You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 15 พฤศจิกายน 2561

ชี้ม.109คุ้มหัวยื่นบัญชีทรัพย์สิน - ไทยโพสต์

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจี้"การบินไทย" เปิดเผยผลสอบคดีสินบน"โรลส์-รอยซ์" - ไทยรัฐ

ส่อล้มเอาผิดทุจริตครุภัณฑ์279ล. - มติชน

"ธีระเกียรติ" สั่งล้างบางเด็กผีโกงเงินรายหัว - ไทยรัฐ

ผู้ปกครองคนพิการกาฬสินธุ์บุกร้องทหาร จี้บิ๊กตู่ฟันคนโกงแฉชมรมฯงุบงิบ - สยามรัฐ

จ่อฟัน'ทักษิณ' อนุปปช.ขยายผลจีทูจีลอต2 - แนวหน้า

เตาขยะกทม.ยึดเทคนิค90% ปิดทางถูกและดี-เชื่อเอื้อรายเก่า – ผู้จัดการ

บทบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ: กรรมการสภามหาวิทยาลัย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน - ฐานเศรษฐกิจ

ตั้งก.ก.สอบรองผู้ว่าฯยกเลิกซอยเอื้อคอนโด - เดลินิวส์

ชี้ม.109คุ้มหัวยื่นบัญชีทรัพย์สิน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พิษณุโลก * "ปานเทพ" บี้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยเดินตามกฎหมายตรวจสอบบัญชี ปลอบใจไม่ต้องกลัวยื่นทรัพย์สินผิดเพราะมี ม.109 คุ้มหัว ยันดูเจตนาเรื่องสุจริตก่อน ยกผู้บริหารท้องถิ่นเทียบยังผ่านฉลุย

เมื่อวันพุธ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นายปานเทพ กล้า ณรงค์ราญ ประธานคณะกรรม การปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ กล่าวถึงกรณี นายกและกรรมการสภามหา วิทยาลัยประกาศจะลาออกเนื่อง จากไม่ต้องการยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินตามประกาศ ป.ป.ช.ว่า ป.ป.ช.ทำตามมาตรา 102 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่บัญญัติให้ ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งต่างๆ ที่จะต้องยื่นบัญชี ทรัพย์สินฯ นอกจากนี้ยังมีมาตรา 106 ที่บัญญัติให้ต้องประกาศให้สาธารณชนรับทราบรับรู้เพื่อร่วมกันตรวจสอบ

"ดังนั้น ป.ป.ช.ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ส่วนกรณีนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะลาออกเพราะไม่สะดวกที่จะยื่นนั้น ตนเห็นว่าการที่ ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งเหล่านี้ไปด้วย เพราะกฎหมายได้กำหนดตำแหน่งกรรม การและผู้บริหารหน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง จึงต้องเป็นไปตามนั้น" นายปานเทพกล่าว

เขากล่าวว่า เข้าใจว่ามัน เป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา แต่การ ที่ ป.ป.ช.ยืดเวลาออกไป 60 วันเพื่อจะให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยได้มีเวลาปรับตัวและไปพิจารณา แต่ถ้าไม่สะ ดวกจริงๆ ต้องการจะลาออกก็จะทำให้สถาบันการศึกษาได้มีเวลาหาคนมาทดแทนได้ทัน สมัยตนเป็นประธาน ป.ป.ช. ตอนที่มีการกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เคยเจอปัญหาลักษณะเดียวกัน เราได้ให้เจ้าหน้าที่ไปอธิบายทำความเข้าใจ สุดท้ายจึงคลี่คลาย ดังนั้นเมื่อมีเวลาเพิ่มขึ้น 60 วัน ป.ป.ช.จะมีเวลาในการไปชี้แจงทำความเข้าใจ อธิบายขั้นตอนต่างๆ ตลอดจนการกรอกเอกสารเพื่อลดความกังวล เชื่อว่าจะคลี่ คลายไปได้

"กรณีที่นายกและกรรม การสภามหาวิทยาลัยกลัวว่าจะยื่นผิดยื่นถูก ในมาตรา 109 ของ พ.ร.ป.ป.ป.ช.กำหนดไว้ว่า ถ้ายื่นโดยสุจริตแต่ขาดตกบกพร่อง ป.ป.ช.จะแจ้งให้ผู้นั้นยื่นให้ครบ ถ้าแต่แจ้งไปแล้วยังเพิกเฉยแสดงว่าจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์ สินก็ต้องตรวจสอบ ดังนั้นถ้าสุจริตก็ไม่ต้องเกรงกลัวอะไร" นายปานเทพกล่าว

ด้านนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า การพิจารณาใช้งบประมาณใน มหาวิทยาลัยนั้นตามปกติต้อง เป็นมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ตนเข้าใจว่าการยกร่างในชั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อเขียนถึงผู้ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้นไม่มีการระบุถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัย มีเพียงคำว่าผู้บริหารขององค์กรอื่นที่ไม่ใช่ของรัฐ แต่ สนช. เห็นชอบเติมเข้าไปโดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้ขอ เนื่องจากต้องการให้ดูเรื่องการบังคับใช้อำนาจอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง อีกทั้งยังจะมีเรื่องการแต่งตั้งด้วยซึ่ง สนช.เห็นด้วย.

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจี้"การบินไทย" เปิดเผยผลสอบคดีสินบน"โรลส์-รอยซ์" - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ย.61 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ส่งหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อขอทราบความคืบหน้าคดีสินบนโรลส์รอยซ์-การบินไทย หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 1 ปี 6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดยต้องการทราบว่า การบินไทยได้สอบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ และชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งช่องโหว่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทุจริตได้อีก

สำหรับกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นจากการที่บริษัท โรลส์-รอยซ์ จำกัด ได้ยอมรับต่อทางการประเทศอังกฤษว่าได้จ่ายสินบนให้กับอดีตผู้บริหารเจ้าหน้าที่ทางการ และอดีตรัฐมนตรีของไทย 3 ครั้ง ระหว่างปี 34-48 คิดเป็นเงินราว 1,223 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือในการขายเครื่องยนต์ Trent 800 หรือ T800 ของโรลส์-รอยซ์ ให้กับการบินไทยเพื่อใช้สำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 777 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวดังไปทั่วโลกในช่วงต้นปี 60 โดยกรณีดังกล่าวถือเป็นการทุจริตข้ามชาติที่เกี่ยวโยงกับการบินไทย รัฐวิสาหกิจชั้นนำของประเทศ ทำให้เป็นที่สนใจเฝ้าติดตามของสังคมเป็นอย่างมากว่าคดีนี้มีความคืบหน้าในการสอบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ และชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง รวมทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมามีช่องโหว่อย่างไรเพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดการทุจริตขึ้นอีกในอนาคต

"ขอความกรุณาโปรดชี้แจงต่อสังคมให้กระจ่างชัดว่า ที่ผ่านมาการบินไทยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือไม่ และได้ดำเนินการประการใดบ้าง มีความคืบหน้าหรือข้อติดขัดประการใด เชื่อว่าการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่องจะทำให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นและสนับสนุนการดำเนินงานการบินไทยด้วยดีต่อไป".

ส่อล้มเอาผิดทุจริตครุภัณฑ์279ล. - มติชน ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

'หมอธี'โบ้ยกก.สอบ'จินตนาการเอง'

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 279 ล้านบาท ซึ่งนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสรุปสำนวนการสอบและเสนอตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ผู้เกี่ยวข้องจำนวน 5 ราย แบ่งเป็นผู้บริหารระดับ 11 ระดับ 10 ข้าราชการระดับ 8 ของ สพฐ. 2 ราย และผู้อำนวยการโรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าฝ่ายกฎหมาย รายงานความคืบหน้าการพิจารณาผลสรุปสำนวนสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบฯ ซึ่งทีมกฎหมายมีความสับสนในตรรกะกับผลสรุปของทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะหากสรุปตามนั้น ไม่รู้จะเอาผิดใครได้ คือ เรื่องเดียวกัน คนโอนเงินลงไป ซึ่งรองเลขาธิการ กพฐ.ขณะนั้น ก็ผิด คนสั่งไม่ให้โอน คือ เลขาธิการ กพฐ. ก็ผิด ตรรกะตรงนี้จะตอบอย่างไร จึงหารือกับฝ่ายนิติกรของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สรุปรายละเอียดให้ดี

"ผลสรุปที่ส่งขึ้นมายังไม่สมบูรณ์ ตรรกะยังไม่ชัดในการเชื่อมโยง ฝ่ายนิติกรจึงไม่เสนอขึ้นมาให้ผมพิจารณา เพราะถ้าเสนอ ต้องมี ผลสรุปว่าใครผิด จะสอบใคร ดังนั้น ฝ่ายนิติกรจะทำเรื่องไปถามคณะกรรมการตรวจสอบว่า มีที่มาอย่างไร การจะทำอะไรต้องใช้เหตุใช้ผล ไม่ใช่สรุปโดยใช้จินตนาการ หรือมีการตั้งธง ยกตัวอย่าง คณะกรรมการตรวจสอบสรุปว่าเลขาธิการ กพฐ.มีคำสั่งให้หยุดโอนเงิน เพราะโครงการนี้กำลังถูกสอบสวน เพราะฉะนั้น จะไม่โอนเงิน จะนำเงินไปทำโครงการใหม่ ฝ่ายตรวจสอบกลับระบุว่า การนำเงินไปทำโครงการใหม่น่าจะส่อทุจริต ซึ่งเราน่าจะมีตรรกะว่า ขณะนี้มีกลิ่นไม่ดี จึงไม่โอนเงิน และเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการที่ต้องคิดว่าจะแปลงงบประมาณไปทำอะไร ซึ่งเมื่อเดือนมกราคม 2561 เขารู้แล้วว่ามีการล็อกสเปก ก็ไปพูดในการประชุมที่หนึ่ง มีตรรกะอีกหลายเรื่องที่ยังไม่สอดคล้อง" นพ.ธีระเกียรติกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เลขาธิการ กพฐ.ทราบแต่แรกว่าจะมีการทุจริต ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ตรวจสอบใช่หรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า เลขาธิการ กพฐ.รู้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 แล้วว่ามีการทุจริต ตอนนั้นเลขาธิการ กพฐ.เคยสอบถามและตนก็สั่งว่าไม่ให้มีการท็อปดาวน์ โครงการใดมีกลิ่นให้เลิก เลขาธิการ กพฐ.จึงไม่โอนเงิน

เมื่อถามต่อว่า ช่วงที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ เคยระบุว่า เป็นช่วงสุดท้ายก่อนที่จะมีการโอนเงิน นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ใช่ แต่ตอนนั้นรองเลขาธิการ กพฐ.ในขณะนั้นเป็นคนลงนามอนุมัติให้มีการโอนเงิน ขณะที่ผลสรุปออกมาว่า ทั้งเลขาธิการ กพฐ. และรองเลขาธิการ กพฐ.ขณะนั้นเป็นคนผิด ต้องมาดูว่าจะเอาอย่างไร ส่วนการล็อกสเปก ยืนยันว่ามี แต่เป็นการดำเนินการในระดับล่าง ซึ่งเป็นไปได้ เพราะเกิดขึ้นประจำ พวกข้างล่างที่ทำทุจริต เตรียมตัวออกจากราชการ

"ธีระเกียรติ" สั่งล้างบางเด็กผีโกงเงินรายหัว - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยกรณีมีข่าวการทุจริตเงินอุดหนุนรายหัว โดยสร้างชื่อนักเรียนผีเพื่อรับเงินอุดหนุนว่า ได้รับรายงานจาก นายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่าพบข้อมูลรายชื่อนักเรียนซ้ำซ้อนหรือนักเรียนผี ของโรงเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีการนำรายชื่อเด็กจากโรงเรียนที่ห่างออกไป 60 กม.มาใส่ จำนวน 40 คน และยังพบโรงเรียนใน จ.ร้อยเอ็ด มีพฤติกรรมดังกล่าวด้วย แต่ตนขอยังไม่เปิดเผยชื่อขอให้มีการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปสะสางปัญหานักเรียนผีโดยกำชับนายอัมพรไปแล้วว่าผู้อำนวยการโรงเรียนคนใดแจ้งข้อมูลเท็จในลักษณะนี้ถือว่ากระทำความผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งแม้จำนวนจะมากหรือน้อยก็เป็นเรื่องที่รับไม่ได้

“ผมสั่งให้มีการกวาดล้างเรื่องนี้ครั้งใหญ่ โดย ผอ.เขตพื้นที่ทุกแห่งต้องไปสำรวจข้อมูลนักเรียนแต่ละโรงให้ชัดเจน ห้ามไม่ให้มีปัญหานักเรียนผีเกิดขึ้นอีกหากมีต้องรับผิดชอบ และผมจะมีทีมงานลงไปสุ่มดูด้วย ต่อไปการทำข้อมูลบิ๊กดาต้าของกระทรวงศึกษาธิการต้องนำมาเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ส่วนที่ สพฐ.ชี้แจงว่ารายชื่อนักเรียนซ้ำซ้อนเพราะเด็กไปเรียนนอกระบบแต่ไม่แจ้งลาออกและไม่สามารถคัดชื่อเด็กออกได้นั้น สพฐ.ต้องทำโปรแกรมที่สะท้อนความเป็นจริงเด็กไปเรียนที่ไหนเงินต้องไปอยู่ตรงนั้น ซึ่งเลขาฯ กพฐ. รับปากว่าหากไม่มีข้อมูลเด็กเป็นตัวตนจริงจะไม่โอนเงินลงไปให้”.

ผู้ปกครองคนพิการกาฬสินธุ์บุกร้องทหาร จี้บิ๊กตู่ฟันคนโกงแฉชมรมฯงุบงิบ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

โยกเงินกองทุนอื้อชงตั้งกก.สอบใหม่ชี้ทำเป็นขบวนการ

"กลุ่มตัวแทนผู้ปกครองคนพิการ" บุกร้องทหารรายงานสายตรง "บิ๊กตู่" สางปมทุจริตงาบเงินหัวคิวคนพิการหวั่นเป็นมวยล้มต้มคนดู แฉผู้ปกครองบางรายถูกข่มขู่ทวงเงิน ด้าน "อดีตเหรัญญิกชมรมฯ" เผยการบริหารงานของชมรมผู้ปกครองฯไม่โปร่งใส ชี้มีเงินกองทุนต่างๆเข้าชมรมตลอด เชื่อมีขบวนการทุจริตจริง

จากกรณีมีกลุ่มผู้ปกครองคนพิการใน จ.กาฬสินธุ์ เข้าร้องเรียนเรื่องเงินค่าแรงผู้ดูแลคนพิการ โครงการจ้างเหมาบริการตามมาตรา 35 คนละ 1 แสนบาทต่อปี หรือเดือนละ เกือบหมื่นบาท ถูกชมรมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา จ.กาฬสินธุ์ ยักยอก กระทั่งนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมมอบหมายนายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ กำกับดูแล ตามข่าวที่เสนอแล้วนั้น

ล่าสุด ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนคสช. กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจ.กาฬสินธุ์ ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ชั้น 3 เมื่อวันที่ 14 พ.ย.61 นางฐานิดา อนุอันอายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 บ้านเสริมชัยศรี หมู่ 1 ต.นิคม อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ผู้ร้องเรียนหมายเลข 1 พร้อมนางปุนิกา เกริกชัยสกุล อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77/1 ถนนหน้าเรือนจำ ต.กาฬสินธุ์ อ.เมืองกาฬสินธุ์ นางอรษา วงศา อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 50 หมู่ 11 บ้านโนนสมบูรณ์ ต.ลำปาว อ.เมืองกาฬสินธุ์ และเป็นอดีตเหรัญญิกชมรมผู้ปกครองคนพิการ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมตัวแทนผู้ปกครองคนพิการจำนวนหนึ่ง ได้เข้าพบพ.ต.พีธ์นิธิประสมเพชรหิรัญ หัวหน้าฝ่ายข่าว บก.ควบคุม กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจ.กาฬสินธุ์ เพื่อร้องทุกข์ และส่งเรื่องต่อถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบปัญหาและช่วยเหลือ

นางฐานิดา กล่าวว่า หลังออกมาร้องเรียน ทางนายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังจากได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยมีสำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) กาฬสินธุ์ เป็นประธานกรรมการ ส่วนตน และกลุ่มตัวแทนผู้ปกครองฯได้เข้าแจ้งความ ร้องทุกข์เนื่องจากมีบางรายถูกข่มขู่ ทวงเงิน และล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมาได้เข้ารายงานปัญหาต่อปลัด พม.

"เมื่อวันที่ 1 พ.ย.61 นายปรีดาและคณะ ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อนายไกรสร เพื่อแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้น และ ร้องขอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบชุดใหม่ เนื่องจากพบพิรุธความไม่เป็นกลางของคณะกรรมการ เช่น มีความพยายามที่จะโยนความผิดมาให้ตน และมีพฤติกรรมช่วยเหลือผู้ที่ถูกตรวจสอบ ซึ่งทราบในภายหลังว่า มีความสัมพันธ์ส่วนตัวต่อกัน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ร้องเรียน จึงขอให้ยกเลิก คณะกรรมการชุดเดิม และเร่งรัดให้คณะกรรมการชุดใหม่ ดำเนินการตรวจสอบในทันที ซึ่งคณะกรรมการที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยในตอนนั้น ได้รับรองว่าภายในเวลา 10 วัน จะแจ้งผลการตรวจสอบ แต่ผ่านมาถึงวันนี้เป็นเวลา13 วัน เรื่องราวก็ยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด ผู้ปกครองทุกคนจึงหวั่นว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดู" นางฐานิดากล่าว

ด้าน นางอรษา วงศา อดีตเหรัญญิกชมรมผู้ปกครองคนพิการ จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา การบริหารของชมรมผู้ปกครองฯคลุมเคลือมากมีเงินกองทุนต่างๆ เข้าชมรมตลอด รวมทั้งเงินจ้างเหมาบริการตามมาตรา 35

"หลังจากนางฐานิดาออกมาร้องเรียน จึงได้ความจริงว่า สัญญากำหนดระยะเวลา 1 ปี ทางบริษัทที่เกี่ยวข้องได้จัดค่าจ้างให้รายละ 9,125 บาทต่อเดือนหรือปีละ 109,500 บาท ตนกับผู้ได้รับสิทธิ จึงออกมาร้องเรียนกับเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ และแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะถูกประธานชมรมฯ ยักยอกเงิน"

ขณะที่นางปุนิกา เกริกชัยสกุล กล่าวว่า หลังมีเรื่องร้องเรียน สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ได้สั่งยกเลิกใบอนุญาตชมรมผู้ปกครองคนพิการจ.กาฬสินธุ์ แล้ว ซึ่งให้เหตุผลว่ากระทำผิดหลักการ เกิดความเสื่อมเสียต่อองค์กรความผิดชัดเจนตั้งแต่เก็บสมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็ม เอกสารที่ทำขึ้นภายหลัง รับรองโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยงาน ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร หลอกลวงประชาชน แต่การวินิจฉัยข้อร้องเรียนของคณะกรรมการที่ จ.กาฬสินธุ์ยังนิ่งเงียบพวกเราหวั่นกลัวการร้องเรียนจะไม่เป็นผล เหมือนมวยล้มต้มคนดู จึงได้มาร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.กาฬสินธุ์ ส่งต่อความเดือดร้อนทุกข์ใจไปถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหา ให้ความเป็นธรรมกับพวกเราและคนพิการ ที่รอคอยการช่วยเหลือในขณะนี้

ส่วน พ.ต.พีธ์นิธิ กล่าวว่า ข้อร้องเรียนดังกล่าว ถือเป็นความเดือดร้อนของประชาชน หลังได้รับทราบปัญหาและหนังสือร้องทุกข์ จะได้รีบดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเบื้องต้นจะได้ทำหนังสือติดตามผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง จากคณะกรรมการตรวจสอบฯขณะเดียวกันก็จะได้ทำรายงานถึงผู้บังคับบัญชาตามสายงาน เพื่อคลี่คลายปัญหาและคืนความสุขให้ประชาชน โดยเฉพาะต้องให้ความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำและปราบปรามปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานภาครัฐ ตามนโยบายพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ตั้งก.ก.สอบรองผู้ว่าฯยกเลิกซอยเอื้อคอนโด - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

รอ'อัศวิน'กลับจากต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ศาลาว่าการ กทม. นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานครกล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหนังสือถึงผู้ว่าฯกทม. มอบหมายเรื่องกล่าวหาให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายหลังจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหานายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม. กับพวกว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณียกเลิกการลงทะเบียนตรอกฉลองกรุงจากถนนพระรามที่ 4 ถึงมูลนิธิศิวะประทานแขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก เป็นทางหลวงเทศบาลตามประกาศกรุงเทพมหานครเรื่องการลงทะเบียนทางหลวง ฉบับลงวันที่ 6 พ.ค. 2529 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่โครงการคอนโด มิเนียมทำให้สามารถดำเนินการก่อสร้างเป็นอาคารชุดพัก อาศัยขนาด 33 ชั้น ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบ ข้อเท็จจริงแต่อย่างใดโดยตนส่งเรื่องให้สำนักงานการเจ้าหน้า ที่ (กกจ.) กทม.พิจารณาดูว่ามีระเบียบในการดำเนินการอย่างไรและมีขั้นตอนในการพิจารณาอย่างไร โดยเรื่องดังกล่าวจะต้องร่วมหารือกับ พล.ต.อ.อัศวิน ด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างไปราชการต่างประเทศ ก่อนรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ

ด้านรายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ส่งเรื่องดังกล่าวให้ผู้ว่าฯกทม. ในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ดำเนินการทางวินัยตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ตามมาตรา 64 ซึ่งระบุว่าในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเห็นว่าเรื่องที่มีการกล่าวหาเรื่องใดมิใช่เป็นความผิดร้ายแรงหรือกล่าวหาในเรื่องที่มิได้อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนของผู้ถูกร้องดำเนินการทางวินัยไปตามหน้าที่และอำนาจก็ได้และเมื่อดำเนินการไปตามหน้าที่และอำนาจแล้วให้รายงานผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบ.

จ่อฟัน'ทักษิณ' อนุปปช.ขยายผลจีทูจีลอต2 - แนวหน้า ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

'วิชา'อ้างอัยการสูงสุด ชงพิจารณาคดีลับหลัง

"วิชา มหาคุณ" หนุนป.ป.ช.ขยายผลสอบระบายข้าวจีทูจี ลอต 2 สาวให้ถึง ผู้สั่งการ เผย อสส.กำลังยื่น ขอให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังด้วย ด้าน "ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ" แนะนายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย ไม่ต้องกลัวยื่นบัญชีทรัพย์สินผิด หากมีเจตนาสุจริต

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นายวิชา มหาคุณ อดีต กรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ขยายผลคดีการทุจริตในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ลอต 2 โดยมีมติให้สั่งไต่สวนเพิ่มเติม และแจ้งผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติมด้วย ว่า ตนได้ รับทราบจาก นายประสาท พงษ์ศิวาภัย อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้ ว่าจะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและขยายผลในเรื่องนี้ แม้ลอตแรกจะจบแล้ว ซึ่งตัวละครส่วนใหญ่ยุ่งเกี่ยวกับการค้าขายกับบริษัทค้าข้าว เช่น บริษัท สยามอินดิก้า และกลุ่มบริษัท ไห่หนาน ประมาณ 4 บริษัท ที่เป็นคู่สัญญาในสมัย นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ตนไม่ทราบรายละเอียดมากนัก รู้เพียงว่าคณะอนุกรรมการจะเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ให้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในเมื่อขยายผลมาถึง ลอต 2 แล้ว ควรจะสาวให้ถึงผู้บริหารในระดับนโยบายที่สั่งการได้เลยหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ต้องเป็นเช่นนั้น ต้องพยายามหาพยานหลักฐานและพยานเพิ่มเติม ทั้งนี้ เรื่องการขยายผลลอต 2 ป.ป.ช. สามารถดำเนินการได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก และตนยังทราบว่าสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กำลังยื่นขอให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังด้วย เพราะสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ตามกฎหมายที่ให้พิจารณาคดีลับหลังได้กับคนที่หนีไปต่างประเทศ

นายวิชา ยังกล่าวถึงกรณีนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ประกาศจะลาออก เนื่องจากไม่ต้องการยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ตามประกาศ ป.ป.ช. ว่า การพิจารณาใช้งบประมาณในมหาวิทยาลัยนั้น ตามปกติต้องเป็นมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ตนเข้าใจว่าการยกร่างในชั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อเขียนถึงผู้ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น ไม่มีระบุถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัย มีเพียงคำว่าผู้บริหารขององค์กรอื่นที่ไม่ใช่ของรัฐ แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบเติมเข้าไปโดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. เป็นผู้ขอ เนื่องจากต้องการให้ดูเรื่องการบังคับใช้อำนาจอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง อีกทั้งยังจะมีเรื่องการแต่งตั้งด้วย ซึ่ง สนช.เห็นด้วย

ด้าน นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) กล่าวว่า ป.ป.ช.ทำตามมาตรา 102 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่บัญญัติให้ ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งต่างๆ ที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 106 ที่บัญญัติให้ต้องประกาศให้สาธารณชนรับทราบ รับรู้ เพื่อร่วมกันตรวจสอบ ดังนั้น ป.ป.ช.ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ส่วนกรณีนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะลาออก เพราะไม่สะดวกที่จะยื่นนั้น ตนเห็นว่า การที่ ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งเหล่านี้ไปด้วย เพราะกฎหมายได้กำหนดตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง จึงต้องเป็นไปตามนั้น

นายปานเทพ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา แต่การที่ ป.ป.ช.ยืดเวลาออกไป 60 วัน เพื่อจะให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยมีเวลาปรับตัว และไปพิจารณา แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ต้องการจะลาออกก็จะทำให้สถาบันการศึกษาได้มีเวลาหาคนมาทดแทนได้ทัน สมัยตนเป็นประธาน ป.ป.ช. ตอนที่มีการกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เคยเจอปัญหาลักษณะเดียวกัน เราได้ให้เจ้าหน้าที่ไปอธิบายทำความเข้าใจ สุดท้ายจึงคลี่คลาย

"กรณีที่นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยกลัวว่าจะยื่นผิดยื่นถูก ในมาตรา 109 ของของ พ.ร.ป.ป.ป.ช. กำหนด ไว้ว่า ถ้ายื่นโดยสุจริต แต่ขาดตกบกพร่อง ป.ป.ช.จะแจ้งให้ผู้นั้นยื่นให้ครบ ถ้าแต่แจ้งไปแล้วยังเพิกเฉย แสดงว่าจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ก็ต้องตรวจสอบ ดังนั้น ถ้าสุจริตก็ไม่ต้องเกรงกลัวอะไร"นายปานเทพ กล่าว

เตาขยะกทม.ยึดเทคนิค90% ปิดทางถูกและดี-เชื่อเอื้อรายเก่า - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เตาขยะกทม.ยึดเทคนิค90% ปิดทางถูกและดี-เชื่อเอื้อรายเก่า

ผู้จัดการรายวัน360 - กางร่าง ทีโออาร์ "เตาเผาขยะ กทม." เผยให้น้ำหนัก "เทคนิค-คุณสมบัติ" ที่ใช้ดุลพินิจ กก.ถึง 90% ส่วน "ราคา" ให้น้ำหนักแค่ 10% ปิดทางใช้ของถูก และดี เตือนเดินตามร่างทีโออาร์นี้ กก.ประกวดราคาเสี่ยงเข้าซังเต ส่อล็อกสเปกด้านเทคนิค เอื้อรายเก่า สกัด "คู่แข่งรายใหม่" เชื่อเวลากระชั้น บ.นอกเจ๋งแค่ไหน ก็ทำเอกสารไม่ทัน คาดรวบรัดปิดจ็อบก่อนสิ้นปี

จากกรณี กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยกองกำจัดมูลฝอย สำนักสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศ ร่าง ขอบเขตงาน (ทีโออาร์) โครงการประกวดราคาจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอย ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม และอ่อนนุช ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงินงบประมาณ โครงการละ 6,570 ล้านบาท รวม 2 โครงการ มูลค่า 13,140 ล้านบาท ผ่านเว็บไซต์ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ www.gprocure ment.go.th เพื่อรับฟังคำวิจารณ์ โดยกำหนดระยะเวลารับฟังคำวิจารณ์ ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย.61 ซึ่งปรากฏว่าใช้ราคากลางกำจัดขยะที่ 900 บาทต่อตัน สูงกว่าราคาจ้างเหมาเอกชนกำจัดขยะที่หน่วยราชการอื่นใช้ถึง 3 เท่าตัวนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ www.gprocurement.go.th ที่ปรากฏร่างทีโออาร์ ของศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เลขที่โครงการ 61097595110 และที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม เลขที่โครงการ 61097595735 นั้น พบว่า ทั้ง 2 โครงการ มีมูลค่าเท่ากับที่ 6,570 ล้านบาท และมีรายละเอียดที่เหมือนกันทั้งหมด โดยมีการตั้งข้อสังเกตในส่วนของหลักเกณฑ์ และสิทธิในการพิจารณา โดยให้ความสำคัญกับเกณฑ์อื่น หรือข้อเสนอด้านเทคนิค และการวิเคราะห์ทางการเงิน ที่ใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการประกวดราคาของ กทม. เป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 90 ส่วนเกณฑ์ราคากำหนดน้ำหนัก เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ส่งผลให้ผู้ที่เสนอราคาต่ำกว่าขนาดไหน ก็อาจ ไม่สามารถชนะการประกวดราคาครั้งนี้ได้ เพราะ กทม.ให้น้ำหนักในเรื่อง ข้อเสนอด้านเทคนิค และการวิเคราะห์ทางการเงิน เป็นหลัก

แหล่งข่าวระดับจากกระทรวงมหาดไทย ให้ความเห็นว่า การกำหนดเกณฑ์พิจารณาที่ไม่สมดุลเช่นนี้ ผู้ที่เสียประโยชน์ย่อมเป็นกทม. และประชาชน ที่หมดโอกาสในการเลือกใช้บริการเอกชนที่แสดงราคาต่ำที่สุดไปโดยปริยาย ไม่มีทางที่จะได้ของดีราคาถูก กลับต้องจ่ายแพงให้กับบริษัทที่ได้คะแนนเทคนิคมากกว่าแต่อาจเสนอราคาแพงที่สุด ที่น่าเป็นห่วงเพราะเมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดจะพบว่า รายการด้านเทคนิคทั้ง 5 หัวข้อ กล่าวคือ

1. รายละเอียดการยื่นเสนอ ด้านเทคนิค 450 คะแนน 2. ประสบการณ์ผู้ยื่นข้อเสนอในการดำเนินการโรงงานเตาเผามูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน 500 คะแนน 3. แผนการดำเนินงานก่อสร้างและบริหารจัดการโรงงานเตาเผา 200 คะแนน 4. ระบบการรวบรวมมูลฝอยก่อนเข้าสู่ระบบการกำจัด 150 คะแนน และ 5. การวิเคราะห์ทางการเงิน 300 คะแนน

"ทีโออาร์ทั้ง 2 ฉบับ ให้น้ำหนักเรื่องผลงานมากที่สุด คือ 500 คะแนน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า หากผู้เข้าประกวดมีผลงานสามารถกำจัดมูลฝอยในระบบเตาเผามากกว่าหรือเท่ากับ 500 ตันต่อวัน ได้จะคะแนนเต็ม เช่นเดียวกับสัญญาสัมปทานในรูปแบบ BOT หรือ Build Operate Transfer ซึ่งเป็นการลงทุนโดยเอกชน พร้อมกับดำเนินการและส่งมอบคืนในกับกทม. เมื่อครบสัญญา เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนเข้าทางบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับ กทม. อยู่แล้ว" แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า การพิจารณาให้คะแนนด้านเทคนิค เป็นการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการประกวดราคาเป็นสำคัญ ซึ่งผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ กทม.คนใดที่จะมาเป็นคณะกรรมการฯ จะต้องใจกล้ามากๆ ไม่ใช่แค่ยื่นขาเข้าไปอยู่คุก แต่ทั้งตัวเข้าไปอยู่ในคุกตั้งแต่แรก เพราะการให้คะแนนอาจเป็นไปในลักษณะไม่โปร่งใส ส่อว่าอาจจะเอื้อให้กับใครบางคนหรือไม่ หากทีโออาร์ เป็นเช่นนี้ แทบจะปิดทางบริษัทรับกำจัดขยะรายใหม่ หรือกระทั่งบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศโดยสิ้นเชิง รายการด้านเทคนิค 5 ข้อ ก็ล้วนแต่เข้าทางบริษัท ที่มีความใกล้ชิดกับ กทม. อยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเดิมที่มีผลงานสามารถกำจัดมูลฝอยในระบบเตาเผามากกว่า หรือเท่ากับ 500 ตันต่อวัน บริษัทใหญ่มาจากเมืองนอก ก็ไม่ได้ล่วงรู้ขอบเขตรายละเอียดด้านเทคนิคของโครงการมาล่วงหน้า คงไม่สามารถจัดทำข้อเสนอรายละเอียดทางเทคนิคได้ทัน โดยเฉพาะการรับรองจากสถานทูตไทยในประเทศต้นทางของบริษัท แล้วยังต้องให้กระทรวงการต่างประเทศของไทยรับรองในชั้นสุดท้าย จึงจะยื่นซองกับ กทม.ได้ แม้จะมีเวลาเป็นเดือนก็ตาม ก็ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการได้ทันหรือไม่ โครงการมีมูลค่าสูง เอกสารก็มีไม่ต่ำกว่าพันหน้า ไม่นับว่าต้องมาทำเรื่องกับกระทรวงพาณิชย์อีกหลาย ขั้นตอน ยิ่งถ้าประมูลทำแบบแบบรวบรัด จบภายใน 20-30 วัน ทายได้ไม่ยากว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า เบื้องต้น กทม.ได้กำหนดการคร่าวๆ ว่าภายหลังเปิดรับฟังคำวิจารณ์ ผ่านเว็บไซต์ ถึงวันที่ 16 พ.ย.นี้แล้ว จะมีการประกาศ ทีโออาร์เชิญชวนผู้เข้าร่วมประมูล และต้องมีเวลา ในการยื่นประมูลอีกอย่างน้อย 20 วันทำการ สำหรับเอกชนที่สนใจและยื่นเอกสารประมูล เมื่อนับตามปฏิทินจะอยู่ในช่วงวันที่ 17-21 ธ.ค.นี้ เนื่องจากมีความพยายามผลักดันให้โครงการประมูลเสร็จก่อนสิ้นปีนี้และเพื่อไม่ให้คาบเกี่ยวกับช่วงเลือกตั้งด้วย .

บทบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ: กรรมการสภามหาวิทยาลัย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พลันที่ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 บรรดาคนในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ ออกมาตบเท้าแสดงความไม่เห็นด้วย พร้อมประกาศยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่พอใจประกาศฉบับนี้ที่กำหนดให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้เหตุผลว่า แม้ประกาศฉบับนี้จะทำเพื่อธรรมาภิบาล แต่กรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายคน ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหาร หรือเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะกำหนดให้กรรมการสภาฯ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ดร.สุชัชวีร์ ยังให้ความเห็นว่า ประกาศฉบับนี้เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินมากเกินควร เพราะต้องยื่นทรัพย์สินของคู่สมรสและบุตรด้วย ขณะเดียวกันระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประกาศเพียง 60 วัน ไม่เพียงพอต่อการดำเนินการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้องและครบถ้วน อาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีตามกฎหมายป.ป.ช.

อย่างไรก็ตามมีหลายฝ่ายที่ออกมาสนับสนุนประกาศฉบับนี้ โดยเฉพาะองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่สนับสนุนรัฐบาลและป.ป.ช.กำหนดให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินอย่างครบถ้วนและเคร่งครัด เพื่อสกัดกั้นและป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยเฉพาะกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. พร้อมเสนอให้กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะเจ้าของกฎหมายและเจ้าของเรื่อง เดินสายไปชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้บริหารกรรมการสภามหาวิทยาลัยในจังหวัดต่างๆ

ปัจจุบันมีผู้ที่ต้องยื่นบัญชีอยู่แล้วเกือบ 40,000 คน ตามประกาศ ป.ป.ช. ฉบับใหม่ จะส่งผลให้มีผู้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก 3,000 คน รวมถึง องค์กรมหาชน รัฐวิสาหกิจ ที่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นนักธุรกิจเอกชน พ่อค้า หรือนักวิชาการ

เราเห็นว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ไม่เห็นด้วย ประมาณ 500 คน เป็นคนที่มีอำนาจกำหนดทิศทางการศึกษา จึงควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ด้วยการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่ทำมาหลายปีสูญเปล่า