You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 9 พฤศจิกายน 2561

ล้างบางเจ้าหน้าที่ สกสค.เอี่ยวทุจริต - ไทยรัฐ

ประกาศปปช.กระทบ สังฆราช บังคับแจ้งทรัพย์สิน - ไทยรัฐ

เช็กกระแส 'หนุน-ค้าน' โชว์ขุมทรัพย์ นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหน้าที่และความรับผิดชอบ - แนวหน้า

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: ทฤษฎีกับปฏิบัติ - เดลินิวส์

EDITORIAL: Tap BLOCKCHAIN to help beat corruption - THE NATION

ล้างบางเจ้าหน้าที่ สกสค.เอี่ยวทุจริต - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“อรรถพล” ไล่ออก 4 ราย ตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สวัสดิภาพครูไทย” ของขวัญปีใหม่

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวในการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารสำนักงาน สกสค.ทั่วประเทศ ที่โรงแรมบ้านสวนรีสอร์ต จ.นครสวรรค์ ว่า ตนวางนโยบาย “ซ่อมอดีต สร้างอนาคต” เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ สกสค. โดยเฉพาะการสะสางทุจริตที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมด ขอประกาศไว้เลยว่า คนโกงต้องไม่ได้อยู่ใน สกสค.อีกต่อไป ต้องรับกรรมที่ทำไว้ ซึ่งในช่วง 3 สัปดาห์ที่รับตำแหน่ง ตนได้ลงนามไล่ออกเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน สกสค.ไปแล้ว จำนวน 3-4 คน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต และยังมีที่เข้าคิวรออีกหลายคนที่จะต้องมีการดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วย

ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อว่า ส่วนการสร้างอนาคตนั้น ตนจะผลักดันให้ สกสค.จังหวัดทั่วประเทศ มุ่งสร้างงานบริการสวัสดิการและสวัสดิภาพเหนือความคาดหมายแก่เพื่อนครู โดยขณะนี้กำลังเร่งให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สวัสดิภาพครูไทย มุ่งช่วยเหลือครูที่ถูกรังแกเช่น ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ซึ่งจะให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เป็นของขวัญปีใหม่แก่เพื่อนครูตั้งแต่ต้นปี 2562 เบื้องต้นได้หารือกับหลายหน่วยงานด้านกฎหมาย และยินดีที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้คำปรึกษาด้านกฎหมายกับครูด้วย นอกจากนี้ ตนกำลังเร่งเจรจากับธนาคารออมสินเจ้าหนี้เงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) วงเงินหลายแสนล้านบาท เพื่อขอให้มีการยืดระยะเวลาการต่อสัญญาทำประกันเงินกู้ของครูที่ใกล้จะหมดอายุกรมธรรม์กับบริษัทประกันเดิมไปก่อน เพื่อหาบริษัทประกันใหม่ที่ให้เงื่อนไขดีที่สุด โดยเฉพาะราคาเบี้ยประกันถูกลง ครูจะได้มีทางเลือกที่ดีกว่าตามความสมัครใจ

“ผมขอบอกไว้เลยว่า สกสค.จะต้องปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เรื่องที่ถูกซุกไว้ใต้พรมจะต้องถูกสะสางและนำมาไว้บนพรม ใครที่ทำไม่ดีไว้ก็ต้องได้รับผลจากการกระทำนั้น งานของ สกสค.ที่จะเดินหน้าดำเนินการนับต่อจากนี้ผมมุ่งเน้นเรื่องที่ไม่ต้องลงทุนใช้เงินใช้ทองอะไรแต่ผลลัพธ์ที่ได้อยู่ที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะได้รับประโยชน์ แน่นอนว่าปีใหม่ 2562 นี้ สกสค.มีของขวัญปีใหม่ให้เพื่อนครูแน่ และหนึ่งในนั้นคือการเปิดศูนย์พิทักษ์สวัสดิภาพครูไทย มุ่งช่วยเหลือครูที่ถูกรังแก” นายอรรถพลกล่าว.

ประกาศปปช.กระทบ สังฆราช บังคับแจ้งทรัพย์สิน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทรงเป็นนายกสภามมร. พระเถระผู้ใหญ่-ก็ไม่อยู่ กก.รามคำแหงเตรียมลา วิษณุนัดหารือทางแก้ไข

พระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะอุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ระบุประกาศของ ป.ป.ช.ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ส่งผลให้กรรมการ มมร.เตรียมลาออกทั้งหมด ที่สำคัญกระทบถึงสมเด็จพระสังฆราช เพราะดำรงตำแหน่งนายก มมร. อีกทั้งกรรมการสภา มมร. ส่วนใหญ่เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ หากเกิดความไม่พอใจแล้วไขก๊อกลาออกทั้งหมดจะทำอย่างไร ด้าน ผอ.สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เผยบอร์ด สนช.มีหน้าที่ทำเรื่องนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ผลตอบแทนมีไม่มาก การแสดงทรัพย์สินกระทบต่อครอบครัวแน่ อธิการบดีรามคำแหงเผย กรรมการสภามหาวิทยาลัยเตรียมลาออกแล้ว จี้ ป.ป.ช.ทบทวน ขณะที่ประชุม ป.ป.ช.เตรียมส่งรองเลขาธิการ ป.ป.ช. หารือกับนายวิษณุ เครืองาม 9 พ.ย.นี้

ภายหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกประกาศเรื่อง กำหนดตำแหน่งผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดิน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสทั้งที่จดทะเบียนและมิได้จดทะเบียน และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคล

ดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมไปถึงนายกสภามหาวิทยาลัย กรมการศาสนา อธิการบดีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล โดยคำสั่งดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ความคืบหน้ากรณีนี้ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผช.เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิต มหาสีมาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะอุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) กล่าวว่า กรณีการประกาศ ป.ป.ช.ตามมาตรา 102 นั้น มีการระบุถึงนายกสภา กรรมการสภา และอธิการบดี มมร.รวมอยู่ด้วย หากมีการบังคับใช้จริง โดยไม่มีการแก้ไข กรรมการสภา มมร.คงจะลาออกกันหมด รวมถึงตำแหน่งนายกสภา มมร.ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งอยู่ด้วย เพราะผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย ไม่ได้เข้ามาหาผลประโยชน์ ทั้งยังถือว่าเป็นผู้เสียสละจากภาระงานปกติ เข้ามาช่วยงานบริหาร มมร. หาก ป.ป.ช.อยากตรวจสอบเรื่องการทุจริต ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะให้ตรวจสอบ แต่ไม่ควรทำในลักษณะเหวี่ยงแหแบบนี้

ด้านนายเสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า ปกติตำแหน่งอธิการบดี และรอง มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.อยู่แล้ว แต่ในส่วนของกรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้น เป็นผู้ที่เสียสละเข้ามาทำงานให้มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยสงฆ์กรรมการสภามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ โดย มมร.มีสมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ส่วน มจร.มีพระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย หากกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกิดความไม่สบายใจแล้วลาออกกันหมด การบริหารงานจะทำอย่างไร แต่ยังเชื่อว่าทางออกเรื่องนี้จะไปในทิศทางที่ดี เพราะนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ไปหารือกับ ป.ป.ช.แล้ว

ในส่วนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)นั้น มีหน่วยงานในสังกัด ที่มีคณะกรรมการบริหาร ที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) รวมไปถึงสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) ซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยงานได้รับผลกระทบ เพราะแทบทุกแห่งจะมีคณะกรรมการมาจากภาคเอกชน

นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ.สนช. กล่าวว่า สนช.ได้รับผลกระทบชัดเจน เพราะมีบอร์ดมาจากภาคเอกชนมี 4 คน ขณะที่การทำงานของ สนช.เองก็ต้องยึดโยงกับภาคเอกชน ดังนั้น คำสั่งของ ป.ป.ช. จึงส่งผลกระทบค่อนข้างมาก ขณะนี้ กรรมการจากภาคเอกชนกำลังพิจารณาข้อมูล เพื่อที่จะตัดสินใจ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะการทำงานของบอร์ดไม่ได้เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่เกี่ยวกับสัญญาใดๆทั้งสิ้น แต่บอร์ดมีหน้าที่ทำเรื่องนโยบายและ สนช.จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ผลตอบแทนก็ไม่มาก การแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งของตัวเอง ภรรยา และลูก ส่งผลกระทบแน่ โดยก่อนวันที่ 15 พ.ย.นี้น่าจะทราบผลชัดเจนว่า บอร์ด สนช.จะพิจารณาอย่างไร

ขณะที่ นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัด วท. กล่าวว่า วท.ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยก่อนหน้านี้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนที่เป็นบอร์ด แสดงเจตจำนงว่าต้องการลาออก โดยตนได้ยับยั้งไว้ เพราะถ้าลาออกจะวุ่นวายมาก เพราะบทบาทของ วท.ต้องทำงานเชื่อมโยงกับภาคเอกชนค่อนข้างมาก จึงขอร้องผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนให้อยู่ในตำแหน่งไปก่อน เพราะยังมีเวลาศึกษา และขณะนี้ทราบว่า ป.ป.ช.กำลังทบทวนคำสั่ง

นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ สมาชิก สนช. และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ประกาศของ ป.ป.ช.สร้างปัญหาให้กับกรรมการสภามหาวิทยาลัยมาก เพราะบุคคลที่มหาวิทยาลัยเชิญมาส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ทำให้เกิดความกังวล หากจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะหากยื่นผิด ก็จะมีความผิดทางกฎหมาย อยากให้ ป.ป.ช.ทบทวนเรื่องนี้ คำว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่ควรรวมถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพราะคนเหล่านี้ไม่มีเงินเดือน มีแค่เบี้ยประชุม อย่างมหาวิทยาลัยรามคำแหงขณะนี้มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายคนเปรยๆ จะลาออก หากต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัยสายที่เป็นอาจารย์ก็อยากยื่นใบ ลาออกด้วย

นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิก สนช.ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับประกาศ ป.ป.ช. เพราะกรรมการสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจอนุมัติเกี่ยวกับการเงินน้อยมาก จะประชุมงบประมาณเพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น สภามหาวิทยาลัยจึงไม่มีความเกี่ยวข้องหรือสามารถไปล้วงลูกการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยได้ โดยอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยจึงไม่ตอบสนองต่อหลักคิดเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. หากกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินจริง จะมีคนเก่ง คนดี ที่มหาวิทยาลัยเชิญ มาช่วยงานมหาวิทยาลัยลาออกจำนวนมาก เพียงพอที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยได้ การที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยไม่อยากยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ได้เป็นเพราะกลัว ทุกคนไม่กลัว แต่เห็นว่าเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่ โดยไม่สมเหตุผลกับตำแหน่งหน้าที่

นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผอ.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) กล่าวว่า เรื่องนี้ตนจะรายงานให้คณะกรรมการบริหาร ศมส.ได้รับทราบภายในวันที่ 19 พ.ย. และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นกับเรื่องดังกล่าว ในส่วนของตนไม่รู้สึกกังวลอะไร เนื่องจากสมัยที่เป็นรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเคยรายงานบัญชีทรัพย์สินอยู่แล้ว

ส่วน รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ทางศูนย์คุณธรรมจะรายงานเรื่องของ ป.ป.ช.ให้คณะกรรมการบริหารศูนย์ คุณธรรม ได้รับทราบในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาทำงานด้านคุณธรรม จริยธรรมของชาติ มีความบริสุทธิ์ใจในการทำงานอยู่แล้ว

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ เตรียมยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่พอใจประกาศของ ป.ป.ช.ว่า ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างรอฟังความเห็นจากที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และรอหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โดยจะพยายามให้ได้ข้อยุติภายในสัปดาห์หน้า

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นได้นัดวันกันแล้ว แต่ยังไม่มีการพูดคุยกับ ป.ป.ช.เพราะเขายังไม่สะดวก เนื่องจากต้องเตรียมข้อมูลหลายอย่าง มีประเด็นคำถามประมาณ 10 ข้อ และไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องพูดคุยกับประธาน ป.ป.ช.เท่านั้น แล้วแต่จะมอบหมายให้ใครมาก็ได้ เมื่อถามว่าพระเถระชั้นผู้ใหญ่ และองคมนตรีที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตามประกาศ ป.ป.ช. หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ตามกฎหมายถ้าดำรงตำแหน่งก็ต้องยื่น เมื่อถามว่า ส่วนตัวได้หาทางออกไว้แล้วใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ได้เตรียม ทางเข้าไว้” แต่ไม่เคยคิดใช้ ม.44 เพราะอำนาจอยู่ที่ประธาน ป.ป.ช.จะวินิจฉัย เมื่อถามย้ำว่าสุดท้ายแล้วจะมีทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่ายใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนไม่กล้าพูด รู้อย่างเดียวตนต้องยื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ ในที่ประชุม ป.ป.ช.หยิบยกกรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ คัดค้านการออกประกาศ ป.ป.ช.ให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. โดยกรรมการ ป.ป.ช.หลายคนเป็นห่วงกรณีดังกล่าวจะเกิดปัญหาในวงกว้างต้องรีบแก้ไข ไม่ให้กระทบกรอบเวลาการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวที่จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ดังนั้นที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมอบหมายให้สำนักกฎหมาย ป.ป.ช. ไปรวบรวมข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะที่สภามหาวิทยาลัยต่างๆท้วงติงมาทั้งหมด แล้วนำไปประมวลผลเรียบเรียงรายละเอียดต่างๆส่งให้ที่ประชุม ป.ป.ช. พิจารณาในสัปดาห์หน้า ส่วนการหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามความเห็นของรัฐบาลนั้น ป.ป.ช.จะส่งนายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ไปพบนายวิษณุในวันที่ 9 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล

เช็กกระแส 'หนุน-ค้าน' โชว์ขุมทรัพย์ นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทีมข่าวคุณภาพชีวิต

qualitylife4444@gmail.com

หลังประกาศฉบับใหม่ของ ป.ป.ช. ที่ให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งของมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยนอกระบบ หรือ "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ออกมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ทำให้มีกระแสข่าวว่า "กรรมการสภามหาวิทยาลัย" โดยเฉพาะในสายผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ซึ่งมาจากภาคเอกชน เตรียมไขก๊อกลาออกเป็นจำนวนมาก เพราะไม่อยากแสดงบัญชีทรัพย์สิน

อย่างที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล หรือ ทปอ.มทร. 9 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้การนำของ "วิโรจน์ ลิ้มไขแสง" อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะประธานที่ประชุม 9 อธิการบดี มทร. มีมติคัดค้านการยื่นบัญชีทรัพย์สินของกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้เหตุผลว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในวงการอุดมศึกษา กระทั่งมีการเรียกร้องไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้ช่วยหารือกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทบทวน

"นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย สายผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ละแห่งมีจำนวน 15 คน ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน ต่างแสดงความจำนงที่จะขอลาออกจากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะต้องมายื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะการเข้ามานั่งเป็นนายกสภา หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย เข้ามาด้วยใจ ไม่ได้มี ผลประโยชน์"

ขณะที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แม้ว่าจะเห็นด้วยในหลักการป้องกันและตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริตในภาครัฐ ดังนั้น ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ อธิการบดี และรองอธิการบดี จึงควรยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ตามที่กำหนดในประกาศ แต่การที่ให้นายก และกรรมการสภา ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านวิชาการเป็นหลักไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวข้อง กับการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐโดยตรง อันจะทำให้เกิดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ กรรมการสภาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหาร หรือเป็นผู้บริหารระดับสูง ขององค์กร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะกำหนดให้กรรมการสภา ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธาน ทปอ. อธิบายว่า ผลกระทบจากประกาศฉบับนี้ ทำให้นายก และกรรมการสภาบางแห่ง ไม่ประสงค์จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพราะการยื่นบัญชีทรัพย์สินแม้ว่าจะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพื่อธรรมา ภิบาล แต่ก็เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ที่ต้องยื่นทรัพย์สินมากเกินควร รวมทั้งต้องยื่นทรัพย์สินของคู่สมรสและบุตรด้วย

ขณะเดียวกัน ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประกาศเพียง 60 วัน ไม่เพียงพอต่อการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้องและครบถ้วนได้ ดังนั้น หากยื่นบัญชีผิดพลาด แม้ไม่ได้เจตนาก็อาจมีโทษทางอาญาและถูกศาลพิพากษาจำคุกได้ จึงได้มีนายก และกรรมการสภาบางแห่ง ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งแล้ว ส่งผลกระทบให้สภา มีกรรมการสภาไม่ครบองค์ประชุม ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ส่งผลเสียต่อการบริหารงานในมหาวิทยาลัย และนิสิต นักศึกษา

"อธิการบดี ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยทุกกลุ่มมาหารือ และมีมติร่วมกันเสนอให้ ป.ป.ช.ทบทวน เพราะตอนนี้กรรมการสภาบางแห่งได้ยื่นลาออกแล้ว ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหาและอาจส่งผลกระทบต่อนิสิต นักศึกษา จากนี้จะทำหนังสือถึง ป.ป.ช. และเตรียมจะเข้าไปหารือกับประธาน ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการต่อไป" ประธาน ทปอ. กล่าว

นพ.กำจร ตติยกวี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า ถ้า ป.ป.ช.ทบทวน หรือปรับวิธีการการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้มีความสะดวกมากขึ้น เช่น ยื่นครั้งเดียวครอบคลุมทุกตำแหน่ง หรือมีระยะเวลาการยื่น เช่น 4 ปีครั้ง ก็จะทำให้สะดวกมากขึ้น เชื่อว่าขณะนี้ทุกคนกำลังรอดูท่าที ป.ป.ช. ยอมรับว่าสภาจุฬาฯ หารือเรื่องนี้กันจริง และมีบางคนมีความประสงค์ว่าหากการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช.ทำให้เกิดความยุ่งยาก ก็อาจจะลาออกจากตำแหน่ง

นพ.จรัส สุวรรณเวลา นายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) กล่าวว่า ควรจะหาทางออกที่เป็นทางสายกลางคือ ให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินแต่เก็บข้อมูลใส่ซองไว้ในกรณีที่มีปัญหาค่อยมาเปิดดู ไม่ใช่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะหากเป็นภาคเอกชนที่เชิญเข้ามาเชื่อว่าไม่ต้องการที่จะยื่นบัญชีทรัพย์สินแน่นอน ซึ่งในส่วนของ ม.อ.ยังไม่ได้พูดคุยกัน ต้องรอดูว่า รมว.ศึกษาธิการ จะมีความเห็นเป็นอย่างไร

วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ สมาชิก สนช. และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า บุคคลที่มหาวิทยาลัยเชิญมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ทำให้เกิดความกังวล หากจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะหากยื่นผิดจะมีความผิดทางกฎหมาย จึงอยากให้ ป.ป.ช.ทบทวนเรื่องนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักธุรกิจเหล่านี้ มีมุมมองประสบการณ์ ให้คำแนะนำด้านการบริหารงานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย คนเหล่านี้ไม่มีเงินเดือน มีแค่เบี้ยประชุมเท่านั้น อย่างสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงขณะนี้ ก็มีกรรมการสภาหลายคนเปรยๆ จะลาออก หากต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัย สายที่เป็นอาจารย์ก็อยากยื่นลาออกด้วย

เดิมผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ 58 แห่ง คือตำแหน่งในกลุ่มอธิการบดีที่มีสถานะเป็นข้าราชการ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลด้วย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกันอยู่แล้ว แต่ประกาศของ ป.ป.ช.ฉบับใหม่ได้ขยายตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปถึงอธิการบดี นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐอีก 26 แห่ง ตลอดจนนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐ 58 แห่งด้วย (เดิมให้ยื่นเฉพาะอธิการบดี แต่ล่าสุดให้ขยายไปถึงนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย) โดยผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อ ป.ป.ช. มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีอีกฝั่งที่เห็นต่าง ก็คือ ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES นำโดย รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ได้เดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช เพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนประกาศฉบับใหม่ของ ป.ป.ช. ที่ให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐและในกำกับของรัฐทั่วประเทศ ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพราะเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการทุจริตในแวดวงอุดมศึกษา ท่ามกลางวิกฤติปัญหาธรรมาภิบาลในปัจจุบัน พร้อมทั้งได้ขอให้ ป.ป.ช.ขยายการบังคับให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปจนถึงระดับ "คณบดี" ด้วยเพราะจะเป็นผลดีต่อการสร้างธรรมา ภิบาลในระบบอุดมศึกษา รวมทั้งที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือ ทป.มรภ. ก็มีมติเห็นชอบตามประกาศ ป.ป.ช. และสนับสนุนให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทุกคนเช่นกัน

เรื่องนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็รับลูก เตรียมนัดหารือกับประธาน ป.ป.ช. ล่าสุด พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ได้ออกมายืนยันแล้วว่าจะหารือกับรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย นายวิษณุ เครืองาม และจะยุติความสับสน ผลสุดท้ายกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ สัปดาห์หน้าก็จะได้รู้กัน

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหน้าที่และความรับผิดชอบ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สารส้ม

เกิดประเด็นร้อนแรงในวงการผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรหน่วยงานของรัฐ

หลังประกาศกำหนดตำแหน่งผู้ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ทำให้กรรมการสภามหาวิทยาลัย และอีกหลายองค์กรของรัฐ ทยอยลาออกจากการเป็นกรรมการ เนื่องจากต้องแจ้งและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ส่วนในแวดวงสาธารณสุข ก็มีข่าวว่า กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) 4 ราย จะยื่นขอลาออกจากตำแหน่ง

1. เรื่องเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินในขณะนี้ มี 2 ระดับ ได้แก่ระดับแรก "ยื่น" คือ ยื่นรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.

ระดับต่อมา "เปิดเผย" คือ รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.นั้น จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย

ในกฎหมายเดิม และประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดตำแหน่งผู้ยื่นบัญชีทรัพย์สินฉบับเดิม กำหนดแค่เพียงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. เท่านั้น ที่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน แต่ในกฎหมาย-ประกาศฉบับใหม่ เพิ่มเติมตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ, ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ให้ ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีรายการทรัพย์สินที่ยื่นให้สาธารณชน รับทราบด้วย

โดย "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" ตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ระบุว่า ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรมหรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสำหรับข้าราชการพลเรือน และปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพสำหรับข้าราชการทหาร และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หัวหน้าหน่วยงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ตามที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด

2."ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" จึงครอบคลุมหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจ-องค์กรอิสระจำนวนมาก

บางส่วน จากเดิมแค่ "ยื่น" แต่ตอนนี้ต้อง "เปิดเผย" บัญชีทรัพย์สิน และหนี้สิน

ยกตัวอย่างหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม หัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา

กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ เลขาธิการ ผู้จัดการกองทุนต่างๆ ได้แก่ กองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันชีวิต กองทุนประกันวินาศภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กองทุนยุติธรรม กองทุนสงเคราะห์ กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย

ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ สังกัดของรัฐ นายกสภา กรรมการสภา อธิการบดี รวม 40 แห่ง

ผู้บริหารองค์การมหาชน ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ ผู้อำนวยการ กองทุนต่างๆ เช่น กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ คุรุสภา สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร ทางการศึกษา (สกสค.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม สำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

ประธานกรรมการ กรรมการ เลขาธิการ กสทช. ประธานกรรมการนโยบาย กรรมการนโยบาย กรรมการบริหาร ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

ประธานกรรมการ กรรมการ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ฯลฯ 3. ขอสนับสนุนความคิดเห็นของคุณเสนาะ สุขเจริญ บรรณาธิการ ศูนย์ข่าวสืบสวน สำนักข่าวอิศรา ที่ว่า "เปิดบัญชีทรัพย์สิน : อย่ากลัวการส่องไฟ"โดยแจกแจงความเห็นสนับสนุนการให้ยื่นและเปิดเผยเป็นข้อๆ ว่า "1. การกำหนดให้ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงยื่นและเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่ควรทำมานานแล้ว และป.ป.ช. ดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2561 ที่ระบุให้ ป.ป.ช. กำหนดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

2.ผู้ออกมาเคลื่อนไหวในเชิงไม่เห็นด้วยและเตรียมขอลาออกจาก กรรมการเพื่อไม่ต้องการยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน เป็นนายกและกรรมการ สภามหาวิทยาลัยบางแห่ง ถือเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ต้องยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ในอดีตบางคนเป็นกรรมการฯหลายแห่งวนเวียนไปตามวาระจากแห่งนี้ไปแห่งนั้น (คนดี คนเก่งมีน้อย?) มีรายได้ตอบแทนจากงบประมาณของรัฐหรือไม่

3.รู้หรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้มีข่าว กรรมการมหาวิทยาลัยบางคนเป็นผู้อุปถัมภ์มหาวิทยาลัย เป็นพ่อค้า ผู้รับเหมา มีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาบริษัทของตนเองมาเป็นคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยนับสิบสัญญามูลค่านับ พันล้านบาท ขณะเดียวกันก็มีข่าวบริษัทของผู้บริหารบางแห่งเป็นคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยด้วย?

4.ประชาคมในองค์กรหรือสถาบันอุดมศึกษา ควรจะมีสิทธิรู้และหรือตรวจสอบทรัพย์สิน ความโปร่งใสของผู้บริหารและผู้กำกับ (ซึ่งมักจะเป็นพวกเดียวกัน?) หรือไม่?

5.นอกจากตำแหน่ง อธิการบดี และรองอธิการฯ ควรกำหนดให้ "คณบดี" สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ทุกแห่งยื่นและเปิดเผยบัญชีฯของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ไม่บรรลุนิติภาวะด้วยหรือไม่?

6.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดปัจจุบันหลายคนได้รับ แต่งตั้งเป็นอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยของรัฐต้องยื่นและเปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน บางคนรวยเงียบๆ มีทรัพย์สินนับร้อยล้านบาท ไม่เห็นท่าน เหล่านั้นมีปฏิกิริยาอย่างไรที่ต้องเปิดเผยทรัพย์สิน

7.ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงบางคนแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะไม่ชอบการทุจริตทุกรูปแบบ ต้องปฏิรูปประเทศทุกด้าน สนับสนุนให้เปิดเผย บัญชีทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่พอกฎหมายในเชิงป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ กระทบต่อตนเองกลับใช้อีกตรรกะหนึ่งในการอธิบายคัดค้าน ทำให้เห็นว่าภายใต้หลักการเดียวกันใช้กับคนกลุ่มหนึ่ง (เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งอื่น) ได้ แต่กำลังจะใช้กับคน อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้?"

4. ขอให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่สะดวกจะยื่นบัญชีทรัพย์สินและเปิดเผยตามกฎหมายใหม่ ก็ไม่ควรจะไปว่ากล่าวท่านเหล่านั้น หรือเพ่งเล็งในทางเสียๆ หายๆ ถ่ายเดียว เพราะการยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินนั้น แม้จะสุจริต แต่ก็มีภาระต้นทุนการดำเนินการและมีโอกาสจะผิดพลาดโดยสุจริตก็เป็นไปได้ ซึ่งมีผลผูกพันในทางกฎหมาย อาจจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลต่อไปในภายภาคหน้า ซึ่งบางคนอาจจะไม่พร้อม โดยเหตุที่เข้ามารับตำแหน่งก่อนหน้านี้ ก็เพราะต้องการจะทำงานเพื่อส่วนรวมเหมือนงานอาสาสมัคร แต่เมื่อแก้ไขกติกาใหม่ ค่อยเห็นว่าไม่สะดวกที่จะทำงานต่อไปแล้ว ก็จึงลาออก แบบนี้ จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรจะไปต่อว่าให้เสียหาย

ควรให้เวลาในการลาออกไปเสีย แล้วรีบสรรหาคนใหม่ ที่มีคุณสมบัติและความพร้อมทำงานในตำแหน่งเหล่านั้น ทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายใหม่

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: ทฤษฎีกับปฏิบัติ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

แมงเม่า

mangmoa49@gmail.com

วนเวียนมาถี่ครับ สี่แยกขัดแย้ง,เห็นต่างแบบปกติก็ โอเคจะให้คนต่างพื้นฐานคิดเหมือนกันได้อย่างไร รู้สึกไม่สบายใจพวกเรายกทีมด่ากันไวมากเพียงเพราะคิดต่างเห็นต่าง

กำลังร้อนแรงประกาศของป.ป.ช.ขยายขอบเขตการให้บุคคลยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน จากนักการเมือง,ข้าราชการครอบคลุมมาถึงกรรมการในองค์กรต่างๆ อาทิ สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

มีเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ก่อนจะบังคับใช้เดือนธันวากรรมการส่วนหนึ่งยื่นใบลาออก แล้วถูกฝ่ายหนุนป.ป.ช.บริภาษหนีการตรวจสอบกลัวธรรมาภิบาล จู่ๆตกเป็นผู้ร้ายไปเลย

อยากให้ช่วยกันมองหลายๆแง่มุมโดยไม่ต้องตำหนิด่าทอใคร ไม่ต้องหาคนผิดคนถูก

ชั้นแรกผมเข้าใจป.ป.ช.มีหน้าที่ทำตามกฎหมายในส่วนของท่าน ว่ากันตามภาคทฤษฎีคุณสมบัติคลุมถึงฝ่ายไหนตามบัญญัติในกฎหมายของป.ป.ช.ก็จัดการให้เป็นไปตามนั้น ผลที่ออกมาจึงไม่ปกติในบางกรณีนายกฯก็อึดอัดจนส่งรองฯวิษณุช่วยหาทางไปให้เหมาะสม

ทีนี้มาพิจารณาหลักการของการแจ้งบัญชีทรัพย์สินก็เพื่อควบคุมป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น แบ่งเป็น 2ระดับ ของฝ่ายการเมืองเข้มข้นแจ้งแบบเปิดเผยต่อสาธารณะตรวจสอบได้ ฝ่ายข้าราชการยื่นแล้วเก็บเป็นความลับ เช่นเดียวกับกรรมการสภาสถาบันต่างๆในบัญชีล่าสุด

ประเด็นเห็นต่างคือฝ่ายการเมือง,ข้าราชการคลุกคลีอยู่กับผลประโยชน์ไปจนถึงการใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดิน

ว่าด้วยประกาศป.ป.ช.ล่าสุดกรรมการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิมาจากภาคเอกชน มาช่วยงานรัฐ ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณหรือมีอำนาจให้คุณให้โทษซึ่งอาจสร้างผลประโยชน์

ผมเห็นใจท่านเหล่านั้น เนื่องจากการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของตัวเอง ของคู่สมรสและบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นเรื่องแบบบาง คนทั่วๆไปอาจมีบ้าน,ที่ดิน,รถยนต์,เงินในธนาคาร, โทรศัพท์มือถือ...แต่กรรมการที่สะสมประสบการณ์ความรู้จนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีรายละเอียดมากกว่า

เชื่อว่าที่ลาออกหรือแสดงความจำนงลาออกมิได้ต้องการปกปิด ปัญหาใหญ่อยู่ที่หากแจ้งไม่ครบถ้วนตกหล่นเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็นความผิดใหญ่หลวงตามมา เคยมีคดีความข้อหาปกปิดหรือจงใจแจ้งทรัพย์สินเป็นเท็จ ศาลสั่งปรับและจำคุกมาแล้ว

อันนี้ก็เรื่องจริง มีคดีค้างอยู่ในป.ป.ช.ผู้ยื่นทรัพย์สินโดนเล่นงานเพราะใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโดยไม่แจ้ง ถือเป็นการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน

เมื่อเกิดปัญหาผมก็เห็นว่ามีเหตุผลที่ป.ป.ช.จะเลื่อนการบังคับใช้ไประยะหนึ่ง เพื่อพิจารณาร่วมกันให้ภาคทฤษฎีในการปราบปรามคอร์รัปชั่นกับภาคปฏิบัติควบคุมถูกที่ถูกส่วนสอดคล้องกัน การไปบังคับผู้ไม่อยู่ในพื้นที่ที่จะกระทำการทุจริตได้ จำเป็นหรือไม่?

ควรจำกัดกลุ่มผู้แจ้งตามความเสี่ยงเพื่อสามารถตรวจสอบได้อย่างเข้มข้น ไม่ต้องครอบจักรวาล.

EDITORIAL: Tap BLOCKCHAIN to help beat corruption - THE NATION Issued date 9 November 2018

THE NEW DATA-SHARING TECHNOLOGY CAN HELP THE GOVERNMENT AND CITIZENS UNDERSTAND WHAT NEEDS FIXING

In a bid to boost government transparency and accountability, new technologies should be explored and used to fight corruption moreeffectively. One of the most promising technologies is called blockchain, which is essentially a list of records linked together using crytography and time-stamps. This forms an endless blockchain resistant to any modification of the data it contains.

According to Dr Torplus Yomnak of Chulalongkorn University,blockchain has the potential to help the government understand citizens better and more precisely when it comes to cor-ruption and related issues.Based on research, anti-corruption efforts can be more effective if citizens of different age groups and in geographical areas of the country are better understood.

In other words, perceptions vary, as do people's experiences with corrupt practices. For example, residents of the northern province of Nan are more concerned about deforestation than residents of, say, Nakhon Ratchasima in the Northeast, who pay more attention to efficient use of tax money in public school projects.

Older people also have different real-life experiences of corrupt prac-tices than do younger people, especially the so-called millennials. As a result, age and other demographic factors play a major role in shaping perceptions and triggering reactions to corruption and related issues.

In Thailand there are currently about 40 government and non-governmental organisations involved in combating corruption. Some are better known and more successful than others. Their missions and objectives also vary. Most are designed to prevent corrupt practices in the first place, while two state agencies are empowered to suppress and enforce anti-graft laws, namely the National Anti-Corruption Commission and the Public Sector Anti-Corruption Commission.

Several entities are also designed to educate the general public and younger generations about the perils of corrupt practices and their negative impacts on national development, especially with regard to losses of taxpayers' money or its inefficient use. Networking and social media have become a key feature of their anti-corruption efforts, which include those supporting and encouraging people in all walks of life to help expose corruption.

Overall, transparency in all government activities, especially public procurements and bidding for government contracts, is crucial, and so is the accountability of state officials and politicians responsible for these schemes. Accountability can be enhanced when anti-graft laws are strictly enforced, covering the legal requirements on asset declaration for officials and politicians concerned.

Based on experiences in other countries, strong government involvement appears to be a critical factor for successful anti-corruption and related efforts. For example,the Lapor project in Indonesia is led by the government and rated to be highly successful, with more than 620,000 reports and 290,000 users nationally in 2015. In Vietnam, the Da Nang Citizen App, which is part of a "smart city" project, is also quite successful with more than 36,000 reports of corruption in 2016-2017.

Besides government involvement, other important factors for success in anti-corruption efforts are citizen feedback and the use of open data to help boost data sharing and inter-project and inter-government-agency collaboration.As in the case of Vietnam's Da Nang Citizen App, it is obvious that smartphone technology will further boost the role of citizens and that their feedback will help make anti-corruption efforts more effective.