทอนวัดเพียงอย่างเดียว

ประเด็นที่ได้นำเสนอไป ประเด็นแรก ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยแจ้งว่า เป็นประกาศคุมกำเนิดชาวพุทธ และเป็นประกาศฉบับที่ฆราวาสสั่งพระ

ประเด็นที่ 2 เรื่องเงินทอนวัด เรื่องนี้ไม่มีใครไม่อยากให้ตรวจสอบ เห็นด้วยที่มีการตรวจสอบ และขณะนี้คดีก็กำลังดำเนินการอยู่ แต่ข่าวที่ออกไปสู่สื่อต่างๆ นั้น กลับกลายเป็นว่า มุ่งไปที่พระผิดอย่างเดียว โดยไม่ได้ดูว่า ใครเป็นผู้ได้ผลประโยชน์ ใครเอาเงินไป ใครเสียประโยชน์

ที่สำคัญคือ ประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท) ให้ข่าวกับสื่อว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบพระผู้ใหญ่มีส่วนร่วมดังกล่าว แต่จากข่าวที่ปรากฏทางสื่อต่างๆ จากการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.พงศ์พร นั้น ส่วนใหญ่จะเล่นงานพระ ทั้งที่ จริงๆ แล้วไม่ได้มีเรื่องเงินทอนวัดเพียงประเด็นเดียว ยังมีอีกหลายเรื่องหลายประเด็น อาทิ การแต่งตั้ง เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งผิดแนวทางปฏิบัติของมหาเถรสมาคม หรืออย่างเรื่อง พระจำนวนมากต้องการให้ตรวจสอบก็คือ เงินค่านิตยภัต (ดูหมายเหตุ) แต่กลับไม่มีการตรวจสอบ เรื่องนี้จึงเห็นว่า เหมือนเป็นการมุ่งมาเล่นงานพระ

ฟางเส้นสุดท้าย ที่พ.ต.ท.พงศ์พรต้องออกมา นั่นก็คือ ประกาศจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่อง มาตรฐานสำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษา ประกาศฉบับนี้ดูเหมือนจะดีว่า สำนักเรียนมีมาตรฐาน แต่รับไม่ได้ ประการแรก การกำหนดคุณสมบัติของ ผู้สอนนักธรรม ที่ระบุว่า จะต้องจบการศึกษา ม.6 ในความเป็นจริงแล้ว พระจำนวนมากที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ได้จบ ม.6 แต่เป็นครูสอนมานาน 20-30 ปี ท่านสอน นักธรรมได้ แต่การกำหนดเช่นนี้ ทำให้พระที่สอนอยู่ต่างจังหวัดหมดสิทธิ์การเป็นครูสอนนักธรรม

อีกประการที่รับไม่ได้มากที่สุด คือ กำหนดคุณสมบัติผู้เรียน ที่ระบุว่า ผู้เรียน จะต้องจบการศึกษาภาคบังคับ นั่นก็คือ ม.3 ขณะนี้โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ผู้ที่เรียนนั้นกำลังเรียนอยู่ในระดับประถม และมัธยม เรียนธรรมศึกษาตรี เมื่อประกาศนี้ออกมาแล้วนำไปอ้างออกเป็นกฎหมายในวันข้างหน้า จะส่งผล กระทบต่อโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์อย่างแน่นอน

โดยส่วนตัวแล้วให้ความเคารพและเชื่อว่า พ.ต.ท.พงศ์พร เป็นคนดี เป็นคนตงฉิน ควรที่จะได้รับตำแหน่งที่ใหญ่กว่านี้ เพียงแต่ว่า ตำแหน่งตรงนี้เป็นตำแหน่งที่จะต้องรับใช้คณะสงฆ์ด้วย แต่การ กระทำของท่านเสมือนว่า สั่งการพระสงฆ์ มุ่งเล่นงานพระสงฆ์

การตรวจสอบในเรื่องต่างๆ ยังต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะมีการแต่งตั้ง ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาฯ คนใหม่คนใดหรือไม่ก็ตาม

พระธรรมกิตติเมธี

(เจ้าคุณเกษม) ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การย้ายพ.ต.ท.พงศ์พรคงจะไม่ใช่ใบสั่งอะไร แต่อาจจะเป็นการพูดคุยปรึกษากันว่า ถ้าจะมาทำอะไรที่โผงผาง โครมครามจะสวยงามหรือไม่ ในทำนองนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตรวจสอบเรื่องเงินทอนของวัด หรือเรื่องอะไร ก็ตาม

จริงๆ แล้วไม่มีใครว่าเลย กรณีตรวจสอบทุจริต ทุจริตต้องตรวจสอบ แต่ที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำไปนั้นถูกต้องแล้วหรือเปล่า แล้วเชื่อมโยงไปถึงใครก็ไปว่ากัน ดำเนินการกันไป แต่ข่าวที่ออกมา คำว่า เงินทอนวัด ทำให้วัดเสื่อมเสียไปหมด อันที่จริงคนในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอาตมาไม่ปฏิเสธ อาจจะมีการทุจริตจริง แต่ไม่ใช่เรื่องของวัด ข่าวที่ออกมาทำให้เสียหายกันไปหมด ไม่สบายใจกันมาตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่ว่าอะไรให้เป็นเรื่องของทางราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกันไป

การตรวจสอบก็ทำต่อไปในทุกๆ เรื่อง ไม่มีใครว่า มีหลักฐานก็ดำเนินการกันไป เพราะพระเองไม่ต้องการพวกทุจริต ไม่ต้อง การอำนาจมืดอยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหาขึ้นมา เนื่องจาก ไม่ใช่พระ แต่เพราะคนในราชการไปขอร้อง บังคับให้พระทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ จริงๆ แล้วเงินที่นำมาซ่อมแซมวัดนั้น ได้มาจากญาติโยมบริจาคมา งบจากราชการที่ได้มานั้นเล็กน้อย

ไม่ใช่ไม่ยอมรับเรื่องการตรวจสอบ คนอื่นมาก็ต้องตรวจสอบกันไป วิธีการทำงานต้องเป็น ไม่โฉ่งฉ่าง ต้องมีภาวะการเป็นผู้นำ ทำให้มันลึก ได้ตัวมาแล้วก็มาชี้แจงกัน ไม่ใช่ทำงานแบบเป็นผู้ตาม

พระชั้นผู้ใหญ่มาคุยกัน ปรึกษากันว่า จะเอาอย่างไร เหมาะสมแล้วหรือไม่ ควรหรือไม่ควร ปกติแล้วท่านก็ไม่แสดงออก จะนิ่ง แก้ปัญหาก็แก้เอง จบแล้วก็ไปว่ากัน ไม่อาฆาตมาดร้าย จบแล้วก็จบกัน

สำหรับการของบต่างๆ นั้น ทางวัดก็ยื่นเรื่องไป แต่สุดท้าย ก็อยู่ที่การพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่

ส่วน ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ที่เข้ามา มองว่าก็ต้องทำเรื่องต่างๆ ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบเงินทอนของวัด เพราะถ้าไม่ทำก็จะมีความผิด ม.157 ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง ตามกระบวนการ มองซ้ายมองขวาแล้วถูกต้องตามทำนองคลองธรรมก็ว่ากันไป ไม่มีอะไรที่จะขวางได้ หากทำด้วยความถูกต้องและเหมาะสมตามจรรยาบรรณ ตามระเบียบ ตามกฎหมาย และเหมาะสมกับภาวะผู้นำว่า ควรจะทำอย่างไร

หมายเหตุ : นิตยภัต มีความเป็นมาคือในอดีตพระเจ้าแผ่นดินได้พระราชทานภัตตาหารแก่พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ หรือที่เคารพนับถือเป็นการส่วนพระองค์ โดยให้เจ้าหน้าที่จัดถวายประจำ ต่อมาพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์มีมากขึ้นและอยู่ตามหัวเมืองก็มีความ ไม่สะดวกแก่การจัดอาหารถวาย แม้จะเปลี่ยนเป็นเงินแล้วก็ยังคงเรียกว่า นิตยภัตเหมือนเดิม

นิตยภัต ถือว่าเป็นเครื่องสักการะที่พระเจ้าแผ่นดินถวายแก่พระสงฆ์ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนาและบ้านเมือง